Tuesday, November 30, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก

และแล้ว โปรแกรมหรูอลังการของพระมาร (ดา) ก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เนื่องจากว่าคุณแม่ขาขาเจ็บจะให้ไประหกระเหินเดินอยู่ที่นครวัดก็ไม่งาม ทั้งนี้และทั้งนั้น เราก็เลยเปลี่ยนวันและสถานที่เดินทางไปลอยกระทงที่ตากกันแทน เที่ยวเมืองไทย ใช้ของไทย เพื่อประเทศไทย และเพื่อสนองนโยบาย Unseen Thailand ประเทศไทยจงเจริญ Viva Thailand!!!!

ออกเดินทางกันตอน 9 โมงเช้า แต่ก็ต้องสารภาพว่ากำลังติดเกมอย่างหนัก เพราะรู้ว่าต้องเดินทางนาน ประกอบกับต้องห่างคอมที่รักไปหลายวัน (2-3 วันอันที่จริง) ทำให้คนสมองน้อยอย่างหนูคิดยุทธวิธีเล่นมันถึงเช้าแล้วค่อยไปนอนในรถขึ้นมา แต่พอทำจริง ๆ เกิดคุมไม่อยู่ ทำให้กว่าจะเลิกก็ช้ากว่าที่คิดไปมาก ก็คือ เกือบ 7 โมง ตอนแม่มาปลุกตอนเกือบ 9 โมงน่ะ เอ๋อจริง ๆ แม่เดินมาหน้าเตียงแล้วบอกเราว่า จะ 9 โมงแล้ว ทีนี้ไอ้สมองที่ยังไม่ทำงานดีก็งง ๆ แม่มาบอกเวลาหนูทำไมคะ กับอีกอย่างหนึ่ง เพราะเกมที่เล่น มันมีเวทย์มนต์ประเภทใช้ไฟ หรือไม่ก็น้ำแข็งไล่ฆ่าสัตว์ประหลาด เกือบจะเอ่ยปากถามแม่ไปแล้ว ว่าแม่จะใช้ไฟหรือน้ำแข็งคะ สงสัยว่าเล่นเกมหนักไปจริง ๆ แฮะ

รีบอาบน้ำ สระผม ซึ่งจะบอกว่าลืมตาไม่ขึ้นมาก แสบตาสุด ๆ ทั้งจากการนั่งหน้าจอ และการนอนน้อย ดิฉันก็เบลอ ๆ ลากกระเป๋าไปหน้าบ้าน พอขึ้นรถก็ถึงกับกรี๊ดด ป้า ๆ เอาของไปเยอะมาก ๆๆๆๆๆ และหนูก็เลยต้องนั่งจุมปุ๊กอยู่กับของด้านหลัง ทั้งนี้ เกิดจากพยายามทำตัวเสียสละเป็นเด็กดี และประด็นแฝงอีกประการก็คือ เอาวะ ฉัน (กู) จะได้หลับ ๆๆๆๆ แต่ทว่า ผลจากการสระผมก็ทำให้สมองตื่น (แม้ว่าร่างกายจะอยากหลับแทบขาดใจ) ทำอย่างไรก็ไม่หลับ เอาหน้าซุกหมอนก็แล้ว พยายามพิงหน้าต่างก็แล้ว ตาก็ยังแข็งอยู่ดี แล้วกล่องโฟมที่บุพการีทั้งหลายใส่ของก็ส่งเสียงอี๊ดอ๊าดหน้ารำคาญ กรี๊ดดด พยายามทุกอย่างก็ไม่หยุดส่งเสียง พยายามแทบตายก็ไม่หลับ มาตาปีย์ก็เริ่มวีนขึ้นเรื่อย ๆ และคุณป๋าก็เลยอุตส่าห์มานั่งข้างหลังเป็นเพื่อน น่ารักจริง ๆ นังเด็กขี้โมโหอย่างฉันก็เลยสงบจิตสงบใจลงได้

แม้จะกรี๊ดดว่าป้าขา ป้า ๆ ขนของทั้งบ้านมาทำไม แต่มิช้ามินาน อิฉันก็เริ่มเห็นประโยชน์จากของในกองสมบัติของป้าทีละอย่าง สักพัก ป้าคนหนึ่ง (จากจำนวนหลายป้า) ก็ถามว่าหิวไหม แล้วก็เอาหมูเค็มอร่อยมากกับข้าวเหนียวมาให้เรากิน ฮ่าฮ่าฮ่า ป้าขา ป้าทำถู๊กถูกค่ะ หนูอารมณ์ดีขึ้นมาสุด ๆ เลย แถมเพราะพ่อมานั่งด้วย ก็เลยมีพ่อนั่งฉีกและป้อนหมูเป็นชิ้น ๆ ให้อีก มือไม่เปื้อนแม้แต่นิดเดียว อารมณ์ดีมีความสุขค่า

นั่งเคี้ยวหมูกับข้างเหนียวตุ้ย ๆ สักพัก แล้วก็อิ่ม ว่าแต่ว่า ผ่านไปไม่นาน หนูก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว เบื่อ ๆๆๆๆ พ่อที่บอกว่ามานั่งเป็นเพื่อนก็หลับไปเสียแล้ว อีก 6 ชั่วโมงจะถึงตาก แล้วกูจะทำอย่างไร โฮโฮโฮ ดูทิวทัศน์ที่ผ่านไปก็ได้ ดูไปเรื่อย ๆ เหม่อ ๆ เบลอ ๆ สักพัก เราก็ไปถึงสิงห์บุรีจุดแวะทานอาหารเที่ยงซะที

ทุกครั้งที่มาจะเป็นเวลาเย็น และหนูก็จะอุตสาหะเดินจาก ร้านรุ่งโภชนา ไปตลาดเพื่อซื้อการ์ตูน (อุตสาหะจริง ๆ ) และซื้อขนมนึ่งอร่อยมาก ๆๆๆๆๆ อย่างสอดไส้ กล้วย ตาก ฟักทอง มาให้ป้า ๆ ทุกที (จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เกิดจากความอยากเอาหน้า เพราะมีอยู่ครั้งหนึ่ง ต้องรออาหารนาน และก็ไม่หิวเลย ก็เลยเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงตลาด แล้วก็ได้เจอขนมหน้าตาเข้าทีก็เลยซื้อมาฝากแม่ซึ่งชอบขนมแบบนี้มาก และปรากฏว่าทุกคนในคณะชอบ ก็เลยเกิดกลายเป็นวิถีปฏิบัติของมาตาปีย์ไป ส่วนการ์ตูน เพราะต้องเดินไปไกลมาก จะซื้อขนมอย่างเดียวก็กระไร ก็เลยต้องหาอย่างอื่นเพื่อลดค่าเดินทางด้วย) ซึ่งอยู่ไกลมาก

---- เมื่อยแล้ว ขอจบ vol. 1 แค่นี้ มีคำถามว่าจะให้เล่าเกี่ยวกับอาหารในแต่ละมื้อด้วยไหมคะ เสียดายที่พออาหารมา ทุกคนก็มัวแต่หิวโซจนไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย ^^”

ปล. ตอนนี้ไม่ขำเลย โฮโฮโฮโฮฮฮฮฮฮฮฮฮ

Wednesday, November 17, 2004

ความบ้าประการหนึ่ง

ก็ไม่ใช่เรื่องอะไรหรอก ไปเช่าการ์ตูนร้านใกล้บ้านจนจะหมดร้านอยู่แล้ว ก็เลยต้องพยายามหาเรื่องใหม่ ๆ ที่ไม่เคยอ่านมาอ่านบ้าง ดูไปที่ชั้นสำนักพิมพ์บูรพัฒน์ซึ่งปกติไม่เคยสนใจเพราะชอบอ่านนิยายจีนเป็นเล่มมากกว่า แล้วก็เลยไปเจอ หงสาจอมราชันย์ เข้า อืมมม ใครสักคนเพิ่งพูดให้ฟังว่าสนุก เอามาอ่านด้วยก็แล้วกัน

ได้หงสา ฯ มา 3 เล่มกับเรื่องอื่นๆ อีกตั้งใหญ่ แล้วพอกลับถึงบ้านก็เริ่มตะลุยอ่านทันที อือ อือ อือ หน้าแรก หน้าที่สอง หน้าที่สาม สี่ ห้า ผ่านไป ทำไมไม่รู้เรื่องเลยวะ เนี่ยแหละถึงเกลียดการ์ตูนกำลังภายในเกาหลี/ ไต้หวัน นอกจากจะอ่านลำบากเพราะไอ้การลงหมึกทึบ ๆ ดำ ๆ แล้ว ฟอนท์ที่พยายามเป็นฟอนท์จีนก็ทำให้อ่านยากเข้าไปอีก อีกอย่างหนึ่งที่ไม่อยากสารภาพแต่ก็ต้องทำก็คือ ความรู้เรื่องสามก๊กต่ำมาก รู้แค่เบสิคชนิดเบสิคจริง ๆ อย่าเอาตัวละครที่นอกจากโจโฉ ขงเบ๊ง เล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่งมาพูดกะหนูเลย แล้วอีการ์ตูนเรื่องนี้ก็เกี่ยวกับสามก๊กโดยเน้นบทบาทของตระกูลสุมาด้วย โฮโฮโฮ แต่ไม่ได้โว๊ยยย คนอย่างชั้น เช่ามาแล้วต้องอ่านให้ได้ แล้วก็นะ ผ่านไปครึ่งเล่มแรก ภูมิต้านทานการ์ตูนกำลังภายในเกาหลีก็ดีขึ้นเป็นอันมาก ส่วนความดันทุรังก็มีสูงเป็นศอก พอเกือบ ๆ จะจบเล่มก็เริ่มรู้เรื่องแล้วกรู อ่านไปเรื่อย ๆ ถึงเล่ม 3 ในที่สุดก็ค้นพบความสนุกที่ซ่อนอยู่ แต่กรี๊ดดดด ตอนนี้มันเพิ่งตีสี่ กว่าร้านจะเปิดก็อีกตั้งนาน ทำอย่างไรดีวะ ยังไม่สามารถข่มตานอนเสียด้วย ถึงตอนกำลังสนุกพอดี เข้าเนทดีไหมค้าาาา

และแล้ว ยามเช้าก็ผ่านไป อิฉันสามารถได้เล่ม 4-7 มาครอบครองในมือแล้ว ไชโยโห่หิ้ววว อ่านค่า อ่าน อ่าน อ่าน ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีการ์ตูนที่ทำให้ต้องอ่านแบบลุ้นระทึกมาอีกหลังจากหมดวัยไปนานน๊านนาน แต่ขอบอกว่าอ่าน 4 เล่มจบเร็วมาก ๆ เพราะอ่านแบบลุ้น รอไม่ไหว ขอรู้เรื่องก่อน แล้วค่อยมาตามเก็บรายละเอียดอีกทีก็ยังได้ จบแล้ว ดิฉันที่ราวกับใช้พลังชีวิตไปกะการ์ตูน 4 เล่มก็ตาลอย แล้วก็เบลอ ๆ ตะลุยอ่านภูเขาการ์ตูนที่มีอยู่อีกต่อไป

หลังอ่านการ์ตูนทั้งหมดไปหมดก็เกิดความสงสัยขึ้นมา .... ถึงหงสาจอมราชันย์จะเป็นการ์ตูนที่แต่งโดยใช้จินตนาการแตกต่างจากฉบับสามก๊กจริง ๆ ก็จริงอยู่ แต่มันก็น่าจะสนุกขึ้นเมื่อเราได้อ่านสามก๊กไปด้วยนะเนี่ย ไม่ได้การ ๆๆ หนังสือสามก๊กของน้องเลิ๊บก็มีนี่นา เคยอ่านอยู่ตอนเล่มเกมสามก๊กนี่คะ ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ด้วยนะ แต่น้องอิฉันมันเพิ่งรื้อห้องเพราะปลวกกิน แล้วมันจะไปเก็บงำไว้ตรงไหนวะ เออ ... คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก แล้วเธอก็หลับไปแล้วด้วย พอวันรุ่งขึ้น รีบกรีดถาม น้องรักก็บอกว่า ตอนที่ช่างมาทำห้อง เค้าเก็บของมากองไว้หน้าห้องหมดเลย เป็น armageddon ไปแล้วน่ะ คิดดูสิ ขนาดแผ่น my sassy girl ยังหาไม่เจอเลย โอลา ... ดีวีดีแสนรักของน้องเราที่อุตส่าห์สั่งซื้อจากเกาหลียังไม่รู้อยู่ไหน นับประสาอะไรกับหนังสือสามก๊กคะ

แต่อยากอ่านนี่นา อยากอ่าน อยากอ่านมาก จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยมีสามก๊กฉบับวณิพกนี่นา เอาอันนั้นมาอ่านก่อนก็ได้ แต่อ๊ะ อยู่ไหนแล้วค้าาา ของแบบนี้ทำไมเวลาอยากได้ไม่เคยอยู่ แต่เวลาไม่ต้องการกองอยู่ตรงหน้านะ ไม่ได้การ แล้วหนูก็วิ่งวนรอบบ้านไปเพื่อหาหนังสือสามก๊ก ตู้หน้าบ้านไม่มี ชั้นหน้าห้องพระก็ไม่มี กองหนังสือใต้บันไดก็ไม่มี ในห้องตัวเองก็ไม่มี ที่นี่ไม่มี ที่นั่นไม่มี อยู่ไหนค้า อยู่ไหน

อือ หรือว่าจะอ่านราชาธิราชดีนะ อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการศึกการสงครามเหมือนกัน เรื่องของบิสมาร์กก็มี พงศาวดารญวนก็น่าจะเจ๋ง หนังสือเต็มบ้านขนาดนี้มันต้องมีอะไรแทนกันได้บ้างแหละน่า ไปคุ้ยหาดูสักเล่มมาแก้การลงแดงก่อนดีกว่า เอาน่า แก้ขัด .... และแล้ว แม่ก็บอกว่า ดูที่ตู้ของแม่หรือยัง อือ ดูแล้วไปดูอีกทีก็ได้ เพื่อจะเจอ แต่ก็หาไม่เจอนั่นแหละ ในที่สุด คุณแม่ผู้แสนดีก็ไปหามาให้เอง แต่ทว่า ..... ท่านแม่ได้ฉบับเต็มสมบูรณ์มาก็จริง แต่ว่าเป็นเล่มสองนะคะ คุณลูกขาอยากได้ตั้งแต่เล่มแรกนี่นา อีกประการ แม่บอกว่าหนังสือเล่มนี้แม่อ่านตั้งแต่อยู่ ป. 3 ผ่านมาแล้ว ... เอ่ออ ... กี่ปีไม่อยากนับเลย หนังสือเหลืองจนกรอบแล้ว ถึงแค่โดนลมจากพัดลมก็มีชิ้นส่วนที่กรอบจนหลุดปลิวออกมา ใครจะกล้าอ่านคะ ขืนเปิดไปก็ทำให้หนังสือเป็นชิ้น ๆ กันพอดี ถึงแม่จะบอกให้อ่านอย่างทะนุถนอมก็ไม่กล้า น้องรักที่เดินมาทันเห็นเหตุการณ์แอบกระซิบลับหลังแม่ว่า ก็เพราะเหตุนี้น่ะสิ ตอนแม่เอามาให้ ถึงต้องไปซื้อใหม่ กลัวจับแล้วจะทำร้ายหนังสือให้บอบช้ำไปมากกว่าที่เป็นอยู่

แต่อยากอ่านนี่คะ อยากอ่านมากด้วย แล้วหนูก็เป็นพวกไฟไหม้ฟางเสียด้วย ถึงแม้ไฟจะอยู่ไม่ทนหรือยาวนาน แต่เพราะอย่างนั้นช่วงที่โหมลุกไหม้ก็จะแรงเป็นพิเศษด้วย เอาน่า ลองคุ้ยกองหนังสือหน้าห้องน้องชายอีกทีก็แล้วกัน แล้วก็ .......... กรี๊ดดดด เจอค่าาาาาาาา

ไชโย ถึงจะเป็นสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบก็เถอะ อ่านได้ ๆๆๆ อ่าน ๆๆๆ แล้วก็กรี๊ดดด สนุกมากวางไม่ลง ทำไมหนูถึงปล่อยให้เวลาล่วงผ่านมาถึงปัจจุบันโดยที่ไม่ได้อ่านสามก๊กคะ ไม่เข้าใจตัวเองเลยจริง ๆ แล้วเพื่อความไม่ประมาท ก็ขอจดชื่อตัวละครและทำผังความเข้าใจลงกระดาษหน่อยก็แล้วกัน อาจจะดูโอเวอร์ไปเล็กน้อย แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ เป็นพวกอ่านแล้วชอบขีดเขียนไปด้วยนี่นา แต่ก็เอาเถอะ น้องชายที่เดินมาเห็นถึงกับประทับใจแกมสมเพชในความบ้าของพี่สาว จนออกปากว่าพรุ่งนี้จะรื้อฉบับเต็มมาให้นะ ล้าลา สัมฤทธิ์ผลตามประสงค์ไปอีกอย่าง

ตอนนี้กำลังกระหยิ่มยิ้มย่องว่า จะไปเอาหงสา ฯ มาอ่านใหม่

(กับอีกอย่างที่ทำคือเอาเแรพพลาสติกมาห่อสามก๊กของแม่)

Wednesday, November 10, 2004

ความวิตกจริต จินตนาการ และการไปผ่าฟันคุด

เพราะฟันซี่ในสุดเริ่มออกอาการเกเรมาหลายวัน แม้จะไม่ได้เจ็บปวดเหมือนพวกที่ต้องทรมานจากฟันคุดเท่าไหร่ แต่อาการเคี้ยวอาหารที่ขัด ๆ ขึ้นมา ก็ทำให้อิฉันตัดสินใจที่จะผ่าฟันคุดทันที ไปหาหมอที่ร้านไกลสุดโลก (ร้านเดียวกันกับที่เจ้าน้องชายสุดที่รักไปมางวดที่แล้วนั่นแหละ) โดยมุ่งมั่นว่าวันนี้กูจะผ่า ๆๆ ลาก่อนคุณฟัน ๆๆ ก็ได้คำตอบมาว่า หมอที่เชี่ยวมากยังไม่ว่าง ถ้าจะดี รออีกสัก 2 อาทิตย์ก็แล้วกัน

2 อาทิตย์ไม่นานไปเหรอค้า หมอขา .. เดี๊ยนตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ในใจ แล้วเรื่องที่ฟังมาจากน้องชายตัวดีก็สุดสยองเสียด้วย เธอบอกว่า ถ้ามัวแต่ดื้อแพ่งทิ้งไว้นาน ฟันคุดจะทำให้ฟันซี่อื่นประสบความวิบัติ บิดเบี้ยวไปด้วย โฮโฮ ฮือฮือ แล้วฟันซี่งามที่เหลือในปากกูจะสามารถรักษาแถวตรงไม่แตกทัพตลอด 2 อาทิตย์ระหว่างนี้ไหมเนี่ยย แต่เอาเถอะ เมื่อหมอยืนยันให้แน่ใจก็ไม่น่าเป็นไร

รอร๊อรอ เมื่อไหร่เราจะได้ผ่าฟันคุดเสียที แม้เมื่อก่อนจะกรี๊ดดกรีดร้องยืนกรานว่าจะไม่มีวันเอาฟันคุดออกไป เพราะมนุษย์เราต้องมีครบ 32 ซี่พอเหมาะไม่ขาดไม่หาย ชาตินี้ชีวิตนี้จะไม่ยอมมีฟัน 30 ซี่ 28 ซี่ก็กลายเป็นต้องเปลี่ยนใจ ตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย และยอมทิ้งส่วนน้อยเพื่อส่วนมาก ฉันใด มาตาปีย์ก็ควรจะตัดใจเอาฟันที่ไม่มีที่ให้อยู่ออกฉันใด

และแล้ว เวลาที่นัดไว้ก็มาถึง เพราะน้องชายตัวดีไปผ่าฟันออกตอนที่เกินจะเยียวยา ก็เลยต้องเจ็บตัวทรมานสังขารไปเป็นโข แล้วก็มาบ่นพร่ำครวญ อิฉันก็เลยแอบหวาดผวาอยู่คนเดียว ถึงขนาดที่ว่า โอ๊ะ สระผมก่อนไปด้วยก็น่าจะดี เผื่อกลับมาปวดฟันเดี้ยงเป็นไข้หัวก็ไม่เน่าไปด้วย พอไปถึงร้านหมอ แจ้งชื่อแล้ว ผู้ช่วยก็หยิบเอาสมุดเล่มเล็กข้างตัวมาพลิกดู แล้วพอเราทำตาสงสัยชำเลืองดู
เธอก็บอกว่า ขอดูคู่มือก่อน อ๊ะ อ๊า กรี๊ดดด แอบตะโกนกับตัวเองในใจ ขณะที่ปากฉันเอ่ยถามไปว่า อ้าว ต้องดูคู่มือด้วยเหรอคะ ไม่รู้ว่าเสียงกะหน้าออกอาการไปมากไหม แต่เธอก็บอกว่า ก็นาน ๆ ผ่าทีนี่คะ คราวนี้ ถ้าไม่อายหมอและพยาบาลจะวิ่งชิ่งออกจากร้านแล้ว ….

และก็ได้เวลา หมอเอาผ้าคลุมที่เจาะให้เหลือแต่ช่องปากมาคลุมหน้า แล้วก็เริ่มตั้งคำถาม
เคยฟันผุไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ
เคยถอนฟันไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ

พอหมอตั้งคำถาม ความสติแตกของอิฉันก็โผล่ขึ้นมาเป็นเงาตามคำถาม ก็ทำไมล่ะ ช่วงหลังห่างหายจากการมาหาร้านหมอฟันไปนานนี่นา ถึงเมื่อตอนเด็ก ๆ จะชอบ แต่ตอนนี้ มันก็ต่างออกไปล่ะ ถึงมีคำถามของคุณหมอก็ยิ่งกลัว แล้วก็เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า หรือเราจะกลัวมากเกินไป คิดไปคิดมา ก็เกิดปัญญา ผ้าที่ปิดหน้ามันทำให้หายใจไม่สะดวกนี่หว่า โล่งไปเปลาะนึง แล้วทีนี้ พอหมอฉีดยาชาก็เริ่มประสาทเสียขึ้นมาอีกวาระ เอ มีเด็กฉีดยาสลบแล้วไม่ฟื้น ถ้าฉันโดนยาชาแล้วสลบไป หมอจะรู้ไหมเนี่ยย หมอค้า หมอจะรู้ไหมค้าว่าหนูสลบไปแล้ว มีผ้าปิดหน้าหนูแบบนี้เนี่ยยย

หมอบอกว่า เจ็บนิดนะคะ เจ็บนิดนะคะ ตอนฉีดยาชา แล้วก็ตอนอื่น ๆ ทุกครั้ง ความเสร่อปอดก็บอกตัวเองในใจว่า หมอขา อย่าพูด อย่าบอกอะไรหนู อยากทำอะไรก็ทำไปเลยเถอะนะค้า ขณะที่กำลังกรีดกรี๊ดดในใจ หมอที่ออกแรงงัดฟันเราไปมา 2-3 ทีก็บอกว่าเสร็จแล้ว บ้วนปากได้ อ้าวสร็จแล้วเหรอ ยังไม่คุ้มกะที่หลงกลัวเลยนะคะ คุณหมอ

อ๊ะ เลือดออกมาเพียบ หมอให้กัดผ้าแล้วก็ปล่อยกลับบ้านมา โดยที่ไม่ลืมที่จะให้ฟันกลับบ้านมาด้วย ฟอฟันของอิฉันแสนสวยเป็นยิ่งนัก สมบูรณ์ขาวจั๊วะเป็นฟันชัดเจนไมมีส่วนใดแตกหักไป จะมีก็เพียงไม่มีบุญมีที่ว่างในปากให้คุณ ฟ. ฟันก็เท่านั้น แต่โห หมอขา ไม่คิดจะล้างเหรอคะ เลือดยังติด อยู่เลยนะ แล้วเพราะใส่ถุงยาไว้ไม่โดนอาการ เลือดที่ติดก็ไม่ยอมแห้งซะที

กลับมาบ้าน ดีที่ไม่มีใครอยู่ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร แล้วคุณน้องตัวดีก็กลับมา เราก็เลยออกไปหาอะไรกินกัน สั่งซุปมากิน แต่ก็ยังไม่อยากอ้าปากมากก็เลย เอาหลอดมาดูดซุป เก๋มากกก เกิดมาไม่เคยทำ ถ้าไม่ติดว่าเผลอจิ้มหลอดลงไปก้นถ้วยไม่ได้ ถ้าไม่กลัวปากพองก็คิดจะบรรจุเป็นวิธีการสากลของเดี๊ยนแล้วเชียววว

พอออกมาจากร้าน ไม่ไหวแล้วค่า อยากพูด ก็เลยพูด ๆๆ เม๊าท์ ๆๆ กะน้องชายต่อ เพื่อนน้องที่โทรมาตอนนั้น ถึงกับถามว่า พี่มิ้งไปผ่าฟันมาไม่ใช่เหรคครับ ทำไมพูดได้เป็นปกติจังเลยล่ะ แล้วก็เลยนึกได้ หยุดพูดดีกว่าเนอะเรา เลือดจะได้หยุด พอกลับมาบ้าน คนเต็มบ้านก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดอีก ทำไงดีหนอ เอางี้ก็แล้วกัน พอกหน้าไว้ๆๆ สักชั่วโมงคงลดการพูดไปได้บ้าง

ยาชาหมดฤทธิ์มานาน ก็เลยกินยาแก้ปวดกะแก้อักเสบตามไปกัน แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่า ไม่ปวดเลย ไม่เจ็บเลย เน้นคำว่าเลยยยนะ แต่ที่เป็นคือ แพ้ยาจนพะอืดพะอม ปวดหัว ไม่มีแรงแทน น่าอนาถดีแท้ วันต่อมาไปเดินชิดลมกับแม่ก็จริง แต่ทำได้แค่หิ้วถุงเดินตาม พอแม่หยุดดูของก็เร่ไปหาเก้าอี้ใกล้ตัวแล้วดิ่งลงไป เฮ้อๆๆๆๆ

อืมม จากการไปทำฟัน สรุปได้เลยว่า จินตนาการและความนึกคิดฆ่าคนได้พอ ๆ กับมีดดาบเลยหนอ คนเราหวาดกลัวสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เพราะการนึกตีความในด้านที่ร้ายน่ากลัวไปก่อนนั่นเอง ---
คราวนี้รู้สึกเขียนได้ฝืด ๆ ชอบกล เฮ้ออออ วิญญาณผีจริงจัง hell กรวด สิงใจเสียแล้วกระมัง









Wednesday, November 03, 2004

คืนที่นอนไม่หลับ

บางคืนก็นอนไม่หลับ
ถามตัวเองว่านานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่อยากเป็น
ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
หันย้อนมองดูตัวเองเราเคยมีความใฝ่ฝันมากมายเหลือเกิน
อยากต้านกระแส อยากทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป
หรือเป็นกบฏอย่างที่เราเคยเป็น

แต่แล้ว พอรู้ตัวอีกที
เรากลายเป็นอีกคนหนึ่งเป็นคนที่แม้แต่ตัวเราเองก็ไม่คิดว่าจะให้เราเป็น
เหมือนการเริ่มปั้นแจกันเราร่างแบบไว้แบบหนึ่งปั้นไปเรื่อย ๆ
เมื่อหันมามองผลงานของตนอีกครั้งงานของเราเปลี่ยนแบบไปโดยที่เราหาจุดย้อนกลับไปแบบเดิมไม่ได้
และเราได้แต่เสียใจกับสิ่งที่เปลี่ยนไป กับสิ่งที่เราไม่ได้เป็น

แต่อีกแง่หนึ่ง เราเติบโตเป็นสิ่งที่เราไม่ได้กำหนดไว้
หลับตาลง สูดลมหายใจลึก ๆ
บางที สิ่งที่เราเป็นอยู่ อาจจะดี หรือแม้แต่ดีมากกว่าสิ่งที่เราต้องการ
แต่นั่นแหละ เนื้อชิ้นโตที่คาบอยู่ในปากอาจทำให้เจ้าหมาลิงโลดได้ไม่เท่าเงาเนื้อที่อยู่ในน้ำฉันใดก็ฉันนั้น
เราไม่พอใจกับสิ่งที่อยู่ในมือ อยู่กับตัว
และสิ่งที่เราไม่เคยได้มา ย่อมน่าปรารถนา และดูสวยงาม น่ารื่นรมย์กว่าเสมอ

----------------

มาอ่านเจอที่ตัวเองเขียนไว้นานแล้ว ก็เลยมาโพสต์เล่น ๆ
ก็ไม่รู้ว่าคืนนี้ ปัจจุบันนี้นอนหลับจริง ๆ แล้วหรือยัง