Thursday, September 30, 2004

แมวที่หายไปและแมวที่เข้ามา

เมื่อเจ้าแมวเหลืองตัวใหญ่มาร้องขออาหารตรงประตูอย่างที่ทำสม่ำเสมอทุกดึก ฉันก็จะทิ้งทุกอย่างที่ทำอยู่แล้ววิ่งไปหาข้าวมาให้แมวที่ร้องโหยหวนนั้นเป็นกิจวัตรเช่นกัน มันเริ่มเป็นกิจวัตรอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไรนะ

มองย้อนกลับไป ช่วงที่เจ้าแมวแปลกหน้าเริ่มมาขออาหารที่บ้าน เป็นช่วงเวลาที่พีพี แมวสีสวาทสุดที่รักของแม่และของครอบครัวหายไป เพราะพีพีเป็นแมวเก็บตกที่เคยผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายมาก่อน เราใช้เวลาเนิ่นนานเพื่อเยียวยาจิตใจของพีพี นานเป็นนานกว่าพีพีจะเริ่มทำใจให้คุ้นเคยกับบ้าน กับมือที่ให้อาหาร หากแต่เมื่อพีพีเรียนรู้ที่จะรัก พีพีก็รักเราด้วยทั้งหมดที่พีพีมี เมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน พีพีจะนั่งรอที่ประตูจนกว่าแม่จะกลับมา และถ้าแม่อยู่บ้าน พีพีจะเดินตามแม่เพื่อขอใช้เวลาอยู่ร่วมกันกับแม่ตลอดเวลา พีพีจะอ้อนเพื่อขอนอนตักเรา และถ้าพีพีง่วง พีพีก็จะร้องเพื่อให้คนสักคนนั่งเป็นเพื่อนอยู่ใกล้ ๆ

เพราะความที่พีพีเป็นแมวที่เคยถูกทำร้าย นิสัยตื่นตกใจกลัวของพีพีเป็นสิ่งเดียวที่แก้ไม่หาย ถ้ามีเสียงดัง พีพีก็จะวิ่งไปซ่อนใต้โต๊ะ หรือถ้ามีคนแปลกหน้ามา พีพีก็จะวิ่งไปไกล ๆ เพื่อตั้งหลัก หรือแม้แต่หาที่ปลอดภัยไว้ก่อน แต่ก็นั่นแหละ นิสัยนี้ทำให้พีพีไม่เคยออกจากบ้านไปไหนไกล ผิดกับซีซีแมวสีสวาทตัวเข้มพี่น้องของพีพี ผู้ซึ่งมักจะออกไปท่องเที่ยวสัมผัสโลกอยู่ตลอดเวลา และจะกลับมาบ้านก็ช่วงเวลาที่หิวโซ สิ่งนี้ทำให้เราเชื่อกันว่าพีพีจะไม่ไปไหนไกล และจะอยู่กับเราตลอดไป

แต่วันหนึ่ง เมื่อแม่ไปต่างจังหวัด พีพีหายไป และแม้จะรอเท่าไหร่ พีพีก็ไม่เคยกลับมา เราไปตามหาพีพีตามบ้านทุกหลัง ถนนทุกสายในหมู่บ้าน และอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตามที่เราจะนึกออก ไม่ว่าจะเจ้าที่ที่บ้าน ศาลพระพรหม และอื่น ๆ อีกมากมาย ทุกครั้งที่เราได้ยินเสียงแมวร้องนอกบ้าน เราก็จะวิ่งไปดูหวังให้เจอพีพี ทุกครั้งที่ขับรถผ่านแมวในหมู่บ้าน เราก็จะหยุดจอดและวิ่งไปดู ขอให้เป็นพีพี แต่เราก็ไม่เคยเจอ สามเดือนแรก แม่ตื่นอยู่ทั้งคืน เพราะนอนฟังเสียงประตูด้านที่ติดกับสวน ภาวนาให้พีพีมาเคาะขอเข้าห้องหลังอย่างที่ทำทุกครั้งหลังจากไปนอนเล่นที่ระเบียงมา

ตอนนั้นเอง เป็นตอนที่เจ้าแมวพเนจรเดินมาขอข้าวหน้าบ้าน และฉันก็หาข้าวให้ด้วยความสงสาร ในตอนแรก ทุกคนในบ้านไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือน้องชายต่างก็ให้ความเอ็นดูกับเจ้าแมวตัวนี้หมด ถ้าเจ้าแมวเหลืองมา และฉันไม่อยู่ ไม่พ่อก็น้อง มักจะช่วยกันให้ข้าว และเล่นกับมันเสมอ แต่หลังจากที่ถูกตะปบและข่วนแรง ๆ ในวันหนึ่ง ทุกคนก็บอกศาลาและปล่อยให้ฉันให้ข้าวเจ้าเหลืองอยู่คนเดียว โดยที่โกรธและไม่เข้าใจว่าฉันอดทนกับเจ้าแมวเกเรได้อย่างไร

จริง ๆ แล้วพีพีนั่นเองที่เป็นที่มาของทุกอย่าง จริงอยู่ที่ฉันสงสาร แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่ได้บอกใครก็คือ แมวแปลกหน้าตรงหน้ากำลังหิวโซ และก็ทำให้ฉันคิดถึงพีพีที่รักมาจับใจ ถ้าพีพีกำลังหลงทาง และใครก็ตามเจอพีพีที่กำลังหิวโหยอยู่กับเขา ฉันก็หวังว่าเขาจะทำให้สิ่งเดียวกัน ให้ข้าวพีพีให้พีพีได้อิ่มหนำ และถ้าทำได้ ฉันก็หวังว่า เขาจะให้ความรักพีพีไม่ต่างจากที่เราเคยมีให้ แม้ว่าจะไม่มาก ไม่อดทนเท่าก็ตาม จริง ๆ แล้ว การให้ข้าวแมวเหลืองอาจจะไม่ได้เกิดจิตเมตตาของฉัน แต่เป็นความเห็นแก่ตัวก็ได้ ฉันมุ่งหวังและมีความมุ่งหวังถึงพีพีที่รักต่างหาก

**********
เป็นการระบายความในใจ เพราะคิดถึงแมวพีมาจับจิต ถึงตอนนี้ก็ยังหวังและยังรอให้พีพีกลับมา จริง ๆ นะ ภาวนาให้พีพีกลับมา เดินเข้าบ้านเหมือนที่ทำทุกครั้ง และเหมือนว่าไม่เคยจากไปไหนไกล คิดถึงพีพีจริง ๆ และรักผูกพันกับพีพีมากกว่าที่เคยรู้

กับ

จริง ๆ ยังไงก็จะให้ข้าวเจ้าแมวเหลืองนั่นแหละ ใครจะปล่อยให้แมวแปลกหน้าหิวโดยที่แมวตัวเองอิ่มหนำอยู่ฝ่ายเดียวได้ จะปล่อยไว้ เพราะการแบ่งแยกเป็นแมวเรา แมวคนอื่นทำได้ที่ไหนกัน แต่นั่นแหละ ตอนให้ข้างครั้งแรก ทำไปเพราะคิดถึงพีพีและหวังให้พีพีได้อิ่มท้องอยู่กับคนแปลกหน้าตรงหน้าอย่างมากมาย

Saturday, September 25, 2004

ความผูกพันกับการจากลา (2): ความเห็นแก่ตัวของมิ้ง

**ชื่อเรื่องเต็ม ๆ น่าจะเป็น ความผูกพันกับการจากลา: ความเห็นแก่ตัวของมิ้ง และที่สำคัญที่สุด ความวิตกจริตแบบโลกถล่มของมิ้ง

มิ้งก็รู้หรอกนะว่าตอนนี้ทุกคนกำลังเศร้าและใจหายที่มิ้งหายไปจากที่ทำงาน แต่อีกไม่นาน ทุกคนก็จะทำใจและปรับตัวตามสภาวะปัจจัยที่จะต้องเป็นไป ทั้งนี้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและสภาวะการณ์ใหม่ ๆ ได้เสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงไป เบื้องแรก มนุษย์เราอาจจะสับสนงุนงงกับการตั้งรับสิ่งแปลกปลอมนั้น ๆ แต่ไม่นาน เราก็จะเริ่มชิน และหาทางรับมือกับสิ่งนั้นได้

ตอนที่พี่ ๆ ที่ทำงานของมิ้งกำลังปรับตัวเข้ากับสภาวะใหม่ - สภาพแวดล้อมที่ปราศจากมิ้ง - และไม่ช้าไม่นาน มิ้งก็จะไม่ใช่สิ่งจำเป็น สำคัญ และมิ้งก็จะถูกลืมในที่สุด ตามสภาพ normalisation หรือการปรับสู่สภาวะปกติ และวลีที่ว่า soon will be forgotten ก็เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในสมองมิ้งตั้งแต่ก่อนออกมา โต๊ะที่มิ้งเคยนั่งก็จะมีคนมาแทนที่ งานที่มิ้งทำก็จะมีคนอื่นมารับผิดชอบแทน คนที่มิ้งสนิทด้วยก็จะมีคนอื่นที่สนิทกว่ามาอยู่ด้วย ยิ่งคิด ทั้งหมดทำให้มิ้งเริ่มเศร้า และร่ำ ๆ จะนั่งร้องไห้หดหู่อยู่มุมห้องแล้ว

แต่จริง ๆ แล้ว มิ้งก็คงลืมมองย้อนไปอีกด้านหนึ่งเช่นกัน การที่มิ้งไม่อยากถูกละเลยหรือถูกลืมนั้น เป็นธรรมชาติประการหนึ่งของมนุษย์นั่นเอง คนทุกคนต้องการความรัก ทั้งที่จะถูกรักและรักคนอื่น สิ่งนี้สะท้อนได้ว่า มิ้งก็ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป มิ้งต้องการที่จะเป็นที่รัก ต้องการเป็นคนสำคัญ ทั้งนี้

เพียงแค่มิ้งไม่อยากให้พี่ ๆ ที่มิ้งรักใคร่ผูกพันทั้งหลายลืมมิ้ง มิ้งกลับกลายเป็นคนที่เห็นแก่ตัว อยากผูกเหนี่ยวรั้งเค้าไว้กับมิ้งตลอดไป ไม่อยากให้ใครสักคนเริ่มต้นใหม่ได้ หรืออยู่ได้เองโดยไม่มีมิ้ง ทั้ง ๆ ที่เราทุกคนก็ต้องก้าวไปข้างหน้า และเติบโตต่อไป แทนที่จะถอยหลังหรือถูกผูกมัดจากอดีต สิ่งเหล่านี้ ทำให้มิ้งเริ่มคิดได้ และเริ่มปล่อยวาง ที่สำคัญที่สุด การที่จะมองว่าพวกเขาจะลืมมิ้ง หรือจะไม่เห็นความสำคัญของมิ้งอีกต่อไป ก็เป็นการประมาทและถึงขั้นหมิ่นน้ำใจของคนรอบข้างมิ้งมากทีเดียว การที่เรารู้จักกัน และเริ่มต้นผูกพันกันใช้เวลาเนิ่นนาน การลาจากที่เกิดจากการไม่ได้อยู่ร่วมกันในที่ทำงาน ไม่สามารถทำลายสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่กลายเป็นสิ่งที่ทวีความสำคัญเมื่อเวลาดำเนินไปได้เป็นแน่ อาทิตย์ที่แล้ว มิ้งยังพูดอยู่เองว่า ”การพบกัน และการจากลา ก็ทำให้เรามีความทรงจำต่อกันและหลายสิ่งที่เราเคยละเลยก็จะกลับเป็นมีความสำคัญขึ้นได้มาเมื่อเราระลึกถึงกัน และเมื่อเรารำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน” แล้วเหตุนี้ ทำไมมิ้งถึงต้องกลัวว่าทุกคนจะลืมมิ้ง หรือไม่เห็นมิ้งเป็นคนสำคัญไปได้กันเล่า?

Thursday, September 16, 2004

ความผูกพัน กับการจากลา

ในที่สุดก็ออกจากที่ทำงานหลังจากที่ทำเรื่องลาออกมาประมาณ 2 เดือน แปลกที่จริง ๆ มันต่างจากที่คิดเอาไว้มาก เวลา 8 เดือนกว่าอาจจะไม่นาน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้นไม้ชื่อว่ามิตรภาพและความผูกพันเริ่มออกดอกงดงาม จึงเป็นการยากที่จะตัดใจและทำแค่เดินจากมา ตอนแรกเราอาจเป็นแค่คนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ได้ใช้ร่วมกันก็ทำให้ใครหลายคนเริ่มมีควมหมายกับชีวิตของเรามากขึ้น เหมือนดังที่ เจ้าหมาจิ้งจอกในเรื่องเจ้าชายน้อย เคยพูดเอาไว้ว่า ในตอนแรก เจ้าชายน้อยยังไม่มีความสำคัญใด ๆ กับหมาจิ้งจอก เจ้าชายยังเป็นแค่เด็กผู้ชายธรรมดาเหมือนเด็กอีกเป็นหมื่นเป็นแสนในโลก และหมาจิ้งจอกก็ไม่ได้ต้องการเจ้าชายน้อย ขณะเดียวกัน สำหรับเจ้าชายน้อยเอง หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้สำคัญอะไร หากแต่เมื่อเราอยู่ด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำความคุ้นเคยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่นานนัก เราก็จะพบว่าเราต้องการอีกฝ่าย และคนนั้น ๆ ก็จะมีความสำคัญสำหรับเราขึ้นมา

จริง ๆ การออกจากที่ทำงานก็ไม่ได้หมายถึงความสิ้นสุด หรือเลิกล้มความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่กับคนที่เคยนั่งห้องเดียวกันทุกวัน หรือทำงานด้วยกันทุกวัน การจะไม่ได้ทำเช่นนั้นอีก หรือไม่ได้เจอกันทุกวันอีกก็ฟังดูเป็นเรื่องยาก ความสัมพันธ์ยังคงอยู่ แต่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป มีพี่หลายคนที่ที่ทำงานไม่อยากให้ไป และพูดทีเล่นทีจริงว่าจะจับมัดไว้กับโต๊ะ ผูกไว้กับพริ้นเตอร์ และอีกคนหนึ่งที่พอเราบ่นว่าเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งกำลังจะไปเรียนต่ออังกฤษ เธอบอกมิ้งว่า สมน้ำหน้าจะได้รู้รสชาติของการถูกทิ้ง มองในมุมมองกลับกัน มิ้งเลยคิดตก คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพัน พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ทำงานไม่อยากให้มิ้งลาออก ไปอยู่ที่อื่น และก็ได้แต่หวังเงียบ ๆ กันว่า มิ้งจะเปลี่ยนใจ หรือมิ้งจะได้โยกไปย้ายตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ย้ายที่ทำงาน ทั้งหมดคาดหวังและมีความหวังจนถึงนาทีสุดท้าย ขณะที่ตัวมิ้งเอง ก็คาดหวังให้เพื่อนรักเปลี่ยนใจไม่ไปเรียนต่อ แต่อยู่กับมิ้งที่กรุงเทพ ฯ นี่ต่อไป มิ้งคิดไปถึงขั้นว่า ขอให้มหาลัยที่มันสมัคร ไม่รับมันเสียด้วยซ้ำ คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพันก็จริง แต่จริง ๆ ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราเป็นของเราตลอดไป การให้เขาอยู่กับเรา อาจจะเป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของเราที่อยากให้มีคนที่ชอบพอกันอยู่ใกล้ หากเมื่อมองลึกเข้าไป เราต้องทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป และเราก็ต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้อีกฝ่ายได้เติบโตต่างหากถึงจะเป็นความรักและหวังดีที่แท้จริง

เขียนมาเหมือนไม่ใยดีกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น แต่จริง ๆ มิ้งเองเป็นคนที่กลัวกับการจากลาที่เกิดขึ้นนี้มากที่สุดคนหนึ่งเช่นกัน หากแต่มิ้งต้องทำปากแข็งและใจแข็งพอ จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ความผูกพันยังคงมีอยู่ แต่รูปแบบที่เปลี่ยนไปก็ยังคงคาดเดาไม่ได้ และทำให้ไม่แน่ใจว่าสภาพที่เกิดขึ้นใหม่จะแปรผันไปอย่างไร และลงเอยเป็นเช่นใด และที่สำคัญ มิ้งจะรับมือกับมันได้อย่างไร แต่อย่างน้อย การพบกัน และการจากลา ก็ทำให้เรามีความทรงจำต่อกันและหลายสิ่งที่เราเคยละเลยก็จะกลับเป็นมีความสำคัญขึ้นได้มาเมื่อเราระลึกถึงกัน และเมื่อเรารำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน

***** เขียนได้ขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนอารมณ์ยังไม่คงที่ รู้สึกว่าสื่อออกไปได้ไม่มากเท่าที่ใจคิด รอความรู้สึกและสภาพจิตใจลงตัว จะมาแก้ใหม่ก็แล้วกัน