Monday, November 28, 2005

question myself?

Which part of me is being myself?
Which part of me is being someone else?
Am I sitting defeatedly alone in the dark?
Or am I screaming for help?


Oh, I just don't wanna be me,
Oh, or I want to be me,
If only I can be me,
the me, the me, the ME!

อยากถามตัวเองว่ากำลังทำอะไรอยู่
ได้เป็นสิ่งที่อยากเป็น และได้ทำสิ่งที่อยากทำหรือเปล่า
กลัวว่าวันหนึ่ง กว่าจะรู้ตัว
จะ old undone, die undone
แก่เฒ่าโดยที่ไม่ได้ทำอะไร และตายโดยที่ไม่ได้ทำอะไร
ปล่อยให้ความฝันและความต้องการของตัวเองค้างคาอยู่

แต่ก็นั่นแหละ เราอยู่ในสังคม และขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่าง ๆ มากมาย
ความต้องการและความมุ่งหวังของเราก็ถูกจำกัดด้วยความเป็นจริงชนิดนี้



Sunday, November 27, 2005

เพลงการเมือง??

นั่งฟังรวมฮิต Smash Mouth กับลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่ง แล้วเราก็พบว่าเพลงนี้เหมาะกับคุณสนธิจะร้องให้คุณทักษิณฟังมาก ๆ ก็เลยเอามาให้ดูเล่น ๆ เป็นเพลงการเมืองล้อเลียนนิทานการเมืองกันไป

+ I really remember when you drank my wine

+ I pay my, I pay my, I pay my money to the welfare line

+ Sometimes I don’t speak right


แล้วก็อื่น ๆ แอบขำนะเนี่ย Why can't we be friends? กิกิกิ

Smash Mouth ? Why Cant We Be Friends

Why can’t we be friends (4x)
I seen ya, I seen ya, I seen ya ’round for a long long time
I really, I really, I really remember when you drank my wine
Why can’t we be friends (4x)
I seen ya, I seen ya, I seen ya walkin’ down in chinatown
I called ya, I called ya, I called but you did not look around
I pay my, I pay my, I pay my money to the welfare line
I seen ya, I seen ya, I seen ya standing in it everytime
Why can’t we be friends (4x)
The color, the color, the color of your skin don’t matter to me
As long as, as long as, long as we can live in harmony
I kinda, I kinda, I kinda, like to be the president
And I could, and I could, and I could show you how your money’s spentWhy can’t we be friends (4x)
Sometimes I don’t speak right
But did I know what I was talking about
I know you’re working for the cia
They wouldn’t have you in the mafia
Why can’t we be friends (4x)(repeat to fade)

Thursday, November 24, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสอง)



เมื่อส่งนายที่ห้องแล้วก็กลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง ปรากฏว่าผู้ใหญ่ในคณะอีกคน อยากไปดูเมืองเวลากลางคืน แต่ไป ๆ มา ๆ ด้วยความที่อยู่กันเฉพาะแก๊งค์กรุงเทพฯ ไม่มีคนพื้นที่อยู่ด้วยเลย เราจึงลงเอยอย่างจับพลัดจับพลูไปนั่งที่ชั้นใต้ดินของโรงแรมกัน โอ ดิส-สะ-โก้-เทคของพม่าแอบน่าตื่นตาตื่นใจนะนี่ คือเปิดเพลงตู๊มต๊ามชนิดที่ถ้ามากับเพื่อนกันเอง และไม่คิดอะไรก็ไปเต้น ๆๆๆ ได้เลย แต่บังเอิญว่า หนูนั้นมากับนาย และก็พี่ที่ทำงานหลายคน แค่คุณพี่รู้ว่าหนูกินเหล้า ”อย่างไร” ก็รันทดพอดูแล้ว อย่าให้ลามไปถึงการเต้นระบำรำฟ้อนอีกเลย แต่เพราะเพลงมันดังม๊ากมาก แล้วไอ้ลานเริงระบำนั่นก็เต็มไปด้วยหนู ๆ พนักงานโรงแรมที่ใส่กระโปรงสั้นชะเวิ๊กชะว๊ากเต้นลืมโลกกันอยู่ (แต่เป็นกุ๊กไก่ผีดิสโก้หรือเปล่า สายข่าวยังไม่ยืนยัน) ยืนนิ่งกันอยู่ที่โต๊ะริมลานแดนซิ่งซึ่งพนักงานพาไป แล้วก็ต่างมองหน้ากันสักพักเหมือนจะคิดในใจว่า “จะนั่งจริง ๆ เหรอเนี่ยยย” แล้วก็เหมือนสวรรค์โปรด พนักงานบอกเราว่า มีห้องคาราโอเกะ “อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อย่ารอช้าเลยเจ้า พาไปในบันดลเทิด” เสียงในใจและเสียงที่ดังออกมาจากปากทุกคนประสานกันได้เช่นนี้

และแล้ว อยู่ตัวอีกเราก็ได้นั่งจุมปุ๊กอยู่ในห้องคาราโอเกะแล้ว แล้วบริกรหนุ่มชาวพม่า 2 คนก็พยายามรับออเดอร์เรากันอยู่ โอ อย่าได้ดูถูกประเทศนี้และโรงแรมนี้นะจ๊ะ ได้ข่าวว่าหุ้นส่วนเป็นคนไทยด้วย ดังนั้น การรับออเดอร์ก็ใช้ปาล์มประหนึ่งอยู่ในเอ็มเคสุกี้ แต่ก็นะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ปาล์มรับออเดอร์แต่อย่างไร แต่เป็น ....... การสื่อสารกัน!!!! ถูกต้องแล้วค่ะ พนักงานที่รักของเรานั้นพูดอังกฤษได้น้อยมาก ถึงพูดไม่ได้เลย แล้วเราก็พูดพม่าไม่ได้ด้วย ตัวมาตาปีย์เอง พูด สวัสดี กับขอบคุณและนับเลข 1-10 ภาษาพม่าได้ fluent ไหลลื่นเป็นเจ้าของภาษาได้ขนาดนี้ จะช่วยให้สั่งของได้ไหมคะ คุณขา? ไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ได้ประโยชน์อะไรใด ๆ เลยด้วย ดังนั้น หลังจากได้อ้าปากสั่งออเดอร์นั้นแล้ว พนักงานก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กพร้อมกับรีบร้อนถอยทัพกลับไปไม่เป็นขบวน ระหว่างที่กำลังงง ๆ ว่า อ้าว แล้วฉันก็ทำอย่างไรต่อ ก็ปรากฏหน่วยกล้าตายคนใหม่หนึ่งหน่วยขึ้นมา โอ แล้วเขาก็พูดภาษาปะกิดได้ อิฉัน ซึ่งปรากฏว่านั่งอยู่ริม และใกล้กับหน่วยกล้าตายซึ่งมาใหม่ที่สุด ก็กลายเป็นหน่วยหน้าของฝ่ายไทยเพื่อกระทำการที่เรียกว่าสั่งอาหารและเครื่องดื่มไป

“Well, rum and coke for that gentleman, please.”
“Yes.”
“And for that lady, Tequila Sunrise, please.”
“Yes.”
“That gentleman would like to have juice. Orange juice would be great for him.”
“Yes.”

อย่างไรก็ตาม อีมิ้งก็ยังเป็นอีมิ้ง อยากสั่งอะไรเก๋ ๆ ดังที่บอกว่า ได้เห็นเมนู cocktails ของล๊อบบี้แล้วยังอยากกินๆ ก็เลยขอสั่งตามเมนูข้างบนสักหน่อย
“Then Royal Lake Special for me ค่า.”

จากรูปการ เราได้สั่งเครื่องดื่มไป 4 แก้ว แล้วใช่ไหมคะ ดังที่ได้รายงานแล้วว่าอยู่ใกล้ชายหนุ่มนักรับออร์เดอร์ของเรา เมื่อชะโงกหน้าไปดู ก็เห็นเขาคนนั้นสุมหัวถกเถียงกับกองหลังอีกคนอยู่ แต่ว่าหน้าปาล์มนั่นยังไร้ชื่อเครื่องดื่มใด ๆ ขีดเขียนอยู่ อ้าว แล้วที่ yes yes และ yes กับฉันไปล่ะคะ ในบัดดล มาตาปีย์ก็ได้เกิดพุทธิปัญญาอย่างประเสริฐขึ้นมา ใช่แล้ว เขาพูดอังกฤษได้ แต่ก็คือ with such a limitation นั่นเอง

ไม่ได้แล้ว คุณมิ้งก็ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายเสียใหม่ modification, simplication is what we need. เราไม่ควรสั่งอะไรอลังการณ์มาก ง่าย ๆ ขำ ๆ จากเมนูไปเลยดีกว่า และแล้ว เมื่อเปลี่ยนวิธี ก็ดูเหมือนว่าการโต้แย้งของคนพม่าจะถึงข้อยุติ เขาได้เริ่มจารจรดชื่อเครื่องดื่มเราเข้าไปแล้ว เย้ๆๆๆ ดีใจเป็นที่สุด แล้วหลังจากส่งเครื่องดื่มได้ครบคน ก็ถึงเวลาสั่งของแกล้มเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาอะไรดีคะ คุยกันแล้วก็เออ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ และก็มันทอดก็แล้วกัน ง่ายดี
มตป: “Then can we also have cashew nuts?”
บ๋อย: “Sure, sure.”
มตป: “And fried potato, please."

”เอ้ย ไม่เอา ไม่เอา French fries. เอา chips” ท่านผู้ใหญ่ผู้นำคณะตะโกนบอกมา
“อ้ะ ค่ะ ได้ค่ะ” หันไปรับออเดอร์แล้ว มาตาปีย์ก็หันไปหาคุณบริการพม่าแทน “Sorry. We have changed our mind. Chips instead of fried potato then, please.” แต่เพราะคุณพม่ายึดหลัก fait accompli ทำแล้วต้องทำเลย ห้ามเปลี่ยนแปลง เธอก็เลยยังย้ำอยู่ว่า fried potato, right? Right? Right? อยู่ตลอด อยากจะบอกว่า Wrong โว๊ยย ถึงดูว่าถึงขั้นที่ท่านผู้ใหญ่ทนไม่ไหว ต้องบอกไปว่า No fried potato. We only want Chips. แล้วเค้าสองคนมีมาด้วยกันก็โต้เถียงกันสักพัก ก่อนที่หนุ่มที่พูดอังกิดได้จะบอกว่า yes, yes, yes แล้วเดินหายลับออกไป

นึกใช่ไหมคะว่า ทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยงดงาม ไม่เลยค่ะ พี่อีกคนเดินไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็เดินกลับมาเล่าว่า เค้าทั้งหลาย หมู่หนุ่มบริการยังคงโต้เถียงตบตีกันอยู่หน้าห้อง โอ มายด์ หนูและคณะจะได้รับเครื่องดื่มใด ๆ ไหนคะ แต่ก็นั่นแหละ คณะก็เริ่มร้องเพลงอย่างมันเมาแล้ว

ไม่ต้องห่วงค่ะ มีเพลงอังกฤษ ไทย จีน นอกเหนือไปจากพม่า แล้วคณะก็ร้องๆๆ กันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน แต่เพราะมิ้งน่ะ ไม่ร้องคาราโอเกะ กว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นนางทาส มีหน้าที่เติมเหล้า เช็คโต๊ะ รินน้ำ เก็บจาน และอื่น ๆ ไปเสียแล้ว จริงจังหรือเปล่าไม่รู้ แต่ว่านั่งคุกเข่าทำน่ะ คณะถึงกับประทับใจ (ปนตกใจ) กันไป

Tuesday, November 22, 2005

มุมมองแบบ Machiavellian Ming?

*** ออกตัวก่อนว่าคราวนี้เขียนไม่ดีเลย หลุดจากกรอบไปพอสมควร แล้วก็ไม่ลื่นไหลด้วย
จริง ๆ จะเขียนเรื่อง วาทกรรม ในฐานะที่เป็นตัวรับใช้ความชอบธรรมนะเนี่ย รองวดหน้าก็แล้วกัน

***** เขียนไม่ดีจริง ๆ ด้วยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด

เพิ่งได้ไปพบปะเจอะเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งมา และก็อดไม่ได้ที่จะแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองและสัจจธรรมทางการเมืองกัน คุยกันไป ถกกันไป แล้วก็เลยได้สัจจธรรมและข้อคิดอย่างหนึ่งสำหรับตัวเองมาเลยว่า ตัวอิฉันก็มีวิธีการและวิถีทางความเป็นไปในโลกด้วยกรอบของตัวเองเช่นกัน

กรอบของมิ้งคืออะไรน่ะหรือ? ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย มีอาจารย์คนหนึ่งที่เคารพและศรัทธามากบอกว่าถ้าอยากเข้าใจอะไร ในมองด้วยกรอบและมิติผลประโยชน์ ความรุนแรงที่ผ่านมา มาว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย หรือแม้แต่สงครามการเมืองอเมริกา สงครามโลก และอื่น ๆ ก็เกิดจากคำว่าผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูสั้น ง่ายดีใช่ไหม? แต่จริง ๆ แล้วการที่จะมีมุมมองเช่นนี้ และสรุปออกมาแบบนี้ มิ้งถือว่าเป็น ความกล้า และท้าทายอย่างมากทีเดียว น้อยคนนักที่จะกล้ายอมรับความเป็นจริงและกล้าที่จะพูดออกมา อย่างที่เรารู้กันว่านักวิชาการมักจะตั้งอยู่ในโลกอุดมคติ Utopian Idealist มากกว่าจะเป็น realist ได้

การที่ถูกสอนและเห็นตามมาเช่นนั้นทำให้คล้อยตามไปในเชิง realist เป็นหลักใหญ่ และถ้านั่นยังไม่พอ การอ่าน The Prince และได้รู้จักกับ Machiavelli ช่วยเสริมความเป็น realist ที่ดูผลประโยชน์และจุดมุ่งหมายเป็นหลักใหญ่ขึ้นมาเสียอีก มิ้งถึงกับเชื่อเลยนะว่า มนุษย์น่ะ เห็นแก่ตัวและระลึกถึงตัวเองในระดับหนึ่งกันทุกคน เพียงแต่จะเก็บมันไว้ ซ่อนไว้ลึกแค่ไหน และปกปิดมันไว้ด้วยอะไรก็แค่นั้น เคยคุยกับพี่ที่ทำงานเก่า แล้วคุณพี่พูดมาว่า ไม่ชอบ Machiavelli เพราะหมอนี่ เห็นแก่ประโยชน์ และ ฯลฯ มิ้งน่ะ ถึงกับระแวงคุณพี่คนนี้มาในทันที จะว่ามิ้งอคติมากไปไหม ก็เพราะคิดว่า การที่ปฏิเสธแนวคิดของ Machiavelli ก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตัวเองยังมีความต้องการ และเห็นแก่ตัวนี่นา ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า คุณพี่เธอพยายามสร้างภาพให้ตัวเองขึ้นมาแล้ว

อาจจะเถียงมิ้งว่า แต่ว่า คนนั้นเค้าเป็นพวก idealist ล่ะ มิ้งไม่ด่วนสรุปไปหรือ ถ้าจะตัดสินเค้าไปเช่นนั้น มนุษย์เราน่ะ อาจจมีความชั่วร้ายแฝงอยู่จริง แต่มันก็ถูกเจือจางให้เบาบางลงไปด้วยศีลธรรมและอุดมการณ์อันสูงส่งที่เราได้รับการอบรม ปลูกฝังมามิใช่หรือ ก็อาจจะจริง แต่ศีลธรรมเช่นนั้นใช้อะไรมาวัดล่ะ ถ้าเราเชื่อถือค่าอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วเราต้องสู้เพื่อปกป้องความเชื่อของเรา นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังแก่งแย่งให้ค่านิยมความคิดของเราชนะ ซึ่งก็คือ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของเรา (แม้จะเป็นในเชิงความคิดก็ตาม)ใช่ไหม

และนั่นก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิม ที่กรอบของมิ้ง ใช่แล้ว ผลประโยชน์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสำคัญ และเราก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์นั้นมา แต่เพราะเป็นมนุษย์ ความละอายต่อศีลธรรมยังคงฉาบหน้าเราอยู่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมขึ้น และสิ่งนั้นก็ทำให้เรามีคำพูดสวยหรูเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการมาอย่างสวยงาม และลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เพื่อประชาธิปไตย เพื่อปวงชน เพื่อชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สงสัย คนหลายคนจะมองว่ามิ้งมองโลกในแง่ร้าย แต่ถ้าบอกว่า เราอยู่ในโลกที่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วย Machiavellian realist ล่ะ แต่เป็นที่อันตรายมาก ๆ เพราะไม่บอกไม่แสดงตัวเป็นอะไร แถมยังจะกลบเกลื่อนด้วยคุณธรรมนานาประการอีก แต่ก็นั่นแหละ นอกจาก The ends justify the means แล้ว the ends ก็ยังจะช่วยบอกให้รู้ในที่สุดว่า Machiavellian realist แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

แล้วจะไม่ให้มิ้งมองด้วยกรอบมุมมองผลประโยชน์อย่างไรได้?

Friday, November 18, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า


และแล้ว ก็ได้ไปพม่า ประเทศที่หลงรักสุดใจขาดดิ้นอีกครั้ง … คนที่อยู่กับมิ้งมานานก็คงจะรู้ดีว่า มิ้งนั่นคลั่งไคล้ใหลหลงประเทศนี้มามากขนาดไหนจากการไปทริปมาเมื่อปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไปคราวนี้เป็นการไปกับนาย และไปกับคณะทางการ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะได้ไป เพราะช่วงนั้นท่านต้องเดินทางหลายที่ แล้วพวกเราเหล่าเด็ก ๆ คณะทำงานก็ต้องกระจัดกระจายไปประสานงานและอำนวยความสะดวกกันไปแต่ละทริป มาตาปีย์นั้นก็คิดกับนายไว้ว่า ถ้าเลือกได้ จะขอไปรัสเซีย เพราะยังไม่เคยไป กับอีกอย่างก็คือ จะขอไปซื้อวอดก้าที่รัก อิอิ... อันหลัง ไม่ได้บอกนายหรอกนะเจ้าคะ แต่ก็นั่นแหละ ๆๆๆ อันนี้เป็นเหลุผลที่มีเพื่อพูดเล่นสนุก ๆ ขำ ๆ ก็ยังไม่เคยรัสเซียนี่นา เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่ท่านต้องไป ถ้าทำได้ ก็อยากไป จริง ๆ นะ อยากไปประเทศแปลก ๆ เก๋ ๆ

แต่แล้ว คู่แล้วไม่แคล้วกัน!!! มาตาปีย์ก็ได้โอกาสเดินทางไปประเทศที่รักอีกครั้ง แต่จะบอกว่า แอบเสร่อเหว๋อโง่มาก ๆ เพราะเพิ่งเกิดดวงตาเห็นธรรม มารู้ว่าพาสปอร์ตเหลือไม่ถึง 6 เดือน ไม่สามารถทำวีซ่าพม่าได้ ก็นะ ทั้ง ๆ ที่มันเหลือจริง ๆ ประมาณ 5 เดือน 22 วัน เพิ่งล้ำเส้นมาแค่ 7-8 วันเท่านั้น เฮ้อออ ..... กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินแก้ รู้เรื่อง วันพุธ แล้วต้องเดินทางวันศุกร์นะคะ ปัจจุบัน อี-พาสปอร์ตใช้เวลาทำ 3 วันอย่างน้อย และมิ้งก็ต้องทำวีซ่าอีกวันอีก กรี๊ดดดดด จะทำอย่างไรดีคะ กรี๊ดดดดดดดดดดด ..... แอบใช้หลังระบบ บีบคอเขย่าตัวที่กรมการกงสุลย่อกระบวนการทำพาสปอร์ให้เหลือ 2 วัน ก็ได้พฤหัสเย็น แล้วต้องไปทำวีซ่าอีก 1 วัน เอาล่ะ ... ก็เลยต้องเปลี่ยนกำหนดการเดินทางไปด้วย จากที่จะไปเป็นคณะล่วงหน้า ก็เลยต้องเปลี่ยนให้พี่ที่จะไปพร้อมท่านไปตอนเช้าแทน ส่วนหนูนั้นไปเดินทางไปพร้อมท่านเลย

โอ เดินทางไปพม่าคราวนี้ ก็มีอะไรน่าประทับใจหลายอย่าง คราวที่แล้ว คิดว่าไปทัวร์ โอ โซ ไฮโซสุด ๆ แล้ว ก็ยังไม่เปรียบได้เท่าการเป็นแขกของรัฐบาลพม่า มีรถตำรวจนำขบวน และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังจะได้เล่าต่อ ๆ ไป

ตอนที่นั่งเครื่องไป ได้เจอเพื่อนตอนเรียนรัฐศาสตร์ที่ไปเป็นแอร์พอดี มันซึ่งทำหน้าสวยใสเรียบร้อยมาก ก็มาวี๊ดว๊ายกระตู้วู้ใส่ ว่าอิฉันไปพม่าไปทำอะไร พอบอกว่า ไปทำงาน ไปกับนาย (ซึ่งตอนนั้นอิฉันก็ใส่สูท นั่งทำหน้าทำท่าเรียบร้อยเป็นทางการอยู่เช่นกัน) มันก็กรี๊ด ๆ ว่า อิฉันหรูหรามากมาทำงานเช่นนี้ ก็นะคะ ต่างคนก็ต่างแอบกรี๊ดกร๊าดกิ๊บก๊าบอีกฝ่าย เป็นความสัมพันธ์ต่างตอบแทนอย่างมาก กรี๊ดกันไปกรี๊ดกันมาเช่นนี้ 55555

พอไปถึงที่สนามบินก็มีคณะมารับที่เครื่อง แล้วก็แยกไปห้อง VIP เลยทันที หลังจากนั้น เราก็เดินทางไปกินข้าวกันที่ร้าน สีลมวิลเลจ อิอิ ชื่อคุ้น ๆ ไหมคะ ก็คนไทยเป็นเจ้าของนี่นา อืออมม ตอนที่มาปีที่แล้ว ร้านมันยังไม่ได้ดูดีปานนี้เลย เพิ่งจะ renovate กระมัง ถ้าไม่เป็นเพราะไปตอนกลางคืน กินข้าวกัน ซึ่งมิ้งกิก็ไม่ได้กินอะไรมากเท่าไหร่ บนเครื่องก็เพิ่งจะกินมา แถมยังกินแชมเปญกะไวน์บนเครื่องไปด้วยอีก แต่ก็ เผชิญ เผชิญ พี่จากคณะที่มาต้อนรับเธอสั่งเบียร์พม่ามากิน อีมิ้งก็เลยสบช่องขอสั่งไปด้วย เพิ่งค้นเรื่องนี้มาจากเวบผู้จัดการได้ข่าวว่าเครื่องดื่มมึนเมาอันนี้เพิ่งได้รับรางวัลเบียร์เหรียญทองการแข่งขันประกวดอุตสาหกรรมเบียร์นานาชาติที่จัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมเบียร์นานาชาติ (Brewing Industry International Association) ในเมืองมิวนิก เดือนกันยาที่ผ่านมาเอง (หลายคนแอบเม๊าท์ว่า พอเป็นเรื่องแบบนี้ อีมิ้งนั้นถึงกับไปทำวิจัยค้นคว้าก่อนมาเลยทีเดียว โอ้กู ชื่อเสียงหายสิ้นหมดไป)

และที่ขำมากอีกอย่าง ก็คือ เพราะกินเบียร์กะเค้า พี่ ๆ คณะต้อนรับก็ถึงกับชมว่า “น้อง ใช้ได้เลย” อิอิ ... มาถึงแล้วจะไม่สั่งได้กระไร ใช่ไหมคะ อืมมม รสชาติตอนเย็น ๆ ถือว่าอร่อยเลยล่ะ เหมือนไฮเนอร์เก้น แต่ว่ารสนุ่ม แล้วก็ขมน้อยกว่า ทำเป็นพูดไปงั้น แต่จริง ๆ อีมิ้งก็ไม่รู้เรื่องเบียร์เท่าไหร่หรอกนะคะ ไปเชี่ยวชาญทางด้านเหล้าและสปริตทั้งหลายต่าง ๆ มากกว่า นั่นแหละ แต่ก็ทำให้ได้หัวข้อสนทนากับคนในโต๊ะที่นั่งใกล้ ๆ กันไป ก็คุยเรื่องเบียร์พม่า Myanmar ได้รางวัล แล้วก็รสชาติ ประมาณ “เพิ่งอ่านเจอไปเองค่ะ ว่าเบียร์พม่าได้รางวัลประกวดเบียร์นานาชาติมาก” “รสชาติคล้ายไฮเนอร์เก้นนะคะ .. เห็นว่าเดิมเจ้าของคือไฮเนอร์เก้นนี่คะ” ไปกลายเป็นหัวข้อเปิดทางให้หัวข้ออื่น ๆ ที่ตามมา

ระหว่างมื้อ นั่งกินข้าวกะคณะ หัวข้อว่าเคยมาพม่าไหม ก็ถูกยกมาเป็นประเด็นสนทนาด้วย แล้วพอบอกว่าเคย พี่ผู้หญิงที่นั่งติดกันก็ถามว่า แล้วใครเป็นไกด์ ชื่ออะไร ตอนนั้นหนูยังไม่รู้หรอกว่าเธอเป็นไกด์ด้วยเหมือนกัน แถมยังเป็นไทยใหญ่เหมือนพี่ไกด์ของมิ้งอีก นึกว่าเป็นคนกระทรวงการต่างประเทศ ก็เลยถามไปว่า เอ แล้วพี่จะรู้จักเหรอคะ เค้าก็ โอ้น้อง รู้จักกันหมดแหละค่ะ สังคมพม่ามีอยู่นิดเดียว หนูก็ดันนึกไปว่า โอ้ mingle mingle แท้หนอ คน กระทรวงนี่เจ๋งจัง

หลังมื้ออาหาร กลับมาโรงแรม เคลียร์กระเป๋าและห้องให้นายแล้ว ก็มานั่งรอนายคุยอยู่ที่ล๊อบบี้ แหม ระหว่างนี้ มาตาปีย์ก็สันดานออก กำลังก้ำกึ่งว่าจะสั่ง cocktail มาหลั่นล้าดีไหม แล้วที่ใช้เวลานานก็เป็นเพราะเลือกไม่ถูกว่าจะสั่งอะไรดี ที่โรงแรมมันมี cocktail เก๋ ๆ ที่เป็น specialty ของตัวเองเยอะเสียด้วย อีบ้ามิ้งนั่งดูชื่อ-อ่านส่วนผสมนานา แล้วก็รักพี่เสียดายน้อง .... และแล้วก็ได้เวลาไปส่งนายที่ห้องพอดี แน่ใจได้ว่าอิฉันยังไม่ได้สั่งอะไรเลย