Tuesday, October 18, 2005

เหตุเกิด ณ งานสัปดาห์หนังสือ (งกเห็น ๆ)

เหตุเกิด ณ งานสัปดาห์หนังสือ (งกเห็น ๆ)

ทั้ง ๆ ที่ว่าจะไปตามหานิยายแฟนตาซีเก๋ ๆ สักเล่มที่คิโนะ เอ็มโพเรียม แต่ก็จับพลัดจับพลูไปงานสัปดาห์หนังสือมาเมื่อวานจนได้ ดังที่ร้ ๆ กันว่ากำลังบ้า บ้า บ้า Black Magician สุดชีวิตสุดฤทธิ์สุดเดช มาตาปีย์นั้นก็เลยตั้งเป้าว่าจะดูแค่ Asia Books กับ Bookazine เท่านั้น ดูแค่หนังสือแฟนตาซีแล้วก็จะห้อแรดไปเอ็มโพเรียมต่อ ถึงขนาดที่ว่าจดที่ตั้งบู๊ทมาแล้ว แล้วก็จะมุ่งมั่นเดินทางแสวงบุญไปแค่นั้นก็พอ

เอาล่ะ เจอ Asia Books แล้ว อะไรกันนี่ มาเฉพาะ discounted books แล้วตัวคำว่า discounted books ก็ใหญ่มาก จนไม่เห็นชื่อความเป็น Asia Books เลย ถ้าไม่เห็นรูปแบบ fonts สีเขียวสุดฮิต
แล้วเมื่อพุ่งสายตาตรงไป เล่มเหลือง ๆ นั่น!!! กะ กะ กะ กรี๊ดด De Bono Code ของลุง Edward De Bono เจ้าพ่อหนังสือแนว self-help ผู้มาพร้อมกับการคิดอย่างสร้างสรรค์กำลังลดราคา เหลือ 199 เท่านั้นนน (จาก 590 บาท) นังมิ้งจอมงกก็รีบพุ่งตัวไปที่หนังสือ ชนิดว่า ใครมาแย่งกูมึงตาย! หลังจากอ่านไปสักพัก อ้าว มีตั้ง 3 เล่มนี่หว่า เกือบฆ่าใครตายไปแล้ว กู หลังจากนั้นมองไปมองมา อ๊ะ .. พวก fictions ลดเหลือเล่มละ 99 บ้าง 199 บ้างไม่ได้การ ทำการคุ้ย ๆ เพื่อหา fantasy ราคาถูกที่อาจเล็ดรอดมา แล้วก็ได้มาเล่มนึงจริง ๆ เย้ 99 บาทเท่านั้น

ข้าง ๆ กัน เป็น Bookazine โอ หนังสือแฟนตาซีเพียบ! ซื้อดีไหมคะ ซื้อดีไหมคะ แต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็มีเสียงกรีดมาจากพนักงานที่นั่งอยู่หน้าร้าน คุณพี่เด็กแนวที่โกนหัวเก๋กำลังกรี๊ดว่า ไม่มี ไม่มี De Bono เล่มนี้เราไม่มี จับความได้สักพัก ตาก็แลไปเห็นเหล่าหนังสือลุง De Bono ที่ชั้น ก็เลยถึงบางอ้อ ว่าพี่เขามองลอดถุงมาด้วยสายตาเลเซอร์สแกน เห็นสีเหลืองแจ๋นของลุงขึ้นมา แล้วก็ไปเปรียบเทียบกะที่เค้ามีอืมมม Bookazine หนังสือลุงเยอะก็จริง แต่ไม่ลด หนูไม่ซื้อแน่ เหลือบมาดูแฟนตาซีสุกนิด ลดเหลือ 199 ต่อเล่ม แต่ก็ไม่มีเล่มที่รู้จักเลย จะงกหรือจะรอบคอบไม่เสี่ยงดีคะ อืมม คิดยากจัง เดินวนรอบร้านให้เกิดพุทธิปัญญา แต่ก็ดัน ความโลภครอบงำเป็นหนสอง ... ดันเจอ Competitive Strategies ของ Michael Poter 599 บาทเท่านั้น !!!!!!!!! ซื้อเลยสิคะ กู

เดินออกมาจากร้านอย่างงง ๆ แล้วตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือ used ที่เก่ามาก ทั้งปีที่พิมพ์และสภาพหนังสือ แต่นั่น อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ หนังสือจากลุง Og Mandino พระเจ้าของเหล่าลูกแกะที่กำลังหลงทางนี่นา เล่มนี้ฉันยังไม่มีด้วย แทนที่จะเดินเลยผ่าน มาเจออีกเล่มนี้ก็เลยเกิดการคุ้ยจิกกองหนังสือที่อยู่บนพื้นอย่างไร้สติ คุ้ย ๆ จนพี่คนหนึ่งบอกว่า ... ดีเลยน้อง น้องคุ้ยไปนะคะ พี่ขอดูไปด้วย... แล้วในที่สุดก็ได้หนังสือลุง Og แกมาอีกเล่ม กับหนังสือ Theology and the Pegan ดีเลยค่า อ่าน Da Vinci Code แล้วปัจจุบันยังอยากรู้เกี่ยวกับ Pegan อยู่เลย แล้วก็ได้ Ecospasm มาอีกเล่ม นั่งพับเพียบเลือกจนลุกขึ้นมาแล้วเหน็บกินขาน่ะ คิดดู!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ยังอยู่ในโซนหนังสือภาษาอังกฤษไม่ไปไหนไกล ... หนูเห็นร้าน textbook ร้านนั้นดูเก๋ไก๋ ขอเข้าไปดูในร้านได้ไหมคะ? แต่อ๊ะนั่น นั่น นั่น หนูตาฝากหรือ เข้าใจผิดคะ textbook ฉีกปกเหลือเล่มละ 20 บาทได้ยังไง???!! โอ อ่านไม่อ่าน เอามาก่อนนะคะ ก็เลยได้ Global Marketing/ Internation Trade แล้วก็ HR มาอย่างละเล่ม รวมกัน 50 บาทเท่านั้น!!!!!!!!!!!!!!!!

แล้วอะไรต่อ หลงโซซัดโซไปที่หนังสอที่สำนักพิมพ์จุฬาฯ พิมพ์ หวังว่าจะได้พักใจอย่างสงบ อ๊ะ ... เจอ คู่มือการแปลชั้นสูง ได้การล่ะค่ะ มีคนยุนักว่าถ้าบ้า Black Magician Trilogy มากนักก็ให้แปลไปเลย ก้เลย เอาน่า ซื้อมาดู เผื่อเจอเคล็ดลับเขย่าโลก .. และจะซื้อได้เล่มเดียวเหรอคะ แน่นอน ได้ วัฒนธรรมไวน์ มาอีกเล่ม

หลังจากนั้น โอ ประวัติศาสตร์โลก น่าซื้อมากก 750 เหลือ 600 แล้วก็มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจในศตวรรษที่ 21 ของสุขภาพใจ อยากได้ อยากได้ ขณะที่กำลังกรีดอยู่ในใจ เดชะบุญ แม่ก็โทรตาม ก็เลยได้ตาลีตาเหลือกไปหาแม่ ในบันดล ขอบคุณสวรรค์ที่ช่วยหนุนส่ง ....

แม่ที่เคารพอยู่ที่ Bookazine อ๊ะ ในที่สุด สถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ก็เกิดขึ้น กลับมาที่นี่ รู้สึกอีกมีก็ควักกระเป๋าซื้อ หนังสือ fantasy อะไรก็ไม่รู้มา 2 เล่มแล้ว ฮือฮือ .... แต่ก็ยังดี ตอนแรกว่าจะซื้อ Eragon มาด้วย เห็นตั้งแต่ตอนอยู่อังกฤษ แต่ที่ไหน ๆ ก็มีแค่เล่ม 2 ก็เลยรอดตัวไป สาธุ

นั่นแหละ หลังจากนั้น นึกว่าจะกลับบ้านแล้ว เพราะหนังสือหนักมาก แต่แม่ก็บอกว่า จะให้ฝากไปรษณีย์ส่งไป เห็นหนังสือที่หิ้วมา รู้ได้อย่างเดียวว่าคงต้องซื้อกล่องที่ใหญ่ที่สุดเป็นแน่ แต่ก็นะ .. ยัดไปแล้ว ก็ต้องดินไปเอาหนังสือแม่ที่ได้ไปฝากไว้ ณ จุดต่าง ๆ มาด้วย ..... แต่ขอโทษนะคะ อิฉันพอ unload หนังสือล็อตแรกไปได้ ก็ทำการซื้อใหม่อีกหน แถมครั้งนี้ อยู่กับแม่ ยิ่งน่ากลัวกว่าเดิมล้านเท่า
“มิ้ง ดูเล่มนี้สิ มิ้งต้องชอบแน่”
“อื้อ มิ้งก็ดูอยู่เหมือนกันเลย ... แล้วมิ้งก็ว่าเรื่องนี้หนุกนะแม่”
“ไหน ๆ “
อะไรแบบนี้ .... อิฉันยิ่งซื้อง่ายเพราะอาเจ๊อยู่ด้วย .. เสมือนหนึ่งมีผู้รับประกันมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว เฮ้ออ แล้วก็หอบบ้าหอบบอไปที่โพสต์อีกครั้ง เห็นแล้วก็อาย พนักงาน รอบแรกก็อลัง รอบสองก็สติแตกอีกครั้ง ลังที่ว่าใหญ่ขนาดก็ไม่พอ

รู้ตัวอีกที หมดไปแล้วสามพัน โฮโฮ กรี๊ดด คือมาถึงก็กดเงินเลย เพราะว่าไม่มีเงินในกระเป๋าสักบาท กะว่าจะซื้อแค่ที่ได้อ่านจริง ๆ แล้วจะไม่เกินพันนิดหน่อยแท้ ๆ แล้วยังไงคะ หมดเกลี้ยงเลยนะสิคะ หันไปทางแม่ เจ๊หมดไปอีก สี่พัน เฮ้ออ แม่กะลูกคู่นี้ … ดีนะเนี่ยที่ไปเดินตอนเย็น ๆ ถ้าไปตั้งแต่เช้าคงหมดเป็นหมื่นได้เลย เพราะอย่างตัวมิ้งนี้เดินแค่1/4 ของชั้นแท้ ๆ ยังไม่นับชั้นอย่าง หรือ Planary Hall นะเนี่ย

อย่างไรก็ตาม งวดนี้ผีบ้า academic ก็สิงอีกตามเคย ซื้อมาแต่อะไรก็ไม่รู้ ซื้อมาเพราะงกความรู้ ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ได้อ่านก็มี ซื้อมาเพราะงกเงินเห็นว่าถูกก็เยอะ งก งก และงก จริง ๆ

เฮ้ออ มีแค่ปีที่แล้วปีเดียวที่ข่มสติซื้อไปแค่ 2-3 เล่มเพื่ออ่านรอแม่ตอนแจกลายเซ็นได้แท้ ๆ

Thursday, October 13, 2005

มิ้งกิทัวร์ ภาคออกนอกประเทศ

บทที่ 1: เหตุเดินทาง

และแล้ว อย่างที่ได้รู้ ๆ กัน ว่าลูกชายสุดที่รักของคุณแม่ (หรือ พระมาร (ดา) ของดิฉันตามที่ได้เรียกจนติดปาก) ได้เดินทางไปเรียนต่อ ณ ประเทศอังกฤษ เดือนที่แล้ว แต่ทั้งนี้ แม่ฮะ ก็เกิดกังวลขึ้นมาว่า จะให้ลูกชายสุดที่รักย้ายมหาวิทยาลัยและย้ายเมืองดีหรือไม่ ยิ่งขึ้น ก็ยิ่งเครียด อย่างกระนั้นเลย จิกลูกอีกคนที่เหลืออยู่ที่บ้านได้แล้ว แม่ก็ลากนังเด็กนั่น (มิ้ง) ขึ้นเครื่องไป


โอ๊ยย ไม่อยากจะบอกเลยว่า ก่อนไปน่ะ ทะเลาะกับแม่กระจัดกระจายไม่เว้นวันมาก เพราะตอนแรกแม่บอกว่าจะหาน้อง (ลูกรัก) สิ้นเดือน เพื่อดูมามหา-ลัยที่ลูกชายไปอยู่ แล้วก็จะแวะเที่ยวด้วยกันก่อนที่ลูกชายจะเปิดเรียนจริง ๆ แล้วเธอก็กระชั้นเข้ามาเรื่อย ๆ เพราะสติแตกกลัวว่ามหา-ลัยที่ลูกรักเลือกไปจะไม่รุ่งไม่เกิด แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจร่น + เร่งเวลาเดินทางเข้ามา เมื่อคิดว่าจะเปลี่ยนยู และต้องการไปดูยูอื่นให้ทันก่อนเปิดเทอม เผื่อจะเปลี่ยนใจ

แล้วดิฉันเนี่ยย …. มีงานต้องทำนะคะ จะให้เดินเข้าไปบอกที่ทำงานว่า หนูจะลาไปอังกฤษ 2 อาทิตย์นะคะ แล้วก็จบโดยเป็นการลาล่วงหน้า 2 วันกระนั้นหรือ ทำไม่ได้ หรือทำได้ก็ไม่ควร ... ใช่ไหมคะ งานที่ต้องรับผิดชอบก็มี แล้วงานที่ต้องให้คนอื่นจัดการแทนอีก ดังนั้น การจะหายไปนานถึง 2 อาทิตย์ก็ทำให้ทะเลาะกับแม่จะเป็นจะตายมารอบนึง (รอบนึงแบบมีหลายยกด้วย!!) แล้วพอเธอจะเลื่อนวันเข้ามาก็ทำให้มิ้งเกิด Death Match ถกเถียงกับแม่ขึ้นมาอีกรอบ

.... ทั้งนี้ทั้งนั้น สรุปได้ง่าย ๆ เลยว่า สู้ไม่ได้ (“แพ้”นั่นเอง) เพราะภาษีความเป็นลูกที่ต้องจ่ายมีมูลค่าและราคาสูงมากกก มาก มาก มาก เกินจะกล่าว ถ้าไม่ไป เธอก็จะโกรธ งอน น้อยใจ เสียใจ และถ้าตามไปช้า ก็ไม่ยอม ไม่ได้ ไม่ให้ สรุปว่า ก็ต้องไปตามวันที่เธอกำหนด โอ๊ยย พูดแล้ว คิดแล้วก็ยังหงุดหงิดอยู่เลย คุณเธอชอบให้เสนอทางให้เลือก เช่น “ตามไปไหมล่ะ” “ก็ได้งั้นมิ้งตามไปทีหลัง” “แต่ถ้าไปทีหลัง แม่จะต้องจ่ายค่าตั๋วแพงกว่าปกติ และ ฯลฯ” แล้วยังไงล่ะคะ เป็นเผด็จการประชาธิปไตยที่แปลว่า ดูเป็นประชาธิปไตยตรงที่สามารถมีสิทธิมีเสียงได้ แต่ก็เป็นเผด็จการเพราะไม่ยอมรับความเห็นของมิ้ง โฮโฮ เฮ้ออ รูปแบบประชาธิปไตย แต่ means นั้นไซร้เผด็จการ ก็ต้องไปกับเค้าตามที่เค้าเลือกมาแล้วแหละ

ดังนั้น ไม่อยากจะบอกเลยว่า รู้แค่ว่าไปวันไหน กลับเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อารมณ์ตอนไปขึ้นเครื่องบินเป็นประหนึ่ง ถูกเป็ดไก่จับยัดใส่เข่งขึ้นไปบนเครื่องบินนั่นแหละ อะไรอย่างไรก็ไม่รู้

เฮ้ออ บ่นมาได้ หน้านึงแล้ว นั่นแหละ ๆ แล้วเราสองแม่ลูกก็ได้ออกเดินทางไปโดยเครื่องบินสายการบิน Emirates เพราะว่าได้ถูกกก เหตุผลเดียวที่ชัดเจนที่สุด There ain’t no such thing as a free lunch อย่างที่ลุง Milton Friedman บอกมาก็จริง แต่เราก็ทำให้มันถูกลงได้ใช่ไหมคะ Yet, we made it far cheaper! ขึ้นเครื่องไปแล้ว เกือบตี 2 พอดี มาตาปีย์ก็ได้หลับพับไป ตอนแรกว่าจะนั่งกรี๊ดกร๊าดอัพเดทฟังเพลง Euro ทั้งหลายแท้ ๆ ไม่มีใครบอกก็รู้เพราะมันย้ำเตือนชาวโลกแบบไม่ให้มีวันลืมว่า มันเรียนอิตาเลี่ยนมา ฝรั่งเศสก็เคยเรียน ดังนั้น มันก็เลยกระแดะฟังเพลงภาษาแบบนี้ รวมไปถึงสเปน เยอรมัน และอื่น ๆ เพื่อให้ความเว่อร์ของมันไม่มีวันจบสิ้น อย่างไรก็ตาม ถึงเวลาจริง ๆ หลังจากได้กรี๊ดตรวจสอบรายชื่อเพลงใหม่ ๆ เก๋ ๆ ในตลาดแล้วมันก็ถึงกับหลับไปโดยที่ยังมิทันได้ฟังเพลงทันครบ 1 ชั่วโมง อ๊ะ ก่อนหน้านั้น เหตุการณ์อีกอย่างที่ทำให้หลับพับไปเร็วกว่าปกติก็คือ นั่งเล่นเกมในเครื่องก่อนฟังเพลง แล้วไอ้เกมบ้า trivia ก็ดันเร็วมาก ๆ ประมาณว่าเครียดมาก มากสุด ๆ เพราะตอบคำถามไม่ทัน ยังไม่ทันอ่านจบมันก็เร่งให้ตอบ เล่นสักพัก สรุปได้ชัดเจนว่าถึงตอบได้ก็กดตอบไม่ทัน แถมยังต้องเล่นแข่งกับผู้โดยสารร่วมเครื่องอีก แหมมม มีการบอก seat ประจานด้วยนะเจ้าคะ ถูกความกดดันทั้งหลายทั้งสิ้นทำให้สติแตกขึ้นมา พลังงานสำรองที่มีถูกใช้- เค้นใช้-ไปเพื่อการนี้ทั้งหมด ดังนั้น อิฉันจะมีพลังงานเหลือเฟือไว้สำหรับการฟังเพลงอีกเหรอคะ ไม่เลยค่ะ ดังนั้น ดิฉันก็หลับไป

TBC – ส่วนที่ 2 จะมาต่อในเร็ววัน


'There ain't no such thing as a free lunch.'

'There ain't no such thing as a free lunch.'
'There ain't no such thing as a free lunch.'

Monday, October 03, 2005

มิ้งกับความบ้ามาก ๆ ครั้งใหม่

กรี๊ดด พ่อแม่พี่น้องที่เคารพทุกคน

มาตาปีย์เกิดอาการติดขึ้นมาอีกแล้วเจ้าค่ะ แล้วคนที่รู้จักอิฉันดีก็คงรู้กันว่าเวลา “ติด” อะไรขึ้นมา นังนี่จะบ้าได้ขนาดไหน เฮ้ออ... อยู่ดีไม่ว่าดี ตอนไปอังกฤษไปสำรวจตลาดในร้านหนังสือ แล้วก็พานเหลือบไปเห็น The Magicians’ Guild หนังสือแฟนตาซีแนะนำที่ร้าน Waterstone’s ภูมิใจเสนอ หยิบมาดู อ๊ะ ปกสวย เรื่องย่อก็ดูจะสนุกเก๋ อย่ากระนั้นเลยย แวะเวียนอยู่สักพัก มิ้งกิก็ได้หนังสือถูกใจมาสี่ห้าเล่ม แน่ใจได้เลยว่า The Magician’s Guild ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

กลางดึกคืนนั้น อ่านสักหน่อยดีกว่า .. และแล้ว มิ้งก็ลงมืออ่านอย่างเมามัน และมุ่งมัน ทุกคืนที่ไปนอนไม่เกินเที่ยงคืนตลอด และแล้ว .. มิ้งก็เริ่มหลุดเวลาที่กำหนดไว้ของตัวเอง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตีสามแล้ว กรี๊ดดด

คืนต่อมา มิ้งยังไม่เข็ด ตีสามอีกเช่นเคย

คืนที่สาม เพื่อให้จบเล่ม รู้ตัวอีกที่ก็ตีสี่กว่า กรี๊ดดดด

วันต่อมา กลายเป็นหมีแพนด้า ฟ ที่รัก ถามว่า นอนกี่โมง คำถามคลาสิกที่ทั้งบ้านชอบมีกับมิ้ง และก็เป็นอีกครั้งเช่นเคยที่มิ้งไม่กล้าตอบ เบื้องหลังน้องฟินน์ พระมาร (ดา) กำลังจ้องมิ้งอยู่เช่นกัน และก็ไปล้างหน้าส่องกระจกในห้องน้ำ โอ้ เป็นแพนด้าที่น่ากลัวมากก ตาโหลดำคล้ำยิ่งกว่าที่คิดไปโข แล้วก็ไม่มีแรงทำอะไรด้วย เพราะเพิ่งนอนไม่กี่ชั่วโมงเลย แต่ไม่กล้าทำตัวเนือยและเหนื่อยให้แม่และน้องกล่าวหาอะไรได้ กรรมออนไลน์จริง ๆ เร็วกว่าสั่งพิซซ่าอีก

หลังจากนั้น วันต่อมาจะต้องกลับบ้านแล้ว แต่นี่ The Magician’s Guild เป็นหนังสือเล่มแรกของชุด The Black Magician Trilogy นี่นา ไม่ได้การ เข้าเนทไปดูโดยด่วน อ๊ะ แล้วก็พบความจริงอันโหดร้าย โฮโออ เล่มที่มิ้งซื้อเป็น newly-printed edition เพิ่งออกเดือน sep ที่ผ่านมา แล้วก็อีก 2 เล่มจะทยอยออกมาเดือน ตุลา และ พฤศจิกา ตามลำดับ

ทำไงดีคะ ... อยากอ่าน แต่ก็อยากเก็บชุดเดียวกัน
(คนที่รู้จักมิ้งดี ก็คงจะเข้าใจอารมณ์เก็บเป็น set, สร้าง collection ของมิ้งได้)
นิ่งค้างกับความจริงที่โหดร้ายหน้าคอมสักพัก แล้วมิ้งก็ตัดใจได้ เอาวะ ก็ไปซื้ออีก 2 เล่ม เป็นพิมพ์ edition เก่า แล้วพอออกใหม่ก็เก็บมันหมดให้ได้ทั้ง 2 ชุด 2 แบบก็ได้นี่

ดังนั้นแล้วมิ้งก็รีบแต่งตัว อย่างที่ไม่เคยทำเลยขณะมาเที่ยวอังกฤษครั้งนี้ ไม่เนือย ไม่เอื่อย แต่คว้ากางเกงยีนส์กับเสื้อยืดแขนยาวมาเปลี่ยน แต่งหน้า พันคอลวก ๆ แล้วก็หยิบกระเป๋าหน้าตารีบบบวิ่งออกจากห้องไป โดยบอกน้องรักเพียงสั้น ๆ ว่า .. เดี๋ยวมานะ …

แต่ก็นั่นแหละ 20 ปีกว่าที่อยู่ด้วยกันมา ไม่ได้ทำให้ผิดหวังจริง ๆ คุณน้องเข้าใจคุณพี่และเข้าใจความบ้าที่คุณพี่เป็นอยู่และเป็นมาตลอดชีวิตดี เธอหันมาพยับหน้ารับ แล้วบอกว่า .. งั้น เดี๋ยวเจอกัน …

แล้วมิ้งก็วิ่งไปร้านหนังสือ ด้วยความเร็วที่เหมือนประหนึ่งว่า จะต้องวิ่งไปส่งวิทยานิพนธ์ให้ทัน เข้าร้านไปแล้วก็คว้าหมับที่ชั้น

ฮ่า ฮ่า ... ชะเอิงเอย ... ล้าลา.. ฮูเร ...ได้ The Novice กับ The High Lord เล่มสองและเล่มสามตามลำดับมาแล้ว ... จริงอยู่ที่เมืองไทย ร้านอย่าง Asia Book/ Bookazine หรือไม่ก็ Kino น่าจะมี แต่ใครจะไปกล้าเสี่ยงได้อ่านช้าไปล่ะ มิ้งลงแดงตายไปใครจะรับผิดชอบ

มิ้งเดินถือถุงหนังสือกลับมาอย่างอิ่มเอิบ มีความสุขเหมือนถูกโอบกอดไว้ด้วยความรักจากผืนโลกและแม่พระธรณี และแล้ว มิ้งก็เจอเพื่อน ๆ ของน้องระหว่างทาง
“พี่มิ้ง ไปไหนมาคะ”
“ไปร้านหนังสือมาค่ะ ตกลง The Magicians’ Guild ที่คุยกันวันก่อน สนุกจริง ๆ ด้วยล่ะ”
“จริงเหรอคะ”
“ค่ะ พี่ไปซื้อเล่มสองและสามมาแล้ว สนุกจริง ๆ แนะนำ ๆ”
แล้วเด็ก ๆ ทั้งสองคนก็เดินจากมิ้งไป ด้วยความตกใจเล็กน้อยที่มิ้งอ่านจบเร็วเหลือจะกล่าว แน่ล่ะ ... behind the scene มิ้งอ่านเหมือนจะสอบวันรุ่งขึ้นนี่ นอนก็แทบไม่ได้นอน

ไปเที่ยวกันอีกวัน แล้วเราก็ขึ้นเครื่องกลับบ้าน อืม นั่งเครื่อง แล้วต้องแวะไปทรานซิทที่ดูไบเหรอคะ มาตาปีย์ไม่หวั่นไหว หวาดกลัวอยู่แล้ว The Novice อยู่กระเป๋ามิ้งแล้วนี่ ... ลัล ลัล ลัล ลา

ขึ้นเครื่องปุ๊บ รัดเข็ดขัดปั๊บ มิ้งก็คว้าหนังสือที่รักยิ่งอ่าน อ่าน แล้วก็อ่าน ... โอ๊ยย ใครว่า การอ่านหนังสือเป็นการฆ่าเวลาตอนนั่งเครื่องบินไกล ๆ อย่างไฟท์บินข้ามทวีปกันคะ? ของมิ้งเนี่ย การได้อยู่บนเครื่องบินนาน ๆ ตอนนี้เป็นการประทานพรจากพระเจ้าจริง ๆ มีความสุขที่สุด ๆ ถึงขั้นเกิดกลัวว่าจะมีเวลาอ่านไม่พอด้วยซ้ำ บ้าไปแล้ว ตามแบบฉบับอีมิ้งจริง ๆ พอเปลี่ยนเครื่องที่ดูไบ เพราะเช้ามาก เกือบทุกคนขึ้นเครื่องก็หลับกันไป แต่อ๊ะ มิ้งจะหลับดีไหมคะ
ก. ดี หลับเลย เพราะก่อนหน้านี้มิ้งก็แทบไม่ได้นอน
ข. ไม่หลับหรอก ไม่หลับแน่ ๆ อ่านหนังสือต่อไปมากกว่า
ค. หลับมั่ง ไม่หลับมั่ง ถ้าไม่หลับ ก็คว้าหนังสือมาอ่านต่อ

ตอบข้อไหนดีน้า? นั่นแหละ มิ้งว่ามิ้งคงไม่ต้องเฉลยนะ สจ๊วตเดินมากี่ครั้ง แอร์ผ่านไปกี่หน มิ้งและหนังสือในมือก็ยังอยู่คู่กัน จนสัก 3 ชั่วโมงก่อนเครื่องจะลงนั่นแหละ ที่มิ้งขอตามใจสังขารแล้วหลับพับไป

ตื่นมา เหลืออีกชั่วโมงเครื่องจะลง มิ้งก็รีบ ๆ กระหายอ่านต่อ แล้วพอเครื่องลง ที่บ้านมารับ เราก็ไปกินข้าวกันต่อ นั่งไป มิ้งก็เริ่มเบลอ ๆ ตัวโยก ๆ กลายเป็นจิงโจ้อีกครั้ง สงสัยอาการเหนื่อยและ jet lag จะถามหามาตาปีย์เสียแล้ว กลับบ้านมิ้งจะอาบน้ำสบาย ๆ แล้วนอน!

แต่พอกลับบ้าน คุ้ยของสักพัก the same old irresistible and addictive feeling ก็กลับมา มิ้งถูก charm and spell ของหนังสือเล่นงานหนักซะแล้วเจ้าค่ะ คืนนั้น มิ้งอ่าน the Notice จนจบใกล้เช้า ๆ แล้วหลังจากนั้น คิดว่าจะนอนได้เหรอ อ่าน The High Lord ต่อสิคะ!

จริง ๆ ฟัง ๆ ดู speed อ่าน the Notice ต่ำมาก ๆ เลยนะ ก็แน่สิ สภาพที่ย้ายจากโต๊ะเขียนหนังสือมานั่งอ่านที่เตียง ก่อนจะกลายเป็นนอนอ่านน่ะ กินความได้ทุกอย่างแล้ว พออ่าน The High Lord ได้อีกเกือบครึ่งเล่ม บ่ายโมงกว่า ๆ ก็รู้ตัวอย่างไม่ยอมรับว่า คงไปไม่จบแน่ ๆ นอนก่อนดีกว่า

แล้วมิ้งก็หลับพับไป ตื่นมาอีกที อาบน้ำ กินข้าว แล้วมิ้งก็ดื่มด่ำกับ the journey ของมิ้งต่อ รวม 2วัน 2 คืนโดยประมาณ แต่นะคะ หนังสือจบแล้ว คิดว่ามิ้งจะคลายหายจากอาการเป็นทาสได้เหรอคะ

มิ้งยังบ้าอยู่ .......... และก็บ้าหนักด้วย โฮโฮ พ่อขา แม่ขา มิ้งเป็นบ้าไปแล้ว .............. อยากอ่านอีก อยากอ่านต่อ ลงแดง แต่พอเอามาอ่านใหม่ ก็ยิ่งติด โฮโฮ กรี๊ดดด

มิ้งเกิดอาการบ้าเป็นระยะ ๆ เช่นนี้ โอ๊ยย จบแล้วเหรอ ไม่นะ ไม่ อย่าจบนะ จบได้ยังไงกัน มิ้งยังไม่หายอยากอ่านเลย โฮโฮ ฮือ อย่ามาทำแบบนี้กับมิ้งสิคะ อยากอ่านเล่ม 4 นี่นา โฮโฮ ไม่ยอมมม จะอ่านเล่มสี่ๆๆๆๆๆ

“อ้าว มีเล่ม 4 ด้วยเหรอ” มีเสียงถามมาจากคนในบ้านที่เห็นมิ้งคร่ำครวญทุรนทุราย เป็นบ้าอยู่คนเดียว
“ไม่มี” มิ้งบอกไป
“อ้าว ...”
“ก็มันเป็น trilogy นี่นา จะให้มีเล่มสี่ได้ยังไงล่ะ”
“แล้วมาโวยวายทำไม” ผู้เคราะห์ร้ายยังไม่คลายความสงสัยไปได้ง่าย ๆ
“ก็อยากอ่านนี่นา”

ใช่แล้ว อยากอ่าน จะอ่านเล่มสี่ ๆๆ จะอ่าน ๆๆ แล้วมิ้งก็พลันนึกได้ ’เทพมารสะท้านภพ’ กำลังภายในที่พ่อกะมิ้งอ่านมีถึง 16 เล่ม ก่อนหน้านั้นอ่านมังกรคู่ ก็ 21 เล่มจบ ทำไม The Black Magician ของหนูมีแค่ 3 ค้า โฮโฮ

หรือมิ้งจะพยายามติดต่อแปลเป็นภาษาไทยเพื่อถ่ายทอดความดื่มด่ำนี้ ไปสู่เพื่อนคนอ่านชาวไทยดีค้า เหอเหอ เหอ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด อยากอ่าน ก็ได้ให้อยู่ด้วยกันให้บ้าไปเลย ตอนนี้บางส่วนก็เกือบ ๆ จะ learn memorise by heart แล้ว!!!!!!!!!

จบดีกว่า บ้าไปมากแล้ว

* The Black Magician Trilogy โดย Trudi Canavan