Tuesday, December 27, 2005

[book review] Seeker (Noble Warriors Trilogy)




Seeker: The First book of the Noble Warriors Trilogy
By William Nicholson

....พระเจ้าในร่างของเด็กได้เดินทางมาถึงเกาะชายทะเลแห่งหนึ่ง และตัดสินใจอาศัยอยู่ที่นั่น ทำให้เกิดการก่อตั้งกลุ่มนักบวชที่เรียกกันว่า Noma ขึ้นมาเพื่อปกปักดูแลพระเจ้าของตน และเมื่อเวลาผ่านไป เหล่านักบวชเหล่านี้ก็เกิดหน้าที่ใหม่เพื่อช่วยเหลือหมู่คนที่ตกทุกข์ได้ยาก และถูกกดขี่ทั่วแผ่นดินขึ้นจนถูกขนานนามว่า Noble Warriors ด้วย ...

เริ่มเรื่องในเล่มแรกที่ Seeker ตัวละครเอกของเราซึ่งอยากจะเดินในทางที่ตัวเองเลือกและต้องการ คือเป็นหนึ่งในเหล่า Noma มากกว่าสืบทอดเจตนารมณ์ของพ่อโดยการเป็นครูใหญ่คนต่อมา Seeker ได้ยินเสียงที่เขาเชื่อว่าเป็นเสียงของพระเจ้าขณะที่กำลังภาวนา หลังจากนั้น Seeker พบว่า Blaze พี่ชายที่ตัวเองรักและภูมิใจจะถูกเนรเทศออกไปจากการเป็น Noma และไปจากเกาะด้วย ความโศกเศร้านี้ ประกอบกันความผิดหวังที่ตัวเองไม่ได้รับเลือกให้เป็น Noma ทำให้ Seeker ตัดสินใจเดินทางออกจากเกาะ

ระหว่างทาง Seeker ได้พบผู้ร่วมเดินทางที่ไม่น่าเป็นไปได้สองคน คือ Morning Star เด็กสาวชาวเขาที่มาที่เกาะเพื่อจุดมุ่งหมายสองอย่างคือ ตามหาแม่ที่เธอเชื่อว่ามาเป็น Noma และเป็น Noma อย่างแม่ของเธอ Morning Star คิดว่าเธอควรจะได้รับเลือกเพราะความสามารถในการมองเห็นสีในใจของคน แต่แล้ว เธอก็ถูกปฏิเสธเช่นกัน .... อีกคนก็คือ Wildman เด็กหนุ่มอันธพาลที่เติบโตมาอย่างถูกทิ้งขว้างข้างถนน จนเชื่อว่า กำลังเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง และกำลังและความพอใจก็คือเหตุผล Wildman ต้องการเป็น Noma เพราะอยากได้พลังนั้นมาเป็นของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาจะเป็นอีกคนที่ถูกปฏิเสธ ดังนั้น เมื่อทั้งสามมารวมกัน สิ่งที่อยู่ในใจก็คือ พยายามสืบหาวิถีทางที่เมือง Radiance จะใช้เพื่อทำลายเกาะแห่ง Noma ซึ่งทั้งสามเชื่อว่าจะทำให้เหล่า Noma ประทับใจจนอนุญาตให้พวกตนเป็นหนึ่งในเหล่า Noma ด้วย

ต้องสารภาพว่าซื้อมาเพราะจับพลัดจับพลูแท้ ๆ ตอนแรกที่พลิกดู พล็อตเรื่องเหมือนจะน่าสนใจ แต่ก็เพราะเป็นหนังสือเด็ก (Young Adult) จึงทำให้มิติความลึกน้อยไปกว่าที่ควรจะมี ซึ่งจริง ๆ ถ้าดูตามที่ผูกไว้ล่ะก็ เขียนดี ๆ มีลึกเป็นหนังสือผู้ใหญ่ได้เลย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นการบูชาบวงสรวงมนุษย์และการค้ามนุษย์เพื่อบูชายันต์โดยไม่ต่างไปจากสิ่งของในเรื่อง ซึ่งโดยส่วนตัวถือว่าโหดมากเมื่อเป็นหนังสือสำหรับเด็ก
ที่ผ่านมาหนังสือผู้ใหญ่บางเล่มยังไม่ลงลึกแบบนี้เลย นอกจากนี้ ยังเหมือนหนังสือ action ผจญภัยมากกว่า fantasy เพราะการใช้เวทย์มนต์น้อย และเดินทางไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น และการเดินเรื่องบางส่วนค่อนข้างอืดอาด และเดาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อคิดตามไปหนัก ๆ และการแก้ปัญหาตอนจบง่ายไปหน่อย ดูเหมือนคนแต่งให้น้ำหนักช่วงก่อน climax มากจนลงให้กับส่วนที่ climax ที่ตามมา และ post – climax น้อยไป

ถึงกระนั้น ก็มีหลายอย่างที่พบจากหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน แม้เหล่า Noble Warriors จะเป็นที่เคารพนับถือของคนที่ด้อยโอกาสในสังคม แต่เพราะความลึกลับและพลังของนักบวชเหล่านี้มีมาก ก็เลยมีคนที่กลัว และต้องการจะทำลายเหล่า Noma ด้วย อย่างพระราชาของเมือง Radiance เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เลยทำให้รู้สึกว่า มีพลังและอำนาจบางครั้งก็ไม่สำคัญเท่าความเข้าใจ เรื่องนี้สำคัญมาก ไม่ว่าแหล่งที่มาของพลังสำหรับเหล่า Noma จะเป็นอะไรก็ตาม เพราะยิ่งมีอำนาจมาก มีพลังมาก คนก็จะยิ่งกลัว โดยเฉพาะเมื่อคนที่มีสิ่งเหล่านั้นในมือแตกต่างไปจากตนโดยสิ้นเชิง เกิดความแปลกแยกกันขึ้นในที่สุด อย่างไรก็ตาม สำหรับเล่มแรกนี้ แม้จะพูดถึงและให้น้ำหนักของ Noble Warriors ไว้สูง แต่การปรากฏตัวและบทบาทค่อนข้างน้อย

ไม่ได้รู้สึกว่า เหล่า Noma ดูน่าชื่นชมบูชาเหมือนที่จับหนังสือหน้าแรก แต่กลับเย็นชา ถือตัว และค่อนข้างทะนง (ถึงแม้จะไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ตาม แต่เพราะหลักอหิงสา และ อุเบกขาที่พวกนี้ถือทำให้ดูไม่สนใจกับโลกภายนอก หรื่อแม้แต่คนอื่นกระมัง ดูไม่มีชีวิตจริงใจไปหน่อยน่ะ) ตัวละครที่รู้สึกสนุกและมีสีสันก็คือ Wildman เพราะเคลื่อนไหวไปตามสัญชาติญาณและความต้องการของตัวเองดี และเป็นตัวละครที่เหมือนจริงที่สุด


โดยรวม Seeker ไม่ค่อยเป็น such a page turner เท่าไหร่ ถึงจะให้อยากรู้ว่าลงเอยตอนจบเหมือนที่คิดอย่างไรก็ตามเถอะ ไม่น่าใจว่าถ้าเล่ม 2 ออกมาจะซื้อหรือเปล่า แต่ก็นั่นแหละ เล่มแรกเพิ่งจะออกมาตอนเดือนกันยาที่ผ่านมา เล่มสองคงไม่ตามมาเร็วนัก มีเวลาอีกนานที่จะตัดสินใจ

The Legend said that the one true god in the form of the Lost Child had arrived at the holy island called Anacrea. After he decided to stay, Brothers and Sisters who believed in him gained power to protect him from the foreseen assassin to come. Later, people of Noma are also names “Noble Warriors” as they have been helping those who suffer from injustice and unfair.

The story in Book One begins with sixteen-year-old “Seeker”, who has desperately wanted to become one of the Noma, against his father’s wish to have him as a next school principal. Witnessing the cleanse ceremony and later the cast-out of Blaze, his own and beloved brother, along with being rejected from getting into the Noma, he decided to leave the island.

On the way, he has met two unlikely partners - Morning Star and Wildman – who also got turned down by the selection. The first is a hill tribe girl of sixteen year old, just like him. She has come to the island to find her long-lost mother whom believed to be a Noma, and to be a Noma herself. She has a secret power in seeing colours in people’s mind. Wildman is the contrary of the other two. He is living himself as a norm, believing might is right and reason. Unsophisticated and tough, he does what he wants, and so, he searches for that power of the Noma to be his own.

United together, the Gang of Three plans to find out more about the secret weapon designed to destroy the whole Anacrea, as believed that this can be a way to have them all accepted in the society of Noma.

Tuesday, December 20, 2005

What am I gonna do with my life?

What am I gonna do with my life?
Why should I believe in myself?
Mama has told me I will do fine.
But still, I cant see the reason why.

The thoughts begin behind my back
I wonder about myself
Who am I living my life,
Or that of someone else’s?

I have grown up, I have my work,
I have responsibility to complete,
I’m living in the society of maturity,
Yes, being able to make my own money.

Then, I have forgotten how to be myself,
The way I had seen the world,
The way I had dreamed my life.
To the thing I have become.

Oh, losing myself,
I don’t wanna go grown up,
Without knowing who I had once been.

Friday, December 09, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสี่)


(มีหลายคนจิกให้ต่อเรื่องพม่าให้จบเสียที แล้วเค้าก็อ้างอาถรรพ์การเขียนเรื่องเที่ยวหลายตอนจบ ไม่เคยจบ ซึ่งอันว่าตัวดิฉันก็ตระหนักว่ามีอยู่จริง และก็พยายามจะทำลายอาถรรพ์นั้นให้ได้ในครั้งนี้ ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงบ่นหนาหูของเหล่า infidel มากขึ้นเรื่อย ๆ บทที่ 4 ก็เลยมาได้ไวกว่าปกติเช่นนี้ – แม้จะไม่เร็วอย่างอัตราวัดของคนปกติก็ตามที)

หนูนั้นก็ก้าวตามลุงพม่า Ronny ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงพระวันเสาร์ แล้วลุงแกก็สะกิดคนที่ดูแลองค์พระให้ออกมา เพื่อที่จะให้ดิฉันนั้นเข้าไปรดน้ำและสักการะองค์พระ โอ ลุงขา ป๋ามาก ๆ แล้วนอกจากลุงแกจะมายืนดูอยู่ข้างหลังเพื่อคุมเข้มแล้ว พี่คนดูแลก็มายืนประกบอยู่อีกด้านเสียด้วย วีไอผีสุด ผี ผี ผี จริง ๆ พอรดน้ำสักการะพระเสร็จกำลังจะรดน้ำสักการะรูปปั้นเทวดาผู้ดูแลองค์พระ ลุงแกก็เพิ่งบอกมาว่า ต้องใช้มือขวานะ อย่าใช้มือซ้าย อ้าวๆๆๆ ลุงขา ก็หนูถนัดซ้าย มันก็ต้องชินมือซ้ายเป็นธรรมดา ว่าแต่ว่า ลุงคะ ทีหลังจะบอกก็รอให้เสร็จไปเลยสิ นี่เพิ่งแค่นมัสการพระเสร็จเอง ไม่รอเสร็จเลยทีเดียวล่ะคะ (พาลสุด ๆ กู - แต่ว่าอันนี้คิดในใจน่ะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป)

หลังจากนั้น ลุงก็พาเดินกลับไปรวมกับคณะอีกครั้ง แล้วเราก็ไปตีระฆังใหญ่กัน ซึ่งอยากจะบอกว่า ลุงแกได้ปวารณาตัวเป็นไกด์ประจำตัวหนูไปแล้ว อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ไปไหว้พระ ลุงแกก็ นี่นะ องค์นี้ศักดิ์สิทธิมาก แต่ขอได้อย่างเดียวเท่านั้นนะ ซึ่งหมายถึงมาตาปีย์นั้นไม่ต้องรอพึ่งพาไกด์คณะผู้ซึ่งบรรยายรวมใด ๆ ให้คณะใหญ่ฟังเลยเลย พอไกด์คณะพูดอะไร ดิฉันก็เป็นประมาณว่า อ๊ะ อ๋อ อ๋อ ... ลุง Ronny เพิ่งเล่าไปเอง อานิสงค์อย่างหนึ่งก็คือ สามารถทำให้เล่าต่อให้คนในคณะฟังได้ ก็เลยมีคนมองว่า มตป นั้น โซป๋า รู้ลึก รู้ ดี ทีวีพูลกันไป

วน ๆ เวียน ๆ รอบมหาเจดีย์ชเดากองกันครบรอบ แล้วเราก็ได้ฤกษ์ลงลิฟท์กลับสู่โลกปกติกันเสียที แต่จะบอกว่า ไม่ชอบทางลิฟท์เล๊ย ถ้าเป็นทางบันไดเลื่อนระหว่างทางขึ้นก็ได้ลั้นลา ลัลล้า ซื้อพวงมาลัยดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะลิ มหาหงษ์ และอื่น ๆ ช่อมะกอก ฉัตร และอื่น ๆ เกินจะเจียระนัยได้หมดไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ งวดที่แล้วมา ซื้อๆๆๆๆ และซื้อ ๆๆๆ ตัวอิฉันเองก็เป็นพวกบ้าซื้อ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมากับพระมาร (ดา) และเหล่าป้า ๆ ก็ยิ่ง ซื้อ ๆๆ และยกกำลังซื้อกันไปใหญ่ ชนิดที่ว่าหอบกันพะรุงพะรังบ้าบอไป อ๊ะ ... หรือจะเป็นว่า คราวที่แล้วได้ซื้อจนสามารถเหลือเผื่อแผ่มาถึงครั้งนี้ได้คะ แต่ก็นั่นแหละ ถ้านายที่รักยิ่งของมิ้งได้ผ่านทางบันไดหรรษานั้น ก็คงจะได้ซื้อกระจุยยิ่งกว่ากระจุยอีกรอบแน่ ๆ คงถึงขั้นทุกคนทั้งคณะได้พะรุงพะรังกันไป

หลังจากนั้น เราก็ไปสถานทูตไทยเพื่อพบปะหารือ และทานอาหารกลางวันกัน ซึ่งตึกนั้นสวย สวยมากก ๆ มากจนทำให้มิ้งใช้เวลาที่มี แอบถ่ายรูปอย่างเมามัว และลุ่มหลง ชนิดที่ว่า อายมาก ๆ เพราะมีผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะกันแอบขำ แต่ก็ทำไงได้ หนูชอบนี่คะ เป็นบ้านแบบ colonial เพดานสูง แล้วก็หน้าต่างบานใหญ่ ๆ ให้แสงแดดสะท้อนเข้ามาได้ ซึ่งมีมุมหนึ่งเหมาะแก่การจิบ high tea มาก มาก มาก มากถึงกับอยากไปซื้อ scone แล้วมากอดแข้งกอดขาคนที่สถานทูตตรงนั้นเพื่อให้หนูได้นั่งดื่มด่ำละเลียดชา earl grey อยู่เลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ถ่ายรูปไว้ก็มีความสุขแล้ว

อย่างไรก็ตาม แอบได้ยินมาว่า ข้างๆ ตัวตึกสถานทูตมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่ง ..............................

ซึ่งอะไรดีล่ะ เหอเหอเหอ ....
.
.
.
คาดการณ์ไว้อย่างไรคะ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หลายคนฝันเห็นคนออกมาจากต้นไม้นั้นบ่อย ๆ แล้วก็มีคนเห็นว่าเค้าขอให้สร้างชิงช้าผูกไว้ให้กับต้นไม้ด้วย ซึ่งพอไปดูก็เห็นมีชิงช้าจริง ๆ ท่านผู้ใหญ่ยังเล่าต่อไปอีกว่า ล่าสุด มีคนมาโพสต์ใหม่ เห็นต้นไม้นั้นแล้วก็เด็ดดอกไม้มาประดับไว้ที่โต๊ะ โดยไม่คิดอะไร (และไม่รู้อะไรด้วย!) แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นกับคนอื่น ๆ ที่อยู่มาก่อนก็บอกอะไรไม่ทัน กว่าจะรู้ ดอกไม้ก็มาอยู่บนโต๊ะ หลังจากนั้น ก็ไม่สบายไปหลายวัน จนกว่าจะไปขอขมากับต้นไม้

กลับมากรุงเทพฯ คุยกับผู้รู้อินไซด์ เธอคนนี้บอกว่า บ้านหลังนี้เดิมเป็นครอบครัวชาวอังกฤษที่เข้ามาช่วงอังกฤษปกครอง แล้วลูกสาวก็ไม่สบาย เสียชีวิตในบ้านหลังนี้ แล้วปัจจุบัน ก็ยังอยู่ที่นั่น โดยจุดที่ให้สร้างชิงช้าให้ก็เป็นจุดที่เมื่อก่อน สาวน้อยของบ้านชอบมานั่งเล่น

กิกิกิ เรื่องจริงหรือมิ้งอำดีน้า????????

เอาล่ะ หลังจากนั้น เราก็ได้เดินทางไปดูย่านของเก่ากัน อยากได้อะไรล่ะ ตู้ หีบไม้ นาฬิกา เครื่องเล่นแผ่นเสียง จาน เรามีทุกอย่างที่ท่านต้องการเลยนะจ๊ะ ชาวเราก็วนเวียนเวียนวนกันอยู่กระจายไปตามร้าน ตัวมิ้งเอง แม้จะชอบของเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวขนาดไหน แต่จะให้ซื้อเองก็คงไปไม่รอด ไม่รู้จักของมากพอ แล้วก็ไม่รู้ราคาเสียด้วย ถ้าซื้อมาอาจจะโง่ถูกหลอกต้มหมูไปเสียเปล่า ๆ ดังนั้น ก็จะใช้เวลาว่างที่มีด้วยการถ่ายรูป และสำรวจดูแต่ละชีวิตในคณะดู-ต่อของอย่างสบายใจ … ลั้นลา ลั้นลา
(ต่อ)

Tuesday, December 06, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสาม)


นั่นแหละ ร้องเพลงกันไป สนุกสนานบันเทิงใจ แบบไม่สนใจเครื่องดื่มก็ได้ ชาวคณะร้องเพลงฝรั่งมังค่ายุคเก่ากันอย่างเมามัน แล้วพอท้าย ๆ ก็เปลี่ยนไปร้องเพลงไทยยุคเก่า (เช่นกัน) จะบอกว่า ขณะนี้อิฉันก็เปลี่ยนจากเด็กเสิร์ฟน้ำ-เก็บโต๊ะมาเป็นเด็กหาเพลงและกดเพลงไปเสียแล้ว

“อ๊ะ เอาเพลงนี้ด้วย eternal flame น่ะ 4522”
“ค่ะ 522 นะคะ”
“รักเอย ๆๆ เปิดสิ มีไหม”
“ได้ค่ะ ๆๆ รักเอยนะคะ .. เอาใครร้องดีคะ .. ได้ค่ะ”
“เชียงรายรำลึก 4822”
“อะไรนะคะ ... 4822 เหรอคะ ได้ค่ะ”
ฯลฯ

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนดึกดื่น ตอนที่เราลงมาใหม่ ๆ คงประมาณ 5 ทุ่มได้ แต่บัดนี้มันปาเข้าไปตีหนึ่งแล้วค่ะท่านขา พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้ากันนะคะ ... นักร้องทั้งหลายยังจับไมค์ร้องเพลงกันอย่างเมามัน จะได้กลับเข้าห้องเหรอคะ พี่ ๆ ของหนูลืมตัวไปแบบนี้ นั่นแล ร้องต่อสิคะ .... สักพัก พนักงานผู้มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราก็เดินมาด้วยท่าทางนอบน้อมและเกรงใจมาก เพื่อที่จะบอกว่า ท่าน ๆ ขะรับ เราจะปิดบริการแล้วนะขะรับ แล้วไม้ซีกอย่างเขาจะมางัดไม้ซุงอย่างพวกเราได้ละหรือ โน๊ โน โน ท่านผู้ใหญ่และเหล่านักร้องก็พากันประสานเสียงว่า ขอเวลาต่ออีกหน่อย อย่าเพิ่งเปิดเลย ฮือฮือ โฮ อันมาตาปีย์นั้นลุ้นมาก ๆ ให้กลับ ๆ ไปที่ห้องกันเสียทีเพราะมาตาปีย์เริ่มง่วงงง ดังนั้นก็เลยเศร้าไปเล็กน้อย และก็เลยออกมาในรูปแบบที่เก็บกด เช่นว่า เมื่อท่านผู้ใหญ่เดินหายลับไปจากห้องคาราโอเกะโอ้เยล้าลาเมื่อใด หนูก็จะรีบนอนเหยียดยาวที่โซฟาอย่างหมดสภาพ แต่เมื่อใดที่ท่านกลับมา หนูก็จะรีบดีดตัวยิ่งกว่าสปริงมานั่งหน้าระริกระรี้ energy ทะลุขีด เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้เป็นระยะ ๆ และแล้วพนักงานชาวพม่าคนเดิมก็กลับมาพร้อมพวกพ้อง เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะต่อเวลาใด ๆ ได้อีกแล้ว ในที่สุด นักร้องเสียงทองทั้งหลายก็จำใจลุกขึ้นและเดินกลับห้อง

โอ้ แม่เจ้า ......... เมื่อเดินออกมานั้น ดิส-สะ-โก้-เทค-ก้าได้แปรสภาพเป็นรกร้างไปเสียแล้ว ไฟปิดมืดสนิท และสาว ๆ กุ๊ก ๆ ทั้งหลายก็หลีกลี้หนีหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ร้างรกเรื้อเท่านั้นยังไม่พอ หนุ่มนักเสิร์ฟชาวพม่าอีกคนกำลังถือกุญแจเตรียมล็อคประตูอยู่ โอ... ให้มันได้ขนาดนี้เลยค่ะ คุณขา

ระหว่างทางเดินขึ้นมาบนห้อง ท่านผู้ใหญ่ก็บอกว่า เนี่ย สงสัยเค้ากลัวเราจะร้องเพลงกันหมดวันนี้เนอะ ดี ๆๆๆ เก็บอีกครึ่งไว้ร้องพรุ่งนี้กันนะ โอ กรี๊ดดด ทู บี คอนทินิว ทูมอโร่เหรอค้า???? แล้วขึ้นมาบนห้อง เห็นพี่ร่วมห้องนอนอย่างมีความสุขก็ให้อิจฉาเป็นอันมาก ไม่น่าบ้าไปลัลล้าเลยกู อาบน้ำ แล้วล้มตัวลงนอนก็ตีสองพอดี ฮือฮือ

รุ่งเช้า ตื่นมากินข้าว แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปนมัสการเจดีย์ชเวดากองกัน ซึ่งสำหรับมิ้งเองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการมาพม่าคราวนี้เลย จริงอยู่ที่จะเคยมาไหว้ที่นี่แล้ว แต่ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของเจดีย์เองก็ดึงดูดให้กลับมาอยู่เรื่อยไป ที่สำคัญ ต้องบอกว่าที่นี่น่ะ ศักดิ์สิทธิมาก ๆ นะเจ้าคะ ชนิดที่ว่า โซ ศักดิ์สิทธิ ขออะไรได้อย่างนั้น แถมยังเร็วพลันทันด้วย เด็กที่เต็มไปด้วยตัณหา (ในแง่ที่แปลว่า ความต้องการ greed น่ะ แบบทางพระไงคะ) อย่างอีมิ้งจะอดใจได้เหรอคะ ทุกท่าน ใช่ไหมล่ะคะ

พอไปขึ้น เนื่องจากเป็นคณะผู้ใหญ๊ผู้ใหญ่ เราจึงมีคณะต้อนรับและคณะชาวเจดีย์ชเวดากองหนึ่งกองทัพยักษ์มาดูแล โอ ชนิดที่ว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ ขณะที่มาตาปีย์กำลังกราบพระ ไหว้รูป เอาเงินหยอดตู้ แล้วก็อื่น ๆ หลุดหลงไปจากคณะกี่ครั้งกี่คราก็กลับไปตามไปเจอถูก ... ก็ไม่ต้องอาศัยอะไรมาก ดูแค่ตรงที่มีคนเยอะ ๆ เหมือนขบวนแห่ก็ใช้ได้แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องบอกว่า ขนาดมาแล้วสองครั้งก็ยังอดใจไม่ได้กับความงดงามอลังการของชเวดากองจริง ๆ หยุดดู หยุดชื่นชม และหยุดถ่ายรูปจนไม่รู้ว่าหลุดหลงจากคณะไปไม่รู้กี่เพลา

แล้วที่รู้สึกอึ้งปนขำมาก ๆ ก็คือ มิ้งได้เจอกับมัคคุเทศก์ชาวพม่าหนึ่งคน ซึ่งตอนแรกมิ้งเจอกันกับคุณลุงหน้าพระ แล้วลุงแกก็บอกให้กราบพระตรงนี้ แล้วก็ขอพรได้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้น เราก็คุย ๆ กันไป ความเป็นเด็กมิงมิง (ศัพท์ใหม่จากทริปคราวนี้ มิงมิงมาจาก mingle – เพราะความที่ลั้นลากับเขาไปทั่ว พี่ร่วมห้องก็เลยเลือกว่า น้องมิ้ง mingle ก่อนจะเป็นมิงมิงในภายหลัง) ของหนูก็ทำให้หนูนั้นคุยคลุกคลีตีโมงกับเขาไปเรื่อย ๆ โดยคิดว่า พี่แกเป็นคนพม่าเฟรนลี่ที่พูดอังกฤษได้ มากกว่าจะสำนึกรู้ว่าลุงแกเป็นมัคคุเทศก์ประจำชเวดากองที่มาต้อนรับคณะด้วยเช่นกัน กว่าจะรู้ก็เป็นตอนที่ เอ๊ะ หลงไปจากคณะเมื่อใด กลับมา ทำไมแกยังอยู่แถว ๆ คณะวะ ในที่สุด คุยแล้วก็รู้ว่า อ๋ออ แกเป็นใครอย่างไรสักที และแล้ว ใครสักคนในคณะก็กำลังสรงน้ำพระประจำวันเกิด ลุง Ronny (คุยจนรู้ชื่อแซ่กันเลยไงคะ) ก็เอ่ยเอื้อนวจี ถามมาตาปีย์ว่า แล้วเกิดวันไหนล่ะ … วันเสาร์ค่ะ ... อ๋อ งั้นเลยมาแล้วนี่ .... ไอ้เราก็นึกว่า ลุงแกจะปล่อยเลยตามเลย พาเดินไปพร้อมต่อไป แต่ไม่ค่ะ สุดยอด มัคคุเทศก์จริง ๆ

“Please come with me.” ลุงแกรีบบอก แล้วเราสองชีวิตก็ก้าว ๆ ฉับ ๆ กันไป

(มีต่อ)