Sunday, September 22, 2013

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2012 (และ 2013)


เข้าใจว่าปีนี้พิมพ์เร็วมาก วันนี้ที่ก็เพิ่งวันที่ 1 มกรา 2013 พอดี แต่นั่นแหละ สิ่งที่ได้เรียนรู้มาอย่างหนึ่งก็คือ อะไรที่ต้องทำ ก็ควรทำไปเลย จะไปล่าช้า ก็จะไม่ได้ทำ หรือว่ากังวลใจไปเปล่า ๆ อย่างที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า เพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบ ก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบสิบอย่างก่อน (21.09.13) แต่ก็กลายเป็นไม่ยอมสรุปลงตัวสักที จนวันนี้แหละ



ชีวิต
เหมือนว่าปีนี้ชีวิตนิ่ง ๆ ก็เลยไม่แน่ว่าใจว่า ใจนิ่งหรือใจ numb แต่เพราะทำงานขนาดนี้ ก็เลยไม่ค่อนสนใจอะไรเท่าไหร่ งานอดิเรกคืออะไร ก็คงตอบว่า กลับมาแล้ว อาบน้ำ กินข้าว เปิดทีวีดูรายการทำอาหารแล้วกระมัง

-ทีวี-
การเปิดทีวีดูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีที่มาจากการเปลี่ยนแพ็คเกททีวี ก็คือทำให้เจอช่องที่มีรายการอาหาร หรือมิฉะนั้นก็เกี่ยวข้องกับการทำอาหารเยอะมาก ถึงขึ้นที่จะได้ดู 2-3-4 รายการติดได้ และดังนั้น ก็เป็นความน่ากลัวอย่างหนึ่งที่พบว่าฉันนั่งดูทีวีไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เพราะว่าหลัง ๆ ไม่ได้ดูทีวีเลย จนกระทั่ง .....จนกระทั่งเปลี่ยนแพ็คเกททีวี ... แต่ก็เอาเถิด เนื่องด้วยช่องที่ดูเป็น BBC เป็นสำคัญ จากที่ดูใหม่แล้วงง ๆ จับสำเนียงไม่ทัน (สารภาพว่าหลัง ๆ ดูแต่รายการอเมริกัน) ก็กลายเป็นฟังรู้เรื่องขึ้น และรู้เรื่องขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตลกว่ารายการที่ไม่คิดว่าจะติด แต่ติดมากกก ถึงขึ้นที่ดูได้ทุกครั้งที่มีการ rerun หลังรอบ premiere ที่นั่งจ้องทีวีรอ ก็คือ Asia’s Next Top Model ดูได้ดูดี

(21.09.13)
รายการอาหารทีติดมาก และมากถึงขนาดเร่งตัวเองให้กลับบ้านเร็ว และไม่ยอมนวด ก็คือ My Kitchen Rules อีกอย่าง เสียดายที่ดูในคอมไม่ได้ แล้วก็เสียดายที่ฉายซ้ำน้อย (อยากจะด่าคนจัดผังรายการ ใครจะดู Law and Order ตลอดเวลาคะ?)

-มือถือ-
มือถือก็ยังมีไว้เพื่อส่งสาร สื่อสารกิจการ CRM อยู่ดี (และคุยกับเด็ก ๆ มากกว่ากับเพื่อนด้วยซ้ำ) ซึ่งดูจากกระแสทิศทางสังคม ก็คงไม่มีหนทางที่กระแสพวกเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้มันจะลดบทบาทลงเสียด้วย นอกเหนือจากนั้น มือถือก็เอาไว้ถ่ายรูปเนี่ยแหละ จริงจังจนกลายเป็นว่าอยากจะเปลี่ยนมือถือเพื่อให้ถ่ายรูปได้ชัด โดยเฉพาะในที่แสงน้อยด้วยซ้ำ

-คอม-
ใช้คอมน้อยลงจริง ๆ เพราะถึงแม้คอมจะเร็วขึ้นจากการอนุเคราะห์ของฟินน์ แต่ว่าเวลาที่เปิดคอมก็ไม่รู้จะทำอะไร (เว้นแต่จะเพื่อทำชีท หาข้อมูล หรือพิมพ์รายงาน) เพราะว่ามันจะไร้สาระ ผลาญเวลา และอ่านนิยายที่ไม่สมควร และไม่ควรค่าให้ต้องอดนอนแม้แต่น้อย (มัวแต่คิดว่าอีกนิดนึง อีกนิดนึงไปตลอด ซึ่งรวมกันมันก็หลายชั่วโมงได้) ไม่มีเวบที่เข้าเป็นสาระเลย และก็ไม่อ่านอะไรสาระด้วย ฟังดูโง่ แต่ลองมาสอน 8 ชั่วโมงติดอย่างฉันดูสิ ... แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่เปิดอยู่ และพยายามจะอ่านมันไม่เข้าหัวอะไรเลย แถมอ่านไปก็ยังเจ็บหัวจี๊ดอีก ... แล้วนี่ก็เป็นข้ออ้างอีกอย่างที่ทำให้ไม่ได้ทบทวนจีนแต่อย่างใด

เหมือนมีคอมไว้เพื่อเป็นรีดเดอร์อ่านไฟล์เถื่อน ชอบกล ซึ่งก็ต้องพูดเหมือนปีที่แล้วอีกว่า อ่านไปแล้วก็ไม่ถูกใจเท่าไหร่ สู้แต่งเองในหัวไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่หลายครั้งจะรู้ว่าถ้าเครียดหรือมีอะไรในใจกลับมา สิ่งที่ทำให้หลุดโลกได้มากที่สุด ก็คือหนังสือดี ๆ หรือหนังสือที่คิดว่าดีสักเล่ม

ปีที่ไม่ได้รีวิวหนังสืออะไรเท่าไหร่ พิมพ์อะไรก็น้อย เพราะไม่ได้พิมพ์อะไรมาก ๆ (โดยเฉพาะที่ก็รู้กับว่ามิ้งพิมพ์ไทยไม่คล่อง และถึงจะเริ่มคล่องตอนที่ใช้บ่อย แต่ปัจจุบันก็เสื่อมลงแล้ว เพราะใช้น้อยลง ทำให้หงุดหงิดรำคาญกับตัวเองมาก) แต่ทิศทางอย่างหนึ่งที่เกิดก็คือ การอ่านนิยายจีนพีเรียดหวานแหวว เริ่มมาจากวันหนึ่งไปพาราไดซ์ พาร์ค แล้วเห็นหนังสือจีนปกสวยดีก็เลยพลิกดูปกหลัง แล้วอาทิตย์ต่อมา เด็กนักเรียนไม่มาขณะไปดูหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็เลยทำให้เริ่มอ่าน แล้วก็อ่านติดต่อกันมาเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่ากลัวมากที่จะบอกว่าอ่านมา 70 กว่าเล่ม (เอ่อ 80 เล่มแล้วจากการนับใหม่เมื่อกี้) เป็นการไปยืนอ่านทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่อ่านธรรมดา ๆ แต่เป็นการยืนอ่านขาแข็งจนห้างปิดเสียด้วย น่ากลัวไหมล่ะ นั่นแหละ ก็เป็นการตอบโจทย์ตัวเองที่ตอนเด็ก อยากได้ความรักในนิยายกำลังภายใน และก็เป็นการเปลี่ยนอ่านหนังสือที่เขียนด้วยมุมมองแบบตะวันออก แทนที่นิยายฝรั่งทั้งหลาย ซึ่งทัศนคติของตัวเอกก็เป็นทั้งถูกใจในแง่หนึ่งมากกว่า Well, must say I have such Asian mentality still! แต่หลัง ๆ ก็เป็นการเพื่อผ่อนคลายเอาบันเทิงจริง ๆ เพราะหนังสืออ่านง่าย (ในแง่ที่แปลว่าพล็อตอ่อน จะถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น มันก็น่าเบื่อไปไหม) และก็อ่านเร็ว (ภาษาไทยเป็นภาษาแม่) อย่างไรก็ดี ถูกใจเรื่องหนึ่งมากจนต้องยกให้ได้ A+

(10.02.13)
นอกเหนือจากนี้ พบว่าตัวเองพิมพ์ดีดด้วยแป้นพิมพ์ได้ช้าลงและขัดข้องมาก เนื่องจากคุ้นกับการพิมพ์รัวเป็นไฟทางมือถือมากเกินไป ดังนั้นหลายครั้ง พอจะเริ่มพิมพ์อะไรจริง ๆ ก็ทำให้หงุดหงิดกับมาตรฐานความเร็วที่ตกลงมามาก โดยเฉพาะภาษาไทย

(21.09.13)
อย่างไรก็ตาม เลิกอ่านนิยายจีนแล้ว อ่านไปอ่านมาก็เหมือนเดิม และเริ่มเบื่อความไม่สมจริง ก็เลยกลับมาอ่านพวกแฟนตาซี และ YA ใหม่ ถ้าได้เรื่องดี ๆ ก็สนุกได้อย่างมาก ตอนนี้ติดเวบ Good Reads เพราะทำให้เจอหนังสือที่ถูกใจได้เสมอ ๆ โดยเฉพาะการเลือกหนังสือที่แนวเดียวจากเรื่องที่อ่านได้ ซึ่งละเอียดและตรงกว่าเวบอเมซอนมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้จะสมัครเวบนี้มานานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะมาเห็นประโยชน์ของมันก็ช่วงนี้เอง ข้อดีอีกอย่างก็คือ การจัดชุดหนังสือให้นี่แหละ เป็นระเบียบเรียบร้อยจริง ๆ

แม้ว่าต้องบอกว่าการกวาดตามองหนังสือพวกนี้จะเปลืองเวลา และทำให้การหาหนังสืออ่านในคิโนะจืดชืดไปโดยปริยาย เฮ้ออ ไม่กว่าคิดเลย ว่าถ้าฉันอยู่ในอเมริกา ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแน่  

อ้อ แล้วด้วยอานิสงค์จาก Good Reads ก็กลับมาวิจารณ์หนังสืออีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นการจดอารมณ์ตอนอ่านจบเฉย ๆ ก็ตาม

-กิจกรรมศาสนา-
(10.02.13)
เลิกโดยเด็ดขาด โดยไม่มีข้อแม้ และไม่มีเสียงทักท้วงจากบุพการีแต่อย่างไร เพราะฉันต้องหาเงินเข้าบ้าน ทำให้เสียงใหญ่ “ไม่ไป” คำนี้แค่นี้ก็จบได้ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงมีดราม่าละครไทย แต่ปัจจุบัน รำพันอะไรมาก็เท่านั้น ทำงานหาเงินให้ขนาดนี้ วันหยุดก็มีแค่วันอาทิตย์บ่าย ฉันมีสิทธิจะพักผ่อนอย่างที่ฉันพอใจบ้าง

รอคอยวันแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต ปัจจุบัน ไม่ยอมให้กิจกรรมทางศาสนามาเป็นศูนย์กลางของชีวิตเด็ดขาด ใครทำก็ดี ชื่นชมที่ทำได้ แต่ไม่ใช่ฉัน ทำบุญนอกแก่น ทำบุญสุดโต่งคงไม่ใช่ มัวแต่หวังพึ่งผล แล้วเป็นอย่างไร ช่วยกรุณาหาสมดุลชีวิตให้เจอ

ฟินน์บอกว่าเรื่องนี้ทำให้ฉันของขึ้นเกินงาม แต่ก็คงจริง รู้สึกตัวว่าอารมณ์เปลี่ยนตอนพิมพ์เลยทีเดียว

-กินข้าว-
กินข้าวนอกบ้านมากขึ้น เพราะเหมือนปีที่แล้ว (กลับไปอ่านมาแล้ว ทำการบ้านมาดี) ก็คือ แม่ไม่ต้องทำกับข้าว และดูเป็นกิจกรรมครอบครัวที่แม้แต่คุณป๋าก็ต้องมามีส่วนร่วม หลัง ๆ เห็นการกินข้าววันอาทิตย์เย็นแถว ๆ ทองหล่อชอบกล โดยเฉพาะที่ Eight (ฉันชอบ ทั้งร้าน 88 และอินเดีย) และการกิน Sfree ต่อเป็นของหวาน (ไม่รวมการซื้อของที่ Foodland) กับช่วงท้าย ๆ ปีอีกที่ก็คือ เซ็นทรัลพระราม 9 ก็มันใกล้บ้าน และคุณป๋าพร้อมที่จะออกมาด้วย...บ้าง

(10.02.13)
ปล. หลังจากช่วงหลัง ๆ กินข้าวนอกบ้านบ่อย บ่อยจนเริ่มกระทบฐานะการคลังส่วนบุคคล ตอนนี้ดิฉันก็เลยกลับมารณรงค์ให้กินข้าวที่บ้านมากขึ้น เพราะถึงจะมีคนโวยงายว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศเบื่อบ้าน ดิฉันก็พร้อมจะไม่ฟัง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่รับภาระส่วนนี้ก็คือฉัน อยากกินอะไรเก๋ ๆ อยากทำอะไรเก๋ ๆ ก็ช่วยกรุณาจ่ายค่าความเก๋ด้วยตัวเองก่อนนะคะ ไม่ไหวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้กำลังบ้ากินแซลมอน เนื่องจากก่อนปีใหม่ ไปเจอปลาราคาถูกที่ตลาดสัมมากรมา โลละ 340 บาท ซื้อมาโลนึงกินกันได้ทั้งบ้านอยู่ 3 วัน ถ้าเป็นที่ร้านก็คง 1 คน 1 วัน แล้วรู้สึกว่าปรุงรสปรุงเครื่องได้ดั่งใจสุด ๆ (ไม่ชอบกินปลานี่แบบสุก ๆ นอกบ้านอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่า คาว หรือไม่ก็ทำจน มัน แต่ไม่เป็นกับที่บ้านเลยแม้แต่น้อย)

อ้อออ ตอนนี้เป็นยุค ผักขม อีกอย่าง แม่บอกว่า ม กินฟักให้เบื่อเป็นทีละอย่าง ๆ ไป

(21.09.13)
เพราะว่าตอนนี้ดูรายการทำอาหารบ่อย สิ่งที่กลับมาทำก็คือ ทำอาหารเองที่บ้าน ถูกตามประเด็นข้างต้นไม่เท่าไหร่ ที่เด็ดก็คือ ได้ตอบสนองความต้องการทำอะไรบ้าง ถึงแล้วคืนอาหารอินเดียจะงง ๆ เหมือนไม่ใช่ก็ยังสนุกอยู่ดี ตอนนี้อยากจะได้เตาอบ และอยากทำเป็ดปักกิ่ง แม้ว่าจะดูทะเยอทะยานเกินเหตุ ไก่อบที่เคยทำอยู่มือแต่ตั้งอยู่อังกฤษก็ได้กลับมาทำอีกครั้ง แล้วที่สำคัญก็คือกลายเป็นว่า แม่ชอบ ถึงชอบวันหนึ่งซื้อปีกไก่กลับมาเพื่อให้หมักแล้วอบเลย ช่วงนี้ทำสุกี้บ่อย เพราะว่าทำง่ายและเร็ว

การงาน
ดีขึ้น และดีขึ้น ... ในแง่ที่ว่า สำหรับมิ้ง ไม่ใช่เด็กไม่พอสอนตามจำนวนชั่วโมง แต่เป็นจำนวนชั่วโมงไม่พอสอนตามจำนวนเด็ก ก็รู้สึกผิดในแง่ที่ไม่ได้อัดแน่นตามสไตล์ครูหลายคน แต่ถ้าหลัก ๆ ตามสไตล์มิ้ง ก็คืออยากเน้นความเข้าใจและเรียนในแง่ที่ไม่อัดมากจนเกินไป (มากไปก็ใช่ว่าเข้าหัว แถมยังเครียดกดดันเพิ่มไปโดยใช่เหตุอีกต่างหาก) เริ่มมีเด็กของตัวเอง และพอเริ่มสอนข้างนอกก็ไม่คิดว่าจะสามารถมีที่ของตัวเองได้อย่างวันนี้ (ตอนแรกก็คิดหนักเหมือนกัน แต่ก็กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำลงตัว และถูกใจกว่าที่คิดว่าจะเป็นมาก) แต่เพราะเป็นที่ของตัวเองก็ทำให้เหนื่อยน้อยลง (หรือเปล่าหนอ?) แต่ก็สบาย ๆ และมีความสุข ภูมิใจกับตัวเองมากขึ้น และที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้กลับมาจุนเจือ และช่วยเหลือที่บ้านได้มากขึ้น ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็เป็นมาตลอด อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า การให้เงินอยู่หลัง ๆ เริ่มเป็นการออกหน้ามากขึ้น และก็เริ่มมี “ทัศนคติ” คนหาเงินเข้าบ้านเกิดขึ้นมา ... ดีในแง่กล้าที่จะบอกออกไปว่าชอบไม่ชอบอย่างไร แต่ถ้ามองสุดโต่งก็คือ ทำตามใจเกินไปด้วย (ถ้าเป็นเรื่องการทำบุญ และกิจกรรมเกี่ยวข้องกับศาสนาภายนอก)

... สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแปลกใจก็คือ สำหรับมิ้ง การมีพื้นที่สอนของตัวเองเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะว่าได้ใช้จริง (ตอนนี้มองว่าตัวเอง practical) แต่สำหรับหลายคนรอบตัวมองว่าการมีห้องของตัวเองเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น – อย่างเช่นป้าแหม่ม หรือน้าปิ๊กที่ถึงขั้นอยากไปดูที่ห้อง ทั้งนี้ สำหรับมิ้งเอง ห้องของตัวเองหมายถึงพื้นที่ของตัวเองที่สามารถทำอะไรก็ได้ (แต่งได้อย่างที่อยากแต่ง ไม่ต้องเกรงใจแม่หรือพี่ต๊ะอย่างที่บ้าน และก็รู้สึกภูมิใจว่าห้องก็สะท้อนบุคลิกของมิ้งออกมาพอสมควร ห้องดูโปร่ง สบาย แล้วก็อบอุ่น (เด็กบอก) เหมือนนั่งสอนกันอยู่ในแพนทรีบ้านมากกว่าจะเป็นห้องสอนพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีขนมคบเคี้ยวต่าง ๆ นานามา (แล้วก็ภูมิใจด้วยว่า การกัดฟันลงทุนแต่งห้องของมิ้งออกมาดีกว่าที่คาด ต้องขอขอบคุณ IKEA จริง ๆ ที่ทำให้ได้ของอย่างที่เกือบวาดภาพในหัวไว้ .. ในราคาที่ซื้อได้ – แม้ว่าราคาโต๊ะกับเก้าอี้จะลดลงหลังซื้อไป 2 วันก็เถอะ ฮือฮือ ฉันจะไม่มีวันลืม)

หลายคนบอกว่าสอนวันละ 8 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 6 วัน (ไม่นับที่เรียนภาษาจีนวันที่ 7) โหดมาก แต่สำหรับมิ้ง? มีโอกาสหาเงินได้ก็อยากทำ แต่หลายครั้ง การสอนแค่ 6 ชม. คือถึง 5 โมง แทนที่จะเป็น 8 ชม. ถึงทุ่ม เหนื่อยเท่ากัน หรือในแง่การเดินทางที่จริง ๆ แล้วอาจจะเหนื่อยกว่า เพราะผู้โดยสารในรถไฟฟ้ามากกว่า ต้องอัดแน่นลำบาก และช่วงรถเข้าซอยติดกว่า ก็อยากจะสอนให้ถึงทุ่มไปเลย ทั้งนี้ ก็มีช่วงที่สอนถึงวันอาทิตย์เหมือนกัน ซึ่งก็อยากจะบอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว เพราะว่าทรมานมาก ในแง่ที่ว่าอยากจะขดตัวมุมห้องแล้วร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ เพราะว่ามันเหนื่อย เหนื่อย และเหนื่อย ... และก็รู้สึกว่าอาจจะทำให้ไปลงกับเด็กได้ ถ้าครูจะหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแง่นั้นก็ไม่อยากทำ เพราะรู้ว่า ไม่ดีทั้งกับเด็ก และตัวเอง (ถ้าเป็นเครื่องจักรก็คงจะดี ถ้าจำนวนการทำงานที่มากขึ้นไม่มีผลกับประสิทธิภาพการทำงาน – แต่ก็ไม่น่า เพราะขนาดเครื่องจักรยังต้องมีพัก)

แต่ก็นะ ช่วงที่สอนหนักก็ตัดเพื่อนไปเลย ....

ปล. เพิ่งนึกออกว่าปีนี้ไม่มีการพูดชื่อนักเรียนเนอะ? ก็ต้องบอกว่าปีนี้ hardenได้มากกว่าเดิม แล้วก็ไม่มีคนที่อยู่ยาว แล้วผูกพันแบบปีที่แล้ว

(21.09.13)
พูดถึงการสอน เดือนตุลาคมก็เป็นเดือนที่เด็กทะลักล้นอีกเช่นเคย ตอนนี้ก็กำลังคิดหนักว่าจะจัดการบริหารยังไง และที่กลัวก็คือ สงสัยว่าจะต้องกลับมาสอนวันอาทิตย์อีกแล้ว ก็คงจะเหนื่อย เพราะว่าแค่เหนื่อย แต่คงไม่ถึงขั้นอยากใช้เวลาเพื่อเรียนภาษาจีนเหมือนเก่า

คราวนี้เป็นเด็ก ๆ เดิม ๆ ที่ต่อยอดค้างมา จะเริ่มเทศกาลโค้งสุดท้ายอีกแล้ว ไม่อยากคิดเลย เฮ้อออ

ห้องกาลยเป็นที่ ๆ เด็กจะมานั่งอย่างสบายใจและเล่นไปเรื่อย ๆ ก็น่ารักดี ร่ำ ๆ อยากได้พื้นที่เพิ่มเพื่อให้รองรับและตอบสนองเด็ก ๆ ได้มากขึ้น ก็ต้องลองดูกันต่อไป

รู้สึกว่าตัวเองใช้เหล้าเพื่อ loosen up กับเด็ก ๆ หลายคน กรี๊ดดดด

การเดินทาง
ก็เนื่องมาจากข้อข้างบน ทำงานขนาดนี้ จะมีเวลาเดินทางไปไหนคะ? ทริปกับที่บ้าน นึกออกหลัก ๆ ก็มีอยู่สามครั้ง คือ แพร่ เดือนเมษา (ทำบุญโบสถ์ – ก็เป็นการไปกับคณะ ที่สนุก เพราะไม่สนใจใคร ฉันจะทำแบบที่อยากทำเท่านั้น) เขาค้อ เดือนสิงหา ซึ่งชอบมาก ชอบภูเขา ชอบความนิ่งสงบ จนถึงขึ้นที่กลับมาเพ้ออยากไปมีชีวิตอยู่บนดอย บอกตัวเองว่า ไม่อยากได้อะไร ขอแค่ใจสงบ แล้วก็คิดว่า ทำให้รู้ใจตัวเองว่า “ถ้า”เลือกได้ ไม่มีปัจจัยการเงินมาเกี่ยวข้อง จะเลือกเป็นครูสอนหนังสือเด็กบนดอย (เคยบอกเอ็ดไป เอ็ดบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็คุยกับต้อม ต้อมบอกว่าสุดโต่งมาก) อีกทริปหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือทริปเกาะช้าง ถูกใจว่าเพราะได้ไปที่ที่หวังไว้นานว่าจะพาแม่และน้องไป (ตั้งแต่ทำงานที่ กินรี คิดดู ก็คือ 4 ปีพอดี เวลาผ่านไปน่ากลัวจริง ๆ) แม้ว่าจะนานจนโรงแรมจะเปลี่ยนจากดุสิตมาเป็นเมอร์เคียวแล้วก็ตาม

อ้อ มีสระบุรี ช่วง18-19 กุมภาด้วย เด็ดที่สุดในทริปก็คือเป็ดที่ขออาหารและกินได้ทุกอย่าง

กับเพื่อน? ปีนี้ไปน้อยมากกกก ก็มีทริปเสม็ดน้องป๋อที่เขียนถึงไปแล้ว ด้วยความที่คาบเกี่ยวกับการายงานไตรมาสที่ 1 แล้วก็ทริปแห่งปีก็คือ หลีเป๊ะ

(10.02.13)
ข้อนี้ของทริปนึ้มีอยู่หลายอย่าง ประการแรก ก็คือได้เป็นการพักผ่อน และขอบอกว่าพักผ่อนจริง ๆ เพราะตัดโลก ตัดความคิดวุ่นวายทั้งหลายออกไป แล้วใช้ชีวิตอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ประการหลังอีกอย่างก็คือ ได้ต่อติดกับเพื่อนมากขึ้น นอกเหนือจากความรู้สึก ติดหนึบ synchronize” แล้ว สิ่งที่ได้หลังจากนั้นก็คือกลับมามีสังคมเพื่อนดังเดิม (หลังจากที่หายไปเพราะงาน และความวุ่นวายภายในตัวเอง และกับเพื่อน) และเกิดกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันได้สนุก และลงตัว

สุขภาพ
(10.02.13)
สุขภาพก็เป็นเรื่องที่เป็นไปตามวัย ก็ไม่มีอะไรพิเศษที่นึกได้ออกมานอกจาก (21.09.13) การนวดคือการตอบปัญหา และแก้ปัญหาทุกอย่าง ร้านนวดที่ไปตอนนี้ก็ไปบ่อย จนรู้สึกสบายใจและถูกใจที่ได้นวด แม้ว่าจะมีร้านที่ใกล้แถวบ้านก็ตาม แต่เวลาก็ไม่ลงตัวเท่า และที่สำคัญ ถ้ามีวันอาทิตย์เป็นวันหลุดก็ขี้เกียจเกินจะลากตัวเองออกไปจากบ้านด้วย

ความรัก
(21.09.13)
 ยิ่งยุ่ง ยิ่งทำงาน ยิ่งเลือก และยิ่งระวังตัว นาน ๆ ทีก็คิดอยากมีใครสักคน แต่พอตั้งสติได้ก็คิดว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ลงตัวที่สุด อย่างที่แม่บอกว่า “มิ้งทนกับงาน แต่ไม่ทนกับความรัก” ก็คงจริง ทำงานทนแล้วยังได้เงิน แต่ความรักทนแล้วเหนื่อยไม่ได้อะไรก็ไม่ไหวนะ รู้สึกว่าตัวเองดื้อด้านแล้วก็ทนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ผ่านมา ตอนนี้มองย้อนกลับไปดูก็แปลกใจว่าตัวเองทนได้อย่างไร และก็คิดว่าจะไม่ยอม compromise อีก ชีวิตนี้จะไม่กัดก้อนเกลือกิน ไม่ใช่เพราะไม่ยอมลำบาก แต่เพราะเป็นว่า จะทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเราจริง ๆ 

การเงิน
(21.09.13)
ก็คิดว่าสรุปได้จากทุกข้อที่พูดมาแล้ว ว่าการสอนพิเศษ (แม้ว่าจะเป็นจริงเป็นจัง และเต็มเวลาเกินกว่าหลายคนเข้าใจ) ทำให้ได้เงินพอ ที่จะมาช่วยที่บ้าน และประคองสถานะที่เป็นอยู่ได้ ก็ขอบคุณที่ทำให้ได้มาอยู่ในโลกสอนพิเศษ ที่กลายเป็นทั้งแหล่งรายได้ สังคม และความหลงใหล (ในวิชาการและภาษาของมิ้ง) ก็คิดไม่ออกว่า ถ้าไม่ได้เป็นครูแบบนี้จะเป็นอะไรได้สนุกอีก รู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะว่าช่วยเด็กหลายคนให้ได้อย่างที่หวัง และช่วยปั้นอนาคตให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ที่รู้สึกว่าทำให้เด็กที่ไม่เรียนกลับมาเรียนและจริงจังกับการเรียนเพิ่มขึ้นได้

ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องทำตัวเป็นต้นแบบของเด็ก แต่อยากเป็นคนที่เข้าใจและคุยกับได้มากกว่า

ความฝัน
ถ้าไม่ติดเรื่องที่บ้าน อยากทำงานน้อยลง ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งคือได้ทำงานแค่อาทิตย์ละ 5 วัน และได้มี 2 วันของตัวเอง อยากปีนเขากับต่อยมวย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ (ถึงขั้นที่ร่ำ ๆ จะลืมอย่างแรกไปแล้วด้วยซ้ำ) มีคนบอกว่าถ้าจะหาเวลาก็หาได้ แต่ก็ยังหาสมดุลตัวนั้นไม่เจอ

ถ้าไม่ต้องติดหาเงิน อยากไปเป็นครูบนเขา ไม่รู้ว่าสุดโต่งไปไหม แต่เบื่อสังคมเมืองจริงจัง ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้อย่างไร ขนาดไหน

นี่ก็คือข้อมูลปีที่แล้ว 2012
Best nightout – Wine Connection/ Bridge Bar
Best restaurants – 88 (Eight branch) and Masala Art
Best alcohol taste – Ice Wine (Yom’s recoomendation)
Best wild nightout– Nectar
Best beauty items – K’s Correctives /
Best facial products – Estee forever!!!
Best App - Shazam / 8track
Best meal at home – anything with salmon
Best album – Sally’s
Ideal holiday – sleep with no alarm clock with Ki :D

Monday, April 16, 2012

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2011 (และไตรมาศแรกของ 2012)

3 เมษาแล้ว ล่าช้าเหมือนปีที่แล้วอีกแล้ว ที่กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ล่ามาแล้วสามเดือน แถมเดือนนี้ก็เมษาเข้าไปแล้ว ก็นั่นแล จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามรำลึกเท่าที่จะได้ก็แล้วกัน
ต่ออีกรอบ 16 เมษา ไม่บังคับตัวเองไม่จบแน่

ชีวิต
อืม ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ปีที่แล้วสอนหนักมาก โดยเฉพาะช่วงที่ไปสอนสีลมตอนเย็น (กว่าจะเลิกบางครั้งก็สองทุ่มกว่า ไม่ต้องคิดเลยว่ากลับถึงบ้านก็สามทุ่มใกล้สี่ทุ่มแล้ว) ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือแม้แต่ได้กินข้าวที่บ้านเลย และช่วงนึงก็เหนื่อยถึงขนาดที่หาของกินตลอดไม่หยุดเหมือนกัน

กินข้าวบ้านน้อยลงมาก เพราะไม่มีคนทำ และ/ หรือบางครั้งก็ไม่มีคนกิน มีความรู้สึกอยากกินข้าวบ้านนะ เพราะทั้งถูกเงิน และถูกปาก แต่จะให้แม่มาทำ หรือจะให้ทำกินเองก็ไม่ไหว หลัง ๆ รู้สึกย้ายครัวบ้านไปกิน the Nine ชอบกล ร้านนี้ร้านนั้นเปลี่ยนไปช่วง ๆ ไปเรื่อย หรือมีอีกช่วงนึงที่ทุกอาทิตย์กิน Paradise Park วันอาทิตย์บ่ายนั่นแล

เจอเพื่อนน้อยลง เพราะเวลาไม่ลงตัว และก็มีปัญหาในกลุ่มที่ทำให้หลายคนเนือยและไปหาเวลาเปิดกลุ่มย่อยขึ้นมาเอง (หรือแม้แต่หนีไปเที่ยวกันกลุ่มเล็ก ๆ) และก็รู้สึกว่า “เพื่อน” ที่มาก็คือ นักเรียนเนี่ยแหละ พอไปเจอเพื่อนสมัยประถมก็เลยได้ข้อคิดอย่างนึงว่า พวกนี้เป็นพวกที่อยู่ในความทรงจำ เป็นอดีตห่างไกล ขณะที่เด็กนักเรียนเป็นความเป็นจริง หลายคนเจอกันทุกอาทิตย์ หรือถ้าช่วงที่เรียนหนัก ๆ ก็เกือบเป็นทุกวันเสียด้วย

-คอม-
ใช้คอมพิวเตอร์น้อยลง รู้สึกว่ากลับมาบ้านจะให้ใช้คอมฯ ทำอะไรก็ไม่อยากทำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดคอมแล้ว มักจะยาว อย่างไรก็ดี ส่วนที่ทำกินเวลามาก เมื่อเปิดคอมก็คือการโหลดและอ่านหนังสือนี่แหละ หมดได้เป็นวัน (หรือข้ามคืน) ซึ่งก็เกิดข้อเสียคืออ่านเอาเรื่อง และอ่านให้เร็ว การจับอารมณ์และภาษาไม่สามารถสู้หนังสือเล่มกระดาษได้ หมดช่วงเวลาทำอิลลาส หรือแม้แต่พิมพ์ไฟล์ใด ๆ (ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สอน) บางครั้งส่วนหนึ่งที่ทำให้หงุดหงิด ก็คือ คอมช้ามากกก ถ้าไม่มีเวลามาก ก็ไม่คิดจะเปิดคอมส่วนซ้ำ

-มือถือ-
ต้องบอกว่าชีวิตสะดวกขึ้นที่สามารถเช็คเมลด่วนได้ผ่านมือถือ (หรือแม้แต่หาสิ่งที่สงสัยตอนนั้นได้ทันที) เพราะบางครั้ง รู้ว่ามีเมลด่วน หรือสำคัญ ก็ต้องรอกลับมาเช็คที่บ้าน แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ชีวิตเร็วขึ้น และเร่งขึ้น ตามประสาการติดต่อแบบทันทีทันใดด้วย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างความสนิทสนมและติดต่อกับเด็ก ๆ นักเรียนได้ตลอด เป็น CRM แบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

อ่านนิยายน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า? เลิกอ่านแฟนตาซีในเมืองเป็นการถาวรแล้วกระมัง โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่อ่านมาทยอยจบลงไปด้วย ตอนนี้ไม่อยากจะบอกว่าติดเรื่องรักเหนือจริงบางชุดแทน โดยเฉพาะอะไรก็ได้ที่เขียนโดย NS รู้สึกว่าภาษาสวยแล้วก็จินตนาการสร้างสรรค์อลังการดี แม้จะติดไม่ชอบที่ความต้องตาพึงใจกันมันเร็วกว่าเกินกว่าที่ชอบก็เถอะ (ก็นะ จะให้เอาอะไรได้อย่างที่ต้องการได้หมดกัน) แต่ก็เกิดปัญญามาอย่างนึงว่า อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน ก็แต่งนิยายในหัวให้ตัวเองฟังก่อนนอนก็แล้วกัน เป็นการทำสมาธิกล่อมตัวเองให้หลับ แล้วก็ไม่ขัดใจด้วย (จริง ๆ สิ่งนี้ก็ทำมาตลอดนะ แต่เพิ่งรู้ว่ามันได้ดั่งใจก็ช่วงหลัง ๆ นี่แหละ)

เปิดตัวมาโหมดหนังสือแล้วก็เลยไปอีกนิด เพราะชอบจินตนาการ ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็คงติดอยู่หมวดนี้อยู่ดี มีอยู่ช่วงนี้ไปอ่านย้อนยุค แล้วก็เป็นช่วงที่ขัดที่สุด เพราะถึงนางเอกตัวเอกจะอยากกระโดดก้าวพ้นกรอบอย่างไร แต่ด้วยระเบียบและระบบสังคมที่มีทำให้ทำอะไรไม่ได้ และท้ายสุด ความกล้านอกกรอบก็กลับมาทำร้ายตัวเองเกือบทุกเรื่อง ส่วนเรื่องปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน

ไม่ได้ตั้งใจเรียนจีนเท่าไหร่ เพราะว่าเหนื่อยกับการทำงานมาก และสภาพใจก็ไม่อยากเรียน

การงาน
ก็รุ่งอยู่นะ ถ้าสอนได้อาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 6-8 (ที่ค่อนไปทาง 8) ชั่วโมง (นับได้ 45-48 ชั่วโมง ต่ออาทิตย์ ไม่นับที่เตรียมสอน และถ้าจะนับช่วงโหด ๆ ก็คงเป็น 60 กว่าชั่วโมงต่ออาทิตย์ ถ้านับว่าวันอาทิตย์บ่ายเป็นช่วงเตรียมสอนด้วย) ช่วงที่มีเด็ก ๆ สอบ SAT มาก ๆ สอนใครก็สอน SAT (เช่น เกรซ-เมย์-ทราย-แก๊งค์เซนต์โย ((หญิง)-บุศ-นัน-โม-ญี่ปุ่น))) นั่นหมายถึงอยู่กับ SAT วันละ 8 ชั่วโมง และถ้ารวมที่เตรียมสอน (โดยเฉพาะช่วงขายผ้าเอาหน้ารอดตอนเตรียม CB ครึ่งหลังเป็นต้นมา) ก็คืออยู่ที่บ้านอีกวันละ 2 ชม. นับได้ 10 ชม. จะไม่ให้ฉันเก่ง SAT ก็แปลกไปละ (ช่วงหลังมกราที่ผ่านมาเริ่มดร็อปไปเล็กน้อย เพราะหันไปสอนเขียนเรียงความ หรือแม้กระทั่งสัมภาษณ์เป็นหลัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาประจำการสอน SAT อีกแล้ว คราวนี้ไม่ต้องห่วงเลย เล่มฟ้า the Blue Book เอ๋ยย คุณครูแม่นมาก อธิบายหลักการคล่อง ศัพท์เต็มหัว เนื้อเรื่องไม่มีพลาด) และอยากจะบอกว่าที่สอนสนุกที่สุด ก็ SAT นี่แหละ ทั้งจากเนื้อหาวิชา และที่สำคัญ ผู้เรียนที่พร้อมทั้งภาษาและความตั้งใจ สอนสนุก สอนแล้วอินจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ก็เชี่ยวสอนเรียงความ และสัมภาษณ์ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างหลังที่เด็ก ๆ กรี๊ดว่าคำตอบอลังการ และคำถามเจอจริงในห้องสอบ มีความรู้สึกว่าสอนอะไรก็สอนได้ และค่อย ๆ เก็บเกี่ยวจนรู้เรื่องและเห็นภาพรวมที่จะให้เด็ก ๆ เอาไปใช้ได้หมด ... -เพิ่ม- และก็ทำให้เด็ก ๆ ติดคณะที่ต้องการได้ ดีใจจัง

แต่ปัญหาที่เจอ ตั้งแต่สอนนักเรียนคนแรก ถึงปัจจุบัน ก็คือผูกพันกับเด็ก โดยเฉพาะเมื่อหลายคนสอนกันมานาน และยิ่งการสอบเครียดก็ลุ้นไปด้วย เด็กโทรมาร้องไห้ (พลอย เกรซ หรือแม้แต่บุศ) เพราะเครียดบ้าง ท้อบ้างก็หลายครั้ง เป็นเพราะครู ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทำให้ผูกใจและผูกพัน และเมื่อเด็กเรียนจบ หัวใจก็สลายทุกครั้ง บางครั้งเตรียมใจได้ก็ดีหน่อย (อย่างภัทรที่แค่หงอย ๆ ว่าต่อไปจะไม่มีเรียนด้วยกันอีกแล้ว) แต่หลายครั้งนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่คนเดียวก็มี (โดยเฉพาะครั้งทราย) เมื่อไหร่จะชินได้หนอ? *ว่าแล้วก็นั่งฟัง Stronger ของ Kelly Clarkson แก้หัวใจสลายดีกว่า*

ทั้ง ๆ ที่สอนเรื่องเดียวกัน บทความเดิม แต่องค์ประกอบจากเด็กนักเรียนก็ทำให้การเรียนแต่ละครั้งแตกต่างกันไปด้วย ทั้งนิสัยการเรียน โดยเฉพาะวิธีจด และเข้าใจเรื่อง และทั้งองค์ประกอบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการสถานที่เรียน หรือกิจกรรมที่อาจจะเกิดด้วยกัน อย่างเช่น ซื้อขนม กินข้าว ซื้อของ ฯลฯ ไม่มีใครที่เหมือนใคร แล้วก็ไม่มีใครที่ไม่น่ารักในแบบของตัวเองเลยจริง ๆ (กินขนมหวานกับเกรซ ข้าวมันไก่กับต่วน ไก่ย่างกับกร ก๋วยเตี๋ยวกับพวกบุศ-นัน-โม แล้วก็ลาบกับท๊อป)
แต่เหมือนที่เขียนไปตรงช่วง “ชีวิต” นั่นก็คือ เด็กเป็นสังคมเป็นเพื่อนไปด้วย แต่ผูกพันมากไปก็ไม่ดีหรือเปล่า? แต่อย่างไรก็ขอยกคำที่แล้วมานิด “ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย (และไม่ตลอดไป) และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด”

กลับมาที่เรื่องสอนอีกนิด บางครั้งสอนมากก็เหนื่อย และก็หมดแรงก็มี โดยเฉพาะเมื่อหลายครั้งต้องผูกกันไปหลายอย่าง ได้พักบ้างก็ช่วงน้ำท่วม (ที่พยายามแช่ง ลุ้นให้น้ำท่วมถึงสยาม เพื่อให้ได้หยุดพัก แต่ก็ได้พักบ้างจริง ๆ เพราะว่าเด็กมาเรียนไม่ได้ หนีไปต่างจังหวัดกัน) และช่วงสูญญาการที่รอประกาศผลคะแนน

มีงานแปลบ้าง ที่กำไรงามเกินจะกล่าวก็คืองาน IRPC (อยากจะได้ประจำเสียจริง) และงานเจ้าเดิม โดยเฉพาะที่มาแก้ขัดช่วงน้ำท่วม แต่พอเทียบกันจริง ๆ เป็นไปได้ สอนทรมานน้อยกว่า เพราะว่าถ้าแปลงานเยอะ ๆ และมีกำหนดเวลานี่ เครียดเกินจะกล่าวจริง ๆ แต่แปลก็ทำให้ได้อยู่บ้าน และถ้าอัดได้จริง ๆ ก็เงินก่อนใหญ่เร็วกว่าด้วย (ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน) และที่สำคัญเกิดนิสัยลุกขึ้นมากระโดดระหว่างพักแปล มีทั้งข้อดีข้อเสียคนละแบบ และดังนั้น ถ้างานแปลดี ๆ จะเข้ามา ก็ได้โปรดเข้ามาเถอะนะ!

การเดินทาง
เอ่ออ... อยากจะข้ามหัวข้อนี้ไปมาก เพราะว่าทริปน้อยนิด น้อยนิด และน้อยนิด จนไม่รู้จะพูดอะไร กับที่บ้านเป็นเพราะเวลาไม่ลงตัว (ต้องสอนวันเสาร์ และจะหนีไปเที่ยวอาทิตย์กลับจันทร์อย่างเดิมก็ทำไม่ได้เพราะ ฟ ย้ายที่ทำงานแล้วด้วย) นึกออกแค่ทริปปราณฯ ตอนต้นปี อันเป็นทริปถูกและดี เพราะถูกตั้งแต่ราคาที่พัก ยันไปถึงอาหารการกิน แม้จะไม่รุ่งสำหรับมิ้งที่ต้องกินอาหารทะเลแทบจะทุกมื้อ (ดิฉันชอบของปรุงครึ่งเดียว ชอบอาหารฝรั่ง และชอบผักสดใบเขียว) และเพราะปลายปีน้ำท่วมก็ทำให้ไปไหนลำบาก เพราะห่วงบ้าน และกลัวน้ำอีกต่างหาก (จะไปเที่ยวปราณฯ ก่อนน้ำมาท่วมกรุงเทพฯ ก็ไปไม่ได้เพราะน้ำท่วมทางระหว่างไป)

ทริปกับเพื่อน ไม่แน่เชื่อว่าปีที่แล้ว เหลืออยู่ทริปเดียว คือ เชียงใหม่ วันเกิด ฉ. ที่ไปเครื่อง และเน้นหนักที่เที่ยวเล่น จุดเด่นคือได้ชายหนุ่มที่นั่งติดกับขากลับมาเป็นเพื่อนคุยนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะว่าไม่ลงตัว ก็เลยห่างหายกันไป

ปลายมีนา ทริปเสม็ด กับเพื่อน ดีที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน แต่ก็น่าตกใจที่รู้ว่าเราแก่ลงไปกันมาก (หมดแรงเต้น (เต้นเป็นเพื่อนป๋อ แค่นั้นเอง) และหลับตอนเช้า เพราะคืนก่อนหน้าปั่นงานให้นักเรียน) นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าอีกกลุ่มนี้ไม่เหมาะกับทริปซำเหมาจริง ๆ สุดท้ายก็ต้องเหมารถตู้
อ้อ... กลับมายิ่งเกลียดอาหารทะเล ไม่เลิฟ และแพง

ทริปต่างประเทศ .... ไม่มีเหมือนเดิม อยากจะร้องไห้

สุขภาพ
อืม ร่างกายมีปัญหางวดนี้ไม่ได้เกิดจากคอม แต่เป็นเพราะมือถือ (พยายามจะเพลาการคุยบ้างในบางครั้ง) ทำให้ไหล่ตึง คอตึง หรือแม้แต่ปวดตา แต่ก็ดีที่ได้ร้านนวดใหม่ใกล้สุด ๆ นั่นก็คือ ตรงข้ามโรงเรียน คิดอะไรไม่ออกก็เดินไปนวด (บางครั้งหนีไปตอนพักกลางวันเพื่อนวดบ่า/ไหล่ก็มี) แต่ข้อดีที่ได้ก็คือทำให้หัวโล่ง และนอนหลับง่ายขึ้น ตอนนี้ถูกใจพี่รินเพราะว่าแกะเส้นบ่า ไหล่ หลัง หรือแม้แต่อกละเอียดที่สุด

รู้อีกอย่างว่า การตึงคอมาจากการนอนดึก (หลังเที่ยงคืนตีหนึ่ง) อีกอย่าง บอกตัวเองให้นอนเร็วขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้สักที

สมาธิดีขึ้น เพราะว่าฝึกตัวเองให้จำ? ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เหมือนจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำ แล้วก็ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฝึกให้ตัวเองโยงกันเป็นเรื่อง ล่าสุดจำข้อสอบได้ 49 จาก 50 ข้อ รู้สึกชื่มชมตัวเองเป็นอันมาก

จิตใจ ก็เรื่อย ๆ เพราะไม่คิดอะไร วันต่อวัน ยกเว้นว่ามีเรื่องให้รีบ (ซึ่งอันที่จริงจะว่าไป ก็มีทุกเช้า เพราะตื่นสายตลอดเวลา และเวลากลับบ้านที่อยากกลับบ้านไว ๆ และอี แอร์พอร์ตลิงค์ที่เชื่อถือะไรไม่ได้ (เกลียดมัน เกลียดราชการไทย)) และถ้าจะคิด พยายามจันทร์ในบ่อมากขึ้นก็แล้วกัน

ความรัก
ไม่รักใครเลย ยกเว้นตัวเอง และกี้ หรือจะบอกว่า กี้และตัวเอง บางครั้ง ได้อยู่กับกี้ แค่นี้ก็เป็นความสุขของชีวิตแล้ว

หมดความรักหนุ่มสาว? เนือยมาก และอยากจบ เพื่อน? ช่วงนี้ก็เนือย ครอบครัว? เยอะไปในบางจุด และมากไปในบางส่วน อาจต้องมองโลกให้กว้างขึ้น และคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดให้น้อยลง คิดเรื่องที่ควรคิดให้มากขึ้น

การเงิน
รายได้หลักก็มาจากการสอนเช่นเดิม และก็กลายเป็น bacon bringer ของบ้านไปด้วยเช่นกัน เหนื่อยนิดหน่อย โดยเฉพาะช่วงที่ต้องซ่อมรถ และขุ่นใจเรื่องเงินเก็บที่ถูกเอาไปใช้ เฮ้อ... บางครั้งก็เหนื่อย แต่เป็นเพราะหาเท่าไรก็ไม่พอ รายได้เข้ามาเยอะ แต่รายจ่ายที่จะต้องออกไปมีมากพอกัน (ถ้าไม่กันให้ดี) คิดคำว่า “ถ้า..” อยู่หลายครั้ง แต่ก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะคิดไปใจก็ขุ่นเปล่า ๆ หลัง ๆ ก็เลย numb ไปแทน

เพราะเรื่องหาเงินก็เลยทำให้เนือยกับเรื่องอื่นไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเจอเพื่อน และเรื่องการซื้อของ รู้สึกอยู่ในสภาพ economico มากที่สุดที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต และวินัยทางการเงินก็ดีมากไปด้วย (ไม่ก่อหนี้ ไม่ซื้อของที่ไม่ได้ใช้ ไม่ซื้อของแค่เพราะอยากได้ ฯลฯ) แต่ก็นะ ... อยากจะกัดตัวเองสักนิด “วินัยทางการเงิน แต่ไม่มีเงินเหลือ” ก็เลือดออกสนุกดี

ถ้ามีเงินจะไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ พูดผิด ถ้าไม่ต้องเอาเงินไปลงที่บ้าน จะเอาเงินไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ

อ้อ ช่วงนี้คิดว่าเพราะหงุดหงิดเรื่องนี้ทำให้ก้าวร้าว และขวางโลกอย่างหนัก (ซึ่งก็ไม่ดี เพราะหบ้าจะแก่ จากใจที่ขุ่นมัวเอา)

สรุปว่าหัวเรื่องการเงินเป็นต้นเหตุของข้ออื่น ๆ ทั้งการงาน ความรัก (ถ้ามีทางออกอื่น ก็คงไม่ไปคิดให้ทางนั้นเป็นทางออก) สุขภาพ หรืแม่แต่ชีวิต วุ่นวายดีหนอ ถ้าปมนี้คลายไป ปมอื่นก็น่าจะเบาลงไปบ้าง แต่คำถามก็คือเมื่อไหร่

ปล. อยากมีสอนกลุ่มของตัวเองอีกจัง

Sunday, January 01, 2012

A revening dog

Well, I just read what I felt for you in the previous post of March 2010, and it’s funny that my feeling has changed so much. After you’d gone disappeared when you were back in BJ, you made me sick of waiting. Sick to the point that I decided to wait no more, and decided to cut all the ties. I do not want to wait, I do not want to feel so hopeless like before. It was funny, I had my trial for you when you returned, and you failed that, Simply just that. Something to register that you didn’t care.

“We’d better be on our separated ways.” You seem shocked and speechless when I told you this.

Now, your larger-than-life effects on me were long gone. I see you as you are, as what you really are, and I wonder how impressions and illusions played trick with my mind.

You may need to cry over me not only because I was the one who walked away but because I was the one who spoiled you.

Maybe it’s when the dog gets its revenge.

Thursday, March 24, 2011

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2010

กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ช่วงปลายเดือนมีนา และดังนั้นคิดว่าอาจจะไม่คงที่/ เที่ยงตรงเท่าไหร่ แต่จะพยายามรำลึกเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

ชีวิต

อ่านหนังสือนิยายน้อยลง (หรือว่าอ่านเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นไฟล์โหลดเถื่อนมากกว่าจะเป็นหนังสือซื้อเป็นเล่มคะ? ทั้งนี้ก็เพราะหมวดแฟนตาซีในเมืองมาถึงจุดตันที่ทุกเล่มเหมือนกันหมด และชุด Top Three ก็ไม่ออกใหม่เสียที และทั้งนี้หมวดเรื่องรักก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอยู่ในห้องด้วย รวมไปถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่าอยากประหยัด เข้าโหมด Economico Me! อย่างการ์ตูนที่เมื่อก่อนติดได้ทุกเรื่องก็หายไป เพราะทั้งจากเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเวลา และที่สำคัญรู้สึกไม่มีอะไรสนุกพอจะอ่านเท่าที่ควร

เพราะทำงานมากขึ้นและอยู่ในห้องสอนมากขึ้นทำให้มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง ซึ่งถ้าคิด ๆ ก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน เพราะว่าอีฉันเป็นสัตว์ติดบ้าน ชอบอยู่ รอให้เย็นแล้วไปวิ่ง ได้อยู่กับกี้ ฯลฯ แต่ตอนนี้กลับมาก็เลิกทุ่มนึงสองทุ่มกว่ากว่าจะถึงบ้าน หมดช่วงวิ่งพอดี ขนาดกินข้าวยังกินคนเดียว นับประสาอะไรกับไปวิ่งกัน (และมีอยู่ช่วงที่ป่วยกับเรื่องนี้เกินจะรับ)

เหมือนสังสรรค์น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ทำไมหนอ? ทำงานเสร็จก็หมดสภาพกันโดยถ้วนหน้ากระมัง แต่ที่สำคัญรู้สึกว่าอยู่ในระบบปิดมาก และอาจจะเป็นมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่อิสระ และอยู่กับตัวเอง กำลังคิดว่าจะต้องออกไปข้างนอกและเปิดหูเปิดตาตัวเองให้หนักกว่าเดิม

- หวังใจว่าจะทำได้หลังหมดงานแปลยักษ์

พยายามมุ่งมั่นกับการ เก่ง ภาษาจีนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการเรียนแต่ว่าหลุดไปไกล เพราะงานที่เข้ามา และเพราะใจที่แล่นไป แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้มากขึ้น และอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น

การงาน

ไม่น่าเชื่อว่าการสอนพิเศษกลายเป็นสิ่งที่เป็นอาชีพหลักและทำให้เกิดรายได้ที่เรียกว่างาม (อย่างที่คำโปรดที่ชอบใช้ก็คือคำว่า lucrative) และก็กลายเป็นสิ่งจริงจังมากขึ้นในแง่ที่ว่าเริ่มเหมือนครูขึ้นด้วยทั้งในแง่องค์ความรู้ที่ได้เก็บสะสมสร้างและในแง่การวางตัว (เทียบกับการเริ่มสอนนักเรียนคนแรกก็จะเห็นได้ชัดมาก) แต่ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป (และไม่อยากให้เปลี่ยน) ก็คือการเป็นเพื่อนเล่นกับเด็ก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สอนเด็ก สนุกเพราะได้เพื่อนเล่น และคิดว่าเริ่มต้นดี และสร้างประวัติตัวเองได้พอสมควร เพราะช่วงเริ่มสอนไปสักพักมีเด็กที่มีปัญหาเข้ามา และทำให้หวั่นใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าปัญหาเกิดจากเรา แต่ทุกคนก็กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นที่เด็กไม่ใช่ครู ก็ต้องขอบคุณทั้งนักเรียนคนแรก ๆ ที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ และขอบคุณคนรอบตัวที่ไว้วางใจและเชื่อใจกัน

นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เพิ่มมาอีกก็คือความหลากหลายของวิชาที่สอน ซึ่งนอกเหนือจาก IELTS และไวยกรณ์ที่เริ่มต้น (อยากให้พีซกลับมาเรียนตอนนี้ รับรองรุ่ง เข้าใจง่ายกว่าเดิมแน่ ๆ ) ก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เติมเสริมมาเรื่อย ๆ อย่างที่นึกออกก็คือ SAT/ GED/ TU-GET/ IGSCE/ CU-ATT/ CU-TEP/ GAT ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าเป็นวิชาอะไร เพราะว่าสอนได้หมด เพราะอย่างสอนพลอยก็มีวิชาตั้งแต่ Modern World/ Psycho/ Management/ Marketing หรือแม้แต่ภาษาจีน และก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะ versatile มากไปไหม

ช่วงปลายปีมีปัญหาเรื่องการสอนอยู่ และก็ทำให้ได้จับพลัดจับพลูไปเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งด้วย ก็ต้องขอบคุณคนที่ช่วยและเปิดโอกาสตรงนี้ให้ และจะว่าไป ถ้าปี 2009 มีคนให้โอกาสครั้งแรก และปี 2010 เป็นโอกาสครั้งที่สอง (ซึ่งก็ขำว่ากลับมาลงสอนที่เดิม) ก็ต้องดูต่อไปว่าช่วง พฤศจิกา/ ธันวา 2011 จะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม พอเริ่มสอนและสับรางมาก ๆ บางครั้งก็เริ่มเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อมีสอนเต็มวัน และถึงหนึ่งทุ่ม แต่ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(นอกเหนือจากการสอนที่มีอยู่เป็นปกติ (หรือแม้แต่มากขึ้นแล้ว) ก็ยังมีงานแปลเข้ามาอีก ซึ่งน่าแปลกใจและตื่นเต้นว่าเป็นสิ่งที่หายไปเป็นปี แต่พอจะกลับเข้ามาก็เข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะงานเจ้าประจำที่หายไปเพราะความปากและใจเร็ว)

การเดินทาง

พอเริ่มทำงานประจำในแง่ที่เป็นการทำงานเต็มเวลาก็ทำให้มีเวลาไปเที่ยวเล่นและนอกเวลาได้น้อยลง ทริปที่ประทับใจที่สุด กับครอบครัว คิดว่าเป็นทริปเชียงใหม่ช่วงกุมภาฯ เพราะได้เที่ยวกับครอบครัวอย่างที่ไม่ได้ไปมานาน (คือมีอย่างอื่นนอกเหนือจากวัด) โดยเฉพาะเมื่อคิดไว้ก่อนไปแล้วว่าทริปจะไม่สนุก และเป็นทริปเด็ก-สตรี-คนชรา อื่น ๆ เมษา-เมืองจันทร์ ?-ปราณฯ วังน้ำเขียวก็เป็นอีกที่ที่ชอบ เพราะที่พักน่ารักและสบาย นอกเหนือจากนี้ หลายครั้งเป็นการไปวันเดียว ซึ่งเป็นการเที่ยววันอาทิตย์เป็นหลัก ถ้าครอบครัวว่างพร้อมกันและมีเวลา อย่างที่บอกเล่นเสมอตามโฆษณาว่า ทำอะไรด้วยกันก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง ครอบครัวอบอุ่น แข็งแรง มีที่ที่ไป และประทับใจที่คลองบางหลวง ไปหลายครั้งก็สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมกินไก่เรือพาย และการเก็บขยะ ประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ

ส่วนทริปกับเพื่อนที่รักที่สุด และกลายเป็นทริปพักร้อนและพักใจ มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นทริประนองบ้านเอ็ดที่รักมาก และสนุกมาก ถือว่าปีนี้ทริปกับเพื่อนน้อย เพราะต่างคนต่างวุ่นวายกับชีวิตของตัวมากขึ้น ทริปอื่น ๆ ก็มีแรลลี่เขาใหญ่ ปราณ ฯลฯ

นอกประเทศ ปีนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อนิจจา

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เปิดมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพราะงานสุมหัว โดยเฉพาะการที่งานแปลเข้ามา ทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันทำงานที่บ้านไปอีกวัน วีรกรรมทำเพื่อเงินจริง ๆ ฉัน)

สุขภาพ

อืม เหมือนเดิม จะมีอาการหัวติด/ไหล่ติดที่แก้ไม่หลุด เพราะว่าหมอประจำหายไปหมด ทั้งพี่ชินที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน (คิดแล้วก็เศร้า) พี่ษรที่ช่วงย้ายที่ทำให้ห่างกันไป หรือแม้แต่เล้งที่นวดดี แต่บริหารจัดการแย่จนทำให้โกรธและกลายเป็นติดลบไป (จะว่าไปก็คิดถึงการฝังเข็มนะเนี่ย) ก็เรื่อย ๆ เนือย ๆ แต่ได้รู้ว่าอาการทางกายมาจากอาการทางใจจริง ๆ พยายามนอนให้เร็ว (แม้จะทำไม่ได้มากกว่าทำได้) เพราะว่าพอทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดแล้วนอนไม่พอ อาการที่ออกมาทรมานกว่าที่คิด และที่สำคัญพออายุมากกว่าเดิมการจะไปโต้ยาวถึงเช้าทำให้ร่างกายต้องพักฟื้นและฟื้นตัวกว่าเมื่อก่อนเยอะ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เดือนมีนา ได้ลองไปหาหมอใหม่แม่หลังจากที่ไปหาพี่น้อยมาสักพัก และก็เป็นคนที่แก้เส้นคอและข้างหูหลุด ทำให้ถึงกับต้องเปิดคอร์สเลยทีเดียว ตอนนี้มีแรงจูงใจอยากให้ผอม และก็คิดว่าจะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าเชื่อว่าการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น และออกกำลังมันช่วยได้ ดูจากรูปเดือนกุมภา กับมีนาเห็นความต่างจริง ๆ โออออ )

ความรัก

ความรักกับครอบครัวกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าจะพยายามปิดงานให้จบและแบ่งเวลามารักคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง

แบบหนุ่มสาว? อ่านทบทวนที่เขียนไว้ปีที่แล้ว และสรุปว่าแม้เวลาจะผ่านมา แต่ทว่าคนที่ชอบก็ยังชอบเขาอยู่ และกลายเป็นความทุรนทุรายโดยเฉพาะเมื่อโอกาสเจอกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และดังนั้นเมื่อเจอกันก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน แต่ทั้งนี้ หลัง ๆ ช่วงการเจอกันก็มีช่วงที่เป็นการเกี้ยวพาราสีและการถูกเนื้อต้องตัวกันเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ และที่สำคัญ ทางโน้นคิดเหมือนกันหรือไม่ เพราะท่าทีไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเป็นนี้ หลัง ๆ การเจอกันก็ก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน นี้? สอนที่สุด ะปลายป

ผลสรุปของเรื่องนี้ ถ้าพิมพ์ก่อนสิ้นปี ก็คงจะตอบว่าขึ้นฉิว ฉิว และฉิว อย่างที่เหมือนชิงช้าแกว่งเต็มที่ เพราะคนที่ผูกใจด้วยนั้นมีใจตอบกลับมา และก็มีช่วงเวลาสองเดือนที่รู้สึกอยู่ในห้วงรักและฝันสวยสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาหาตอนกลางคืน คุยกันก่อนนอน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เดือนมกราได้รู้ว่าเจ้าตัวมีคนอื่นอยู่แล้วและก็ทำให้ตกจากที่สูงอย่างที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงที่ต้องห่างกันไปเดือนนึงก็ทำให้คิดว่าตัดขาดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เลย และตอนนี้? กลับมาเจอกันก็เหมือนจะเนือยลงไป ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นเหมือนเก่า เฮ้อออ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนไม่อยากคิด เพราะก็วนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับกันและกันก็แล้วกัน และก็ขอให้ชอบใครได้เหมือนหรือมากกว่าชอบคน ๆ นี้ เพราะเป็นคนแรกที่ทำให้คิดและรู้สึกหลาย ๆ เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ชอบใครจนคิดต่อไปได้ไกล และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบจนรู้สึกว่าใครสักคนจะสมบูรณ์ขึ้นมาสำหรับเราได้ ถึงขั้นที่พร้อมจะลงมา พร้อมจะสู้ทีเดียว ขอเฮ้ออีกที

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(แต่ตอนนี้ ความรู้สึกมันเป็นหวานปนขม ก็ไม่รู้ว่าตั้งไฟจนมันงวด/ เข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะการคาดหวังก็ทำให้ยิ่งผิดหวังและสุดท้ายก็จะเกิดความรู้สึกยักษ์ในขวดแก้วเสียเอง แต่นะ .. ไม่โทรมาเหมือนก่อน และก็เนือยตลอดยกเว้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะสถานะมันไม่ลงตัว ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจ ถามก็บอกว่าเหมือนเดิม แต่ท่าทีไม่ใช่เลย ช่วยบอกให้รู้ได้ไหม ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้หมดใจ แต่กลัวทุ่มไปทั้งที่รู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากการ์ดวันเกิดก็คงได้น้อยลง ปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ และดังนั้นก็จะทำให้ได้เต็มที่วันนี้ตอนนี้ก็แล้วกัน)

การเงิน

การสอนทำให้เกิดเงินก้อนที่ไม่คาดฝันมาก่อน และมากกว่าเงินเดือนบริษัทเสียอีก ต้องถือว่า รายได้ล่ำซ่ำคงที่ จนกระทั่งเกิดปัญหาเสื้อแดงที่ทำให้กระทบเต็ม ๆ เพราะเด็ก (หรือแม้แต่ครูเอง) ก็ไม่กล้าไปที่โรงเรียน และช่วงเกิดเรื่องหนัก ๆ ก็เป็นช่วงที่ทำให้ขาดรายได้ และเครียดไปเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงกลางปี และปลายปีก็เริ่มเป็นช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะปลายปีที่ทำให้เริ่มเก็บเงินได้ และเริ่มมีเงินออมสะสม พอถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าดีใจที่ทำงานเองได้ และได้เงินที่ทำให้เก็บออมได้ โชคดีที่การเกิดแอร์พอร์ตลิ้งค์เดือนสิงหา/ กันยา (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้เปลี่ยนไปพึ่งพารถไฟฟ้าทั้งหลายได้ และก็เป็นที่มาของเงินออมที่เก็บได้ (จากวันละ 400 เหลือประมาณ 100 บาท) และก็ลดค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เหมือนกัน (แม้จะทำให้นั่งคิดว่าเงินผ่อนรถไม่คุ้มค่าการใช้งานเท่าที่ควร เข้าปีที่สาม กับตัวเลขไมล์ที่ 8500)

ขอบคุณการสอนที่ทำให้มีเงินเป็นของตัวเอง ไม่งั้นก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกิดปัญหาเงินในบ้านอาจจะ (จริง ๆ ก็มีแนวโน้มเลย) ที่จะต้องขายรถเพราะไม่มีเงินผ่อน แต่นี่สามารถผ่อนรถของตัวเองได้ และมีเงินเหลือใช้จ่ายให้กับที่บ้านได้อีก

ระวังเรื่องการใช้เงินกว่าที่เคยเป็นมา และก็พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือมีเงินถืออยู่ในมือ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(อาจเป็นเพราะการหาเงินที่ได้มากขึ้น ความงกที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายหลักเรื่องเดินทางที่น้อยลง ทำให้เก็บเงินหลัก 6 หลักของตัวเองได้ ดีใจและภูมิใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้ที่บ้านเป็นระยะ ๆ )

เพลง 2010

บัดนี้ก็ล่วงเลยมาจนจะสิ้นเดือนมกราแล้ว แต่ก็ขอทำตามธรรมเนียมเดิมที่รวมรวบเพลงที่มีผลต่อชีวิตในปี 2010 มาที่นี้เลยก็แล้วกัน

-- แต่ทว่า จะเข้าเมษาก็ยังไปไม่ถึงไหน

* มีสองประเด็น คือ ปีที่แล้ว เป็นปีที่ฟังเพลงไม่อัพที่สุดเท่าที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมื่อหลาย ๆ เพลงที่ฟังเป็นเพลงเก่า และเป็นการฟังตามใจฉัน แทนที่จะเป็นตามความฮิตติดตลาด

และ อย่างที่สองก็คือ ตอนนี้คิดไม่ออก และคาดว่าการไล่เพลงวันนี้จะผิดมากกว่าถูก

+ไม่ได้ไปตามลำดับใด ๆ นอกจากการนึกออก+

Mr.Watson/ Kesha

ติดใจความกล้าก๋ากั่นแล้วก็หลุดโลกของสาวน้อยที่แอบชอบครูสอนประวัติศาสตร์ แล้วก็พยายามทำทุกอย่างทุกทางที่จะบอกให้ครูรู้ บ้าบอแต่ก็สนุกสนานกับทำนองได้ทุกครั้งที่ฟัง โดยเฉพาะท่อนเริ่มก็ขำได้แล้ว Oh boy I just can wait for history class/ It's my favorite hour of the day ก็จะคงดีถ้ามีอะไรให้เราเผ้ารอและจดจ่อให้มาถึงไว ๆ และท่อนนี้ Can't put my finger on what's so sexy (So sexy)/ And why I want you in my bed (Or on your desk)/ Is it your power, your authority?/ Or for the thrill of being so, so bad (So bad) เป็นท่อนที่ฟังแล้วก็ขำได้อีก เป็นอารมณ์ท้าทายแล้วก็เป็นได้แค่ช่วงหนึ่งในชีวิตจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องสารภาพว่าที่ชอบมากก็เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่มีกับเพลง

Hinahanap-hanap Kita [Always Searching For You] + Time and Tide +A Song For Penny Brown/ Sitti

ขอยกให้ Hinahanap-hanap Kita เป็นเพลงที่ฟังบ่อยที่สุดเพลงหนึ่งในปีที่แล้ว ฟังมาตั้งแต่เดือนสามแล้วก็ฟังต่อมาได้เรื่อย ๆ ทั้งอารมณ์ตกหลุมรัก และความรู้สึกที่อยากอยู่ชิดใกล้ ไม่อยากจากกันละเมียดละไม ต่างก็สวยงามเกินจะกล่าว เป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายเหมือนอยู่ชายหาด และเสียงของ Sitti ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านบวก อ่อนหวาน และอ่อนไหว เสียดายอยู่อย่างเดียวที่เนื้อเพลงเป็นตากาล็อกทำให้ต้องไปตามหาเนื้อมาอ่านประกอบต่อ ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็ยิ่งตรง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงตกหลุมรักไม่ผิดกับสาวเจ้าในเพลง From morning to night/ Every minute that passes/ I'm yearning for you/ I'm yearning for you/ In my mind and dreams/ Every turn of fate/ I'm yearning for you เราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากอยู่ด้วยกันตลอดใช่ไหม? เท่าไหร่ก็ไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าพอ ทั้งนี้ ท่อนที่ติดใจทีสุดในตากาล็อกเป็นท่อนนี้ Ang ating ending/ Hatid sa bahay ko/ Sabay good night/ Sabay may kiss, sabay bye bye

A Song For Penny Brown ก็เป็นเพลงตกหลุมรักอีกแล้ว The sea beckons to me/It tells me to write this song for you/ To let you know just how much your love means to me/ When you kiss me heaven sighs/ And the mountains all reply /That oh, I love you so, just how much you’ll never know. และก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และจริงจังเสียเหลือเกิน ไม่คิดจะรักใคร แต่เมื่อรักแล้วก็ทุ่มให้ได้หมดทั้งใจและมากกว่านั้น อ่อนหวาน และถ่ายทอดความรักและความรู้สึกออกมาได้ดีเลย ทั้งนี้ ความรู้สึกที่ฟังเพลงและมีให้กับคนในห้วงคำนึงก็เป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจากเพลงข้างบน

Time and Tide เพลงรักอีกเพลงแล้ว จะว่าไป จุดแข็งของ Sitti ในมุมมองส่วนตัวก็คือ ความรู้สึกตกหลุมรัก ที่อยากจะใช้คำว่า smitten นี่แหละ nothing and no one/can stop us now/ for better for worse/ this time I'm sure/ it's gonna last/ gonna last forever แต่ว่าร้องตามไม่เคยได้ เพราะเสียงคุณเธอทั้งสูงทั้งแหลม ขึ้น Time and Tide ตามไปไม่เคยรอดสักที

Jesus, Walk With Me (+ Whatever You Want) / Club 8

เพลงที่ฟังท่อนฮุคแล้วเข้าใจไปว่าเป็นเพลงรัก Fool me into believing/ I don’t care if your deceiving me/ I wouldn’t want it any other way/ ‘Cause then I’d only stay the same กว่าที่จะฟังอย่างจริงจัง และรู้ว่าเป็นเพลง religious pop ก็หลงรักเพลงนี้ไปเสียแล้ว เป็นเพลงที่มักจะฟังตอนเช้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขับรถกลับจากทำงานที่ทั้งเหนื่อย และล้า ในแง่หนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามีที่ยึดเหนี่ยว และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป เป็นการทำดีเพื่อตัวเราเอง ตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่า ทำไปเพื่อใคร และชีวิตมีหลักยึดขนาดไหน When I wake up in the morning/ feel the sun shine on my face/ I get up and I’m yawning/ There is so much time I can waste ท่อนนี้เป็นการบอกให้ทำชีวิตให้มีค่า ทุกนาทีและทุกเวลา

ส่วนอีกเพลง ฟังบ่อยเพราะฟังต่อมาจากเพลงแรก ชอบท่อนนี้ whatever you want from me
whoever I try to be/ I will never be there/ I can never be her/ in your society ไม่แน่ใจเพราะเป็นไม่ได้เพราะไม่ได้พยายาม หรือเพราะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจอารมณ์ เพราะฉันเป็นของฉันแบบนี้ อย่าคิดมาเปลี่ยนตัวฉัน รักฉันอย่างที่ฉันเป็น

Recipe of Making Love / Noon

เพลงของ Noon ซึ่งเปิดทุกครั้งที่อยู่ในรถฟินน์ ชอบจังหวะสดใสร่าเริง และการเร่งจังหวะของเพลง ส่วนเนื้อ จะว่าไปก็ผิดวิสัยที่ไม่ค่อยได้ฟังอย่างใส่ใจเท่าไหร่ และเมื่อมาดูก็พบว่าหวานน้ำตาลเชื่อม และเป็นเพลงในห้วงรักจริง ๆ A little bit of me and a whole lot of you/ Add a dash of starlight and a dozen roses, too .../ It doesn't need sugar 'cause it's already sweet/ .../ Just add a dash of kisses to make it all complete/ And that's the recipe for making love

ยิ่งท่อนนี้ ขอช่วยรับประกัน And if you've made it right you'll know it/It's not like anything you've made before/ And if you've made it wrong you'll know it/ 'Cause it won't keep you coming back for more

The Dandy Cowboys / Soko

ชอบเพราะความบ้า ตอนแรกก็เหมือนสาวน้อยไร้เดียงสาตกหลุมรักชายหนุ่ม ด้วยเนื้อเพลงหวานแหววอ่อนไหว I can't be me when I'm in front of you/ I just can't be myself when I see you

because you're very cute tonight/ and I feel shy and sad and I look at you/ and I think I love you ก่อนที่ช่วงหลังจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวะคาวบอยลูกทุ่ง และเปลี่ยนเป็นเนื้อเพลงโหดyou're bitching dandy you don't respect the rules/ you stole my money/ and ran away with your pony/ and now I'm gonna kill you/ I'll shoot you in the head/ now I'm gonna kill you/ I'm gonna shoot you in the head

ฟังทีไรก็ขำได้ทุกที แต่ก็นะ จังหวะในชีวิตของเราไม่เคยตรงกันง่าย ๆ ถ้าชอบใคร เขาชอบตอบ รักใคร เขารักตอบมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี (ไม่เกี่ยวแต่ขอบ่น)

I Wish You Love/ Lisa Ono

ชอบและก็ยังชอบอยู่ข้ามปี เพราะเป็นเพลงอกหักหที่คิดบวกมาก ถึงจะอกหัก ถึงจะเสียใจก็ยังหวังให้ไปดี และหวังให้ได้ดี ซึ่งความจริงจะมีที่เป็นแบบนี้ได้สักเท่าไหร่กัน? ท่อนที่ชอบที่สุดก็ยังเป็นท่อนนี้ My breaking heart and I agree/ That you and I could never be/ So with my best/ My very best/ I set you free

A Note From The Management/ Swan Dive

อัลบั้มอยู่ในห้อง เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงนี้หรือเปล่า เพราะว่าฟังช่วงต้นปีเสียด้วย แต่ว่าน่าจะมีเพลงในชุด Mayfair ที่ฟังอยู่หลายเพลง (แม้ว่าอัลบั้มนี้จะเนือยและน่าผิดหวังก็ตาม) แต่ถ้าไม่คิดอะไร ช่วงรถติดก็ฟังสบายหูดีเหมือนกัน

Better To Fly/ Swan Dive

มีเพลง Better To Fly จากชุดก่อน ๆ ด้วย ชอบจังหวะหลอน ๆ ที่ทำให้คิดว่าอยู่พม่า (ฮ่า กินข้าวร้านพุกามใช่เลย) ชอบท่อนนี้ Was it just my imagination/ that we had a chemistry และแค่นี้ก็ทำให้ฟังเป็นสิบ ๆ ครั้งได้แล้ว

By Your Side / Irene

ชอบท่อนนี้ I could never make it alone/ I always want to be by your side/ I’ve been lost but i believe in you/ won’t you see me through oh-oh ซึ่งจริง ๆ มันชีซซี่มาก ๆ แต่ก็ยังชอบบ้านแต่ดูจริงใจและจริงจัง เวลาร้องตะโกนตอนรถติดแบบหายเครียด แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ฟังมานาน หลังจากที่ขึ้นไฟฟ้าทั้งหลายไปทำงาน

Get Sexy+About A Girl/ Sugarbabes

ฟังแล้วคึกตอนขับรถ โดยเฉพาะเพลงแรกที่ทำให้คิดถึงญาติ ๆ ตอนที่กลับจากกินข้าวเย็นด้วยกัน เด็ก ๆ นั่งบ้า ๆ กันหมด โดยที่มีอีฉันคนขับรถเป็นพี่สาวใหญ่ ซึ่งจังหวะให้เป็นแบบนั้นอีกก็คงไม่มี โดยเฉพาะการมารวมตัวกันได้ และก็เลยทำให้เป็นจุดรำลึกและเริ่มต้นที่ดีกับเพลงต่อมาหลังจากฟังไปสักพัก และก็ต่อเนื่องไปถึงเพลงหลังด้วย

Walking on Sunshine/ Dea

ฟังแล้วอารมณ์ดีคึกคักได้ ตามที่รู้กันว่ามิ้งเป็นคนชอบเพลงรักสมหวัง และท่อนที่ชอบที่สุดก็คงเป็นเหมือนหลาย ๆ คน ก็คือ I used to think maybe you loved me, now baby I'm sure/ And I just can't wait till the day when you knock on my door ฟังแล้วคึกได้จริง ๆ

Watermelon/ D.Willz

เพลงแร๊พบ้า ๆ บอ ๆ ที่ปัจจุบันฟังกี่รอบก็ยังฟังไม่ออก ได้แค่ท่อนนี้ Watermelon/ got it juicy like a watermelon แต่คาดว่าเอ็กซ์เซ็กซ์เซ็กซ์เต็มที่ แต่เวลาร้องก็ขำ ๆ สนุก ๆ ดี

Billionaire/ Travie Mccoy

ฟังครั้งแรกก็ชอบแล้ว ตามประสาคนชอบจังหวะดนตรีบ้าน ๆ ง่าย ๆ ผสมกับเนื้อเพลงบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ว่าจะถ่ายรูปขึ้นปก Forbes กับ Oprah และราชินีอังกฤษ เล่นบาสฯ กับประธานาธิบดี และอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อนที่ว่าจะไปเยี่ยมแถวพายุคาทริน่าถล่ม และช่วยให้ดีกว่า FEMA ทำ (I’d probably visit where Katrina hit/ And damn sure do a lot more than FEMA did) ฟังอย่างไรก็ขำ และอารมณ์ดีได้อยู่คนเดียว พูดได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงคิดวางแผน (หรือที่เขียนให้ถูกว่า "ฝัน") ไว้แล้ว แต่พอฟังไปนาน ๆ โดยเฉพาะใกล้ปลายปี ก็เริ่มอินขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอยากอยู่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ง่ายและหาเงินในชีวิต I wanna be a billionaire so fricking bad จริง ๆ !!!

นอกเหนือจากเพลงฝรั่งมังค่า การที่เริ่มเรียนภาษาจีนทำให้ขวนขวายหาเพลงป็อปจีนมาฟังเพื่อฝึกภาษา (ซึ่งจะพูดให้ถูกและตรงก็คือไปเค้นคอครูจีนขอเพลงมา) นอกเหนือไปจากการที่เพลงป็อปจีนมักเป็น acoustic เสียงใส ๆ ที่ถูกใจถูกสไตล์ และในบรรดา เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด ก็คือ สองเพลงนี้

你的影子/ ??

เพลงแรกที่ฟังจากบรรดา 80 เพลงที่ได้รับโหลดมา และก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วก็ชอบได้ทันที (และเห็นหน้าครูหลอนมา) แม้จะจับได้แค่ว่าเป็นเพลงอกหักก็ตาม และถึงจะรู้เนื้อก็ยังชอบอยู่ดี想念你我的心不能自已/ 看见你每一次不能呼吸/ 喜欢你让我生命拥有了意义 เห็นทุกครั้งก็ถึงกับหายใจไม่ออก เพราะว่าชอบเธอมาก เฮ้อ ถึงจะดูว่าเกินจริง แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกเช่นนั้นได้ เมื่ออารมณ์ส่งปฏิกิริยาไปถึงร่างกาย

静静听/ 冉冉

ชอบทำนองฉ่ำๆ ช้า ๆ แบบ acoustic ผสมกับเสียงใส ๆ เนิบ ๆ ของนักร้องสาว โดนเฉพาะเมื่อรู้เนื้อ (เหมือนว่า) สาวเจ้าจะเป็นพวกชอบเล่นแผลง ๆ เป็นเด็ก ๆ แต่ผู้ชายก็ยังบอกว่าน่ารักและชอบสิ่งที่เธอทำอยู่ดี ส่วนหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นเพลงของตัวเองด้วยพฤติกรรมบ้าบอเกินวัย และอีกฝ่ายก็ยังรับได้ คิดไปเอง และก็ยังคิดไปเองอยู่ดี我的淘气有点点坏/ 可是你 总说我/ 这样的我好可爱but you always praise me lovely/ and keep the smile alive ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ (ปลายเดือนก.พ.) ทุกอย่างจะเหมือนเดิมหรือเปล่า

อัลบั้มที่ฟังบ่อยที่สุด ชอบที่สุด และดีที่สุดที่ได้ฟังของปี ยกให้ My Bossa Nova ของ Sitti Navarro (2007) จริง ๆ ชอบเกือบทุกเพลง และฟังได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อหน่ายแต่ประการใด ขับรถปวดหัวคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็กลับมาที่อัลบั้มนี้เท่านั้น รักที่สุดจริง ๆ

เพลงช่วงอกหัก 2011

-freaking hell period-

Garbo Goodbye

I’m Not In Love

The Best You Never Had

Almost Over You

Meet Me Half Way

Missing You

Life Is Sweet and Amazing /Sugarbabes

I Wish You Love

-bounce back period-

Only Girl

-let go/toyfriend period-

Toyfriend

Tonight (I'm Lovin' You) /Enrique Iglesias Feat. Ludacris & DJ Frank E

Animal

Just A Dream

-no thank you songs –

incl. Sitti’s My Bossanova album

Mr.Watson/ Kesha

สรุปว่าตอนนี้เพลงไหนก็เอาไปโยงได้