Wednesday, December 29, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 4)

และแล้ว ผ่านไป 1 เดือนพอดีไม่ขาดไม่เกิน มาตาปีย์ก็ยังไม่จบแม้กระทั่งวันแรกขอการเดินทาง เฮ้ออ น่ารันทดจริงหนอ สำหรับท่านที่ลืมไปแล้ว เรากำลังเดินทางไปลอยกระทงที่เมืองตากและอยู่ที่ร้านข้างฟ่างข้าวเม่าเพื่อทางอาหารเย็นกัน

เอาล่ะ พยายามรวบลัดเลยดีกว่า เพราะนั่งรถมานาน ป้า ๆ ก็เลยสั่งยำมาเรียกความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิตกันใหญ่ ชนิดที่ว่ามีเมนูยำ 10 อย่าง ป้า ๆ (และแม่ของหนู) ก็คงสั่งมา 5 อย่างได้ ที่จำได้แม่น มียำดอกขจร ยำผักหวาน ยำสามกรอบ พูดง่าย ๆ คือ ยำ ยำ และ ยำนั่นเอง แถมยังสั่งส้มตำผลไม้กันมาอีก ยำอะไรที่รสออกไปทางหวานก็จะมีไข่ดาวทอดกรอบหั่นโปะหน้า ชวนให้คิดถึงยำไข่ดาวกรอบฟูรสจัดจ้านที่บ้านยิ่งนัก นอกเหนือจากนั้นก็มีปลาน้ำเมยราดซีอิ๊ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะนุ่มลิ้นและสดหวานได้ขนาด นอกจากนั้นก็มีต้มโคล้งปลากรอบ และต้มยำกระดูกหมู เหตุที่ต้องสั่งน้ำแกงคล้าย ๆ กันแบบนี้ก็เพราะป้า 1 และป้า 2 เถียงกันไม่ลงตัว (ป้า 2 ไม่กินปลากรอบ และ/หรือปลาทุกประเภท ส่วนป้า 1 ชอบต้มโคล้งปลากรอบมาก แต่เบื่อหมู) กินไปเรื่อย ๆ ก็พบว่ากลายเป็นกล่องข้าวน้อยค่ะ คือสั่งมาก ๆ ด้วยความที่หิวจัดจนเกินพอดี แต่เอาเถอะ ความรับผิดชอบหรือความงกหรือทั้งอย่างอย่างผสมกันก็ไม่รู้ ทำให้จัดการได้หมด และก็มาถึงรายการขนมจนได้ ทำไมพวกนี้คุยกันไม่ลงตัวอีกแล้วละคะ แล้วของที่สั่งมาก็ขนาดบิ๊กซะ ทุกจาน กล้วยหอมทอดเอย กล้วยอบงาเอย โอ๊ยยย แต่เห็นว่าต้องกินอะไรก็เฮือกตายได้ แต่ดีที่ดิฉันไม่ได้อ้าปากส่งเสียงอะไรเหมือนตอนสั่งอาหาร ก็เลยรอดตัวนั่งจิบน้ำสตอเบอรี่ + ส้มปั่นไปได้ด้วยความสำราญใจ (อยู่คนเดียว 555)

ออกจากร้านได้ก็ตอนที่ป้าไปเดินกิ๊วก๊าวกิ๊บก๊าบร้านอีกรอบนั่นแหละ (จริง ๆ ก็กูด้วยนี่หว่า -_-‘’) แล้วคุณพี่คนขับก็พาพวกหนูหลงกระจายกระจุยอีกตามเคย เจอตำรวจบ้าง ลุงขายข้าวต้มบ้าง ถามทางแล้วมั่วไปเรื่อยย ในที่สุดก็ถึงโรงแรม

เย้ๆๆๆๆ แล้วเมื่อเข้าห้อง หนูก็เปิดทีวีเพราะไม่มีอะไรตามนิสัยเรื่อยเปื่อย ปรากฏว่าคุณโรงแรมรับสัญญาณดาวเทียมอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง จึงมีช่องพม่า ช่องอินเดีย ช่องอินโด และอื่น ๆ อีกมากมาย แล้วทีนี้ มาตาปีย์จะรอดหรือเจ้าคะ ด้วยความที่กระแดะจัดทำตัวอินเตอร์หรูหรา ก็เลยนั่งตาแป๋วดูช่องพม่าไปสักพักใหญ่

*****ขออนุญาตทำความเข้าใจว่าสำหรับอิฉัน ความเป็นอินเตอร์ไม่ได้หมายความว่าไปตามฝรั่งแต่อย่างเดียวนะเจ้าคะ แต่เป็นการที่เรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจและรู้จักกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนชาติอื่นที่นอกเหนือจากชาติของตัวเอง สังกัปนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อพอจารณาถึงคำว่า global village และ global people ***

(ปล . สังกัป = concept – พยายามให้ศัพท์โคตรเว่อร์ 555)

แต่สักพัก เกรงว่าความเป็นสากลของหนูจะทำงานไม่ถึงใจ เพราะดูไม่รู้เรื่องค่า โฮโฮ หน้าโง่ที่สุดที่ต้องสารภาพเช่นนี้ ก็เลยเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ก่อนที่จะติดแหง่กอยู่ที่ Star TV แล้วดู reality show “for love or money” ซึ่งขอสารภาพว่านั่งดูตาไม่กระพริบมาก ๆ นอกจากฉันจะติดพวก sitcom ทั้งหลายแล้ว พวกที่ติดลองลงมาก็คือ อีพวก reality show ประเภทตบตีแย่งของใช้เล่ห์กลตบจิกเนี่ยแหละ ไม่ว่าจะ survival/ amazing race/ etc อะไรก็ตามที่มีด้านมืดมิดจิตต่ำตกสุดเหวของมนุษย์มาเนี่ย ชอบบบบบบบบบ... แล้วอีนี่ก็เน้นด้านโลภงกเงินมากกว่าจะเป็นด้านโรแมนติค ซึ่งเทียบกะ Joe millionaire/ The bachelor มันจะเน้นโรแม้นนนนนน แบบอ๊ะ มาหาผัว มาแสวงหาความรัก love of my life แล้วก็ได้รางวัลติดมือกลับบ้านไปเป็นของแถม แต่อีนี่เป็นได้เงินแล้วอาจจะได้กิ๊บก๊าบกะหนุ่ม ๆ อีกนิด พอเป็นกระสาย แบบนี้ อิฉันก็ดูมันน่ะสิเจ้าคะ ทุกคนติดตบคิดอะไรเป็น Win-lose กันขนาด Strategic Thinking Strategic Action มากันกระจาย พวกเรียนทูต เจรจาน่าจะถูกบังคับให้ดูนะเนี่ย คิดแล้วทำ คำนวณแล้วพูดแบบเนี้ยย

--- แล้วเราก็นอน แล้วเราก็จบวันแรกแล้วค่า โฮโฮ ดีใจจังเลย

Sunday, December 05, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 3)

ตอนที่แล้วบอกว่าเป็นเวลาบ่ายสาม แต่กลับไปอ่านอีกทีอาจจะทำให้งงกันไปได้ จริง ๆ แล้ว หลับไปตอนบ่าย 3 และตื่นมาอีกทีก็เกือบ 5 โมงต่างหาก เรากำลังจะเข้าตาก ผ่านโค้งกี่ร้อยกี่พันโค้งจำไม่ได้ รู้แต่ว่านั่งข้างหลัง ไม่มีใครให้คุย น้อง ฟ ที่เลิ๊บก็นั่งข้างหน้าอยู่กับแม่ อันนี้ก็เป็นความเศร้าประการหนึ่ง ฟ ขายาวก็เลยมักจะขาติดถ้าต้องนั่งข้างหลัง และนั่นก็หมายความว่าหนูต้องแยกจากคู่หู่วัยใกล้กันไป โฮโฮโฮ สุดแสนจะเฮิร์ทในมายด์ฮาท ไม่มีอะไรทำอีกเช่นเดิม และรถก็วิ่ง ๆ โค้ง ๆ ไปมาช่วยเวียนหัว นอกจากมายด์ฮาทจะเฮิร์ท มายด์เฮดก็ยังอินเฮล ก็เลยกู หลับต่ออีกดีกว่า มิ้งกิก็หน้ากลิ้งเกลือก เถือก ๆ ไปกะหมอนต่อ นอนไม่หลับก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผ่านไปนานโขก็กลับได้ในที่สุด

ขอบอกว่าทริปนี้ช่างแตกต่างกับทริปพม่าเป็นที่สุด แม้จะนั่งรถไกลเป็นชาติข้ามทวีปเหมือนกัน แต่เพราะมีคนให้คุย อือ ... มีพี่ไกด์แสนดีสุดจะเดิ้นอยู่ด้วย เราก็เลยไม่เค๊ยไม่เคยหลับเลย ขึ้นรถก็เริ่มประกบไกด์ตั้งหน้าตั้งตาจิกดูดความรู้เกี่ยวกะประเทศพม่าและภาษาพม่าไปเรื่อย ๆ ชนิดที่ว่าอยู่อีก 2 อาทิตย์ก็คงพูดพม่าปร๋อ ก็ถาม ๆๆ จิก ๆๆ จนพี่แกนึกว่าเราเรียนภาษาศาสตร์ไม่ก็อักษรมาน่ะ คิดดู .... อ๊ะ นอกจากเล่านอกเรื่องไปเกี่ยวกับอาหาร หนูก็ยังนอกไปเรื่องพม่าอีก ไอ้เรื่องตากนี่จะกี่ตอนจบได้เนี่ย เขียนไปเรื่องพม่าก็เริ่มอยากเขียนเที่ยวพม่าอย่างเดียว (555 มีใครเดาได้ไหมคะ ว่าเพราะเหตุอันใด)

และการหลับก็สืบเนื่องไปถึงกับความโทรมของร่างกายด้วย นอกจากจะนอนน้อย โทรมสิ้นสภาพแล้วก็ยังเอาหน้าไปเถือกแถกับหมอนตลอดเวลา คุณพี่คิดว่าสิ่งที่โป๊ะไว้จะยังอยู่เหรอคะ เงยหัวขึ้นมาทีไรก็เหมือนกับเพิ่งลุกขึ้นมาจากที่นอกตลอดเวลา ทั้งแป้ง ทั้งที่ปัดแก้มไว้ บายบ๊ายบายไม่เคยอยู่ เฮ้อออ

เล่าอะไรมาวะเนี่ย แล้วอีกกี่สิบตอนจะจบล่ะ ตัดๆๆ เอาล่ะ ข้ามมา เราเข้าตากมาแล้ว คุณพี่คนขับก็พาเราหลง พอบอกให้จอดรถถามทางก็ไม่ยอม และแล้ว คุณป้าที่นั่งหน้าก็ทนไม่ได้ ต้องเปิดกระจกถามทางเอง หลง ๆ มั่ว ๆ ในที่สุด เราก็มาถึงร้านอาหารเย็นที่หมายได้ ร้านข้างฟ่างข้าวเม่านี้ คนที่ตามข่าว ครม. สัญจรที่ตาก คงจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง เป็นร้านที่บรรยากาศน่ารักมาก ๆ เพราะว่าปลูกต้นไม้ไว้เยอะจนให้สภาพอารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในป่า และบึงน้ำกว้างนอกจากจะมีน้ำพุแล้วก็ยังปลูกบัว Victoria ไว้ด้วย อลังจริง ๆ

ความรู้มาจากหนังสือและการอ่าน พี่สาวที่แสนดีก็เลยรีบบอกน้องรักที่เดินอยู่ด้วยกันว่าบัวเนี่ย ถ้าโตเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางจะประมาณ 2 เมตร และก็ให้เด็ก ๆ ลงไปนั่งได้ สงสัยว่าจะหลอกหน้าตายเธอมาตลอดชีวิตไปหน่อย พูดยังไงอี ฟ ก็ไม่ยอมเชื่อขึ้นมา ทำไมเนี่ย เรื่องที่ไม่ควรเชื่อก็ดันเชื่อ แล้วทีพูดความจริงดันหาว่าหลอก อิฉันเลี้ยงน้องอิฉันมาอย่างไรเนี่ยย หลังจากน้องรักยอมเชื่อ เราก็เดินเริงร่าไปดูเป็ด (หรือห่านก็ไม่รู้) หลับอยู่บนคบไม้กันต่อ รื่งเริงทัศนาจรในป่ากันจริ๊ง ๆ สองชีวิต แล้วพอรู้ตัวอีกทีก็เกิด quest เดินหาแม่ ๆ ป้า ๆ กันต่อ เนื่องจากว่าต่างคนต่างเดินสำรวจร้านอย่างสบายใจ แล้วกกระจัดกระจายกันไปคนละทาง พอรวมกันครบแล้วก็เกิดปัญหากันอีก ป้าคนนี้อยากนั่งข้างในเพราะอยากหลบน้ำค้างและอากาศเย็น ลุงอีกคนอยากนั่งริมบึง และแม่ก็อยากนั่งที่สว่าง ๆ และในที่สุด ฝันของเด็กเสิร์ฟอาหารก็เป็นจริง เมื่อคณะเดินทางเรื่องมากหาโต๊ะนั่งได้ในที่สุด

--- พรุ่งนี้มาต่อเรื่องอาหารในร้านค่าว่าแต่ว่าเมื่อไหร่มันจะจบวันแรกสักทีวะ จะขึ้นตอนที่ 4 แล้วนะ

Poem of Sadness: สติแตกขณะทำรายงาน (Rerun)

ช่วยด้วยยยยยยย
เขียนรายงานไม่ได้โว๊ยยยยยยยย
เครียด เครียด เครียด

ฮือฮือ รายงานภาษาไทยก็ปั่นกันจนเป็นบ้าไปแล้ว นี่ดันเป็นภาษาอังกฤษอีก

อยากร้องไห้ออกมาเป็นฝรั่ง academic จะได้มาช่วยฉันทำงาน
นั่งร้องไห้ทั้งเช้า ทั้งเย็น
มีฝรั่งมาหลายผลหลายคนมาช่วยปั่นงาน
ร้อง ร้อง ร้อง ร้องกันเข้าไป
ฝรั่งจะได้ออกมาทำงาน
ทำงาน ทำงาน ทำงาน
สนุกสนานกะการร้องไห้
ร้องไห้จนแทบขาดใจ
แต่ว่าไม่ต้องทำงานเอง
ครื้นเครง ครื้งเครงน่าดู
ฝรั่งจ๋า มิ้งจะนั่งร้องไห้
ฝรั่งอ่านไปพิมพ์ไปนะจ๊ะ
5000 คำ ก็แค่ 10 หน้า
นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ
ยิ่งถ้ามิ้งร้องไห้ ร้องไห้
กลั่นฝรั่งออกมาได้
มากกว่าหนึ่ง
แบ่งกันก็ไม่ถึง 10 หน้า
ล้า ล้า ลา
คิดแล้วมีความสุข
ล่องลอย ล่องลอย
------
ไม่รู้เหมือนกันว่าออกมาได้ยังไง
เครียดจนเป็นบ้าไปแล้วว

กุมภา 46

รายงานชีวิต พ.ค. 46: กลับไป Warwick หลัง Summer Break (Rerun)

เมื่อคืนทำงานเสร็จประมาณตี 3 กว่า แล้วก็ตรวจเชคความเรียบร้อยอยู่หลายรอบ (ประกอบกับสภาพสมองเบลอทำให้ทำได้ช้ามาก ตก ๆ หล่นๆ อยู่เป็นนาน ทำไปตัวก็เป็นจิงโจ้ไป ตัวลอยดึ๋งๆๆ เพราะเมาเวลา jet lag กระจุย ขนาดนอนไปบ้างนะเนี่ยย) มารู้ตัวอีกที ก็ประมาณตี 4 เกือบตี 5 ตอนแรกว่าจะอยู่จนได้เวลาส่งงาน แต่เพราะไม่มีอะไรก็เลยนอนดีกว่า ตื่นมาอีกที ก็เดินไปส่งงาน เป็นครั้งแรกที่อยู่นี่ แล้วไปส่งงานเร็วก่อนเวลานะนี่ มีความสุขมาก เดินไปเคี้ยวทาโร่ไป แล้วที่อนาถมากก็คือ มันตกหล่นตามทางเป็นระยะ ๆ (2-3 เส้น อันที่จริง) ใครอยากรู้ว่าดิฉันไปไหน ก็คงสามรถตามรอยทาโร่ไปได้ โอ เดินไปเรื่อยเฉื่อย ฟ้าสีคราม อากาศก็เริ่มอุ่นแล้ว แดดออกอีกต่างหาก ต้นไม้ใบหญ้าก็เริ่มผลิดดอกออกไป แตกต่างจากตอนกลับไปเป็นที่สุด คิดดู ห่างหายจากที่นี่ไป 2 เดือน กลับมาอีกที ส่วนที่เคยเป็นต้นไม้สีน้ำตาลบ้าง เทาบ้างเพราะหน้าหนาวก็เปลี่ยนเป็นเขียว เขี๊ยว เขียว ประกอบกันกับหายไปนาน เดินไป ก็แอบงงงไปว่า อ๊ะ กู หลงทางรึเปล่า เขียวมากจนจำไม่ได้ อนาถดีแท้ สิ่งแรกที่ทำหลังเอากระเป๋าเข้าห้องก็คือ ไปเอาใบปะหน้ารายงานที่เลขาภาคกะไหน ๆ ก็ไหน ๆ คืนหนังสือแล้วเดินไปเทสโก้ดีกว่า ความห่วงกินมันมีสูง แบบ อ๊ะ ถ้าตอนกลางคืนต้องทำงานแล้วหิวขึ้นมาจะทำอย่างไร เป็น major concern ที่จิตใต้สำนึกบงการออกมา ก็เลยไปซื้อพวกอาหารสำเร็จรูปมาเล็กน้อย ความที่คึกจัด ทั้งยกกระเป๋าขึ้นมาชั้น 4 กะการเดินไปเทสโก้ที่อยู่ห่างไป 20 นาที (ตามความเร็วของมิ้ง ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมากกว่านี้ – อันนี้ไม่ได้ยกหาง มีคนบอกมา) รวมไปกลับเฉพาะเดินก็ 40 นาที ทำให้กลับมาหมดสภาพอย่างแรง แต่บ่วงรายงานทำให้ต้องอาบน้ำแล้วมาทำงานต่อ โออ อนิจจาชีวิต เฮ้อออ (คิดดู ยังไม่ได้ unpack กระเป๋าเลยนะ แค่หยิบมาแค่ของที่จะใช้น่ะ!!)

จริงๆ จะเขียนให้ขำขัน เป็นภาษากระเทยกัดจิกมากกว่านี้ แต่สงสัยว่าจะยังเหนื่อยอยู่มาก เลยทำให้ปากร้ายไม่ค่อยออก มาอ่านดูอีกที กลายเป็นไดอารี่ชอบกล ไม่เด็ดเลย รองวดหน้าหลังชาร์ตแบตนะคะ เจอกันค่ะ

มิ้ง

งานสัปดาห์หนังสือ เมษา'48 (Rerun)

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง (ของใครก็ไม่รู้ – จริง ๆ อาจะไม่มี แต่เพื่อให้ฟังดูเก๋)

วันนี้ว่าง ว่างมากกก นายก็ไม่มา งานก็ไม่มี และอิฉันก็คาดการณ์ได้ว่า จะเป็นเช่นนี้ จะเอาหนังสือมาอ่าน เตรียมไว้แล้วก็ดันลืมไว้หน้าบ้าน โฮโฮ อุตส่าห์คาดไว้อย่างแสนสุขว่ากว่าจะหมดวัน เราก็หมดเล่มแน่ แล้วเป็นไง มานั่งเอ๋อ ๆ ประจำโต๊ะ แสนเศร้า

เมื่อวานไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิติ์มา คนเยอะมาก ๆๆๆๆๆ แค่เดินแหวกคนไปแต่ละซุ้ม พลังชีวิตก็แทบจะถูกสูบออกจนหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเลือกหนังสือเลย เดินวนไปมาสักพักใหญ่ก็เกือบจะกรีดร้องว่าไฟไหม้ แบบ ฮ่าฮ่า วิ่งกรีดหนีไปไปนอกตึกให้หมด ฉันจะได้เลือกหนังสือสบาย ๆ ไม่ต้องลุยคน แต่หิริโอตัปปะในใจมีมากเพียงพอจนยับยั้งไม่ให้ก่อเหตุได้ ก็นับว่าพ่อแม่ได้เลี้ยงดูหนูมาดีในระดับหนึ่ง (ถึงแม้จะไม่ใช่ในขั้นที่พอจะยับยั้บใจไม่ให้วีนเงียบได้ตามที -_-‘’) อยากจะบอกว่าปีนี้ดูหนังสืออย่างสุขุมอย่างไรชอบกล เพราะทุกปีจะซื้อแหลก ไม่บังยะบันยัง แล้วก็ไปเรียงเป็นระเบียบงดงามอยู่บนชั้นหนังสือเฉย ๆ (หรือว่าเวลาซื้อหนังสือริทำตัวอคาเดมิควิชาการจัดเกาะกระโหลกก็ไม่รู้ ทำให้เป็นหนังสือที่ต้องเกาะกระได แล้วต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปอ่านต่อทุกปี ทำให้บางเล่มไม่เคยอ่านจบ หรือแม้กระทั่งได้อ่านเลย เหนื่อยเกิน) ปีนี้ก็เลยเป็นประเภท ซื้อมาเฉพาะที่ชัวร์ ๆ ไว้ก่อนว่าได้อ่านแน่ หนังสือหลายเล่มซื้องวดที่แล้ว งวดนี้ก็ยังมาขายอยู่ ดังนั้น ประเภทที่ 2 ที่จะไม่ทำก็คือ ซื้อดะ ยุทธศาสตร์การจัดการเหล่านี้ให้ผลดีมาก คือ เงินทองไม่โบยบินจากไปมาก คิดในแง่เศรษฐศาสตร์ก็คือ น่าจะได้คะแนนดีในเรื่องการดู-ซื้อของที่ให้อรรถประโยชน์สูงสุด (maximum utility) เป็นเกณฑ์

เออใช่ ๆ วันศุกร์ไปงาน (ไม่ต้องห่วงต้องไปหลายวัน แม่ต้องไปแจกลายเซ็นด้วยไง เพื่อค่าขนมของหนู ก็ต้องไปกะแม่ด้วย เจ๊ต้องการ mental supporter 555) เจอคุณพลอย จริยะเวชด้วย ก็เลยรีบซื้อหนังสือให้เซ็น กรี๊ดๆๆๆ หนูชอบคุณพลอย!!! ยุทธวิธีเอานักเขียนและลายเซ็นมาล่อให้ซื้อเนี่ย ได้ผลทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ หนอ ว่าแล้วก็รีบเร่งให้แม่ไปงานมากขึ้น บ่อยขึ้น นานขึ้น ค่าขนมของหนูนี่คะ

ไปแล้วดีกว่า หมดมุขแล้ว
มิ้ง

ผลการมีตติ้งเมษายน 2547 ที่ร้านสะอาดของคณะศึก (Rerun)

ขอสรุปผลการมีตติ้งประจำเดือนเมษายน 2547 ที่ร้านสะอาดนะคะ

อาหารอร่อย และที่สำคัญ ถูก แต่บรรยากาศร้านที่ค่อนข้างเสียงดัง ทำให้หนักไปทางนั่งกิน และมัวเมากับการสั่งอาหารในเมนูไปทีละอย่าง ๆ ก็แหม มาอย่างนิดอย่างละหน่อย มีตั้ง 8 คน ในโต๊ะจิ้มคำ 2 คำก็หมดแล้ว เกาเหลา 10 บาท มีลูกชิ้น 4 ลูก แบบนี้เป็นต้น พค ถึงกับเปรยมาหลายครั้งหลายคราว่าต้องกินกันกี่จานถึงจะอิ่ม ผมสั่งเสต็คหมู เสต็คไก่ เสต็คไส้กรอกมา 3 จาน แล้วคงต้องมีข้าวสวยสักกะละมังมาช่วยไม่งั้นก็คงอยู่ท้อง ถามน้องปั๊บดูอีกคนก็ได้ ขนาดนั่งเล็มขนมปังและข้าวเกรียบทุก ๆ จานที่ทำได้ (แม้กระทั่งจานหลักของ พส !) ก็ยังไปไม่ถึงไหน นี่ขนาด พต ไม่มานะเนี่ย ไม่งั้นได้กินครบทุกอย่างในเมนูจริง ๆ เมนูที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นข้าวเกรียบจิ้มน้ำพริกเผา เพราะสั่งแล้วสั่งเล่า พอ ๆ กับแฮมสด/ หมูยอบีบมะนาว ที่ดูกินเท่าไหร่ก็ไม่เต็มท้อง จนต้องสั่งใหม่อยู่เนือง ๆ ท่าทางร้านนี้จะได้เงินโขจากคณะศึก ฯ เป็นแน่ เมนูขนมก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกันไป นอกจากนี้ ไอติมปั่นโค๊กและสไปรท์เรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีไอติมไข่แข็งให้ พจ ไปหาเอาแถว ๆ พัทยาก็แล้วกันนะเจ๊นะ งานนี้ปลอดเครื่องดื่มมึนเมาจริง ๆ ทั้งที่อาหารหลายอย่างเป็นของแกล้มเหล้ามาก ช็อคเหล้าของคนแถวพัทยาก็ยังไม่สามารถจุดประกายอะไรขึ้นมาได้ สงสัยงวดหน้าต้องย้ายไปมต แถว ๆ ลาว จะได้มีสุราดับจิตมาชูโรง เอ้า คนแถว ๆ นั้น เตรียมตัวดี ๆ

ที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าก็คือ ความโหดของเจ้าของร้าน อาเฮียทำให้ทุกคนนั่งตัวแข็งเกร็งค้างไม่กล้าจะสั่งแม้แต่น้ำแข็ง แล้ว มม ที่แนะนำร้านก็ไม่ได้ปริปากบอกใคร แถมยังมาสายยยยยยให้ลูกทัวร์เผอิญชะตากรรมตามลำพังกันอีก กว่าป้าจะออกจากบ้าน ทุกคนในโต๊ะก็ได้สัมผัสกับความน่ายำเกรงเลื่อมใสของอาเฮียไปโดยถ้วนหน้าแล้ว การสั่งอาหารที่ขืนช้าก็ไม่ทันได้แม้กระทั่งอ้าปาก ก็ทำให้พวกเรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความตื่นตัว ได้เตรียมพร้อมเสมอเหมือนอยู่ในสงครามเวียดนามผสมกับสถานการณ์ภาคใต้ ไม่ลองไม่รู้จริง ๆ ถาม มป ดูก็รู้ ได้แต่มองตามหลังพนักงานตาปริบ ๆ กว่าจะได้ฤกษ์สั่งเสต็คหมูก็ต้องตั้งสตินานเอาการอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้ร้านจะโหด และร้อนนนนนนนน แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางความหวานชื่นของคู่รักที่มาด้วยกันได้ คิดหรือว่าไม่เห็นคนที่ใส่เสื้อคู่คุณทองแดงกันมา กิ๊บ ๆๆ แอบหวีดกันเป็นระยะท่างกลางเสียงตวาดวีนของอาเฮียเจ้าของร้าน เสียงโหวกเหวกของพนักงาน และความวุ่นวายของร้าน ทำให้บ่างและแกะที่กลายเป็นบ่างถึงกับเก็บมือเก็บไม้กันไม่ถูก ชื่นมื่นจนเหมือนมีแอร์มาช่วยลดความร้อนในร้าน คิกคิก

ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระการประชุมหลังจากนอกเรื่องไปนาน เอ่อ สำนักข่าวแกะอยากจะบอกว่าเก็บสาระจริง ๆ ไม่ค่อยได้เลย มีการพูดเรื่องรีไรท์ นิยายเก่าและนิยายใหม่หลายเรื่อง แต่ทั้งหมด ถูกคำว่า เปลี่ยนเรื่อง ๆๆ กลบ การมีตติ้งก็เลยเป็นการอีทติ้งสมบูรณ์แบบชนิดที่เรียกว่าหมดเวลาไปกับการใส่ใจเมนูและอาหารที่จะใส่ รวมถึงการดักจิกพนักงานมาสั่งอาหาร

สำหรับข้อเสนอแนะการประชุมครั้งต่อไป ชัดเจนที่สุด อยู่ที่การเลือกร้านที่คณะประชุมจะใส่ใจกับเนื้อหาการประชุมได้มากขึ้น นอกเหนือจากการเลือกเมนู ร้านเงียบ ๆ ได้จะดีมาก แต่ขอให้คงความอร่อยเช่นนี้ไป นอกจากนี้ มีรีเควสจากแกะขอร้านที่มีแอร์จะเป็นพระคุณมาก แกะที่กลายเป็นบ่างและบ่างอิจฉาตาร้อนคู่รักจนขอบตาร้อนผ่าว แถมยังเขินแทนจนหน้าร้อนเห่อ ขอแอร์มาช่วยดับได้ก็จะดีมาก อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของเวลา มากันตรงเวลาหน่อยนะจ๊ะ

จึงขอสรุปผลการมีตติ้งประจำเดือนเมษายน 2547 แต่เพียงเท่านี้

มือถือหาย กุมภา 48 (Rerun)

สวัสดีค่า

มีข่าวแสนเศร้า (ของหนูคนเดียว) ว่าได้ทำมือถือหายไปแล้ว โฮโฮ เกิดขึ้นเพราะความโง่ลืมมือถือไว้ในห้องน้ำเมื่อวาน โฮโฮ แล้วที่นี้ ความหวังที่จะได้คืนก็แสนจะริบหรี่ โอ กะลังสวมบทเป็นป้า Mariah โหยหวนคร่ำครวญว่า I still believe อยู่ ทำป้ายประกาศไปแปะ ก็ไม่รู้ว่าจะได้คืนไหม แต่เนอะ มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่ไหมคะ better than never ลองหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร โฮโฮ หนูทำความผิดอะไรไว้แต่ปางไหน เงินเดือนก็น้อย ๆ อยู่ ซื้อใหม่ไม่กินแกลบกินรำไปทั้งเดือนเหรอ โฮโฮโฮ

อ๊ะ นอกเรื่อง สติหลุดไปไกล คือจะบอกว่า คนที่เอาไป ได้กรุณาช่วยปิดมือถือให้แล้ว (ตามสูตร) ดังนั้น ถ้าโทรเข้ามือถือแล้วไม่เปิด ก็ช่วยทำความเข้าใจสักนิดว่าไม่ใช่หนู หนูไม่ได้ปิด หนูไม่เคยปิด กรี๊ดดดดๆๆๆ (paranoid ไปอีกแล้ว อนิจจา) อีกเรื่องนึงก็คือ ไม่มีเบอร์ใครเหลือแล้ว ช่วยสงเคราะห์ลูกนกลูกกาเมลเบอร์มาให้หนูเถิด จะเป็นพระคุณมาก

ทั้งนี้ เริ่มมีอาการจิตหลอนประกอบ วันนี้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ใครดังไม่ได้เลย จะเกิดอาการจิตตกว่า โฮโฮ มือถือหนู ไม่ก็หลงคิดว่าเป็นมือถือของตัวเองทุกที อนาถมาก แต่เนอะ คิดในแง่ดี ก็หายไปเฉย ๆ พลาดเคราะห์ ฟาดเคราะห์ไป ไม่ถือฟาดหัวเอามือถือ แล้วไปตายแง๊บๆๆ ที่โรงบาลเป็นข่าวไทยรัฐหน้าหนึ่งก็บุญโขแล้วเนอะ ดังไปทั่งประเทศแบบแปลก ๆ ไม่ดีอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ขอบุญกุศลที่ได้ทำมาแล้วด้วยดี ส่งผลให้ดิฉันได้โทรศัพท์คืนด้วยเทอด สาธุ
หนูจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ ใสซื่อ ไม่กัดจิก ไม่วีน โฮโฮ

มิ้ง (คุณแกะ)

ปล หนึ่ง. สรุปใจความสำคัญของจดหมายนี้คือ โทรศัพท์ได้หายไปแล้ว ขอเบอร์คุณ ๆ มาที

สอง. หลังอ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว โปรดช่วยกันส่งจิตอธิษฐานให้หนูได้โทรศัพท์คืน อานิสงค์ที่ท่านได้รับจะทำให้เงินทองไหลมาเทมา กิจการมั่งมี ครองรักหวานชื่น ภายใน 3 วัน 7 วัน ตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดีอิรัก ซัดดัม ฮุสเซนเคยปฏิเสธให้ความช่วยเหลือคุณมาตาปีย์ จึงมีอันต้องตกจากบัลลังค์ หนีหัวซุกหัวซุน หรืออย่าง จอร์จ บ๊อบ และมาร์ธา เมื่อเคยช่วยถือของให้ดิฉัน ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะพรีเซนเตอร์และโฆษกสินค้าทีวีมีเดียหลายตัว ได้รับทั้งชื่อเสียง และเงินทอง

สาม. ปล. 2 เชื่อไม่ได้

งานสัปดาห์หนังสือ ปี 46 (Rerun)

เนี่ย มีเรื่องรันทดชีวิตจะเล่าให้ฟังล่ะ เมื่อวานไปงานสัปดาห์หนังสือมา แล้วมันมีบู้ทที่ขายหนังสือ grammar อังกฤษ โฆษณาหนังสือด้วยการให้ทำคำถามง่ายๆ 8 ข้อ แล้วมันก็ชอบว่าถ้าถูก 6 ข้อจะได้ของ ด้วยความที่งก และ อยากโชว์ power ใจจะขาด ดิฉันก็ขอแจ๋นแด๋นไปกะเค้าด้วย คือกะว่ากูถูกหมดแน่ แต่ปรากฏว่าด้วยความอยากอวดทำให้รีบทำมาก รีบทำเกินไป โฮโฮโฮ ผิดกระจุย ชนิดความอีโก้ทั้งหลายลากลับบ้านไปเลย จากนั้นก็เป็นการเดินอยู่ในศูนย์หนังสือ เอ๊ย ศูนย์สิริกิติ์ด้วยความเซ็งแกนอย่างรุนแรง ที่เศร้าจัดก็คือว่ามันเป็นบู้ทแรก ๆ ที่เข้าไป ก็ไม่ต้องให้บอกนะการเดินอยู่แถวนั้นเมื่อวานเป็นความแกนขนาดไหน

ที่เศร้ากว่านั้นก็คือ โฮโฮโฮ ยังไม่ได้อ่านหนังสือ หรือทำรายงานอย่างจริงจังเลย ตอนอยู่โน้น เป็นชนิดตื่นมาอาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน พักกินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน พักกินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน อาบน้ำ อ่านหนังสือ-ทำรายงาน นอน เป็นวงจรชีวิตเช่นนี้เรื่อยไป ตอนนี้มันทำไม่ได้ค่ะ กลายเป็น อาบน้ำ กินข้าว เล่นเนท - แชต พักกินข้าว อ่านการ์ตูน พักกินข้าว เม๊าท์กะเพื่อน อาบน้ำ อ่านการ์ตูน นอน อะไรเทือกนี้แล้ว โฮโฮโฮ พระเจ้าขา เท่าที่จำได้หนูก็เป็นเด็กดีนะคะ ช่วยส่งผลให้หนูขยันสุดใจได้ไหมคะ ตอนนี้อ่านมานานเป็นแรมอาทิตย์ยังไม่จบเล่มเลย หนูไม่อยากเฮือกก่อนส่งอีกนี่นา once and never น้าาาาาาาา ช่วยหนูด้วย

อือ นี่ก็คือความเป็นไปในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ไปแล้วดีกว่า ดิฉันจะกลับตัวกลับใจสังคมให้อภัย มุ่งสู่หนทางแห่งการศึกษา (ซะที) แร้นนนน เจอกันน้า อย่าลืมทำงานถ้ามีงานต้องทำนะจ๊ะ
มิ้ง

Negaholics: 2 (Rerun)

- ทำซ้ำไปมา (Pattern Repeater) ติดอยู่ในวงจรที่หาทางออกไม่เจอ อยากทำสิ่งที่แปลกใหม่/ เปลี่ยนแปลงไป แต่พอรู้ตัวก็กลับไปทำอย่างเดิมแล้ว เป็นการกระทำที่ค้านกันสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือบางครั้งก็ทำไปเพราะความเคยชินโดยอัตโนมัติ ทำต่างกับที่คิด/ ตั้งใจโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

- ไม่เคยตั้งมาตรฐานให้ตัวเอง (Never-Measure-Up) กลุ่มนี้มักคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ และมีเหตุผลบอกตัวเองร้อยแปด จึงทำอะไรไม่ได้ดีจริง ๆ

3. จิตตกทางด้านจิตใจ (Mental Negaholics) ดูยากและลึกลับเพราะเป็นเรื่องความคิด คือรู้สึกเศร้า หดหู่ (อาจจะไม่รู้ตัว) โดยที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจสาเหตุ พวกนี้จะเปลี่ยนความคิดด้านลบเป็นการกระทำ/ พฤติกรรมด้านลบ และมักจะยึดติดกับการทำร้าย/ กล่าวโทษตัวเอง/ ไม่ยอมปล่อยวาง

- ตำหนิตลอดเวลา (Constant Critic) ดูสิ่งที่ตัวเองทำและติเตียนตนเองตลอด เช่น “ไม่น่าแบบนั้น” “ทำไมไม่ทำแบบนี้” “ทำเสียเรื่องอีกแล้ว” เป็นต้น จึงรู้สึกแย่ตลอดเวลา เพราะเกิดสม่ำเสมอ จะรู้สึกว่าตัวเองแย่/ ทำอะไรไม่ได้ กลุ่มนี้มักจะมีสาเหตุการกระทำจากภายนอกมาเป็นส่วนเสริม เช่น การเลิกกับแฟน การพลาดสัญญาธุรกิจ

- พวกแข่งขันเปรียบเทียบ (Comparing Contestant) เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทุกเวลาและกับทุกสิ่ง และมักเป็นการเปรียบเทียบกับคนที่ดีว่า ทำให้ชีวิตเป็นการแข่งขัน เพราะอยากให้คนอื่นชื่นชมตัวเอง/ อยากได้สิ่งที่ดีที่สุด

- เสียใจกับอดีต (Retroactive Fault Finder) เสียใจกับสิ่งที่ตนเองทำในอดีต ประเภท ไม่น่าเลย ถ้าทำแบบนั้นก็คงดี พวก “ถ้า...” ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเศร้าหมองเพราะรู้สึกว่ามีสิ่งที่ดีกว่าให้เลือกปฏิบัติ และตัวเองไม่ได้เลือกสิ่งนั้นไป

- เลิกล้มง่าย ๆ (Premature Invalidator) ล้มเลิกก่อนทำ/ ก่อนทำสำเร็จ เพระกลัวความผิดพลาด/ ความล้มเหลวที่ตัวเองจะได้รับ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง

4. จิตตกผ่านทางคำพูด (Verbal Negaholics) พวกนี้อยู่ด้วยได้ไม่ได้ เพราะทำให้เราอารมณ์เสีย หรือแม้แต่จิตตกตาม พวกนี้มองเฉพาะสิ่ง/ สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก ถ้าไม่หนักแน่นพอ อยู่ด้วยแล้ว จะหดหู่ตาม เมื่อมีสิ่งเล็กน้อยผิดพลาดก็ไม่รีรอที่จะบ่น (เห็นได้ชัดว่าพวกที่มองโลกในแง่ดี รื่นรมย์มีวิธีรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันต่างออกไป พวกรื่นเริงจะใช้การสื่อสารเพื่อบอกสิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วหาทางทำให้เกิดได้ เกิดผลลัพธ์เชิงบวกมากกว่าจะมานั่งบ่น) โดยย่อ กลุ่มนี้ เป็นพวกที่มองว่าน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว แทนที่จะมองว่า น้ำยังเหลืออีกครึ่งแก้ว เป็นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงลำบากที่สุด

- ติดกับ (Beartrapper) กลุ่มนี้ร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ก็มองว่าคนอื่นทำได้ไม่ดี มองว่าคนที่มาช่วยทำไม่ได้/ ไม่เข้าใจตัว เป็นพวกที่คนอื่นมาช่วยก็ปัดความช่วยเหลือนั้น แล้วก็มาบ่นต่อ เป็นหลุมดักคนมาช่วย แม้เต็มใจมาช่วย แต่พอสักพักก็ทำให้คนมาช่วยนั้นรู้สึกอับจนตามไปด้วย เช่น ข้อเสนอเพื่อช่วยหาทางออกทุกอย่างถูกปฏิเสธหมด พวกนี้ขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่คิดหาทางแก้จริงจัง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ มองว่าปัญหาที่ตัวมีหนักหนาเกินจะแก้

- บ่นแหลก (Constant Complainer) มองโลกในแง่ร้าย และปฏิเสธทุกอย่าง อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ใช่ พอคนที่เข้ามาสัมผัสกับความคิดด้านลบสุดขั้ว ก็จะหนีหายไปหมด โดยที่กลุ่มนี้ก็จะไม่เห็นว่าทัศนคติของตนผิดเพี้ยนไป เกิดเป็นความเชื่อว่าชีวิตเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว (โหดร้ายเป็นเรื่องปกติ) และไม่เคยมองโลกรื่นรมย์

- กระต่ายตื่นตูม (Herald of Disaster) เป็นพวกตื่นตูม และหวาดกลัวทุกอย่าง มองว่าโลกนี้แย่แล้ว สิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิด อาจมองถึงขั้นโลกานาศเลย

- หมดหวัง (The Gloom and Doomer) เหมือนกลุ่มกระต่าย แต่มองว่าไม่มีทางแก้ไขใด ๆ ปฎิกิริยาจึงเป็นไปในทำนองเนือย ไม่มีการโต้ตอบหาทางออกใด ๆ เฉยชา หมดสิ้นทุกอย่าง

**** จะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อจิตตกก็จะมีแนวโน้มพฤติกรรมไปในทางทำลายล้าง/ บ่อนทำลาย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าคน ๆ หนึ่งจะเป็นไปได้หลายอย่าง ตามรูปแบบสถานการณ์และช่วงเวลา (ดูจากมิ้งเอง) วันนี้ขอสรุปแค่นี้ก่อนนะคะ สาเหตุ และวิธีแก้จะตามมาภายหลังนะคะ ขอบคุณค่ะมิ้ง

Negaholics: 1 (Rerun)

สวัสดีค่ะ
หลังจากไร้สาระกับมิ้งมาหลายเพลา สงกรานต์ที่มาถึงย่อมเป็นนิมิตหมายอันดีในการที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ครานี้เราจึงมาพบกับมีสาระมากกับมิ้งกัน ศุกร์ที่แล้วไปเจอหนังสือชื่อ Negaholics: How to Overcome Negativity and Turn Your Life Around ของ Cherid Carter-Scott แล้วเหมือนจะดี จึงขออนุญาตส่งต่อมา ณ ที่นี่นะคะ และเนื่องจากเป็นการแปลแบบสรุปย่อ จึงขอแบ่งเป็นบท ๆ เป็นครั้งคราวทีละบทนะคะ พอแปลไปสักพักก็เริ่มออกภาษามิ้ง (เห็นได้บ้างในช่วงใกล้ ๆ จบ) จึงรบกวนถามว่า ควรจะแปลเป็นภาษาทางการหรือภาษามิ้งดีคะ ขอบคุณค่ะมิ้ง (มีสาระซะที)

---------------------------------

ขอแปล Negaholics เป็นไทยให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าพวกจิตตก ก็แล้วกันนะคะ

หนังสือบอกว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะเรามี 2 ส่วนที่จะตีกันไปมาในตัวเรานั่นคือ ส่วนที่คิดว่าเราทำได้ (I can) และเราทำไม่ได้ (I can’t) ซึ่งส่วนหลังทำให้ไม่กล้าแสดงออก/ คิดหรือทำนอกกรอบ อยากแค่ play safe ปลอดภัยไว้ก่อนเท่านั้น เป็นส่วนที่สงสัย กังขากับความสามารถของตัวเอง และหวาดกลัว บางทีส่วนนี้ก็เกิดขึ้นเพราะด้านลบของคนเรามักจะได้รับความสนใจจากคนรอบข้างมากกว่าด้านบวก (เช่น เมื่อทำการบ้านไม่ได้ แม่ก็จะสอน ขณะที่ทำได้แม่จะปล่อยให้ทำเอง เป็นต้น) คำถามจึงเกิดขึ้นว่าเราจะทำอย่างไรให้ส่วนที่คิดว่าเราทำได้ชนะ – นั่นคือ เราต้องมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่าคิดว่าทำไม่ได้ สิ่งนี้แม้จะใช้เวลา แต่ก็ทำได้จริง ต้องจำไว้ว่า ทุกอย่างเป็นไปได้จริง ถ้ามีความปรารถนา ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นเพียงพอ ส่วนที่คิดเราทำไม่ได้ (I can’t) แม้จะช่วยปกป้องเรา แต่ก็ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย เพราะเกิดความรู้สึกว่าทำไปก็ไม่ได้/ เกินความสามารถ จึงถูกครอบงำและไม่คิดว่าตนเองทำได้/ มีค่า

พวกจิตตกแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ คือ ทางทัศนคติ ทางการกระทำ ทางจิตใจ และทางคำพูด ซึ่งแต่ประเภทก็แบ่งแยกลงไปได้อีก

1. จิตตกทางทัศนคติ (Attitudinal Negaholics) กลุ่มนี้ดูภายนอกไม่รู้ จึงเป็นกลุ่มที่ดูยากและลึกลับที่สุดเพราะเป็นพวกที่ประสบความสำเร็จ และบางครั้งอาจดูว่าสมบูรณ์แบบด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะส่วนที่ทีปัญหาคือทัศนคติ/ ใจที่มักจะไม่พอใจกับอะไรเลย ไม่เห็นทางที่ตัวเองจะมีความสุขได้ อาจจะเกิดจากการตั้งมาตรฐานในชีวิตสูงมากเกินไปแบ่งได้เป็น

- ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) พวกนี้ตั้งมาตรฐานชีวิตสูงมาก ทำงานต่าง ๆ ได้ดี แต่ไม่เคยพอใจกับอะไรเลย ทนความบกพร่องเพียงน้อยก็ไม่ได้ จึงเกิดความเครียดเพื่อที่จะทำให้ได้ดีที่สุด/ ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้เกิดปัญหาว่าไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ เพราะรู้สึกว่าคนอื่นไม่เก่งหรือมีความสามารถอย่างตนเอง

- ไม่เคยดีพอ (Never-Good-Enough) คล้ายกลุ่มแรก คือ ตั้งมาตรฐานชีวิตแม้จะเป็นไปไม่ได้ และช่องว่างระหว่างมาตรฐานที่ตั้งกับสิ่งที่ทำได้ก็ให้รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้/ ไม่มีความสามารถพอ ที่น่าเศร้าก็คือ แม้จะทำดีก็มักจะไม่มองตัวเองทำได้ดี

- ขันน็อตตัวเอง (Slave Driving) มุ่งมั่นที่จะทำอยู่อย่างเดียว เช่นจะทำงานโดยไม่ยอมให้ตัวเองมีเวลาพักผ่อน หรือหยุดพักใด ๆ เลย อาจแสดงออกมาได้ทั้งเชิงทัศนคติและพฤติกรรม (เพราะความคิดนำไปสู่การกระทำ)

2. จิตตกทางพฤติกรรม (Behavioural Negaholics) หยุดสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ โดยพฤติกรรมด้านลบจะออกมาในเชิงบ่อนทำลาย อย่างการสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าจัด การเสพยา การพนัน การทำงานหนัก หรือแม้แต่การยึดศาสนามาเป็นหลัก
- ผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastinator) คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ จึงไม่เคยเริ่มลงมือเสียที ไม่กล้าเผชิญหน้า/ ท้าทาย เมื่อไม่ได้เริ่มลงมือ ก็จะเกิดความรู้สึกเกลียดโกรธตนเอง ประกอบกับการพยายามหาทางแก้ตัวให้ตัวเองก็จะเกิดความหดหู่ ทั้งนี้ ไม่เพียงตัวเองจะหงุดหงิด คนที่เกี่ยวข้องก็มาหงุดหงิดกับตัวเราด้วย

ไร้สาระกับมิ้ง: เมษา 47 (Rerun)

มิ้งกาลาบาค่า
(Mingalaba เป็นคำสวัสดีภาษาพม่าจ๊ะ ชอบมากคำนี้)

ไร้สาระกับมิ้งกลับมาประจำการกันอีกเพลา

ช่วงนี้ร้อนมาก มาก มาก ถึงกับมีงานอดิเรกคือไปซื้อน้ำแข็งที่เซเว่น และเราก็ค้นพบ (the great discovery of Ming ตามเคย มีคนเคยบอกว่ามิ้งมีนิสัยตะลุยเซเว่น จริงหรือนี่ -_-‘’? ) แต่น แตน แต๊น ชุดทดสอบฟอร์มาลีน สารตะกั่ว และสารอะไรสักอย่างในอาหารอีกตัว โอ บ้านนี้เมืองนี้เชื่อใจไม่ได้ถึงขนาดต้องมีตัวทดสอบสารปนเปื้อนเจือปนในอาหารจริงหรือ ตัวอิฉันอยากจะซื้อมาเล่นมาก (โดนของประหลาด ๆ หลอกตามเคย) แต่เผอิญจ่ายเงินกำลังจะเดินออกมาแล้ว ก็เลยขี้เกียจ งวดหน้าจะไปซื้ออาหารแปลก ๆ ริมถนนที่ดูยังไงก็ตกค้างชัวร์ อย่างลูกชิ้นเด้งดิ๋งกรอบกรุบ กล้วยแขกขายริมถนนติดจัด ๆ มาประกอบของเล่นใหม่ดีกว่า 55 ดูว่าจะเปลี่ยนสีเป็นเข้มขนาดไหน แต่นะ พูดถึง เซเว่นก็ต้องขอบคุณกับความ 24/7 ของมันจริง ๆ เห็นค่ากันอย่างแรงก็ตอนเงี้ย ไม่ปิดไม่หนีหาย ขอบคุณ ขอบคุณ

แมวที่บ้านออกลูกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และหลังจากเลี้ยงลูกในห้องมิ้ง 2 อาทิตย์ คุณเธอก็หอบลูกไปซ่อนที่ไหนสักแห่ง เพิ่งมาประจักษ์ว่าบ้านหนูรกมากมากมากก็งวดนี้ หาแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ แถมการหาลูกแมวก็ทำให้บ้านยิ่งรกกว่าเดิมอีก คุณป๋าคุณมารดาพากันคุ้ยสมบัติ รื้อตู้ ตั่ง เตียงหาแมวกันกระจุย แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พอตอนบ่าย ๆ มิ้งมาหาบ้าง ก็ไม่เจอแมวแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม อานิสงค์อันประเสริฐที่ตั้งใจหาแมวก็ทำให้เจอสิ่งของแปลก ๆ ที่สาบสูญไปเมื่อชาติเศษแทน เช่น เหล่าซีดีที่หายไป และแบล็ค 1 ขวด อย่างหลัง ฟังดูอึ้ง ๆ แต่มีคนให้มาตอนกลับมาตอนซัมเมอร์งวดที่แล้ว เฮ้อ อิฉันคงจะไปสร้างชื่อเสียงไม่งามมามากเกินไปแน่ ๆ เล่าให้เพื่อนฟังว่านายชวนไปกินเหล้าที่บ้าน แล้วพอบอกนายไปว่า หนูกินเปลืองงง นายก็ทำท่าไม่เชื่อบอกว่าเหล้าที่บ้านเยอะมาก ขณะที่เพื่อนทั้งฝูงทำตาโตแล้วบอกว่า วอดก้า 2 ขวดที่นายมี คงจะไม่พอให้มิ้งสูบ หรือไม่ก็ มิ้งคงไม่พอกิน มิ้งกินแป็บ ๆ ก็หมด โฮโฮ เพื่อน ๆ ขา ช่วยมองเดี๊ยนใสซื่อ ปลอดจากสิ่งมึนเมาไม่ได้เหรอคะ แต่เอ๊ะ พูดถึงช่วงนี้ก็ purified มานานม๊ากมาก เดี๋ยวนี้คงไม่เด็ดแล้วนะคะ TT

จดหมายฉบับนี้เนือยจัง
ไปดีกว่า

มิ้ง

ไร้สาระกับมิ้ง: มีนา 47 (Rerun)

สวัสดีค่า

กลับมาไร้สาระกับมิ้งกันอีกครั้ง เมื่อวานซืนไปกินอาหารอิตาเลี่ยนกะน้องมา แล้วที่เหว๋อมากก็คือ ร้านชื่อประมาณ ฟาฮาน่า อะไรเทือกนี้ ๆ ได้เราก็รีบกัดจิกไปว่า ร้านเป็นอิสลามเหรอไง แล้วอีน้องที่เชี่ยวร้านมาก ก็สวนกลับมาว่า ก็ใช่นะสิ เข้าร้านไปปุ๊บ อาเฮียเจ้าของร้านก็โพกหัวออกรับ ฉะนั้น ร้านนี้จึงไม่ขายหมู แต่ก็ไม่เป็นไร แกะอร่อยมาก อยากกินแกะมาหลายเพลา แล้วก็ได้กินแกะแบบอิตาเลียนในร้านอิตาเลี่ยนอิสลามที่ได้ข่าวมาว่ามีสุเหร่าเป็นฉากหลังอยู่ลิบ ๆ ว๊อทอะสเตร๊นคอมบิเนชั่นอะไรเช่นนี้ วันก่อนนั่งดูสารคดีอะไรสักอย่างกับแม่ แล้วมันก็มีแกะขาว ๆ ตัวปุย ๆ วิ่งผ่านไปมาในฉาก ก็ถึงกะโรคอยากกินแกะกำเริบ กรีดบอกแม่ไปว่า แกะ…น่ากินจัง รู้สึกว่าจะทำให้พระมารดาเหว๋อไปไม่น้อย คือแม่กะลังรอลุ้นว่าลูกสาวสุดที่รักจะพูดอะไรบางอย่างที่ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่นการชื่นชมความน่ารักของแกะ มากกว่าจะมานั่งน้ำลายไหลยืดดหน้าทีวี

กินผักโขมอบชีสก็อร่อย อ๊ะ สงสัยจะหิว ณ ที่ทำงานแหง๋แซะจึงได้เริ่มเป็นเมนูอาหารล้วน ๆ ตัดไปของหวานเลยดีกว่า กินทีรามิซุกัน แต่ว่า............. ทีรามิซุจืดชืดสิ้นดี นั่งนึกกันไปนึกกันมา เป็นอิสลามไม่กินเหล้านี่นา โฮโฮโฮ เลยมาเศร้าตอนจบ นึกว่าจะริชเด็ดซะหน่อย ว่าแต่ อิสลามไทยก็เคร่งดีเนอะ ตอนนอยู่วอร์ริค คุณพี่แฟลตเมทชาวอิหร่านนั่งจิบบ้าง ดื่มบ้าง ก๊งบ้าง (คงหนักไปทาง 2 อย่างหลังน่ะ) ตลอดเวลา ถึงขนาดนั่งภาวนาให้ฝนหยุดตกจะได้เดินไปซื้อเบียร์มากิน แล้วเบียร์นี่ก็เบาสุดล่ะมั้ง ถ้าเทียบกับวอดก้า ยิน และอื่น ๆ ของพี่แก แต่เนอะ ก็ทำให้เรามีเพื่อนก๊งในยามว่างขึ้นมา นอกเรื่องไปนาน อิสลามที่ร้าน ไม่กินหมู แต่พี่อิหร่านหนูก็กินหมูอย่างเมามันนี่นา วันที่นั่งจิบมาร์ตินี่กะเฮีย พี่แกเอาอาหารจากบ้านเกิดมากินแกล้ม เราก็ เออ เนี่ย ไอมีหมูเค็มอร่อยมากจากไทยแลนด์ เสียดายเนอะยูไม่กินหมู พี่แกก็ เฮ็ย ไม่เป็นไร กินได้ แล้วแกก็กิน ๆๆๆ ความเชื่อฟังหัวที่ว่าอิสลามไม่กินหมูของเด็ก ๆ ก็ถึงกับหายไป

ว่าแต่จดหมายฉบับนี้ไร้สาระสมประสงค์ได้อีกวาระ วันพฤ ถูกลากไปงานศพแม่พี่ที่บริษัท ด้วยความหิวหลังเลิกงานทำให้นั่งกินลูกชิ้นปิ้งกัน แล้วถูกฝูงหมาคุกคามเพราะพยามทำตาแป๋วแล้วสบตาเท่าไหร่ อิฉันก็ไม่สนใจก็เลยประชิดตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมิ้งที่น่าสงสารถูกหมาเหยียบเตลอดเวลา หลังจากนั้นพอมานั่งกินต่อที่รั้วเตี้ย ๆ ก็ถูกลูกหมาปีนขึ้นมาบนตัวเพื่อขออาหาร โฮโฮ หมาเป็นสาวกของซาตานจริง ๆ ด้วย

ไปแล้วดีกว่า จบข่าวอัพเดทของมิ้งกลางมีนาสาธุ

Education UK 2004 (Rerun)

ห่างหายไปนานก็ได้ฤกษ์งามยามดีมาอัพเดทกันอีกครั้ง
เสาร์ที่แล้วไปงาน Education UK เพื่อหาที่เรียนให้น้องชายสุดที่รัก แล้วทายสิว่าเจอใคร
พี่นพนั่นเองงงงงงง!!!!!!!! โอ วอท อะ เวรี่ สมอล เวิร์ล แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากพี่นพของเราเคียงคู่มากะป้าเป้า จันทรา ที่รักยิ่งของเด็ก ๆ วอร์ริค ทำให้ไม่มีเวลาทักทายพูดคุยได้มากมาย อีกอย่างคือพี่นพกำลังอุทิศตัวเพื่อคุณป้าจันทราและ Caroline ทำหน้าที่กระจายเสียงแพร่ภาพ ณ ซุ้ม วอร์ริคอยู่ น่าภูมิใจอะไรเช่นนี้ เด็กไทยจะได้ทะลักไปเดินกลางทุ่งเลคไซค์เยอะ ๆ นอกจากนี้หนูยังถูกคุณพี่ที่จะไปต่อเอกซักถามเรื่อง globalisation centre อีกตังหาก ความที่ดูความรู้ล้นปรี่ของคุณพี่ที่เจอ ทำให้ต้องรีบปรับสีหน้า ปรับท่าทางพยายามเป็นเด็กฉลาดแทบไม่ทัน (จริงๆ คงเป็นแทบไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็น ฮ่าฮ่าฮ่า) พี่แกฟิตมากคือสำรวจยูและรายชื่อคณาจารย์มาหมดแล้ว ดังนั้น โอ วิธีที่ได้ผลมากที่สุด คือ ทำตัวนิ่ง ๆ ยิ้ม ๆ เออออห่อหมกไปเรื่อย เลยรอดตัวอีก 1 มื้อ สาธุ ๆๆๆๆ จากการเดินรู้รอบ ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเองอีโก้สูงไม่เบา พอเข้าไปถามกะน้อง คุณ she ทั้งหลาย (โดยมากที่มาช่วยงาน) ก็มักจะ อ๊ะ แล้วได้คะแนน IELTS เท่าไร่เหรอคะ สูงพอรึเปล่าคะเนี่ยยย ต้องเรียนภาษาก่อนไหมคะ สงสัยวันนั้นจะหน้าดูไม่ฉลาดไปหน่อย เอ หรือจะไปมากมากมากกหว่า???) แล้วก็ถาม ๆๆๆๆ จิกเอาเกรดกะมหาลัย อิฉันก็กรี๊ดดๆๆ จี๊ดแตกอยู่ในใจ ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้ แบบคือว่าจบมาแล้วตัวนึงที่วอร์ริค แต่คิดจะไปต่ออีกใบค่ะ แลวก็ยิ้มนางงามใส่มัน (พวกมัน) ไป ๆ มา ๆ เลยลืมจุดประสงค์เดิมว่าไปหายูให้น้อง เบลอ ๆ แอบอยากเรียนต่ออีกใบ เฮ้อออ หนูใสซื่อ ชักจูงง่ายนี่คะ

Saturday, December 04, 2004

The Incredibles กับตัวตนสังคมอเมริกัน

ไปดูเรื่อง The Incredibles มา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขอพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คิดขณะดู ก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ critical mind ทำงานดีเกินไปหรือเปล่า แต่ปัจจุบันทุกครั้งที่ได้สัมผัสหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก็อดได้ที่จะเอาความคิดและมุมมองของตัวเองไปจับเสมอ อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน

**คำเตือน
1. เรื่องนี้ต่างจากเรื่องไร้สาระปกติของมิ้ง เพราะเข้าโหมด Hell กรวดไปแล้ว
2. ไม่แน่ใจว่าทำให้คนที่ยังไม่ดูหมดสนุก หรือคนที่ดูไปแล้วถูกครอบงำมีอคติต่อหรือเปล่า
3. มาอ่านทวนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนอะไรอยู่ อย่างน้อยที่สุด พี่เคนน่าจะอ่านรู้เรื่องนะเนี่ย หรือถ้าความหวังสุดท้าย คือพี่เคน ยังอ่านแล้วงง หนูก็คงจะต้องร้องไห้ โฮโฮ***


จริง ๆ สิ่งที่แสดงออกในหนังเป็นตัวสะท้อนตัวตนของสังคมอเมริกันในมุมมองของมิ้งได้มากพอสมควร การที่เป็นสังคมปัจเจกนิยมที่ต่างคนต่างอยู่ และต่างต้องแก่งแย่งกัน ตลอดจนใช้กฎเกณฑ์ตายตัวเป็นสิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของคนในสังคมนั้นทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่มีใครเกื้อกูลใครหรือช่วยเหลือใครจริงจัง และนั่นก็ทำให้หลายคนมุ่งหวังว่าจะเกิดใครสักคนที่จะมีน้ำใจ และแน่นอนว่ามีความสามารถเพียงพอมาแก้ปัญหาของตนและของสังคมโดยรวมได้ และเมื่อเกิดเป็นความต้องการลึก ๆ ของคนขึ้นมา บุคลิก superhero จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการตัวนี้ สังเกตได้ว่าไม่ว่าจะเป็น Superman/ Spiderman/ Batman/ Captain America หรืออื่น ๆ ก็ดี ต่างก็ได้รับตอบรับอย่างดีทั้งนั้น

เทียบกันกับบ้านเราเอง แม้จะเกิดปัญหาหนักหนาเพียงใดในสังคม เราอาจจะมีความหวังถึงอัศวินม้าขาวบ้าง แต่ไม่ค่อยจริงจังมากนัก เพราะเทียบกันสังคมไทยจะค่อนข้างมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือกันมากกว่า (แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะลดน้อยลงไปทุกครั้งก็ตามที) และที่สำคัญ ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรามีในหลวงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในระดับสูงพอควร เมื่อเกิดปัญหา หลายครั้งหลายครา เรามักจะคิดถึงพระองค์ท่าน และคาดหวังเงียบ ๆ ว่าพระองค์ท่านจะมาแก้ปัญหาให้เราในที่สุด ถึงตอนนี้อาจมองได้ว่า superhero ไม่ใช่สิ่งปกติของสังคมไทยเนื่องจากเรามีในหลวงและ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนที่เราว่าพร้อมจะคอยแก้ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ให้เรา และถ้าคิดให้ละเอียด ในหลวงและผู้หลักผู้ใหญ่ตรงนี้ก็อาจเป็น superhero ของเราในมุมมองที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

นอกจากนี้ ความเป็น superhero ของ The Incredibles ค่อนข้างจะเหมือนกัน The X-Men นั่นคือ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือเกิดขึ้นเอง ในช่วงแรกของหนัง superhero เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา และเป็นที่ต้องการของคนในสังคม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พลังพิเศษที่มีกลายเป็นปมเด่นของคนขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเมื่อหมดยุคนิยม superhero พลังที่มีก็กลายเป็นของน่ารังเกียจ และต้องถูกเก็บซ่อนให้มิดชิด สิ่งนี้เชื่อมโยงไปถึงการที่ลูกสาวลูกชายของครอบครัวกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา จากการที่พลังพิเศษและหาทางออกกับพลังของตัวเองไม่ได้ (ในเวลาที่ลูกสาวรังเกียจพลังของตัวเอง ลูกชายกลับต้องการจะใช้ความสามารถของตัวเอง และเมื่อถูกห้ามไว้ก็ไม่เข้าใจกับสิ่งรอบตัว) และนั่นก็เป็นสิ่งเปรียบเทียบแสดงให้เห็นทัศนคติและทิศทางความคิดของคนได้ ปมเด่นจะกลับกลายเป็นปมด้อย และปมด้อยจะสามารถเป็นปมเด่นได้เพียงไร ก็ย่อมขึ้นกับกระแสความเชื่อและความคิดของสังคมในขณะนั้น

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นอีกประการว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ควบคู่มากับพรแสวงจริง ๆ ตัวร้ายของเรื่องพัฒนามาจากเด็กที่ชื่นชอบ superhero (โดยเฉพาะ Incredibleman) แต่มาสามารถจะมีพลังได้อย่างที่ superhero มี จึงใช้วิธีพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนสามารถมีพลังพิเศษกับเขาได้ และสิ่งนี้ก็บอกเราได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีอะไรที่คิดจะทำแล้วไม่ได้ ขอเพียงแต่มีความตั้งใจจริง จะมีฉันทะ หรือความพอใจ/ ต้องการเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำความมุ่งมั่น ใส่ใจของอิทธิบาทที่เหลือมาร่วมด้วยก็ไม่เกิดผลเป็นแน่

อันที่จริง มีประเด็นย่อย ๆ อีก 2-3 ประเด็น แต่ดูว่าแค่นี้ทั้งคนเขียนและคนอ่านก็คงจะสมองเสื่อมไปตาม ๆ กันแล้ว จึงเห็นควรที่จะจบไว้แต่เพียงแค่นี้ – ปรบมือดัง ๆ ให้คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้นะคะ

Thursday, December 02, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 2)

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 2)

นอกเรื่องมาซะไกล อย่างที่รู้กันไปแล้วว่าอิฉันนอนไปน้อยมาก และหลับในรถก็ไม่ได้หลับ ดังนั้น ความเว่อร์และความอยากได้หน้าก็เลยต้องต่อสู่กับสภาพสังขารขนาดหนัก ไป – ไม่ไป – ไป – ไม่ไป - ... สักพัก ความขี้เกียจ อ๊ะ พูดให้สวยและถูกก็ต้องบอกว่า สภาพสังขารเสื่อมทรุดก็ชนะขาดลอย ก็เลยนั่งลงที่โต๊ะทำตาใสนั่งรออาหารกับป้า ๆ ทั้งหลายต่อไปตามเดิม

ดูเหมือนว่า ยังไม่ได้แนะนำสมาชิกเลยนี่นา ง่ายที่สุด ก็หนู แม่ของหนู พ่อของหนู น้องชายของหนู และป้า ๆ แน่นอนว่าของหนูอีกเช่นเดิม อีก 3 ป้า เมื่อบวกกับ 1 ลุง ก็กลายเป็น 8 ชีวิตพอดี (ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วนับเกินหรือนับขาดให้กลับย้อนไปนับใหม่) ถ้าไม่นับดิฉันและน้องจะเห็นได้ว่าขบวนการนี้ล้วนอายุนำหน้าด้วยเลข 4 ไม่ก็เลข 5 ... สาธุ ทำใจไว้ตั้งแต่รู้หน้าตาสมาชิกแล้วว่าขาดกิจกรรมออกแรง ใช้กำลัง หรือแม้แต่ตื่นเต้นเร้าใจอันใดแน่ (นี่เป็นสาเหตุอีกอย่างที่กล้ายอมให้ตัวเองเล่นเกมจนเช้า ก็มิฉะนั้นถ้าเกิดสภาวะพลังงานล้นตัวขึ้นมา จะให้ทำอย่างไร ตอนกลับจากพม่าเคยไฮเปอร์มากจนถึงขนาดวิ่งเข็นรถเข็นกับกระโดดตบหน้าสายพานกระเป๋ามาแล้ว นึกแล้วก็อนาถใจ -_-‘)

ไม่มีใครตอบกลับมาว่าอยากให้พูดเรื่องอาหารด้วยไหม ฉะนั้น ก็จะขอข้ามไปก็แล้วกัน ร้านนี้กินมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ จะให้พูดก็คงนึกอะไรไม่ออก เพราะไม่เห็นความเก๋ เดิ้น เจ๋ง ป๋า ที่ชินตามาหลายปี แต่ถ้าจะให้พูดคร่าว ๆ ก็คงได้เป็นว่า ทะเลลวกจิ้มอร่อยเด็ดมาก เออ มันชื่อจริง ๆ ว่าอะไรแล้วก็จำไม่ได้ (จริง ๆ อยากบอกว่าไม่รู้ แต่ก็เกรงใจ – ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ คุ้นกันมาก พอมาร้านปุ๊บ คุณป๋า พระมารก็จะเดินแท่ก ๆ ไปข้างหลัง แล้วสั่งอาหารด้วยความไวแสง ไม่เคยได้รู้ชื่ออาหารเล๊ยยย อนาถหลาย TT) อ๊ะ รอสักครู่ ได้วิ่งไปถามคุณป๋ามาแล้ว พบว่า ชื่อทะเลลวกจิ้มจริง ๆ ด้วย เหอเหอ มั่วถูกจนได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มี common sense เป็นสามัญจริง ๆ

กลับมาที่ทะเลลวกจิ้มอร่อยเด็ด ประกอบไปด้วย กุ้ง ปลาหมึก แมงกะพรุน และปลากระพง ทั้งหมดสดหวาน และแมงกะพรุนกรุบกรอบดีมาก นอกจากน้ำจิ้ม 2 อย่างที่มีให้เลือกระหว่างน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวกลมกล่อม และซีฟู้ดรสแซ่บแล้ว ก็ยังแนบคึ่นช่ายมาให้ด้วย สด กรอบ หวานอร่อย ชอบๆๆ นอกจากนั้นก็ขอแนะนำ ยำตะไคร้ ฝีมือไม่เคยตกจริง ๆ ตะไคร้ไม่อ่อนไม่แก่เกินไปเอามาซอย โรยหน้าด้วยมะพร้าวคั่วไฟจนหอม แล้วปรุงรสน้ำยำที่ไม่หวานเลี่ยนหากพอเหมาะด้วยน้ำปลา มะนาว

อ๊ะ เดี๋ยวก่อน อิฉันกำลังเล่าเรื่องไปตากอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ ทำไมทำตัวเหมือนยายมาพาชิม หมึกแดง แม่ช้อยแบบนี้ ไม่ได้การ ข้ามไปจะเป็นการดีกว่า เอาเป็นว่าแนะให้ 2 อย่างก็แล้วกัน กับที่ขาดไม่ได้ ชอบจริ๊ง ๆ (สำหรับคนอื่น เพราะมา’ปีย์กะน้ำอัดลมไม่ถูกโรคกัน) ก็คือ น้ำขวด ๆ ทั้งหลายที่แช่เย็นจนกลายเป็นวุ้นนี่แหละ แถมยังมีไบเล่ น้ำอัดลมในตำนานที่เกือบจะหายสาบสูญอีกด้วย หวังใจได้เลยว่า ของหากินลำบากเหลือแสนเช่นนี้ ป้า ๆ ชอบมาก

สงสัยว่าจะทำให้ญาติผู้ใหญ่เคยตัว มีคนบ่นอยากกินขนมนึ่งขึ้นมา และคณะเดินทางตามประสงค์ก็เลยวนรถไปผ่านหน้าตลาดให้เอาใจ และแล้ววว ....... ความจริงก็ปรากฏว่า ยังไม่มาขาย!!!! ทุกครั้งที่มาก็มักเป็นการแวะขากลับ ซึ่งก็แน่ใจว่ามืดแล้ว ดังนั้น ความจริงข้อนี้จึงไม่เคยกระจ่างแก่ใจ สาธุ ขอบคุณสังขารหนืด ๆ จริง ๆ ที่ช่วยให้ไม่ต้องเดินมาเสียเที่ยวเปล่า (แม้ว่าถ้าเดินมาจริง ก็ต้องเดินไปดูการตูนด้วย แต่ถ้าไม่มีอะไรใหม่ ๆ ออกมาเลย ก็จะกลายเป็นซวย 2 ต่อ เหนื่อยแบบไม่มีอะไรมาหารสอง แต่กลับต้องคุณสิบ!) ป้าที่อยากกินมากถึงกับพยายามหลอกตัวเองว่าวันนี้เค้าไม่มาขายเพราะจะเวลาไปเตรียมกระทง โอ้ลา)

นั่งรถต่อไป ไม่มีอะไรทำ เหม่อโง่ต่อไป คุณป้า (คนเดิม) ก็วานหนูให้คุ้ย ๆ ของแล้วเอาเฉดบังแดดมาแปะรอบ ๆ รถ เจอปั้นสิบหลายถุง เลย์ และอื่น ๆ มากมาย โอ้ โอ้ โอ้ ... ป้าขา ถ้าอีกสักพัก ป้าให้หนูล้วงลงไปที่ตระกร้าและให้หนูเปิดตู้เย็นหยิบน้ำลิ้นจี่ออกมา หนูจะไม่แปลกใจเลยค่า สักพัก ก็เลยตัดสินใจลาไปนอน ก็ไม่มีอะไรจนนั่งกรี๊ดกร๊าดต้นหญ้า หมา นก เสาไฟฟ้า หลักถนน และทุกสิ่งที่ผ่านตาไปแก้เซ็งจนกลับเซ็งขึ้นมาใหม่แล้วนี่นา โฮโฮ

เอาหน้าเกลือกกก กับหมอน กลิ้ง ๆ ในที่สุด หนูก็หลับได้ ไชโย ไชโย ไชโย .... ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามกระมัง ตื่นมาอีกทีอยู่ที่ปั๊มสักแห่ง และเรากำลังจะขับรถเข้าเมืองตากกัน

--- จบ ตอน 2 ---


Tuesday, November 30, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก

และแล้ว โปรแกรมหรูอลังการของพระมาร (ดา) ก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากว่าคุณแม่ขาขาเจ็บจะให้ไประหกระเหินเดินอยู่ที่นครวัดก็ไม่งาม ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็เลยเปลี่ยนวันและสถานที่เดินทางไปลอยกระทงที่ตากกันแทน เที่ยวเมืองไทย ใช้ของไทย เพื่อประเทศไทย และเพื่อสนองนโยบาย Unseen Thailand ประเทศไทยจงเจริญ Viva Thailand!!!!

ออกเดินทางกันตอน 9 โมงเช้า แต่ก็ต้องสารภาพว่ากำลังติดเกมอย่างหนัก เพราะรู้ว่าต้องเดินทางนาน ประกอบกับต้องห่างคอมที่รักไปหลายวัน (2-3 วันอันที่จริง) ทำให้คนสมองน้อยอย่างหนูคิดยุทธวิธีเล่นมันถึงเช้าแล้วค่อยไปนอนในรถขึ้นมา แต่พอทำจริง ๆ เกิดคุมไม่อยู่ ทำให้กว่าจะเลิกก็ช้ากว่าที่คิดไปมาก ก็คือ เกือบ 7 โมง ตอนแม่มาปลุกตอนเกือบ 9 โมงน่ะ เอ๋อจริง ๆ แม่เดินมาหน้าเตียงแล้วบอกเราว่า จะ 9 โมงแล้ว ทีนี้ไอ้สมองที่ยังไม่ทำงานดีก็งง ๆ แม่มาบอกเวลาหนูทำไมคะ กับอีกอย่างหนึ่ง เพราะเกมที่เล่น มันมีเวทย์มนต์ประเภทใช้ไฟ หรือไม่ก็น้ำแข็งไล่ฆ่าสัตว์ประหลาด เกือบจะเอ่ยปากถามแม่ไปแล้ว ว่าแม่จะใช้ไฟหรือน้ำแข็งคะ สงสัยว่าเล่นเกมหนักไปจริง ๆ แฮะ

รีบอาบน้ำ สระผม ซึ่งจะบอกว่าลืมตาไม่ขึ้นมาก แสบตาสุด ๆ ทั้งจากการนั่งหน้าจอ และการนอนน้อย ดิฉันก็เบลอ ๆ ลากกระเป๋าไปหน้าบ้าน พอขึ้นรถก็ถึงกับกรี๊ดด ป้า ๆ เอาของไปเยอะมาก ๆๆๆๆๆ และหนูก็เลยต้องนั่งจุมปุ๊กอยู่กับของด้านหลัง ทั้งนี้ เกิดจากพยายามทำตัวเสียสละเป็นเด็กดี และประด็นแฝงอีกประการก็คือ เอาวะ ฉัน (กู) จะได้หลับ ๆๆๆๆ แต่ทว่า ผลจากการสระผมก็ทำให้สมองตื่น (แม้ว่าร่างกายจะอยากหลับแทบขาดใจ) ทำอย่างไรก็ไม่หลับ เอาหน้าซุกหมอนก็แล้ว พยายามพิงหน้าต่างก็แล้ว ตาก็ยังแข็งอยู่ดี แล้วกล่องโฟมที่บุพการีทั้งหลายใส่ของก็ส่งเสียงอี๊ดอ๊าดหน้ารำคาญ กรี๊ดดด พยายามทุกอย่างก็ไม่หยุดส่งเสียง พยายามแทบตายก็ไม่หลับ มาตาปีย์ก็เริ่มวีนขึ้นเรื่อย ๆ และคุณป๋าก็เลยอุตส่าห์มานั่งข้างหลังเป็นเพื่อน น่ารักจริง ๆ นังเด็กขี้โมโหอย่างฉันก็เลยสงบจิตสงบใจลงได้

แม้จะกรี๊ดดว่าป้าขา ป้า ๆ ขนของทั้งบ้านมาทำไม แต่มิช้ามินาน อิฉันก็เริ่มเห็นประโยชน์จากของในกองสมบัติของป้าทีละอย่าง สักพัก ป้าคนหนึ่ง (จากจำนวนหลายป้า) ก็ถามว่าหิวไหม แล้วก็เอาหมูเค็มอร่อยมากกับข้าวเหนียวมาให้เรากิน ฮ่าฮ่าฮ่า ป้าขา ป้าทำถู๊กถูกค่ะ หนูอารมณ์ดีขึ้นมาสุด ๆ เลย แถมเพราะพ่อมานั่งด้วย ก็เลยมีพ่อนั่งฉีกและป้อนหมูเป็นชิ้น ๆ ให้อีก มือไม่เปื้อนแม้แต่นิดเดียว อารมณ์ดีมีความสุขค่า

นั่งเคี้ยวหมูกับข้างเหนียวตุ้ย ๆ สักพัก แล้วก็อิ่ม ว่าแต่ว่า ผ่านไปไม่นาน หนูก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว เบื่อ ๆๆๆๆ พ่อที่บอกว่ามานั่งเป็นเพื่อนก็หลับไปเสียแล้ว อีก 6 ชั่วโมงจะถึงตาก แล้วกูจะทำอย่างไร โฮโฮโฮ ดูทิวทัศน์ที่ผ่านไปก็ได้ ดูไปเรื่อย ๆ เหม่อ ๆ เบลอ ๆ สักพัก เราก็ไปถึงสิงห์บุรีจุดแวะทานอาหารเที่ยงซะที

ทุกครั้งที่มาจะเป็นเวลาเย็น และหนูก็จะอุตสาหะเดินจาก ร้านรุ่งโภชนา ไปตลาดเพื่อซื้อการ์ตูน (อุตสาหะจริง ๆ ) และซื้อขนมนึ่งอร่อยมาก ๆๆๆๆๆ อย่างสอดไส้ กล้วย ตาก ฟักทอง มาให้ป้า ๆ ทุกที (จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เกิดจากความอยากเอาหน้า เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง ต้องรออาหารนาน และก็ไม่หิวเลย ก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาด แล้วก็ได้เจอขนมหน้าตาเข้าทีก็เลยซื้อมาฝากแม่ซึ่งชอบขนมแบบนี้มาก และปรากฏว่าทุกคนในคณะชอบ ก็เลยเกิดกลายเป็นวิถีปฏิบัติของมาตาปีย์ไป ส่วนการ์ตูน เพราะต้องเดินไปไกลมาก จะซื้อขนมอย่างเดียวก็กระไร ก็เลยต้องหาอย่างอื่นเพื่อลดค่าเดินทางด้วย) ซึ่งอยู่ไกลมาก

---- เมื่อยแล้ว ขอจบ vol. 1 แค่นี้ มีคำถามว่าจะให้เล่าเกี่ยวกับอาหารในแต่ละมื้อด้วยไหมคะ เสียดายที่พออาหารมา ทุกคนก็มัวแต่หิวโซจนไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย ^^”

ปล. ตอนนี้ไม่ขำเลย โฮโฮโฮโฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

Wednesday, November 17, 2004

ความบ้าประการหนึ่ง

ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ไปเช่าการ์ตูนร้านใกล้บ้านจนจะหมดร้านอยู่แล้ว ก็เลยต้องพยายามหาเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยอ่านมาอ่านบ้าง ดูไปที่ชั้นสำนักพิมพ์บูรพัฒน์ซึ่งปกติไม่เคยสนใจเพราะชอบอ่านนิยายจีนเป็นเล่มมากกว่า แล้วก็เลยไปเจอ หงสาจอมราชันย์ เข้า อืมมม ใครสักคนเพิ่งพูดให้ฟังว่าสนุก เอามาอ่านด้วยก็แล้วกัน

ได้หงสา ฯ มา 3 เล่มกับเรื่องอื่นๆ อีกตั้งใหญ่ แล้วพอกลับถึงบ้านก็เริ่มตะลุยอ่านทันที อือ อือ อือ หน้าแรก หน้าที่สอง หน้าที่สาม สี่ ห้า ผ่านไป ทำไมไม่รู้เรื่องเลยวะ เนี่ยแหละถึงเกลียดการ์ตูนกำลังภายในเกาหลี/ ไต้หวัน นอกจากจะอ่านลำบากเพราะไอ้การลงหมึกทึบ ๆ ดำ ๆ แล้ว ฟอนท์ที่พยายามเป็นฟอนท์จีนก็ทำให้อ่านยากเข้าไปอีก อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากสารภาพแต่ก็ต้องทำก็คือ ความรู้เรื่องสามก๊กต่ำมาก รู้แค่เบสิคชนิดเบสิคจริง ๆ อย่าเอาตัวละครที่นอกจากโจโฉ ขงเบ๊ง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่งมาพูดกะหนูเลย แล้วอีการ์ตูนเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับสามก๊กโดยเน้นบทบาทของตระกูลสุมาด้วย โฮโฮโฮ แต่ไม่ได้โว๊ยยย คนอย่างชั้น เช่ามาแล้วต้องอ่านให้ได้ แล้วก็นะ ผ่านไปครึ่งเล่มแรก ภูมิต้านทานการ์ตูนกำลังภายในเกาหลีก็ดีขึ้นเป็นอันมาก ส่วนความดันทุรังก็มีสูงเป็นศอก พอเกือบ ๆ จะจบเล่มก็เริ่มรู้เรื่องแล้วกรู อ่านไปเรื่อย ๆ ถึงเล่ม 3 ในที่สุดก็ค้นพบความสนุกที่ซ่อนอยู่ แต่กรี๊ดดดด ตอนนี้มันเพิ่งตีสี่ กว่าร้านจะเปิดก็อีกตั้งนาน ทำอย่างไรดีวะ ยังไม่สามารถข่มตานอนเสียด้วย ถึงตอนกำลังสนุกพอดี เข้าเนทดีไหมค้าาาา

และแล้ว ยามเช้าก็ผ่านไป อิฉันสามารถได้เล่ม 4-7 มาครอบครองในมือแล้ว ไชโยโห่หิ้ววว อ่านค่า อ่าน อ่าน อ่าน ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีการ์ตูนที่ทำให้ต้องอ่านแบบลุ้นระทึกมาอีกหลังจากหมดวัยไปนานน๊านนาน แต่ขอบอกว่าอ่าน 4 เล่มจบเร็วมาก ๆ เพราะอ่านแบบลุ้น รอไม่ไหว ขอรู้เรื่องก่อน แล้วค่อยมาตามเก็บรายละเอียดอีกทีก็ยังได้ จบแล้ว ดิฉันที่ราวกับใช้พลังชีวิตไปกะการ์ตูน 4 เล่มก็ตาลอย แล้วก็เบลอ ๆ ตะลุยอ่านภูเขาการ์ตูนที่มีอยู่อีกต่อไป

หลังอ่านการ์ตูนทั้งหมดไปหมดก็เกิดความสงสัยขึ้นมา .... ถึงหงสาจอมราชันย์จะเป็นการ์ตูนที่แต่งโดยใช้จินตนาการแตกต่างจากฉบับสามก๊กจริง ๆ ก็จริงอยู่ แต่มันก็น่าจะสนุกขึ้นเมื่อเราได้อ่านสามก๊กไปด้วยนะเนี่ย ไม่ได้การ ๆๆ หนังสือสามก๊กของน้องเลิ๊บก็มีนี่นา เคยอ่านอยู่ตอนเล่มเกมสามก๊กนี่คะ ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ด้วยนะ แต่น้องอิฉันมันเพิ่งรื้อห้องเพราะปลวกกิน แล้วมันจะไปเก็บงำไว้ตรงไหนวะ เออ ... คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก แล้วเธอก็หลับไปแล้วด้วย พอวันรุ่งขึ้น รีบกรีดถาม น้องรักก็บอกว่า ตอนที่ช่างมาทำห้อง เค้าเก็บของมากองไว้หน้าห้องหมดเลย เป็น armageddon ไปแล้วน่ะ คิดดูสิ ขนาดแผ่น my sassy girl ยังหาไม่เจอเลย โอลา ... ดีวีดีแสนรักของน้องเราที่อุตส่าห์สั่งซื้อจากเกาหลียังไม่รู้อยู่ไหน นับประสาอะไรกับหนังสือสามก๊กคะ

แต่อยากอ่านนี่นา อยากอ่าน อยากอ่านมาก จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยมีสามก๊กฉบับวณิพกนี่นา เอาอันนั้นมาอ่านก่อนก็ได้ แต่อ๊ะ อยู่ไหนแล้วค้าาา ของแบบนี้ทำไมเวลาอยากได้ไม่เคยอยู่ แต่เวลาไม่ต้องการกองอยู่ตรงหน้านะ ไม่ได้การ แล้วหนูก็วิ่งวนรอบบ้านไปเพื่อหาหนังสือสามก๊ก ตู้หน้าบ้านไม่มี ชั้นหน้าห้องพระก็ไม่มี กองหนังสือใต้บันไดก็ไม่มี ในห้องตัวเองก็ไม่มี ที่นี่ไม่มี ที่นั่นไม่มี อยู่ไหนค้า อยู่ไหน

อือ หรือว่าจะอ่านราชาธิราชดีนะ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการศึกการสงครามเหมือนกัน เรื่องของบิสมาร์กก็มี พงศาวดารญวนก็น่าจะเจ๋ง หนังสือเต็มบ้านขนาดนี้มันต้องมีอะไรแทนกันได้บ้างแหละน่า ไปคุ้ยหาดูสักเล่มมาแก้การลงแดงก่อนดีกว่า เอาน่า แก้ขัด .... และแล้ว แม่ก็บอกว่า ดูที่ตู้ของแม่หรือยัง อือ ดูแล้วไปดูอีกทีก็ได้ เพื่อจะเจอ แต่ก็หาไม่เจอนั่นแหละ ในที่สุด คุณแม่ผู้แสนดีก็ไปหามาให้เอง แต่ทว่า ..... ท่านแม่ได้ฉบับเต็มสมบูรณ์มาก็จริง แต่ว่าเป็นเล่มสองนะคะ คุณลูกขาอยากได้ตั้งแต่เล่มแรกนี่นา อีกประการ แม่บอกว่าหนังสือเล่มนี้แม่อ่านตั้งแต่อยู่ ป. 3 ผ่านมาแล้ว ... เอ่ออ ... กี่ปีไม่อยากนับเลย หนังสือเหลืองจนกรอบแล้ว ถึงแค่โดนลมจากพัดลมก็มีชิ้นส่วนที่กรอบจนหลุดปลิวออกมา ใครจะกล้าอ่านคะ ขืนเปิดไปก็ทำให้หนังสือเป็นชิ้น ๆ กันพอดี ถึงแม่จะบอกให้อ่านอย่างทะนุถนอมก็ไม่กล้า น้องรักที่เดินมาทันเห็นเหตุการณ์แอบกระซิบลับหลังแม่ว่า ก็เพราะเหตุนี้น่ะสิ ตอนแม่เอามาให้ ถึงต้องไปซื้อใหม่ กลัวจับแล้วจะทำร้ายหนังสือให้บอบช้ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่อยากอ่านนี่คะ อยากอ่านมากด้วย แล้วหนูก็เป็นพวกไฟไหม้ฟางเสียด้วย ถึงแม้ไฟจะอยู่ไม่ทนหรือยาวนาน แต่เพราะอย่างนั้นช่วงที่โหมลุกไหม้ก็จะแรงเป็นพิเศษด้วย เอาน่า ลองคุ้ยกองหนังสือหน้าห้องน้องชายอีกทีก็แล้วกัน แล้วก็ .......... กรี๊ดดดด เจอค่าาาาาาาา

ไชโย ถึงจะเป็นสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบก็เถอะ อ่านได้ ๆๆๆ อ่าน ๆๆๆ แล้วก็กรี๊ดดด สนุกมากวางไม่ลง ทำไมหนูถึงปล่อยให้เวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ได้อ่านสามก๊กคะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ แล้วเพื่อความไม่ประมาท ก็ขอจดชื่อตัวละครและทำผังความเข้าใจลงกระดาษหน่อยก็แล้วกัน อาจจะดูโอเวอร์ไปเล็กน้อย แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ เป็นพวกอ่านแล้วชอบขีดเขียนไปด้วยนี่นา แต่ก็เอาเถอะ น้องชายที่เดินมาเห็นถึงกับประทับใจแกมสมเพชในความบ้าของพี่สาว จนออกปากว่าพรุ่งนี้จะรื้อฉบับเต็มมาให้นะ ล้าลา สัมฤทธิ์ผลตามประสงค์ไปอีกอย่าง

ตอนนี้กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องว่า จะไปเอาหงสา ฯ มาอ่านใหม่

(กับอีกอย่างที่ทำคือเอาเแรพพลาสติกมาห่อสามก๊กของแม่)

Wednesday, November 10, 2004

ความวิตกจริต จินตนาการ และการไปผ่าฟันคุด

เพราะฟันซี่ในสุดเริ่มออกอาการเกเรมาหลายวัน แม้จะไม่ได้เจ็บปวดเหมือนพวกที่ต้องทรมานจากฟันคุดเท่าไหร่ แต่อาการเคี้ยวอาหารที่ขัด ๆ ขึ้นมา ก็ทำให้อิฉันตัดสินใจที่จะผ่าฟันคุดทันที ไปหาหมอที่ร้านไกลสุดโลก (ร้านเดียวกันกับที่เจ้าน้องชายสุดที่รักไปมางวดที่แล้วนั่นแหละ) โดยมุ่งมั่นว่าวันนี้กูจะผ่า ๆๆ ลาก่อนคุณฟัน ๆๆ ก็ได้คำตอบมาว่า หมอที่เชี่ยวมากยังไม่ว่าง ถ้าจะดี รออีกสัก 2 อาทิตย์ก็แล้วกัน

2 อาทิตย์ไม่นานไปเหรอค้า หมอขา .. เดี๊ยนตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ในใจ แล้วเรื่องที่ฟังมาจากน้องชายตัวดีก็สุดสยองเสียด้วย เธอบอกว่า ถ้ามัวแต่ดื้อแพ่งทิ้งไว้นาน ฟันคุดจะทำให้ฟันซี่อื่นประสบความวิบัติ บิดเบี้ยวไปด้วย โฮโฮ ฮือฮือ แล้วฟันซี่งามที่เหลือในปากกูจะสามารถรักษาแถวตรงไม่แตกทัพตลอด 2 อาทิตย์ระหว่างนี้ไหมเนี่ยย แต่เอาเถอะ เมื่อหมอยืนยันให้แน่ใจก็ไม่น่าเป็นไร

รอร๊อรอ เมื่อไหร่เราจะได้ผ่าฟันคุดเสียที แม้เมื่อก่อนจะกรี๊ดดกรีดร้องยืนกรานว่าจะไม่มีวันเอาฟันคุดออกไป เพราะมนุษย์เราต้องมีครบ 32 ซี่พอเหมาะไม่ขาดไม่หาย ชาตินี้ชีวิตนี้จะไม่ยอมมีฟัน 30 ซี่ 28 ซี่ก็กลายเป็นต้องเปลี่ยนใจ ตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย และยอมทิ้งส่วนน้อยเพื่อส่วนมาก ฉันใด มาตาปีย์ก็ควรจะตัดใจเอาฟันที่ไม่มีที่ให้อยู่ออกฉันใด

และแล้ว เวลาที่นัดไว้ก็มาถึง เพราะน้องชายตัวดีไปผ่าฟันออกตอนที่เกินจะเยียวยา ก็เลยต้องเจ็บตัวทรมานสังขารไปเป็นโข แล้วก็มาบ่นพร่ำครวญ อิฉันก็เลยแอบหวาดผวาอยู่คนเดียว ถึงขนาดที่ว่า โอ๊ะ สระผมก่อนไปด้วยก็น่าจะดี เผื่อกลับมาปวดฟันเดี้ยงเป็นไข้หัวก็ไม่เน่าไปด้วย พอไปถึงร้านหมอ แจ้งชื่อแล้ว ผู้ช่วยก็หยิบเอาสมุดเล่มเล็กข้างตัวมาพลิกดู แล้วพอเราทำตาสงสัยชำเลืองดู
เธอก็บอกว่า ขอดูคู่มือก่อน อ๊ะ อ๊า กรี๊ดดด แอบตะโกนกับตัวเองในใจ ขณะที่ปากฉันเอ่ยถามไปว่า อ้าว ต้องดูคู่มือด้วยเหรอคะ ไม่รู้ว่าเสียงกะหน้าออกอาการไปมากไหม แต่เธอก็บอกว่า ก็นาน ๆ ผ่าทีนี่คะ คราวนี้ ถ้าไม่อายหมอและพยาบาลจะวิ่งชิ่งออกจากร้านแล้ว ….

และก็ได้เวลา หมอเอาผ้าคลุมที่เจาะให้เหลือแต่ช่องปากมาคลุมหน้า แล้วก็เริ่มตั้งคำถาม
เคยฟันผุไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ
เคยถอนฟันไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ

พอหมอตั้งคำถาม ความสติแตกของอิฉันก็โผล่ขึ้นมาเป็นเงาตามคำถาม ก็ทำไมล่ะ ช่วงหลังห่างหายจากการมาหาร้านหมอฟันไปนานนี่นา ถึงเมื่อตอนเด็ก ๆ จะชอบ แต่ตอนนี้ มันก็ต่างออกไปล่ะ ถึงมีคำถามของคุณหมอก็ยิ่งกลัว แล้วก็เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า หรือเราจะกลัวมากเกินไป คิดไปคิดมา ก็เกิดปัญญา ผ้าที่ปิดหน้ามันทำให้หายใจไม่สะดวกนี่หว่า โล่งไปเปลาะนึง แล้วทีนี้ พอหมอฉีดยาชาก็เริ่มประสาทเสียขึ้นมาอีกวาระ เอ มีเด็กฉีดยาสลบแล้วไม่ฟื้น ถ้าฉันโดนยาชาแล้วสลบไป หมอจะรู้ไหมเนี่ยย หมอค้า หมอจะรู้ไหมค้าว่าหนูสลบไปแล้ว มีผ้าปิดหน้าหนูแบบนี้เนี่ยยย

หมอบอกว่า เจ็บนิดนะคะ เจ็บนิดนะคะ ตอนฉีดยาชา แล้วก็ตอนอื่น ๆ ทุกครั้ง ความเสร่อปอดก็บอกตัวเองในใจว่า หมอขา อย่าพูด อย่าบอกอะไรหนู อยากทำอะไรก็ทำไปเลยเถอะนะค้า ขณะที่กำลังกรีดกรี๊ดดในใจ หมอที่ออกแรงงัดฟันเราไปมา 2-3 ทีก็บอกว่าเสร็จแล้ว บ้วนปากได้ อ้าวสร็จแล้วเหรอ ยังไม่คุ้มกะที่หลงกลัวเลยนะคะ คุณหมอ

อ๊ะ เลือดออกมาเพียบ หมอให้กัดผ้าแล้วก็ปล่อยกลับบ้านมา โดยที่ไม่ลืมที่จะให้ฟันกลับบ้านมาด้วย ฟอฟันของอิฉันแสนสวยเป็นยิ่งนัก สมบูรณ์ขาวจั๊วะเป็นฟันชัดเจนไมมีส่วนใดแตกหักไป จะมีก็เพียงไม่มีบุญมีที่ว่างในปากให้คุณ ฟ. ฟันก็เท่านั้น แต่โห หมอขา ไม่คิดจะล้างเหรอคะ เลือดยังติด อยู่เลยนะ แล้วเพราะใส่ถุงยาไว้ไม่โดนอาการ เลือดที่ติดก็ไม่ยอมแห้งซะที

กลับมาบ้าน ดีที่ไม่มีใครอยู่ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร แล้วคุณน้องตัวดีก็กลับมา เราก็เลยออกไปหาอะไรกินกัน สั่งซุปมากิน แต่ก็ยังไม่อยากอ้าปากมากก็เลย เอาหลอดมาดูดซุป เก๋มากกก เกิดมาไม่เคยทำ ถ้าไม่ติดว่าเผลอจิ้มหลอดลงไปก้นถ้วยไม่ได้ ถ้าไม่กลัวปากพองก็คิดจะบรรจุเป็นวิธีการสากลของเดี๊ยนแล้วเชียววว

พอออกมาจากร้าน ไม่ไหวแล้วค่า อยากพูด ก็เลยพูด ๆๆ เม๊าท์ ๆๆ กะน้องชายต่อ เพื่อนน้องที่โทรมาตอนนั้น ถึงกับถามว่า พี่มิ้งไปผ่าฟันมาไม่ใช่เหรคครับ ทำไมพูดได้เป็นปกติจังเลยล่ะ แล้วก็เลยนึกได้ หยุดพูดดีกว่าเนอะเรา เลือดจะได้หยุด พอกลับมาบ้าน คนเต็มบ้านก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดอีก ทำไงดีหนอ เอางี้ก็แล้วกัน พอกหน้าไว้ๆๆ สักชั่วโมงคงลดการพูดไปได้บ้าง

ยาชาหมดฤทธิ์มานาน ก็เลยกินยาแก้ปวดกะแก้อักเสบตามไปกัน แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่า ไม่ปวดเลย ไม่เจ็บเลย เน้นคำว่าเลยยยนะ แต่ที่เป็นคือ แพ้ยาจนพะอืดพะอม ปวดหัว ไม่มีแรงแทน น่าอนาถดีแท้ วันต่อมาไปเดินชิดลมกับแม่ก็จริง แต่ทำได้แค่หิ้วถุงเดินตาม พอแม่หยุดดูของก็เร่ไปหาเก้าอี้ใกล้ตัวแล้วดิ่งลงไป เฮ้อๆๆๆๆ

อืมม จากการไปทำฟัน สรุปได้เลยว่า จินตนาการและความนึกคิดฆ่าคนได้พอ ๆ กับมีดดาบเลยหนอ คนเราหวาดกลัวสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เพราะการนึกตีความในด้านที่ร้ายน่ากลัวไปก่อนนั่นเอง ---
คราวนี้รู้สึกเขียนได้ฝืด ๆ ชอบกล เฮ้ออออ วิญญาณผีจริงจัง hell กรวด สิงใจเสียแล้วกระมัง









Wednesday, November 03, 2004

คืนที่นอนไม่หลับ

บางคืนก็นอนไม่หลับ
ถามตัวเองว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยากเป็น
ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
หันย้อนมองดูตัวเองเราเคยมีความใฝ่ฝันมากมายเหลือเกิน
อยากต้านกระแส อยากทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป
หรือเป็นกบฏอย่างที่เราเคยเป็น

แต่แล้ว พอรู้ตัวอีกที
เรากลายเป็นอีกคนหนึ่งเป็นคนที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่คิดว่าจะให้เราเป็น
เหมือนการเริ่มปั้นแจกันเราร่างแบบไว้แบบหนึ่งปั้นไปเรื่อย ๆ
เมื่อหันมามองผลงานของตนอีกครั้งงานของเราเปลี่ยนแบบไปโดยที่เราหาจุดย้อนกลับไปแบบเดิมไม่ได้
และเราได้แต่เสียใจกับสิ่งที่เปลี่ยนไป กับสิ่งที่เราไม่ได้เป็น

แต่อีกแง่หนึ่ง เราเติบโตเป็นสิ่งที่เราไม่ได้กำหนดไว้
หลับตาลง สูดลมหายใจลึก ๆ
บางที สิ่งที่เราเป็นอยู่ อาจจะดี หรือแม้แต่ดีมากกว่าสิ่งที่เราต้องการ
แต่นั่นแหละ เนื้อชิ้นโตที่คาบอยู่ในปากอาจทำให้เจ้าหมาลิงโลดได้ไม่เท่าเงาเนื้อที่อยู่ในน้ำฉันใดก็ฉันนั้น
เราไม่พอใจกับสิ่งที่อยู่ในมือ อยู่กับตัว
และสิ่งที่เราไม่เคยได้มา ย่อมน่าปรารถนา และดูสวยงาม น่ารื่นรมย์กว่าเสมอ

----------------

มาอ่านเจอที่ตัวเองเขียนไว้นานแล้ว ก็เลยมาโพสต์เล่น ๆ
ก็ไม่รู้ว่าคืนนี้ ปัจจุบันนี้นอนหลับจริง ๆ แล้วหรือยัง

Wednesday, October 13, 2004

ปีศาจกับนักบวช

นั่งอ่านการ์ตูนเรื่องหนึ่ง ตัวเอกเป็นปีศาจที่เกิดรักกับมนุษย์ธรรมดา และก็ทำให้ปีศาจนั้นเปลี่ยนไป จากที่ไม่เคยสนใจความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตอื่น ก็กลับกลายเป็นมาพยายามทำความเข้าใจ และสนใจห่วงใยว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากตนก็มีค่าไม่ต่างกัน แต่ประเด็นสำคัญที่ชอบมากในเรื่องและอยากเล่าสู่กันฟังในวันนี้ กลับเป็นว่า ในเรื่องมีนักบวชที่ถูกปลูกฝังและสั่งสอนมาว่าปีศาจนั้นชั่วร้าย และโหดเหี้ยม เป็นภัยกับมนุษย์ และถ้าเจอเมื่อไหร่ก็ให้กำจัดทิ้งได้ทันที ขณะเดียวกัน นักบวชมองว่าชีวิตของตนและของเหล่ามนุษย์ที่ตนมีหน้าที่ปกป้องนั้นมีค่า และมีหน้าที่ที่ต้องรักษา และปกป้อง

ถ้าจะมองด้านหนึ่ง นักบวชอาจจะเป็นฝ่ายถูก เพราะว่าได้ทำหน้าที่ของตนได้อย่างครบถ้วน ไม่บกพร่อง แต่แง่หนึ่ง ถ้าจะมองเข้าข้างปีศาจสักนิด เหล่าปีศาจก็มีชีวิตจิตใจไม่ต่างจากมนุษย์เลย อาจจะแตกต่างกันที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ข้างในนั้น ก็มีความรักพวกพ้อง และก็เลยเกิดคำถามว่า เรามองกันที่ว่าเป็นอะไร มากกว่าจะมองว่าเป็นใครเช่นนั้นหรือ มนุษย์หรือนักบวชเองก็ไม่ต่างจากปีศาจเท่าใด มีทั้งพวกที่ดี และพวกที่เลว เหล่าปีศาจก็มีทั้งพวกที่ดีและพวกที่เลวเช่นกัน แต่ความเชื่อที่เรามี เกิดเป็นมโนทัศน์เกี่ยวกับคน ๆ นั้นหรือสิ่ง ๆ นั้นทำให้เราเกิดความคิดที่จะมองเห็นสีขาว และสีดำแยกกันชัดเจน โดยลืมมองไปว่าตรงกลางของขาวและดำ ก็ยังมีสีเทาอยู่ และหลักกาลามสูตรก็เข้ามาเกี่ยวข้องในตรงนี้ ก่อนจะตัดสินใจว่าใครเป็นอย่างไร มาจากไหน ขอให้ดูและคิดจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า คิดด้วยสมอง ตรองด้วยปัญญาเสียก่อน

จริง ๆ คราวนี้ คงหลุดประเด็นที่อยากพูดไปพอสมควร คิดไว้แต่ว่าวางกรอบได้ไม่ดี สิ่งที่อยากจะสื่อออกไปก็คือ ทั้งปีศาจ นักบวช หรือมนุษย์ต่างก็เป็นตัวแทนของเราทุกหนทุกแห่งทั้งนั้น มองง่ายที่สุด ชัดที่สุด ในการเมืองโลกนั่นไง ปีศาจอาจจะเปรียบได้กับชาติทั้งหลายที่คิดแตกต่างจากสหรัฐอเมริกาหรือนักบวช และมนุษย์ก็คือ ประเทศเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีอำนาจใด ๆ ในมืออย่างเรา เพราะว่าปีศาจไม่เหมือนมนุษย์ และไม่ใช่นักบวช ความแตกต่างทำให้นักบวชหวาดกลัวปีศาจ และไม่ยอมทำความเข้าใจกับปีศาจ ซ้ำร้าย เมื่อความต่างทำให้เกิดความกลัว นักบวชก็เลือกที่จะกำจัดปีศาจนั้นเสีย และมนุษย์ ผู้ซึ่งเป็นฝูงชนที่รวมอยู่ด้วยกันก็ถูกนักบวชบอกให้เห็นในสิ่งที่นักบวชเชื่อไปด้วย โดยที่ไม่มีข้อโต้แย้ง อำนาจที่เหนือกว่าของนักบวชทำให้มนุษย์ฝังใจและฝังจำโดยที่ไม่คิดหาเหตุผลใด ๆ จากมุมมองหรือความเชื่อของตัวเอง คิดไปคิดมา ในที่สุด ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ที่คำว่าความเข้าใจ และความพยายามจะเข้าใจกันนั่นเอง

Thursday, September 30, 2004

แมวที่หายไปและแมวที่เข้ามา

เมื่อเจ้าแมวเหลืองตัวใหญ่มาร้องขออาหารตรงประตูอย่างที่ทำสม่ำเสมอทุกดึก ฉันก็จะทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ววิ่งไปหาข้าวมาให้แมวที่ร้องโหยหวนนั้นเป็นกิจวัตรเช่นกัน มันเริ่มเป็นกิจวัตรอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไรนะ

มองย้อนกลับไป ช่วงที่เจ้าแมวแปลกหน้าเริ่มมาขออาหารที่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่พีพี แมวสีสวาทสุดที่รักของแม่และของครอบครัวหายไป เพราะพีพีเป็นแมวเก็บตกที่เคยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก่อน เราใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อเยียวยาจิตใจของพีพี นานเป็นนานกว่าพีพีจะเริ่มทำใจให้คุ้นเคยกับบ้าน กับมือที่ให้อาหาร หากแต่เมื่อพีพีเรียนรู้ที่จะรัก พีพีก็รักเราด้วยทั้งหมดที่พีพีมี เมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน พีพีจะนั่งรอที่ประตูจนกว่าแม่จะกลับมา และถ้าแม่อยู่บ้าน พีพีจะเดินตามแม่เพื่อขอใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับแม่ตลอดเวลา พีพีจะอ้อนเพื่อขอนอนตักเรา และถ้าพีพีง่วง พีพีก็จะร้องเพื่อให้คนสักคนนั่งเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ ๆ

เพราะความที่พีพีเป็นแมวที่เคยถูกทำร้าย นิสัยตื่นตกใจกลัวของพีพีเป็นสิ่งเดียวที่แก้ไม่หาย ถ้ามีเสียงดัง พีพีก็จะวิ่งไปซ่อนใต้โต๊ะ หรือถ้ามีคนแปลกหน้ามา พีพีก็จะวิ่งไปไกล ๆ เพื่อตั้งหลัก หรือแม้แต่หาที่ปลอดภัยไว้ก่อน แต่ก็นั่นแหละ นิสัยนี้ทำให้พีพีไม่เคยออกจากบ้านไปไหนไกล ผิดกับซีซีแมวสีสวาทตัวเข้มพี่น้องของพีพี ผู้ซึ่งมักจะออกไปท่องเที่ยวสัมผัสโลกอยู่ตลอดเวลา และจะกลับมาบ้านก็ช่วงเวลาที่หิวโซ สิ่งนี้ทำให้เราเชื่อกันว่าพีพีจะไม่ไปไหนไกล และจะอยู่กับเราตลอดไป

แต่วันหนึ่ง เมื่อแม่ไปต่างจังหวัด พีพีหายไป และแม้จะรอเท่าไหร่ พีพีก็ไม่เคยกลับมา เราไปตามหาพีพีตามบ้านทุกหลัง ถนนทุกสายในหมู่บ้าน และอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเจ้าที่ที่บ้าน ศาลพระพรหม และอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกครั้งที่เราได้ยินเสียงแมวร้องนอกบ้าน เราก็จะวิ่งไปดูหวังให้เจอพีพี ทุกครั้งที่ขับรถผ่านแมวในหมู่บ้าน เราก็จะหยุดจอดและวิ่งไปดู ขอให้เป็นพีพี แต่เราก็ไม่เคยเจอ สามเดือนแรก แม่ตื่นอยู่ทั้งคืน เพราะนอนฟังเสียงประตูด้านที่ติดกับสวน ภาวนาให้พีพีมาเคาะขอเข้าห้องหลังอย่างที่ทำทุกครั้งหลังจากไปนอนเล่นที่ระเบียงมา

ตอนนั้นเอง เป็นตอนที่เจ้าแมวพเนจรเดินมาขอข้าวหน้าบ้าน และฉันก็หาข้าวให้ด้วยความสงสาร ในตอนแรก ทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือน้องชายต่างก็ให้ความเอ็นดูกับเจ้าแมวตัวนี้หมด ถ้าเจ้าแมวเหลืองมา และฉันไม่อยู่ ไม่พ่อก็น้อง มักจะช่วยกันให้ข้าว และเล่นกับมันเสมอ แต่หลังจากที่ถูกตะปบและข่วนแรง ๆ ในวันหนึ่ง ทุกคนก็บอกศาลาและปล่อยให้ฉันให้ข้าวเจ้าเหลืองอยู่คนเดียว โดยที่โกรธและไม่เข้าใจว่าฉันอดทนกับเจ้าแมวเกเรได้อย่างไร

จริง ๆ แล้วพีพีนั่นเองที่เป็นที่มาของทุกอย่าง จริงอยู่ที่ฉันสงสาร แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกใครก็คือ แมวแปลกหน้าตรงหน้ากำลังหิวโซ และก็ทำให้ฉันคิดถึงพีพีที่รักมาจับใจ ถ้าพีพีกำลังหลงทาง และใครก็ตามเจอพีพีที่กำลังหิวโหยอยู่กับเขา ฉันก็หวังว่าเขาจะทำให้สิ่งเดียวกัน ให้ข้าวพีพีให้พีพีได้อิ่มหนำ และถ้าทำได้ ฉันก็หวังว่า เขาจะให้ความรักพีพีไม่ต่างจากที่เราเคยมีให้ แม้ว่าจะไม่มาก ไม่อดทนเท่าก็ตาม จริง ๆ แล้ว การให้ข้าวแมวเหลืองอาจจะไม่ได้เกิดจิตเมตตาของฉัน แต่เป็นความเห็นแก่ตัวก็ได้ ฉันมุ่งหวังและมีความมุ่งหวังถึงพีพีที่รักต่างหาก

**********
เป็นการระบายความในใจ เพราะคิดถึงแมวพีมาจับจิต ถึงตอนนี้ก็ยังหวังและยังรอให้พีพีกลับมา จริง ๆ นะ ภาวนาให้พีพีกลับมา เดินเข้าบ้านเหมือนที่ทำทุกครั้ง และเหมือนว่าไม่เคยจากไปไหนไกล คิดถึงพีพีจริง ๆ และรักผูกพันกับพีพีมากกว่าที่เคยรู้

กับ

จริง ๆ ยังไงก็จะให้ข้าวเจ้าแมวเหลืองนั่นแหละ ใครจะปล่อยให้แมวแปลกหน้าหิวโดยที่แมวตัวเองอิ่มหนำอยู่ฝ่ายเดียวได้ จะปล่อยไว้ เพราะการแบ่งแยกเป็นแมวเรา แมวคนอื่นทำได้ที่ไหนกัน แต่นั่นแหละ ตอนให้ข้างครั้งแรก ทำไปเพราะคิดถึงพีพีและหวังให้พีพีได้อิ่มท้องอยู่กับคนแปลกหน้าตรงหน้าอย่างมากมาย

Saturday, September 25, 2004

ความผูกพันกับการจากลา (2): ความเห็นแก่ตัวของมิ้ง

**ชื่อเรื่องเต็ม ๆ น่าจะเป็น ความผูกพันกับการจากลา: ความเห็นแก่ตัวของมิ้ง และที่สำคัญที่สุด ความวิตกจริตแบบโลกถล่มของมิ้ง

มิ้งก็รู้หรอกนะว่าตอนนี้ทุกคนกำลังเศร้าและใจหายที่มิ้งหายไปจากที่ทำงาน แต่อีกไม่นาน ทุกคนก็จะทำใจและปรับตัวตามสภาวะปัจจัยที่จะต้องเป็นไป ทั้งนี้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาวะการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงไป เบื้องแรก มนุษย์เราอาจจะสับสนงุนงงกับการตั้งรับสิ่งแปลกปลอมนั้น ๆ แต่ไม่นาน เราก็จะเริ่มชิน และหาทางรับมือกับสิ่งนั้นได้

ตอนที่พี่ ๆ ที่ทำงานของมิ้งกำลังปรับตัวเข้ากับสภาวะใหม่ - สภาพแวดล้อมที่ปราศจากมิ้ง - และไม่ช้าไม่นาน มิ้งก็จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น สำคัญ และมิ้งก็จะถูกลืมในที่สุด ตามสภาพ normalisation หรือการปรับสู่สภาวะปกติ และวลีที่ว่า soon will be forgotten ก็เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในสมองมิ้งตั้งแต่ก่อนออกมา โต๊ะที่มิ้งเคยนั่งก็จะมีคนมาแทนที่ งานที่มิ้งทำก็จะมีคนอื่นมารับผิดชอบแทน คนที่มิ้งสนิทด้วยก็จะมีคนอื่นที่สนิทกว่ามาอยู่ด้วย ยิ่งคิด ทั้งหมดทำให้มิ้งเริ่มเศร้า และร่ำ ๆ จะนั่งร้องไห้หดหู่อยู่มุมห้องแล้ว

แต่จริง ๆ แล้ว มิ้งก็คงลืมมองย้อนไปอีกด้านหนึ่งเช่นกัน การที่มิ้งไม่อยากถูกละเลยหรือถูกลืมนั้น เป็นธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย์นั่นเอง คนทุกคนต้องการความรัก ทั้งที่จะถูกรักและรักคนอื่น สิ่งนี้สะท้อนได้ว่า มิ้งก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป มิ้งต้องการที่จะเป็นที่รัก ต้องการเป็นคนสำคัญ ทั้งนี้

เพียงแค่มิ้งไม่อยากให้พี่ ๆ ที่มิ้งรักใคร่ผูกพันทั้งหลายลืมมิ้ง มิ้งกลับกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว อยากผูกเหนี่ยวรั้งเค้าไว้กับมิ้งตลอดไป ไม่อยากให้ใครสักคนเริ่มต้นใหม่ได้ หรืออยู่ได้เองโดยไม่มีมิ้ง ทั้ง ๆ ที่เราทุกคนก็ต้องก้าวไปข้างหน้า และเติบโตต่อไป แทนที่จะถอยหลังหรือถูกผูกมัดจากอดีต สิ่งเหล่านี้ ทำให้มิ้งเริ่มคิดได้ และเริ่มปล่อยวาง ที่สำคัญที่สุด การที่จะมองว่าพวกเขาจะลืมมิ้ง หรือจะไม่เห็นความสำคัญของมิ้งอีกต่อไป ก็เป็นการประมาทและถึงขั้นหมิ่นน้ำใจของคนรอบข้างมิ้งมากทีเดียว การที่เรารู้จักกัน และเริ่มต้นผูกพันกันใช้เวลาเนิ่นนาน การลาจากที่เกิดจากการไม่ได้อยู่ร่วมกันในที่ทำงาน ไม่สามารถทำลายสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่ทวีความสำคัญเมื่อเวลาดำเนินไปได้เป็นแน่ อาทิตย์ที่แล้ว มิ้งยังพูดอยู่เองว่า ”การพบกัน และการจากลา ก็ทำให้เรามีความทรงจำต่อกันและหลายสิ่งที่เราเคยละเลยก็จะกลับเป็นมีความสำคัญขึ้นได้มาเมื่อเราระลึกถึงกัน และเมื่อเรารำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน” แล้วเหตุนี้ ทำไมมิ้งถึงต้องกลัวว่าทุกคนจะลืมมิ้ง หรือไม่เห็นมิ้งเป็นคนสำคัญไปได้กันเล่า?

Thursday, September 16, 2004

ความผูกพัน กับการจากลา

ในที่สุดก็ออกจากที่ทำงานหลังจากที่ทำเรื่องลาออกมาประมาณ 2 เดือน แปลกที่จริง ๆ มันต่างจากที่คิดเอาไว้มาก เวลา 8 เดือนกว่าอาจจะไม่นาน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้นไม้ชื่อว่ามิตรภาพและความผูกพันเริ่มออกดอกงดงาม จึงเป็นการยากที่จะตัดใจและทำแค่เดินจากมา ตอนแรกเราอาจเป็นแค่คนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ได้ใช้ร่วมกันก็ทำให้ใครหลายคนเริ่มมีควมหมายกับชีวิตของเรามากขึ้น เหมือนดังที่ เจ้าหมาจิ้งจอกในเรื่องเจ้าชายน้อย เคยพูดเอาไว้ว่า ในตอนแรก เจ้าชายน้อยยังไม่มีความสำคัญใด ๆ กับหมาจิ้งจอก เจ้าชายยังเป็นแค่เด็กผู้ชายธรรมดาเหมือนเด็กอีกเป็นหมื่นเป็นแสนในโลก และหมาจิ้งจอกก็ไม่ได้ต้องการเจ้าชายน้อย ขณะเดียวกัน สำหรับเจ้าชายน้อยเอง หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้สำคัญอะไร หากแต่เมื่อเราอยู่ด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำความคุ้นเคยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่นานนัก เราก็จะพบว่าเราต้องการอีกฝ่าย และคนนั้น ๆ ก็จะมีความสำคัญสำหรับเราขึ้นมา

จริง ๆ การออกจากที่ทำงานก็ไม่ได้หมายถึงความสิ้นสุด หรือเลิกล้มความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่กับคนที่เคยนั่งห้องเดียวกันทุกวัน หรือทำงานด้วยกันทุกวัน การจะไม่ได้ทำเช่นนั้นอีก หรือไม่ได้เจอกันทุกวันอีกก็ฟังดูเป็นเรื่องยาก ความสัมพันธ์ยังคงอยู่ แต่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป มีพี่หลายคนที่ที่ทำงานไม่อยากให้ไป และพูดทีเล่นทีจริงว่าจะจับมัดไว้กับโต๊ะ ผูกไว้กับพริ้นเตอร์ และอีกคนหนึ่งที่พอเราบ่นว่าเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งกำลังจะไปเรียนต่ออังกฤษ เธอบอกมิ้งว่า สมน้ำหน้าจะได้รู้รสชาติของการถูกทิ้ง มองในมุมมองกลับกัน มิ้งเลยคิดตก คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพัน พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ทำงานไม่อยากให้มิ้งลาออก ไปอยู่ที่อื่น และก็ได้แต่หวังเงียบ ๆ กันว่า มิ้งจะเปลี่ยนใจ หรือมิ้งจะได้โยกไปย้ายตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ย้ายที่ทำงาน ทั้งหมดคาดหวังและมีความหวังจนถึงนาทีสุดท้าย ขณะที่ตัวมิ้งเอง ก็คาดหวังให้เพื่อนรักเปลี่ยนใจไม่ไปเรียนต่อ แต่อยู่กับมิ้งที่กรุงเทพ ฯ นี่ต่อไป มิ้งคิดไปถึงขั้นว่า ขอให้มหาลัยที่มันสมัคร ไม่รับมันเสียด้วยซ้ำ คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพันก็จริง แต่จริง ๆ ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราเป็นของเราตลอดไป การให้เขาอยู่กับเรา อาจจะเป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของเราที่อยากให้มีคนที่ชอบพอกันอยู่ใกล้ หากเมื่อมองลึกเข้าไป เราต้องทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป และเราก็ต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้อีกฝ่ายได้เติบโตต่างหากถึงจะเป็นความรักและหวังดีที่แท้จริง

เขียนมาเหมือนไม่ใยดีกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น แต่จริง ๆ มิ้งเองเป็นคนที่กลัวกับการจากลาที่เกิดขึ้นนี้มากที่สุดคนหนึ่งเช่นกัน หากแต่มิ้งต้องทำปากแข็งและใจแข็งพอ จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ความผูกพันยังคงมีอยู่ แต่รูปแบบที่เปลี่ยนไปก็ยังคงคาดเดาไม่ได้ และทำให้ไม่แน่ใจว่าสภาพที่เกิดขึ้นใหม่จะแปรผันไปอย่างไร และลงเอยเป็นเช่นใด และที่สำคัญ มิ้งจะรับมือกับมันได้อย่างไร แต่อย่างน้อย การพบกัน และการจากลา ก็ทำให้เรามีความทรงจำต่อกันและหลายสิ่งที่เราเคยละเลยก็จะกลับเป็นมีความสำคัญขึ้นได้มาเมื่อเราระลึกถึงกัน และเมื่อเรารำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน

***** เขียนได้ขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนอารมณ์ยังไม่คงที่ รู้สึกว่าสื่อออกไปได้ไม่มากเท่าที่ใจคิด รอความรู้สึกและสภาพจิตใจลงตัว จะมาแก้ใหม่ก็แล้วกัน

Sunday, August 01, 2004

ผจญภัยที่ร้านหมอฟัน

มานั่งอ่านหัวข้อที่จั่วไปว่าจะเขียนแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากอึ้งกับตัวเอง โอ อะไรมันจะขี้เม๊าท์เล่าเรื่องได้ไปหมด ถึงขนาดเล่าประสบการณ์ในร้านหมอฟันเนี่ยยนะ แบบอะไรชีวิตนี้อิฉันก็เอามาเขียนเล่า เขียนเม๊าท์ได้ทั้งสิ้น ก็เอาเหอะ จั่วไปแล้ว ก็ต้องทำให้ได้ใช่ไหมคะ


จริง ๆ ไม่ได้คิดจะไปหาหมอฟันเล๊ยย แต่เพราะนั่งรถไปเป็นเพื่อนพ่อน้องชายตัวดีที่อุตสาหะไปเสาะแสวงหาร้านหมอฟันได้ไกลสุดโลก เพื่อไปดูใจขณะคุณเธอผ่าฟันคุดนั่นไง ทำให้เกิดเรื่องนี้ขึ้น อย่างที่เรียนเสนอไปแล้วว่าร้านไกล ชนิด middle of nowhere จะหาไหนปาน ทำให้ไม่มีกิจกรรมใด ระหว่างรอ จะไปเดินตลาดเยี่ยมชมชีวิตราษฎรทั้งหลายก็ทำไม่ได้ เพราะฝนตกหนักมากของมาก กว่าจะผ่าเข้าร้านได้ก็เลือกตาแทบกระเด็นเต็มที แหม วันนั้นใส่ส้นสูง กระโปรงก็แคบซะ จะให้หนูวิ่งผลุบเข้าร้านแบบนางเอกหนังไทยหากระท่อมหลบฝนก็ทำได้ลำบากเต็มที่ ก่อนจะได้เก๋ มีผู้กำกับสั่งคัท อิฉันก็คงจะล้มพรืดกลิ้งไปให้เหล่าแก๊งค์มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่หลบฝนอยู่ตามมุมต่าง ๆ สังเวชสมเพชไปก่อน ดังนั้นแค่การเดินเข้าร้านหมอฟันก็ต้องมีลีลากันบ้าง การเดินเยื้องกรายจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ชนิดถ้าไม่เห็นห่าฝนไล่ช้างที่รุมตกใส่หัวหนู หรือการเปียกกชนิดที่โบ๊ะหน้าไว้เปิงไปกับสายน้ำก็คงจะดูกันไม่ออกว่าฝนตก -_-‘’


ในที่สุดก็เข้าร้านได้ซะที แต่ทว่า.. แม้คนไข้มาแล้ว หมอก็ยังไม่มาเพราะรถติดอยู่ และแล้ว คนไข้ก็เริ่มหิว น้องสุดเลิ๊บกลัวมากว่าถ้าทำฟันแล้วจะกินอะไรไม่อร่อยเลยตัดสินใจรีบไปหาอาหารตุนรอหมอก่อน คิดออกไหมคะว่าเรากำลังทำอะไรกัน เดินลุยฝนไปหาอาหารในเซเว่นเจ้าค่ะ ฝนก็ตกหนัก ร่มก็ไม่มี (อนาถจริงจริ๊ง เมื่อไหร่เดี๊ยนจะติดนิสัยเก็บร่มในรถไว้กันบ้างวะ?) แต่สองพี่น้องก็เดินลุยฝนไปได้เพื่ออาหาร งานนี้ก็ยังเดินสวยงามเช่นเดิมอยู่ ยังไงก็เปียกอยู่แล้ว แต่จะล้มหรือไม่ล้มอันนี้เราเป็นคนเลือกนี่นา ระหว่างทาง (โอออ เซเว่นไกลมากก เดินเท่าไหร่ก็ไม่ถึงวันนี้ โฮโฮ) คุณน้องชายก็ดันเจอพี่ที่บริษัทแล้วก็เกิดมีปฏิสันถารขึ้น โอ อยากจะร้องไห้ จะคุยกันเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ทำไมต้องมาคุยกันกลางสายฝนคะ แล้วก็ช่างกระไรเลย เจอกันทั้งขาไปและขากลับ ก็ทักกันได้ทั้งขาไปและขากลับ กลัวว่าพี่จะเปียกไม่ทั่วถึงเหรอคะ คุณน้องขา


อย่างไรก็ตาม เราก็รอดชีวิตกลับมาสู่ร้านหมอกันได้ แล้วระหว่างที่รอหมอฟันอยู่นั้น คุณผู้ช่วยที่ว่างจัดเพราะฝนทำให้ไร้คนไข้อื่น ๆ กำลังนั่งดูทีวีอย่างเริงร่าอยู่ แล้วดูอะไรทราบไหมคะ สารคดีงูในเกาะกวมค่ะ กรี๊ดดด ดิฉันอยากจะกรี๊ดดด ดูอื่นหมื่นแสน เธอไม่ดู เธอดูสารคดีงู!!!! โฮโฮโฮ กลัวงูโว๊ยย ดูอยู่ได้ ร้านหมอก็แคบ ทีวีก็เสียงดัง ฝนก็ตก ไม่มีทางหนีใด ๆ เลยจริง ๆ เลยพยายามก้มหน้าก้มตามองพื้นอยู่ จริง ๆ อยากจะขอให้คุณเธอเปลี่ยนช่องมาก แต่เห็นสีหน้าท่าทางแล้ว การขอให้เปลี่ยนช่องคงเป็นการทำลายความสุขหนึ่งเดียวในชีวิตเธออยู่ อะไรมันจะอินได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ จำได้ว่าได้ก้มหน้าก้มตาจนเมื่อยคอไปหมด และทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมาทีใดก็จะต้องสบตากับงูตัวใดตัวหนึ่งด้วยซ้ำไป โฮโฮโฮ เอาเถอะ อย่างน้อยก็เรียนรู้ได้อย่างหนึ่งจากสารคดีว่าเกาะนี่ ง (ไม่ได้พิมพ์ตกหรอกนะ ไม่เอา ไม่อยากเรียกมันอีกแล้ว) เยอะมาก ๆๆๆๆ สาธุ ชีวิตนี้ยังไงดิฉันก็จะไม่ขอเหยียบเด็ดขาด

หมอมาก็เหมือนมีระฆังช่วยชีวิต รีบเดินเข้าห้องหมอฟันไปเร็วมากจนหมอร่ำ ๆ จะร้องไห้ด้วยความดีใจที่เห็นคนไข้กระตือรือร้นจัด อาจจะเป็นคนแรกครั้งแรกในชีวิตการทำฟันของหมอก็ได้ เฮ้ออ ไม่ได้มาทำฟันนานมากแล้วนะเนี่ยเรา ทุกครั้งที่มาตรวจฟันหมอก็มักเอาที่ตรวจฟัน เคาะ ๆ ปากด้านละ 2 ครั้ง รวมบนล่างก็ 7-8 ครั้งแล้วก็จบพร้อมประโยคว่าฟันดีมาก ปล่อยให้โกรธจัดกลับบ้านไป ก็คิดดูสิ หมอเคาะฟันไม่ถึงนาทีแล้วก็เสร็จ ทั้ง ๆ ที่ตอนรอหมอมักจะหมดไปเป็นชั่วโมง ๆ ไม่รวมเวลาเดินทางด้วยซ้ำ แต่คราวนี้… กรี๊ดดดด หมอบอกว่าหนุฟันผุค่ะ โฮโฮโฮ สงสัยหนูจะย่ามใจมากไปหน่อย ปล่อยไว้นานจะไม่เป็นการ เลยขอให้หมออุดฟันเร็วรี่ หมอก็แสนดีรีบทำ (เพื่อเงินของหมอ) แต่ทำไมคราวนี้หนูกลัวเสียงที่กรอฟันล่ะคะ แบบแอบผวาหวาด ทั้ง ๆ ที่ตอนเด็กชอบไปหาหมอฟันมาก แบบทำยังไงก็ได้ ไม่กลัว ชอบ ชอบ ชอบ ทำไมหนอ ข้อ ก. ตอนเด็ก ๆ หนูได้ของเล่นจากหมอหลังทำฟันเลยอยากมาทำฟัน ข้อ ข. หนูเลยซาดิสต์ ข้อ ค. ไม่มีข้อใดถูก ข้อไหนก็ไม่รู้


สักพักก็อุดฟันเสร็จ คุณหมอเธอบอกว่าห้ามใช้ฟันด้านที่อุดเคี้ยวอาหาร 1 วัน เอ่อ ไม่ได้อุดฟันมานานมาก ตอนเด็ก ๆ จำได้ว่า พอต้องเคี้ยวอาหารวันรุ่งขึ้น จะเอียงคอเคี้ยวให้ด้านที่ทำฟันอยู่ข้างบนเพื่อไม่ให้เคี้ยวอาหารใด ๆ พรุ่งนี้ฉันต้องทำแบบนี้เหรอคะนี่ แต่ที่เด็ดคือ ก่อนจะจ่ายเงินจะกลับบ้าน เอ่ยปากถามหมอไปว่า ตอนเด็ก ๆ ฟันขาวกว่านี้แล้วทำไมตอนนี้ฟันไม่ค่อยขาว แล้วหมอตอบกลับมาว่า อ๋อออ พออายุมากขึ้น สีฟันจะเหลืองขึ้นเองค่ะ เป็นธรรมชาติ คุณหมอขา ต้องขอบอกคุณหมอว่าเจ็บตัวแล้วยังเจ็บกลับกลับบ้านอีกนะคะเนี่ย


Thursday, July 22, 2004

failure theory

Here again,
You apply your failure theory on me,
The type of person I fail to be,
The life vision I never see.

Blowing on your story,
You success, your achievement, your ability,
What you used to do and used to be,
And why you slipped in tragedy.

You only see,
The failure will repeat at me,
You, never give a chance,
I, never get the faith.

And now, sitting in the dark,
Filled with a sense of anxiety and ambiguity,
Embraced with vulnerability and insecurity,
Inferior feeling is taking all over my body,
Life is just about inability and bad energy.

Comics, drugs, violence, sex,
No quick-fix can keep me calm,
My life is now stuck,
Resounding in my head is your paradigm.

Can you see,
your failure theory works too well on me.
----
เหมือนเคย แต่งตอนจิตตกอีกแล้ว พยายามหาสัมผัสให้ได้มากกว่าบทที่แล้วมา แต่ก็ไปไม่รอด ได้อารมณ์กะได้สัมผัส เราก็ต้องเลือกอารมณ์กันก่อนใช่ไหมล่ะ

ลาออกดีกว่า

รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก สุดสัปดาห์นี้มีสัมมนาสายงานบริษัทต่างจังหวัดและฉันก็ต้องไปด้วย ทั้ง ๆ ที่บอกนายไปแล้วแท้ ๆ ว่าจะออกตอนสิ้นเดือนหน้า รู้สึกเหนื่อยและเบื่ออย่างรุนแรง วันที่ออกนายไปว่าจะลาออก นายก็ไปมองว่าเป็นเพราะน้อยใจที่ถูกดุไปก่อนหน้านั้นซะอีก เฮ้อออ ตอนที่ไปบอกน่ะ ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ และการขอลาออกก็เป็นเรื่องที่ใคร่ครวญมานานแล้วมากกว่าจะตัดสินลงไปชั่ววูบด้วยอารมณ์เสียอีก ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่านายดุ เจ้าอารมณ์หรือสั่งงานไม่รู้เรื่อง ตรงกันข้าม กับการทำงานครั้งแรกได้นายที่ใจดี อารมณ์เย็น อดทนนั่งสอนงานก็เป็นเรื่องที่มีบุญเหลือหลายแล้ว ไม่ต้องนับพี่ ๆ ในฝ่ายที่ใจดี และสุดแสนเข้าใจอีกต่างหาก
แต่ทั้งนี้ ตอนที่เข้ามา เนื่องจากตำแหน่งงานที่ทำเป็นการทดลองงานและทดสอบตัวเอง และฉันมีคุณสมบัติที่สูงกว่าที่ต้องการจึงเกิดมีเงื่อนไขว่าจะมีการปรับตำแหน่ง และปรับเงินเดือนให้ หากแต่ที่เวลาผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียที แม้จะอดทนและใจเย็นเพียงใด ก็ทำให้เริ่มหัวเสีย หงุดหงิด และน้อยใจเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ งานหลายอย่างที่ทำกัน ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ และทำได้ดีด้วย แต่ก็เพราะไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญใด ๆ เลย ถ้าบอกว่าไม่มีประสบการณ์ ทำไมไม่ลองให้ทำลองไปก่อนล่ะ จะพูดว่าไม่อดทนทำงานมันก็พูดได้ แต่ฉันก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอะไรถึงขนาดต้องมาทนทำในและเป็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นค่าเป็นแน่ ถ้าอยากได้คนที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติพร้อม ฝ่าย HR ก็น่าจะลงทุนกันหน่อย ไม่อย่างนั้นก็ให้ฉันลาออกไปสิ แล้วไปหาคนใหม่ที่พอใจกับตำแหน่งและเงินเดือนตรงนี้ไป คนที่คุณสมบัติพอดีกับงานน่ะ ไม่จำเป็นต้องให้ฉันอยู่ก็ได้ไม่ใช่หรือ
คิดแล้วก็เศร้า น้อยใจ แล้วก็โกรธอยู่ลึก ๆ อยากจะพูดถ้าไม่เห็นค่าฉันที่นี่ ฉันไปหาที่อื่นที่พร้อมจะเห็นค่าฉันก็ได้ แล้วฉันก็คงเข้าข่ายพวกผยองถ้าจะบอกต่อว่า วันนึง ฉันจะทำให้เสียใจที่ไม่เห็นค่าฉัน ไม่คิดจะเก็บฉันเอาไว้ให้ดีกว่านี้ ก็คงจะต้องลาออกจริง ๆ


Thursday, July 15, 2004

ความใจร้ายกัดจิกของอิฉันกับ Linkin’ Park: Live in Bangkok (ตอนหลัง)

(ต่อ)

แต่ที่แน่ ๆ ป้าแน่ใจได้ว่าถึงจะถูกผลักไปข้างหน้า ดันกลับมาข้างหลังอย่างไร ป้าก็ไม่มีวันล้มแน่ เพราะคนเยอะจนไม่มีที่ให้ล้ม คิดดู แต่นะ ถ้าซวยไปถึงเคสนั้นได้จริงก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากนอนนิ่งให้ถูกเหยียบ จะกรี๊ดกร๊าดร้องแรกแหกกระเฌอก็คงไม่มีมนุษย์ตนใดได้ยิน เพราะทุกคนกำลังกิ๊บก๊าบกะ Linkin’ อยู่ อาจจะรู้สึกตัวอีกที ไปโคม่าร้องไห้อยู่ในห้องไอซียูก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม หลัง 3 เพลงแรกก็เริ่มตั้งหลักได้ ข้างหลังเลิกดันกันแล้ว ก็เลยได้ใส่ใจกับการดู Linkin’ มากขึ้น ตอนนี้ก็ได้กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ บ้าง แต่นะ เฮ้ออ อุตส่าห์ใส่ผ้าใบมาเพื่อการนี้ก็มาเกิดอุปสรรคใหม่เนื่องจาก คนเยอะมาก ไม่มีที่โดด กระโดดได้สักนึง ก็เครียดขึ้นมามากกว่ามัน เพราะรู้สึกจะเหยียบเท้าคนข้างหลังไปหลายครา สลับกับการถูกเหยียบเอง กับอีกประการ เนื่องจากร้อนและคนเยอะมากกกกก (มากๆๆๆ) กระโดดไปได้แล้วก็รู้สึกว่าจุกและวูบ ตอนแรกตกใจนึกว่าเป็นเพราะป้าแก่แล้ว แต่พอเห็นคนเป็นลมเนื่องจากอากาศร้อนและการเบียดเสียดกันมาก ๆ เข้า ปัญญามันก็เกิดว่า อ๋อ จริง ๆ แล้ว การกระโดดเนี่ย มันใช้พลังงานและ oxygen มากกว่าการอยู่เฉย ๆ นี่นา ป้ายังคงใช้การได้อยู่ ก็เลยใจชื้นขึ้นมา และกระโดดเป็นพัก ๆ เท่านั้น

ต้องบอก Chester และ Mike นักร้องนำไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ทั้งสองคนร้องเพลงไปพร้อม ๆ กับการวิ่งวนไปมาบนเวที โดยที่ไม่มีอาการหอบแม้แต่นิดเดียว และทั้ง ๆ ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศบ้านเราด้วย (คิดดูเดือน June บ้านเค้ายังเย็นนิด ๆ อยู่เลย) ต่างกับนักร้องวง Ebola ที่เล่นเพลงไปและหอบผ่านไมค์ให้ได้ยิน สมาชิกคนอื่นอย่าง Rob Phoenix ก็เคลื่อนไหวบนเวทีบ้างแต่ไม่เท่าสองคนแรก ส่วน Jo ก็ประจำที่ scratch แผ่นอยู่ข้างหลัง ตอนนี้มีการแอบเม๊าท์กันเล็กน้อยว่าการที่ Jo อืดผิดหูผิดตาเป็นเพราะไม่ได้ขยับมากมายเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ และจากการตั้งสมมติฐานนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ถ้าจะเล่นดนตรีทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะตีกลอง แต่อย่า scratch แผ่น

ตอนแรกกลัวว่า Linkin’ จะเล่นแค่เพลงจากอัลบั้มที่ 2 เท่านั้นตามสูตรการมาเล่นคอนเสิร์ตตอนมีหลาย ๆ อัลบั้ม แต่เพราะเพลงของ Linkin’ มักจะสั้นด้วยความยาวเฉลี่ยที่ 3 นาทีจึงได้ฟังเพลงจากทั้ง 2 อัลบั้ม คือ Hybrid Theory กับ Meteora เกือบหมด รวมถึงเพลงจากอัลบั้ม Remix อย่าง Reanimation ด้วย ดังนั้น เพลงคุ้นหูอย่าง in the end, somewhere I belong, crawling, one step closer, numb, breaking the habits etc ก็ถูกขนออกมาให้เหล่า admirer ฟังอย่างสนุกสนาน ตอนนี้เหล่าแฟน ๆ พากันร้องไปกับ Chester และ Mike อย่างเมามัน

ตอนนี้อีกลุ่มเด็กเปรตข้าง ๆ ก็เริ่มล้อมวงเต้นกันโดยเว้นที่ตรงกลางไว้แบบกินที่สุด ๆ และไม่สนว่าใครจะว่ายังไง พยายามจิกมันกลับไปอย่างสุภาพก็แล้ว มันก็ยังเต้นมากระแทกอิฉันอีก แล้ววิชามารก็เริ่มเกิดขึ้น พอมันเริ่มตั้งหลักจะเต้นมาข้างหลัง ป้าก็เลยแกล้งเอาข้อศอกไปกระแทกหัวมันมั่ง คอมันมั่งอย่างไม่เจตนา แบบกะว่าถ้ามันรู้สึกว่าเจ็บจะได้ไม่ขยายอาณาเขตต่อมา แต่มันคงเป็นควายเหล็กมาเกิดใหม่และหรือไม่ก็ระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นกระซู่มาก่อน ถึงได้หนังหนาไม่มีความเจ็บปวด หันมาเต้นแกว่งแขน โยกไหล่โดนอิฉันอยู่เนือง ๆ ดังนั้น ไม้นวมก็แล้ว ไม้แข็งก็แล้ว ku ก็ตัดสินใจใช้ไม้หน้าสามสักที สังเกตเห็นอยู่นานแล้วว่าไอ้อเมริกาใต้ปากหมาเมื่อกี้ก็ยังประสบปัญหาเดียวกัน (มันทำหน้าแค้นเคืองอยู่เหมือนกัน) ก็เลยแง่ง เอามันมาเป็นพวกดีกว่า เด็กรัดสาดการทูตอย่างฉันเรียนมาจนขึ้นใจว่าหลักศัตรูหลัก ศัตรูรองเป็นไง เกือบ ๆ จะอ้าปากบอกมันมาเป็น strategic partner ว่าให้มาเป็น alliance กันแล้ว แต่อ๊ะ คำนี้มันดูการทูตกะจริงจังเว่อร์ไปหน่อย ก็เลยเปลี่ยนใจแล้วอ้าปากถามมันไปว่า จะมาช่วยกันผลักอีเวรพวกนี้กลับไปไหม มันก็ทำหน้าละเหี่ยใจแล้วบอกว่า พยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ แล้วบัดนั้น อีเด็กเปรตก็กระแทก ku อีก คราวนี้ก็เลยจี๊ดแตกอย่างรุนแรง กระโดดไปอยู่กลางวงมันแล้วก็บอก my strategic partner ว่า งั้นก็มาด้วยกัน แล้วก็เริ่มต้นผลักอกใครสักคนในกลุ่ม อีฝรั่งก็ถึงกับอึ้งเอ๋อไปเล็กน้อย แต่ก็ยังมีน้ำใจอยู่ที่มาช่วยกัน แล้วทีนี้มันก็ดูเว่อร์ ๆ ขึ้นไปเรื่อย เด็กอีกคนก็เลยว่าขอโทษ ๆ พอดีกับโดนน้องมาลากคอออกไป ก็เลยจบกับการมีเรื่องแค่นี้ อานิสงค์ของการหาเรื่องคนอื่นทำให้ฟังไม่รู้เรื่องไป 2 เพลง เฮ้ออ กรรมออนไลน์จริง ๆ

น๊านนานนหลังจากนั้น Chester ก็เริ่มเล่นกะคนดู โดยการให้แฟน ๆ ร้องเพลงคนละท่อนสลับกะตัวเอง จริง ๆ ที่พวกเราร้องไปก็มีแค่เป็นเสียง like this หรอกนะ แต่คนดูก็ดูสนุกและเมามันมากเลย ยิ่งเห็นผมทรงใหม่พี่แกที่เหมือนฮิตเลอร์แล้ว ก็เลยอดคิดไปไม่ได้ว่า เหมือนท่านผู้นำกะลังร่ายสุนทรพจน์ให้เหล่าประชากรเหล่าคล้อยตามไม่มีผิด แบบพูดอะไรก็ได้ไปแล้วก็ว่ากันสรรเสริญว่า ฟูเรอร์ ๆๆๆ ไลค์ดิส กะฟูเรอร์ เวลาตะโกนอย่างบ้าคลั่งก็ไม่ต่างกันแลยนะ ไม่เชื่อลองทำดูสิ แล้ว Linkin’ เองก็ถือเป็นผู้นำสาวกของเหล่า “ลูกแกะที่หลงทาง” อยู่ด้วย อ๊ะ คิดเว่อร์ไปไกลแล้วนะเนี่ย พอดีกว่า กลับมาสนุกกะ Linkin’ Park: Live in Bangkok กันต่อ แม้จะเต้นกระจายไม่ได้ แต่เราก็ยังกรี๊ด ๆ วู๊ ๆ ได้นี่นา

ตอนนี้เพลงจากทั้ง 2 อัลบั้มถูกเล่นไปเกือบหมดแล้ว เรามาวิเคราะห์ดูกัน (ใช้คำได้กระเทยเว่อร์มาก ๆ ) ว่าเพลงที่ถูกทิ้งไปล้วนเป็นเพลงที่มีเนื้อส่วนแร๊พค่อนข้างเยอะ หรือใครคนหนึ่งระหว่างนักร้องนำทั้ง 2 ร้องคนเดียว ซึ่งก็ไม่แปลกใจอะไร การร้องแบบนี้ทำให้ไม่ได้พักหายใจมากนัก จะร้องอย่างเดียวก็ลำบากกินแรงมากแล้ว ยิ่งวิ่งไปมาอยู่บนเวทีด้วย ขืนทำไปก็คงขาดอากาศตายคาเวทีกันพอดี ไม่ต้องพูดถึงอากาศที่ร้อนมาก ๆๆๆ เลย ดังนั้น คนที่คิดว่าจะได้ฟังอย่าง forgotten, easier to run, hit the floor ก็ต้องเศร้ากันไป

3 เพลงสุดท้าย ขอสารภาพอย่างไร้ความสามารถว่า ป้าไม่ไหวแล้วจริง ๆ ไม่เคยเลยว่าจะต้องมานั่งภาวนาให้จบเร็ว ๆ แต่ไม่ไหวแล้วจริงเจ้าค่ะ ร้อนมากกกก จนอยากให้พายุเข้าจนฝนตกหนัก คุณป้าคล้ายจะขาดอากาศเป็นเฮือก ๆ ช่วงนี้ก็เลยผ่านไปโดยกลับมานึกอะไรไม่ออก อ้อ มีการเลือกคนดูจากฝูงชนไปอยู่บนเวทีกะ Linkin’ ตอนเล่น 1 เพลง ซึ่งก็เป็นคนที่ตอนแรกมันอยู่ข้าง ๆ พวกเราเอง ก็เลยได้แต่กรี๊ด ๆๆ นังน้องชายมันก็ถึงกะกรี๊ด ๆ ไปด้วยว่า ไอ้ญี่ปุ่นบ้านั่นไปถือวิสาสะทำตัวซี้กะ Chester ได้ไง เป็นสาวก Linkin’ จริง ๆ น้อง ku -_-‘’

ตอนที่เล่นเพลง in the end เรานึกว่าจบแล้ว แต่ก็ยังสบายใจที่พวกเขาเล่นกันต่อไป แต่ในที่สุดก็มาถึงตอนจบจริง ๆ ตอนนี้ สมาชิกเริ่มออกมาหน้าเวทีเพื่อขอบคุณแฟน ๆ แล้ว กรี๊ดดดในที่สุดก็ได้เห็น Jo เต็ม ๆ ไม่ผ่านเครื่องเสียง (ทำไมต้องไปนั่ง scratch แผ่น เกือบจะหลังเวทีก็ไม่รู้ พี่โจของหนู ฮือฮือ..) ซะที โฮโฮ อืดกว่าเดิมและกว่าที่คิดเยอะมาก แต่ก็ยังเดิ้นอยู่ดี แม้จะละม้ายลุงเกาหลีวัยเกือบเลยกลางคนไปทุกขณะ (คือว่า เพื่อนเกาหลีของเพื่อนหนูยังหน้าเหมือนโจยิ่งกว่าตัวโจเองซะอีก เหมือนชนิดที่ว่า.. เอ่อ คือว่า ถ้าจบคอนเสิร์ตแล้วเดี๊ยนมีพลังชีวิตเหลืออยู่เนี่ย จะแกล้งกรี๊ดกร๊าดว่าโจมาอยู่แถวนี้ได้ไงออกไปแล้ว เหมือนชนิดที่คนต้องยิ่งกว่าเชื่อแน่ แต่พระเจ้าขา วันนี้หนูทำบาปไม่ขึ้นจริง ๆ เจ้าค่ะ)

จบซะที ทำไมมีการแสดงพลุฉลองชัยกันต่อเนี่ย สวยก็สวยอยู่หรอกนะ แต่หมดกะใจจะดูความงามแล้วค่า คุณขา อิฉันยืนต่อเนื่องมา 4 ชั่วโมงกว่าแล้วนะคะ ขออิฉันหลบไปพักรักษาตัวโดยด่วนเถิดเจ้าค่ะ ก็เลยขอเดินออกมา ดูนาฬิกา 4 ทุ่ม 20 พอดี เท่ากับว่าเวลาที่ Linkin’ แสดงทั้งหมดก็คือ 1 ชั่วโมง 20 นาทีน่ะสิ มาคิดดูแล้ว เวลาเล่นสนุกชั่วโมงกว่า แต่เวลารอ 4 ชั่วโมงกว่า โอ เกิดมายังไม่เคยยืนนานต่อเนื่องไม่มีการสะ-ต๊อปขนาดนี้เลย ถ้ารู้อย่างนี้จะไปฝึกเป็นพนักงานขายของในห้างมาก่อนนะเนี่ย กะนะ ถึงเตรียมใส่ผ้าใบมายืนและกระโดดโลดเต้น (และโลดโผน) แต่เมื่อไม่ได้กระโดด แค่ค่ายืนคุณผ้าใบก็ช่วยหนูแล้ว ดีนะ ที่มีสติห่วงชีวิตมากกว่าห่วงสวยเก๋ ขอบคุณที่หนูเลือกโทนอินดี้เป็นเสื้อกล้าม กางเกงยีนพับขา และผ้าใบจริ๊งจริง (ว่าแล้วก็แอบสงสารคนที่เลือกรองเท้าปลายแหลมสูงปรี๊ดดดมา แล้วต้องถอดรองเท้าเดินหลังเลิกงาน สาธุ)

เมื่อเดินมาลานจอดรถ ก็ได้ยินเสียงเพลง Linkin’ กระหึ่มออกจากรถคันหนึ่ง แล้วพอเดินไปเรื่อย ๆ แทบทุกคันก็ทำแบบเดียวกัน แน่ใจว่าหลายคนต้องรู้สึกมันค้างอยู่แน่ ๆ หรือไม่อีกอย่าง ถ้าใจร้ายก็อยากจะบอกว่า อาจเป็นเพราะทุกคนพากันร้องตะโกนไปกับหนุ่ม ๆ Linkin’ เสียงดังสนั่นก็ได้ ทำให้ดูคล้ายว่าจะเป็นการคาราโอเกะหมู่ที่ได้ยินเสียงคนดูด้วยกันเองชัดมากเป็นพิเศษ (ตัวอย่างง่าย ๆ ดิฉันคิดว่าร้องได้ทุกเพลง แต่พอเจอท่อนแร๊พยาก ๆ เลยต้องเงียบเศร้า ขณะที่คนข้างซ้ายมือร้องได้ แล้วได้ยินมันพร่ำท่องอยู่ข้างหูพอดี!) ดังนั้น ก็เลยต้องหันมาพึ่งเทปฟังเสียง Linkin’ ให้ชัด

ก่อน Linkin’ จะมาเมืองไทย พวกป้า ๆ ลุง ๆ เคยคิดกันว่าเพราะต้องรอจนทัวร์ในอเมริกา ทำให้ต้องมาช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เลยจุดพีคของ Linkin’ กับหมดช่วงกระตุ้นยอดขายไปแล้ว เมื่อนับจากช่วงที่ออกอัลบั้มสอง และชาวเราก็คงไม่หันไปบ้า Linkin’ อีก แต่ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดยุค Linkin’ ของพวกเราแล้ว (เนื่องจากวัยที่มากขึ้น และหน้าที่การงานที่ต้องให้รับผิดชอบ สุขุมมากขึ้น) ต่างพากันหันมาฟัง Linkin’ อีกเป็นแถว เพราะยังรู้สึกสนุกไม่หาย และไม่สามารถตัดใจไปได้จริง ๆ ก็เลยถึงบางอ้อ บอกตัวเองได้ว่า ทำไมต้องเป็นช่วงนี้ เพราะความรู้สึกคลั่งไคล้ได้กลับมาอย่างรุนแรง re-peak กันอีกครั้งเป็นกราฟรูปตัวเอ็น (N) เอียง ๆ เชียวล่ะ ชนิดที่ว่าความฝันอยากไปทัวร์สวนสนุกในอเมริกาถูกแทนที่ด้วยการไปทัวร์คอนเสิร์ต Linkin’ ในอเมริกาแทน!

---- ติดค้างอยู่นานมาก กว่าจะได้จบ สังเกตคงเห็นได้ว่าภาษาต่างกันกับคราวที่แล้วไปบ้าง ขอบคุณคนที่ยังรอทุกคนนะคะ



Wednesday, July 07, 2004

ความใจร้ายกัดจิกของอิฉันกับ Linkin’ Park: Live in Bangkok (ตอนแรก)

ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่บ่ายสามโมง แต่เราไปถึง Impact กันประมาณเกือบ 6 โมง ตอนแรกก็คิดอยู่หรอกว่าอยากไปเร็วนิดนึง เพื่อจะได้เกาะติดเวที แต่คิดสะระตะแล้ว ถ้าจะรอเลยตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อให้ Linking’ มาเล่นตอน 3 ทุ่มก็คงจะตายสถานเดียว ไม่มีทางยืนได้นานถึงขนาดนั้นได้แน่ ก็เลยเป็นเวลาอย่างที่เห็น ซึ่งก็เป็นเวลาที่ดีจริง ๆ เพราะเป็นช่วงที่ฝูงชนเริ่มทยอยกันเข้าไปในลานคอนเสิร์ต Aktiv Square (ซึ่งจะบอกว่าเป็นแค่การเอาลานจอดรถ ย้ำ ลานจอดรถพื้นซีเมนต์มากั้นบริเวณด้วยแผ่นสังกะสีและที่กั้น ปิดโปสเตอร์ ทำทางเข้า และตั้งชื่อให้เก๋เท่านั้น) ผ่านการตรวจ security check อย่างละเอียด ที่ให้ทิ้งแม้กระทั่งฝาขวดน้ำดื่ม ติดแท็คข้อมือที่ทำด้วยกระดาษสีเหลือง ๆ แล้ว เราก็เข้ามายืนอยู่หน้า ๆ ค่อนไปกลาง ๆ กัน มองไปรอบ ๆ ตัว ถึงแม้บัตรราคา 2,500 บาทจะเป็นราคาที่แพงเอาเรื่อง แต่เหล่าสาวกทั้งหลายก็ดูจะพร้อมใจกันทุ่มทุนเทถวาย BBC Tero กันจริงจริ๊ง เพราะแพงที่สุด แต่ก็ดูว่าเป็นราคาตั๋วที่คนตอบรับมากที่สุด (คาดว่าพื้นที่ 1/3 หรือมากกว่านั้นก็เป็นราคานี้ด้วย) มีคนมาฟัง Linking’ หลากหลายเหมือนกันแฮะ เห็นเด็ก ๆ จากโรงเรียนนานาชาติมาด้วยกันเป็นกลุ่ม ๆ น้อง ๆ มัธยมต้น (สังเกตจากผมสั้นเกรียนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ที่มาพร้อมกับผู้ปกครองประจำกลุ่ม คุณลุงท่าทางเอาจริงกะชีวิต เหล่าวัยรุ่นรักสนุก กลุ่มฝรั่งขี้เมาที่นั่งซดเบียร์รอ และอื่น ๆ อีกมากมาย

จริง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Linkin’ Park มีกลุ่มแฟนเพลงที่หลากหลาย (ถ้าไม่นับประเด็นพวกที่ได้บัตรฟรีมา หรือมาดูเพราะ once in their lives ไหน ๆ มาเมืองไทยทั้งทีก็มาดูหน่อย ซึ่งเหล่านี้มาเพิ่มความแตกต่างให้กับกลุ่มคนดู) ก็อาจจะเป็นเนื้อเพลงและท่วงทำนองการสื่อสารก็ได้ เพลงของ Linkin’ ต่างจากหลาย ๆ วงเพราะเลือกที่จะพูดถึงความสับสน ความบีบคั้นในใจเป็นหลัก เป็นความต้องการที่จะแสวงหาทางออกและหนทางที่ดีกว่าเดิมให้ตัวเอง โดยมีความคาดหวัง/ ผิดหวังและความกดดันจากคนรอบข้างและสังคมมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง เป็นเสมือนการถูกขังอยู่ในกล่องกระดาษแคบ ๆ และความพยายามที่จะทลายกล่องนั้นออกมา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีคนชื่นชอบ Linkin’ มากมาย และยึดถือเนื้อเพลงของ Linkin’ เป็น “บทสวด“ (mantra) ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสังคมที่เป็นอยู่ และพยายามหาที่อยู่ของตัวเอง ตัวอย่างเหล่านี้เห็นได้ชัดจากเพลง somewhere I belong, numb, breaking the habits, point of authority, run away

กลับมาเรื่องไปดู Linkin’ อีกครั้ง ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบทุ่ม และก็มีวงเปิดตัวมาก็คือ scrub ถึงแม้จะชอบวงนี้อยู่ในระดับหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังอดงง ๆ ไม่ได้ว่าทำไมเอาวงคนละแนวมาเล่น แต่ก็เอาเถอะ ท้องฟ้ายังสีสวย อากาศสบาย ๆ ถ้าไม่เหมาะกับการฟัง scrub ปลุกปลอบอารมณ์ให้เริงร่า ชื่นมื่นก็ไม่รู้จะฟังอะไรแล้ว พอฟ้าเริ่มมืด scrub ก็ลาเราไปพร้อมกับ Ebola ที่มาแทน นับว่าซื้อ 1 ได้ถึง 3 จริง ๆ แต่ว่านะไม่ต้องมีวงมาเปิดตัวไม่ได้เหรอ ที่ฮ่องกงก็แค่เปิดประตูก่อน 1 ชั่วโมงแล้วก็ไม่มีวงเปิดด้วย กลับมาที่เมืองไทย นักร้องนำวง Ebola ก็พร่ำบอกว่าขอบคุณที่มาดู แต่นะคะ.. พวกกูมาดู Linkin’ นะ ช่วยเล่นให้เสร็จเร็ว ๆ แล้วกลับไปซะทีได้ไหม ตอนนี้คนเริ่มเยอะมากและเบียดเสียดกันเองแล้ว เริ่มมีการแย่งที่กัน แซงหน้ากันแล้ว แบบว่าเผลอ เมื่อไหร่ถูกแทรกแน่ ข้างหลังเราก็มีอเมริกาใต้กลุ่มหนึ่งเหมือนกันที่พยามแทรก ๆ เราขึ้นมา แต่แม่ง ใครจะยอมให้ที่มึงวะ ก็เลยเหมือนเล่นซูโม่กันโดยให้หลังและไหล่ให้เป็นประโยชน์ อยากจะเห็นกลับไปด่าอยู่ตลอดเวลาแต่ว่า 1. มันดูแรงและน่ากลัวมาก 2. คนเราน้อยกว่า และ 3. กลัวด่าเป็นอังกฤษไม่ทันมัน (ข้อนี้สำคัญที่สุด) ซึ่งรวมทุกข้อแล้วอาจถูกชกแน่ ก็เลยได้แค่ยืนแค้น โดยตอบโต้กันมันอยู่ในใจ กลายเป็นบทสนทนาประหลาด ๆ อย่างที่เห็น

มัน: Here, move here huys.
(ฉัน: Move to the hell then.)
มัน: See, I’m okay here.
(ฉัน: But I’m not okay. You bastard.)
มัน: I guess we gotta fight with everybody around us.
(ฉัน: Yea.. spechly mee.!)
มัน: It is too crowded then. Fuck them!
(ฉัน: Start with you and your mom.)
และอีกมาก

อือ จำจริง ๆ ไม่ได้ แต่รวม ๆ ก็ประมาณแบบนี้ มาอ่านดูอิฉันก็วีนใช่เล่น ดีนะ ไม่ได้พูดไปจริง ไม่งั้นถูกกระซวกด้วยสปาร์ต้าแหง๋แซะ

หลังจากผ่านสงครามประลองกำลังและจิตวิทยา (ที่อันหลังมันไม่ได้รู้ตัวด้วยเล๊ยย) จนเหนื่อย ก็ได้เวลาซะที มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี (ซึ่งอีฝรั่งกลุ่มนี้ก็ด่าไปเรื่อยอีกเหมือนกัน งวดนี้เกือบจะหันไปถีบมันแล้วเนี่ย)แล้วก็การประกาศว่าอีก 5 นาที Linkin’ จะมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบ้านมันนับ 5 นาทียังไง บังคับดู spot โฆษณา 1-2-call ก็แล้ว กฎการดูคอนเสิร์ตก็แล้ว (แง๊บ ๆ เราห้ามท่านพกอาวุธเข้ามาาา เราห้ามท่านพกของมีคมเข้ามาาา เราห้ามท่านพกกล้องเข้ามาาา เราห้ามท่านพก….เข้ามาาา เข้ามาาา เข้ามาาา เข้ามาาา) เล่าพงศาวดารความเป็นมาและความสำเร็จของ BBC Tero และอื่น ๆ ก็แล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แบบคนดูเก้อแล้วเก้ออีก ยังไม่พอ ยังกรี๊ดเก้ออีกตังหาก เห็นคนเดินขึ้นเวทีมามืด ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร คนดูก็พากันกรี๊ดและตั้งท่าเตรียมพร้อมสรรพแล้วเป็นไง เด็กยกกลองมั่ง คนลองเสียงมั่ง และอื่น ๆ ไปเรื่อย อิฉันก็เออ กูขอเข้า safe mode แล้วก็แล้วกัน ไม่ไหวจริง ๆ ไม่ต้องเป็นคนแรกที่เห็น Linkin’ เดินขึ้นเวทีก็ได้ ดังที่เล่าไปตั้งแต่ต้น Aktiv Square เนี่ย จริง ๆ มันก็คือ ลานจอดรถชื่อสวยนะคะ ฉะนั้น outdoor ค่ะ outdoor ร้อนก็ร้อน เบียดก็เบียด ขืนไปกระโดดโลดเต้นไฮเปอร์มากจะตายไปซะก่อน คิดดูสิ มีคนตะโกนขึ้นมาว่า Oxygen ตอนแรกเราก็งง ๆ ว่า อ๊ะ ตะโกนอะไรของมัน (อ้างว่าอุณหภูมิสูงทำให้หมีขั้วโลกอย่างเดี๊ยนสมองไม่ทำงาน) พอนึกได้ก็ขำ ขำอย่างมาก และตะโกนเล่นไปด้วย ก็หนุกดี

ในที่สุด Linkin’ ก็มา มีการโยนพวกของเล่นเรืองแสงมาจากข้างหลัง และเสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับเพลง Don’t stay ที่ทำให้อิฉันแสนจะกระดี๊กระด๊าเพราะท่อนฮุคของเพลงนี้ติดหูอิฉันมาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถ Forget our memories, forget our possibilities,… กรี๊ดๆๆๆ ในที่สุด ก็ได้ฟัง Linkin’ เล่นสด จึงไม่น่าแปลกใจที่ตอนนี้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเต็มรูปแบบที่ทำให้สงครามกองโจรแย่งที่ตอดเล็กตอดน้อยกลายเป็นของกินเล่นไป คนข้างหลังเบียดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทำให้พวกเราทั้งหลายถูกดันขึ้นไปข้างหน้า แล้วก็ข้างหน้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ร้องเพลงตามไปได้นิดนึงแล้วก็ต้องหันมาใส่ใจกับการจิกเพื่อนแล้ว เพราะหันไปอีกที เหลือน้องชายสุดที่รักอยู่คนเดียว อุปมาประหนึ่งน้ำป่าพัดเกรี้ยวกราด กระจัดกระจายกันไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นคู่หวานแหววตัวติดกันสุด ๆ ไปโดยต้องตั้งใจ อีกสักพัก พวกที่อยู่หน้า ๆ ก็เริ่มดันกลับมา ทำให้ 3 เพลงแรกเป็น forward-backward- forward-backward-.. อย่างน่ากลัว รู้สึกตัวเองเป็นคลื่นแฮะ แต่แน่ใจได้ว่าไม่มีทางได้ล้มแน่ ๆ ก็คนเบียดเสียดกันขนาดนี้ แต่ที่แน่ ๆ รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ยืนอยู่หน้าสุดติดกับตะแกรง ไม่งั้นก็คงจะถูกก๊อปปี้อัดติดกับตะแกรงไปแล้ว ขนาด boybands ทำให้เดี๊ยนมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนกับตะแกรงเหล็ก แล้วนับประสาอะไรกับคอนเสิร์ต wild & whacky แบบนี้

Monday, June 28, 2004

กลอนไซโคที่เกิดตอนจิตตก

เพราะหลาย ๆ คนไม่เคยรู้จักมิ้งจริง ๆ และคิดว่าเข้าใจและรู้จักมิ้งดีพอแล้ว
แน่ใจเหรอ?


You think I am nice
You think I am innocent
Cos you never know the face behind
I do my fake, I do my lie
Just to have you love me
You say I am nice
You say I am naive
That’s because you never really understand me
Now you love me
But inside I am empty and shallow,
I never worth any single piece of your love,
And I never will.

27/06/04

Sunday, June 27, 2004

รัฐบาลคุณทักษิณ: post-honeymoon time

**หลายคน (โดยเฉพาะ พค) คงอ่านผ่านตามาหลายรอบแล้ว แต่ขออนุญาตมาโพสต์ใหม่ที่นี่นะคะ จะได้รวบรวมสิ่งที่มิ้งเขียนเพื่อเก็บเป็นหลักแหล่งน่ะ ตอนนี้อาจจะหนักไปนิดนึงนะคะ

-------------------------

ได้รับเมล fwd มาเกี่ยวกับการโกงกินและการเล่นพรรคเล่นพวกที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณจากใครสักคน ประกอบกับได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ผ่านหูมาพอดี ก็นะ honeymoon time มันล่วงเลยผ่านไปโขแล้วนี่ ดังนั้น ก็เลยขอมี critical mind โต้กลับเหล่านักวิจารณ์กันหน่อย

เห็นว่า จริงอยู่ที่อาจมีการโกงกิน อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องบ้าง แต่ระบบการเมืองของไทยก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยู่แล้ว แต่เผอิญ ยุคนี้ข่าวสารมันมีอิสระมากขึ้น ส่งผ่านง่ายขึ้น คนก็เลยเห็นชัด และเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาง่ายกว่าเมื่อก่อน อ่าน ๆ ดูจะบอกว่านายก ไม่ดี ทำอะไรไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ได้ ปัญหามันเกิดมาเป็นสิบ ๆ ปี กว่าครึ่งศตวรรษ จะให้แก้ในชั่วข้ามคืนจะทำได้อย่างไร ทุกอย่างต้องใช้เวลากันทั้งนั้น ไหนจะทุนที่รัฐบาลต้องจ่าย (ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะแก้ให้เกิดพัฒนาการได้รวดเร็ว หรือมีประสิทธิผลอยู่แล้ว) ไหนจะการจัดสรรตัวคน/ หน่วยงานที่จะมาแก้ปัญหา แล้วไหนจะขนาดของประเทศอีก (เป็นแบบสิงคโปร์ก็ว่าไปอย่าง) เคยคิดเองเล่น ๆ ว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองอาจจะเจริญก้าวหน้ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ศรัทธา absolutism มากขนาดนั้นก็จริง แต่แง่หนึ่งก็คือว่าตัวเจ้าผู้ปกครองเองเคยชินกับการมีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ทำให้หมดปัญหาการตักตวงทรัพยากรไปเพิ่มเพื่อประโยชน์ของตัวในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่เปลี่ยนแปลงมาปกครองขึ้นมา ไม่ได้เคยชินกับการมีอำนาจและทรัพยากรอยู่ในมือ จะทำให้กระหายอำนาจ/ ทรัพยากรมาก จึงวุ่นวายอยู่กับการเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้ และต้องสนใจการถ่วงสมดุลอำนาจในเวลาเดียวกันจนลืมที่จะพัฒนาประเทศ (แรงไปไหมนี่ ทฤษฎีนี้)

กลับมาเรื่องเดิมนิดนึง คนเราต่างความคิดกัน หลายอย่างจะมองเป็นดีก็ได้ เป็นร้ายก็ได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับคนในวงกว้าง ความคิดตอบสนองมันก็ยิ่งหลากหลาย จะมองว่าทำดี ทำถูก จะมองทำไม่ดี แย่ก็ได้เหมือนกัน ระดับความต้องการการตอบสนองต่อปัญหาก็ต่างกัน พวกก้าวหน้าก็มองว่ายังไม่พอ พวกอนุรักษ์ก็มองว่าทำเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่สมดุลหรือทำให้ทุกคนพอใจได้แน่

ปัญหาคือ เราต้องมองเป็นกลาง และดูด้วยเหตุผล พิจารณาด้วยสติ ไม่ใช่แค่ไปติอย่างเดียว ไม่งั้นลองทำออกมาก็ได้ว่าในสมัยรัฐบาลชาติชาย หรือจะไล่มาตั้งแต่จอมพลทั้งหลายเลยก็ได้ว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร จะใช้ critical mind ก็จะต้องดูความเป็นไปได้ ไม่งั้นกลายเป็นมือไม่พายเอาเท้าราน้ำไปวัน ๆ เราทำเองก็อาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้าโกงกินจริง แต่ว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศบ้าง มันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปไม่ใช่เหรอคะ ทุกอย่างเป็นเรื่องของประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ แต่ขอถ้าเขารับไป และทำบางอย่างตอบแทนกลับมาก็พอ

Sunday, June 20, 2004

วันเกิด

กำลังใกล้วันเกิดพี่สาวคนหนึ่งที่สนิทกันมาก ตามธรรมเนียมเราก็ต้องอวยพรให้มั่งมีศรีสุข โชคลาภ วาสนา เนื้อคู่มาโหมกระหน่ำเข้ามาใส่เป็นแบบพายุ (แบบที่เดลินิวส์พาดไว้ใต้รูปว่า”จันทู”เข้า แง๊บ ๆๆ ฟังไปสมองเกือบเสื่อม คิดอยู่นานมากกว่าจะรู้ความหมาย) แต่จริง ๆ อยากจะได้อะไร นอกจากความ want ความ need แล้วก็ต้องมีการกระทำด้วย ไม่งั้น ทางพระท่านไม่มีอิทธิบาท 4 หรอก (55 ถือโอกาสนี้อวดภูมิพระพุทธศาสนาซะ ให้มันรู้กันไปว่าคนอย่างดิฉันก็สามารถครองตำแหน่งท็อปวิชานี้ได้ตลอด 3 ปี อ๊ะๆๆ หรือเพราะไม่มีคนใส่ใจเราเลยได้คะแนนงามหนอ) กลับมาเรื่องเดิมต่อ นอกจากฉันทะ หรือความพอใจ เราก็ต้องมีวิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือความพากเพียร ความตั้งใจ/ แน่วแน่ และการตรึกตรอง/ ใส่ใจมาประกอบด้วย ดังนั้น คำอวยพรให้เกิดผลก็ดีอยู่ เพราะใส่จิตปรารถนาดีของเราเข้าไปด้วย ทำให้ผู้รับรู้สึกแช่มชื่นและเป็นการสร้างพลังงานในทางบวกแก่เขา แต่จะให้ดีก็ต้องอวยพรให้ได้ปฎิบัติจนเกิดผลตามนั้นด้วย เหมือนปีนึงได้รับ ส.ค.ส. จากเพื่อนมาว่า สวัสปีดีใหม่ จะเรียนต่อ ทำงาน หรือทำอะไรก็คิดให้ตกแล้วก็หาทางทำให้ได้เองก็แล้วกัน อ่านแล้วก็แอบงง ๆ ปนอึ้ง ว่าอะไรของมัน แต่นึก ๆ ดูมันก็จริง ไม่มีอะไรที่ได้มาเพราะการอยู่เฉย ๆ รอสมบัติหล่นมาจากฟ้า หรือเพราะรอราชรถมาเกยเป็นแน่
ดังนั้น มาถึงตรงนี้เลยน่าจะเพิ่มคำอวยพรไปเป็นว่า อยากได้อะไร อยากทำอะไรก็ขอให้กระโดดใส่ จิกตะปบเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือเรากันเลย แล้วก็ขอให้ได้ ขอให้ได้ และให้มีความสุขมาก ๆ สาธุๆๆๆๆๆ

“สุขสันต์วันเกิดพี่จุ๊บค่ะ”

*เกือบ ๆ จะไปโทนพระเทศน์อยู่แล้ว ดีนะที่ฉีกออกมาทัน เกรงว่าเพราะไปพาดหัวเรื่องว่า วันเกิด ใจด้านละเอียดมันก็เลยนึกถึงเรื่องธรรมะดีงามขึ้นมา ก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีสักวัน มิ้งจะหยิบดอกบัวให้เจ้าของวันเกิดด้วยความนอบน้อมแน่วนิ่งผิดวิสัยไฮเปอร์ฯ ให้ใจนิ่งเป็นกุศลกันสักครา





Saturday, June 19, 2004

Propaganda ที่ร้านเจ๊เล้ง??

หลงไปที่ร้านเจ๊เล้งมาเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนด้วยความที่คุณนายแม่เธอได้สดับรับฟังมาว่ามีวิตามินในตำนานที่เธอตามหาอยู่ (จริง ๆ เจ๊แกก็มีเส้นคนส่งส่วยวิตามินจากอังกฤษ เมกาก็เยอะ ทำไมต้องดั้นด้นไปหาตัวแปลก ๆ อีกก็ไม่รู้) น่ากลัวมากกก เคยมาที่นี่ทีนึงก็นานโข กลับมาอีกทีถึงกลับน่ากลัวกว่าเดิม เหมือนเจ๊เล้งเป็นเจ้าชีวิตสุด ๆ ใครเคยอ่านการ์ตูนเรื่อง twentieth century boys จะรู้ว่าเป็นแบบ”เพื่อน”ในเรื่องเลย เจ๊ทำอะไรก็ถูกหมด พนักงานจะบอกว่าอ๊ะ เครื่องสำอางตัวนี้ดีค่ะ เจ๊แนะนำมา เครื่องสำอางตัวนี้เจ๊ชอบ ใช้แล้วหน้าเนียน อันนี้ใช้แล้วหน้าใส แล้วทั้งหมดที่ได้ยินก็คือเกิดจากการเดินผ่านเท่านั้น กลัวว่าพนักงานคงจะไม่สามารถล้างสมองเราได้พอ เลยมีเสียงประกาศออกไมค์มาอยู่เนือง ๆ เพื่อโฆษณาสินค้าอีกตังหาก ดังเช่น ชาเขียวตัวนี้ ดีมั่ก เจ๊เอามาจักญี่ปุ่น กินแล้วดี ลดความอ้วนได้ เคยมีคนถามว่าเจ๊เอามาจักไหน ของเจ๊ของแท้ข้างขวดมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น มีภาษาไทยไม่ใช่ คีม (เขียนแบบเจ๊พูด) ตัวนี้ล้างหน้าแล้วหน้าเด้ง ถูก 350 บาทเท่านั้น เจ๊ขายของไม่เอากำไร แต่อยากให้คนไทยด้วยกันใช้ของดี ๆ แล้วอื่น ๆ นับไม่ถ้วน

ตอนแรกเราก็นึกว่าเจ๊เปิดเทป เพราะเข้าไปประมาณเกือบชั่วโมง เสียงเจ๊ก็ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่อง ฟังไปก็ขำไป แต่พอคุยกับพระมาร (ดา) ตอนออกมาจากร้านถึงได้รู้ว่าเจ๊พูดสด โอ จะไม่ให้คะแนนอุตสาหะเจ๊ก็ไม่ได้ พระมารเล่าว่าเจ๊เพิ่งไปผ่าตัดมา จะไปไหนก็ไปไม่ได้พ้นเตียง เบื่อหน่ายมากก็เลยมานั่งพูดสื่อสารกับประชาชนที่มาอุดหนุนกิจการ (ซึ่งคาดว่าจะช่วยหายทุนค่าผ่าตัดเจ๊ได้มากอักโข) ช่วยป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้จักผลิตภัณฑ์เจ๊อย่างที่ได้ยิน แต่ว่าจะแค่กับลูกค้า (customers - มีวงเล็บภาษาอังกฤษต่อท้ายจะได้ดูวิชาการไงคะ) ก็ไม่เพียงพอ วันนั้นคุยเรื่องวิทยุช่องเจ๊เล้งไปกะใครสักคน เค้า (หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าอีช่างเม๊าท์กระเทยตัวที่สอง นอกเหนือจากดิฉัน) ก็เล่าให้ฟังว่า เคยมาเช้า ๆ หลังกลับจากส่งญาติที่สนามบิน เจ๊เล๊งก็ออกไมค์อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เช้ามาก ไม่มีลูกค้า เจ๊ก็จะใช้โอกาสอันงามนี้เทศนาสอนสั่งพนักงาน เช่นว่า นี่ เข้ามาตอกบัตรแล้วทำท่าออกไปกินข้าว แล้วหายไปเลยได้เรอะ เจ๊รู้นะว่าอู้งาน ไม่ทำงานอย่างนี้แล้วจะเจริญได้ไง สมัยเจ๊จน เจ๊ลุกขึ้นมาจัดของเตรียมขายของตั้งแต่ตี 4 เจ๊ถึงได้รวยแบบนี้ แล้วนี่ เมื่อไหร่จะรวย อย่างนี้ก็เป็นลูกจ้างไปเรื่อย ๆ น่ะสิ กวาดน่ะ กวาดให้มันมีแรงหน่อย เอาไม้กวาดปัดแปะ ๆ ไป 2-3 ทีจะได้เหรอ แล้วมันจะสะอาดได้ยังไง และอื่น ๆ อีกมาก

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะอคติอะไร กลับเป็นสีสันสนุกสนานอีกแบบนึงด้วยซ้ำไป คิดภาพสิ ไปเดินเอ็มโพเรียม เซ็นทรัล ชิดลม จะมีอะไรแบบนี้เหรอ อย่างดี ก็มีแต่ ตึ่ง ตึง ตึง ตึ้ง ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ ขณะนี้ที่ซุ้มด้านล่างของเราได้มีการจัดอะไรเว่อร์ ๆ สักอย่าง แล้วก็แบ๊ะๆๆ ไปเท่านั้น แต่นี่ ฟังเจ๊ไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้จักสินค้าใหม่ ๆ เก๋ เดิ้น ดี (อ้างจากการโฆษณาสรรพคุณของเจ๊) และขำขันได้อมยิ้ม อารมณ์ดีกลับบ้านไปพร้อมของอีกตังหาก ก็ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้เกิดจากการถูกเจ๊ล้างสมองไปหรือยัง

ระยะทาง

ฉันจากบ้านที่เคยคุ้นมาตั้งแต่เล็ก ไปไม่นาน ปีกว่าเห็นจะได้กระมัง ไปไกลสองเดือนกว่า แล้วก็กลับมาสามอาทิตย์ แล้วก็ออกไปอีกครั้ง แล้วกลับมา เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายที่ห่างออกจากบ้านไปสี่เดือน แน่ล่ะ เวลาที่อยู่นอกบ้านอาจจะไม่มากมายเพียงใดในสายตาของคนหลายคน หากแต่ฉันไม่เคยไปไกลจากบ้านจากครอบครัวเลย ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้จึงยาวนานมาก และทรมานมาก โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ญาติ ๆ รู้ดีว่าฉันเป็นลูกรักเป็นลูกสาวคนโปรดของแม่มากเพียงไร พอ ๆ กับที่ทุ่มเทความรักอย่างล้นเหลือมาให้ฉัน ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช่เพราะการศึกษาที่บังคับให้ต้องห่างบ้าน บางที ช่วงเวลาห่างจากครอบครัวของฉันก็คงไม่เกิดขึ้น

เมื่อยามที่อยู่คนเดียว ภาพครอบครัวในใจฉันจะเด่นชัด กระจ่างใสอยู่เสมอ ฉันจำได้ทุกอิริยาบถของแม่ อาหารที่แม่และพ่อชอบทำ รวมไปถึงกิริยางอแงอย่างเด็ก ๆ ของเจ้าน้องชายตัวโตที่ไม่ยอมรู้จักโต และเสียงร้องเอาแต่ใจของเจ้าแมวดำตัวโปรด เวลาที่ฉันเศร้า ความทรงจำที่อบอุ่นของครอบครัว ภาพของบ้านที่คุ้นเคยมักช่วยคลายเหงาและปลอบประโลมใจฉันทุกครั้ง การท้อแม้ที่เกิดจากการเรียน การต้องปรับตัวให้เคยชินกับการอยู่คนเดียวในต่างแดนมักถูกชะล้างด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นคนเก่งคนกล้าให้คนที่รักในบ้านได้ภาคภูมิใจ

แม้จะอยู่ไกล แต่ระยะทางที่มีไม่เคยกั้นขวางเราไว้ได้เลย การสื่อสารที่ก้าวหน้า ทันสมัยที่เกิดจากสิ่งซึ่งเรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้การติดต่อระหว่างเราง่ายดายจนเหลือเชื่อ แม่สามารถโทรศัพท์เข้ามือถือฉันได้ทันที ขณะที่เจ้าน้องชายมักจะส่งอีเมลมาหาฉันเป็นประจำ ถ้าเราไม่ได้คุยกันทางเอ็มเอสเอ็น และฉันก็มักจะส่งข้อความสั้น ๆ ถึงมือถือแม่และน้องเป็นประจำก่อนนอน เมื่อเราโทรศัพท์คุยกัน ก็เหมือนเรานั่งอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ ฯ เพียงแต่สิ่งที่แปลกไป ก็มีแค่เรามองไม่เห็นกันเท่านั้น และฉันก็รู้สึกและเชื่อว่าเรายังอยู่ด้วยกัน ภาพในครอบครัวฉันยังเหมือนเดิม กระจ่างชัด อบอุ่นและเรืองรองเสมอ

เมื่อยามกลับมา เราเจอกันที่สนามบิน ครอบครัวที่รักก็ยังเหมือนเดิม ทุกคนมารับฉันด้วยรอยยิ้มแจ่มใสที่แม้ไม่ต้องเอ่ยด้วยวาจาก็รู้ว่ามีความสุข สีหน้าและแววตานั้นมากมายกว่าคำพูดที่ย้ำไปมาว่าดีใจที่ฉันกลับมานัก ตอนที่นั่งรถกลับบ้าน เราผลัดกันเล่าเรื่องที่อาจจะตกหล่นไปบ้างด้วยระยะทางที่ไกลกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายที่ไม่ได้เล่าสู่กันฟังกลายเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็มีถ่ายทอดให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้จบ

จากนั้นไม่นาน แปลกที่ฉันพบว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัว จริงอยู่ที่เรื่องหลายเรื่องเคยฟังผ่านหูมาก่อน แต่แล้ว ภาพที่เห็นจริงกับมโนภาพที่ฉันสร้างกลับแตกต่างกันลิบลับ ทุกคนมีวิถีชีวิตใหม่ซึ่งต่างไปจากที่ฉันเคยรู้จักอันเกิดการปรับตัวเมื่อฉันหายไปเกิดขึ้น และเมื่อฉันกลับมา วิถีชีวิตเช่นนั้นของเขาเหล่านั้นก็ยังอยู่ บางครั้ง ฉันตั้งข้อสงสัยเงียบ ๆ ว่าฉันเข้าใจ หรือแม้แต่รู้จักสิ่งใหม่ ๆ ที่เขาสร้างขึ้นไหม จริงอยู่ที่ฉันคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักของฉัน และมีภาพของเขาเหล่านั้นกระจ่างในใจ หากบางที ฉันอาจจะจำได้และคิดถึงแต่ภาพที่ฉันอยากให้เป็น ภาพที่ฉันเห็น เกิดจากจิตของฉันปรุงแต่งตามที่ฉันเท่านั้นต้องการ แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่ฉันเห็นสำหรับคนคนนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ การปรับปรุงบ้านทำให้บ้านที่อยู่มาตลอดชีวิตกลับไม่คุ้นเคยเท่าห้องที่พักพิงอาศัยยามศึกษาเล่าเรียน ห้วงคำนึงของฉันมักย้อนกลับไปเวลาที่ฉันอยู่ต่างแดน โดยเฉพาะกับห้องเล็ก ๆ ที่ฉันอาศัย ห้องที่เป็นเสมือนอาณาจักรวิเศษที่ฉันรัก บ่อยครั้ง ฉันมักจะหลับและฝันว่าฉันได้กลับไปยังห้องแสนรักของฉัน

ฉันเริ่มรู้สึกแตกแยก และเห็นว่าคนรอบข้างเป็นคนแปลกหน้าสำหรับฉัน เพราะฉันมองว่าตอนนี้เราไกลกันด้วยความรู้สึกนึกคิดและสภาพจิตใจของเรา ขณะที่เมื่อเราห่างไกลกันด้วยระยะทาง ใจเราเชื่อมติดกันยิ่งนัก ฉันเริ่มคิด และเริ่มย้ำกับตัวเองว่าระยะทางห่างไม่สู้ใจห่าง ฉันอยากย้อนกลับไปอยู่ที่เดิม ซึ่งแม้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เราก็ดูว่าได้อยู่ด้วยกันมากกว่าที่เป็นอยู่ ฉันดิ้นรนอยู่เงียบ ๆ โดยที่ความคิดมากมายอัดแน่นเวียนวนอยู่ในสมองแม้ว่าจะไม่ได้แสดงผ่านการกระทำใด ๆ ออกมา ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน… ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจฉันตลอดเวลา ที่สำคัญ ฉันเริ่มจะเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ฉันผิดที่ออกห่างไปและทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปร

วันแตกหักมาถึง ฉันทะเลาะกับที่บ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง การหายไปของฉันส่งผลให้น้องชายทุ่มเทเวลาส่วนที่เคยให้กับฉันไปให้แฟนสาวของเขาเพิ่มขึ้นอย่างล้นเหลือ และแม้ว่าฉันจะกลับมาแล้ว น้องชายก็ยังปฏิบัติตัวเช่นนั้นอยู่ ส่วนพ่อ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฉันไม่ชอบหมา แต่พ่อก็ยังให้หมามาอยู่ในบ้าน โดยไม่สนใจว่าแมวที่เลี้ยงในบ้านรวมทั้งฉันจะประสาทเสียสักแค่ไหน

คืนนั้นฉันขังตัวเองอยู่ในห้องนอน และแค้นใจจนนั่งร้องไห้ตลอดทั้งคืน แม้จะข่มใจให้หลับ แต่ตะกอนทั้งหลายในใจก็ขุ่นเกิดกว่าจะทำใจให้สงบได้ ฉันร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ จนในที่สุด เมื่อฟ้าใกล้สาง ก็หยิบสมุดและปากกามาเขียนระบายความในใจอย่างที่เคยทำมาจนชิน GEOGRAPHICAL DISTANCE < PSYCHOLOGICAL DISTANCE!!!! ใจห่างร้ายกว่าตัวห่าง!!!! ถ้าใจเราใกล้กัน แม้ตัวเราจะห่างกันก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างอยู่ที่ความนึกคิด จริงสิ มือที่จับปากกาเขียนตัวอักษรสุดท้ายของฉันชะงักค้าง เมื่อนึกขึ้นว่า เมื่อตอนที่ฉันอยู่ไกลออกไป ฉันคิดว่าเราใกล้และเราก็ใกล้กัน ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแล้ว ทำไมเราจะใกล้กันไม่ได้ ความแปลกแยกที่เกิดก็เริ่มจากฉันไปตั้งแง่ เอาความรู้สึกไปจับผิดทุกเรื่อง ทุกอย่างอยู่ที่ใจแท้ ๆ และก็เป็นใจของฉันเสียด้วย

* เป็นเรื่องแต่งที่เกิดจากความฟุ้งซ่านในคืนที่นอนไม่หลับ นาน ๆ ทีมีมิ้งจริงจัง sophisticated one ้บ้างก็ดี

หลังส่งรายงานที่อังกฤษ

เมื่อวานไป birmingham มา ก็สนุกดี กินข้าวแล้วไปหาร้านเก๋ ๆ นั่งกัน กำลังสันนิษฐานตัวเองว่าจะแก้ไขปรับปรุงรสนิยมในการกิน ครั้งแรกสั่ง cr?me de minte ร้านไม่มี เปลี่ยนเป็น martini rosso ที่ร้านก็มีแต่ dry ในที่สุดก็เลยต้องบอกคนขายว่าขอแบบที่เพื่อนสั่งไปก็แล้วกัน make it two please ก็เลยได้ malibu orange มากินแทน คิดในแง่ดีก็คือได้ลองอะไรแปลกใหม่เนอะ จะเที่ยวต้องเที่ยวตอนมืด แต่ว่านะคะ หน้า spring นี่ พระอาทิตย์ตกดินช้าเหลือเกิน ทุ่มนึงก็แล้ว 2 ทุ่มก็แล้ว มามืดจริงก็ 3 ทุ่มกว่า พอ 4 ทุ่มนิด ๆ บรรดานักเที่ยวทั้งหลายก็เริ่มหนืดดด ทั้งนี้สภาพแต่ละคนก็แย่มากก นอนกันมากที่สุดก็คือมิ้งมั้ง 4 ชม. (แต่ก็อาจไม่แน่ เพราะว่ามิ้งเพิ่งลงจากเครื่องบิน jet lagๆๆๆๆ) บางคนก็ไม่ได้นอน หรือรวม 48 ชม ที่ผ่านมา นอนไปไม่ถึง 4 ชม อนิจจา การส่งรายงาน การทำรายงานที่แสนโหดร้าย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเลิกเป็นพวกนาทีสุดท้ายกันไหว คราวนี้มิ้งว่าเริ่มเร็วก็จริง แต่ว่างานมันก็โหดมากจริง ๆ จริง ๆ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือส่งงานแล้วกลับมานอน นอน และนอน แต่คงต้องบอกว่า เรามีจิตใจที่ “ฟ่องฟู” อยู่ในร่ายกายที่ “ร่วงโรยเหี่ยวเฉา” จะกลับมานอนกันก็ได้ แต่ว่าใจมันคึก up กรีดร้องจะไปเที่ยวเล่น พอกันทีห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่นั่งปั่นงานกันมา ดังนั้น ผลลัพธ์ก็ดังที่ประจักษ์ไป เปลี่ยนร้านไปก็นั่ง ๆ กินๆ อะไรกันสักพัก เต้นได้เพลงครึ่งสังขารก็หมดแรง ต้องตัดสินใจกลับบ้านกันมา ระหว่างทางก็หิวๆๆๆ เดินผ่านร้าน kebab ก็เลยแวะไปซื้อ kebab ไก่ กะ chips มากินกัน รู้สึกเหมือนอยู่สีลม เที่ยวเสร็จเดินมากินข้าวมันไก่อย่างไรชอบกล ทั้งหมดนี้คนขายห่อใส่กระดาษให้มา ก็กะให้ไปกินบ้าน แต่อีพวกนี้เดินกินกันไปเลย ห่อกระดาษทำให้กินลำบากมาก ถึงกะเกือบเดินกลับไปบอกพี่แขกที่ร้านค้าว่าคุณพี่น่าจะมี 2 options ให้ลูกค้า ถ้าจะกินเลย ก็ขอเป็นกล่องได้ไหมคะ เดินไปกินไปก็รันทดอยู่แล้ว นี่ยังต้องพะวังกลัวว่ากระดาษที่ห่อมันจะคลายตัว พาให้อาหารที่หวงแหนร่วงสู่พื้น อดกินอีก เดินกลับมาก็สวนกะคนที่เพิ่งมาเที่ยว แล้วไม่เข้าใจเลย ทำไมยะ กินของแค่นี้มันผิดตรงไหน เป็นเอเชียกิน kebab ไก่ กะ chips ไม่ได้หรือไง racism แล้วนะ มั่ง เป็นเอเชียต้องเดินกินบะหมี่ถ้วย ไม่ก็ข้าวกล่อง roasted duck barbecued pork หรือไงยะ ถามอยู่ได้ว่าซื้อมาจากร้านไหนจะไปซื้อ หรือไม่ก็ I’m starving แล้วหยิบไปกินก็หลายคน นี่ๆๆ คุณฝรั่งทั้งหลาย บ่นมาได้ว่าหิว ถ้าพวกดิฉันไม่หิวไส้ขาดจะมาซื้อของหนักท้องแบบนี้กินเหรอคะ มีที่ไหนบ้างที่อิ่มแล้ว สามารถไปซื้ออาหารมากินต่อได้น่ะ อยากรู้ กะอีกอย่างไปซื้อเองซิยะแก ประเทศชั้นมาเรียนเนี่ย ปอนด์หนึ่งแกมาจาก 71 บาทฉันนะยะ เห็นใจกันบ้าง อย่ารีดเลือดกะปูมากนักเลย
16 พ.ค. 46

ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัย (my lesson from being in crime screen)

เรื่องเก่าเล่าใหม่ ถึงอย่างไรก็เป็นข้อคิดได้เสมอ อยากให้ติดตัวเตือนใจจะได้ไม่ประมาทกันนะคะ
----

มีเรื่องเหว๋อมากจะเล่าให้ฟัง

คืนวันพุธ (18 มิย 46) เกิดเครียด ๆ เบื่อ ๆ ประมาณ 2 ทุ่ม ก็เลยลุกขึ้นมาแต่งตัว เดินออกไปซื้อของกิน แล้วไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดจน 5 ทุ่ม

(มันอาจจะดูดึกแต่ว่าตอนนี้ที่อังกฤษพระอาทิตย์ตกประมาณ 4 ทุ่ม) ระหว่างทางเดินจากแคมปัสกับหอต้องตัดผ่านทุ่ง ซึ่งปกติมันก็ค่อนข้างปลอดภัย หรือว่าเดินกันทุกวันจนชินแล้วก็ไม่รู้ แล้ววันนั้นตอนเดินตามปกติก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้อง มิ้งก็ ตายๆๆๆ มีอะไรหรือเปล่า พยามหยุดมองหารอบ ๆ ตัว โดยเฉพาะในทุ่ง เผื่อจะช่วยอะไรใครได้ ก็ไม่เห็นอะไรเพราะว่ามืดมาก แล้วเสียงก็เงียบ ก็เลยเดินต่อไป แป๊บนึงก็ได้ยินเสียงอีก แต่ว่าเด็กแถวนี้เวลาเล่นกันจะชอบกรี๊ดกร๊าดอยู่แล้ว ก็เลยพยามคิดว่าไม่มีอะไร เสียงดังสักพักก็เงียบ ก่อนที่จะดังอีก พอเงียบ มิ้งก็เลยรีบจ้ำ ๆ เดินกลับห้องโดยด่วน เพราะตอนนั้นไม่มีใครเดินสวนไปมาเลยด้วย ไม่ได้บอกอะไรใครเพราะก้ำกึ่งระหว่างเรื่องจริงกับเล่น และที่สำคัญ มหาลัยมีเรื่องค่อนข้างมากเรื่องความปลอดภัย

วันถัดมา คุยกับคลาสเมท เธอเล่าว่าเมื่อคืนมีผู้หญิงถูกทำร้ายระหว่างทางเดินตรงนั้น คุยไปคุยมา ก็เป็นช่วงเวลาที่มิ้งเดินอยู่พอดี แล้วเพราะเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในมหาลัย คุยกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ พบว่ามิ้งอยู่ใน crime screen ในช่วงเกิดเหตุมากที่สุด โฮโฮโฮ รู้สึกผิดอย่างแรง!!!!!!!!!!!!! เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมิ้งชอบโดนเพ่นพ่านตอนกลางคืน ไปห้องสมุดมั่ง ไปเทสโก้มั่ง ทุกครั้งที่เครียดก็จะลุกขึ้นมาแต่งตัวไปเดินล้างสมองนอกห้อง โดยไม่สนใจเวลา บางทีก็ไปอยู่หอเพื่องแล้วเดินกลับมาตอนตี 2 ตี 3 เพื่อนทุกคนพอรู้เรื่องก็จะโทรมาสั่งสอนให้มิ้งเลิกเดินเพ่นพ่านโดยด่วน แล้วจะเถียงอะไรก็เถียงไม่ได้ เพราะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ คิดดูลง BBC ด้วย

อุทาหรณ์สอนใจของเรื่องนี้มีอยู่ว่า

ความเคยชินอาจนำไปสู่ความประมาท ที่ ๆ ปลอดภัยอาจเป็นที่ ๆ ไม่ปลอดภัย
นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะใช้ได้เสมอ
ปล รีบพิมพ์มากเพราะตอนนี้ยุ่งจัด อาจจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องนะคะ