Wednesday, December 29, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 4)

และแล้ว ผ่านไป 1 เดือนพอดีไม่ขาดไม่เกิน มาตาปีย์ก็ยังไม่จบแม้กระทั่งวันแรกขอการเดินทาง เฮ้ออ น่ารันทดจริงหนอ สำหรับท่านที่ลืมไปแล้ว เรากำลังเดินทางไปลอยกระทงที่เมืองตากและอยู่ที่ร้านข้างฟ่างข้าวเม่าเพื่อทางอาหารเย็นกัน

เอาล่ะ พยายามรวบลัดเลยดีกว่า เพราะนั่งรถมานาน ป้า ๆ ก็เลยสั่งยำมาเรียกความกระชุ่มกระชวยให้ชีวิตกันใหญ่ ชนิดที่ว่ามีเมนูยำ 10 อย่าง ป้า ๆ (และแม่ของหนู) ก็คงสั่งมา 5 อย่างได้ ที่จำได้แม่น มียำดอกขจร ยำผักหวาน ยำสามกรอบ พูดง่าย ๆ คือ ยำ ยำ และ ยำนั่นเอง แถมยังสั่งส้มตำผลไม้กันมาอีก ยำอะไรที่รสออกไปทางหวานก็จะมีไข่ดาวทอดกรอบหั่นโปะหน้า ชวนให้คิดถึงยำไข่ดาวกรอบฟูรสจัดจ้านที่บ้านยิ่งนัก นอกเหนือจากนั้นก็มีปลาน้ำเมยราดซีอิ๊ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะนุ่มลิ้นและสดหวานได้ขนาด นอกจากนั้นก็มีต้มโคล้งปลากรอบ และต้มยำกระดูกหมู เหตุที่ต้องสั่งน้ำแกงคล้าย ๆ กันแบบนี้ก็เพราะป้า 1 และป้า 2 เถียงกันไม่ลงตัว (ป้า 2 ไม่กินปลากรอบ และ/หรือปลาทุกประเภท ส่วนป้า 1 ชอบต้มโคล้งปลากรอบมาก แต่เบื่อหมู) กินไปเรื่อย ๆ ก็พบว่ากลายเป็นกล่องข้าวน้อยค่ะ คือสั่งมาก ๆ ด้วยความที่หิวจัดจนเกินพอดี แต่เอาเถอะ ความรับผิดชอบหรือความงกหรือทั้งอย่างอย่างผสมกันก็ไม่รู้ ทำให้จัดการได้หมด และก็มาถึงรายการขนมจนได้ ทำไมพวกนี้คุยกันไม่ลงตัวอีกแล้วละคะ แล้วของที่สั่งมาก็ขนาดบิ๊กซะ ทุกจาน กล้วยหอมทอดเอย กล้วยอบงาเอย โอ๊ยยย แต่เห็นว่าต้องกินอะไรก็เฮือกตายได้ แต่ดีที่ดิฉันไม่ได้อ้าปากส่งเสียงอะไรเหมือนตอนสั่งอาหาร ก็เลยรอดตัวนั่งจิบน้ำสตอเบอรี่ + ส้มปั่นไปได้ด้วยความสำราญใจ (อยู่คนเดียว 555)

ออกจากร้านได้ก็ตอนที่ป้าไปเดินกิ๊วก๊าวกิ๊บก๊าบร้านอีกรอบนั่นแหละ (จริง ๆ ก็กูด้วยนี่หว่า -_-‘’) แล้วคุณพี่คนขับก็พาพวกหนูหลงกระจายกระจุยอีกตามเคย เจอตำรวจบ้าง ลุงขายข้าวต้มบ้าง ถามทางแล้วมั่วไปเรื่อยย ในที่สุดก็ถึงโรงแรม

เย้ๆๆๆๆ แล้วเมื่อเข้าห้อง หนูก็เปิดทีวีเพราะไม่มีอะไรตามนิสัยเรื่อยเปื่อย ปรากฏว่าคุณโรงแรมรับสัญญาณดาวเทียมอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง จึงมีช่องพม่า ช่องอินเดีย ช่องอินโด และอื่น ๆ อีกมากมาย แล้วทีนี้ มาตาปีย์จะรอดหรือเจ้าคะ ด้วยความที่กระแดะจัดทำตัวอินเตอร์หรูหรา ก็เลยนั่งตาแป๋วดูช่องพม่าไปสักพักใหญ่

*****ขออนุญาตทำความเข้าใจว่าสำหรับอิฉัน ความเป็นอินเตอร์ไม่ได้หมายความว่าไปตามฝรั่งแต่อย่างเดียวนะเจ้าคะ แต่เป็นการที่เรียนรู้และพยายามทำความเข้าใจและรู้จักกับวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของคนชาติอื่นที่นอกเหนือจากชาติของตัวเอง สังกัปนี้จะเห็นได้ชัดเมื่อพอจารณาถึงคำว่า global village และ global people ***

(ปล . สังกัป = concept – พยายามให้ศัพท์โคตรเว่อร์ 555)

แต่สักพัก เกรงว่าความเป็นสากลของหนูจะทำงานไม่ถึงใจ เพราะดูไม่รู้เรื่องค่า โฮโฮ หน้าโง่ที่สุดที่ต้องสารภาพเช่นนี้ ก็เลยเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ก่อนที่จะติดแหง่กอยู่ที่ Star TV แล้วดู reality show “for love or money” ซึ่งขอสารภาพว่านั่งดูตาไม่กระพริบมาก ๆ นอกจากฉันจะติดพวก sitcom ทั้งหลายแล้ว พวกที่ติดลองลงมาก็คือ อีพวก reality show ประเภทตบตีแย่งของใช้เล่ห์กลตบจิกเนี่ยแหละ ไม่ว่าจะ survival/ amazing race/ etc อะไรก็ตามที่มีด้านมืดมิดจิตต่ำตกสุดเหวของมนุษย์มาเนี่ย ชอบบบบบบบบบ... แล้วอีนี่ก็เน้นด้านโลภงกเงินมากกว่าจะเป็นด้านโรแมนติค ซึ่งเทียบกะ Joe millionaire/ The bachelor มันจะเน้นโรแม้นนนนนน แบบอ๊ะ มาหาผัว มาแสวงหาความรัก love of my life แล้วก็ได้รางวัลติดมือกลับบ้านไปเป็นของแถม แต่อีนี่เป็นได้เงินแล้วอาจจะได้กิ๊บก๊าบกะหนุ่ม ๆ อีกนิด พอเป็นกระสาย แบบนี้ อิฉันก็ดูมันน่ะสิเจ้าคะ ทุกคนติดตบคิดอะไรเป็น Win-lose กันขนาด Strategic Thinking Strategic Action มากันกระจาย พวกเรียนทูต เจรจาน่าจะถูกบังคับให้ดูนะเนี่ย คิดแล้วทำ คำนวณแล้วพูดแบบเนี้ยย

--- แล้วเราก็นอน แล้วเราก็จบวันแรกแล้วค่า โฮโฮ ดีใจจังเลย

Sunday, December 05, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 3)

ตอนที่แล้วบอกว่าเป็นเวลาบ่ายสาม แต่กลับไปอ่านอีกทีอาจจะทำให้งงกันไปได้ จริง ๆ แล้ว หลับไปตอนบ่าย 3 และตื่นมาอีกทีก็เกือบ 5 โมงต่างหาก เรากำลังจะเข้าตาก ผ่านโค้งกี่ร้อยกี่พันโค้งจำไม่ได้ รู้แต่ว่านั่งข้างหลัง ไม่มีใครให้คุย น้อง ฟ ที่เลิ๊บก็นั่งข้างหน้าอยู่กับแม่ อันนี้ก็เป็นความเศร้าประการหนึ่ง ฟ ขายาวก็เลยมักจะขาติดถ้าต้องนั่งข้างหลัง และนั่นก็หมายความว่าหนูต้องแยกจากคู่หู่วัยใกล้กันไป โฮโฮโฮ สุดแสนจะเฮิร์ทในมายด์ฮาท ไม่มีอะไรทำอีกเช่นเดิม และรถก็วิ่ง ๆ โค้ง ๆ ไปมาช่วยเวียนหัว นอกจากมายด์ฮาทจะเฮิร์ท มายด์เฮดก็ยังอินเฮล ก็เลยกู หลับต่ออีกดีกว่า มิ้งกิก็หน้ากลิ้งเกลือก เถือก ๆ ไปกะหมอนต่อ นอนไม่หลับก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผ่านไปนานโขก็กลับได้ในที่สุด

ขอบอกว่าทริปนี้ช่างแตกต่างกับทริปพม่าเป็นที่สุด แม้จะนั่งรถไกลเป็นชาติข้ามทวีปเหมือนกัน แต่เพราะมีคนให้คุย อือ ... มีพี่ไกด์แสนดีสุดจะเดิ้นอยู่ด้วย เราก็เลยไม่เค๊ยไม่เคยหลับเลย ขึ้นรถก็เริ่มประกบไกด์ตั้งหน้าตั้งตาจิกดูดความรู้เกี่ยวกะประเทศพม่าและภาษาพม่าไปเรื่อย ๆ ชนิดที่ว่าอยู่อีก 2 อาทิตย์ก็คงพูดพม่าปร๋อ ก็ถาม ๆๆ จิก ๆๆ จนพี่แกนึกว่าเราเรียนภาษาศาสตร์ไม่ก็อักษรมาน่ะ คิดดู .... อ๊ะ นอกจากเล่านอกเรื่องไปเกี่ยวกับอาหาร หนูก็ยังนอกไปเรื่องพม่าอีก ไอ้เรื่องตากนี่จะกี่ตอนจบได้เนี่ย เขียนไปเรื่องพม่าก็เริ่มอยากเขียนเที่ยวพม่าอย่างเดียว (555 มีใครเดาได้ไหมคะ ว่าเพราะเหตุอันใด)

และการหลับก็สืบเนื่องไปถึงกับความโทรมของร่างกายด้วย นอกจากจะนอนน้อย โทรมสิ้นสภาพแล้วก็ยังเอาหน้าไปเถือกแถกับหมอนตลอดเวลา คุณพี่คิดว่าสิ่งที่โป๊ะไว้จะยังอยู่เหรอคะ เงยหัวขึ้นมาทีไรก็เหมือนกับเพิ่งลุกขึ้นมาจากที่นอกตลอดเวลา ทั้งแป้ง ทั้งที่ปัดแก้มไว้ บายบ๊ายบายไม่เคยอยู่ เฮ้อออ

เล่าอะไรมาวะเนี่ย แล้วอีกกี่สิบตอนจะจบล่ะ ตัดๆๆ เอาล่ะ ข้ามมา เราเข้าตากมาแล้ว คุณพี่คนขับก็พาเราหลง พอบอกให้จอดรถถามทางก็ไม่ยอม และแล้ว คุณป้าที่นั่งหน้าก็ทนไม่ได้ ต้องเปิดกระจกถามทางเอง หลง ๆ มั่ว ๆ ในที่สุด เราก็มาถึงร้านอาหารเย็นที่หมายได้ ร้านข้างฟ่างข้าวเม่านี้ คนที่ตามข่าว ครม. สัญจรที่ตาก คงจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง เป็นร้านที่บรรยากาศน่ารักมาก ๆ เพราะว่าปลูกต้นไม้ไว้เยอะจนให้สภาพอารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในป่า และบึงน้ำกว้างนอกจากจะมีน้ำพุแล้วก็ยังปลูกบัว Victoria ไว้ด้วย อลังจริง ๆ

ความรู้มาจากหนังสือและการอ่าน พี่สาวที่แสนดีก็เลยรีบบอกน้องรักที่เดินอยู่ด้วยกันว่าบัวเนี่ย ถ้าโตเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางจะประมาณ 2 เมตร และก็ให้เด็ก ๆ ลงไปนั่งได้ สงสัยว่าจะหลอกหน้าตายเธอมาตลอดชีวิตไปหน่อย พูดยังไงอี ฟ ก็ไม่ยอมเชื่อขึ้นมา ทำไมเนี่ย เรื่องที่ไม่ควรเชื่อก็ดันเชื่อ แล้วทีพูดความจริงดันหาว่าหลอก อิฉันเลี้ยงน้องอิฉันมาอย่างไรเนี่ยย หลังจากน้องรักยอมเชื่อ เราก็เดินเริงร่าไปดูเป็ด (หรือห่านก็ไม่รู้) หลับอยู่บนคบไม้กันต่อ รื่งเริงทัศนาจรในป่ากันจริ๊ง ๆ สองชีวิต แล้วพอรู้ตัวอีกทีก็เกิด quest เดินหาแม่ ๆ ป้า ๆ กันต่อ เนื่องจากว่าต่างคนต่างเดินสำรวจร้านอย่างสบายใจ แล้วกกระจัดกระจายกันไปคนละทาง พอรวมกันครบแล้วก็เกิดปัญหากันอีก ป้าคนนี้อยากนั่งข้างในเพราะอยากหลบน้ำค้างและอากาศเย็น ลุงอีกคนอยากนั่งริมบึง และแม่ก็อยากนั่งที่สว่าง ๆ และในที่สุด ฝันของเด็กเสิร์ฟอาหารก็เป็นจริง เมื่อคณะเดินทางเรื่องมากหาโต๊ะนั่งได้ในที่สุด

--- พรุ่งนี้มาต่อเรื่องอาหารในร้านค่าว่าแต่ว่าเมื่อไหร่มันจะจบวันแรกสักทีวะ จะขึ้นตอนที่ 4 แล้วนะ

Poem of Sadness: สติแตกขณะทำรายงาน (Rerun)

ช่วยด้วยยยยยยย
เขียนรายงานไม่ได้โว๊ยยยยยยยย
เครียด เครียด เครียด

ฮือฮือ รายงานภาษาไทยก็ปั่นกันจนเป็นบ้าไปแล้ว นี่ดันเป็นภาษาอังกฤษอีก

อยากร้องไห้ออกมาเป็นฝรั่ง academic จะได้มาช่วยฉันทำงาน
นั่งร้องไห้ทั้งเช้า ทั้งเย็น
มีฝรั่งมาหลายผลหลายคนมาช่วยปั่นงาน
ร้อง ร้อง ร้อง ร้องกันเข้าไป
ฝรั่งจะได้ออกมาทำงาน
ทำงาน ทำงาน ทำงาน
สนุกสนานกะการร้องไห้
ร้องไห้จนแทบขาดใจ
แต่ว่าไม่ต้องทำงานเอง
ครื้นเครง ครื้งเครงน่าดู
ฝรั่งจ๋า มิ้งจะนั่งร้องไห้
ฝรั่งอ่านไปพิมพ์ไปนะจ๊ะ
5000 คำ ก็แค่ 10 หน้า
นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ
ยิ่งถ้ามิ้งร้องไห้ ร้องไห้
กลั่นฝรั่งออกมาได้
มากกว่าหนึ่ง
แบ่งกันก็ไม่ถึง 10 หน้า
ล้า ล้า ลา
คิดแล้วมีความสุข
ล่องลอย ล่องลอย
------
ไม่รู้เหมือนกันว่าออกมาได้ยังไง
เครียดจนเป็นบ้าไปแล้วว

กุมภา 46

รายงานชีวิต พ.ค. 46: กลับไป Warwick หลัง Summer Break (Rerun)

เมื่อคืนทำงานเสร็จประมาณตี 3 กว่า แล้วก็ตรวจเชคความเรียบร้อยอยู่หลายรอบ (ประกอบกับสภาพสมองเบลอทำให้ทำได้ช้ามาก ตก ๆ หล่นๆ อยู่เป็นนาน ทำไปตัวก็เป็นจิงโจ้ไป ตัวลอยดึ๋งๆๆ เพราะเมาเวลา jet lag กระจุย ขนาดนอนไปบ้างนะเนี่ยย) มารู้ตัวอีกที ก็ประมาณตี 4 เกือบตี 5 ตอนแรกว่าจะอยู่จนได้เวลาส่งงาน แต่เพราะไม่มีอะไรก็เลยนอนดีกว่า ตื่นมาอีกที ก็เดินไปส่งงาน เป็นครั้งแรกที่อยู่นี่ แล้วไปส่งงานเร็วก่อนเวลานะนี่ มีความสุขมาก เดินไปเคี้ยวทาโร่ไป แล้วที่อนาถมากก็คือ มันตกหล่นตามทางเป็นระยะ ๆ (2-3 เส้น อันที่จริง) ใครอยากรู้ว่าดิฉันไปไหน ก็คงสามรถตามรอยทาโร่ไปได้ โอ เดินไปเรื่อยเฉื่อย ฟ้าสีคราม อากาศก็เริ่มอุ่นแล้ว แดดออกอีกต่างหาก ต้นไม้ใบหญ้าก็เริ่มผลิดดอกออกไป แตกต่างจากตอนกลับไปเป็นที่สุด คิดดู ห่างหายจากที่นี่ไป 2 เดือน กลับมาอีกที ส่วนที่เคยเป็นต้นไม้สีน้ำตาลบ้าง เทาบ้างเพราะหน้าหนาวก็เปลี่ยนเป็นเขียว เขี๊ยว เขียว ประกอบกันกับหายไปนาน เดินไป ก็แอบงงงไปว่า อ๊ะ กู หลงทางรึเปล่า เขียวมากจนจำไม่ได้ อนาถดีแท้ สิ่งแรกที่ทำหลังเอากระเป๋าเข้าห้องก็คือ ไปเอาใบปะหน้ารายงานที่เลขาภาคกะไหน ๆ ก็ไหน ๆ คืนหนังสือแล้วเดินไปเทสโก้ดีกว่า ความห่วงกินมันมีสูง แบบ อ๊ะ ถ้าตอนกลางคืนต้องทำงานแล้วหิวขึ้นมาจะทำอย่างไร เป็น major concern ที่จิตใต้สำนึกบงการออกมา ก็เลยไปซื้อพวกอาหารสำเร็จรูปมาเล็กน้อย ความที่คึกจัด ทั้งยกกระเป๋าขึ้นมาชั้น 4 กะการเดินไปเทสโก้ที่อยู่ห่างไป 20 นาที (ตามความเร็วของมิ้ง ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะมากกว่านี้ – อันนี้ไม่ได้ยกหาง มีคนบอกมา) รวมไปกลับเฉพาะเดินก็ 40 นาที ทำให้กลับมาหมดสภาพอย่างแรง แต่บ่วงรายงานทำให้ต้องอาบน้ำแล้วมาทำงานต่อ โออ อนิจจาชีวิต เฮ้อออ (คิดดู ยังไม่ได้ unpack กระเป๋าเลยนะ แค่หยิบมาแค่ของที่จะใช้น่ะ!!)

จริงๆ จะเขียนให้ขำขัน เป็นภาษากระเทยกัดจิกมากกว่านี้ แต่สงสัยว่าจะยังเหนื่อยอยู่มาก เลยทำให้ปากร้ายไม่ค่อยออก มาอ่านดูอีกที กลายเป็นไดอารี่ชอบกล ไม่เด็ดเลย รองวดหน้าหลังชาร์ตแบตนะคะ เจอกันค่ะ

มิ้ง

งานสัปดาห์หนังสือ เมษา'48 (Rerun)

กลับมาอีกครั้งตามคำเรียกร้อง (ของใครก็ไม่รู้ – จริง ๆ อาจะไม่มี แต่เพื่อให้ฟังดูเก๋)

วันนี้ว่าง ว่างมากกก นายก็ไม่มา งานก็ไม่มี และอิฉันก็คาดการณ์ได้ว่า จะเป็นเช่นนี้ จะเอาหนังสือมาอ่าน เตรียมไว้แล้วก็ดันลืมไว้หน้าบ้าน โฮโฮ อุตส่าห์คาดไว้อย่างแสนสุขว่ากว่าจะหมดวัน เราก็หมดเล่มแน่ แล้วเป็นไง มานั่งเอ๋อ ๆ ประจำโต๊ะ แสนเศร้า

เมื่อวานไปงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ศูนย์สิริกิติ์มา คนเยอะมาก ๆๆๆๆๆ แค่เดินแหวกคนไปแต่ละซุ้ม พลังชีวิตก็แทบจะถูกสูบออกจนหมดแล้ว ไม่ต้องพูดถึงการเลือกหนังสือเลย เดินวนไปมาสักพักใหญ่ก็เกือบจะกรีดร้องว่าไฟไหม้ แบบ ฮ่าฮ่า วิ่งกรีดหนีไปไปนอกตึกให้หมด ฉันจะได้เลือกหนังสือสบาย ๆ ไม่ต้องลุยคน แต่หิริโอตัปปะในใจมีมากเพียงพอจนยับยั้งไม่ให้ก่อเหตุได้ ก็นับว่าพ่อแม่ได้เลี้ยงดูหนูมาดีในระดับหนึ่ง (ถึงแม้จะไม่ใช่ในขั้นที่พอจะยับยั้บใจไม่ให้วีนเงียบได้ตามที -_-‘’) อยากจะบอกว่าปีนี้ดูหนังสืออย่างสุขุมอย่างไรชอบกล เพราะทุกปีจะซื้อแหลก ไม่บังยะบันยัง แล้วก็ไปเรียงเป็นระเบียบงดงามอยู่บนชั้นหนังสือเฉย ๆ (หรือว่าเวลาซื้อหนังสือริทำตัวอคาเดมิควิชาการจัดเกาะกระโหลกก็ไม่รู้ ทำให้เป็นหนังสือที่ต้องเกาะกระได แล้วต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ไปอ่านต่อทุกปี ทำให้บางเล่มไม่เคยอ่านจบ หรือแม้กระทั่งได้อ่านเลย เหนื่อยเกิน) ปีนี้ก็เลยเป็นประเภท ซื้อมาเฉพาะที่ชัวร์ ๆ ไว้ก่อนว่าได้อ่านแน่ หนังสือหลายเล่มซื้องวดที่แล้ว งวดนี้ก็ยังมาขายอยู่ ดังนั้น ประเภทที่ 2 ที่จะไม่ทำก็คือ ซื้อดะ ยุทธศาสตร์การจัดการเหล่านี้ให้ผลดีมาก คือ เงินทองไม่โบยบินจากไปมาก คิดในแง่เศรษฐศาสตร์ก็คือ น่าจะได้คะแนนดีในเรื่องการดู-ซื้อของที่ให้อรรถประโยชน์สูงสุด (maximum utility) เป็นเกณฑ์

เออใช่ ๆ วันศุกร์ไปงาน (ไม่ต้องห่วงต้องไปหลายวัน แม่ต้องไปแจกลายเซ็นด้วยไง เพื่อค่าขนมของหนู ก็ต้องไปกะแม่ด้วย เจ๊ต้องการ mental supporter 555) เจอคุณพลอย จริยะเวชด้วย ก็เลยรีบซื้อหนังสือให้เซ็น กรี๊ดๆๆๆ หนูชอบคุณพลอย!!! ยุทธวิธีเอานักเขียนและลายเซ็นมาล่อให้ซื้อเนี่ย ได้ผลทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ หนอ ว่าแล้วก็รีบเร่งให้แม่ไปงานมากขึ้น บ่อยขึ้น นานขึ้น ค่าขนมของหนูนี่คะ

ไปแล้วดีกว่า หมดมุขแล้ว
มิ้ง

ผลการมีตติ้งเมษายน 2547 ที่ร้านสะอาดของคณะศึก (Rerun)

ขอสรุปผลการมีตติ้งประจำเดือนเมษายน 2547 ที่ร้านสะอาดนะคะ

อาหารอร่อย และที่สำคัญ ถูก แต่บรรยากาศร้านที่ค่อนข้างเสียงดัง ทำให้หนักไปทางนั่งกิน และมัวเมากับการสั่งอาหารในเมนูไปทีละอย่าง ๆ ก็แหม มาอย่างนิดอย่างละหน่อย มีตั้ง 8 คน ในโต๊ะจิ้มคำ 2 คำก็หมดแล้ว เกาเหลา 10 บาท มีลูกชิ้น 4 ลูก แบบนี้เป็นต้น พค ถึงกับเปรยมาหลายครั้งหลายคราว่าต้องกินกันกี่จานถึงจะอิ่ม ผมสั่งเสต็คหมู เสต็คไก่ เสต็คไส้กรอกมา 3 จาน แล้วคงต้องมีข้าวสวยสักกะละมังมาช่วยไม่งั้นก็คงอยู่ท้อง ถามน้องปั๊บดูอีกคนก็ได้ ขนาดนั่งเล็มขนมปังและข้าวเกรียบทุก ๆ จานที่ทำได้ (แม้กระทั่งจานหลักของ พส !) ก็ยังไปไม่ถึงไหน นี่ขนาด พต ไม่มานะเนี่ย ไม่งั้นได้กินครบทุกอย่างในเมนูจริง ๆ เมนูที่ได้รับความนิยมเห็นจะเป็นข้าวเกรียบจิ้มน้ำพริกเผา เพราะสั่งแล้วสั่งเล่า พอ ๆ กับแฮมสด/ หมูยอบีบมะนาว ที่ดูกินเท่าไหร่ก็ไม่เต็มท้อง จนต้องสั่งใหม่อยู่เนือง ๆ ท่าทางร้านนี้จะได้เงินโขจากคณะศึก ฯ เป็นแน่ เมนูขนมก็น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกันไป นอกจากนี้ ไอติมปั่นโค๊กและสไปรท์เรียกเสียงฮือฮาจากทุกคนจริง ๆ แต่น่าเสียดายที่ไม่มีไอติมไข่แข็งให้ พจ ไปหาเอาแถว ๆ พัทยาก็แล้วกันนะเจ๊นะ งานนี้ปลอดเครื่องดื่มมึนเมาจริง ๆ ทั้งที่อาหารหลายอย่างเป็นของแกล้มเหล้ามาก ช็อคเหล้าของคนแถวพัทยาก็ยังไม่สามารถจุดประกายอะไรขึ้นมาได้ สงสัยงวดหน้าต้องย้ายไปมต แถว ๆ ลาว จะได้มีสุราดับจิตมาชูโรง เอ้า คนแถว ๆ นั้น เตรียมตัวดี ๆ

ที่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าก็คือ ความโหดของเจ้าของร้าน อาเฮียทำให้ทุกคนนั่งตัวแข็งเกร็งค้างไม่กล้าจะสั่งแม้แต่น้ำแข็ง แล้ว มม ที่แนะนำร้านก็ไม่ได้ปริปากบอกใคร แถมยังมาสายยยยยยให้ลูกทัวร์เผอิญชะตากรรมตามลำพังกันอีก กว่าป้าจะออกจากบ้าน ทุกคนในโต๊ะก็ได้สัมผัสกับความน่ายำเกรงเลื่อมใสของอาเฮียไปโดยถ้วนหน้าแล้ว การสั่งอาหารที่ขืนช้าก็ไม่ทันได้แม้กระทั่งอ้าปาก ก็ทำให้พวกเรามีชีวิตอยู่ท่ามกลางความตื่นตัว ได้เตรียมพร้อมเสมอเหมือนอยู่ในสงครามเวียดนามผสมกับสถานการณ์ภาคใต้ ไม่ลองไม่รู้จริง ๆ ถาม มป ดูก็รู้ ได้แต่มองตามหลังพนักงานตาปริบ ๆ กว่าจะได้ฤกษ์สั่งเสต็คหมูก็ต้องตั้งสตินานเอาการอยู่

อย่างไรก็ตาม แม้ร้านจะโหด และร้อนนนนนนนน แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางความหวานชื่นของคู่รักที่มาด้วยกันได้ คิดหรือว่าไม่เห็นคนที่ใส่เสื้อคู่คุณทองแดงกันมา กิ๊บ ๆๆ แอบหวีดกันเป็นระยะท่างกลางเสียงตวาดวีนของอาเฮียเจ้าของร้าน เสียงโหวกเหวกของพนักงาน และความวุ่นวายของร้าน ทำให้บ่างและแกะที่กลายเป็นบ่างถึงกับเก็บมือเก็บไม้กันไม่ถูก ชื่นมื่นจนเหมือนมีแอร์มาช่วยลดความร้อนในร้าน คิกคิก

ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระการประชุมหลังจากนอกเรื่องไปนาน เอ่อ สำนักข่าวแกะอยากจะบอกว่าเก็บสาระจริง ๆ ไม่ค่อยได้เลย มีการพูดเรื่องรีไรท์ นิยายเก่าและนิยายใหม่หลายเรื่อง แต่ทั้งหมด ถูกคำว่า เปลี่ยนเรื่อง ๆๆ กลบ การมีตติ้งก็เลยเป็นการอีทติ้งสมบูรณ์แบบชนิดที่เรียกว่าหมดเวลาไปกับการใส่ใจเมนูและอาหารที่จะใส่ รวมถึงการดักจิกพนักงานมาสั่งอาหาร

สำหรับข้อเสนอแนะการประชุมครั้งต่อไป ชัดเจนที่สุด อยู่ที่การเลือกร้านที่คณะประชุมจะใส่ใจกับเนื้อหาการประชุมได้มากขึ้น นอกเหนือจากการเลือกเมนู ร้านเงียบ ๆ ได้จะดีมาก แต่ขอให้คงความอร่อยเช่นนี้ไป นอกจากนี้ มีรีเควสจากแกะขอร้านที่มีแอร์จะเป็นพระคุณมาก แกะที่กลายเป็นบ่างและบ่างอิจฉาตาร้อนคู่รักจนขอบตาร้อนผ่าว แถมยังเขินแทนจนหน้าร้อนเห่อ ขอแอร์มาช่วยดับได้ก็จะดีมาก อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของเวลา มากันตรงเวลาหน่อยนะจ๊ะ

จึงขอสรุปผลการมีตติ้งประจำเดือนเมษายน 2547 แต่เพียงเท่านี้

มือถือหาย กุมภา 48 (Rerun)

สวัสดีค่า

มีข่าวแสนเศร้า (ของหนูคนเดียว) ว่าได้ทำมือถือหายไปแล้ว โฮโฮ เกิดขึ้นเพราะความโง่ลืมมือถือไว้ในห้องน้ำเมื่อวาน โฮโฮ แล้วที่นี้ ความหวังที่จะได้คืนก็แสนจะริบหรี่ โอ กะลังสวมบทเป็นป้า Mariah โหยหวนคร่ำครวญว่า I still believe อยู่ ทำป้ายประกาศไปแปะ ก็ไม่รู้ว่าจะได้คืนไหม แต่เนอะ มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่ไหมคะ better than never ลองหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร โฮโฮ หนูทำความผิดอะไรไว้แต่ปางไหน เงินเดือนก็น้อย ๆ อยู่ ซื้อใหม่ไม่กินแกลบกินรำไปทั้งเดือนเหรอ โฮโฮโฮ

อ๊ะ นอกเรื่อง สติหลุดไปไกล คือจะบอกว่า คนที่เอาไป ได้กรุณาช่วยปิดมือถือให้แล้ว (ตามสูตร) ดังนั้น ถ้าโทรเข้ามือถือแล้วไม่เปิด ก็ช่วยทำความเข้าใจสักนิดว่าไม่ใช่หนู หนูไม่ได้ปิด หนูไม่เคยปิด กรี๊ดดดดๆๆๆ (paranoid ไปอีกแล้ว อนิจจา) อีกเรื่องนึงก็คือ ไม่มีเบอร์ใครเหลือแล้ว ช่วยสงเคราะห์ลูกนกลูกกาเมลเบอร์มาให้หนูเถิด จะเป็นพระคุณมาก

ทั้งนี้ เริ่มมีอาการจิตหลอนประกอบ วันนี้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ใครดังไม่ได้เลย จะเกิดอาการจิตตกว่า โฮโฮ มือถือหนู ไม่ก็หลงคิดว่าเป็นมือถือของตัวเองทุกที อนาถมาก แต่เนอะ คิดในแง่ดี ก็หายไปเฉย ๆ พลาดเคราะห์ ฟาดเคราะห์ไป ไม่ถือฟาดหัวเอามือถือ แล้วไปตายแง๊บๆๆ ที่โรงบาลเป็นข่าวไทยรัฐหน้าหนึ่งก็บุญโขแล้วเนอะ ดังไปทั่งประเทศแบบแปลก ๆ ไม่ดีอย่างยิ่ง

สุดท้ายนี้ ขอบุญกุศลที่ได้ทำมาแล้วด้วยดี ส่งผลให้ดิฉันได้โทรศัพท์คืนด้วยเทอด สาธุ
หนูจะเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ ใสซื่อ ไม่กัดจิก ไม่วีน โฮโฮ

มิ้ง (คุณแกะ)

ปล หนึ่ง. สรุปใจความสำคัญของจดหมายนี้คือ โทรศัพท์ได้หายไปแล้ว ขอเบอร์คุณ ๆ มาที

สอง. หลังอ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว โปรดช่วยกันส่งจิตอธิษฐานให้หนูได้โทรศัพท์คืน อานิสงค์ที่ท่านได้รับจะทำให้เงินทองไหลมาเทมา กิจการมั่งมี ครองรักหวานชื่น ภายใน 3 วัน 7 วัน ตัวอย่างเช่น อดีตประธานาธิบดีอิรัก ซัดดัม ฮุสเซนเคยปฏิเสธให้ความช่วยเหลือคุณมาตาปีย์ จึงมีอันต้องตกจากบัลลังค์ หนีหัวซุกหัวซุน หรืออย่าง จอร์จ บ๊อบ และมาร์ธา เมื่อเคยช่วยถือของให้ดิฉัน ก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะพรีเซนเตอร์และโฆษกสินค้าทีวีมีเดียหลายตัว ได้รับทั้งชื่อเสียง และเงินทอง

สาม. ปล. 2 เชื่อไม่ได้

งานสัปดาห์หนังสือ ปี 46 (Rerun)

เนี่ย มีเรื่องรันทดชีวิตจะเล่าให้ฟังล่ะ เมื่อวานไปงานสัปดาห์หนังสือมา แล้วมันมีบู้ทที่ขายหนังสือ grammar อังกฤษ โฆษณาหนังสือด้วยการให้ทำคำถามง่ายๆ 8 ข้อ แล้วมันก็ชอบว่าถ้าถูก 6 ข้อจะได้ของ ด้วยความที่งก และ อยากโชว์ power ใจจะขาด ดิฉันก็ขอแจ๋นแด๋นไปกะเค้าด้วย คือกะว่ากูถูกหมดแน่ แต่ปรากฏว่าด้วยความอยากอวดทำให้รีบทำมาก รีบทำเกินไป โฮโฮโฮ ผิดกระจุย ชนิดความอีโก้ทั้งหลายลากลับบ้านไปเลย จากนั้นก็เป็นการเดินอยู่ในศูนย์หนังสือ เอ๊ย ศูนย์สิริกิติ์ด้วยความเซ็งแกนอย่างรุนแรง ที่เศร้าจัดก็คือว่ามันเป็นบู้ทแรก ๆ ที่เข้าไป ก็ไม่ต้องให้บอกนะการเดินอยู่แถวนั้นเมื่อวานเป็นความแกนขนาดไหน

ที่เศร้ากว่านั้นก็คือ โฮโฮโฮ ยังไม่ได้อ่านหนังสือ หรือทำรายงานอย่างจริงจังเลย ตอนอยู่โน้น เป็นชนิดตื่นมาอาบน้ำ กินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน พักกินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน พักกินข้าว อ่านหนังสือ-ทำรายงาน อาบน้ำ อ่านหนังสือ-ทำรายงาน นอน เป็นวงจรชีวิตเช่นนี้เรื่อยไป ตอนนี้มันทำไม่ได้ค่ะ กลายเป็น อาบน้ำ กินข้าว เล่นเนท - แชต พักกินข้าว อ่านการ์ตูน พักกินข้าว เม๊าท์กะเพื่อน อาบน้ำ อ่านการ์ตูน นอน อะไรเทือกนี้แล้ว โฮโฮโฮ พระเจ้าขา เท่าที่จำได้หนูก็เป็นเด็กดีนะคะ ช่วยส่งผลให้หนูขยันสุดใจได้ไหมคะ ตอนนี้อ่านมานานเป็นแรมอาทิตย์ยังไม่จบเล่มเลย หนูไม่อยากเฮือกก่อนส่งอีกนี่นา once and never น้าาาาาาาา ช่วยหนูด้วย

อือ นี่ก็คือความเป็นไปในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ไปแล้วดีกว่า ดิฉันจะกลับตัวกลับใจสังคมให้อภัย มุ่งสู่หนทางแห่งการศึกษา (ซะที) แร้นนนน เจอกันน้า อย่าลืมทำงานถ้ามีงานต้องทำนะจ๊ะ
มิ้ง

Negaholics: 2 (Rerun)

- ทำซ้ำไปมา (Pattern Repeater) ติดอยู่ในวงจรที่หาทางออกไม่เจอ อยากทำสิ่งที่แปลกใหม่/ เปลี่ยนแปลงไป แต่พอรู้ตัวก็กลับไปทำอย่างเดิมแล้ว เป็นการกระทำที่ค้านกันสิ่งที่ตัวเองต้องการ หรือบางครั้งก็ทำไปเพราะความเคยชินโดยอัตโนมัติ ทำต่างกับที่คิด/ ตั้งใจโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร

- ไม่เคยตั้งมาตรฐานให้ตัวเอง (Never-Measure-Up) กลุ่มนี้มักคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ และมีเหตุผลบอกตัวเองร้อยแปด จึงทำอะไรไม่ได้ดีจริง ๆ

3. จิตตกทางด้านจิตใจ (Mental Negaholics) ดูยากและลึกลับเพราะเป็นเรื่องความคิด คือรู้สึกเศร้า หดหู่ (อาจจะไม่รู้ตัว) โดยที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจสาเหตุ พวกนี้จะเปลี่ยนความคิดด้านลบเป็นการกระทำ/ พฤติกรรมด้านลบ และมักจะยึดติดกับการทำร้าย/ กล่าวโทษตัวเอง/ ไม่ยอมปล่อยวาง

- ตำหนิตลอดเวลา (Constant Critic) ดูสิ่งที่ตัวเองทำและติเตียนตนเองตลอด เช่น “ไม่น่าแบบนั้น” “ทำไมไม่ทำแบบนี้” “ทำเสียเรื่องอีกแล้ว” เป็นต้น จึงรู้สึกแย่ตลอดเวลา เพราะเกิดสม่ำเสมอ จะรู้สึกว่าตัวเองแย่/ ทำอะไรไม่ได้ กลุ่มนี้มักจะมีสาเหตุการกระทำจากภายนอกมาเป็นส่วนเสริม เช่น การเลิกกับแฟน การพลาดสัญญาธุรกิจ

- พวกแข่งขันเปรียบเทียบ (Comparing Contestant) เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นทุกเวลาและกับทุกสิ่ง และมักเป็นการเปรียบเทียบกับคนที่ดีว่า ทำให้ชีวิตเป็นการแข่งขัน เพราะอยากให้คนอื่นชื่นชมตัวเอง/ อยากได้สิ่งที่ดีที่สุด

- เสียใจกับอดีต (Retroactive Fault Finder) เสียใจกับสิ่งที่ตนเองทำในอดีต ประเภท ไม่น่าเลย ถ้าทำแบบนั้นก็คงดี พวก “ถ้า...” ชีวิตจะเต็มไปด้วยความเศร้าหมองเพราะรู้สึกว่ามีสิ่งที่ดีกว่าให้เลือกปฏิบัติ และตัวเองไม่ได้เลือกสิ่งนั้นไป

- เลิกล้มง่าย ๆ (Premature Invalidator) ล้มเลิกก่อนทำ/ ก่อนทำสำเร็จ เพระกลัวความผิดพลาด/ ความล้มเหลวที่ตัวเองจะได้รับ ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง

4. จิตตกผ่านทางคำพูด (Verbal Negaholics) พวกนี้อยู่ด้วยได้ไม่ได้ เพราะทำให้เราอารมณ์เสีย หรือแม้แต่จิตตกตาม พวกนี้มองเฉพาะสิ่ง/ สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก ถ้าไม่หนักแน่นพอ อยู่ด้วยแล้ว จะหดหู่ตาม เมื่อมีสิ่งเล็กน้อยผิดพลาดก็ไม่รีรอที่จะบ่น (เห็นได้ชัดว่าพวกที่มองโลกในแง่ดี รื่นรมย์มีวิธีรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝันต่างออกไป พวกรื่นเริงจะใช้การสื่อสารเพื่อบอกสิ่งที่ตนเองต้องการ แล้วหาทางทำให้เกิดได้ เกิดผลลัพธ์เชิงบวกมากกว่าจะมานั่งบ่น) โดยย่อ กลุ่มนี้ เป็นพวกที่มองว่าน้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว แทนที่จะมองว่า น้ำยังเหลืออีกครึ่งแก้ว เป็นกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงลำบากที่สุด

- ติดกับ (Beartrapper) กลุ่มนี้ร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ก็มองว่าคนอื่นทำได้ไม่ดี มองว่าคนที่มาช่วยทำไม่ได้/ ไม่เข้าใจตัว เป็นพวกที่คนอื่นมาช่วยก็ปัดความช่วยเหลือนั้น แล้วก็มาบ่นต่อ เป็นหลุมดักคนมาช่วย แม้เต็มใจมาช่วย แต่พอสักพักก็ทำให้คนมาช่วยนั้นรู้สึกอับจนตามไปด้วย เช่น ข้อเสนอเพื่อช่วยหาทางออกทุกอย่างถูกปฏิเสธหมด พวกนี้ขอความช่วยเหลือ แต่ก็ไม่คิดหาทางแก้จริงจัง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะ มองว่าปัญหาที่ตัวมีหนักหนาเกินจะแก้

- บ่นแหลก (Constant Complainer) มองโลกในแง่ร้าย และปฏิเสธทุกอย่าง อันนั้นไม่ดี อันนี้ไม่ใช่ พอคนที่เข้ามาสัมผัสกับความคิดด้านลบสุดขั้ว ก็จะหนีหายไปหมด โดยที่กลุ่มนี้ก็จะไม่เห็นว่าทัศนคติของตนผิดเพี้ยนไป เกิดเป็นความเชื่อว่าชีวิตเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว (โหดร้ายเป็นเรื่องปกติ) และไม่เคยมองโลกรื่นรมย์

- กระต่ายตื่นตูม (Herald of Disaster) เป็นพวกตื่นตูม และหวาดกลัวทุกอย่าง มองว่าโลกนี้แย่แล้ว สิ่งเลวร้ายกำลังจะเกิด อาจมองถึงขั้นโลกานาศเลย

- หมดหวัง (The Gloom and Doomer) เหมือนกลุ่มกระต่าย แต่มองว่าไม่มีทางแก้ไขใด ๆ ปฎิกิริยาจึงเป็นไปในทำนองเนือย ไม่มีการโต้ตอบหาทางออกใด ๆ เฉยชา หมดสิ้นทุกอย่าง

**** จะรู้สึกตัวหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อจิตตกก็จะมีแนวโน้มพฤติกรรมไปในทางทำลายล้าง/ บ่อนทำลาย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าคน ๆ หนึ่งจะเป็นไปได้หลายอย่าง ตามรูปแบบสถานการณ์และช่วงเวลา (ดูจากมิ้งเอง) วันนี้ขอสรุปแค่นี้ก่อนนะคะ สาเหตุ และวิธีแก้จะตามมาภายหลังนะคะ ขอบคุณค่ะมิ้ง

Negaholics: 1 (Rerun)

สวัสดีค่ะ
หลังจากไร้สาระกับมิ้งมาหลายเพลา สงกรานต์ที่มาถึงย่อมเป็นนิมิตหมายอันดีในการที่จะเริ่มเปลี่ยนแปลง ครานี้เราจึงมาพบกับมีสาระมากกับมิ้งกัน ศุกร์ที่แล้วไปเจอหนังสือชื่อ Negaholics: How to Overcome Negativity and Turn Your Life Around ของ Cherid Carter-Scott แล้วเหมือนจะดี จึงขออนุญาตส่งต่อมา ณ ที่นี่นะคะ และเนื่องจากเป็นการแปลแบบสรุปย่อ จึงขอแบ่งเป็นบท ๆ เป็นครั้งคราวทีละบทนะคะ พอแปลไปสักพักก็เริ่มออกภาษามิ้ง (เห็นได้บ้างในช่วงใกล้ ๆ จบ) จึงรบกวนถามว่า ควรจะแปลเป็นภาษาทางการหรือภาษามิ้งดีคะ ขอบคุณค่ะมิ้ง (มีสาระซะที)

---------------------------------

ขอแปล Negaholics เป็นไทยให้เห็นภาพง่าย ๆ ว่าพวกจิตตก ก็แล้วกันนะคะ

หนังสือบอกว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะเรามี 2 ส่วนที่จะตีกันไปมาในตัวเรานั่นคือ ส่วนที่คิดว่าเราทำได้ (I can) และเราทำไม่ได้ (I can’t) ซึ่งส่วนหลังทำให้ไม่กล้าแสดงออก/ คิดหรือทำนอกกรอบ อยากแค่ play safe ปลอดภัยไว้ก่อนเท่านั้น เป็นส่วนที่สงสัย กังขากับความสามารถของตัวเอง และหวาดกลัว บางทีส่วนนี้ก็เกิดขึ้นเพราะด้านลบของคนเรามักจะได้รับความสนใจจากคนรอบข้างมากกว่าด้านบวก (เช่น เมื่อทำการบ้านไม่ได้ แม่ก็จะสอน ขณะที่ทำได้แม่จะปล่อยให้ทำเอง เป็นต้น) คำถามจึงเกิดขึ้นว่าเราจะทำอย่างไรให้ส่วนที่คิดว่าเราทำได้ชนะ – นั่นคือ เราต้องมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง อย่าคิดว่าทำไม่ได้ สิ่งนี้แม้จะใช้เวลา แต่ก็ทำได้จริง ต้องจำไว้ว่า ทุกอย่างเป็นไปได้จริง ถ้ามีความปรารถนา ความตั้งใจ และความมุ่งมั่นเพียงพอ ส่วนที่คิดเราทำไม่ได้ (I can’t) แม้จะช่วยปกป้องเรา แต่ก็ทำให้เราไม่กล้าทำอะไรเลย เพราะเกิดความรู้สึกว่าทำไปก็ไม่ได้/ เกินความสามารถ จึงถูกครอบงำและไม่คิดว่าตนเองทำได้/ มีค่า

พวกจิตตกแบ่งได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ คือ ทางทัศนคติ ทางการกระทำ ทางจิตใจ และทางคำพูด ซึ่งแต่ประเภทก็แบ่งแยกลงไปได้อีก

1. จิตตกทางทัศนคติ (Attitudinal Negaholics) กลุ่มนี้ดูภายนอกไม่รู้ จึงเป็นกลุ่มที่ดูยากและลึกลับที่สุดเพราะเป็นพวกที่ประสบความสำเร็จ และบางครั้งอาจดูว่าสมบูรณ์แบบด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะส่วนที่ทีปัญหาคือทัศนคติ/ ใจที่มักจะไม่พอใจกับอะไรเลย ไม่เห็นทางที่ตัวเองจะมีความสุขได้ อาจจะเกิดจากการตั้งมาตรฐานในชีวิตสูงมากเกินไปแบ่งได้เป็น

- ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) พวกนี้ตั้งมาตรฐานชีวิตสูงมาก ทำงานต่าง ๆ ได้ดี แต่ไม่เคยพอใจกับอะไรเลย ทนความบกพร่องเพียงน้อยก็ไม่ได้ จึงเกิดความเครียดเพื่อที่จะทำให้ได้ดีที่สุด/ ทำในสิ่งที่ดีที่สุด ทำให้เกิดปัญหาว่าไม่สามารถทำงานเป็นทีมได้ เพราะรู้สึกว่าคนอื่นไม่เก่งหรือมีความสามารถอย่างตนเอง

- ไม่เคยดีพอ (Never-Good-Enough) คล้ายกลุ่มแรก คือ ตั้งมาตรฐานชีวิตแม้จะเป็นไปไม่ได้ และช่องว่างระหว่างมาตรฐานที่ตั้งกับสิ่งที่ทำได้ก็ให้รู้สึกว่าตัวเองพ่ายแพ้/ ไม่มีความสามารถพอ ที่น่าเศร้าก็คือ แม้จะทำดีก็มักจะไม่มองตัวเองทำได้ดี

- ขันน็อตตัวเอง (Slave Driving) มุ่งมั่นที่จะทำอยู่อย่างเดียว เช่นจะทำงานโดยไม่ยอมให้ตัวเองมีเวลาพักผ่อน หรือหยุดพักใด ๆ เลย อาจแสดงออกมาได้ทั้งเชิงทัศนคติและพฤติกรรม (เพราะความคิดนำไปสู่การกระทำ)

2. จิตตกทางพฤติกรรม (Behavioural Negaholics) หยุดสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้ โดยพฤติกรรมด้านลบจะออกมาในเชิงบ่อนทำลาย อย่างการสูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าจัด การเสพยา การพนัน การทำงานหนัก หรือแม้แต่การยึดศาสนามาเป็นหลัก
- ผัดวันประกันพรุ่ง (Procrastinator) คิดว่าตัวเองทำไม่ได้ จึงไม่เคยเริ่มลงมือเสียที ไม่กล้าเผชิญหน้า/ ท้าทาย เมื่อไม่ได้เริ่มลงมือ ก็จะเกิดความรู้สึกเกลียดโกรธตนเอง ประกอบกับการพยายามหาทางแก้ตัวให้ตัวเองก็จะเกิดความหดหู่ ทั้งนี้ ไม่เพียงตัวเองจะหงุดหงิด คนที่เกี่ยวข้องก็มาหงุดหงิดกับตัวเราด้วย

ไร้สาระกับมิ้ง: เมษา 47 (Rerun)

มิ้งกาลาบาค่า
(Mingalaba เป็นคำสวัสดีภาษาพม่าจ๊ะ ชอบมากคำนี้)

ไร้สาระกับมิ้งกลับมาประจำการกันอีกเพลา

ช่วงนี้ร้อนมาก มาก มาก ถึงกับมีงานอดิเรกคือไปซื้อน้ำแข็งที่เซเว่น และเราก็ค้นพบ (the great discovery of Ming ตามเคย มีคนเคยบอกว่ามิ้งมีนิสัยตะลุยเซเว่น จริงหรือนี่ -_-‘’? ) แต่น แตน แต๊น ชุดทดสอบฟอร์มาลีน สารตะกั่ว และสารอะไรสักอย่างในอาหารอีกตัว โอ บ้านนี้เมืองนี้เชื่อใจไม่ได้ถึงขนาดต้องมีตัวทดสอบสารปนเปื้อนเจือปนในอาหารจริงหรือ ตัวอิฉันอยากจะซื้อมาเล่นมาก (โดนของประหลาด ๆ หลอกตามเคย) แต่เผอิญจ่ายเงินกำลังจะเดินออกมาแล้ว ก็เลยขี้เกียจ งวดหน้าจะไปซื้ออาหารแปลก ๆ ริมถนนที่ดูยังไงก็ตกค้างชัวร์ อย่างลูกชิ้นเด้งดิ๋งกรอบกรุบ กล้วยแขกขายริมถนนติดจัด ๆ มาประกอบของเล่นใหม่ดีกว่า 55 ดูว่าจะเปลี่ยนสีเป็นเข้มขนาดไหน แต่นะ พูดถึง เซเว่นก็ต้องขอบคุณกับความ 24/7 ของมันจริง ๆ เห็นค่ากันอย่างแรงก็ตอนเงี้ย ไม่ปิดไม่หนีหาย ขอบคุณ ขอบคุณ

แมวที่บ้านออกลูกมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และหลังจากเลี้ยงลูกในห้องมิ้ง 2 อาทิตย์ คุณเธอก็หอบลูกไปซ่อนที่ไหนสักแห่ง เพิ่งมาประจักษ์ว่าบ้านหนูรกมากมากมากก็งวดนี้ หาแทบพลิกแผ่นดินก็ไม่เจอ แถมการหาลูกแมวก็ทำให้บ้านยิ่งรกกว่าเดิมอีก คุณป๋าคุณมารดาพากันคุ้ยสมบัติ รื้อตู้ ตั่ง เตียงหาแมวกันกระจุย แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พอตอนบ่าย ๆ มิ้งมาหาบ้าง ก็ไม่เจอแมวแต่ประการใด อย่างไรก็ตาม อานิสงค์อันประเสริฐที่ตั้งใจหาแมวก็ทำให้เจอสิ่งของแปลก ๆ ที่สาบสูญไปเมื่อชาติเศษแทน เช่น เหล่าซีดีที่หายไป และแบล็ค 1 ขวด อย่างหลัง ฟังดูอึ้ง ๆ แต่มีคนให้มาตอนกลับมาตอนซัมเมอร์งวดที่แล้ว เฮ้อ อิฉันคงจะไปสร้างชื่อเสียงไม่งามมามากเกินไปแน่ ๆ เล่าให้เพื่อนฟังว่านายชวนไปกินเหล้าที่บ้าน แล้วพอบอกนายไปว่า หนูกินเปลืองงง นายก็ทำท่าไม่เชื่อบอกว่าเหล้าที่บ้านเยอะมาก ขณะที่เพื่อนทั้งฝูงทำตาโตแล้วบอกว่า วอดก้า 2 ขวดที่นายมี คงจะไม่พอให้มิ้งสูบ หรือไม่ก็ มิ้งคงไม่พอกิน มิ้งกินแป็บ ๆ ก็หมด โฮโฮ เพื่อน ๆ ขา ช่วยมองเดี๊ยนใสซื่อ ปลอดจากสิ่งมึนเมาไม่ได้เหรอคะ แต่เอ๊ะ พูดถึงช่วงนี้ก็ purified มานานม๊ากมาก เดี๋ยวนี้คงไม่เด็ดแล้วนะคะ TT

จดหมายฉบับนี้เนือยจัง
ไปดีกว่า

มิ้ง

ไร้สาระกับมิ้ง: มีนา 47 (Rerun)

สวัสดีค่า

กลับมาไร้สาระกับมิ้งกันอีกครั้ง เมื่อวานซืนไปกินอาหารอิตาเลี่ยนกะน้องมา แล้วที่เหว๋อมากก็คือ ร้านชื่อประมาณ ฟาฮาน่า อะไรเทือกนี้ ๆ ได้เราก็รีบกัดจิกไปว่า ร้านเป็นอิสลามเหรอไง แล้วอีน้องที่เชี่ยวร้านมาก ก็สวนกลับมาว่า ก็ใช่นะสิ เข้าร้านไปปุ๊บ อาเฮียเจ้าของร้านก็โพกหัวออกรับ ฉะนั้น ร้านนี้จึงไม่ขายหมู แต่ก็ไม่เป็นไร แกะอร่อยมาก อยากกินแกะมาหลายเพลา แล้วก็ได้กินแกะแบบอิตาเลียนในร้านอิตาเลี่ยนอิสลามที่ได้ข่าวมาว่ามีสุเหร่าเป็นฉากหลังอยู่ลิบ ๆ ว๊อทอะสเตร๊นคอมบิเนชั่นอะไรเช่นนี้ วันก่อนนั่งดูสารคดีอะไรสักอย่างกับแม่ แล้วมันก็มีแกะขาว ๆ ตัวปุย ๆ วิ่งผ่านไปมาในฉาก ก็ถึงกะโรคอยากกินแกะกำเริบ กรีดบอกแม่ไปว่า แกะ…น่ากินจัง รู้สึกว่าจะทำให้พระมารดาเหว๋อไปไม่น้อย คือแม่กะลังรอลุ้นว่าลูกสาวสุดที่รักจะพูดอะไรบางอย่างที่ดูน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋ม เช่นการชื่นชมความน่ารักของแกะ มากกว่าจะมานั่งน้ำลายไหลยืดดหน้าทีวี

กินผักโขมอบชีสก็อร่อย อ๊ะ สงสัยจะหิว ณ ที่ทำงานแหง๋แซะจึงได้เริ่มเป็นเมนูอาหารล้วน ๆ ตัดไปของหวานเลยดีกว่า กินทีรามิซุกัน แต่ว่า............. ทีรามิซุจืดชืดสิ้นดี นั่งนึกกันไปนึกกันมา เป็นอิสลามไม่กินเหล้านี่นา โฮโฮโฮ เลยมาเศร้าตอนจบ นึกว่าจะริชเด็ดซะหน่อย ว่าแต่ อิสลามไทยก็เคร่งดีเนอะ ตอนนอยู่วอร์ริค คุณพี่แฟลตเมทชาวอิหร่านนั่งจิบบ้าง ดื่มบ้าง ก๊งบ้าง (คงหนักไปทาง 2 อย่างหลังน่ะ) ตลอดเวลา ถึงขนาดนั่งภาวนาให้ฝนหยุดตกจะได้เดินไปซื้อเบียร์มากิน แล้วเบียร์นี่ก็เบาสุดล่ะมั้ง ถ้าเทียบกับวอดก้า ยิน และอื่น ๆ ของพี่แก แต่เนอะ ก็ทำให้เรามีเพื่อนก๊งในยามว่างขึ้นมา นอกเรื่องไปนาน อิสลามที่ร้าน ไม่กินหมู แต่พี่อิหร่านหนูก็กินหมูอย่างเมามันนี่นา วันที่นั่งจิบมาร์ตินี่กะเฮีย พี่แกเอาอาหารจากบ้านเกิดมากินแกล้ม เราก็ เออ เนี่ย ไอมีหมูเค็มอร่อยมากจากไทยแลนด์ เสียดายเนอะยูไม่กินหมู พี่แกก็ เฮ็ย ไม่เป็นไร กินได้ แล้วแกก็กิน ๆๆๆ ความเชื่อฟังหัวที่ว่าอิสลามไม่กินหมูของเด็ก ๆ ก็ถึงกับหายไป

ว่าแต่จดหมายฉบับนี้ไร้สาระสมประสงค์ได้อีกวาระ วันพฤ ถูกลากไปงานศพแม่พี่ที่บริษัท ด้วยความหิวหลังเลิกงานทำให้นั่งกินลูกชิ้นปิ้งกัน แล้วถูกฝูงหมาคุกคามเพราะพยามทำตาแป๋วแล้วสบตาเท่าไหร่ อิฉันก็ไม่สนใจก็เลยประชิดตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมิ้งที่น่าสงสารถูกหมาเหยียบเตลอดเวลา หลังจากนั้นพอมานั่งกินต่อที่รั้วเตี้ย ๆ ก็ถูกลูกหมาปีนขึ้นมาบนตัวเพื่อขออาหาร โฮโฮ หมาเป็นสาวกของซาตานจริง ๆ ด้วย

ไปแล้วดีกว่า จบข่าวอัพเดทของมิ้งกลางมีนาสาธุ

Education UK 2004 (Rerun)

ห่างหายไปนานก็ได้ฤกษ์งามยามดีมาอัพเดทกันอีกครั้ง
เสาร์ที่แล้วไปงาน Education UK เพื่อหาที่เรียนให้น้องชายสุดที่รัก แล้วทายสิว่าเจอใคร
พี่นพนั่นเองงงงงงง!!!!!!!! โอ วอท อะ เวรี่ สมอล เวิร์ล แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น เนื่องจากพี่นพของเราเคียงคู่มากะป้าเป้า จันทรา ที่รักยิ่งของเด็ก ๆ วอร์ริค ทำให้ไม่มีเวลาทักทายพูดคุยได้มากมาย อีกอย่างคือพี่นพกำลังอุทิศตัวเพื่อคุณป้าจันทราและ Caroline ทำหน้าที่กระจายเสียงแพร่ภาพ ณ ซุ้ม วอร์ริคอยู่ น่าภูมิใจอะไรเช่นนี้ เด็กไทยจะได้ทะลักไปเดินกลางทุ่งเลคไซค์เยอะ ๆ นอกจากนี้หนูยังถูกคุณพี่ที่จะไปต่อเอกซักถามเรื่อง globalisation centre อีกตังหาก ความที่ดูความรู้ล้นปรี่ของคุณพี่ที่เจอ ทำให้ต้องรีบปรับสีหน้า ปรับท่าทางพยายามเป็นเด็กฉลาดแทบไม่ทัน (จริงๆ คงเป็นแทบไม่ได้ เพราะไม่เคยเป็น ฮ่าฮ่าฮ่า) พี่แกฟิตมากคือสำรวจยูและรายชื่อคณาจารย์มาหมดแล้ว ดังนั้น โอ วิธีที่ได้ผลมากที่สุด คือ ทำตัวนิ่ง ๆ ยิ้ม ๆ เออออห่อหมกไปเรื่อย เลยรอดตัวอีก 1 มื้อ สาธุ ๆๆๆๆ จากการเดินรู้รอบ ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเองอีโก้สูงไม่เบา พอเข้าไปถามกะน้อง คุณ she ทั้งหลาย (โดยมากที่มาช่วยงาน) ก็มักจะ อ๊ะ แล้วได้คะแนน IELTS เท่าไร่เหรอคะ สูงพอรึเปล่าคะเนี่ยยย ต้องเรียนภาษาก่อนไหมคะ สงสัยวันนั้นจะหน้าดูไม่ฉลาดไปหน่อย เอ หรือจะไปมากมากมากกหว่า???) แล้วก็ถาม ๆๆๆๆ จิกเอาเกรดกะมหาลัย อิฉันก็กรี๊ดดๆๆ จี๊ดแตกอยู่ในใจ ยอมไม่ได้ ยอมไม่ได้ แบบคือว่าจบมาแล้วตัวนึงที่วอร์ริค แต่คิดจะไปต่ออีกใบค่ะ แลวก็ยิ้มนางงามใส่มัน (พวกมัน) ไป ๆ มา ๆ เลยลืมจุดประสงค์เดิมว่าไปหายูให้น้อง เบลอ ๆ แอบอยากเรียนต่ออีกใบ เฮ้อออ หนูใสซื่อ ชักจูงง่ายนี่คะ

Saturday, December 04, 2004

The Incredibles กับตัวตนสังคมอเมริกัน

ไปดูเรื่อง The Incredibles มา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขอพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คิดขณะดู ก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ critical mind ทำงานดีเกินไปหรือเปล่า แต่ปัจจุบันทุกครั้งที่ได้สัมผัสหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก็อดได้ที่จะเอาความคิดและมุมมองของตัวเองไปจับเสมอ อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน

**คำเตือน
1. เรื่องนี้ต่างจากเรื่องไร้สาระปกติของมิ้ง เพราะเข้าโหมด Hell กรวดไปแล้ว
2. ไม่แน่ใจว่าทำให้คนที่ยังไม่ดูหมดสนุก หรือคนที่ดูไปแล้วถูกครอบงำมีอคติต่อหรือเปล่า
3. มาอ่านทวนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนอะไรอยู่ อย่างน้อยที่สุด พี่เคนน่าจะอ่านรู้เรื่องนะเนี่ย หรือถ้าความหวังสุดท้าย คือพี่เคน ยังอ่านแล้วงง หนูก็คงจะต้องร้องไห้ โฮโฮ***


จริง ๆ สิ่งที่แสดงออกในหนังเป็นตัวสะท้อนตัวตนของสังคมอเมริกันในมุมมองของมิ้งได้มากพอสมควร การที่เป็นสังคมปัจเจกนิยมที่ต่างคนต่างอยู่ และต่างต้องแก่งแย่งกัน ตลอดจนใช้กฎเกณฑ์ตายตัวเป็นสิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของคนในสังคมนั้นทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่มีใครเกื้อกูลใครหรือช่วยเหลือใครจริงจัง และนั่นก็ทำให้หลายคนมุ่งหวังว่าจะเกิดใครสักคนที่จะมีน้ำใจ และแน่นอนว่ามีความสามารถเพียงพอมาแก้ปัญหาของตนและของสังคมโดยรวมได้ และเมื่อเกิดเป็นความต้องการลึก ๆ ของคนขึ้นมา บุคลิก superhero จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการตัวนี้ สังเกตได้ว่าไม่ว่าจะเป็น Superman/ Spiderman/ Batman/ Captain America หรืออื่น ๆ ก็ดี ต่างก็ได้รับตอบรับอย่างดีทั้งนั้น

เทียบกันกับบ้านเราเอง แม้จะเกิดปัญหาหนักหนาเพียงใดในสังคม เราอาจจะมีความหวังถึงอัศวินม้าขาวบ้าง แต่ไม่ค่อยจริงจังมากนัก เพราะเทียบกันสังคมไทยจะค่อนข้างมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือกันมากกว่า (แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะลดน้อยลงไปทุกครั้งก็ตามที) และที่สำคัญ ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรามีในหลวงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในระดับสูงพอควร เมื่อเกิดปัญหา หลายครั้งหลายครา เรามักจะคิดถึงพระองค์ท่าน และคาดหวังเงียบ ๆ ว่าพระองค์ท่านจะมาแก้ปัญหาให้เราในที่สุด ถึงตอนนี้อาจมองได้ว่า superhero ไม่ใช่สิ่งปกติของสังคมไทยเนื่องจากเรามีในหลวงและ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนที่เราว่าพร้อมจะคอยแก้ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ให้เรา และถ้าคิดให้ละเอียด ในหลวงและผู้หลักผู้ใหญ่ตรงนี้ก็อาจเป็น superhero ของเราในมุมมองที่เราไม่คาดคิดมาก่อน

นอกจากนี้ ความเป็น superhero ของ The Incredibles ค่อนข้างจะเหมือนกัน The X-Men นั่นคือ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือเกิดขึ้นเอง ในช่วงแรกของหนัง superhero เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา และเป็นที่ต้องการของคนในสังคม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พลังพิเศษที่มีกลายเป็นปมเด่นของคนขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเมื่อหมดยุคนิยม superhero พลังที่มีก็กลายเป็นของน่ารังเกียจ และต้องถูกเก็บซ่อนให้มิดชิด สิ่งนี้เชื่อมโยงไปถึงการที่ลูกสาวลูกชายของครอบครัวกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา จากการที่พลังพิเศษและหาทางออกกับพลังของตัวเองไม่ได้ (ในเวลาที่ลูกสาวรังเกียจพลังของตัวเอง ลูกชายกลับต้องการจะใช้ความสามารถของตัวเอง และเมื่อถูกห้ามไว้ก็ไม่เข้าใจกับสิ่งรอบตัว) และนั่นก็เป็นสิ่งเปรียบเทียบแสดงให้เห็นทัศนคติและทิศทางความคิดของคนได้ ปมเด่นจะกลับกลายเป็นปมด้อย และปมด้อยจะสามารถเป็นปมเด่นได้เพียงไร ก็ย่อมขึ้นกับกระแสความเชื่อและความคิดของสังคมในขณะนั้น

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นอีกประการว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ควบคู่มากับพรแสวงจริง ๆ ตัวร้ายของเรื่องพัฒนามาจากเด็กที่ชื่นชอบ superhero (โดยเฉพาะ Incredibleman) แต่มาสามารถจะมีพลังได้อย่างที่ superhero มี จึงใช้วิธีพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนสามารถมีพลังพิเศษกับเขาได้ และสิ่งนี้ก็บอกเราได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีอะไรที่คิดจะทำแล้วไม่ได้ ขอเพียงแต่มีความตั้งใจจริง จะมีฉันทะ หรือความพอใจ/ ต้องการเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำความมุ่งมั่น ใส่ใจของอิทธิบาทที่เหลือมาร่วมด้วยก็ไม่เกิดผลเป็นแน่

อันที่จริง มีประเด็นย่อย ๆ อีก 2-3 ประเด็น แต่ดูว่าแค่นี้ทั้งคนเขียนและคนอ่านก็คงจะสมองเสื่อมไปตาม ๆ กันแล้ว จึงเห็นควรที่จะจบไว้แต่เพียงแค่นี้ – ปรบมือดัง ๆ ให้คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้นะคะ

Thursday, December 02, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 2)

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 2)

นอกเรื่องมาซะไกล อย่างที่รู้กันไปแล้วว่าอิฉันนอนไปน้อยมาก และหลับในรถก็ไม่ได้หลับ ดังนั้น ความเว่อร์และความอยากได้หน้าก็เลยต้องต่อสู่กับสภาพสังขารขนาดหนัก ไป – ไม่ไป – ไป – ไม่ไป - ... สักพัก ความขี้เกียจ อ๊ะ พูดให้สวยและถูกก็ต้องบอกว่า สภาพสังขารเสื่อมทรุดก็ชนะขาดลอย ก็เลยนั่งลงที่โต๊ะทำตาใสนั่งรออาหารกับป้า ๆ ทั้งหลายต่อไปตามเดิม

ดูเหมือนว่า ยังไม่ได้แนะนำสมาชิกเลยนี่นา ง่ายที่สุด ก็หนู แม่ของหนู พ่อของหนู น้องชายของหนู และป้า ๆ แน่นอนว่าของหนูอีกเช่นเดิม อีก 3 ป้า เมื่อบวกกับ 1 ลุง ก็กลายเป็น 8 ชีวิตพอดี (ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วนับเกินหรือนับขาดให้กลับย้อนไปนับใหม่) ถ้าไม่นับดิฉันและน้องจะเห็นได้ว่าขบวนการนี้ล้วนอายุนำหน้าด้วยเลข 4 ไม่ก็เลข 5 ... สาธุ ทำใจไว้ตั้งแต่รู้หน้าตาสมาชิกแล้วว่าขาดกิจกรรมออกแรง ใช้กำลัง หรือแม้แต่ตื่นเต้นเร้าใจอันใดแน่ (นี่เป็นสาเหตุอีกอย่างที่กล้ายอมให้ตัวเองเล่นเกมจนเช้า ก็มิฉะนั้นถ้าเกิดสภาวะพลังงานล้นตัวขึ้นมา จะให้ทำอย่างไร ตอนกลับจากพม่าเคยไฮเปอร์มากจนถึงขนาดวิ่งเข็นรถเข็นกับกระโดดตบหน้าสายพานกระเป๋ามาแล้ว นึกแล้วก็อนาถใจ -_-‘)

ไม่มีใครตอบกลับมาว่าอยากให้พูดเรื่องอาหารด้วยไหม ฉะนั้น ก็จะขอข้ามไปก็แล้วกัน ร้านนี้กินมากี่ปีแล้วก็ไม่รู้ จะให้พูดก็คงนึกอะไรไม่ออก เพราะไม่เห็นความเก๋ เดิ้น เจ๋ง ป๋า ที่ชินตามาหลายปี แต่ถ้าจะให้พูดคร่าว ๆ ก็คงได้เป็นว่า ทะเลลวกจิ้มอร่อยเด็ดมาก เออ มันชื่อจริง ๆ ว่าอะไรแล้วก็จำไม่ได้ (จริง ๆ อยากบอกว่าไม่รู้ แต่ก็เกรงใจ – ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ คุ้นกันมาก พอมาร้านปุ๊บ คุณป๋า พระมารก็จะเดินแท่ก ๆ ไปข้างหลัง แล้วสั่งอาหารด้วยความไวแสง ไม่เคยได้รู้ชื่ออาหารเล๊ยยย อนาถหลาย TT) อ๊ะ รอสักครู่ ได้วิ่งไปถามคุณป๋ามาแล้ว พบว่า ชื่อทะเลลวกจิ้มจริง ๆ ด้วย เหอเหอ มั่วถูกจนได้ มนุษย์เป็นสัตว์ที่มี common sense เป็นสามัญจริง ๆ

กลับมาที่ทะเลลวกจิ้มอร่อยเด็ด ประกอบไปด้วย กุ้ง ปลาหมึก แมงกะพรุน และปลากระพง ทั้งหมดสดหวาน และแมงกะพรุนกรุบกรอบดีมาก นอกจากน้ำจิ้ม 2 อย่างที่มีให้เลือกระหว่างน้ำจิ้มเต้าเจี้ยวกลมกล่อม และซีฟู้ดรสแซ่บแล้ว ก็ยังแนบคึ่นช่ายมาให้ด้วย สด กรอบ หวานอร่อย ชอบๆๆ นอกจากนั้นก็ขอแนะนำ ยำตะไคร้ ฝีมือไม่เคยตกจริง ๆ ตะไคร้ไม่อ่อนไม่แก่เกินไปเอามาซอย โรยหน้าด้วยมะพร้าวคั่วไฟจนหอม แล้วปรุงรสน้ำยำที่ไม่หวานเลี่ยนหากพอเหมาะด้วยน้ำปลา มะนาว

อ๊ะ เดี๋ยวก่อน อิฉันกำลังเล่าเรื่องไปตากอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ ทำไมทำตัวเหมือนยายมาพาชิม หมึกแดง แม่ช้อยแบบนี้ ไม่ได้การ ข้ามไปจะเป็นการดีกว่า เอาเป็นว่าแนะให้ 2 อย่างก็แล้วกัน กับที่ขาดไม่ได้ ชอบจริ๊ง ๆ (สำหรับคนอื่น เพราะมา’ปีย์กะน้ำอัดลมไม่ถูกโรคกัน) ก็คือ น้ำขวด ๆ ทั้งหลายที่แช่เย็นจนกลายเป็นวุ้นนี่แหละ แถมยังมีไบเล่ น้ำอัดลมในตำนานที่เกือบจะหายสาบสูญอีกด้วย หวังใจได้เลยว่า ของหากินลำบากเหลือแสนเช่นนี้ ป้า ๆ ชอบมาก

สงสัยว่าจะทำให้ญาติผู้ใหญ่เคยตัว มีคนบ่นอยากกินขนมนึ่งขึ้นมา และคณะเดินทางตามประสงค์ก็เลยวนรถไปผ่านหน้าตลาดให้เอาใจ และแล้ววว ....... ความจริงก็ปรากฏว่า ยังไม่มาขาย!!!! ทุกครั้งที่มาก็มักเป็นการแวะขากลับ ซึ่งก็แน่ใจว่ามืดแล้ว ดังนั้น ความจริงข้อนี้จึงไม่เคยกระจ่างแก่ใจ สาธุ ขอบคุณสังขารหนืด ๆ จริง ๆ ที่ช่วยให้ไม่ต้องเดินมาเสียเที่ยวเปล่า (แม้ว่าถ้าเดินมาจริง ก็ต้องเดินไปดูการตูนด้วย แต่ถ้าไม่มีอะไรใหม่ ๆ ออกมาเลย ก็จะกลายเป็นซวย 2 ต่อ เหนื่อยแบบไม่มีอะไรมาหารสอง แต่กลับต้องคุณสิบ!) ป้าที่อยากกินมากถึงกับพยายามหลอกตัวเองว่าวันนี้เค้าไม่มาขายเพราะจะเวลาไปเตรียมกระทง โอ้ลา)

นั่งรถต่อไป ไม่มีอะไรทำ เหม่อโง่ต่อไป คุณป้า (คนเดิม) ก็วานหนูให้คุ้ย ๆ ของแล้วเอาเฉดบังแดดมาแปะรอบ ๆ รถ เจอปั้นสิบหลายถุง เลย์ และอื่น ๆ มากมาย โอ้ โอ้ โอ้ ... ป้าขา ถ้าอีกสักพัก ป้าให้หนูล้วงลงไปที่ตระกร้าและให้หนูเปิดตู้เย็นหยิบน้ำลิ้นจี่ออกมา หนูจะไม่แปลกใจเลยค่า สักพัก ก็เลยตัดสินใจลาไปนอน ก็ไม่มีอะไรจนนั่งกรี๊ดกร๊าดต้นหญ้า หมา นก เสาไฟฟ้า หลักถนน และทุกสิ่งที่ผ่านตาไปแก้เซ็งจนกลับเซ็งขึ้นมาใหม่แล้วนี่นา โฮโฮ

เอาหน้าเกลือกกก กับหมอน กลิ้ง ๆ ในที่สุด หนูก็หลับได้ ไชโย ไชโย ไชโย .... ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามกระมัง ตื่นมาอีกทีอยู่ที่ปั๊มสักแห่ง และเรากำลังจะขับรถเข้าเมืองตากกัน

--- จบ ตอน 2 ---