Tuesday, December 27, 2005

[book review] Seeker (Noble Warriors Trilogy)




Seeker: The First book of the Noble Warriors Trilogy
By William Nicholson

....พระเจ้าในร่างของเด็กได้เดินทางมาถึงเกาะชายทะเลแห่งหนึ่ง และตัดสินใจอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เกิดการก่อตั้งกลุ่มนักบวชที่เรียกกันว่า Noma ขึ้นมาเพื่อปกปักดูแลพระเจ้าของตน และเมื่อเวลาผ่านไป เหล่านักบวชเหล่านี้ก็เกิดหน้าที่ใหม่เพื่อช่วยเหลือหมู่คนที่ตกทุกข์ได้ยาก และถูกกดขี่ทั่วแผ่นดินขึ้นจนถูกขนานนามว่า Noble Warriors ด้วย ...

เริ่มเรื่องในเล่มแรกที่ Seeker ตัวละครเอกของเราซึ่งอยากจะเดินในทางที่ตัวเองเลือกและต้องการ คือเป็นหนึ่งในเหล่า Noma มากกว่าสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อโดยการเป็นครูใหญ่คนต่อมา Seeker ได้ยินเสียงที่เขาเชื่อว่าเป็นเสียงของพระเจ้าขณะที่กำลังภาวนา หลังจากนั้น Seeker พบว่า Blaze พี่ชายที่ตัวเองรักและภูมิใจจะถูกเนรเทศออกไปจากการเป็น Noma และไปจากเกาะด้วย ความโศกเศร้านี้ ประกอบกันความผิดหวังที่ตัวเองไม่ได้รับเลือกให้เป็น Noma ทำให้ Seeker ตัดสินใจเดินทางออกจากเกาะ

ระหว่างทาง Seeker ได้พบผู้ร่วมเดินทางที่ไม่น่าเป็นไปได้สองคน คือ Morning Star เด็กสาวชาวเขาที่มาที่เกาะเพื่อจุดมุ่งหมายสองอย่างคือ ตามหาแม่ที่เธอเชื่อว่ามาเป็น Noma และเป็น Noma อย่างแม่ของเธอ Morning Star คิดว่าเธอควรจะได้รับเลือกเพราะความสามารถในการมองเห็นสีในใจของคน แต่แล้ว เธอก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน .... อีกคนก็คือ Wildman เด็กหนุ่มอันธพาลที่เติบโตมาอย่างถูกทิ้งขว้างข้างถนน จนเชื่อว่า กำลังเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง และกำลังและความพอใจก็คือเหตุผล Wildman ต้องการเป็น Noma เพราะอยากได้พลังนั้นมาเป็นของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเป็นอีกคนที่ถูกปฏิเสธ ดังนั้น เมื่อทั้งสามมารวมกัน สิ่งที่อยู่ในใจก็คือ พยายามสืบหาวิถีทางที่เมือง Radiance จะใช้เพื่อทำลายเกาะแห่ง Noma ซึ่งทั้งสามเชื่อว่าจะทำให้เหล่า Noma ประทับใจจนอนุญาตให้พวกตนเป็นหนึ่งในเหล่า Noma ด้วย

ต้องสารภาพว่าซื้อมาเพราะจับพลัดจับพลูแท้ ๆ ตอนแรกที่พลิกดู พล็อตเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ แต่ก็เพราะเป็นหนังสือเด็ก (Young Adult) จึงทำให้มิติความลึกน้อยไปกว่าที่ควรจะมี ซึ่งจริง ๆ ถ้าดูตามที่ผูกไว้ล่ะก็ เขียนดี ๆ มีลึกเป็นหนังสือผู้ใหญ่ได้เลย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นการบูชาบวงสรวงมนุษย์และการค้ามนุษย์เพื่อบูชายันต์โดยไม่ต่างไปจากสิ่งของในเรื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่าโหดมากเมื่อเป็นหนังสือสำหรับเด็ก
ที่ผ่านมาหนังสือผู้ใหญ่บางเล่มยังไม่ลงลึกแบบนี้เลย นอกจากนี้ ยังเหมือนหนังสือ action ผจญภัยมากกว่า fantasy เพราะการใช้เวทย์มนต์น้อย และเดินทางไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น และการเดินเรื่องบางส่วนค่อนข้างอืดอาด และเดาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคิดตามไปหนัก ๆ และการแก้ปัญหาตอนจบง่ายไปหน่อย ดูเหมือนคนแต่งให้น้ำหนักช่วงก่อน climax มากจนลงให้กับส่วนที่ climax ที่ตามมา และ post – climax น้อยไป

ถึงกระนั้น ก็มีหลายอย่างที่พบจากหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน แม้เหล่า Noble Warriors จะเป็นที่เคารพนับถือของคนที่ด้อยโอกาสในสังคม แต่เพราะความลึกลับและพลังของนักบวชเหล่านี้มีมาก ก็เลยมีคนที่กลัว และต้องการจะทำลายเหล่า Noma ด้วย อย่างพระราชาของเมือง Radiance เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เลยทำให้รู้สึกว่า มีพลังและอำนาจบางครั้งก็ไม่สำคัญเท่าความเข้าใจ เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ว่าแหล่งที่มาของพลังสำหรับเหล่า Noma จะเป็นอะไรก็ตาม เพราะยิ่งมีอำนาจมาก มีพลังมาก คนก็จะยิ่งกลัว โดยเฉพาะเมื่อคนที่มีสิ่งเหล่านั้นในมือแตกต่างไปจากตนโดยสิ้นเชิง เกิดความแปลกแยกกันขึ้นในที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับเล่มแรกนี้ แม้จะพูดถึงและให้น้ำหนักของ Noble Warriors ไว้สูง แต่การปรากฏตัวและบทบาทค่อนข้างน้อย

ไม่ได้รู้สึกว่า เหล่า Noma ดูน่าชื่นชมบูชาเหมือนที่จับหนังสือหน้าแรก แต่กลับเย็นชา ถือตัว และค่อนข้างทะนง (ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ตาม แต่เพราะหลักอหิงสา และ อุเบกขาที่พวกนี้ถือทำให้ดูไม่สนใจกับโลกภายนอก หรื่อแม้แต่คนอื่นกระมัง ดูไม่มีชีวิตจริงใจไปหน่อยน่ะ) ตัวละครที่รู้สึกสนุกและมีสีสันก็คือ Wildman เพราะเคลื่อนไหวไปตามสัญชาติญาณและความต้องการของตัวเองดี และเป็นตัวละครที่เหมือนจริงที่สุด


โดยรวม Seeker ไม่ค่อยเป็น such a page turner เท่าไหร่ ถึงจะให้อยากรู้ว่าลงเอยตอนจบเหมือนที่คิดอย่างไรก็ตามเถอะ ไม่น่าใจว่าถ้าเล่ม 2 ออกมาจะซื้อหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ เล่มแรกเพิ่งจะออกมาตอนเดือนกันยาที่ผ่านมา เล่มสองคงไม่ตามมาเร็วนัก มีเวลาอีกนานที่จะตัดสินใจ

The Legend said that the one true god in the form of the Lost Child had arrived at the holy island called Anacrea. After he decided to stay, Brothers and Sisters who believed in him gained power to protect him from the foreseen assassin to come. Later, people of Noma are also names “Noble Warriors” as they have been helping those who suffer from injustice and unfair.

The story in Book One begins with sixteen-year-old “Seeker”, who has desperately wanted to become one of the Noma, against his father’s wish to have him as a next school principal. Witnessing the cleanse ceremony and later the cast-out of Blaze, his own and beloved brother, along with being rejected from getting into the Noma, he decided to leave the island.

On the way, he has met two unlikely partners - Morning Star and Wildman – who also got turned down by the selection. The first is a hill tribe girl of sixteen year old, just like him. She has come to the island to find her long-lost mother whom believed to be a Noma, and to be a Noma herself. She has a secret power in seeing colours in people’s mind. Wildman is the contrary of the other two. He is living himself as a norm, believing might is right and reason. Unsophisticated and tough, he does what he wants, and so, he searches for that power of the Noma to be his own.

United together, the Gang of Three plans to find out more about the secret weapon designed to destroy the whole Anacrea, as believed that this can be a way to have them all accepted in the society of Noma.

Tuesday, December 20, 2005

What am I gonna do with my life?

What am I gonna do with my life?
Why should I believe in myself?
Mama has told me I will do fine.
But still, I cant see the reason why.

The thoughts begin behind my back
I wonder about myself
Who am I living my life,
Or that of someone else’s?

I have grown up, I have my work,
I have responsibility to complete,
I’m living in the society of maturity,
Yes, being able to make my own money.

Then, I have forgotten how to be myself,
The way I had seen the world,
The way I had dreamed my life.
To the thing I have become.

Oh, losing myself,
I don’t wanna go grown up,
Without knowing who I had once been.

Friday, December 09, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสี่)


(มีหลายคนจิกให้ต่อเรื่องพม่าให้จบเสียที แล้วเค้าก็อ้างอาถรรพ์การเขียนเรื่องเที่ยวหลายตอนจบ ไม่เคยจบ ซึ่งอันว่าตัวดิฉันก็ตระหนักว่ามีอยู่จริง และก็พยายามจะทำลายอาถรรพ์นั้นให้ได้ในครั้งนี้ ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงบ่นหนาหูของเหล่า infidel มากขึ้นเรื่อย ๆ บทที่ 4 ก็เลยมาได้ไวกว่าปกติเช่นนี้ – แม้จะไม่เร็วอย่างอัตราวัดของคนปกติก็ตามที)

หนูนั้นก็ก้าวตามลุงพม่า Ronny ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงพระวันเสาร์ แล้วลุงแกก็สะกิดคนที่ดูแลองค์พระให้ออกมา เพื่อที่จะให้ดิฉันนั้นเข้าไปรดน้ำและสักการะองค์พระ โอ ลุงขา ป๋ามาก ๆ แล้วนอกจากลุงแกจะมายืนดูอยู่ข้างหลังเพื่อคุมเข้มแล้ว พี่คนดูแลก็มายืนประกบอยู่อีกด้านเสียด้วย วีไอผีสุด ผี ผี ผี จริง ๆ พอรดน้ำสักการะพระเสร็จกำลังจะรดน้ำสักการะรูปปั้นเทวดาผู้ดูแลองค์พระ ลุงแกก็เพิ่งบอกมาว่า ต้องใช้มือขวานะ อย่าใช้มือซ้าย อ้าวๆๆๆ ลุงขา ก็หนูถนัดซ้าย มันก็ต้องชินมือซ้ายเป็นธรรมดา ว่าแต่ว่า ลุงคะ ทีหลังจะบอกก็รอให้เสร็จไปเลยสิ นี่เพิ่งแค่นมัสการพระเสร็จเอง ไม่รอเสร็จเลยทีเดียวล่ะคะ (พาลสุด ๆ กู - แต่ว่าอันนี้คิดในใจน่ะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป)

หลังจากนั้น ลุงก็พาเดินกลับไปรวมกับคณะอีกครั้ง แล้วเราก็ไปตีระฆังใหญ่กัน ซึ่งอยากจะบอกว่า ลุงแกได้ปวารณาตัวเป็นไกด์ประจำตัวหนูไปแล้ว อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ไปไหว้พระ ลุงแกก็ นี่นะ องค์นี้ศักดิ์สิทธิมาก แต่ขอได้อย่างเดียวเท่านั้นนะ ซึ่งหมายถึงมาตาปีย์นั้นไม่ต้องรอพึ่งพาไกด์คณะผู้ซึ่งบรรยายรวมใด ๆ ให้คณะใหญ่ฟังเลยเลย พอไกด์คณะพูดอะไร ดิฉันก็เป็นประมาณว่า อ๊ะ อ๋อ อ๋อ ... ลุง Ronny เพิ่งเล่าไปเอง อานิสงค์อย่างหนึ่งก็คือ สามารถทำให้เล่าต่อให้คนในคณะฟังได้ ก็เลยมีคนมองว่า มตป นั้น โซป๋า รู้ลึก รู้ ดี ทีวีพูลกันไป

วน ๆ เวียน ๆ รอบมหาเจดีย์ชเดากองกันครบรอบ แล้วเราก็ได้ฤกษ์ลงลิฟท์กลับสู่โลกปกติกันเสียที แต่จะบอกว่า ไม่ชอบทางลิฟท์เล๊ย ถ้าเป็นทางบันไดเลื่อนระหว่างทางขึ้นก็ได้ลั้นลา ลัลล้า ซื้อพวงมาลัยดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะลิ มหาหงษ์ และอื่น ๆ ช่อมะกอก ฉัตร และอื่น ๆ เกินจะเจียระนัยได้หมดไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ งวดที่แล้วมา ซื้อๆๆๆๆ และซื้อ ๆๆๆ ตัวอิฉันเองก็เป็นพวกบ้าซื้อ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมากับพระมาร (ดา) และเหล่าป้า ๆ ก็ยิ่ง ซื้อ ๆๆ และยกกำลังซื้อกันไปใหญ่ ชนิดที่ว่าหอบกันพะรุงพะรังบ้าบอไป อ๊ะ ... หรือจะเป็นว่า คราวที่แล้วได้ซื้อจนสามารถเหลือเผื่อแผ่มาถึงครั้งนี้ได้คะ แต่ก็นั่นแหละ ถ้านายที่รักยิ่งของมิ้งได้ผ่านทางบันไดหรรษานั้น ก็คงจะได้ซื้อกระจุยยิ่งกว่ากระจุยอีกรอบแน่ ๆ คงถึงขั้นทุกคนทั้งคณะได้พะรุงพะรังกันไป

หลังจากนั้น เราก็ไปสถานทูตไทยเพื่อพบปะหารือ และทานอาหารกลางวันกัน ซึ่งตึกนั้นสวย สวยมากก ๆ มากจนทำให้มิ้งใช้เวลาที่มี แอบถ่ายรูปอย่างเมามัว และลุ่มหลง ชนิดที่ว่า อายมาก ๆ เพราะมีผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะกันแอบขำ แต่ก็ทำไงได้ หนูชอบนี่คะ เป็นบ้านแบบ colonial เพดานสูง แล้วก็หน้าต่างบานใหญ่ ๆ ให้แสงแดดสะท้อนเข้ามาได้ ซึ่งมีมุมหนึ่งเหมาะแก่การจิบ high tea มาก มาก มาก มากถึงกับอยากไปซื้อ scone แล้วมากอดแข้งกอดขาคนที่สถานทูตตรงนั้นเพื่อให้หนูได้นั่งดื่มด่ำละเลียดชา earl grey อยู่เลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ถ่ายรูปไว้ก็มีความสุขแล้ว

อย่างไรก็ตาม แอบได้ยินมาว่า ข้างๆ ตัวตึกสถานทูตมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่ง ..............................

ซึ่งอะไรดีล่ะ เหอเหอเหอ ....
.
.
.
คาดการณ์ไว้อย่างไรคะ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หลายคนฝันเห็นคนออกมาจากต้นไม้นั้นบ่อย ๆ แล้วก็มีคนเห็นว่าเค้าขอให้สร้างชิงช้าผูกไว้ให้กับต้นไม้ด้วย ซึ่งพอไปดูก็เห็นมีชิงช้าจริง ๆ ท่านผู้ใหญ่ยังเล่าต่อไปอีกว่า ล่าสุด มีคนมาโพสต์ใหม่ เห็นต้นไม้นั้นแล้วก็เด็ดดอกไม้มาประดับไว้ที่โต๊ะ โดยไม่คิดอะไร (และไม่รู้อะไรด้วย!) แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นกับคนอื่น ๆ ที่อยู่มาก่อนก็บอกอะไรไม่ทัน กว่าจะรู้ ดอกไม้ก็มาอยู่บนโต๊ะ หลังจากนั้น ก็ไม่สบายไปหลายวัน จนกว่าจะไปขอขมากับต้นไม้

กลับมากรุงเทพฯ คุยกับผู้รู้อินไซด์ เธอคนนี้บอกว่า บ้านหลังนี้เดิมเป็นครอบครัวชาวอังกฤษที่เข้ามาช่วงอังกฤษปกครอง แล้วลูกสาวก็ไม่สบาย เสียชีวิตในบ้านหลังนี้ แล้วปัจจุบัน ก็ยังอยู่ที่นั่น โดยจุดที่ให้สร้างชิงช้าให้ก็เป็นจุดที่เมื่อก่อน สาวน้อยของบ้านชอบมานั่งเล่น

กิกิกิ เรื่องจริงหรือมิ้งอำดีน้า????????

เอาล่ะ หลังจากนั้น เราก็ได้เดินทางไปดูย่านของเก่ากัน อยากได้อะไรล่ะ ตู้ หีบไม้ นาฬิกา เครื่องเล่นแผ่นเสียง จาน เรามีทุกอย่างที่ท่านต้องการเลยนะจ๊ะ ชาวเราก็วนเวียนเวียนวนกันอยู่กระจายไปตามร้าน ตัวมิ้งเอง แม้จะชอบของเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวขนาดไหน แต่จะให้ซื้อเองก็คงไปไม่รอด ไม่รู้จักของมากพอ แล้วก็ไม่รู้ราคาเสียด้วย ถ้าซื้อมาอาจจะโง่ถูกหลอกต้มหมูไปเสียเปล่า ๆ ดังนั้น ก็จะใช้เวลาว่างที่มีด้วยการถ่ายรูป และสำรวจดูแต่ละชีวิตในคณะดู-ต่อของอย่างสบายใจ … ลั้นลา ลั้นลา
(ต่อ)

Tuesday, December 06, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสาม)


นั่นแหละ ร้องเพลงกันไป สนุกสนานบันเทิงใจ แบบไม่สนใจเครื่องดื่มก็ได้ ชาวคณะร้องเพลงฝรั่งมังค่ายุคเก่ากันอย่างเมามัน แล้วพอท้าย ๆ ก็เปลี่ยนไปร้องเพลงไทยยุคเก่า (เช่นกัน) จะบอกว่า ขณะนี้อิฉันก็เปลี่ยนจากเด็กเสิร์ฟน้ำ-เก็บโต๊ะมาเป็นเด็กหาเพลงและกดเพลงไปเสียแล้ว

“อ๊ะ เอาเพลงนี้ด้วย eternal flame น่ะ 4522”
“ค่ะ 522 นะคะ”
“รักเอย ๆๆ เปิดสิ มีไหม”
“ได้ค่ะ ๆๆ รักเอยนะคะ .. เอาใครร้องดีคะ .. ได้ค่ะ”
“เชียงรายรำลึก 4822”
“อะไรนะคะ ... 4822 เหรอคะ ได้ค่ะ”
ฯลฯ

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนดึกดื่น ตอนที่เราลงมาใหม่ ๆ คงประมาณ 5 ทุ่มได้ แต่บัดนี้มันปาเข้าไปตีหนึ่งแล้วค่ะท่านขา พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้ากันนะคะ ... นักร้องทั้งหลายยังจับไมค์ร้องเพลงกันอย่างเมามัน จะได้กลับเข้าห้องเหรอคะ พี่ ๆ ของหนูลืมตัวไปแบบนี้ นั่นแล ร้องต่อสิคะ .... สักพัก พนักงานผู้มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราก็เดินมาด้วยท่าทางนอบน้อมและเกรงใจมาก เพื่อที่จะบอกว่า ท่าน ๆ ขะรับ เราจะปิดบริการแล้วนะขะรับ แล้วไม้ซีกอย่างเขาจะมางัดไม้ซุงอย่างพวกเราได้ละหรือ โน๊ โน โน ท่านผู้ใหญ่และเหล่านักร้องก็พากันประสานเสียงว่า ขอเวลาต่ออีกหน่อย อย่าเพิ่งเปิดเลย ฮือฮือ โฮ อันมาตาปีย์นั้นลุ้นมาก ๆ ให้กลับ ๆ ไปที่ห้องกันเสียทีเพราะมาตาปีย์เริ่มง่วงงง ดังนั้นก็เลยเศร้าไปเล็กน้อย และก็เลยออกมาในรูปแบบที่เก็บกด เช่นว่า เมื่อท่านผู้ใหญ่เดินหายลับไปจากห้องคาราโอเกะโอ้เยล้าลาเมื่อใด หนูก็จะรีบนอนเหยียดยาวที่โซฟาอย่างหมดสภาพ แต่เมื่อใดที่ท่านกลับมา หนูก็จะรีบดีดตัวยิ่งกว่าสปริงมานั่งหน้าระริกระรี้ energy ทะลุขีด เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้เป็นระยะ ๆ และแล้วพนักงานชาวพม่าคนเดิมก็กลับมาพร้อมพวกพ้อง เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะต่อเวลาใด ๆ ได้อีกแล้ว ในที่สุด นักร้องเสียงทองทั้งหลายก็จำใจลุกขึ้นและเดินกลับห้อง

โอ้ แม่เจ้า ......... เมื่อเดินออกมานั้น ดิส-สะ-โก้-เทค-ก้าได้แปรสภาพเป็นรกร้างไปเสียแล้ว ไฟปิดมืดสนิท และสาว ๆ กุ๊ก ๆ ทั้งหลายก็หลีกลี้หนีหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ร้างรกเรื้อเท่านั้นยังไม่พอ หนุ่มนักเสิร์ฟชาวพม่าอีกคนกำลังถือกุญแจเตรียมล็อคประตูอยู่ โอ... ให้มันได้ขนาดนี้เลยค่ะ คุณขา

ระหว่างทางเดินขึ้นมาบนห้อง ท่านผู้ใหญ่ก็บอกว่า เนี่ย สงสัยเค้ากลัวเราจะร้องเพลงกันหมดวันนี้เนอะ ดี ๆๆๆ เก็บอีกครึ่งไว้ร้องพรุ่งนี้กันนะ โอ กรี๊ดดด ทู บี คอนทินิว ทูมอโร่เหรอค้า???? แล้วขึ้นมาบนห้อง เห็นพี่ร่วมห้องนอนอย่างมีความสุขก็ให้อิจฉาเป็นอันมาก ไม่น่าบ้าไปลัลล้าเลยกู อาบน้ำ แล้วล้มตัวลงนอนก็ตีสองพอดี ฮือฮือ

รุ่งเช้า ตื่นมากินข้าว แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปนมัสการเจดีย์ชเวดากองกัน ซึ่งสำหรับมิ้งเองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการมาพม่าคราวนี้เลย จริงอยู่ที่จะเคยมาไหว้ที่นี่แล้ว แต่ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของเจดีย์เองก็ดึงดูดให้กลับมาอยู่เรื่อยไป ที่สำคัญ ต้องบอกว่าที่นี่น่ะ ศักดิ์สิทธิมาก ๆ นะเจ้าคะ ชนิดที่ว่า โซ ศักดิ์สิทธิ ขออะไรได้อย่างนั้น แถมยังเร็วพลันทันด้วย เด็กที่เต็มไปด้วยตัณหา (ในแง่ที่แปลว่า ความต้องการ greed น่ะ แบบทางพระไงคะ) อย่างอีมิ้งจะอดใจได้เหรอคะ ทุกท่าน ใช่ไหมล่ะคะ

พอไปขึ้น เนื่องจากเป็นคณะผู้ใหญ๊ผู้ใหญ่ เราจึงมีคณะต้อนรับและคณะชาวเจดีย์ชเวดากองหนึ่งกองทัพยักษ์มาดูแล โอ ชนิดที่ว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ ขณะที่มาตาปีย์กำลังกราบพระ ไหว้รูป เอาเงินหยอดตู้ แล้วก็อื่น ๆ หลุดหลงไปจากคณะกี่ครั้งกี่คราก็กลับไปตามไปเจอถูก ... ก็ไม่ต้องอาศัยอะไรมาก ดูแค่ตรงที่มีคนเยอะ ๆ เหมือนขบวนแห่ก็ใช้ได้แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องบอกว่า ขนาดมาแล้วสองครั้งก็ยังอดใจไม่ได้กับความงดงามอลังการของชเวดากองจริง ๆ หยุดดู หยุดชื่นชม และหยุดถ่ายรูปจนไม่รู้ว่าหลุดหลงจากคณะไปไม่รู้กี่เพลา

แล้วที่รู้สึกอึ้งปนขำมาก ๆ ก็คือ มิ้งได้เจอกับมัคคุเทศก์ชาวพม่าหนึ่งคน ซึ่งตอนแรกมิ้งเจอกันกับคุณลุงหน้าพระ แล้วลุงแกก็บอกให้กราบพระตรงนี้ แล้วก็ขอพรได้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้น เราก็คุย ๆ กันไป ความเป็นเด็กมิงมิง (ศัพท์ใหม่จากทริปคราวนี้ มิงมิงมาจาก mingle – เพราะความที่ลั้นลากับเขาไปทั่ว พี่ร่วมห้องก็เลยเลือกว่า น้องมิ้ง mingle ก่อนจะเป็นมิงมิงในภายหลัง) ของหนูก็ทำให้หนูนั้นคุยคลุกคลีตีโมงกับเขาไปเรื่อย ๆ โดยคิดว่า พี่แกเป็นคนพม่าเฟรนลี่ที่พูดอังกฤษได้ มากกว่าจะสำนึกรู้ว่าลุงแกเป็นมัคคุเทศก์ประจำชเวดากองที่มาต้อนรับคณะด้วยเช่นกัน กว่าจะรู้ก็เป็นตอนที่ เอ๊ะ หลงไปจากคณะเมื่อใด กลับมา ทำไมแกยังอยู่แถว ๆ คณะวะ ในที่สุด คุยแล้วก็รู้ว่า อ๋ออ แกเป็นใครอย่างไรสักที และแล้ว ใครสักคนในคณะก็กำลังสรงน้ำพระประจำวันเกิด ลุง Ronny (คุยจนรู้ชื่อแซ่กันเลยไงคะ) ก็เอ่ยเอื้อนวจี ถามมาตาปีย์ว่า แล้วเกิดวันไหนล่ะ … วันเสาร์ค่ะ ... อ๋อ งั้นเลยมาแล้วนี่ .... ไอ้เราก็นึกว่า ลุงแกจะปล่อยเลยตามเลย พาเดินไปพร้อมต่อไป แต่ไม่ค่ะ สุดยอด มัคคุเทศก์จริง ๆ

“Please come with me.” ลุงแกรีบบอก แล้วเราสองชีวิตก็ก้าว ๆ ฉับ ๆ กันไป

(มีต่อ)

Monday, November 28, 2005

question myself?

Which part of me is being myself?
Which part of me is being someone else?
Am I sitting defeatedly alone in the dark?
Or am I screaming for help?


Oh, I just don't wanna be me,
Oh, or I want to be me,
If only I can be me,
the me, the me, the ME!

อยากถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่
ได้เป็นสิ่งที่อยากเป็น และได้ทำสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า
กลัวว่าวันหนึ่ง กว่าจะรู้ตัว
จะ old undone, die undone
แก่เฒ่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไร และตายโดยที่ไม่ได้ทำอะไร
ปล่อยให้ความฝันและความต้องการของตัวเองค้างคาอยู่

แต่ก็นั่นแหละ เราอยู่ในสังคม และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย
ความต้องการและความมุ่งหวังของเราก็ถูกจำกัดด้วยความเป็นจริงชนิดนี้



Sunday, November 27, 2005

เพลงการเมือง??

นั่งฟังรวมฮิต Smash Mouth กับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง แล้วเราก็พบว่าเพลงนี้เหมาะกับคุณสนธิจะร้องให้คุณทักษิณฟังมาก ๆ ก็เลยเอามาให้ดูเล่น ๆ เป็นเพลงการเมืองล้อเลียนนิทานการเมืองกันไป

+ I really remember when you drank my wine

+ I pay my, I pay my, I pay my money to the welfare line

+ Sometimes I don’t speak right


แล้วก็อื่น ๆ แอบขำนะเนี่ย Why can't we be friends? กิกิกิ

Smash Mouth ? Why Cant We Be Friends

Why can’t we be friends (4x)
I seen ya, I seen ya, I seen ya ’round for a long long time
I really, I really, I really remember when you drank my wine
Why can’t we be friends (4x)
I seen ya, I seen ya, I seen ya walkin’ down in chinatown
I called ya, I called ya, I called but you did not look around
I pay my, I pay my, I pay my money to the welfare line
I seen ya, I seen ya, I seen ya standing in it everytime
Why can’t we be friends (4x)
The color, the color, the color of your skin don’t matter to me
As long as, as long as, long as we can live in harmony
I kinda, I kinda, I kinda, like to be the president
And I could, and I could, and I could show you how your money’s spentWhy can’t we be friends (4x)
Sometimes I don’t speak right
But did I know what I was talking about
I know you’re working for the cia
They wouldn’t have you in the mafia
Why can’t we be friends (4x)(repeat to fade)

Thursday, November 24, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสอง)



เมื่อส่งนายที่ห้องแล้วก็กลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง ปรากฏว่าผู้ใหญ่ในคณะอีกคน อยากไปดูเมืองเวลากลางคืน แต่ไป ๆ มา ๆ ด้วยความที่อยู่กันเฉพาะแก๊งค์กรุงเทพฯ ไม่มีคนพื้นที่อยู่ด้วยเลย เราจึงลงเอยอย่างจับพลัดจับพลูไปนั่งที่ชั้นใต้ดินของโรงแรมกัน โอ ดิส-สะ-โก้-เทคของพม่าแอบน่าตื่นตาตื่นใจนะนี่ คือเปิดเพลงตู๊มต๊ามชนิดที่ถ้ามากับเพื่อนกันเอง และไม่คิดอะไรก็ไปเต้น ๆๆๆ ได้เลย แต่บังเอิญว่า หนูนั้นมากับนาย และก็พี่ที่ทำงานหลายคน แค่คุณพี่รู้ว่าหนูกินเหล้า ”อย่างไร” ก็รันทดพอดูแล้ว อย่าให้ลามไปถึงการเต้นระบำรำฟ้อนอีกเลย แต่เพราะเพลงมันดังม๊ากมาก แล้วไอ้ลานเริงระบำนั่นก็เต็มไปด้วยหนู ๆ พนักงานโรงแรมที่ใส่กระโปรงสั้นชะเวิ๊กชะว๊ากเต้นลืมโลกกันอยู่ (แต่เป็นกุ๊กไก่ผีดิสโก้หรือเปล่า สายข่าวยังไม่ยืนยัน) ยืนนิ่งกันอยู่ที่โต๊ะริมลานแดนซิ่งซึ่งพนักงานพาไป แล้วก็ต่างมองหน้ากันสักพักเหมือนจะคิดในใจว่า “จะนั่งจริง ๆ เหรอเนี่ยยย” แล้วก็เหมือนสวรรค์โปรด พนักงานบอกเราว่า มีห้องคาราโอเกะ “อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อย่ารอช้าเลยเจ้า พาไปในบันดลเทิด” เสียงในใจและเสียงที่ดังออกมาจากปากทุกคนประสานกันได้เช่นนี้

และแล้ว อยู่ตัวอีกเราก็ได้นั่งจุมปุ๊กอยู่ในห้องคาราโอเกะแล้ว แล้วบริกรหนุ่มชาวพม่า 2 คนก็พยายามรับออเดอร์เรากันอยู่ โอ อย่าได้ดูถูกประเทศนี้และโรงแรมนี้นะจ๊ะ ได้ข่าวว่าหุ้นส่วนเป็นคนไทยด้วย ดังนั้น การรับออเดอร์ก็ใช้ปาล์มประหนึ่งอยู่ในเอ็มเคสุกี้ แต่ก็นะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ปาล์มรับออเดอร์แต่อย่างไร แต่เป็น ....... การสื่อสารกัน!!!! ถูกต้องแล้วค่ะ พนักงานที่รักของเรานั้นพูดอังกฤษได้น้อยมาก ถึงพูดไม่ได้เลย แล้วเราก็พูดพม่าไม่ได้ด้วย ตัวมาตาปีย์เอง พูด สวัสดี กับขอบคุณและนับเลข 1-10 ภาษาพม่าได้ fluent ไหลลื่นเป็นเจ้าของภาษาได้ขนาดนี้ จะช่วยให้สั่งของได้ไหมคะ คุณขา? ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรใด ๆ เลยด้วย ดังนั้น หลังจากได้อ้าปากสั่งออเดอร์นั้นแล้ว พนักงานก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กพร้อมกับรีบร้อนถอยทัพกลับไปไม่เป็นขบวน ระหว่างที่กำลังงง ๆ ว่า อ้าว แล้วฉันก็ทำอย่างไรต่อ ก็ปรากฏหน่วยกล้าตายคนใหม่หนึ่งหน่วยขึ้นมา โอ แล้วเขาก็พูดภาษาปะกิดได้ อิฉัน ซึ่งปรากฏว่านั่งอยู่ริม และใกล้กับหน่วยกล้าตายซึ่งมาใหม่ที่สุด ก็กลายเป็นหน่วยหน้าของฝ่ายไทยเพื่อกระทำการที่เรียกว่าสั่งอาหารและเครื่องดื่มไป

“Well, rum and coke for that gentleman, please.”
“Yes.”
“And for that lady, Tequila Sunrise, please.”
“Yes.”
“That gentleman would like to have juice. Orange juice would be great for him.”
“Yes.”

อย่างไรก็ตาม อีมิ้งก็ยังเป็นอีมิ้ง อยากสั่งอะไรเก๋ ๆ ดังที่บอกว่า ได้เห็นเมนู cocktails ของล๊อบบี้แล้วยังอยากกินๆ ก็เลยขอสั่งตามเมนูข้างบนสักหน่อย
“Then Royal Lake Special for me ค่า.”

จากรูปการ เราได้สั่งเครื่องดื่มไป 4 แก้ว แล้วใช่ไหมคะ ดังที่ได้รายงานแล้วว่าอยู่ใกล้ชายหนุ่มนักรับออร์เดอร์ของเรา เมื่อชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นเขาคนนั้นสุมหัวถกเถียงกับกองหลังอีกคนอยู่ แต่ว่าหน้าปาล์มนั่นยังไร้ชื่อเครื่องดื่มใด ๆ ขีดเขียนอยู่ อ้าว แล้วที่ yes yes และ yes กับฉันไปล่ะคะ ในบัดดล มาตาปีย์ก็ได้เกิดพุทธิปัญญาอย่างประเสริฐขึ้นมา ใช่แล้ว เขาพูดอังกฤษได้ แต่ก็คือ with such a limitation นั่นเอง

ไม่ได้แล้ว คุณมิ้งก็ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเสียใหม่ modification, simplication is what we need. เราไม่ควรสั่งอะไรอลังการณ์มาก ง่าย ๆ ขำ ๆ จากเมนูไปเลยดีกว่า และแล้ว เมื่อเปลี่ยนวิธี ก็ดูเหมือนว่าการโต้แย้งของคนพม่าจะถึงข้อยุติ เขาได้เริ่มจารจรดชื่อเครื่องดื่มเราเข้าไปแล้ว เย้ๆๆๆ ดีใจเป็นที่สุด แล้วหลังจากส่งเครื่องดื่มได้ครบคน ก็ถึงเวลาสั่งของแกล้มเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาอะไรดีคะ คุยกันแล้วก็เออ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และก็มันทอดก็แล้วกัน ง่ายดี
มตป: “Then can we also have cashew nuts?”
บ๋อย: “Sure, sure.”
มตป: “And fried potato, please."

”เอ้ย ไม่เอา ไม่เอา French fries. เอา chips” ท่านผู้ใหญ่ผู้นำคณะตะโกนบอกมา
“อ้ะ ค่ะ ได้ค่ะ” หันไปรับออเดอร์แล้ว มาตาปีย์ก็หันไปหาคุณบริการพม่าแทน “Sorry. We have changed our mind. Chips instead of fried potato then, please.” แต่เพราะคุณพม่ายึดหลัก fait accompli ทำแล้วต้องทำเลย ห้ามเปลี่ยนแปลง เธอก็เลยยังย้ำอยู่ว่า fried potato, right? Right? Right? อยู่ตลอด อยากจะบอกว่า Wrong โว๊ยย ถึงดูว่าถึงขั้นที่ท่านผู้ใหญ่ทนไม่ไหว ต้องบอกไปว่า No fried potato. We only want Chips. แล้วเค้าสองคนมีมาด้วยกันก็โต้เถียงกันสักพัก ก่อนที่หนุ่มที่พูดอังกิดได้จะบอกว่า yes, yes, yes แล้วเดินหายลับออกไป

นึกใช่ไหมคะว่า ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยงดงาม ไม่เลยค่ะ พี่อีกคนเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินกลับมาเล่าว่า เค้าทั้งหลาย หมู่หนุ่มบริการยังคงโต้เถียงตบตีกันอยู่หน้าห้อง โอ มายด์ หนูและคณะจะได้รับเครื่องดื่มใด ๆ ไหนคะ แต่ก็นั่นแหละ คณะก็เริ่มร้องเพลงอย่างมันเมาแล้ว

ไม่ต้องห่วงค่ะ มีเพลงอังกฤษ ไทย จีน นอกเหนือไปจากพม่า แล้วคณะก็ร้องๆๆ กันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เพราะมิ้งน่ะ ไม่ร้องคาราโอเกะ กว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นนางทาส มีหน้าที่เติมเหล้า เช็คโต๊ะ รินน้ำ เก็บจาน และอื่น ๆ ไปเสียแล้ว จริงจังหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่านั่งคุกเข่าทำน่ะ คณะถึงกับประทับใจ (ปนตกใจ) กันไป

Tuesday, November 22, 2005

มุมมองแบบ Machiavellian Ming?

*** ออกตัวก่อนว่าคราวนี้เขียนไม่ดีเลย หลุดจากกรอบไปพอสมควร แล้วก็ไม่ลื่นไหลด้วย
จริง ๆ จะเขียนเรื่อง วาทกรรม ในฐานะที่เป็นตัวรับใช้ความชอบธรรมนะเนี่ย รองวดหน้าก็แล้วกัน

***** เขียนไม่ดีจริง ๆ ด้วยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด

เพิ่งได้ไปพบปะเจอะเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งมา และก็อดไม่ได้ที่จะแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองและสัจจธรรมทางการเมืองกัน คุยกันไป ถกกันไป แล้วก็เลยได้สัจจธรรมและข้อคิดอย่างหนึ่งสำหรับตัวเองมาเลยว่า ตัวอิฉันก็มีวิธีการและวิถีทางความเป็นไปในโลกด้วยกรอบของตัวเองเช่นกัน

กรอบของมิ้งคืออะไรน่ะหรือ? ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย มีอาจารย์คนหนึ่งที่เคารพและศรัทธามากบอกว่าถ้าอยากเข้าใจอะไร ในมองด้วยกรอบและมิติผลประโยชน์ ความรุนแรงที่ผ่านมา มาว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย หรือแม้แต่สงครามการเมืองอเมริกา สงครามโลก และอื่น ๆ ก็เกิดจากคำว่าผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูสั้น ง่ายดีใช่ไหม? แต่จริง ๆ แล้วการที่จะมีมุมมองเช่นนี้ และสรุปออกมาแบบนี้ มิ้งถือว่าเป็น ความกล้า และท้าทายอย่างมากทีเดียว น้อยคนนักที่จะกล้ายอมรับความเป็นจริงและกล้าที่จะพูดออกมา อย่างที่เรารู้กันว่านักวิชาการมักจะตั้งอยู่ในโลกอุดมคติ Utopian Idealist มากกว่าจะเป็น realist ได้

การที่ถูกสอนและเห็นตามมาเช่นนั้นทำให้คล้อยตามไปในเชิง realist เป็นหลักใหญ่ และถ้านั่นยังไม่พอ การอ่าน The Prince และได้รู้จักกับ Machiavelli ช่วยเสริมความเป็น realist ที่ดูผลประโยชน์และจุดมุ่งหมายเป็นหลักใหญ่ขึ้นมาเสียอีก มิ้งถึงกับเชื่อเลยนะว่า มนุษย์น่ะ เห็นแก่ตัวและระลึกถึงตัวเองในระดับหนึ่งกันทุกคน เพียงแต่จะเก็บมันไว้ ซ่อนไว้ลึกแค่ไหน และปกปิดมันไว้ด้วยอะไรก็แค่นั้น เคยคุยกับพี่ที่ทำงานเก่า แล้วคุณพี่พูดมาว่า ไม่ชอบ Machiavelli เพราะหมอนี่ เห็นแก่ประโยชน์ และ ฯลฯ มิ้งน่ะ ถึงกับระแวงคุณพี่คนนี้มาในทันที จะว่ามิ้งอคติมากไปไหม ก็เพราะคิดว่า การที่ปฏิเสธแนวคิดของ Machiavelli ก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตัวเองยังมีความต้องการ และเห็นแก่ตัวนี่นา ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า คุณพี่เธอพยายามสร้างภาพให้ตัวเองขึ้นมาแล้ว

อาจจะเถียงมิ้งว่า แต่ว่า คนนั้นเค้าเป็นพวก idealist ล่ะ มิ้งไม่ด่วนสรุปไปหรือ ถ้าจะตัดสินเค้าไปเช่นนั้น มนุษย์เราน่ะ อาจจมีความชั่วร้ายแฝงอยู่จริง แต่มันก็ถูกเจือจางให้เบาบางลงไปด้วยศีลธรรมและอุดมการณ์อันสูงส่งที่เราได้รับการอบรม ปลูกฝังมามิใช่หรือ ก็อาจจะจริง แต่ศีลธรรมเช่นนั้นใช้อะไรมาวัดล่ะ ถ้าเราเชื่อถือค่าอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วเราต้องสู้เพื่อปกป้องความเชื่อของเรา นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังแก่งแย่งให้ค่านิยมความคิดของเราชนะ ซึ่งก็คือ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของเรา (แม้จะเป็นในเชิงความคิดก็ตาม)ใช่ไหม

และนั่นก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิม ที่กรอบของมิ้ง ใช่แล้ว ผลประโยชน์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสำคัญ และเราก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์นั้นมา แต่เพราะเป็นมนุษย์ ความละอายต่อศีลธรรมยังคงฉาบหน้าเราอยู่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมขึ้น และสิ่งนั้นก็ทำให้เรามีคำพูดสวยหรูเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการมาอย่างสวยงาม และลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เพื่อประชาธิปไตย เพื่อปวงชน เพื่อชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สงสัย คนหลายคนจะมองว่ามิ้งมองโลกในแง่ร้าย แต่ถ้าบอกว่า เราอยู่ในโลกที่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วย Machiavellian realist ล่ะ แต่เป็นที่อันตรายมาก ๆ เพราะไม่บอกไม่แสดงตัวเป็นอะไร แถมยังจะกลบเกลื่อนด้วยคุณธรรมนานาประการอีก แต่ก็นั่นแหละ นอกจาก The ends justify the means แล้ว the ends ก็ยังจะช่วยบอกให้รู้ในที่สุดว่า Machiavellian realist แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

แล้วจะไม่ให้มิ้งมองด้วยกรอบมุมมองผลประโยชน์อย่างไรได้?

Friday, November 18, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า


และแล้ว ก็ได้ไปพม่า ประเทศที่หลงรักสุดใจขาดดิ้นอีกครั้ง … คนที่อยู่กับมิ้งมานานก็คงจะรู้ดีว่า มิ้งนั่นคลั่งไคล้ใหลหลงประเทศนี้มามากขนาดไหนจากการไปทริปมาเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไปคราวนี้เป็นการไปกับนาย และไปกับคณะทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะได้ไป เพราะช่วงนั้นท่านต้องเดินทางหลายที่ แล้วพวกเราเหล่าเด็ก ๆ คณะทำงานก็ต้องกระจัดกระจายไปประสานงานและอำนวยความสะดวกกันไปแต่ละทริป มาตาปีย์นั้นก็คิดกับนายไว้ว่า ถ้าเลือกได้ จะขอไปรัสเซีย เพราะยังไม่เคยไป กับอีกอย่างก็คือ จะขอไปซื้อวอดก้าที่รัก อิอิ... อันหลัง ไม่ได้บอกนายหรอกนะเจ้าคะ แต่ก็นั่นแหละ ๆๆๆ อันนี้เป็นเหลุผลที่มีเพื่อพูดเล่นสนุก ๆ ขำ ๆ ก็ยังไม่เคยรัสเซียนี่นา เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ท่านต้องไป ถ้าทำได้ ก็อยากไป จริง ๆ นะ อยากไปประเทศแปลก ๆ เก๋ ๆ

แต่แล้ว คู่แล้วไม่แคล้วกัน!!! มาตาปีย์ก็ได้โอกาสเดินทางไปประเทศที่รักอีกครั้ง แต่จะบอกว่า แอบเสร่อเหว๋อโง่มาก ๆ เพราะเพิ่งเกิดดวงตาเห็นธรรม มารู้ว่าพาสปอร์ตเหลือไม่ถึง 6 เดือน ไม่สามารถทำวีซ่าพม่าได้ ก็นะ ทั้ง ๆ ที่มันเหลือจริง ๆ ประมาณ 5 เดือน 22 วัน เพิ่งล้ำเส้นมาแค่ 7-8 วันเท่านั้น เฮ้อออ ..... กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้ รู้เรื่อง วันพุธ แล้วต้องเดินทางวันศุกร์นะคะ ปัจจุบัน อี-พาสปอร์ตใช้เวลาทำ 3 วันอย่างน้อย และมิ้งก็ต้องทำวีซ่าอีกวันอีก กรี๊ดดดดด จะทำอย่างไรดีคะ กรี๊ดดดดดดดดดดด ..... แอบใช้หลังระบบ บีบคอเขย่าตัวที่กรมการกงสุลย่อกระบวนการทำพาสปอร์ให้เหลือ 2 วัน ก็ได้พฤหัสเย็น แล้วต้องไปทำวีซ่าอีก 1 วัน เอาล่ะ ... ก็เลยต้องเปลี่ยนกำหนดการเดินทางไปด้วย จากที่จะไปเป็นคณะล่วงหน้า ก็เลยต้องเปลี่ยนให้พี่ที่จะไปพร้อมท่านไปตอนเช้าแทน ส่วนหนูนั้นไปเดินทางไปพร้อมท่านเลย

โอ เดินทางไปพม่าคราวนี้ ก็มีอะไรน่าประทับใจหลายอย่าง คราวที่แล้ว คิดว่าไปทัวร์ โอ โซ ไฮโซสุด ๆ แล้ว ก็ยังไม่เปรียบได้เท่าการเป็นแขกของรัฐบาลพม่า มีรถตำรวจนำขบวน และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังจะได้เล่าต่อ ๆ ไป

ตอนที่นั่งเครื่องไป ได้เจอเพื่อนตอนเรียนรัฐศาสตร์ที่ไปเป็นแอร์พอดี มันซึ่งทำหน้าสวยใสเรียบร้อยมาก ก็มาวี๊ดว๊ายกระตู้วู้ใส่ ว่าอิฉันไปพม่าไปทำอะไร พอบอกว่า ไปทำงาน ไปกับนาย (ซึ่งตอนนั้นอิฉันก็ใส่สูท นั่งทำหน้าทำท่าเรียบร้อยเป็นทางการอยู่เช่นกัน) มันก็กรี๊ด ๆ ว่า อิฉันหรูหรามากมาทำงานเช่นนี้ ก็นะคะ ต่างคนก็ต่างแอบกรี๊ดกร๊าดกิ๊บก๊าบอีกฝ่าย เป็นความสัมพันธ์ต่างตอบแทนอย่างมาก กรี๊ดกันไปกรี๊ดกันมาเช่นนี้ 55555

พอไปถึงที่สนามบินก็มีคณะมารับที่เครื่อง แล้วก็แยกไปห้อง VIP เลยทันที หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปกินข้าวกันที่ร้าน สีลมวิลเลจ อิอิ ชื่อคุ้น ๆ ไหมคะ ก็คนไทยเป็นเจ้าของนี่นา อืออมม ตอนที่มาปีที่แล้ว ร้านมันยังไม่ได้ดูดีปานนี้เลย เพิ่งจะ renovate กระมัง ถ้าไม่เป็นเพราะไปตอนกลางคืน กินข้าวกัน ซึ่งมิ้งกิก็ไม่ได้กินอะไรมากเท่าไหร่ บนเครื่องก็เพิ่งจะกินมา แถมยังกินแชมเปญกะไวน์บนเครื่องไปด้วยอีก แต่ก็ เผชิญ เผชิญ พี่จากคณะที่มาต้อนรับเธอสั่งเบียร์พม่ามากิน อีมิ้งก็เลยสบช่องขอสั่งไปด้วย เพิ่งค้นเรื่องนี้มาจากเวบผู้จัดการได้ข่าวว่าเครื่องดื่มมึนเมาอันนี้เพิ่งได้รับรางวัลเบียร์เหรียญทองการแข่งขันประกวดอุตสาหกรรมเบียร์นานาชาติที่จัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมเบียร์นานาชาติ (Brewing Industry International Association) ในเมืองมิวนิก เดือนกันยาที่ผ่านมาเอง (หลายคนแอบเม๊าท์ว่า พอเป็นเรื่องแบบนี้ อีมิ้งนั้นถึงกับไปทำวิจัยค้นคว้าก่อนมาเลยทีเดียว โอ้กู ชื่อเสียงหายสิ้นหมดไป)

และที่ขำมากอีกอย่าง ก็คือ เพราะกินเบียร์กะเค้า พี่ ๆ คณะต้อนรับก็ถึงกับชมว่า “น้อง ใช้ได้เลย” อิอิ ... มาถึงแล้วจะไม่สั่งได้กระไร ใช่ไหมคะ อืมมม รสชาติตอนเย็น ๆ ถือว่าอร่อยเลยล่ะ เหมือนไฮเนอร์เก้น แต่ว่ารสนุ่ม แล้วก็ขมน้อยกว่า ทำเป็นพูดไปงั้น แต่จริง ๆ อีมิ้งก็ไม่รู้เรื่องเบียร์เท่าไหร่หรอกนะคะ ไปเชี่ยวชาญทางด้านเหล้าและสปริตทั้งหลายต่าง ๆ มากกว่า นั่นแหละ แต่ก็ทำให้ได้หัวข้อสนทนากับคนในโต๊ะที่นั่งใกล้ ๆ กันไป ก็คุยเรื่องเบียร์พม่า Myanmar ได้รางวัล แล้วก็รสชาติ ประมาณ “เพิ่งอ่านเจอไปเองค่ะ ว่าเบียร์พม่าได้รางวัลประกวดเบียร์นานาชาติมาก” “รสชาติคล้ายไฮเนอร์เก้นนะคะ .. เห็นว่าเดิมเจ้าของคือไฮเนอร์เก้นนี่คะ” ไปกลายเป็นหัวข้อเปิดทางให้หัวข้ออื่น ๆ ที่ตามมา

ระหว่างมื้อ นั่งกินข้าวกะคณะ หัวข้อว่าเคยมาพม่าไหม ก็ถูกยกมาเป็นประเด็นสนทนาด้วย แล้วพอบอกว่าเคย พี่ผู้หญิงที่นั่งติดกันก็ถามว่า แล้วใครเป็นไกด์ ชื่ออะไร ตอนนั้นหนูยังไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นไกด์ด้วยเหมือนกัน แถมยังเป็นไทยใหญ่เหมือนพี่ไกด์ของมิ้งอีก นึกว่าเป็นคนกระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยถามไปว่า เอ แล้วพี่จะรู้จักเหรอคะ เค้าก็ โอ้น้อง รู้จักกันหมดแหละค่ะ สังคมพม่ามีอยู่นิดเดียว หนูก็ดันนึกไปว่า โอ้ mingle mingle แท้หนอ คน กระทรวงนี่เจ๋งจัง

หลังมื้ออาหาร กลับมาโรงแรม เคลียร์กระเป๋าและห้องให้นายแล้ว ก็มานั่งรอนายคุยอยู่ที่ล๊อบบี้ แหม ระหว่างนี้ มาตาปีย์ก็สันดานออก กำลังก้ำกึ่งว่าจะสั่ง cocktail มาหลั่นล้าดีไหม แล้วที่ใช้เวลานานก็เป็นเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะสั่งอะไรดี ที่โรงแรมมันมี cocktail เก๋ ๆ ที่เป็น specialty ของตัวเองเยอะเสียด้วย อีบ้ามิ้งนั่งดูชื่อ-อ่านส่วนผสมนานา แล้วก็รักพี่เสียดายน้อง .... และแล้วก็ได้เวลาไปส่งนายที่ห้องพอดี แน่ใจได้ว่าอิฉันยังไม่ได้สั่งอะไรเลย

Tuesday, October 18, 2005

เหตุเกิด ณ งานสัปดาห์หนังสือ (งกเห็น ๆ)

เหตุเกิด ณ งานสัปดาห์หนังสือ (งกเห็น ๆ)

ทั้ง ๆ ที่ว่าจะไปตามหานิยายแฟนตาซีเก๋ ๆ สักเล่มที่คิโนะ เอ็มโพเรียม แต่ก็จับพลัดจับพลูไปงานสัปดาห์หนังสือมาเมื่อวานจนได้ ดังที่ร้ ๆ กันว่ากำลังบ้า บ้า บ้า Black Magician สุดชีวิตสุดฤทธิ์สุดเดช มาตาปีย์นั้นก็เลยตั้งเป้าว่าจะดูแค่ Asia Books กับ Bookazine เท่านั้น ดูแค่หนังสือแฟนตาซีแล้วก็จะห้อแรดไปเอ็มโพเรียมต่อ ถึงขนาดที่ว่าจดที่ตั้งบู๊ทมาแล้ว แล้วก็จะมุ่งมั่นเดินทางแสวงบุญไปแค่นั้นก็พอ

เอาล่ะ เจอ Asia Books แล้ว อะไรกันนี่ มาเฉพาะ discounted books แล้วตัวคำว่า discounted books ก็ใหญ่มาก จนไม่เห็นชื่อความเป็น Asia Books เลย ถ้าไม่เห็นรูปแบบ fonts สีเขียวสุดฮิต
แล้วเมื่อพุ่งสายตาตรงไป เล่มเหลือง ๆ นั่น!!! กะ กะ กะ กรี๊ดด De Bono Code ของลุง Edward De Bono เจ้าพ่อหนังสือแนว self-help ผู้มาพร้อมกับการคิดอย่างสร้างสรรค์กำลังลดราคา เหลือ 199 เท่านั้นนน (จาก 590 บาท) นังมิ้งจอมงกก็รีบพุ่งตัวไปที่หนังสือ ชนิดว่า ใครมาแย่งกูมึงตาย! หลังจากอ่านไปสักพัก อ้าว มีตั้ง 3 เล่มนี่หว่า เกือบฆ่าใครตายไปแล้ว กู หลังจากนั้นมองไปมองมา อ๊ะ .. พวก fictions ลดเหลือเล่มละ 99 บ้าง 199 บ้างไม่ได้การ ทำการคุ้ย ๆ เพื่อหา fantasy ราคาถูกที่อาจเล็ดรอดมา แล้วก็ได้มาเล่มนึงจริง ๆ เย้ 99 บาทเท่านั้น

ข้าง ๆ กัน เป็น Bookazine โอ หนังสือแฟนตาซีเพียบ! ซื้อดีไหมคะ ซื้อดีไหมคะ แต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็มีเสียงกรีดมาจากพนักงานที่นั่งอยู่หน้าร้าน คุณพี่เด็กแนวที่โกนหัวเก๋กำลังกรี๊ดว่า ไม่มี ไม่มี De Bono เล่มนี้เราไม่มี จับความได้สักพัก ตาก็แลไปเห็นเหล่าหนังสือลุง De Bono ที่ชั้น ก็เลยถึงบางอ้อ ว่าพี่เขามองลอดถุงมาด้วยสายตาเลเซอร์สแกน เห็นสีเหลืองแจ๋นของลุงขึ้นมา แล้วก็ไปเปรียบเทียบกะที่เค้ามีอืมมม Bookazine หนังสือลุงเยอะก็จริง แต่ไม่ลด หนูไม่ซื้อแน่ เหลือบมาดูแฟนตาซีสุกนิด ลดเหลือ 199 ต่อเล่ม แต่ก็ไม่มีเล่มที่รู้จักเลย จะงกหรือจะรอบคอบไม่เสี่ยงดีคะ อืมม คิดยากจัง เดินวนรอบร้านให้เกิดพุทธิปัญญา แต่ก็ดัน ความโลภครอบงำเป็นหนสอง ... ดันเจอ Competitive Strategies ของ Michael Poter 599 บาทเท่านั้น !!!!!!!!! ซื้อเลยสิคะ กู

เดินออกมาจากร้านอย่างงง ๆ แล้วตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือ used ที่เก่ามาก ทั้งปีที่พิมพ์และสภาพหนังสือ แต่นั่น อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ หนังสือจากลุง Og Mandino พระเจ้าของเหล่าลูกแกะที่กำลังหลงทางนี่นา เล่มนี้ฉันยังไม่มีด้วย แทนที่จะเดินเลยผ่าน มาเจออีกเล่มนี้ก็เลยเกิดการคุ้ยจิกกองหนังสือที่อยู่บนพื้นอย่างไร้สติ คุ้ย ๆ จนพี่คนหนึ่งบอกว่า ... ดีเลยน้อง น้องคุ้ยไปนะคะ พี่ขอดูไปด้วย... แล้วในที่สุดก็ได้หนังสือลุง Og แกมาอีกเล่ม กับหนังสือ Theology and the Pegan ดีเลยค่า อ่าน Da Vinci Code แล้วปัจจุบันยังอยากรู้เกี่ยวกับ Pegan อยู่เลย แล้วก็ได้ Ecospasm มาอีกเล่ม นั่งพับเพียบเลือกจนลุกขึ้นมาแล้วเหน็บกินขาน่ะ คิดดู!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ยังอยู่ในโซนหนังสือภาษาอังกฤษไม่ไปไหนไกล ... หนูเห็นร้าน textbook ร้านนั้นดูเก๋ไก๋ ขอเข้าไปดูในร้านได้ไหมคะ? แต่อ๊ะนั่น นั่น นั่น หนูตาฝากหรือ เข้าใจผิดคะ textbook ฉีกปกเหลือเล่มละ 20 บาทได้ยังไง???!! โอ อ่านไม่อ่าน เอามาก่อนนะคะ ก็เลยได้ Global Marketing/ Internation Trade แล้วก็ HR มาอย่างละเล่ม รวมกัน 50 บาทเท่านั้น!!!!!!!!!!!!!!!!

แล้วอะไรต่อ หลงโซซัดโซไปที่หนังสอที่สำนักพิมพ์จุฬาฯ พิมพ์ หวังว่าจะได้พักใจอย่างสงบ อ๊ะ ... เจอ คู่มือการแปลชั้นสูง ได้การล่ะค่ะ มีคนยุนักว่าถ้าบ้า Black Magician Trilogy มากนักก็ให้แปลไปเลย ก้เลย เอาน่า ซื้อมาดู เผื่อเจอเคล็ดลับเขย่าโลก .. และจะซื้อได้เล่มเดียวเหรอคะ แน่นอน ได้ วัฒนธรรมไวน์ มาอีกเล่ม

หลังจากนั้น โอ ประวัติศาสตร์โลก น่าซื้อมากก 750 เหลือ 600 แล้วก็มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจในศตวรรษที่ 21 ของสุขภาพใจ อยากได้ อยากได้ ขณะที่กำลังกรีดอยู่ในใจ เดชะบุญ แม่ก็โทรตาม ก็เลยได้ตาลีตาเหลือกไปหาแม่ ในบันดล ขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยหนุนส่ง ....

แม่ที่เคารพอยู่ที่ Bookazine อ๊ะ ในที่สุด สถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ก็เกิดขึ้น กลับมาที่นี่ รู้สึกอีกมีก็ควักกระเป๋าซื้อ หนังสือ fantasy อะไรก็ไม่รู้มา 2 เล่มแล้ว ฮือฮือ .... แต่ก็ยังดี ตอนแรกว่าจะซื้อ Eragon มาด้วย เห็นตั้งแต่ตอนอยู่อังกฤษ แต่ที่ไหน ๆ ก็มีแค่เล่ม 2 ก็เลยรอดตัวไป สาธุ

นั่นแหละ หลังจากนั้น นึกว่าจะกลับบ้านแล้ว เพราะหนังสือหนักมาก แต่แม่ก็บอกว่า จะให้ฝากไปรษณีย์ส่งไป เห็นหนังสือที่หิ้วมา รู้ได้อย่างเดียวว่าคงต้องซื้อกล่องที่ใหญ่ที่สุดเป็นแน่ แต่ก็นะ .. ยัดไปแล้ว ก็ต้องดินไปเอาหนังสือแม่ที่ได้ไปฝากไว้ ณ จุดต่าง ๆ มาด้วย ..... แต่ขอโทษนะคะ อิฉันพอ unload หนังสือล็อตแรกไปได้ ก็ทำการซื้อใหม่อีกหน แถมครั้งนี้ อยู่กับแม่ ยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมล้านเท่า
“มิ้ง ดูเล่มนี้สิ มิ้งต้องชอบแน่”
“อื้อ มิ้งก็ดูอยู่เหมือนกันเลย ... แล้วมิ้งก็ว่าเรื่องนี้หนุกนะแม่”
“ไหน ๆ “
อะไรแบบนี้ .... อิฉันยิ่งซื้อง่ายเพราะอาเจ๊อยู่ด้วย .. เสมือนหนึ่งมีผู้รับประกันมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว เฮ้ออ แล้วก็หอบบ้าหอบบอไปที่โพสต์อีกครั้ง เห็นแล้วก็อาย พนักงาน รอบแรกก็อลัง รอบสองก็สติแตกอีกครั้ง ลังที่ว่าใหญ่ขนาดก็ไม่พอ

รู้ตัวอีกที หมดไปแล้วสามพัน โฮโฮ กรี๊ดด คือมาถึงก็กดเงินเลย เพราะว่าไม่มีเงินในกระเป๋าสักบาท กะว่าจะซื้อแค่ที่ได้อ่านจริง ๆ แล้วจะไม่เกินพันนิดหน่อยแท้ ๆ แล้วยังไงคะ หมดเกลี้ยงเลยนะสิคะ หันไปทางแม่ เจ๊หมดไปอีก สี่พัน เฮ้ออ แม่กะลูกคู่นี้ … ดีนะเนี่ยที่ไปเดินตอนเย็น ๆ ถ้าไปตั้งแต่เช้าคงหมดเป็นหมื่นได้เลย เพราะอย่างตัวมิ้งนี้เดินแค่1/4 ของชั้นแท้ ๆ ยังไม่นับชั้นอย่าง หรือ Planary Hall นะเนี่ย

อย่างไรก็ตาม งวดนี้ผีบ้า academic ก็สิงอีกตามเคย ซื้อมาแต่อะไรก็ไม่รู้ ซื้อมาเพราะงกความรู้ ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ได้อ่านก็มี ซื้อมาเพราะงกเงินเห็นว่าถูกก็เยอะ งก งก และงก จริง ๆ

เฮ้ออ มีแค่ปีที่แล้วปีเดียวที่ข่มสติซื้อไปแค่ 2-3 เล่มเพื่ออ่านรอแม่ตอนแจกลายเซ็นได้แท้ ๆ

Thursday, October 13, 2005

มิ้งกิทัวร์ ภาคออกนอกประเทศ

บทที่ 1: เหตุเดินทาง

และแล้ว อย่างที่ได้รู้ ๆ กัน ว่าลูกชายสุดที่รักของคุณแม่ (หรือ พระมาร (ดา) ของดิฉันตามที่ได้เรียกจนติดปาก) ได้เดินทางไปเรียนต่อ ณ ประเทศอังกฤษ เดือนที่แล้ว แต่ทั้งนี้ แม่ฮะ ก็เกิดกังวลขึ้นมาว่า จะให้ลูกชายสุดที่รักย้ายมหาวิทยาลัยและย้ายเมืองดีหรือไม่ ยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเครียด อย่างกระนั้นเลย จิกลูกอีกคนที่เหลืออยู่ที่บ้านได้แล้ว แม่ก็ลากนังเด็กนั่น (มิ้ง) ขึ้นเครื่องไป


โอ๊ยย ไม่อยากจะบอกเลยว่า ก่อนไปน่ะ ทะเลาะกับแม่กระจัดกระจายไม่เว้นวันมาก เพราะตอนแรกแม่บอกว่าจะหาน้อง (ลูกรัก) สิ้นเดือน เพื่อดูมามหา-ลัยที่ลูกชายไปอยู่ แล้วก็จะแวะเที่ยวด้วยกันก่อนที่ลูกชายจะเปิดเรียนจริง ๆ แล้วเธอก็กระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะสติแตกกลัวว่ามหา-ลัยที่ลูกรักเลือกไปจะไม่รุ่งไม่เกิด แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจร่น + เร่งเวลาเดินทางเข้ามา เมื่อคิดว่าจะเปลี่ยนยู และต้องการไปดูยูอื่นให้ทันก่อนเปิดเทอม เผื่อจะเปลี่ยนใจ

แล้วดิฉันเนี่ยย …. มีงานต้องทำนะคะ จะให้เดินเข้าไปบอกที่ทำงานว่า หนูจะลาไปอังกฤษ 2 อาทิตย์นะคะ แล้วก็จบโดยเป็นการลาล่วงหน้า 2 วันกระนั้นหรือ ทำไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่ควร ... ใช่ไหมคะ งานที่ต้องรับผิดชอบก็มี แล้วงานที่ต้องให้คนอื่นจัดการแทนอีก ดังนั้น การจะหายไปนานถึง 2 อาทิตย์ก็ทำให้ทะเลาะกับแม่จะเป็นจะตายมารอบนึง (รอบนึงแบบมีหลายยกด้วย!!) แล้วพอเธอจะเลื่อนวันเข้ามาก็ทำให้มิ้งเกิด Death Match ถกเถียงกับแม่ขึ้นมาอีกรอบ

.... ทั้งนี้ทั้งนั้น สรุปได้ง่าย ๆ เลยว่า สู้ไม่ได้ (“แพ้”นั่นเอง) เพราะภาษีความเป็นลูกที่ต้องจ่ายมีมูลค่าและราคาสูงมากกก มาก มาก มาก เกินจะกล่าว ถ้าไม่ไป เธอก็จะโกรธ งอน น้อยใจ เสียใจ และถ้าตามไปช้า ก็ไม่ยอม ไม่ได้ ไม่ให้ สรุปว่า ก็ต้องไปตามวันที่เธอกำหนด โอ๊ยย พูดแล้ว คิดแล้วก็ยังหงุดหงิดอยู่เลย คุณเธอชอบให้เสนอทางให้เลือก เช่น “ตามไปไหมล่ะ” “ก็ได้งั้นมิ้งตามไปทีหลัง” “แต่ถ้าไปทีหลัง แม่จะต้องจ่ายค่าตั๋วแพงกว่าปกติ และ ฯลฯ” แล้วยังไงล่ะคะ เป็นเผด็จการประชาธิปไตยที่แปลว่า ดูเป็นประชาธิปไตยตรงที่สามารถมีสิทธิมีเสียงได้ แต่ก็เป็นเผด็จการเพราะไม่ยอมรับความเห็นของมิ้ง โฮโฮ เฮ้ออ รูปแบบประชาธิปไตย แต่ means นั้นไซร้เผด็จการ ก็ต้องไปกับเค้าตามที่เค้าเลือกมาแล้วแหละ

ดังนั้น ไม่อยากจะบอกเลยว่า รู้แค่ว่าไปวันไหน กลับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อารมณ์ตอนไปขึ้นเครื่องบินเป็นประหนึ่ง ถูกเป็ดไก่จับยัดใส่เข่งขึ้นไปบนเครื่องบินนั่นแหละ อะไรอย่างไรก็ไม่รู้

เฮ้ออ บ่นมาได้ หน้านึงแล้ว นั่นแหละ ๆ แล้วเราสองแม่ลูกก็ได้ออกเดินทางไปโดยเครื่องบินสายการบิน Emirates เพราะว่าได้ถูกกก เหตุผลเดียวที่ชัดเจนที่สุด There ain’t no such thing as a free lunch อย่างที่ลุง Milton Friedman บอกมาก็จริง แต่เราก็ทำให้มันถูกลงได้ใช่ไหมคะ Yet, we made it far cheaper! ขึ้นเครื่องไปแล้ว เกือบตี 2 พอดี มาตาปีย์ก็ได้หลับพับไป ตอนแรกว่าจะนั่งกรี๊ดกร๊าดอัพเดทฟังเพลง Euro ทั้งหลายแท้ ๆ ไม่มีใครบอกก็รู้เพราะมันย้ำเตือนชาวโลกแบบไม่ให้มีวันลืมว่า มันเรียนอิตาเลี่ยนมา ฝรั่งเศสก็เคยเรียน ดังนั้น มันก็เลยกระแดะฟังเพลงภาษาแบบนี้ รวมไปถึงสเปน เยอรมัน และอื่น ๆ เพื่อให้ความเว่อร์ของมันไม่มีวันจบสิ้น อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาจริง ๆ หลังจากได้กรี๊ดตรวจสอบรายชื่อเพลงใหม่ ๆ เก๋ ๆ ในตลาดแล้วมันก็ถึงกับหลับไปโดยที่ยังมิทันได้ฟังเพลงทันครบ 1 ชั่วโมง อ๊ะ ก่อนหน้านั้น เหตุการณ์อีกอย่างที่ทำให้หลับพับไปเร็วกว่าปกติก็คือ นั่งเล่นเกมในเครื่องก่อนฟังเพลง แล้วไอ้เกมบ้า trivia ก็ดันเร็วมาก ๆ ประมาณว่าเครียดมาก มากสุด ๆ เพราะตอบคำถามไม่ทัน ยังไม่ทันอ่านจบมันก็เร่งให้ตอบ เล่นสักพัก สรุปได้ชัดเจนว่าถึงตอบได้ก็กดตอบไม่ทัน แถมยังต้องเล่นแข่งกับผู้โดยสารร่วมเครื่องอีก แหมมม มีการบอก seat ประจานด้วยนะเจ้าคะ ถูกความกดดันทั้งหลายทั้งสิ้นทำให้สติแตกขึ้นมา พลังงานสำรองที่มีถูกใช้- เค้นใช้-ไปเพื่อการนี้ทั้งหมด ดังนั้น อิฉันจะมีพลังงานเหลือเฟือไว้สำหรับการฟังเพลงอีกเหรอคะ ไม่เลยค่ะ ดังนั้น ดิฉันก็หลับไป

TBC – ส่วนที่ 2 จะมาต่อในเร็ววัน


'There ain't no such thing as a free lunch.'

'There ain't no such thing as a free lunch.'
'There ain't no such thing as a free lunch.'

Monday, October 03, 2005

มิ้งกับความบ้ามาก ๆ ครั้งใหม่

กรี๊ดด พ่อแม่พี่น้องที่เคารพทุกคน

มาตาปีย์เกิดอาการติดขึ้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ แล้วคนที่รู้จักอิฉันดีก็คงรู้กันว่าเวลา “ติด” อะไรขึ้นมา นังนี่จะบ้าได้ขนาดไหน เฮ้ออ... อยู่ดีไม่ว่าดี ตอนไปอังกฤษไปสำรวจตลาดในร้านหนังสือ แล้วก็พานเหลือบไปเห็น The Magicians’ Guild หนังสือแฟนตาซีแนะนำที่ร้าน Waterstone’s ภูมิใจเสนอ หยิบมาดู อ๊ะ ปกสวย เรื่องย่อก็ดูจะสนุกเก๋ อย่ากระนั้นเลยย แวะเวียนอยู่สักพัก มิ้งกิก็ได้หนังสือถูกใจมาสี่ห้าเล่ม แน่ใจได้เลยว่า The Magician’s Guild ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

กลางดึกคืนนั้น อ่านสักหน่อยดีกว่า .. และแล้ว มิ้งก็ลงมืออ่านอย่างเมามัน และมุ่งมัน ทุกคืนที่ไปนอนไม่เกินเที่ยงคืนตลอด และแล้ว .. มิ้งก็เริ่มหลุดเวลาที่กำหนดไว้ของตัวเอง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตีสามแล้ว กรี๊ดดด

คืนต่อมา มิ้งยังไม่เข็ด ตีสามอีกเช่นเคย

คืนที่สาม เพื่อให้จบเล่ม รู้ตัวอีกที่ก็ตีสี่กว่า กรี๊ดดดด

วันต่อมา กลายเป็นหมีแพนด้า ฟ ที่รัก ถามว่า นอนกี่โมง คำถามคลาสิกที่ทั้งบ้านชอบมีกับมิ้ง และก็เป็นอีกครั้งเช่นเคยที่มิ้งไม่กล้าตอบ เบื้องหลังน้องฟินน์ พระมาร (ดา) กำลังจ้องมิ้งอยู่เช่นกัน และก็ไปล้างหน้าส่องกระจกในห้องน้ำ โอ้ เป็นแพนด้าที่น่ากลัวมากก ตาโหลดำคล้ำยิ่งกว่าที่คิดไปโข แล้วก็ไม่มีแรงทำอะไรด้วย เพราะเพิ่งนอนไม่กี่ชั่วโมงเลย แต่ไม่กล้าทำตัวเนือยและเหนื่อยให้แม่และน้องกล่าวหาอะไรได้ กรรมออนไลน์จริง ๆ เร็วกว่าสั่งพิซซ่าอีก

หลังจากนั้น วันต่อมาจะต้องกลับบ้านแล้ว แต่นี่ The Magician’s Guild เป็นหนังสือเล่มแรกของชุด The Black Magician Trilogy นี่นา ไม่ได้การ เข้าเนทไปดูโดยด่วน อ๊ะ แล้วก็พบความจริงอันโหดร้าย โฮโออ เล่มที่มิ้งซื้อเป็น newly-printed edition เพิ่งออกเดือน sep ที่ผ่านมา แล้วก็อีก 2 เล่มจะทยอยออกมาเดือน ตุลา และ พฤศจิกา ตามลำดับ

ทำไงดีคะ ... อยากอ่าน แต่ก็อยากเก็บชุดเดียวกัน
(คนที่รู้จักมิ้งดี ก็คงจะเข้าใจอารมณ์เก็บเป็น set, สร้าง collection ของมิ้งได้)
นิ่งค้างกับความจริงที่โหดร้ายหน้าคอมสักพัก แล้วมิ้งก็ตัดใจได้ เอาวะ ก็ไปซื้ออีก 2 เล่ม เป็นพิมพ์ edition เก่า แล้วพอออกใหม่ก็เก็บมันหมดให้ได้ทั้ง 2 ชุด 2 แบบก็ได้นี่

ดังนั้นแล้วมิ้งก็รีบแต่งตัว อย่างที่ไม่เคยทำเลยขณะมาเที่ยวอังกฤษครั้งนี้ ไม่เนือย ไม่เอื่อย แต่คว้ากางเกงยีนส์กับเสื้อยืดแขนยาวมาเปลี่ยน แต่งหน้า พันคอลวก ๆ แล้วก็หยิบกระเป๋าหน้าตารีบบบวิ่งออกจากห้องไป โดยบอกน้องรักเพียงสั้น ๆ ว่า .. เดี๋ยวมานะ …

แต่ก็นั่นแหละ 20 ปีกว่าที่อยู่ด้วยกันมา ไม่ได้ทำให้ผิดหวังจริง ๆ คุณน้องเข้าใจคุณพี่และเข้าใจความบ้าที่คุณพี่เป็นอยู่และเป็นมาตลอดชีวิตดี เธอหันมาพยับหน้ารับ แล้วบอกว่า .. งั้น เดี๋ยวเจอกัน …

แล้วมิ้งก็วิ่งไปร้านหนังสือ ด้วยความเร็วที่เหมือนประหนึ่งว่า จะต้องวิ่งไปส่งวิทยานิพนธ์ให้ทัน เข้าร้านไปแล้วก็คว้าหมับที่ชั้น

ฮ่า ฮ่า ... ชะเอิงเอย ... ล้าลา.. ฮูเร ...ได้ The Novice กับ The High Lord เล่มสองและเล่มสามตามลำดับมาแล้ว ... จริงอยู่ที่เมืองไทย ร้านอย่าง Asia Book/ Bookazine หรือไม่ก็ Kino น่าจะมี แต่ใครจะไปกล้าเสี่ยงได้อ่านช้าไปล่ะ มิ้งลงแดงตายไปใครจะรับผิดชอบ

มิ้งเดินถือถุงหนังสือกลับมาอย่างอิ่มเอิบ มีความสุขเหมือนถูกโอบกอดไว้ด้วยความรักจากผืนโลกและแม่พระธรณี และแล้ว มิ้งก็เจอเพื่อน ๆ ของน้องระหว่างทาง
“พี่มิ้ง ไปไหนมาคะ”
“ไปร้านหนังสือมาค่ะ ตกลง The Magicians’ Guild ที่คุยกันวันก่อน สนุกจริง ๆ ด้วยล่ะ”
“จริงเหรอคะ”
“ค่ะ พี่ไปซื้อเล่มสองและสามมาแล้ว สนุกจริง ๆ แนะนำ ๆ”
แล้วเด็ก ๆ ทั้งสองคนก็เดินจากมิ้งไป ด้วยความตกใจเล็กน้อยที่มิ้งอ่านจบเร็วเหลือจะกล่าว แน่ล่ะ ... behind the scene มิ้งอ่านเหมือนจะสอบวันรุ่งขึ้นนี่ นอนก็แทบไม่ได้นอน

ไปเที่ยวกันอีกวัน แล้วเราก็ขึ้นเครื่องกลับบ้าน อืม นั่งเครื่อง แล้วต้องแวะไปทรานซิทที่ดูไบเหรอคะ มาตาปีย์ไม่หวั่นไหว หวาดกลัวอยู่แล้ว The Novice อยู่กระเป๋ามิ้งแล้วนี่ ... ลัล ลัล ลัล ลา

ขึ้นเครื่องปุ๊บ รัดเข็ดขัดปั๊บ มิ้งก็คว้าหนังสือที่รักยิ่งอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ... โอ๊ยย ใครว่า การอ่านหนังสือเป็นการฆ่าเวลาตอนนั่งเครื่องบินไกล ๆ อย่างไฟท์บินข้ามทวีปกันคะ? ของมิ้งเนี่ย การได้อยู่บนเครื่องบินนาน ๆ ตอนนี้เป็นการประทานพรจากพระเจ้าจริง ๆ มีความสุขที่สุด ๆ ถึงขั้นเกิดกลัวว่าจะมีเวลาอ่านไม่พอด้วยซ้ำ บ้าไปแล้ว ตามแบบฉบับอีมิ้งจริง ๆ พอเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เพราะเช้ามาก เกือบทุกคนขึ้นเครื่องก็หลับกันไป แต่อ๊ะ มิ้งจะหลับดีไหมคะ
ก. ดี หลับเลย เพราะก่อนหน้านี้มิ้งก็แทบไม่ได้นอน
ข. ไม่หลับหรอก ไม่หลับแน่ ๆ อ่านหนังสือต่อไปมากกว่า
ค. หลับมั่ง ไม่หลับมั่ง ถ้าไม่หลับ ก็คว้าหนังสือมาอ่านต่อ

ตอบข้อไหนดีน้า? นั่นแหละ มิ้งว่ามิ้งคงไม่ต้องเฉลยนะ สจ๊วตเดินมากี่ครั้ง แอร์ผ่านไปกี่หน มิ้งและหนังสือในมือก็ยังอยู่คู่กัน จนสัก 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องจะลงนั่นแหละ ที่มิ้งขอตามใจสังขารแล้วหลับพับไป

ตื่นมา เหลืออีกชั่วโมงเครื่องจะลง มิ้งก็รีบ ๆ กระหายอ่านต่อ แล้วพอเครื่องลง ที่บ้านมารับ เราก็ไปกินข้าวกันต่อ นั่งไป มิ้งก็เริ่มเบลอ ๆ ตัวโยก ๆ กลายเป็นจิงโจ้อีกครั้ง สงสัยอาการเหนื่อยและ jet lag จะถามหามาตาปีย์เสียแล้ว กลับบ้านมิ้งจะอาบน้ำสบาย ๆ แล้วนอน!

แต่พอกลับบ้าน คุ้ยของสักพัก the same old irresistible and addictive feeling ก็กลับมา มิ้งถูก charm and spell ของหนังสือเล่นงานหนักซะแล้วเจ้าค่ะ คืนนั้น มิ้งอ่าน the Notice จนจบใกล้เช้า ๆ แล้วหลังจากนั้น คิดว่าจะนอนได้เหรอ อ่าน The High Lord ต่อสิคะ!

จริง ๆ ฟัง ๆ ดู speed อ่าน the Notice ต่ำมาก ๆ เลยนะ ก็แน่สิ สภาพที่ย้ายจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งอ่านที่เตียง ก่อนจะกลายเป็นนอนอ่านน่ะ กินความได้ทุกอย่างแล้ว พออ่าน The High Lord ได้อีกเกือบครึ่งเล่ม บ่ายโมงกว่า ๆ ก็รู้ตัวอย่างไม่ยอมรับว่า คงไปไม่จบแน่ ๆ นอนก่อนดีกว่า

แล้วมิ้งก็หลับพับไป ตื่นมาอีกที อาบน้ำ กินข้าว แล้วมิ้งก็ดื่มด่ำกับ the journey ของมิ้งต่อ รวม 2วัน 2 คืนโดยประมาณ แต่นะคะ หนังสือจบแล้ว คิดว่ามิ้งจะคลายหายจากอาการเป็นทาสได้เหรอคะ

มิ้งยังบ้าอยู่ .......... และก็บ้าหนักด้วย โฮโฮ พ่อขา แม่ขา มิ้งเป็นบ้าไปแล้ว .............. อยากอ่านอีก อยากอ่านต่อ ลงแดง แต่พอเอามาอ่านใหม่ ก็ยิ่งติด โฮโฮ กรี๊ดดด

มิ้งเกิดอาการบ้าเป็นระยะ ๆ เช่นนี้ โอ๊ยย จบแล้วเหรอ ไม่นะ ไม่ อย่าจบนะ จบได้ยังไงกัน มิ้งยังไม่หายอยากอ่านเลย โฮโฮ ฮือ อย่ามาทำแบบนี้กับมิ้งสิคะ อยากอ่านเล่ม 4 นี่นา โฮโฮ ไม่ยอมมม จะอ่านเล่มสี่ๆๆๆๆๆ

“อ้าว มีเล่ม 4 ด้วยเหรอ” มีเสียงถามมาจากคนในบ้านที่เห็นมิ้งคร่ำครวญทุรนทุราย เป็นบ้าอยู่คนเดียว
“ไม่มี” มิ้งบอกไป
“อ้าว ...”
“ก็มันเป็น trilogy นี่นา จะให้มีเล่มสี่ได้ยังไงล่ะ”
“แล้วมาโวยวายทำไม” ผู้เคราะห์ร้ายยังไม่คลายความสงสัยไปได้ง่าย ๆ
“ก็อยากอ่านนี่นา”

ใช่แล้ว อยากอ่าน จะอ่านเล่มสี่ ๆๆ จะอ่าน ๆๆ แล้วมิ้งก็พลันนึกได้ ’เทพมารสะท้านภพ’ กำลังภายในที่พ่อกะมิ้งอ่านมีถึง 16 เล่ม ก่อนหน้านั้นอ่านมังกรคู่ ก็ 21 เล่มจบ ทำไม The Black Magician ของหนูมีแค่ 3 ค้า โฮโฮ

หรือมิ้งจะพยายามติดต่อแปลเป็นภาษาไทยเพื่อถ่ายทอดความดื่มด่ำนี้ ไปสู่เพื่อนคนอ่านชาวไทยดีค้า เหอเหอ เหอ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด อยากอ่าน ก็ได้ให้อยู่ด้วยกันให้บ้าไปเลย ตอนนี้บางส่วนก็เกือบ ๆ จะ learn memorise by heart แล้ว!!!!!!!!!

จบดีกว่า บ้าไปมากแล้ว

* The Black Magician Trilogy โดย Trudi Canavan

Friday, September 09, 2005

บอร์ดกับการแปลงร่างของกองทัพมนุษย์ผักชี

*เรื่องเก่าที่ลืมเอามาเม๊าท์ ... ขอเล่าตอนนี้ก็ยังทันเนอะ*

คุณคะ คุณคะ คุณรู้จักมนุษย์ผักชีกันบ้างไหมคะ

คืออย่างนี้ค่ะ วันศุกร์นี้ เหล่าคณะกรรมการบริหาร หรือ ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า บอร์ด จะเดินทางมาเยี่ยมพวกเราพร้อมกับให้โอวาทพวกเราค่ะ แล้วทีนี้ ปกติบอร์ดจะเข้าไปประชุมเฉพาะที่บางเขน ซึ่งเป็น Head Quarter เท่านั้น แต่แหม ... Head Quarter คำนี้ฟังดูดี๊ดี ฟังดูหรูหรา ยิ่งใหญ่จนไม่อาจ และไม่น่าจะใช้กับตึกที่บางเขนของเราได้เลย นอกเรื่องไปนิด ... เราอยู่กันที่ลาดกระบังไงคะ เป็น middle of no where สุดใจขาดดิ้น ชนิดต้องตระเวนไปไกลเพื่อหาอาหาร และ ท๊อป ซุปเปอร์มาร์เก็ตเล็ก ๆ ขนาดเดิน 2 นาทีทั่วก็กลายเป็นสวรรค์บนดินไป

จากที่พูดมาก็คงไม่น่าจะแปลกใจว่า ทุกคนจะตื่นเต้น รวมไปถึง (ไม่แน่ใจว่าจะใช้คำว่ารวมไปถึง หรือ จะเป็นแค่อย่างหลัง) แตกตื่น ตกใจ ตื่นตูม หรือตระหนกกันเพียงไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อบอร์ดหลายคนเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาใหม่และยังไม่เคยมาที่ลาดกระบัง อันเป็นสถานที่ตั้งสถานีรับสัญญาณดาวเทียมสุดเดิ้นเด็ดดีของเรามาก่อน และแล้ว กระบวนการการปลูกผักชีก็เริ่มขึ้น

คณะกรรมการบริหารจะมากันวันศุกร์ แต่ไม่เป็นไร การพรวนดินรดน้ำต้นไม้น้อยต้องใช้เวลา ดังนั้น ตั้งแต่วันจันทร์ ก็เริ่มมีการคิดหาความเก๋ไก๋มาเพิ่มให้กับหน่วยงาน ดังมี จะทำป้ายหน้าสำนักงานใหม่ เปลี่ยนธงชาติเอาที่สีสด ๆ มา สั่งตู้ไฟเพื่อมาโชว์ภาพถ่ายดาวเทียม วางกระถางต้นไม้เพิ่มให้เป็นสวนหย่อม (หรือป่าเขตร้อนถ้าทำได้) เปลี่ยนโปสเตอร์ยักษ์ตามรายทาง และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วน พูดได้ว่าแทบทุกคนวางมือจากงานประจำ เพื่อหันมาลงมือลงแรงและร่วมแรงร่วมใจกับการเพาะกล้าแปลงผักสีเขียวสดใสนี้เต็มที่

ได้ข่าวแว่ว ๆ ถึงการหาซื้อต้นไม้มาประดับเพิ่มเติมตั้งแต่วันจันทร์ และการสรรหาก็เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว วันอังคารบางคนใช้เวลาพักกลางวันไปเลือกต้นไม้ แล้วพอวันพุธ พี่กลุ่มหนึ่งหายไปตั้งแต่บ่ายสอง จนกระทั่งหกโมงเย็น รถตู้ก็ประคองลากสังขารอ่อนระโหยโรยแรงของชาวผักชีกลับมาที่สำนักงานพร้อมต้นไม้หนึ่งป่า จับความได้ว่า ออกตระเวนหาต้นไม้ไปเรื่อย ๆ แล้วรู้ตัวอีกทีก็ไปโผล่ที่รังสิตกันแล้ว เล่ามาถึงตอนนี้ ถ้าใครยังไม่รู้ หรือจำยังไม่ได้ก็จะขออนุญาตพูดขยายความอีกนิด ... เราทำงานที่ลาดกระบังกันค่ะ ... แล้วที่มนุษย์ผักชีหายไปถึงก็คือ รังสิต โอ้ลา ... มีเสียงใครก็ไม่รู้ที่ได้ฟัง ถามขึ้นมาแบบอึ้ง ๆ ว่า โห ถ้างั้นทำไมไม่ไปพุทธมณฑลเลยล่ะ ต้นไม้จะได้ยิ่งสวยแล้วก็ยิ่งถูก ... ก็ไม่รู้ว่าเป็นการยุ การอึ้ง หรือการระชด แต่อย่างใด แต่อ๊ะ ... กระถางยังไม่ลงตัว จะยอมได้เหรอคะ วันพฤหัสส่งหน่วยกล้าตายก็เลยวิ่งไปถึงโฮมโปร เพื่อซื้อกระถางไม้แผง ๆ วางต้นไม้ประดับหน้าสำนักงานและห้องประชุมกันต่อ ระหว่างนี้ คิดว่าแม่บ้านและนักการจะได้นั่งเฉย ๆ เหรอคะ โน๊ โน โนค่า ... เช็ดใบเขียว ๆ ของต้นไม้ให้หมดฝุ่นแล้วไม่พอหรอกนะ ต้องเอานมมาเช็ดต่อด้วย จะได้เงา มัน แล้วก็สีสด โอ เคล็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ ไม่บอกไม่รู้นะเนี่ยย คุณป้าประนอมขา รายการแม่บ้านที่รักและแม่บ้านสมองไหล ขอร่วมใจมอบให้คุณป้า 2,000 บาทค่ะ แล้วก็อ๊ะ ... กระถางไม่เงาเหรอ ไม่ด้ายยยย ไม่ด๊ายยย ... เอาน้ำมันพืชมาลงสิคะ เงา งาม เปล่งประกายแห่งคุณค่าแน่ ๆ ยังดีนะ สำนักงานเราเป็นพื้นกระเบื้องยาง ขืนเป็นกระเบื้องมัน ก็คงต้องมีการขัดน้ำมันลงพื้นให้ทุกคนลื่นหัวคะมำกันไปต่ออีกแน่

หน่วยงานอื่นทำอะไร??? แน่นอนว่าไม่ได้อยู่เฉยแน่ ๆ พวกที่มีหน้าที่ผลิตข้อมูล-ภาพ ก็ต้องสรรหาภาพที่สวยงามและเป็นเลิศมาประดับประดาข้างฝา เอารูปอะไรดี มุมไหน อัตราส่วนเท่าไหร่ พริ้นท์มาแปะตรงไหนดี เลือก เลือก เลือก หา หา หา ความเป็นเลิศทางวิชาการและคุณธรรม คือสิ่งที่เราต้องการ 555 (อิฉันก็มั่วซั่วไปเรื่อยยย) และเมื่อได้รูปถูกใจ ถูกตากรรมการ ก็ได้ฤกษ์พริ้นท์ หลังจากนั้นยังไม่จบนะคะ เราต้องเอารูป A0 ทั้งหลายมาประกอบรวมร่างกันต่อ เพื่อกลายเป็นรูปภาพถ่ายดาวเทียม A –2 ปิดข้างฝา 1 ด้านได้พอดี ซึ่งงานนี้ก็ไม่ใช่ทำง่ายนะคะ ต้องแปะให้เนี๊ยบ แปะให้เรียบ แปะให้สวย แต่ก็ไม่มีปัญหา เราได้ฝึกมาเพื่อเป็นมนุษย์ผักชีกันอยู่แล้ว ความชำนาญเช่นนี้เกิดจากการฝึกฝนและขวยขวายใช่ไหมคะ GISTDA ทำได้ GISTDA เป็นหนึ่ง!

ลุงคนขับรถก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน วันพุธเห็นลุงแกกวาดใบไม้ยิ่งกว่าตั้งใจอยู่หน้าตึกตั้งแต่บ่ายแก่ ๆ แล้วตอนกลับบ้านตอนเย็นจัด ๆ ก็ยังเห็นคุณลุงคนเดิมกวาด ๆ อยู่ ที่สำคัญและขำมากก็คือ พอวันพฤหัสมาทำงานตอนเช้า ลุงแกก็ยังอยู่ที่เดิม ก็เลยต้องขอแซวว่าลุงแกกวาดพื้นกวาดใบไม้มาทั้งคืนเลยหรือเปล่านี่ แล้วก็มอบหมายให้ลุงเป็นหัวหน้ากองทัพผักชีไป แล้วพอไปเรียกแกว่ามนุษย์ผักชีหมายเลขหนึ่ง แกก็งอน ๆ งอแงไปฟ้องหัวหน้า น่ารักสมวัยสุด ๆ :D อ๊ะ ไม่ต้องเดาก็รู้ ระหว่างนี้ คนสวนก็กวาดใบไม้ ตัดหญ้า และเล็มกิ่งไม้ไปตามรายทาง อืมมม ไม่แน่ใจว่ามีการขุดลอกบ่อด้วยไหมก็ไม่รู้ 555

วันที่บอร์ดมาถึง คณะพวกเราก็ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู (หรือจะเป็นน่ารักน่าสงสาร หรือน่ารักน่าสมเพชก็ไม่รู้) ขออนุญาตมอบช่อดอกไม้แต่ละคนเป็นการแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่ง และก็เป็นการฝากเนื้อฝากตัวกลาย ๆ ไปในตัว ไม่ต้องห่วงเลยว่าท่าน ๆ จะปลาบปลื้มมมมม แล้วก็ยิ้มจนแก้มปริ

จากทั้งหลายทั้งปวงที่เล่ามา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า งานจะประสบความสำเร็จด้วยดี และหลังจากนั้น เราได้ข้อสรุปเล็ก ๆ น้อย ๆ กันเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีการปลูกผักชีกันว่า ผักชีนั้นจะปลูกให้เติบโตดีก็ต้องปลูกล่วงหน้าหลาย ๆ วัน ต้นผักชีจะสวย แข็งแรง และไม่มีปัญหาใด ๆ ตามมาในภายหลัง และบุคลากรที่มีก็จะแปรสภาพไปเป็นคนงานไร่ผักชีชนิดที่ยิ่งกว่าอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ตาม นั่นแหละ ถ้าเวลาน้อย การปลูกผักชีก็ทำได้ดีเช่นกัน และอาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ คุณพี่ ก. (ขอสงวนนาม) สรุปได้น่าสนใจว่า ยิ่งปลูกดึก ต้นไม้ของเราก็ยิ่งโตไว เพราะแรงงานจะยิ่งรวมแรงรวมใจขยันหมั่นเพียร และมีประสิทธิภาพกันยิ่งนัก ซึ่งประเด็นนี้มาสรุปกันเองต่อได้ง่าย ๆ ว่า อัตราการเติบโตของต้นผักเป็นสัดส่วนผกผันกับระยะเวลาปลูก :D

อย่างไรก็ตาม การปลูกผักชีเป็นของสากลและเป็นโรคระบาดจริง ๆ เพราะหลังจากนั้น เพื่อนหนึ่งฝูงจะมากินข้าวและเล่นกันที่บ้านอิฉัน และไม่ต้องก็รู้ว่า กลายร่างเป็นคนงานแปลงผักชีชนิดเข้มข้นด้วยเหมือนกัน!

Thursday, September 01, 2005

คัตเตอร์

เมื่อวันก่อน มาตาปีย์หยิบคัตเตอร์มาตัดกระดาษ แล้วด้วยความที่สไลด์ใบคัตเตอร์ให้เลื่อนออกมาด้วยมือเดียว ก็เลยถูกส่วนแหลมของคุณคัตเตอร์กดใส่มือ แต่อิฉันก็ไม่คิดอะไรมาก รอกระดาษจากเครื่องพรินเตอร์เพื่อมาตัดแบ่งต่อไป แล้วยังไงเหรอคะ รอจนได้กระดาษมาแล้ว ก็รีบหยิบมาตัด ตัด ตัด แล้วก็ อ๊ะ .. อะไรเนี่ยเปื้อนกระดาษ สีชมพู ชมพู ก็ตัดต่อไปไม่ได้สนใจ แล้วก็อ๊ะ อะไรเนี่ย ยิ่งเปื้อน ที่พรินเตอร์ก็ไม่ได้เลอะอะไรนี่นา ก็เลยเอามือปัดไอ้ที่เปื้อนออกไป แล้วอะไรเกิดขึ้นเหรอคะ มาตาปีย์ยิ่งทำกระดาษเปื้อนกว่าเดิม ... ได้ไงก็ไม่รู้ คราวนี้ ก็เลยเพ่งมองชัด ๆ เลือดค่ะ กรี๊ด กรี๊ด เลือดดดดของหนูเอง ไอ้ที่โดนคัตเตอร์บาดน่ะ มันเลือดออก แต่เพราะมันคมมากกก คม ค๊ม คม ก็เลยไม่รู้สึกเจ็บน่ะ แค่จึ๊กเดียว แล้วขอโทษ เลือดมันก็ไหลๆๆ ไม่ยอมหยุดด้วยนะเจ้าคะ เลยเลิกตัดกระดาษ เพราะเกรงว่าเอกสารสำคัญจะเปื้อนไปกันใหญ่ ที่สำคัญก็นะ ผู้รับอาจจะนึกว่าส่งเอกสารวูดูไปแช่งมากกว่าจะส่งเอกสารไปให้ก็ได้

Wednesday, August 24, 2005

มิ้งกิทัวร์ ภาควันแม่

ตอนแรกว่าจะนอนกลิ้งเป็นลูกขนุนอยู่บ้านแล้วแน่ ๆ เพราะคนบ้านนี้ไม่มิยมไปไหนวันหยุด long weekends เนื่องจากกลัวจะไปแก่งแย่งชิงที่กับคนนับล้านที่ออกไปเที่ยววันหยุด แต่แล้ว พระมาร (ดา) ก็เกิดอารมณ์เก๋ อยากไป vacations ขึ้นมา

อืมม ไปไหนดีน้า ...แล้วก็มาลงตัวที่ Fisherman’s Village, boutique resort สุดเก๋ที่หาดเจ้าสำราญ เมืองเพชรบุรี มิ้งก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าเป็นอย่างไร แต่คุณพี่ (= พระมารดา) เธอการันตีแน่นหนามากว่าที่นี่กำลังอินและโด่งดังในเวบ pantip อยู่ (แหม เจ๊ ยังกะเจ๊เล่นเนทตลอด คอมฯ ยังไม่ยอมแตะเลย ........ อ๊ะ วันแม่ ไม่ควรเม๊าท์แม่ ไม่ได้ ไม่ดี)

เอาเถอะ ไปก็ไป พูดเจรจากันจบ เราก็เก็บกระเป๋าแล้วก็ออกเดินทางกันวันแม่เลย ฝนตกพรำ ๆ ตลอดทาง ก็เลยทำให้การเดินทางใช้เวลามากกว่าที่คิดสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร นั่งคุยกันสลับกับมองวิวข้างทางไปเรื่อย ๆ ก็เพลิดเพลินและฆ่าเวลาไปได้เหมือนกัน

มาถึงโรงแรมสักที ในที่สุด ต้องบอกว่าคุณพี่ที่เคารพไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยจริง ๆ Fisherman’s Village เป็นของเครือ fraser ซึ่งเป็น international chain ที่ทำเรื่อง serviced residences/ apartment ของสิงคโปร์ แล้วก็โด่งดังมากในเรื่องบริการ กับเรื่องความมีน้ำใจ เอาใจใส่ลูกค้า ด้วยแนวคิดว่า More than just a guest. .... สรุปว่าก็นั่นแหละ Fisherman’s Village เป็นตัว boutique resort ที่แรกของ fraser

ถึงที่พัก เอากระเป๋าเข้าห้อง แล้วก็กลิ้ง ๆ เล่นอยู่บนเตียงสักพัก ก็ได้เวลาไปเดินเอ้อระเหยชมโรงแรมซะที มิ้งกับฟินน์วน ๆ เวียน ๆ ลัดเลาะไปตามห้องพักต่าง ๆ แล้วก็สรุปได้ข้อมูลมาว่านอกเหนือจากเลขห้องพักแล้ว ทางโรงแรมจะตั้งชื่อให้บ้านทั้งหมดด้วย ก็น่ารักดีเหมือนกัน เกิด personalisation กันมาขนาดนี้ บ้านที่เป็น suit 2 ห้องนอนจะมีชื่อเป็นมหาสมุทร ซึ่งของเราเป็น Indian อยู่ตรงข้ามกับสระน้ำพอดี ขณะที่บ้านห้องเดี่ยวจะมีชื่อเป็นชื่อสัตว์น้ำ แล้วก็ปลาชนิดต่าง ๆ อย่าง seahorse/ scallop/ abalone/ trout แล้วก็อื่น ๆ มากมาย จนในที่สุดมาเห็นชื่อ lobster ก็เริ่มจะหิวขึ้นมา

หลังจากนั้นไปนั่งเล่นมิวสิคอยู่ที่หาดสักแป๊บก็ต้องเลิก อย่างที่บอกว่าชื่อบ้านพักเป็นอาหารทะเลทำให้หิว หิว หิว อย่างหนัก นักสำรวจ 2 ชีวิตก็เลยเดินไปตามอาปาอามามากินข้าวเสียที

กัปตันปราดเข้ามาแนะนำ seafood basket อาหารทะเลชนิดต่าง ๆ ปิ้งย่างสุดเก๋มาในกระจาดยักษ์ แล้วพ่อก็ดันไปตกหลุมเสียด้วย สั่งมาแล้วก็สั่งปลากะพงทอดสมุนไพร แล้วก็อาหารอีกล้านเจ็ดมาอีก แล้วมิ้งน่ะ เข้าพรรษาก็เหอะ แต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาทะเล แล้วบรรยากาศก็เป็นใจเหลือเกิน ก็เลยสั่งไวน์ขาวกะมาแกล้มกิ๊บ ๆ กั๊บ ๆ กับพี่ปลากะพงสักหน่อย แต่อ้าว ... ไม่มีเป็นแก้วเหรอคะ พี่กัปตันขา ... เอาเป็นขวดก็แน่ใจได้ว่า มีแค่ฟินน์คนเดียวที่จะช่วยกันแบ่งไวน์ทั้งขวด แล้วยังไงดี อยากกินนี่นา สั่งก็ได้ สั่ง ถึง ฟ จะช่วยแค่แก้วสองแก้ว ก็เหอะ เหลือก็เอาไปนั่งกินที่ห้องได้นี่นา กลั้นใจสั่งไปแล้ว รอ ร๊อ รอ ไวน์ที่รักก็ยังไม่มา อ้าว ... แล้วพี่บริกรก็เดินมาบอกว่า ไวน์ตัวที่สั่งไม่ดี เอาอะไรแทนดี ตอนนี้ไม่อยากรับภาระชีวิตเป็นไวน์หนึ่งขวดคนเดียวแล้ว ถ้าเกิดต้องซดแทนจิบไวน์ มาตาปีย์ก็เลยเอาวะ สั่งเป็น cocktails แทนก็ได้

แก้วแรกเป็น campari กับน้ำส้ม โอ้ ป้าจะบอกว่า ขนาดป้าที่ชื่นชอบการผสมเหล้าแรง ๆ ยังต้องขอยอมแพ้อีแก้วนี่ แรงมาก ๆ แต่เอาเถอะ กินไปเรื่อย ๆ ก็อร่อยดี กินข้าวเสร็จ ก็มาถึงของหวาน ซึ่งเป็นไอศกรีมทอด แล้วก็ไม่ใช้ วอลล์ หรือ ครีโม นะคะ ที่นี่เป็น Hagen-Daz เจ้าค่ะ Macadamia Nut อร่อยสุด ๆ บนแป้งนุ่ม ๆ กรอบ ๆ ก็ราดซอสส้ม แต่เสียดายที่ป้าไม่ชอบแย่ง ฟ ไป 1 คำก็ขอเปลี่ยนมาเข้าโหมดอีมิ้ง สั่ง cocktail มากินอีกแก้วแทน

อ้อ ระหว่างรออาหาร มีเหตุการณ์น่ารักมาก ๆ คือ มีการจุดพลุถวายพระพร เราก็เลยวิ่งออกไปดูพลุที่ระเบียงหน้าห้องอาหารกัน แม้ฝนจะตกปรอย ๆ แต่ทุกคนก็ทำตาแป๋วดูพลุสีกันอย่างสบายใจ ที่น่ารักมาก ๆ ก็คือ ครอบครัวฟิลิปปินส์ข้าง ๆ กำลังทะเลาะกันอยู่ โดยลูกชายคนโต ซึ่งประมาณ 5 ขวบโกรธพ่อขนาดแยกไปนั่งอีกโต๊ะเลย แล้วพ่อก็ตะโกนดุอยู่ สองพ่อลูกทะเลาะกันห้ามโต๊ะไปมาจนกระทั่งไปดูพลุ แล้วหลังจากนั้น สองพ่อลูกก็มานั่งตัวติดกัน คุยกันกระหนุงกระหนิง แล้วหัวข้อการสนทนา ซึ่งเป็นว่า กินข้าวเข้าไป-ผมไม่กิน ก็กลายเป็นการพูดถึงพลุ (ว่าแต่อ๊ะ ฉันสอดรู้สอดเห็นแท้ ๆ เลย)

กลับห้องไปหลังจากนั้น ก็เกิดอารมณ์อยากเล่นมิวสิคขึ้นมาอีกรอบ ก็เลยเดินไปริมทะเล แต่กรี๊ดด น้ำขึ้นสุด ๆ เท่านั้นยังไม่พอ ลมก็แรงเป็นญาติพายุ แล้วก็มืดมาก จะบอกว่า โอ เข้าใจอารมณ์ tsunami ขึ้นมาทันที หาดหายไปแล้ววว น้อง ฟ ก็เลยชวนไปกินไอศกรีมทอดอีกถ้วย

หลังจากนั้น ไม่อยากจะเม๊าท์เล๊ยย ฟ กินไอศกรีมทอดทุกมื้ออาหารน่ะ
(จบ)
http://www.fishermansvillage.net/

Tuesday, August 02, 2005

ย้าย

ในที่สุด โผ ครม. ใหม่ก็ออกมาแล้ว หลังจากที่มีกระแสปรับเปลี่ยน ครม. มาอยู่ร่วมเดือน มีข่าวว่านายของเราจะถูกย้ายไปก็หลายหน ตั้งแต่ลือกันอย่างหนัก แล้วก็แผ่ว แล้วก็ลือ ... มิ้งก็ไม่แน่ใจนักหรอกว่าอย่างไรในตอนแรก จริง ๆ แล้วจะมีโผมากมายอย่างไร ในที่สุด สิ่งที่เป็นตัวเฉลยก็คือการตัดสินใจของนายกฯ อยู่คนเดียว และบ่อยครั้งที่โผทั้งหลายก็ผิดจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น อย่างมากที่สุดก็คือ ฟังและรับรู้เพื่อเป็นข้อมูล และรอดูสิ่งที่จะมาถึง

ที่สำคัญ สิ่งหนึ่งที่มิ้งต้องยอมรับก็คือ มิ้งชอบทีมงานที่อยู่ด้วยกันตอนนี้มาก มากจนไม่อยากคิดถึงการปรับเปลี่ยน-เปลี่ยนแปลงใด ๆ ทุกคนทำงานอย่างรู้หน้าที่ความรับผิดชอบของตน ไม่เคยโยนงาน ไม่เคยเกี่ยงงาน และนอกจากพร้อมที่จะช่วยเหลือสนับสนุนกันตลอดเวลาแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ แต่ละคนนิสัยดี และมีความเป็นมนุษย์สูงมาก จนทำให้มิ้งทำงานด้วยความสนุก และพอใจจริงจัง ในแง่นี้ ก็ทำให้มิ้งพร้อมที่จะบอกตัวเองว่า จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ อย่างน้อยก็ในช่วงนี้

แต่มิ้งก็ต้องรู้ว่า ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่มีวันเลิกรา และสิ่งที่เป็นความพอใจของมิ้งก็ตั้งอยู่บนรากฐานที่เปราะบางเหลือเกิน ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทีมงานที่มาจากที่ต่าง ๆ กัน ก็คงจะต้องกระจัดกระจายไปหลังจากนี้

มิ้งนึกถึงเรื่องเจ้าชายน้อยขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้คนแต่ละคนเป็นคนพิเศษสำหรับเราก็คือเวลาที่เราได้ใช้ไปเพื่อทำความรู้จัก ใกล้ชิด และสนิทสนมกับใครสักคนขึ้นมา เวลานั้นจะช่วยให้ใครสักคนที่เมื่อก่อนไม่เคยมีความหมายความใด ๆ สำหรับเราให้กลายเป็นคนที่มีความหมายมากมายสำหรับเรา และแม้เมื่อจะต้องจากกัน ถึงจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน เห็นกันทุกวันอีก แต่เราก็จะมีความทรงจำของกันและกัน เมืองจีนก็คงทำให้มิ้งนึกถึงการไปทริปทำงานต่างประเทศครั้งแรก คิดถึงการโทรไปประสานงาน การจิตหลุดกับบรรดา ส.ส. และอื่น ๆ อีกมากมาย

มิ้งอาจจะเหงาที่ต้องจากใครหลายคนไป แต่อย่างน้อย มิ้งก็ควรจะดีใจแล้วว่ามิ้งได้มีช่วงเวลาที่ดีที่จะกลายเป็นความทรงจำและประสบการณ์ที่ดีต่อไป

ปล. อ่านเรื่องการเปลี่ยนแปลงของมิ้งเรื่องที่แล้วเมื่อตอนจะออกจากที่ทำงานแรก มิ้งว่ามิ้งโตและยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าเดิมนะเนี่ย :D

20.35 3 สิงหา 48

Tuesday, July 26, 2005

มิ้งกิทัวร์ภาคอาสาฬบูชา

หยุด long weekends 4 วัน มาตาปีย์นั่งกระหยิ่มยิ่มย่องมากว่าจะกลิ้งอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุข นอนมันดึก ๆ หรือไม่ก็เช้า แล้วก็เล่นเกมสุดที่รักที่ในที่สุด ก็เพิ่งได้แผ่น add-on อินพอร์ต ราคาโคตรแพงมา แต่แล้ว .... โฮโฮ แม่บอกว่า วันอาสาฬบูชา วันพรรษา ต้องไปทำบุญกะแม่ กรี๊ดดด ได้ยินไหมคะ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถ้าปฏิเสธ แม่จะโกรธและน้อยใจมาก มากยิ่งกว่าสอบตกหรือไม่ก็ขับรถชนคนตายอีก ดังนั้น แน่นอนว่า ไฟล์บังคับนี้ มาตาปีย์ต้องไป

รถ coach (คือคิดดูว่ามีญาติ และเพื่อนฝูงของแม่และญาติ ๆ ใฝ่บุญกันมากจนไปรถตู้ไม่ได้ ต้องไปรถ coach แทน แล้วก็นะคะ มีแต่ลูกสาวของแม่นั่นแหละที่เลวไม่อยากจะไปทำบุญ เฮ้อออ... )จะออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงกว่า นอนประมาณตี 3 มั้ง เพราะมัวแต่เล่นเกมสั่งลาแล้วก็ยังไม่ได้จัดกระเป๋าด้วย รุ่งเช้าพอพ่อมาจิกกระชากจากเตียง ก็เลยแสบตามาก ๆ แล้วก็เบลอ ๆ อาบน้ำ ชนิดที่ยังหลับตาอยู่เชียวล่ะ แต่งตัว แล้วก็ลาก ๆ กระเป๋าอย่างโง่ ๆ ออกจากห้อง อีกมือก็ถือหมอนจากที่นอนมาด้วย ไม่ได้มองหน้าใครทั้งสิ้น แล้วจริง ๆ เค้าก็ไม่ได้อยู่ให้รอแล้ว เพราะแต่ละคน so alert ขึ้นไปอยู่บนรถกันแล้ว ขึ้นรถได้ วางของเรียบร้อย มิ้งก็จัดแจงวางหมอนให้เข้าที่ หยิบที่ปิดตาขึ้นมาคาด แล้วก็ล้มตัวนอนทันที แล้วก็หลับ ๆๆๆ ไปจนกระทั่งถูกจิกมากินข้าวตอบเกือบบ่ายนั่นแล

เพราะความที่นั่ง (นอน) อยู่หน้าสุด แบบที่หลับธรรมดาไม่พอ ยังเหยียดยาวเป็นงูเหลือมพาดขาไปถึงที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วย ทำให้ใคร ๆ ก็รู้ว่า หนูหลับ (อย่างน้อย ๆ ตอนแวะจอดรถ พอทุกคนจะลงไปห้องน้ำ หรือซื้อขนมขบเคี้ยว แม่ (ซึ่งนั่งอยู่หลังมิ้ง) ก็จะต้องบอกหนูว่าคนจะลง แล้วหนูก็จะหดขาให้ทุกคนลง ขาขึ้นมาก็เป็นเช่นนี้อีก มิ้งกิทำตัวเป็นที่กั้นรถทางด่วนอย่างมีประสิทธิภาพ -_-‘’ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่า ใครสักคนลือกันไปว่ามิ้งไม่ได้นอนทั้งคืนบ้าง เล่นเกมถึงเช้าบ้าง ..... อะไรกันยะ เอาข้อมูลผิด ๆ ที่ไหนมาพูดยะ .... แต่ก็เหอะ ง่วง และที่สำคัญขี้เกียจเกินกว่าจะลุกขึ้นมาแก้ต่าง อยากพูดก็พูดไปเลยยยยย แล้วก็นอนต่อไป เสียงแว่ว ๆ ยังดังมาจากฝูงชนอีก ว่ามิ้งเนี่ย เตรียมพร้อมมาก มีทั้งหมอน มีทั้งที่ปิดตา มีเสื้อหนาว คราวนี้เอาแบบนี้นะ ... อะไรกันอีกแล้วค้า อิฉันก็มีสินค้าเหล่านี้ตลอดเวลานะค้า เพียงแต่คราวนี้แหละที่นอนเป็นงูเหลือมพาดขนาดนี้

ในที่สุด ก็ถูกจิกขึ้นมากินข้าวที่พิษณุโลก ร้านเป็นบุฟเฟท์ อร่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมาตาปีย์ถูกจิกลงมา ยังเบลอ ๆ ไม่ตื่นดี แล้วป้า ๆ พี่ ๆ ทั้งหลายก็มาแซวว่า อ้าว มิ้งมาตอนไหน ตามมาด้วยเหรอ หรือไม่ก็หลับสนิทน่าอิจฉา แต่มิ้งซึ่งเครื่องยัง boost ไม่ขึ้นก็ได้แต่นั่งกระพริบตา ๆ ไปเรื่อย ๆ (ป.ล. ทำตากระพริบ ๆ ต่างจากทำตาปริบ ๆ ยิ่งนัก เพราะทำตาปริบ ๆ มันเกิดจากพูดอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหม แต่ทำตากระพริบ ๆ เนี่ย เกิดจากยังไม่ตื่น สมองไม่ทำงาน แล้วตาก็แสบเพราะเจอแสง แล้วก็เลยต้องกระพริบ ๆ ให้หายแสบตา) เค้าไปตักอาหารกันแล้ว

ขอสารภาพว่า ถ้าอิฉันไม่เปอร์เป็นลูกลิงกินยาม้า ก็จะขี้เกียจยิ่งกว่างูเหลือมตอนจำศีล แล้วงวดนี้ก็เป็นแบบหลังด้วย ซึ่งก็นะ อย่างหลังก็ไม่ค่อยปรากฏให้ฝูงเพื่อนเห็นเท่าไหร่นัก (นัยว่า trait นี้มักจะเกิดตอนอยู่บ้านเท่านั้น) แต่เพราะ มาตาปีย์ don’t do things by halves จะเป็นแบบไหน ก็เว่อร์สุด ๆ ไปทั้งสิ้น คือไม่เคยตรงทางสายกลาง ตั้งอยู่ในความพอดี แต่อย่างใด เดินไปตักข้าวมากิน ก็ยังง่วง ๆ ไม่รู้จะกินอะไร ในที่สุด ก็เลยนั่งกินติ่มซำกะซาละเปา แล้วก็แทะ ๆ อะไรอีกสักอย่าง

กินข้าวเสร็จ ก็ไปแวะกราบพระพุทธชินราชที่วัดมหาธาตุ แล้วก็ กรี๊ดด แดดเหรอคะ ร้อนขนาดนี้ มาตาปีย์ ซึ่งเริ่มจะตื่นมาบ้าง ก็เลยรีบโบ๊ะ โบ๊ะ โปะ ครีมกันแดดลงไป แล้วก็ ฮือ ฮือ ความที่เป็นรถใหญ่จอดไม่ได้ไกล พิลงจากรถ ลงไปได้สักพัก อิฉันก็เลยตัดสินใจ วิ่งๆๆ ตึ่ก ตึ่ก ตึ่ก ฝ่าคณะไปเพื่อไปที่วัดก่อน แล้วก็เกิดบ้าอะไรก็ไม่รู้ เด็ก ๆ สองสามคนมันก็วิ่งตาม .... ป้าไม่ใช่จ่าฝูงไบซันนะคะ ... แล้วมันก็ถามว่า พี่มิ้งวิ่งทำไม ... พอบอกว่า ร้อน แล้วถามกลับว่ามันวิ่งทำไม ... มันก็บอกว่า ร้อนเช่นด้วยกัน ... อ๊ะ อะไรกันคะ หลังจากนั้น เราก็เดิน แซรบบ (มาจากแทรก กะ เซาะ) ตัวไปตามริมฝั่งกำแพงโบสถ์เพื่อไปไหว้พระ แล้วก็ เข้าไปเนี่ย ถึงกะผงะ กะไอความร้อนเลยทีเดียว .... โอออ หลวงพ่อเจ้าขา มาไหว้ตอนบ่ายใบโบสถ์ ไม่ต่างอะไรจากเตาอบเลยนะเจ้าคะ หนูจะได้คะแนนความดี (แปลว่า บุญ) เพิ่มขึ้นอีกไหมเจ้าคะ ดังนั้นเนี่ย พอเข้าไป หนูก็ปักหลักใกล้ ๆ พัดลมทันที

** ขี้เกียจเล่าแล้ว 2 หน้า แล้ว มาต่อวันหลังดีกว่า แต่กรี๊ดดด 2 หน้ายังไปไม่ถึงไหนเลย เพิ่งครึ่งวันเช้าเองนะเจ้าคะ**

Thursday, May 26, 2005

ไปหาของกินกัน

บ้านเราน่ะ เป็นพวก enjoy eating และการกินก็ถือเป็น first priority กับ major concern อย่างยิ่ง (สังเกตจากจำนวนตู้เย็น จานชามและเครื่องครัวที่บ้านก็รู้) จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า เราจะพิถีพิถันเสาะหาจนเจอร้านที่ถูกใจเราจริง ๆ แล้วก็จะไม่ไปไหน วนเวียนอยู่แต่ร้านแห่งนั้น จนเรามีศัพท์ที่ใช้กันในครอบครัวว่า “ซื้อ” ซึ่งหมายถึง ร้านที่อร่อย และดีจนเรามุ่งมั่นที่จะกลับมาอีกบ่อย ๆ

ระหว่างนี้ มิ้งได้ทำการตระเวนหาร้านดีเด็ด แล้วนำมาเก็บมาใส่สต็อคแนะนำได้อยู่หลายร้านพอดู ก็เลยขอแบ่งปันกันไปเพื่อคนสนใจ ประกอบด้วย

1. ชลาศัย By ศศิ

ร้านอาหารฝรั่งรสชาติไทย และอาหารไทยรสเข้มที่หมู่บ้านสัมมากร ร้านเป็นตึกแถวคูหาเดียวนั่งสบาย cosy เหมือนอยู่บ้านด้วยโทนสีชมพูอบอุ่น สลัดปูนิ่มเอย สลัดไก่อบเอย อะไรก็อร่อยทั้งนั้น เมนูขึ้นชื่อยังรวมถึงเห็ดชลาศัย ที่เป็นเห็ด 5 ชนิดผัดกับพริกแห้ง ปลาเค็ม และชีส ลูกแก้วมังกร หรือ หมูสับหมักงา ห่อแป้งเกี๊ยวที่ตัดเป็นริ้ว ๆ หรือถ้าอยากสั่งเป็นไทยจ๋า ทั้งต้มยำกุ้ง กุ้งสะเด็ด ก็น่าสนใจไม่เลวของหวานน่าสนใจมีทั้งกล้วยหอมทอดที่บ้านมิ้งรับรองว่าอร่อยที่สุดในปัจจุบัน แล้วก็มีเครปสอดไส้พีชและคัสตาร์ดที่เสิร์ฟมาพร้อมกับไอศครีม
ราคา 200 บาท/ คน


2. Triple Two

ร้านอาหารฝรั่ง-ไทย-ญี่ปุ่น ที่โรงแรมนารายณ์ สีลม แต่เพราะเคยสั่งแต่อาหารฝรั่ง จึงขอแนะนำแค่อาหารฝรั่ง เริ่มต้นที่สลัดเบา ๆ ที่มีน้ำสลัดให้เลือกตามใจชอบ แซลมอนรมควันกับมัสตาดซอส ขาหมูเยอรมันพร้อมน้ำจิ้ม 2 แบบทั้งซีฟู๊ดรสแซ่บ และบราวซอสสูตรเข้มข้น หนักท้องอีกนิดด้วยพิซซ่าทริปเปิ้ลทูที่มีไก่สูตรพิเศษของร้านกระจายสลับกับผักนานาชนิดและชีสหนานุ่มบนแป้งบางกรอบ ถ้ายังไม่อิ่ม ทั้งทิรามิซู เครป หรือกล้วยหอมทอดก็เป็นของปิดท้ายที่ดีหรือไม่อย่างนั้น กาแฟรสเข้ม หรือค็อกเทลสักแก้วก็ไม่เลว
ราคา 400 บาท/ คน


3. ตะวัน

ร้านอาหารเวียดนามเล็ก ๆ แถวพัฒนาการ ที่ได้ข่าวว่าย้ายมาจากหนองคาย ร้านไม่เก๋มาก และก็ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่รสชาติรับประกันได้เลยว่าดีกว่าร้านดัง ๆ หลายร้าน และราคาก็ย่อมเยากว่ามากด้วย อาหารเด็ดมีต้มแซบกระดูกหมู ขนมเบื้อง ข้าวเกรียบปากหม้อ ยำไหลบัว ไปจนถึงของพื้นฐานอย่างแหนมเนืองอร่อยจริง ๆ ของหวานตบท้ายที่ต้องสั่งเป็นกล้วยหอมทอด
ราคา 100-150บาท/คน


4. Smoothie Mania

ร้านน้ำผลไม้ปั่นแถวสีลม ขายน้ำปั่นแก้วยักษ์คุ้มราคามากมายหลายสูตรเกินจะเจียระไนไหว มีทั้งสตอเบอรี่ กีวี ราสเบอรี่ กล้วย ส้ม และอื่น ๆ อีกมากมาย ของขึ้นชื่อเป็น Bloody Berry ที่เป็นราสเบอรี่ผสมกับสตอเบอรี่ นอกจากน้ำปั่นก็ยังมีอาหารจานเดียวเบา ๆ อีกหลายจาน ร้านเป็นโทนสีขาว เข้ากันกับเพลง chill out ที่เปิด ที่สำคัญ เปิดถึงดึก
ราคา 60-70 บาท/ แก้ว


5. ม่านเมือง

ร้านอาหารเหนือที่บรรยากาศย้อนยุค เป็นร้านไม้ที่มีผักเก๋ ๆ (เก๋ทั้งตัวผักเอง เก๋ทั้งการจัดให้เป็นสีสันของร้าน) ให้กินกับน้ำพริกอ่อง แกงฮังเลและอื่น ๆ อีกมากมาย อยู่เลยเตรียมน้อมไปเล็กน้อย ของอร่อยที่ต้องสั่งนอกจากนี้ ก็ยังมีพริกหวานยัดไส้ชุบแป้งทอด แกงอ่อม ไก่ทอด น้ำพริกข่า หลังอาหาร เฉาก๊วยหอมน้ำเชื่อมขนุน หรือไอติมกะทิก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เหมาะกับบ่ายวันอาทิตย์เป็นอย่างยิ่ง
ราคาประมาณ 150-200บาท/คน

ยังมีร้านอีกมาก แต่มิ้งกิขอเสนอไว้ 5 ร้านก่อนนะคะ

Saturday, February 26, 2005

ฝูงลิงกะมิ้ง

ลืมเล่าไปว่า น้องไกด์เตือนว่า ฝูงลิงชอบของวาว ๆ และอาจเข้ามาดึง-แย่งไปจากตัว ขอให้ระวังกันให้ดี ก็มีคนที่ไปด้วยกันพุ่งตรงมาบอกดิฉันว่า พี่มิ้งระวังเล็บนะครับ ลิงอาจจะชอบสีเล็บพี่มิ้ง เอ่อ ... น้องขา พี่ก็รู้ว่าน้องหวังดีหรอกนะคะ แต่ทำไม๊ทำไม ฟังดูเหมือนกำลังถูกกัดอยู่ชอบกลคะ หลังจากนั้นมาให้อาหารลิง ตามข่าวสารที่ได้รับมาล่วงหน้าจากคนดูแลนั้นลิงชอบนมกับถั่วลิสงมาก และเบื่อกล้วย เราก็เลยให้อาหารลิงไปจนกระทั่งลิงตัวหนึ่งกระโดดเกาะกบาล และอีกตัวก็กระโดดตามมา จะไม่ว่าอะไรเลยว่ามันจะใช้บ่าหรือหลังเป็นที่ landing กะ take-off ของมัน แต่นี่มันใช้ศีรษะหนูนะคะ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหัวจะคลอนขนาดไหน โดยกระโดดขึ้น-ลงไปมาประมาณ 3-4 ทีเห็นจะได้ แล้วนังลิงตัวหนึ่งก็พยายามแย่งสร้อยลูกประคำที่อยู่ที่แขน อิฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะมัวแต่ถ่ายรูปจนกระทั่งคนร้องเตือน โอ๊ะ.. ไม่ได้ ไม่ได้ เอาของกูคืนมาน้า ... ก็เลยต้องทำสงครามยื้อของกะลิง สรุปว่าจบลงที่ มิ้งชนะหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ของอยู่ครบ แต่เสื้อยืดมีแต่รอยเปื้อนดำ ๆ ด่างๆ เป็นที่ระลึกจากคุณลิง

Thursday, February 17, 2005

มิ้งไปทำเนียบ (ภาคหลัง)

***ความเดิมจากตอนที่แล้ว – มิ้งกำลังโฆษณาชวนเชื่อขายดาวเทียมอยู่ และก็หายไปนานมากกกกกกก เนื่องจากเอาคอมเครื่องประจำไปซ่อม เพิ่งได้กลับมา***

... เนี่ยค่ะ ดูสิคะ ภาพถ่ายจากสวนหลวง ร.9 แต่พื้นที่ประเทศไทยของเรานะคะ เราต้องไปซื้อข้อมูลมา จากดาวเทียม IKONOS ของอเมริกาค่ะ ... พื้นที่ประเทศไทยแท้ ๆ ... แต่พอมี THEOSนะคะ ดาวเทียมไทยถ่ายภาพได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องซื้อข้อมูลจากต่างชาติ ... แถมยังสามารถถ่ายภาพขายข้อมูลให้ชาติอื่นได้อีกนะคะ ... อีก 3 ปี ดาวเทียมของคนไทย ... อีก 3 ปี เจอ THEOS แน่ ๆ ค่ะ

ก็เว่อร์กันขนาดนี้ เว่อร์กันเข้าไป ขนาดมีภาพสวนหลวงที่ดาวเทียมดวงอื่นถ่ายยังเอามาผสมโรงกันได้ ไม่รู้จักมาตาปีย์ซะแล้ว THEOS ยังใช้ไม่ได้ไม่เป็นไร เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้อยู่แล้วค่า อิฉันก็ย้ำ ๆ คำว่า ของเรา ของชาติ ของประเทศไทย บริษัทต่างชาติ ย้ำ ... ของเรา ของชาติ ของประเทศไทย บริษัทต่างชาติ ... ปลุกระดมกระแส nationalism กันขนานใหญ่ เรื่องแบบนี้ถนัดนักแล ยุแยงตะแคงรั่วเป็นบ่างด้วยหน้าตาใสซื่อเนี่ย ฝึกมาดีอยู่แล้ว ยิ่งช่วงหลัง ๆ มีกระแสกลัวการฮุบโลกนะคะ พอย้ำว่าเป็นของอเมริกา ได้ผลเกินร้อยค่ะ

อ๊ะ พ่อแม่ลุงป้าน้าอาเด็กบางคนมีความรู้ก็จะลากกกกหนูเข้าไปลึกลงรายละเอียด แล้วสร้างที่ไหน เท่าไหร่ อย่างไร ... ซึ่งจริง ๆ หนูไม่ได้เล่าตรงนี้ให้ฟังเพราะเห็นว่าลึกลงมากไป แต่ถ้าถามมาก็จะตอบให้ค่า (ฟังดูมีน้ำใจดีแท้หนอ) แต่อ๊ะ จะถือว่าปิดบังหมกเม็ดข้อมูลไม่ได้นะคะ ก็ถามไม่ละเอียด/ ไม่สนใจถามเองนี่คะ หนูก็ต้องตอบตามตรงไป งบประมาณ 6 พันล้านค่ะ ผู้ปกครองก็จะตาโต (....หรือเหลือกค้างไม่แน่ใจนัก) แล้วก็แน่นิ่งไป แล้วคิดเหรอคะว่า มาตาปีย์จะปล่อยมือจากเหยื่อที่ขม้ำไว้เหรอคะ อันความกรุณาปรานีจะมีใครบังคับก็หาไม่

ดังนั้น ไม่มีค่ะ ... อิฉันก็ใส่ต่อไปเลย ... แต่คุ้มนะคะ เพราะคิดง่าย ๆ อย่างกรณี tsunami เราได้ภาพช้าเพราะเราไม่มีดาวเทียมของเราเอง กว่าเขาจะถ่ายให้แล้วส่งมาก็ช้ามาก ช้าจนไม่ทันการนะคะ ... เหตุผลทางด้านความมั่นคง ก็สำคัญค่ะ เราสามารถตรวจที่มั่นและสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งชายแดนได้ตลอดเวลา โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัว อย่างกรณีเหตุการณ์ไม่สงบภาคใต้เราก็ถ่ายได้นะคะ ... ต่างจากเครื่องบินสอดแนมค่ะ เพราะบินไปได้โดยที่ไม่มีใครรู้ แล้วถ่ายภาพได้โดยที่ไม่มีปัญหาอุปสรรคด้านพรมแดนนะคะ .... คุ้มค่ะ เราต้องเสียแพง เพราะมีค่า know-how มาก แต่คุ้มนะคะ เพราะเรากะลังว่าหลังจากนั้น เราจะเริ่มทยอยสร้างดาวเทียมของเราเอง เหมือนที่เกาหลีใต้ทำมาก่อน คือยอมเสียเงินซื้อค่าเทคโนโลยี แต่หลังจากนั้น ก็จะเริ่มสร้าง และรวมไปถึงพัฒนาของตัวเองได้ จะมีดาวเทียม THEOS 2-3-4 และอื่น ๆ ตามมาแน่ค่ะ ... เพราะแผนแม่บทดาวเทียมตั้งเป้าให้เราเป็นผู้นำในภูมิภาค SEA ภายใน 10 ปีนะคะ

... แหม การมีดาวเทียมของตัวเองก็เหมือนการใช้อินเตอร์เนท broad band ค่ะ ก่อนหน้านั้น เพราะต้องจ่ายเป็นรายชั่วโมง เราก็ใช้ได้อย่างจำกัด ถึงขั้นกระเบียดกระเสียด แต่พอมี broad band เราก็สามารถใช้ได้เท่าที่อยากใช้ ไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาใช่ไหมคะ .... การมีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองก็เหมือนกันค่ะ ... ใช้ได้เท่าที่อยากใช้ ... แล้วทราบไหมคะ ว่าการใช้ข้อมูลดาวเทียมของไทยมีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะไม่มีงบประมาณรองรับพอเพียงนะคะ ถ้ามีข้อมูลดาวเทียมที่พร้อมจะใช้บริการหน่วยงานรัฐอย่างไม่คิดมูลค่า ประเทศไทยจะได้ประโยชน์กว่านี้เยอะค่ะ ... ดูทางเศรษฐกิจสิคะ อย่างแค่เอามาวางแผนการปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด เลี้ยงกุ้ง คุมดี ๆ ก็จะบริหารทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น ได้เงินจากการส่งออกเข้าประเทศอีกปีละไม่รู้เท่าไหร่ แล้วค่ะ …พล่าม พล่าม พล่าม

*ดูข้อมูลประกอบเชิงวิชาการเพิ่มเติมได้ในคอมเมนต์หลัง มิ้งไปทำเนียบภาคแรก ค่ะ*

คิกคัก คิกคัก คิดเหรอคะ ว่าหนูจะจนมุม ... นอกจากเวลาที่หนูเปิดสวิตช์จะไฮเปอร์โลกแตกชนิดพูดเร็วจนรถด่วนชินคังเซ็นตามไม่ทันแล้ว หนูก็ยังมีพรสวรรค์ที่เกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญอีก 2 ประการ นั่นคือ 1. พูดจาเว่อร์ ๆ - อันนี้คนที่บ้านรับประกัน ประเภทถูกน้องกัดขณะเล่นกัน ก็จะ ... โฮโฮ หัวใจฉันกำลังแตกสลาย ความปวดร้าว กำลังจะทำให้ชีวิตฉันดับสูญสิ้น หรือ ชมแมวตัวโปรด ว่า กรี๊ดด เจ้าหญิง สง่างามเหลือเกิน ที่เป็นแมวดำเพราะกลัวว่าถ้าเป็นแมวขาวแล้วจะงดงามสว่างไสวจนคนตาพร่าก็เลยเป็นแค่แมวดำใช่ไหมคะ แต่แค่นี้หนูก็ทำให้พี่มิ้งเห็นแสงสว่างเรืองรอบ ๆ ตัวหนูแล้ว ... หรือ กลับมาบ้าน โอ๊ยย หิว ๆๆๆ หิว หิวที่สุดในโลก หิวจังเลย มีอะไรกินบ้างค้า กรี๊ดด มีกวางตุ้งเหรอ ดีใจจังเลย
(มาอ่านดูก็เวอร์จริง ๆ -_-‘’’ )
กับอีกประการ คือ 2. เถียงคำไม่ตกฟากค่ะ – คุณป๋าบอกอยู่ทุกวันว่า ฟังให้จบแล้วค่อยเถียงได้ไหม กับบอกว่าหนูเถียงไปเรื่อย ๆ เถียงข้าง ๆ คู ๆ ก็ให้ได้เถียงไว้ก่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องเถียงออกไปก็ได้ แต่ก็นะคะ ขอเถียง ขอค้าน ขอแย้ง ไม่งั้นไม่ใช่อีมิ้งค่ะ

กลับมาที่เรื่องเดิมหลังจากนอกคอกเลี้ยวรถตกถนนไป แล้วทีนี้ ดังนั้น คุณผู้ปกครองก็จะต้องยอมรับ argument ล้านแปดนานาประการที่หนูเขี่ย-ขุด-คุ้ย-คิด-ค้น-คาบขึ้นมา แต่ไอ้จะยอมรับหรือเปล่าก็อีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นแค่ เออ กูเถียงเอาชนะคะคานสู้มันไม่ได้ เงียบไว้ก่อนเป็นดี มันจะได้จบ ๆ ไม่พูดต่อ แล้วไอ้ที่หนูเรียนมา นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตามต่อด้วยเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศนะค้า ประเด็นเว่อร์ ๆ อย่างเรื่อง high security มั่ว ๆ ซั่ว ๆ ไปเรื่อยยยพูดเรื่องที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องฟังยากได้เข้าใจยากได้อยู่แล้ว

ฉะนั้น .... อีก 3 ปี ดาวเทียมของคนไทย ... อีก 3 ปี เจอ THEOS แน่ ๆ ค่ะ

Tuesday, February 08, 2005

ไปเขาชะโงก (ครึ่งหลัง)

(ต่อ)
มีไวน์รสชาติใช้ได้มา มาตาปีย์ก็เลยนั่งจิบ ๆ ไวน์ละเลียดมีมาดผู้ดีอยู่พักใหญ่ แล้วอย่างไรต่อทราบไหมคะ หลังอาหาร พี่คนนึงย้ายมานั่งแถว ๆ นั้นพร้อมกับแก้วเหล้าในมือเพื่อเริ่มก๊งกะพี่ผู้หญิงอีกคน แล้วคุณพี่ก็ถามว่ากินป่ะ กินอะไร เดี๋ยวจะไปเอามาให้ .... พูดได้คำเดียวว่าเป็นการเปิดศักราชนรกมาก ๆ เพราะหนูเนี่ย ถึงแม้จะทำตัวใสซื่อไม่รอด เพราะถูกรู้เช่นเห็นชาติเห็นธาตุแท้ไปแล้ว แต่ทั้งหมดก็ยังไม่เท่าอาการตอนกินเหล้า อย่างที่รู้กันว่า นอกจากด้านการกินเหล้าเป็นน้ำ และท้าชาวบ้านหมดแก้วตลอดเวลาแล้ว ก็ยังจะไฮเปอร์สุด ๆ อัพคึกสติจิตหลุดอีกตังหาก

และแล้ว … ครั้งนี้จะมีความแตกต่างได้เหรอคะ ตอนแรกก็ยังเก็บกิริยาอาการได้อยู่หรอก แต่สักพักก็เริ่มหลุดออกสภาพสามล้อถูกหวยมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มมีการหมดแก้ว หมดแก้วนะคะ หมดแก้วนะค้าา ออกมา แล้วก็เริ่มเอาแก้วที่คว่ำเคาะ ๆ กระแทก ๆ ไปรอบโต๊ะ เพื่อกรี๊ดกร๊าดจิกเร่งคนอื่น ใครยังกินไม่หมดก็ไปว่าเค้าห่วย เค้าแย่อีกตังหาก หางและหูที่อุตส่าห์เอาสก็อตเทปพันมานานหลุดโผล่ประจานออกมาทีละนิดจนหมดสิ้น เหลือแค่สภาพกระเทยป่าแตกจริง ๆ แล้วหนูก็ทำให้เค้าอึ้งกะการแยกน้ำแข็งออกจากแก้วเพื่อเร่งความเร็วในการ “หมดแก้ว” อีกแล้ว โฮโฮ ท้าชาวบ้านร้านตลาดหมดโต๊ะไปเรื่อย ๆ ไม่พอ คุณพี่ที่กลายเป็นคนปลุกอาการสามล้อถูกหวยผสานกระเทยแจ๋นของหนูมาก็เริ่มไอเดียบรรเจิดว่าเราน่าจะไปชนแก้วกะหัวหน้านะ แล้ออกนโยบายมาแล้ว คน implement ก็คือกูน่ะสิคะ แจ๋นเปอร์อัพคึกขนาดนั้นจะปล่อยตัวเองให้อยู่เฉย ๆ ไม่สนองนโยบายอย่างไรได้ รู้ ๆ กันอยู่ว่ามาตาปีย์เป็นระบบเอกชนประสิทธิภาพสูง เหอเหอเหอ อิฉันก็เอาช้อนมาเคาะแก้วค่ะ “Attention please … เราจะไป on tournament กันนะคะ ขอให้เตรียมตัว เตรียมแก้ว ลุกๆๆๆๆ” แล้วอิฉันก็พุ่งตรงดิ่งไปที่ท่านหัวหน้า มุ่งมั่นบอกแกว่า … ว่าอะไรวะ จำไม่ได้ รู้แต่บอกท้าวเธอว่าหมดแก้วอีกตังหาก

หลังจากนั้น ก็ไม่มีอะไรมาก ก็ย้ายไป on tournament กะโต๊ะอื่นบ้าง แล้วก็กิน ๆ แอ๊บ ๆ กันไปเรื่อย ๆ แล้วพอเปอร์มาก ๆ ก็เริ่มลุกขึ้นมากระโดดเชือกกะวิ่งไปมา ปีนเก้าอี้ เอาถังน้ำแข็งครอบหัว มีอะไรอีกล่ะ อ้อ ... ถูกยุให้ไปวิ่งรอบ ๆ คนร้องเกะ แล้วหนูก็ไปวิ่งเสียด้วย ไม่ใช่เพราะเมานะเจ้าคะ แต่เป็นเพราะถูกท้า – นิสัย ยอมไม่ได้ ๆๆ ก็ยังคงความแรงสม่ำเสมออยู่ดี อ้อ... มีเรื่องโง่อีกเรื่อง โง่จริง ๆ เปอร์จัดก็เลยแอบเปิดประตูทะลุห้องจัดเลี้ยงไปอีกห้องนึง แบบคิดภาพห้องจัดเลี้ยงที่มักจะมีบานเฟี้ยมกั้นแบ่ง 2 ห้องน่ะ แล้วมันก็ดันเปิดได้เสียด้วย (คงคิดว่าจะไม่มีคนอุตริไปแน่ แต่ผิดคาด .. เพราะอิฉันคือมาตาปีย์ 555 ) ก็เลยวิ่งไปเล่น แล้วก็เกิดเรื่องค่า เพราะไปเปิดประตูผลัวะเข้าไปอย่างแรง ก็ดันทำลำโพงที่ตั้งอยู่บนขาเหล็กตะแคงไปกระแทกผนังอีกด้าน แล้วก็เพราะเริ่มกึ่ม พยายามดึงกลับมาก็เสือกไปดึงกระชากขาลำโพง ผลน่ะเหรอคะ ... ลำโพงล้มน่ะสิเจ้าคะ แล้วก็ยังดังมาก ๆ ชนิดผู้คนที่อยู่ห้องเดิมได้ยินชัดแจ๋ว ก็เลยต้องมาตามพี่ ๆ ไปช่วยจิกมันกลับขึ้นมา แล้วก็ถูกกัดจิกอยู่จนกระทั่งตอนนี้ TT

พอเที่ยงคืนก็หมดเวลาทำการ ทุกคนถูกไล่กลับห้อง แล้วกรี๊ดดด เพิ่งตีหนึ่งเอง ยังไม่ง่วง ยังไม่ง่วง โฮโฮ ยังไม่นอน .... โหยหอน โหยหวนไปสักพัก พี่ ๆ ทั้งหลายก็เลยซวยต้องมาเล่นเป็นเพื่อนอีกค่อนชั่วโมง แล้วที่กลับมานอนก็คือ เค้าอยู่กันไม่ไหวแล้ว แล้วก็ไม่มีใครยอมเป็นเหยื่อหนูอีกต่อไป (โฮโฮ) พี่ที่อยู่ห้องเดียวกันถึงกับเสียสละมาก บอกว่าถ้าไม่มีใครเล่นมาเล่นกับพี่ก็ได้นะ ก็เลยในที่สุดสำนึกถึงความชั่วและเอาแต่ใจของตัวเอง กลับมานอนได้

วันต่อมา ปรากฏว่าแทบทุกคนพลังชีวิตหมดสิ้น แบบเบลอ ๆ หนืด ๆ กันสุด ๆ มีพี่ที่เมาค้างบอกว่าเป็นเพราะมิ้งมอม (อะไรกันค้า) แล้วก็มีแค่หนูที่ยังวิ่งไปวิ่งมา กระโดด ๆ ไปมา ๆ อีกเช่นเคย คำถามจากทุกคนก็คือ มันชาร์ตแบตกี่ชั่วโมงเนี่ยยยย หรือไม่ต้องนอนก็ได้วะ วันนี้ใส่เสื้อยืดเพ้นท์เป็นรูปหัวกะโหลก ทุกคนก็ได้ข้อสรุปว่า อีเสื้อเนี่ย เป็น label และหัวกะโหลกก็เป็นตัวบอกแจ้งความเป็นอันตรายถึงชีวิตของอิฮั้น แล้วก็มีแต่คนบอกว่า ทำไมมึงไม่เอามาใส่บอกเตือนให้ทุกคนรู้ตั้งแต่วันแรกๆๆๆๆๆ พอขึ้นรถ คนรอบข้างก็บอกให้ไปเล่นข้างหน้าเพราะจะนอน แล้วคนข้างหน้าก็พูดอย่างเดียวกัน โฮโฮ มาตาปีย์ persona non grata ไม่มีใครต้องการจริง ๆ พยายามหลับแล้วก็ไม่หลับก็เลยเล่นคนเดียวไปเรื่อย ๆ ถึงกรุงเทพ

*** ขอขอบคุณเหยื่อทั้งหลาย โดยเฉพาะที่มาปรากฏตัวอยู่ในเรื่องเล่าอีมิ้งนะค้า จะแก้ไข-แก้ข่าวยังไงก็บอกได้นะคะ

ไปเขาชะโงก (ครึ่งแรก)

ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำเลยมาเล่าเรื่องไปทริปกะที่ทำงานเจ้าค่ะ แต่ไปวันเสาร์แล้ววันอาทิตย์เช้าก็กลับนะ อืมมม ฟังดูเหมือนสั้นแต่จริง ๆ ก็แอบนานนะเนี่ย เพราะว่าไปวันเสาร์เนี่ย คือเสาร์เช้าเจ้าค่ะ เน้นว่า เช้า เช้ามาก ๆ นัดกัน 6 โมงครึ่ง โอแม่เจ้า ที่บริษัทนี้มันจะเช้าอะไรกันนักหนาคะ แล้วกว่าดิฉันจะหลับตานอนก็ตีสองกว่าพอดี โอ ต้องตื่นตี 5 ครึ่ง เวลานอน 3 ชั่วโมงจะช่วยชีวิตหนูจากการออกภาคสนามไป adventure ที่เขาชะโงกไหมคะคุณ ๆ? ตื่นขึ้นมาแล้วก็ขอบอกว่าแสบตามาก ๆ อาบน้ำอย่างเบลอ ๆ แล้วก็แต่งหน้า ด้วยความที่กลัวแดดจัดก็เลยโบ๊ะครีมกันแดดกะรองพื้นหนามาก หนา หนา หนา ประมาณว่าแล้วตาอิฉันก็แดงซะจากการนอนน้อย กะนั่งสะลึมสะลือ What a perfect combination มากค่ะ รู้สึกตัวเองเป็นธงชาติอิตาเลี่ยน หน้าขาวซีด ตาแดง เสื้อเขียว แล้วคุณเพื่อนก็ชวนเดินข้ามถนนไปกินข้าวหมูแดงอีก กรี๊ดด แบกของข้ามสะพานลอยนะค้า เกรงว่าแบตเตอรี่ในตัวดิฉันจะไม่ขึ้นขีดแดงกว่าที่เป็นอยู่หรือไร

แต่นะคะ สัญชาติไฮเปอร์แอคทีพอย่างหนูจะไปสลดเฉาๆ ได้นานอย่างไร แม้จะไปนั่งเบลอ ๆ อยู่ที่ร้านข้าวหมูแดงสักพัก พอขึ้นรถรวมพลกันได้ไม่นาน หนูก็ตื่น แล้วเหอเหอ คนรอบข้างจะเป็นสุขได้เหรอ ไม่มีทาง ฉันก็เริ่มออกอาการไฮเปอร์ เปอร์ เปอร์ เปอร์มาก จนถูกขอร้อง (แกมบังคับ)ให้นอนแบบมึงนอนได้แล้ววว เพราะคนครึ่งรถหลังอยากหลับ (ทำบาปกะคนหมู่มากจริง ๆ กู) ก็เลย ฮือ ๆๆๆ เงียบ ๆ ก็ได้วะ แล้วพอลงมา พี่คนหนึ่งเธอถึงขนาดบอกว่า ได้ยินเสียงมิ้งตลอดเวลาแล้ว

พอมาถึง เอากระเป๋าเก็บ เราก็ออกไปทำกิจกรรมกัน มีโดดหอ โรยตัว แล้วก็ยิงปืน Laser ในตอนเช้า .... โดดหอเนี่ยยังไม่ค่อยเท่าไหร่ ก็แค่กระโดดลงมา ความเปอร์ของมิ้งทำได้อยู่แล้ว แต่พอมาโรยตัวนี่สิ โฮโฮ คนดูเยอะมาก แล้วมาตาปีย์ก็ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไม่ชอบ ทำอะไรต่อหน้าคนหมู่มากเล๊ย จึงไม่น่าสงสัยที่จะทำอะไรอนาถ ๆ ออกไป อย่างการกะจังหวะผิดแล้วเอาเข่าสองข้างกระแทกตัวหอสูง ๆ ดังชนิดคนที่ดูได้ยินเสียงชัดไปสามบ้านแปดบ้าน พอลงมาถึงก็แอบขอไปนั่งสลดปลงตกกะความโง่ของตัวเอง

ถึงเวลากินข้าวเที่ยง มื้อนี้มีไก่ย่าง ลาบ ส้มตำ น้ำตก ต้มแซ่บกระดูกหมู ปลาเผา แล้วที่เจ๋งมาก ๆ ก็คือ ซุปหน่อไม้ โอ๊ยยย ชอบมาก ชอบ ชอบ ชอบ อือ... อันที่จริง ดิฉันเป็นคนสั่งอาหารให้คณะเอง ก็ไม่น่าจะมากรี๊ดดกร๊าดดได้เนอะ แต่ก็ชอบนี่หว่า แถมเดี๋ยวนี้ซุปหน่อไม้หากินยากมาก ๆ อร่อยก็ไม่อร่อยอีก กิน ๆๆ แล้วหนูกะพี่อีกคนก็ทำให้คนรอบข้างประหลาดใจด้วยการกินอย่างเมามัน แถมนั่งตรงข้ามกันอีก แบบสรุปกันเองว่ากินกันอยู่ 2 คน ย้ายจานมาตรงหน้าเลยเหอะ แล้วทั้งสองชีวิตก็มีแต่คนถามว่า อ๊ะ กินเป็นด้วยเหรอ หน้าตาแบบนี้ไม่น่ากินเป็นนะเนี่ย ตลอด (อ๊ะ มันหมายความว่าอย่างไรวะ ประโยคหลัง) แล้วก็ ข้าวเหนียวยังมีข้าวเหนียวดำให้เลือกกินอีก พูดได้คำเดียวว่าถูกใจคุณมิ้งมาก to the max :D

หลังอาหารก็มาถึงกิจกรรมยิงปืน มีให้เลือกทั้งปืนสั้นและปืนยาว แล้วก็ Strategic thinking ทำงานดีอีกเช่นเคย เพราะอิฉันยากลองปืนลูกโม่แต่เพราะคนเยอะก็เลยมาลองปืนยาวก่อน แล้วพอเปลี่ยนกลับไปลองปืนสั้นจริง ๆ คนก็ย้ายบ้านมาลองปืนยาวกันแล้ว แถมไม่ต้องทำอะไรประจานตัวเองต่อหน้าคนหมู่มากด้วย ต้นทุนค่าเสียโอกาสไม่มีจริง ๆ ชอบบบ แต่ก็นะ ... ยังมีความโง่ออกมาเล็กน้อย เพราะดันไปเกี่ยวเอาต้นไม้ที่วางอยู่ที่เคาท์เตอร์เค้าล้มลงมา ดินกระจาย ก้อนกรวดโรยหน้าไปทาง กระถางไปทาง อนาถ อนาถ อนาถ แล้วพี่สักคนที่อุตส่าห์เดินออกมาเพื่อการนี้ ก็เดินมาถึงอิฉัน ส่ายหัวส่ายหน้าว่าไม่ไหวเลย ซุ่มซ่ามอีกแล้วนะหนู แล้วก็เดินกลับเข้าไป (น้ำใจงามเกินร้อยจริง ๆ -__-’) กะอีกคนที่เดินผ่านมาพอดี ก็บอกว่ามิ้ง มิ้งทำใช่ไหม ซุ่มซ่ามอย่างนี้มิ้งแน่ ๆ โฮโฮโฮ ....

กลับมาถึงที่พักอีกทีประมาณ เกือบ 5 โมง ได้ความว่านัดตอนเย็นอีกที 6 โมงครึ่ง ปล่อยพี่ roommate อาบน้ำก่อน แล้วเราก็ออกมาเดินเล่น แล้วก็เจอแมวค่ะ กรี๊ดด สิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนพิศวง ชอบ ชอบ ชอบ ก็เลยวิ่งกลับ 100 เมตรไปที่ห้องเพื่อเอาทาโร่มาให้คุณแมว ระหว่างนั้น หัวหน้าอีกคนก็เดินมาพร้อมลูกชายบอกว่าจะไปน้ำตกนางรอง ด้วยความเปอร์หรืออะไรไม่ทราบได้ ดิฉันก็เกาะไปเป็นติ่งของครอบครัวเขาเรียบร้อย แบบ หนูไปด้วย อย่างไรก็ไม่รู้ และไม่รู้ตัว แจ๋นแด๋นตามเคยจริง ๆ แต่เพราะความไม่ชินทางและน้ำตกอยู่ไกลมากกก .. ไกลชนิดสุดขอบโลก ก็เลยไปถึงน้ำตกแบบไปถึงจริง ๆ คือไม่ได้ลงจากรถ แต่ตีรถกลับมาเลย โฮโฮ หนูมานั่งรถเล่นกะฟังเพลงในรถคุณพ่อคุณลูกแล้วนะคะ กลับถึงที่พักอีกทีก็ 6 โมง 25 พอดี เราใช้เวลาชั่วโมงครึ่งรื่นเริงทัศนาจรอยู่ในรถเชียวหรือนี่ ก็เลยรีบวิ่งกลับมาที่ห้อง แล้วก็อาบน้ำสระผมแต่งตัวอย่างรวดเร็ว (พลังงานชีวิตเกือบจะสูญสิ้นไปกับสภาพ resource drain จริง ๆ TT) ลงไปผมก็ยังไม่แห้ง เดินหัวเปียก เป็นผีน้ำขยี้ผมไปตลอดทาง แล้วพอไปถึง คนก็ยังไม่ค่อยมากันเท่าไหร่ หนูจะ resource abuse ไปเพื่ออะไรกันคะ โฮโฮ นั่งแกร่ว ๆ อยู่ที่โต๊ะสักพัก หน้าตาคนรอทั้งหลายหิวมาก ๆ แบบมาจากโซมาเลียอดอาหารจะล้มวัวล้มควายกินกันแล้ว (จริง ๆ ก็รวมมาตาปีย์ด้วยนั่นแหละ มีหน้าไปจิกคนอื่น) ก็เลยวิ่งกลับไปที่ห้อง แล้วเอาขนมที่กะกินยามดึกลงมาประทังชีวิตกันตาย

Friday, February 04, 2005

เรื่องของฟันปลอมกับความสุขง่าย ๆ

ดูข่าวสักช่องเมื่อวาน แล้วก็มีเรื่องที่ทางการฟิลิปปินส์มีโครงการทำฟันปลอมให้ตำรวจผู้น้อย ทั้งนี้ ตำรวจของฟิ
ลิปปินส์มักจะฟันหัก-ฟันหลอจากการปฏิบัติหน้าที่อยู่เนือง ๆ แต่เพราะค่าทำฟันที่แพงมากที่เทียบกับเงินเดือน (คือ ประมาณพันกว่าบาท จากเงินเดือน 5-6,000 บาท) ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย ไม่มีเงินมากพอจะทำฟันใหม่ได้ แต่จากโครงการสวัสดิการที่มี ก็เลยช่วยให้มีฟันปลอมใส่ แล้วก็ยิ้มได้เต็มที่ผ่านกล้องที่ถ่ายมาได้อีกครั้งหนึ่ง

ที่สะดุดใจอย่างมาก ไม่ใช่ตัวโครงการ แต่เป็นภาพของตำรวจหลาย ๆ คนที่ยิ้มให้เห็นผ่านทางจอทีวี ความสุขและความดีใจฉายชัดให้เห็นผ่านทางแววตา ซึ่งแม้จะมองผ่าน ๆ ก็เห็นได้ชัดเจน

บางที ความสุขก็เป็นเรื่องง่าย ๆ และก็เป็นเรื่องใกล้ตัว ถ้าเพียงเราหยุดทำความเข้าใจ

Tuesday, January 11, 2005

มิ้งไปทำเนียบ (ครึ่งแรก)

แว่ว ๆ ไปให้หลายคนฟังแล้วว่าต้องไปช่วยเค้าจัดซุ้มวันเด็กแล้วก็ไม่ได้เล่าให้ฟังอย่างละเอียดสักทีว่าทำอะไรกันไปบ้าง ดังนั้นมาฟังมิ้งสติแตกกับวันเด็กกันดีไหมคะ

เค้าบอกว่าจะให้ไปช่วยงานวันเด็ก ไอ้เราก็รับ ๆ ค่ะ ๆ ไปเพราะเป็นการสร้างเรตติ้งภาพพจน์น้องหนูมีน้ำใจดีงาม แต่นะคะ คำว่ารักเด็กเนี่ย ห่างไกลจากดิฉันไปกี่ล้านปีแสงก็ไม่รู้ไม่อยากจะบอกเลยว่าไม่กลัวต้องทำงานหนักต้องหน้าเริ่ดวิ่งไปมา หัวฟู หางชี้แต่กลัวมาก ๆ ว่าจะเผลออาละวาดแล้วลงไม้ลงมือกับเด็กไป 55555

เค้านัดหนู 6 โมงครึ่งที่สำนักงาน กรี๊ดด ได้ยินไหมคะว่า หกโมงเช้าองค์กรนี่ทำไมมันนัดกันเช้านักวะ งวดที่แล้วไปสัมมนาว่า 6โมงครึ่งก็โหดแล้ว งวดหน้าไม่นัดสักตี5 ตี 5 ? เลยล่ะแล้วก็ต้องสารภาพว่ามาตาปีย์ตื่นสายเจ้าค่ะ เพื่อไม่ต้องไปอ้อมประตูไกล๊ไกลประตูเดียวที่เปิดหนูก็เลยถึงกับต้องปีนเข้าประตูรั้วที่อยู่ริมถนนเพื่อประหยัดเวลา ดีนะ เอกปีนป่ายมาก่อน จากนั้นก็วิ่งหน้าเริ่ดไปที่ตึก เฮ้อออ.. นึกว่าตัวเองมาแข่งวิบากไม่ก็วิ่งข้ามรั้วเสียแล้ว

นั่งไปถึงทำเนียบ ก็ต้องช่วยกันเอาของลงแล้วเดินข้ามทวีปมาที่ตึกไอ้ของที่ถือมันก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ยังดีมีอาหารตาเล็ก ๆ เป็นพี่หมาตำรวจ 2-3 ตัวที่เห็นตามรายทางเป็นอัลเซเชี่ยนกับลาบราดอร์กำลังทำงานกันอยู่ น่ารักสุด ๆ น่ารัก ๆๆๆๆๆพอไปถึง เอ่อ... สงสัยหนูจะอิมเมจิ้น (imagine) สภาพซุ้มหรูหราไฮโซและโซไฮที่เห็นตามงาน expo ทั้งหลายมากไปนิดพอมาเห็นใต้ถุนที่ทำงานที่ถูกแปรสภาพให้เป็นที่จัดงานก็เลยงง ๆไปถึงกับตั้งตัวไม่ติด แล้วเค้าก็ให้หนูเอาของออกจากกล่อง ซึ่งก็เป็นโบรชัวร์แผ่นพับทั้งหลายเกี่ยวกับสำนักงานออกมาวางเรียงกัน เอ่อ ... ประเทืองปัญหามากค่ะ เหลือบไปมองซุ้มข้าง ๆ ของ MicroSoft เป็นพวกหมวกสี ๆ เสื้อยืด แล้วก็เกมหลอกเด็กอย่างโยนห่วง แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ กะตัวเอง แล้วอีซุ้มของพวกกูจะมีเด็กมาไหมวะ ประเทืองปัญญาขนาดนี้ ไม่ได้จัดงานวิทยาศาสตร์โอลิมปิค หรือแข่งประกวดนักวิทยาศาสตร์โลกนะคะ นี่มันให้เด็ก ๆ มาเที่ยว แล้วคุณ ๆ คิดว่าเด็กที่มาทำเนียบกับญาติผู้ใหญ่เนี่ยจะเกิน 10 ขวบเหรอ อย่างเก่งก็อายุเฉลี่ยประมาณนี้ แล้วข้อมูลดาวเทียมเนี่ยนะคะ

เอาเหอะ ผู้น้อยจะไปเสนอความคิดอะไรได้วะ ก็เลยทำตามไปอย่างรู้สึกอนาถ แต่นะ เค้าก็ยังอุตส่าห์มีเอาขวดน้ำพลาสติกกันมาต่อกัน 2 ขวดเพื่อทำเป็นพายุหมุนในขวด ก็หลอกเด็กไปได้บ้างแหละหนา

แล้วไฮไลท์ (ของหนู) ก็มาถึง มีการใส่ชุด mascot ออกไปหลอกเด็ก แต่น่ะ เค้าไม่ยอมให้มิ้งใส่ ก็ไม่เป็นไร เป็นซือเจ๊ทำหน้าที่ผยุงและบอกทาง mascot รูปดาวเทียมสีเหลืองน่ารักเหมือนหุ่นยนต์ แล้วพี่หัวหน้าก็บอกว่ามิ้งต้องมีหน้าที่หลักอีกอย่างนอกจากแจกโบรชัวร์ก็คือ ดูแลและพิทักษ์ตัว mascot ฟังดูก็งง ๆ เนอะ แต่แล้วก็ถึงบางอ้อ เพราะเด็ก ๆ จะกรี๊ดดดกร๊าดดโถมวิ่งเข้าใส่ mascot ที่น่าสงสารตลอดเวลา หรือเมื่อเด็กเปรตเริ่มเห็นว่าข้างใน ตัว mascot นั้นเป็นคน ก็จะทุบ ๆๆๆ อย่างไม่ปราณีปราศัย เฮ้ออ .... ถือว่าเป็นเด็กถือว่าวันเด็กแล้วทำแบบนี้ได้เหรอนะหนู ๆ ไม่ดีนะคะ แต่เพราะตอนนั้น สวิตช์ friendly อีมิ้งกะลังเปิดออนอยู่ก็เลย ทำเป็นเสียงเจ็บแล้วบอกเด็ก ๆ ว่า “ไม่ได้นะคะ อย่าตีพี่ THEOS พี่เค้าเจ็บ” “โอ๊ย ๆๆ อย่าตี พี่ดาวเทียมร้องไห้แล้ว” อะไรเทือก ๆ นี้ไป แล้วพอเด็กบางคนไม่รู้จักว่าดาวเทียมคืออะไร อิฉันก็ไป simplify จนเว่อร์ ๆ ประมาณว่า ดาวเทียมคือกล้องถ่ายภาพตัวใหญ่ ๆ ที่อยู่นอกโลกอีกตังหาก พย๊ามพยามจะให้คุณหนู ๆ เข้าใจ
** THEOS – Thailand Earth Observation Satellie **

แล้วสักพัก ก็เลยเปลี่ยน target มาเป็นพ่อแม่และพี่ป้าน้าอาของเด็กซะแทน จริง ๆ กะแจกเฉย ๆ แต่พี่อีกคนไม่พูดเลย ฉันก็ อ๊ะ ได้ไงยะ แล้วผู้รับสาร มันจะไม่โยนสารเราทิ้งลับหลังเหรอ ไม่ได้การแล้วมึง ต้องรีบกรอกหูเหยื่อก่อนก็เลยรีบเดินเครื่องกดปุ่มเปิด ประมาณว่า เคยผ่านตากับดาวเทียม THEOS หรือยังคะ? (คำถามล่อมาก ๆ ) แล้วหนูก็จะรีบหยิบโบรชัวร์มาบอกว่า ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติดวงแรกของไทยไงคะ ... ดาวเทียมของคนไทย และประเทศไทยแท้ ๆ เลยนะคะ เพราะรัฐบาลไทยสร้างโดยให้กระทรวงวิทย์และ (หน่วยงานของหนู) รับผิดชอบค่ะ ... ไม่ต้องห่วงนะคะ ไม่ใช่ของเอกชนแน่ ๆ .... ตอนนี้กำลังสร้างค่ะ ... อีก 3 ปีได้ใช้แน่ ๆ อะไรเทือก ๆ นี้กันไป (แล้วแต่ปฏิกิริยาของเหยื่อ) แล้วแป๊บนึง มันก็มีปฏิทินพลาสติกด้วย เป็นรูปถ่ายทางอากาศของสวนหลวง ร.9 ถ่ายโดยดาวเทียม IKONOS ของอเมริกา ได้การค่ะ ... เจอใครก็รีบเอาอีปฏิทินพลาสติกเสือกไปที่หน้าของผู้เคราะห์ร้ายทันที และแล้ว

... เนี่ยค่ะ ดูสิคะ ภาพถ่ายจากสวนหลวง ร.9 แต่พื้นที่ประเทศไทยของเรานะคะ เราต้องไปซื้อข้อมูลมา จากดาวเทียม IKONOS ของอเมริกาค่ะ ... พื้นที่ประเทศไทยแท้ ๆ ... แต่พอมี THEOSนะคะ ดาวเทียมไทยถ่ายภาพได้เอง ไม่ต้องพึ่งพาใคร ไม่ต้องซื้อข้อมูลจากต่างชาติ ... แถมยังสามารถถ่ายภาพขายข้อมูลให้ชาติอื่นได้อีกนะคะ ... อีก 3 ปี ดาวเทียมของคนไทย ... อีก 3 ปี เจอ THEOS แน่ ๆ ค่ะ