Thursday, July 22, 2004

failure theory

Here again,
You apply your failure theory on me,
The type of person I fail to be,
The life vision I never see.

Blowing on your story,
You success, your achievement, your ability,
What you used to do and used to be,
And why you slipped in tragedy.

You only see,
The failure will repeat at me,
You, never give a chance,
I, never get the faith.

And now, sitting in the dark,
Filled with a sense of anxiety and ambiguity,
Embraced with vulnerability and insecurity,
Inferior feeling is taking all over my body,
Life is just about inability and bad energy.

Comics, drugs, violence, sex,
No quick-fix can keep me calm,
My life is now stuck,
Resounding in my head is your paradigm.

Can you see,
your failure theory works too well on me.
----
เหมือนเคย แต่งตอนจิตตกอีกแล้ว พยายามหาสัมผัสให้ได้มากกว่าบทที่แล้วมา แต่ก็ไปไม่รอด ได้อารมณ์กะได้สัมผัส เราก็ต้องเลือกอารมณ์กันก่อนใช่ไหมล่ะ

ลาออกดีกว่า

รู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก สุดสัปดาห์นี้มีสัมมนาสายงานบริษัทต่างจังหวัดและฉันก็ต้องไปด้วย ทั้ง ๆ ที่บอกนายไปแล้วแท้ ๆ ว่าจะออกตอนสิ้นเดือนหน้า รู้สึกเหนื่อยและเบื่ออย่างรุนแรง วันที่ออกนายไปว่าจะลาออก นายก็ไปมองว่าเป็นเพราะน้อยใจที่ถูกดุไปก่อนหน้านั้นซะอีก เฮ้อออ ตอนที่ไปบอกน่ะ ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเลยด้วยซ้ำ และการขอลาออกก็เป็นเรื่องที่ใคร่ครวญมานานแล้วมากกว่าจะตัดสินลงไปชั่ววูบด้วยอารมณ์เสียอีก ไม่เคยคิดเลยสักครั้งว่านายดุ เจ้าอารมณ์หรือสั่งงานไม่รู้เรื่อง ตรงกันข้าม กับการทำงานครั้งแรกได้นายที่ใจดี อารมณ์เย็น อดทนนั่งสอนงานก็เป็นเรื่องที่มีบุญเหลือหลายแล้ว ไม่ต้องนับพี่ ๆ ในฝ่ายที่ใจดี และสุดแสนเข้าใจอีกต่างหาก
แต่ทั้งนี้ ตอนที่เข้ามา เนื่องจากตำแหน่งงานที่ทำเป็นการทดลองงานและทดสอบตัวเอง และฉันมีคุณสมบัติที่สูงกว่าที่ต้องการจึงเกิดมีเงื่อนไขว่าจะมีการปรับตำแหน่ง และปรับเงินเดือนให้ หากแต่ที่เวลาผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเสียที แม้จะอดทนและใจเย็นเพียงใด ก็ทำให้เริ่มหัวเสีย หงุดหงิด และน้อยใจเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ งานหลายอย่างที่ทำกัน ฉันเชื่อว่าฉันทำได้ และทำได้ดีด้วย แต่ก็เพราะไม่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สำคัญใด ๆ เลย ถ้าบอกว่าไม่มีประสบการณ์ ทำไมไม่ลองให้ทำลองไปก่อนล่ะ จะพูดว่าไม่อดทนทำงานมันก็พูดได้ แต่ฉันก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกอะไรถึงขนาดต้องมาทนทำในและเป็นในสิ่งที่ไม่มีใครเห็นค่าเป็นแน่ ถ้าอยากได้คนที่มีคุณภาพ มีคุณสมบัติพร้อม ฝ่าย HR ก็น่าจะลงทุนกันหน่อย ไม่อย่างนั้นก็ให้ฉันลาออกไปสิ แล้วไปหาคนใหม่ที่พอใจกับตำแหน่งและเงินเดือนตรงนี้ไป คนที่คุณสมบัติพอดีกับงานน่ะ ไม่จำเป็นต้องให้ฉันอยู่ก็ได้ไม่ใช่หรือ
คิดแล้วก็เศร้า น้อยใจ แล้วก็โกรธอยู่ลึก ๆ อยากจะพูดถ้าไม่เห็นค่าฉันที่นี่ ฉันไปหาที่อื่นที่พร้อมจะเห็นค่าฉันก็ได้ แล้วฉันก็คงเข้าข่ายพวกผยองถ้าจะบอกต่อว่า วันนึง ฉันจะทำให้เสียใจที่ไม่เห็นค่าฉัน ไม่คิดจะเก็บฉันเอาไว้ให้ดีกว่านี้ ก็คงจะต้องลาออกจริง ๆ


Thursday, July 15, 2004

ความใจร้ายกัดจิกของอิฉันกับ Linkin’ Park: Live in Bangkok (ตอนหลัง)

(ต่อ)

แต่ที่แน่ ๆ ป้าแน่ใจได้ว่าถึงจะถูกผลักไปข้างหน้า ดันกลับมาข้างหลังอย่างไร ป้าก็ไม่มีวันล้มแน่ เพราะคนเยอะจนไม่มีที่ให้ล้ม คิดดู แต่นะ ถ้าซวยไปถึงเคสนั้นได้จริงก็คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากนอนนิ่งให้ถูกเหยียบ จะกรี๊ดกร๊าดร้องแรกแหกกระเฌอก็คงไม่มีมนุษย์ตนใดได้ยิน เพราะทุกคนกำลังกิ๊บก๊าบกะ Linkin’ อยู่ อาจจะรู้สึกตัวอีกที ไปโคม่าร้องไห้อยู่ในห้องไอซียูก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม หลัง 3 เพลงแรกก็เริ่มตั้งหลักได้ ข้างหลังเลิกดันกันแล้ว ก็เลยได้ใส่ใจกับการดู Linkin’ มากขึ้น ตอนนี้ก็ได้กระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ บ้าง แต่นะ เฮ้ออ อุตส่าห์ใส่ผ้าใบมาเพื่อการนี้ก็มาเกิดอุปสรรคใหม่เนื่องจาก คนเยอะมาก ไม่มีที่โดด กระโดดได้สักนึง ก็เครียดขึ้นมามากกว่ามัน เพราะรู้สึกจะเหยียบเท้าคนข้างหลังไปหลายครา สลับกับการถูกเหยียบเอง กับอีกประการ เนื่องจากร้อนและคนเยอะมากกกกก (มากๆๆๆ) กระโดดไปได้แล้วก็รู้สึกว่าจุกและวูบ ตอนแรกตกใจนึกว่าเป็นเพราะป้าแก่แล้ว แต่พอเห็นคนเป็นลมเนื่องจากอากาศร้อนและการเบียดเสียดกันมาก ๆ เข้า ปัญญามันก็เกิดว่า อ๋อ จริง ๆ แล้ว การกระโดดเนี่ย มันใช้พลังงานและ oxygen มากกว่าการอยู่เฉย ๆ นี่นา ป้ายังคงใช้การได้อยู่ ก็เลยใจชื้นขึ้นมา และกระโดดเป็นพัก ๆ เท่านั้น

ต้องบอก Chester และ Mike นักร้องนำไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ทั้งสองคนร้องเพลงไปพร้อม ๆ กับการวิ่งวนไปมาบนเวที โดยที่ไม่มีอาการหอบแม้แต่นิดเดียว และทั้ง ๆ ที่ต้องปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศบ้านเราด้วย (คิดดูเดือน June บ้านเค้ายังเย็นนิด ๆ อยู่เลย) ต่างกับนักร้องวง Ebola ที่เล่นเพลงไปและหอบผ่านไมค์ให้ได้ยิน สมาชิกคนอื่นอย่าง Rob Phoenix ก็เคลื่อนไหวบนเวทีบ้างแต่ไม่เท่าสองคนแรก ส่วน Jo ก็ประจำที่ scratch แผ่นอยู่ข้างหลัง ตอนนี้มีการแอบเม๊าท์กันเล็กน้อยว่าการที่ Jo อืดผิดหูผิดตาเป็นเพราะไม่ได้ขยับมากมายเท่าไหร่เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ และจากการตั้งสมมติฐานนี้นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ถ้าจะเล่นดนตรีทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะตีกลอง แต่อย่า scratch แผ่น

ตอนแรกกลัวว่า Linkin’ จะเล่นแค่เพลงจากอัลบั้มที่ 2 เท่านั้นตามสูตรการมาเล่นคอนเสิร์ตตอนมีหลาย ๆ อัลบั้ม แต่เพราะเพลงของ Linkin’ มักจะสั้นด้วยความยาวเฉลี่ยที่ 3 นาทีจึงได้ฟังเพลงจากทั้ง 2 อัลบั้ม คือ Hybrid Theory กับ Meteora เกือบหมด รวมถึงเพลงจากอัลบั้ม Remix อย่าง Reanimation ด้วย ดังนั้น เพลงคุ้นหูอย่าง in the end, somewhere I belong, crawling, one step closer, numb, breaking the habits etc ก็ถูกขนออกมาให้เหล่า admirer ฟังอย่างสนุกสนาน ตอนนี้เหล่าแฟน ๆ พากันร้องไปกับ Chester และ Mike อย่างเมามัน

ตอนนี้อีกลุ่มเด็กเปรตข้าง ๆ ก็เริ่มล้อมวงเต้นกันโดยเว้นที่ตรงกลางไว้แบบกินที่สุด ๆ และไม่สนว่าใครจะว่ายังไง พยายามจิกมันกลับไปอย่างสุภาพก็แล้ว มันก็ยังเต้นมากระแทกอิฉันอีก แล้ววิชามารก็เริ่มเกิดขึ้น พอมันเริ่มตั้งหลักจะเต้นมาข้างหลัง ป้าก็เลยแกล้งเอาข้อศอกไปกระแทกหัวมันมั่ง คอมันมั่งอย่างไม่เจตนา แบบกะว่าถ้ามันรู้สึกว่าเจ็บจะได้ไม่ขยายอาณาเขตต่อมา แต่มันคงเป็นควายเหล็กมาเกิดใหม่และหรือไม่ก็ระลึกชาติได้ว่าเคยเป็นกระซู่มาก่อน ถึงได้หนังหนาไม่มีความเจ็บปวด หันมาเต้นแกว่งแขน โยกไหล่โดนอิฉันอยู่เนือง ๆ ดังนั้น ไม้นวมก็แล้ว ไม้แข็งก็แล้ว ku ก็ตัดสินใจใช้ไม้หน้าสามสักที สังเกตเห็นอยู่นานแล้วว่าไอ้อเมริกาใต้ปากหมาเมื่อกี้ก็ยังประสบปัญหาเดียวกัน (มันทำหน้าแค้นเคืองอยู่เหมือนกัน) ก็เลยแง่ง เอามันมาเป็นพวกดีกว่า เด็กรัดสาดการทูตอย่างฉันเรียนมาจนขึ้นใจว่าหลักศัตรูหลัก ศัตรูรองเป็นไง เกือบ ๆ จะอ้าปากบอกมันมาเป็น strategic partner ว่าให้มาเป็น alliance กันแล้ว แต่อ๊ะ คำนี้มันดูการทูตกะจริงจังเว่อร์ไปหน่อย ก็เลยเปลี่ยนใจแล้วอ้าปากถามมันไปว่า จะมาช่วยกันผลักอีเวรพวกนี้กลับไปไหม มันก็ทำหน้าละเหี่ยใจแล้วบอกว่า พยายามแล้ว แต่ไม่สำเร็จ แล้วบัดนั้น อีเด็กเปรตก็กระแทก ku อีก คราวนี้ก็เลยจี๊ดแตกอย่างรุนแรง กระโดดไปอยู่กลางวงมันแล้วก็บอก my strategic partner ว่า งั้นก็มาด้วยกัน แล้วก็เริ่มต้นผลักอกใครสักคนในกลุ่ม อีฝรั่งก็ถึงกับอึ้งเอ๋อไปเล็กน้อย แต่ก็ยังมีน้ำใจอยู่ที่มาช่วยกัน แล้วทีนี้มันก็ดูเว่อร์ ๆ ขึ้นไปเรื่อย เด็กอีกคนก็เลยว่าขอโทษ ๆ พอดีกับโดนน้องมาลากคอออกไป ก็เลยจบกับการมีเรื่องแค่นี้ อานิสงค์ของการหาเรื่องคนอื่นทำให้ฟังไม่รู้เรื่องไป 2 เพลง เฮ้ออ กรรมออนไลน์จริง ๆ

น๊านนานนหลังจากนั้น Chester ก็เริ่มเล่นกะคนดู โดยการให้แฟน ๆ ร้องเพลงคนละท่อนสลับกะตัวเอง จริง ๆ ที่พวกเราร้องไปก็มีแค่เป็นเสียง like this หรอกนะ แต่คนดูก็ดูสนุกและเมามันมากเลย ยิ่งเห็นผมทรงใหม่พี่แกที่เหมือนฮิตเลอร์แล้ว ก็เลยอดคิดไปไม่ได้ว่า เหมือนท่านผู้นำกะลังร่ายสุนทรพจน์ให้เหล่าประชากรเหล่าคล้อยตามไม่มีผิด แบบพูดอะไรก็ได้ไปแล้วก็ว่ากันสรรเสริญว่า ฟูเรอร์ ๆๆๆ ไลค์ดิส กะฟูเรอร์ เวลาตะโกนอย่างบ้าคลั่งก็ไม่ต่างกันแลยนะ ไม่เชื่อลองทำดูสิ แล้ว Linkin’ เองก็ถือเป็นผู้นำสาวกของเหล่า “ลูกแกะที่หลงทาง” อยู่ด้วย อ๊ะ คิดเว่อร์ไปไกลแล้วนะเนี่ย พอดีกว่า กลับมาสนุกกะ Linkin’ Park: Live in Bangkok กันต่อ แม้จะเต้นกระจายไม่ได้ แต่เราก็ยังกรี๊ด ๆ วู๊ ๆ ได้นี่นา

ตอนนี้เพลงจากทั้ง 2 อัลบั้มถูกเล่นไปเกือบหมดแล้ว เรามาวิเคราะห์ดูกัน (ใช้คำได้กระเทยเว่อร์มาก ๆ ) ว่าเพลงที่ถูกทิ้งไปล้วนเป็นเพลงที่มีเนื้อส่วนแร๊พค่อนข้างเยอะ หรือใครคนหนึ่งระหว่างนักร้องนำทั้ง 2 ร้องคนเดียว ซึ่งก็ไม่แปลกใจอะไร การร้องแบบนี้ทำให้ไม่ได้พักหายใจมากนัก จะร้องอย่างเดียวก็ลำบากกินแรงมากแล้ว ยิ่งวิ่งไปมาอยู่บนเวทีด้วย ขืนทำไปก็คงขาดอากาศตายคาเวทีกันพอดี ไม่ต้องพูดถึงอากาศที่ร้อนมาก ๆๆๆ เลย ดังนั้น คนที่คิดว่าจะได้ฟังอย่าง forgotten, easier to run, hit the floor ก็ต้องเศร้ากันไป

3 เพลงสุดท้าย ขอสารภาพอย่างไร้ความสามารถว่า ป้าไม่ไหวแล้วจริง ๆ ไม่เคยเลยว่าจะต้องมานั่งภาวนาให้จบเร็ว ๆ แต่ไม่ไหวแล้วจริงเจ้าค่ะ ร้อนมากกกก จนอยากให้พายุเข้าจนฝนตกหนัก คุณป้าคล้ายจะขาดอากาศเป็นเฮือก ๆ ช่วงนี้ก็เลยผ่านไปโดยกลับมานึกอะไรไม่ออก อ้อ มีการเลือกคนดูจากฝูงชนไปอยู่บนเวทีกะ Linkin’ ตอนเล่น 1 เพลง ซึ่งก็เป็นคนที่ตอนแรกมันอยู่ข้าง ๆ พวกเราเอง ก็เลยได้แต่กรี๊ด ๆๆ นังน้องชายมันก็ถึงกะกรี๊ด ๆ ไปด้วยว่า ไอ้ญี่ปุ่นบ้านั่นไปถือวิสาสะทำตัวซี้กะ Chester ได้ไง เป็นสาวก Linkin’ จริง ๆ น้อง ku -_-‘’

ตอนที่เล่นเพลง in the end เรานึกว่าจบแล้ว แต่ก็ยังสบายใจที่พวกเขาเล่นกันต่อไป แต่ในที่สุดก็มาถึงตอนจบจริง ๆ ตอนนี้ สมาชิกเริ่มออกมาหน้าเวทีเพื่อขอบคุณแฟน ๆ แล้ว กรี๊ดดดในที่สุดก็ได้เห็น Jo เต็ม ๆ ไม่ผ่านเครื่องเสียง (ทำไมต้องไปนั่ง scratch แผ่น เกือบจะหลังเวทีก็ไม่รู้ พี่โจของหนู ฮือฮือ..) ซะที โฮโฮ อืดกว่าเดิมและกว่าที่คิดเยอะมาก แต่ก็ยังเดิ้นอยู่ดี แม้จะละม้ายลุงเกาหลีวัยเกือบเลยกลางคนไปทุกขณะ (คือว่า เพื่อนเกาหลีของเพื่อนหนูยังหน้าเหมือนโจยิ่งกว่าตัวโจเองซะอีก เหมือนชนิดที่ว่า.. เอ่อ คือว่า ถ้าจบคอนเสิร์ตแล้วเดี๊ยนมีพลังชีวิตเหลืออยู่เนี่ย จะแกล้งกรี๊ดกร๊าดว่าโจมาอยู่แถวนี้ได้ไงออกไปแล้ว เหมือนชนิดที่คนต้องยิ่งกว่าเชื่อแน่ แต่พระเจ้าขา วันนี้หนูทำบาปไม่ขึ้นจริง ๆ เจ้าค่ะ)

จบซะที ทำไมมีการแสดงพลุฉลองชัยกันต่อเนี่ย สวยก็สวยอยู่หรอกนะ แต่หมดกะใจจะดูความงามแล้วค่า คุณขา อิฉันยืนต่อเนื่องมา 4 ชั่วโมงกว่าแล้วนะคะ ขออิฉันหลบไปพักรักษาตัวโดยด่วนเถิดเจ้าค่ะ ก็เลยขอเดินออกมา ดูนาฬิกา 4 ทุ่ม 20 พอดี เท่ากับว่าเวลาที่ Linkin’ แสดงทั้งหมดก็คือ 1 ชั่วโมง 20 นาทีน่ะสิ มาคิดดูแล้ว เวลาเล่นสนุกชั่วโมงกว่า แต่เวลารอ 4 ชั่วโมงกว่า โอ เกิดมายังไม่เคยยืนนานต่อเนื่องไม่มีการสะ-ต๊อปขนาดนี้เลย ถ้ารู้อย่างนี้จะไปฝึกเป็นพนักงานขายของในห้างมาก่อนนะเนี่ย กะนะ ถึงเตรียมใส่ผ้าใบมายืนและกระโดดโลดเต้น (และโลดโผน) แต่เมื่อไม่ได้กระโดด แค่ค่ายืนคุณผ้าใบก็ช่วยหนูแล้ว ดีนะ ที่มีสติห่วงชีวิตมากกว่าห่วงสวยเก๋ ขอบคุณที่หนูเลือกโทนอินดี้เป็นเสื้อกล้าม กางเกงยีนพับขา และผ้าใบจริ๊งจริง (ว่าแล้วก็แอบสงสารคนที่เลือกรองเท้าปลายแหลมสูงปรี๊ดดดมา แล้วต้องถอดรองเท้าเดินหลังเลิกงาน สาธุ)

เมื่อเดินมาลานจอดรถ ก็ได้ยินเสียงเพลง Linkin’ กระหึ่มออกจากรถคันหนึ่ง แล้วพอเดินไปเรื่อย ๆ แทบทุกคันก็ทำแบบเดียวกัน แน่ใจว่าหลายคนต้องรู้สึกมันค้างอยู่แน่ ๆ หรือไม่อีกอย่าง ถ้าใจร้ายก็อยากจะบอกว่า อาจเป็นเพราะทุกคนพากันร้องตะโกนไปกับหนุ่ม ๆ Linkin’ เสียงดังสนั่นก็ได้ ทำให้ดูคล้ายว่าจะเป็นการคาราโอเกะหมู่ที่ได้ยินเสียงคนดูด้วยกันเองชัดมากเป็นพิเศษ (ตัวอย่างง่าย ๆ ดิฉันคิดว่าร้องได้ทุกเพลง แต่พอเจอท่อนแร๊พยาก ๆ เลยต้องเงียบเศร้า ขณะที่คนข้างซ้ายมือร้องได้ แล้วได้ยินมันพร่ำท่องอยู่ข้างหูพอดี!) ดังนั้น ก็เลยต้องหันมาพึ่งเทปฟังเสียง Linkin’ ให้ชัด

ก่อน Linkin’ จะมาเมืองไทย พวกป้า ๆ ลุง ๆ เคยคิดกันว่าเพราะต้องรอจนทัวร์ในอเมริกา ทำให้ต้องมาช่วงนี้ ซึ่งเป็นช่วงที่เลยจุดพีคของ Linkin’ กับหมดช่วงกระตุ้นยอดขายไปแล้ว เมื่อนับจากช่วงที่ออกอัลบั้มสอง และชาวเราก็คงไม่หันไปบ้า Linkin’ อีก แต่ปรากฏว่า วันรุ่งขึ้น บรรดาญาติโยมทั้งหลายที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหมดยุค Linkin’ ของพวกเราแล้ว (เนื่องจากวัยที่มากขึ้น และหน้าที่การงานที่ต้องให้รับผิดชอบ สุขุมมากขึ้น) ต่างพากันหันมาฟัง Linkin’ อีกเป็นแถว เพราะยังรู้สึกสนุกไม่หาย และไม่สามารถตัดใจไปได้จริง ๆ ก็เลยถึงบางอ้อ บอกตัวเองได้ว่า ทำไมต้องเป็นช่วงนี้ เพราะความรู้สึกคลั่งไคล้ได้กลับมาอย่างรุนแรง re-peak กันอีกครั้งเป็นกราฟรูปตัวเอ็น (N) เอียง ๆ เชียวล่ะ ชนิดที่ว่าความฝันอยากไปทัวร์สวนสนุกในอเมริกาถูกแทนที่ด้วยการไปทัวร์คอนเสิร์ต Linkin’ ในอเมริกาแทน!

---- ติดค้างอยู่นานมาก กว่าจะได้จบ สังเกตคงเห็นได้ว่าภาษาต่างกันกับคราวที่แล้วไปบ้าง ขอบคุณคนที่ยังรอทุกคนนะคะ



Wednesday, July 07, 2004

ความใจร้ายกัดจิกของอิฉันกับ Linkin’ Park: Live in Bangkok (ตอนแรก)

ประตูเปิดให้เข้าตั้งแต่บ่ายสามโมง แต่เราไปถึง Impact กันประมาณเกือบ 6 โมง ตอนแรกก็คิดอยู่หรอกว่าอยากไปเร็วนิดนึง เพื่อจะได้เกาะติดเวที แต่คิดสะระตะแล้ว ถ้าจะรอเลยตั้งแต่ตอนนั้นเพื่อให้ Linking’ มาเล่นตอน 3 ทุ่มก็คงจะตายสถานเดียว ไม่มีทางยืนได้นานถึงขนาดนั้นได้แน่ ก็เลยเป็นเวลาอย่างที่เห็น ซึ่งก็เป็นเวลาที่ดีจริง ๆ เพราะเป็นช่วงที่ฝูงชนเริ่มทยอยกันเข้าไปในลานคอนเสิร์ต Aktiv Square (ซึ่งจะบอกว่าเป็นแค่การเอาลานจอดรถ ย้ำ ลานจอดรถพื้นซีเมนต์มากั้นบริเวณด้วยแผ่นสังกะสีและที่กั้น ปิดโปสเตอร์ ทำทางเข้า และตั้งชื่อให้เก๋เท่านั้น) ผ่านการตรวจ security check อย่างละเอียด ที่ให้ทิ้งแม้กระทั่งฝาขวดน้ำดื่ม ติดแท็คข้อมือที่ทำด้วยกระดาษสีเหลือง ๆ แล้ว เราก็เข้ามายืนอยู่หน้า ๆ ค่อนไปกลาง ๆ กัน มองไปรอบ ๆ ตัว ถึงแม้บัตรราคา 2,500 บาทจะเป็นราคาที่แพงเอาเรื่อง แต่เหล่าสาวกทั้งหลายก็ดูจะพร้อมใจกันทุ่มทุนเทถวาย BBC Tero กันจริงจริ๊ง เพราะแพงที่สุด แต่ก็ดูว่าเป็นราคาตั๋วที่คนตอบรับมากที่สุด (คาดว่าพื้นที่ 1/3 หรือมากกว่านั้นก็เป็นราคานี้ด้วย) มีคนมาฟัง Linking’ หลากหลายเหมือนกันแฮะ เห็นเด็ก ๆ จากโรงเรียนนานาชาติมาด้วยกันเป็นกลุ่ม ๆ น้อง ๆ มัธยมต้น (สังเกตจากผมสั้นเกรียนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย) ที่มาพร้อมกับผู้ปกครองประจำกลุ่ม คุณลุงท่าทางเอาจริงกะชีวิต เหล่าวัยรุ่นรักสนุก กลุ่มฝรั่งขี้เมาที่นั่งซดเบียร์รอ และอื่น ๆ อีกมากมาย

จริง ๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Linkin’ Park มีกลุ่มแฟนเพลงที่หลากหลาย (ถ้าไม่นับประเด็นพวกที่ได้บัตรฟรีมา หรือมาดูเพราะ once in their lives ไหน ๆ มาเมืองไทยทั้งทีก็มาดูหน่อย ซึ่งเหล่านี้มาเพิ่มความแตกต่างให้กับกลุ่มคนดู) ก็อาจจะเป็นเนื้อเพลงและท่วงทำนองการสื่อสารก็ได้ เพลงของ Linkin’ ต่างจากหลาย ๆ วงเพราะเลือกที่จะพูดถึงความสับสน ความบีบคั้นในใจเป็นหลัก เป็นความต้องการที่จะแสวงหาทางออกและหนทางที่ดีกว่าเดิมให้ตัวเอง โดยมีความคาดหวัง/ ผิดหวังและความกดดันจากคนรอบข้างและสังคมมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง เป็นเสมือนการถูกขังอยู่ในกล่องกระดาษแคบ ๆ และความพยายามที่จะทลายกล่องนั้นออกมา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่จะมีคนชื่นชอบ Linkin’ มากมาย และยึดถือเนื้อเพลงของ Linkin’ เป็น “บทสวด“ (mantra) ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสังคมที่เป็นอยู่ และพยายามหาที่อยู่ของตัวเอง ตัวอย่างเหล่านี้เห็นได้ชัดจากเพลง somewhere I belong, numb, breaking the habits, point of authority, run away

กลับมาเรื่องไปดู Linkin’ อีกครั้ง ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบทุ่ม และก็มีวงเปิดตัวมาก็คือ scrub ถึงแม้จะชอบวงนี้อยู่ในระดับหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังอดงง ๆ ไม่ได้ว่าทำไมเอาวงคนละแนวมาเล่น แต่ก็เอาเถอะ ท้องฟ้ายังสีสวย อากาศสบาย ๆ ถ้าไม่เหมาะกับการฟัง scrub ปลุกปลอบอารมณ์ให้เริงร่า ชื่นมื่นก็ไม่รู้จะฟังอะไรแล้ว พอฟ้าเริ่มมืด scrub ก็ลาเราไปพร้อมกับ Ebola ที่มาแทน นับว่าซื้อ 1 ได้ถึง 3 จริง ๆ แต่ว่านะไม่ต้องมีวงมาเปิดตัวไม่ได้เหรอ ที่ฮ่องกงก็แค่เปิดประตูก่อน 1 ชั่วโมงแล้วก็ไม่มีวงเปิดด้วย กลับมาที่เมืองไทย นักร้องนำวง Ebola ก็พร่ำบอกว่าขอบคุณที่มาดู แต่นะคะ.. พวกกูมาดู Linkin’ นะ ช่วยเล่นให้เสร็จเร็ว ๆ แล้วกลับไปซะทีได้ไหม ตอนนี้คนเริ่มเยอะมากและเบียดเสียดกันเองแล้ว เริ่มมีการแย่งที่กัน แซงหน้ากันแล้ว แบบว่าเผลอ เมื่อไหร่ถูกแทรกแน่ ข้างหลังเราก็มีอเมริกาใต้กลุ่มหนึ่งเหมือนกันที่พยามแทรก ๆ เราขึ้นมา แต่แม่ง ใครจะยอมให้ที่มึงวะ ก็เลยเหมือนเล่นซูโม่กันโดยให้หลังและไหล่ให้เป็นประโยชน์ อยากจะเห็นกลับไปด่าอยู่ตลอดเวลาแต่ว่า 1. มันดูแรงและน่ากลัวมาก 2. คนเราน้อยกว่า และ 3. กลัวด่าเป็นอังกฤษไม่ทันมัน (ข้อนี้สำคัญที่สุด) ซึ่งรวมทุกข้อแล้วอาจถูกชกแน่ ก็เลยได้แค่ยืนแค้น โดยตอบโต้กันมันอยู่ในใจ กลายเป็นบทสนทนาประหลาด ๆ อย่างที่เห็น

มัน: Here, move here huys.
(ฉัน: Move to the hell then.)
มัน: See, I’m okay here.
(ฉัน: But I’m not okay. You bastard.)
มัน: I guess we gotta fight with everybody around us.
(ฉัน: Yea.. spechly mee.!)
มัน: It is too crowded then. Fuck them!
(ฉัน: Start with you and your mom.)
และอีกมาก

อือ จำจริง ๆ ไม่ได้ แต่รวม ๆ ก็ประมาณแบบนี้ มาอ่านดูอิฉันก็วีนใช่เล่น ดีนะ ไม่ได้พูดไปจริง ไม่งั้นถูกกระซวกด้วยสปาร์ต้าแหง๋แซะ

หลังจากผ่านสงครามประลองกำลังและจิตวิทยา (ที่อันหลังมันไม่ได้รู้ตัวด้วยเล๊ยย) จนเหนื่อย ก็ได้เวลาซะที มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี (ซึ่งอีฝรั่งกลุ่มนี้ก็ด่าไปเรื่อยอีกเหมือนกัน งวดนี้เกือบจะหันไปถีบมันแล้วเนี่ย)แล้วก็การประกาศว่าอีก 5 นาที Linkin’ จะมา ซึ่งก็ไม่รู้ว่าบ้านมันนับ 5 นาทียังไง บังคับดู spot โฆษณา 1-2-call ก็แล้ว กฎการดูคอนเสิร์ตก็แล้ว (แง๊บ ๆ เราห้ามท่านพกอาวุธเข้ามาาา เราห้ามท่านพกของมีคมเข้ามาาา เราห้ามท่านพกกล้องเข้ามาาา เราห้ามท่านพก….เข้ามาาา เข้ามาาา เข้ามาาา เข้ามาาา) เล่าพงศาวดารความเป็นมาและความสำเร็จของ BBC Tero และอื่น ๆ ก็แล้ว ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แบบคนดูเก้อแล้วเก้ออีก ยังไม่พอ ยังกรี๊ดเก้ออีกตังหาก เห็นคนเดินขึ้นเวทีมามืด ๆ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร คนดูก็พากันกรี๊ดและตั้งท่าเตรียมพร้อมสรรพแล้วเป็นไง เด็กยกกลองมั่ง คนลองเสียงมั่ง และอื่น ๆ ไปเรื่อย อิฉันก็เออ กูขอเข้า safe mode แล้วก็แล้วกัน ไม่ไหวจริง ๆ ไม่ต้องเป็นคนแรกที่เห็น Linkin’ เดินขึ้นเวทีก็ได้ ดังที่เล่าไปตั้งแต่ต้น Aktiv Square เนี่ย จริง ๆ มันก็คือ ลานจอดรถชื่อสวยนะคะ ฉะนั้น outdoor ค่ะ outdoor ร้อนก็ร้อน เบียดก็เบียด ขืนไปกระโดดโลดเต้นไฮเปอร์มากจะตายไปซะก่อน คิดดูสิ มีคนตะโกนขึ้นมาว่า Oxygen ตอนแรกเราก็งง ๆ ว่า อ๊ะ ตะโกนอะไรของมัน (อ้างว่าอุณหภูมิสูงทำให้หมีขั้วโลกอย่างเดี๊ยนสมองไม่ทำงาน) พอนึกได้ก็ขำ ขำอย่างมาก และตะโกนเล่นไปด้วย ก็หนุกดี

ในที่สุด Linkin’ ก็มา มีการโยนพวกของเล่นเรืองแสงมาจากข้างหลัง และเสียงกรี๊ดกร๊าดดังขึ้นเรื่อย ๆ พร้อม ๆ กับเพลง Don’t stay ที่ทำให้อิฉันแสนจะกระดี๊กระด๊าเพราะท่อนฮุคของเพลงนี้ติดหูอิฉันมาตั้งแต่นั่งอยู่ในรถ Forget our memories, forget our possibilities,… กรี๊ดๆๆๆ ในที่สุด ก็ได้ฟัง Linkin’ เล่นสด จึงไม่น่าแปลกใจที่ตอนนี้จะเป็นช่วงเริ่มต้นของสงครามเต็มรูปแบบที่ทำให้สงครามกองโจรแย่งที่ตอดเล็กตอดน้อยกลายเป็นของกินเล่นไป คนข้างหลังเบียดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนทำให้พวกเราทั้งหลายถูกดันขึ้นไปข้างหน้า แล้วก็ข้างหน้า ๆ ไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ร้องเพลงตามไปได้นิดนึงแล้วก็ต้องหันมาใส่ใจกับการจิกเพื่อนแล้ว เพราะหันไปอีกที เหลือน้องชายสุดที่รักอยู่คนเดียว อุปมาประหนึ่งน้ำป่าพัดเกรี้ยวกราด กระจัดกระจายกันไปแล้ว ก็เลยกลายเป็นคู่หวานแหววตัวติดกันสุด ๆ ไปโดยต้องตั้งใจ อีกสักพัก พวกที่อยู่หน้า ๆ ก็เริ่มดันกลับมา ทำให้ 3 เพลงแรกเป็น forward-backward- forward-backward-.. อย่างน่ากลัว รู้สึกตัวเองเป็นคลื่นแฮะ แต่แน่ใจได้ว่าไม่มีทางได้ล้มแน่ ๆ ก็คนเบียดเสียดกันขนาดนี้ แต่ที่แน่ ๆ รู้สึกดีใจที่ไม่ได้ยืนอยู่หน้าสุดติดกับตะแกรง ไม่งั้นก็คงจะถูกก๊อปปี้อัดติดกับตะแกรงไปแล้ว ขนาด boybands ทำให้เดี๊ยนมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนกับตะแกรงเหล็ก แล้วนับประสาอะไรกับคอนเสิร์ต wild & whacky แบบนี้