Tuesday, July 26, 2005

มิ้งกิทัวร์ภาคอาสาฬบูชา

หยุด long weekends 4 วัน มาตาปีย์นั่งกระหยิ่มยิ่มย่องมากว่าจะกลิ้งอยู่ที่บ้านอย่างมีความสุข นอนมันดึก ๆ หรือไม่ก็เช้า แล้วก็เล่นเกมสุดที่รักที่ในที่สุด ก็เพิ่งได้แผ่น add-on อินพอร์ต ราคาโคตรแพงมา แต่แล้ว .... โฮโฮ แม่บอกว่า วันอาสาฬบูชา วันพรรษา ต้องไปทำบุญกะแม่ กรี๊ดดด ได้ยินไหมคะ แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถ้าปฏิเสธ แม่จะโกรธและน้อยใจมาก มากยิ่งกว่าสอบตกหรือไม่ก็ขับรถชนคนตายอีก ดังนั้น แน่นอนว่า ไฟล์บังคับนี้ มาตาปีย์ต้องไป

รถ coach (คือคิดดูว่ามีญาติ และเพื่อนฝูงของแม่และญาติ ๆ ใฝ่บุญกันมากจนไปรถตู้ไม่ได้ ต้องไปรถ coach แทน แล้วก็นะคะ มีแต่ลูกสาวของแม่นั่นแหละที่เลวไม่อยากจะไปทำบุญ เฮ้อออ... )จะออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงกว่า นอนประมาณตี 3 มั้ง เพราะมัวแต่เล่นเกมสั่งลาแล้วก็ยังไม่ได้จัดกระเป๋าด้วย รุ่งเช้าพอพ่อมาจิกกระชากจากเตียง ก็เลยแสบตามาก ๆ แล้วก็เบลอ ๆ อาบน้ำ ชนิดที่ยังหลับตาอยู่เชียวล่ะ แต่งตัว แล้วก็ลาก ๆ กระเป๋าอย่างโง่ ๆ ออกจากห้อง อีกมือก็ถือหมอนจากที่นอนมาด้วย ไม่ได้มองหน้าใครทั้งสิ้น แล้วจริง ๆ เค้าก็ไม่ได้อยู่ให้รอแล้ว เพราะแต่ละคน so alert ขึ้นไปอยู่บนรถกันแล้ว ขึ้นรถได้ วางของเรียบร้อย มิ้งก็จัดแจงวางหมอนให้เข้าที่ หยิบที่ปิดตาขึ้นมาคาด แล้วก็ล้มตัวนอนทันที แล้วก็หลับ ๆๆๆ ไปจนกระทั่งถูกจิกมากินข้าวตอบเกือบบ่ายนั่นแล

เพราะความที่นั่ง (นอน) อยู่หน้าสุด แบบที่หลับธรรมดาไม่พอ ยังเหยียดยาวเป็นงูเหลือมพาดขาไปถึงที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วย ทำให้ใคร ๆ ก็รู้ว่า หนูหลับ (อย่างน้อย ๆ ตอนแวะจอดรถ พอทุกคนจะลงไปห้องน้ำ หรือซื้อขนมขบเคี้ยว แม่ (ซึ่งนั่งอยู่หลังมิ้ง) ก็จะต้องบอกหนูว่าคนจะลง แล้วหนูก็จะหดขาให้ทุกคนลง ขาขึ้นมาก็เป็นเช่นนี้อีก มิ้งกิทำตัวเป็นที่กั้นรถทางด่วนอย่างมีประสิทธิภาพ -_-‘’ ได้ยินเสียงแว่ว ๆ ว่า ใครสักคนลือกันไปว่ามิ้งไม่ได้นอนทั้งคืนบ้าง เล่นเกมถึงเช้าบ้าง ..... อะไรกันยะ เอาข้อมูลผิด ๆ ที่ไหนมาพูดยะ .... แต่ก็เหอะ ง่วง และที่สำคัญขี้เกียจเกินกว่าจะลุกขึ้นมาแก้ต่าง อยากพูดก็พูดไปเลยยยยย แล้วก็นอนต่อไป เสียงแว่ว ๆ ยังดังมาจากฝูงชนอีก ว่ามิ้งเนี่ย เตรียมพร้อมมาก มีทั้งหมอน มีทั้งที่ปิดตา มีเสื้อหนาว คราวนี้เอาแบบนี้นะ ... อะไรกันอีกแล้วค้า อิฉันก็มีสินค้าเหล่านี้ตลอดเวลานะค้า เพียงแต่คราวนี้แหละที่นอนเป็นงูเหลือมพาดขนาดนี้

ในที่สุด ก็ถูกจิกขึ้นมากินข้าวที่พิษณุโลก ร้านเป็นบุฟเฟท์ อร่อยหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมาตาปีย์ถูกจิกลงมา ยังเบลอ ๆ ไม่ตื่นดี แล้วป้า ๆ พี่ ๆ ทั้งหลายก็มาแซวว่า อ้าว มิ้งมาตอนไหน ตามมาด้วยเหรอ หรือไม่ก็หลับสนิทน่าอิจฉา แต่มิ้งซึ่งเครื่องยัง boost ไม่ขึ้นก็ได้แต่นั่งกระพริบตา ๆ ไปเรื่อย ๆ (ป.ล. ทำตากระพริบ ๆ ต่างจากทำตาปริบ ๆ ยิ่งนัก เพราะทำตาปริบ ๆ มันเกิดจากพูดอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูกใช่ไหม แต่ทำตากระพริบ ๆ เนี่ย เกิดจากยังไม่ตื่น สมองไม่ทำงาน แล้วตาก็แสบเพราะเจอแสง แล้วก็เลยต้องกระพริบ ๆ ให้หายแสบตา) เค้าไปตักอาหารกันแล้ว

ขอสารภาพว่า ถ้าอิฉันไม่เปอร์เป็นลูกลิงกินยาม้า ก็จะขี้เกียจยิ่งกว่างูเหลือมตอนจำศีล แล้วงวดนี้ก็เป็นแบบหลังด้วย ซึ่งก็นะ อย่างหลังก็ไม่ค่อยปรากฏให้ฝูงเพื่อนเห็นเท่าไหร่นัก (นัยว่า trait นี้มักจะเกิดตอนอยู่บ้านเท่านั้น) แต่เพราะ มาตาปีย์ don’t do things by halves จะเป็นแบบไหน ก็เว่อร์สุด ๆ ไปทั้งสิ้น คือไม่เคยตรงทางสายกลาง ตั้งอยู่ในความพอดี แต่อย่างใด เดินไปตักข้าวมากิน ก็ยังง่วง ๆ ไม่รู้จะกินอะไร ในที่สุด ก็เลยนั่งกินติ่มซำกะซาละเปา แล้วก็แทะ ๆ อะไรอีกสักอย่าง

กินข้าวเสร็จ ก็ไปแวะกราบพระพุทธชินราชที่วัดมหาธาตุ แล้วก็ กรี๊ดด แดดเหรอคะ ร้อนขนาดนี้ มาตาปีย์ ซึ่งเริ่มจะตื่นมาบ้าง ก็เลยรีบโบ๊ะ โบ๊ะ โปะ ครีมกันแดดลงไป แล้วก็ ฮือ ฮือ ความที่เป็นรถใหญ่จอดไม่ได้ไกล พิลงจากรถ ลงไปได้สักพัก อิฉันก็เลยตัดสินใจ วิ่งๆๆ ตึ่ก ตึ่ก ตึ่ก ฝ่าคณะไปเพื่อไปที่วัดก่อน แล้วก็เกิดบ้าอะไรก็ไม่รู้ เด็ก ๆ สองสามคนมันก็วิ่งตาม .... ป้าไม่ใช่จ่าฝูงไบซันนะคะ ... แล้วมันก็ถามว่า พี่มิ้งวิ่งทำไม ... พอบอกว่า ร้อน แล้วถามกลับว่ามันวิ่งทำไม ... มันก็บอกว่า ร้อนเช่นด้วยกัน ... อ๊ะ อะไรกันคะ หลังจากนั้น เราก็เดิน แซรบบ (มาจากแทรก กะ เซาะ) ตัวไปตามริมฝั่งกำแพงโบสถ์เพื่อไปไหว้พระ แล้วก็ เข้าไปเนี่ย ถึงกะผงะ กะไอความร้อนเลยทีเดียว .... โอออ หลวงพ่อเจ้าขา มาไหว้ตอนบ่ายใบโบสถ์ ไม่ต่างอะไรจากเตาอบเลยนะเจ้าคะ หนูจะได้คะแนนความดี (แปลว่า บุญ) เพิ่มขึ้นอีกไหมเจ้าคะ ดังนั้นเนี่ย พอเข้าไป หนูก็ปักหลักใกล้ ๆ พัดลมทันที

** ขี้เกียจเล่าแล้ว 2 หน้า แล้ว มาต่อวันหลังดีกว่า แต่กรี๊ดดด 2 หน้ายังไปไม่ถึงไหนเลย เพิ่งครึ่งวันเช้าเองนะเจ้าคะ**