Monday, June 28, 2004

กลอนไซโคที่เกิดตอนจิตตก

เพราะหลาย ๆ คนไม่เคยรู้จักมิ้งจริง ๆ และคิดว่าเข้าใจและรู้จักมิ้งดีพอแล้ว
แน่ใจเหรอ?


You think I am nice
You think I am innocent
Cos you never know the face behind
I do my fake, I do my lie
Just to have you love me
You say I am nice
You say I am naive
That’s because you never really understand me
Now you love me
But inside I am empty and shallow,
I never worth any single piece of your love,
And I never will.

27/06/04

Sunday, June 27, 2004

รัฐบาลคุณทักษิณ: post-honeymoon time

**หลายคน (โดยเฉพาะ พค) คงอ่านผ่านตามาหลายรอบแล้ว แต่ขออนุญาตมาโพสต์ใหม่ที่นี่นะคะ จะได้รวบรวมสิ่งที่มิ้งเขียนเพื่อเก็บเป็นหลักแหล่งน่ะ ตอนนี้อาจจะหนักไปนิดนึงนะคะ

-------------------------

ได้รับเมล fwd มาเกี่ยวกับการโกงกินและการเล่นพรรคเล่นพวกที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณจากใครสักคน ประกอบกับได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ผ่านหูมาพอดี ก็นะ honeymoon time มันล่วงเลยผ่านไปโขแล้วนี่ ดังนั้น ก็เลยขอมี critical mind โต้กลับเหล่านักวิจารณ์กันหน่อย

เห็นว่า จริงอยู่ที่อาจมีการโกงกิน อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องบ้าง แต่ระบบการเมืองของไทยก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยู่แล้ว แต่เผอิญ ยุคนี้ข่าวสารมันมีอิสระมากขึ้น ส่งผ่านง่ายขึ้น คนก็เลยเห็นชัด และเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาง่ายกว่าเมื่อก่อน อ่าน ๆ ดูจะบอกว่านายก ไม่ดี ทำอะไรไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ได้ ปัญหามันเกิดมาเป็นสิบ ๆ ปี กว่าครึ่งศตวรรษ จะให้แก้ในชั่วข้ามคืนจะทำได้อย่างไร ทุกอย่างต้องใช้เวลากันทั้งนั้น ไหนจะทุนที่รัฐบาลต้องจ่าย (ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะแก้ให้เกิดพัฒนาการได้รวดเร็ว หรือมีประสิทธิผลอยู่แล้ว) ไหนจะการจัดสรรตัวคน/ หน่วยงานที่จะมาแก้ปัญหา แล้วไหนจะขนาดของประเทศอีก (เป็นแบบสิงคโปร์ก็ว่าไปอย่าง) เคยคิดเองเล่น ๆ ว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองอาจจะเจริญก้าวหน้ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ศรัทธา absolutism มากขนาดนั้นก็จริง แต่แง่หนึ่งก็คือว่าตัวเจ้าผู้ปกครองเองเคยชินกับการมีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ทำให้หมดปัญหาการตักตวงทรัพยากรไปเพิ่มเพื่อประโยชน์ของตัวในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่เปลี่ยนแปลงมาปกครองขึ้นมา ไม่ได้เคยชินกับการมีอำนาจและทรัพยากรอยู่ในมือ จะทำให้กระหายอำนาจ/ ทรัพยากรมาก จึงวุ่นวายอยู่กับการเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้ และต้องสนใจการถ่วงสมดุลอำนาจในเวลาเดียวกันจนลืมที่จะพัฒนาประเทศ (แรงไปไหมนี่ ทฤษฎีนี้)

กลับมาเรื่องเดิมนิดนึง คนเราต่างความคิดกัน หลายอย่างจะมองเป็นดีก็ได้ เป็นร้ายก็ได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับคนในวงกว้าง ความคิดตอบสนองมันก็ยิ่งหลากหลาย จะมองว่าทำดี ทำถูก จะมองทำไม่ดี แย่ก็ได้เหมือนกัน ระดับความต้องการการตอบสนองต่อปัญหาก็ต่างกัน พวกก้าวหน้าก็มองว่ายังไม่พอ พวกอนุรักษ์ก็มองว่าทำเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่สมดุลหรือทำให้ทุกคนพอใจได้แน่

ปัญหาคือ เราต้องมองเป็นกลาง และดูด้วยเหตุผล พิจารณาด้วยสติ ไม่ใช่แค่ไปติอย่างเดียว ไม่งั้นลองทำออกมาก็ได้ว่าในสมัยรัฐบาลชาติชาย หรือจะไล่มาตั้งแต่จอมพลทั้งหลายเลยก็ได้ว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร จะใช้ critical mind ก็จะต้องดูความเป็นไปได้ ไม่งั้นกลายเป็นมือไม่พายเอาเท้าราน้ำไปวัน ๆ เราทำเองก็อาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้าโกงกินจริง แต่ว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศบ้าง มันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปไม่ใช่เหรอคะ ทุกอย่างเป็นเรื่องของประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ แต่ขอถ้าเขารับไป และทำบางอย่างตอบแทนกลับมาก็พอ

Sunday, June 20, 2004

วันเกิด

กำลังใกล้วันเกิดพี่สาวคนหนึ่งที่สนิทกันมาก ตามธรรมเนียมเราก็ต้องอวยพรให้มั่งมีศรีสุข โชคลาภ วาสนา เนื้อคู่มาโหมกระหน่ำเข้ามาใส่เป็นแบบพายุ (แบบที่เดลินิวส์พาดไว้ใต้รูปว่า”จันทู”เข้า แง๊บ ๆๆ ฟังไปสมองเกือบเสื่อม คิดอยู่นานมากกว่าจะรู้ความหมาย) แต่จริง ๆ อยากจะได้อะไร นอกจากความ want ความ need แล้วก็ต้องมีการกระทำด้วย ไม่งั้น ทางพระท่านไม่มีอิทธิบาท 4 หรอก (55 ถือโอกาสนี้อวดภูมิพระพุทธศาสนาซะ ให้มันรู้กันไปว่าคนอย่างดิฉันก็สามารถครองตำแหน่งท็อปวิชานี้ได้ตลอด 3 ปี อ๊ะๆๆ หรือเพราะไม่มีคนใส่ใจเราเลยได้คะแนนงามหนอ) กลับมาเรื่องเดิมต่อ นอกจากฉันทะ หรือความพอใจ เราก็ต้องมีวิริยะ จิตตะ วิมังสา หรือความพากเพียร ความตั้งใจ/ แน่วแน่ และการตรึกตรอง/ ใส่ใจมาประกอบด้วย ดังนั้น คำอวยพรให้เกิดผลก็ดีอยู่ เพราะใส่จิตปรารถนาดีของเราเข้าไปด้วย ทำให้ผู้รับรู้สึกแช่มชื่นและเป็นการสร้างพลังงานในทางบวกแก่เขา แต่จะให้ดีก็ต้องอวยพรให้ได้ปฎิบัติจนเกิดผลตามนั้นด้วย เหมือนปีนึงได้รับ ส.ค.ส. จากเพื่อนมาว่า สวัสปีดีใหม่ จะเรียนต่อ ทำงาน หรือทำอะไรก็คิดให้ตกแล้วก็หาทางทำให้ได้เองก็แล้วกัน อ่านแล้วก็แอบงง ๆ ปนอึ้ง ว่าอะไรของมัน แต่นึก ๆ ดูมันก็จริง ไม่มีอะไรที่ได้มาเพราะการอยู่เฉย ๆ รอสมบัติหล่นมาจากฟ้า หรือเพราะรอราชรถมาเกยเป็นแน่
ดังนั้น มาถึงตรงนี้เลยน่าจะเพิ่มคำอวยพรไปเป็นว่า อยากได้อะไร อยากทำอะไรก็ขอให้กระโดดใส่ จิกตะปบเข้ามาอยู่ในเงื้อมมือเรากันเลย แล้วก็ขอให้ได้ ขอให้ได้ และให้มีความสุขมาก ๆ สาธุๆๆๆๆๆ

“สุขสันต์วันเกิดพี่จุ๊บค่ะ”

*เกือบ ๆ จะไปโทนพระเทศน์อยู่แล้ว ดีนะที่ฉีกออกมาทัน เกรงว่าเพราะไปพาดหัวเรื่องว่า วันเกิด ใจด้านละเอียดมันก็เลยนึกถึงเรื่องธรรมะดีงามขึ้นมา ก็คงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีสักวัน มิ้งจะหยิบดอกบัวให้เจ้าของวันเกิดด้วยความนอบน้อมแน่วนิ่งผิดวิสัยไฮเปอร์ฯ ให้ใจนิ่งเป็นกุศลกันสักครา





Saturday, June 19, 2004

Propaganda ที่ร้านเจ๊เล้ง??

หลงไปที่ร้านเจ๊เล้งมาเมื่อ 2-3 อาทิตย์ก่อนด้วยความที่คุณนายแม่เธอได้สดับรับฟังมาว่ามีวิตามินในตำนานที่เธอตามหาอยู่ (จริง ๆ เจ๊แกก็มีเส้นคนส่งส่วยวิตามินจากอังกฤษ เมกาก็เยอะ ทำไมต้องดั้นด้นไปหาตัวแปลก ๆ อีกก็ไม่รู้) น่ากลัวมากกก เคยมาที่นี่ทีนึงก็นานโข กลับมาอีกทีถึงกลับน่ากลัวกว่าเดิม เหมือนเจ๊เล้งเป็นเจ้าชีวิตสุด ๆ ใครเคยอ่านการ์ตูนเรื่อง twentieth century boys จะรู้ว่าเป็นแบบ”เพื่อน”ในเรื่องเลย เจ๊ทำอะไรก็ถูกหมด พนักงานจะบอกว่าอ๊ะ เครื่องสำอางตัวนี้ดีค่ะ เจ๊แนะนำมา เครื่องสำอางตัวนี้เจ๊ชอบ ใช้แล้วหน้าเนียน อันนี้ใช้แล้วหน้าใส แล้วทั้งหมดที่ได้ยินก็คือเกิดจากการเดินผ่านเท่านั้น กลัวว่าพนักงานคงจะไม่สามารถล้างสมองเราได้พอ เลยมีเสียงประกาศออกไมค์มาอยู่เนือง ๆ เพื่อโฆษณาสินค้าอีกตังหาก ดังเช่น ชาเขียวตัวนี้ ดีมั่ก เจ๊เอามาจักญี่ปุ่น กินแล้วดี ลดความอ้วนได้ เคยมีคนถามว่าเจ๊เอามาจักไหน ของเจ๊ของแท้ข้างขวดมีแต่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้น มีภาษาไทยไม่ใช่ คีม (เขียนแบบเจ๊พูด) ตัวนี้ล้างหน้าแล้วหน้าเด้ง ถูก 350 บาทเท่านั้น เจ๊ขายของไม่เอากำไร แต่อยากให้คนไทยด้วยกันใช้ของดี ๆ แล้วอื่น ๆ นับไม่ถ้วน

ตอนแรกเราก็นึกว่าเจ๊เปิดเทป เพราะเข้าไปประมาณเกือบชั่วโมง เสียงเจ๊ก็ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่อง ฟังไปก็ขำไป แต่พอคุยกับพระมาร (ดา) ตอนออกมาจากร้านถึงได้รู้ว่าเจ๊พูดสด โอ จะไม่ให้คะแนนอุตสาหะเจ๊ก็ไม่ได้ พระมารเล่าว่าเจ๊เพิ่งไปผ่าตัดมา จะไปไหนก็ไปไม่ได้พ้นเตียง เบื่อหน่ายมากก็เลยมานั่งพูดสื่อสารกับประชาชนที่มาอุดหนุนกิจการ (ซึ่งคาดว่าจะช่วยหายทุนค่าผ่าตัดเจ๊ได้มากอักโข) ช่วยป่าวประกาศให้ชาวโลกรู้จักผลิตภัณฑ์เจ๊อย่างที่ได้ยิน แต่ว่าจะแค่กับลูกค้า (customers - มีวงเล็บภาษาอังกฤษต่อท้ายจะได้ดูวิชาการไงคะ) ก็ไม่เพียงพอ วันนั้นคุยเรื่องวิทยุช่องเจ๊เล้งไปกะใครสักคน เค้า (หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าอีช่างเม๊าท์กระเทยตัวที่สอง นอกเหนือจากดิฉัน) ก็เล่าให้ฟังว่า เคยมาเช้า ๆ หลังกลับจากส่งญาติที่สนามบิน เจ๊เล๊งก็ออกไมค์อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เช้ามาก ไม่มีลูกค้า เจ๊ก็จะใช้โอกาสอันงามนี้เทศนาสอนสั่งพนักงาน เช่นว่า นี่ เข้ามาตอกบัตรแล้วทำท่าออกไปกินข้าว แล้วหายไปเลยได้เรอะ เจ๊รู้นะว่าอู้งาน ไม่ทำงานอย่างนี้แล้วจะเจริญได้ไง สมัยเจ๊จน เจ๊ลุกขึ้นมาจัดของเตรียมขายของตั้งแต่ตี 4 เจ๊ถึงได้รวยแบบนี้ แล้วนี่ เมื่อไหร่จะรวย อย่างนี้ก็เป็นลูกจ้างไปเรื่อย ๆ น่ะสิ กวาดน่ะ กวาดให้มันมีแรงหน่อย เอาไม้กวาดปัดแปะ ๆ ไป 2-3 ทีจะได้เหรอ แล้วมันจะสะอาดได้ยังไง และอื่น ๆ อีกมาก

แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะอคติอะไร กลับเป็นสีสันสนุกสนานอีกแบบนึงด้วยซ้ำไป คิดภาพสิ ไปเดินเอ็มโพเรียม เซ็นทรัล ชิดลม จะมีอะไรแบบนี้เหรอ อย่างดี ก็มีแต่ ตึ่ง ตึง ตึง ตึ้ง ท่านผู้มีอุปการะคุณโปรดทราบ ขณะนี้ที่ซุ้มด้านล่างของเราได้มีการจัดอะไรเว่อร์ ๆ สักอย่าง แล้วก็แบ๊ะๆๆ ไปเท่านั้น แต่นี่ ฟังเจ๊ไปเรื่อย ๆ ก็ได้รู้จักสินค้าใหม่ ๆ เก๋ เดิ้น ดี (อ้างจากการโฆษณาสรรพคุณของเจ๊) และขำขันได้อมยิ้ม อารมณ์ดีกลับบ้านไปพร้อมของอีกตังหาก ก็ไม่รู้ว่าพูดแบบนี้เกิดจากการถูกเจ๊ล้างสมองไปหรือยัง

ระยะทาง

ฉันจากบ้านที่เคยคุ้นมาตั้งแต่เล็ก ไปไม่นาน ปีกว่าเห็นจะได้กระมัง ไปไกลสองเดือนกว่า แล้วก็กลับมาสามอาทิตย์ แล้วก็ออกไปอีกครั้ง แล้วกลับมา เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายที่ห่างออกจากบ้านไปสี่เดือน แน่ล่ะ เวลาที่อยู่นอกบ้านอาจจะไม่มากมายเพียงใดในสายตาของคนหลายคน หากแต่ฉันไม่เคยไปไกลจากบ้านจากครอบครัวเลย ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้จึงยาวนานมาก และทรมานมาก โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ญาติ ๆ รู้ดีว่าฉันเป็นลูกรักเป็นลูกสาวคนโปรดของแม่มากเพียงไร พอ ๆ กับที่ทุ่มเทความรักอย่างล้นเหลือมาให้ฉัน ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช่เพราะการศึกษาที่บังคับให้ต้องห่างบ้าน บางที ช่วงเวลาห่างจากครอบครัวของฉันก็คงไม่เกิดขึ้น

เมื่อยามที่อยู่คนเดียว ภาพครอบครัวในใจฉันจะเด่นชัด กระจ่างใสอยู่เสมอ ฉันจำได้ทุกอิริยาบถของแม่ อาหารที่แม่และพ่อชอบทำ รวมไปถึงกิริยางอแงอย่างเด็ก ๆ ของเจ้าน้องชายตัวโตที่ไม่ยอมรู้จักโต และเสียงร้องเอาแต่ใจของเจ้าแมวดำตัวโปรด เวลาที่ฉันเศร้า ความทรงจำที่อบอุ่นของครอบครัว ภาพของบ้านที่คุ้นเคยมักช่วยคลายเหงาและปลอบประโลมใจฉันทุกครั้ง การท้อแม้ที่เกิดจากการเรียน การต้องปรับตัวให้เคยชินกับการอยู่คนเดียวในต่างแดนมักถูกชะล้างด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นคนเก่งคนกล้าให้คนที่รักในบ้านได้ภาคภูมิใจ

แม้จะอยู่ไกล แต่ระยะทางที่มีไม่เคยกั้นขวางเราไว้ได้เลย การสื่อสารที่ก้าวหน้า ทันสมัยที่เกิดจากสิ่งซึ่งเรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้การติดต่อระหว่างเราง่ายดายจนเหลือเชื่อ แม่สามารถโทรศัพท์เข้ามือถือฉันได้ทันที ขณะที่เจ้าน้องชายมักจะส่งอีเมลมาหาฉันเป็นประจำ ถ้าเราไม่ได้คุยกันทางเอ็มเอสเอ็น และฉันก็มักจะส่งข้อความสั้น ๆ ถึงมือถือแม่และน้องเป็นประจำก่อนนอน เมื่อเราโทรศัพท์คุยกัน ก็เหมือนเรานั่งอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ ฯ เพียงแต่สิ่งที่แปลกไป ก็มีแค่เรามองไม่เห็นกันเท่านั้น และฉันก็รู้สึกและเชื่อว่าเรายังอยู่ด้วยกัน ภาพในครอบครัวฉันยังเหมือนเดิม กระจ่างชัด อบอุ่นและเรืองรองเสมอ

เมื่อยามกลับมา เราเจอกันที่สนามบิน ครอบครัวที่รักก็ยังเหมือนเดิม ทุกคนมารับฉันด้วยรอยยิ้มแจ่มใสที่แม้ไม่ต้องเอ่ยด้วยวาจาก็รู้ว่ามีความสุข สีหน้าและแววตานั้นมากมายกว่าคำพูดที่ย้ำไปมาว่าดีใจที่ฉันกลับมานัก ตอนที่นั่งรถกลับบ้าน เราผลัดกันเล่าเรื่องที่อาจจะตกหล่นไปบ้างด้วยระยะทางที่ไกลกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายที่ไม่ได้เล่าสู่กันฟังกลายเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็มีถ่ายทอดให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้จบ

จากนั้นไม่นาน แปลกที่ฉันพบว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัว จริงอยู่ที่เรื่องหลายเรื่องเคยฟังผ่านหูมาก่อน แต่แล้ว ภาพที่เห็นจริงกับมโนภาพที่ฉันสร้างกลับแตกต่างกันลิบลับ ทุกคนมีวิถีชีวิตใหม่ซึ่งต่างไปจากที่ฉันเคยรู้จักอันเกิดการปรับตัวเมื่อฉันหายไปเกิดขึ้น และเมื่อฉันกลับมา วิถีชีวิตเช่นนั้นของเขาเหล่านั้นก็ยังอยู่ บางครั้ง ฉันตั้งข้อสงสัยเงียบ ๆ ว่าฉันเข้าใจ หรือแม้แต่รู้จักสิ่งใหม่ ๆ ที่เขาสร้างขึ้นไหม จริงอยู่ที่ฉันคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักของฉัน และมีภาพของเขาเหล่านั้นกระจ่างในใจ หากบางที ฉันอาจจะจำได้และคิดถึงแต่ภาพที่ฉันอยากให้เป็น ภาพที่ฉันเห็น เกิดจากจิตของฉันปรุงแต่งตามที่ฉันเท่านั้นต้องการ แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่ฉันเห็นสำหรับคนคนนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ การปรับปรุงบ้านทำให้บ้านที่อยู่มาตลอดชีวิตกลับไม่คุ้นเคยเท่าห้องที่พักพิงอาศัยยามศึกษาเล่าเรียน ห้วงคำนึงของฉันมักย้อนกลับไปเวลาที่ฉันอยู่ต่างแดน โดยเฉพาะกับห้องเล็ก ๆ ที่ฉันอาศัย ห้องที่เป็นเสมือนอาณาจักรวิเศษที่ฉันรัก บ่อยครั้ง ฉันมักจะหลับและฝันว่าฉันได้กลับไปยังห้องแสนรักของฉัน

ฉันเริ่มรู้สึกแตกแยก และเห็นว่าคนรอบข้างเป็นคนแปลกหน้าสำหรับฉัน เพราะฉันมองว่าตอนนี้เราไกลกันด้วยความรู้สึกนึกคิดและสภาพจิตใจของเรา ขณะที่เมื่อเราห่างไกลกันด้วยระยะทาง ใจเราเชื่อมติดกันยิ่งนัก ฉันเริ่มคิด และเริ่มย้ำกับตัวเองว่าระยะทางห่างไม่สู้ใจห่าง ฉันอยากย้อนกลับไปอยู่ที่เดิม ซึ่งแม้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เราก็ดูว่าได้อยู่ด้วยกันมากกว่าที่เป็นอยู่ ฉันดิ้นรนอยู่เงียบ ๆ โดยที่ความคิดมากมายอัดแน่นเวียนวนอยู่ในสมองแม้ว่าจะไม่ได้แสดงผ่านการกระทำใด ๆ ออกมา ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน… ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจฉันตลอดเวลา ที่สำคัญ ฉันเริ่มจะเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ฉันผิดที่ออกห่างไปและทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปร

วันแตกหักมาถึง ฉันทะเลาะกับที่บ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง การหายไปของฉันส่งผลให้น้องชายทุ่มเทเวลาส่วนที่เคยให้กับฉันไปให้แฟนสาวของเขาเพิ่มขึ้นอย่างล้นเหลือ และแม้ว่าฉันจะกลับมาแล้ว น้องชายก็ยังปฏิบัติตัวเช่นนั้นอยู่ ส่วนพ่อ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฉันไม่ชอบหมา แต่พ่อก็ยังให้หมามาอยู่ในบ้าน โดยไม่สนใจว่าแมวที่เลี้ยงในบ้านรวมทั้งฉันจะประสาทเสียสักแค่ไหน

คืนนั้นฉันขังตัวเองอยู่ในห้องนอน และแค้นใจจนนั่งร้องไห้ตลอดทั้งคืน แม้จะข่มใจให้หลับ แต่ตะกอนทั้งหลายในใจก็ขุ่นเกิดกว่าจะทำใจให้สงบได้ ฉันร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ จนในที่สุด เมื่อฟ้าใกล้สาง ก็หยิบสมุดและปากกามาเขียนระบายความในใจอย่างที่เคยทำมาจนชิน GEOGRAPHICAL DISTANCE < PSYCHOLOGICAL DISTANCE!!!! ใจห่างร้ายกว่าตัวห่าง!!!! ถ้าใจเราใกล้กัน แม้ตัวเราจะห่างกันก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างอยู่ที่ความนึกคิด จริงสิ มือที่จับปากกาเขียนตัวอักษรสุดท้ายของฉันชะงักค้าง เมื่อนึกขึ้นว่า เมื่อตอนที่ฉันอยู่ไกลออกไป ฉันคิดว่าเราใกล้และเราก็ใกล้กัน ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแล้ว ทำไมเราจะใกล้กันไม่ได้ ความแปลกแยกที่เกิดก็เริ่มจากฉันไปตั้งแง่ เอาความรู้สึกไปจับผิดทุกเรื่อง ทุกอย่างอยู่ที่ใจแท้ ๆ และก็เป็นใจของฉันเสียด้วย

* เป็นเรื่องแต่งที่เกิดจากความฟุ้งซ่านในคืนที่นอนไม่หลับ นาน ๆ ทีมีมิ้งจริงจัง sophisticated one ้บ้างก็ดี

หลังส่งรายงานที่อังกฤษ

เมื่อวานไป birmingham มา ก็สนุกดี กินข้าวแล้วไปหาร้านเก๋ ๆ นั่งกัน กำลังสันนิษฐานตัวเองว่าจะแก้ไขปรับปรุงรสนิยมในการกิน ครั้งแรกสั่ง cr?me de minte ร้านไม่มี เปลี่ยนเป็น martini rosso ที่ร้านก็มีแต่ dry ในที่สุดก็เลยต้องบอกคนขายว่าขอแบบที่เพื่อนสั่งไปก็แล้วกัน make it two please ก็เลยได้ malibu orange มากินแทน คิดในแง่ดีก็คือได้ลองอะไรแปลกใหม่เนอะ จะเที่ยวต้องเที่ยวตอนมืด แต่ว่านะคะ หน้า spring นี่ พระอาทิตย์ตกดินช้าเหลือเกิน ทุ่มนึงก็แล้ว 2 ทุ่มก็แล้ว มามืดจริงก็ 3 ทุ่มกว่า พอ 4 ทุ่มนิด ๆ บรรดานักเที่ยวทั้งหลายก็เริ่มหนืดดด ทั้งนี้สภาพแต่ละคนก็แย่มากก นอนกันมากที่สุดก็คือมิ้งมั้ง 4 ชม. (แต่ก็อาจไม่แน่ เพราะว่ามิ้งเพิ่งลงจากเครื่องบิน jet lagๆๆๆๆ) บางคนก็ไม่ได้นอน หรือรวม 48 ชม ที่ผ่านมา นอนไปไม่ถึง 4 ชม อนิจจา การส่งรายงาน การทำรายงานที่แสนโหดร้าย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเลิกเป็นพวกนาทีสุดท้ายกันไหว คราวนี้มิ้งว่าเริ่มเร็วก็จริง แต่ว่างานมันก็โหดมากจริง ๆ จริง ๆ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือส่งงานแล้วกลับมานอน นอน และนอน แต่คงต้องบอกว่า เรามีจิตใจที่ “ฟ่องฟู” อยู่ในร่ายกายที่ “ร่วงโรยเหี่ยวเฉา” จะกลับมานอนกันก็ได้ แต่ว่าใจมันคึก up กรีดร้องจะไปเที่ยวเล่น พอกันทีห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ที่นั่งปั่นงานกันมา ดังนั้น ผลลัพธ์ก็ดังที่ประจักษ์ไป เปลี่ยนร้านไปก็นั่ง ๆ กินๆ อะไรกันสักพัก เต้นได้เพลงครึ่งสังขารก็หมดแรง ต้องตัดสินใจกลับบ้านกันมา ระหว่างทางก็หิวๆๆๆ เดินผ่านร้าน kebab ก็เลยแวะไปซื้อ kebab ไก่ กะ chips มากินกัน รู้สึกเหมือนอยู่สีลม เที่ยวเสร็จเดินมากินข้าวมันไก่อย่างไรชอบกล ทั้งหมดนี้คนขายห่อใส่กระดาษให้มา ก็กะให้ไปกินบ้าน แต่อีพวกนี้เดินกินกันไปเลย ห่อกระดาษทำให้กินลำบากมาก ถึงกะเกือบเดินกลับไปบอกพี่แขกที่ร้านค้าว่าคุณพี่น่าจะมี 2 options ให้ลูกค้า ถ้าจะกินเลย ก็ขอเป็นกล่องได้ไหมคะ เดินไปกินไปก็รันทดอยู่แล้ว นี่ยังต้องพะวังกลัวว่ากระดาษที่ห่อมันจะคลายตัว พาให้อาหารที่หวงแหนร่วงสู่พื้น อดกินอีก เดินกลับมาก็สวนกะคนที่เพิ่งมาเที่ยว แล้วไม่เข้าใจเลย ทำไมยะ กินของแค่นี้มันผิดตรงไหน เป็นเอเชียกิน kebab ไก่ กะ chips ไม่ได้หรือไง racism แล้วนะ มั่ง เป็นเอเชียต้องเดินกินบะหมี่ถ้วย ไม่ก็ข้าวกล่อง roasted duck barbecued pork หรือไงยะ ถามอยู่ได้ว่าซื้อมาจากร้านไหนจะไปซื้อ หรือไม่ก็ I’m starving แล้วหยิบไปกินก็หลายคน นี่ๆๆ คุณฝรั่งทั้งหลาย บ่นมาได้ว่าหิว ถ้าพวกดิฉันไม่หิวไส้ขาดจะมาซื้อของหนักท้องแบบนี้กินเหรอคะ มีที่ไหนบ้างที่อิ่มแล้ว สามารถไปซื้ออาหารมากินต่อได้น่ะ อยากรู้ กะอีกอย่างไปซื้อเองซิยะแก ประเทศชั้นมาเรียนเนี่ย ปอนด์หนึ่งแกมาจาก 71 บาทฉันนะยะ เห็นใจกันบ้าง อย่ารีดเลือดกะปูมากนักเลย
16 พ.ค. 46

ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัย (my lesson from being in crime screen)

เรื่องเก่าเล่าใหม่ ถึงอย่างไรก็เป็นข้อคิดได้เสมอ อยากให้ติดตัวเตือนใจจะได้ไม่ประมาทกันนะคะ
----

มีเรื่องเหว๋อมากจะเล่าให้ฟัง

คืนวันพุธ (18 มิย 46) เกิดเครียด ๆ เบื่อ ๆ ประมาณ 2 ทุ่ม ก็เลยลุกขึ้นมาแต่งตัว เดินออกไปซื้อของกิน แล้วไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดจน 5 ทุ่ม

(มันอาจจะดูดึกแต่ว่าตอนนี้ที่อังกฤษพระอาทิตย์ตกประมาณ 4 ทุ่ม) ระหว่างทางเดินจากแคมปัสกับหอต้องตัดผ่านทุ่ง ซึ่งปกติมันก็ค่อนข้างปลอดภัย หรือว่าเดินกันทุกวันจนชินแล้วก็ไม่รู้ แล้ววันนั้นตอนเดินตามปกติก็ได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้อง มิ้งก็ ตายๆๆๆ มีอะไรหรือเปล่า พยามหยุดมองหารอบ ๆ ตัว โดยเฉพาะในทุ่ง เผื่อจะช่วยอะไรใครได้ ก็ไม่เห็นอะไรเพราะว่ามืดมาก แล้วเสียงก็เงียบ ก็เลยเดินต่อไป แป๊บนึงก็ได้ยินเสียงอีก แต่ว่าเด็กแถวนี้เวลาเล่นกันจะชอบกรี๊ดกร๊าดอยู่แล้ว ก็เลยพยามคิดว่าไม่มีอะไร เสียงดังสักพักก็เงียบ ก่อนที่จะดังอีก พอเงียบ มิ้งก็เลยรีบจ้ำ ๆ เดินกลับห้องโดยด่วน เพราะตอนนั้นไม่มีใครเดินสวนไปมาเลยด้วย ไม่ได้บอกอะไรใครเพราะก้ำกึ่งระหว่างเรื่องจริงกับเล่น และที่สำคัญ มหาลัยมีเรื่องค่อนข้างมากเรื่องความปลอดภัย

วันถัดมา คุยกับคลาสเมท เธอเล่าว่าเมื่อคืนมีผู้หญิงถูกทำร้ายระหว่างทางเดินตรงนั้น คุยไปคุยมา ก็เป็นช่วงเวลาที่มิ้งเดินอยู่พอดี แล้วเพราะเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในมหาลัย คุยกับคนโน้นคนนี้ไปเรื่อย ๆ พบว่ามิ้งอยู่ใน crime screen ในช่วงเกิดเหตุมากที่สุด โฮโฮโฮ รู้สึกผิดอย่างแรง!!!!!!!!!!!!! เท่านั้นยังไม่พอ เพราะมิ้งชอบโดนเพ่นพ่านตอนกลางคืน ไปห้องสมุดมั่ง ไปเทสโก้มั่ง ทุกครั้งที่เครียดก็จะลุกขึ้นมาแต่งตัวไปเดินล้างสมองนอกห้อง โดยไม่สนใจเวลา บางทีก็ไปอยู่หอเพื่องแล้วเดินกลับมาตอนตี 2 ตี 3 เพื่อนทุกคนพอรู้เรื่องก็จะโทรมาสั่งสอนให้มิ้งเลิกเดินเพ่นพ่านโดยด่วน แล้วจะเถียงอะไรก็เถียงไม่ได้ เพราะเกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ คิดดูลง BBC ด้วย

อุทาหรณ์สอนใจของเรื่องนี้มีอยู่ว่า

ความเคยชินอาจนำไปสู่ความประมาท ที่ ๆ ปลอดภัยอาจเป็นที่ ๆ ไม่ปลอดภัย
นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะใช้ได้เสมอ
ปล รีบพิมพ์มากเพราะตอนนี้ยุ่งจัด อาจจะอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องนะคะ

จุดเริ่มต้น

ไม่ได้คิดเล๊ยว่าจะทำ blog อย่างที่เห็น แต่เพราะไปเดินแกว่งไปแกว่งมาอยู่ในร้านหนังสือ แล้วไปสะดุดกับหนังสือทำ blog นี่พอดี ก็เลยเกิดไฟลุกท่วมอยากจะมี blog เป็นของตัวเองเพื่อเล่าเรื่อง เขียนบรรยายสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และประสบการณ์ที่เจอขึ้นมา พอกลับบ้านก็ให้ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งจนเป็นอย่างที่เห็น ง่วงก็ง่วง ทรมานสังขารตัวเองสุด ๆ แต่นะ ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ามิ้งเป็นพวกไฟไหม้ฟางขนาดไหน ตอนนี้ไฟลุกขนาดสามารถเผาห้างได้ ถ้าจะไปนอนเลย ไฟก็คงเผาท่วมอิฉันตายไปก่อนพอดี (แบบนอนไม่หลับ ข่มตาไม่ได้ คิดไปเรื่อยย) หรือไม่อีกที ด้วยความที่เป็นพวกไฟไหม้ฟางหนัก แล้วมอดเร็ว (ก็คิดง่าย ๆ ไฟไหม้แรงมันก็ต้องหมดเร็ว ก็เผาไปหมดแล้วนี่ จะเอาอะไรมาเป็นเชื้อต่อไปได้อีกคะ) อาจจะเลิกโครงการนี่ไปอีกก็ได้ (เหมือนโครงการในฝันนับล้านในหัวที่ไม่เคยมีชีวิตจริง) เพื่อไม่ให้ไฟมอดดับ ชนิดรถดับเพลิง 100 คันโหมใส่ ก็เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็น

ฉะนั้น เรามาคุยกัน (แม้จะเน้นหนักไปทางฟังมิ้งบ่น ๆๆๆ พล่าม ๆๆ) แลกเปลี่ยนมุมมองกัน รู้จักกันมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้นดีกว่า world peace อยู่ไม่ไกล (เริ่มไม่เกี่ยวอย่างรุนแรง ง่วงจัดแล้วแหง๋) … นะคะ