Saturday, November 18, 2006

เมื่อรู้จักปลงรู้จักวาง อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข

“เมื่อรู้จักปลงรู้จักวาง อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข

คนที่ไม่ได้เข้าถึงธรรมะ ไม่ได้ศึกษาเรื่องชีวิตให้ถูกต้อง พอมีการสูญเสียอะไรขึ้นแม้นิดหน่อย ความทุกข์มันใหญ่โตเท่าภูเขา แล้วก็บอกว่า ฉันทุกข์ที่สุดในชีวิต ฉันลำบากที่สุดในชีวิต ไปพูดเสียอย่างนั้น เพราะไม่รู้จักปลง ไม่รู้จักวาง ไม่รู้จักใช้ธรรมะเป็นเครื่องแก้ปัญหา เขาจึงมีสภาพจิตใจอย่างนั้น คนที่ได้เรียนได้รู้แล้ว สภาพจิตใจมันแตกต่างกัน อยู่ในที่ไหนก็มีสภาพเป็นสุขทั้งนั้น

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ”


ไปเจอในบล๊อกคุณ 90210 มาพอดี แล้วก็ต้องบอกว่าตรงใจอย่างมาก โดยเฉพาะประโยคแรก เพราะรู้ตัวว่าไม่ใช่คนที่ปล่อยอะไรไปง่าย ๆ แม้ความสุขจะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่จะค้นหา ที่จะพบเจอ แต่เพราะความเป็นพวก perfectionist ก็ทำให้หลายครั้งละเลยหลงลืมที่จะให้คุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปเหมือนกัน และกว่าจะย้อนกลับมาเห็นค่าของสิ่งนั้นได้ ก็เกือบจะสายเกินไป หรือว่าสายเกินไปเลยก็มี

เมื่อรู้จักปลงรู้จักวาง อยู่ที่ไหนก็เป็นสุข แล้วเมื่อนั้นก็จะเจอ peace of mind ที่ตก ๆ หล่น ๆ อยู่ตามทางจนต้องตามหาอยู่เนือง ๆ เสียที

Monday, November 13, 2006

ต้อยติ่ง (2)

ดอกต้อยติ่งบานเตะตามาหลายวัน
แต่ที่สะดุดใจยิ่งกว่า ก็คงจะเป็นเมล็ดสีน้ำตาลกระมัง
อย่ากระนั้นเลย วิ่งออกไปเก็บเมล็ดต้อยติ่ง
ค้นหาเหมือนเวลาพระราชาหาสมบัติล้ำค่า
ใต้ร่มไม้ ริมทางเดิน
แล้วเก็บมาใส่ใบไม้ไว้

เก็บ เก็บ เก็บ
ทำตาให้ไว ทำมือให้เร็ว
แล้วเก็บมารวมกัน

เอาไปโยนลงน้ำ
เป๊าะแป๊ะ เป๊าะแป๊ะ แตกกระจาย

ใครว่ากลับเป็นเด็กไม่ได้
นี่ไงล่ะ เล่นอยู่นี่แล้ว

แถมยังมีคนมาร่วมวง
สบายใจ สนุกจัง

พรุ่งนี้มาเล่นกันอีกนะ

ปล. ขอบคุณที่ไฟดับ จนได้มีโอกาสหนีมาเล่น
แล้วก็ขอบคุณคนที่มาเล่นเป็นเด็กด้วยกัน :D :D

Sunday, November 12, 2006

มังกรกลับบ้าน

วันนี้ มังกรกำลังบินกลับบ้าน
ระหว่างทางเจอดอกไม้สวยมากมาย
สีแดง สีฟ้า สีชมพู
ผลิบานงามตา

ถ้าเก็บไปให้เด็กหญิงก็คงดี
เธอคงชอบใจ

ดอกไม้ไม่มีค่าอะไรกับมังกร
แต่ถ้าเด็กหญิงเห็นว่ามีความหมาย
ดอกไม้ก็จะมีความหมายได้จริง

ต้อยติ่ง

ต้อยติ่งบานกระจายอยู่เต็มทุ่ง
ดอกสีม่วงบานสบายใจ

ฉันชะงัก แล้วทำกริยาอย่างหญิงสาว
ชื่มชมความงามง่าย ๆ ที่ตาทอดมอง

แล้วก็เปลี่ยนใจ

วันนี้ขอเป็นเด็กอีกสักครั้ง
ขอเก็บเมล็ดสีน้ำตาล
เอาไปลอยน้ำ

สนุกจัง

ฟอนต์ที่รัก

ตอนนี้กำลังมีวิกฤตฟอนต์นิดหน่อย ด้วยว่าฟอร์แมทเครื่องใหม่ แล้วนอกเหนือประเด็นที่ว่า ย้ายที่เก็บของเก็บไฟล์ต่าง ๆ จนหากันไม่เจอแล้ว ก็เพิ่งจะรู้ความจริงมี่โหดร้ายอย่างหนึ่งว่า บรรดาฟอนต์หลากหลายนานาชนิดที่ได้สะสมโหลดลง folder fonts ใน control panel ก็กลายเป็นศูนย์อีกต่างหาก งงนิดหน่อยว่าจะไปตามเก็บกลับมาให้หมดได้อย่างไร แต่ก็เริ่มทำทีละอย่าง โดยเริ่มจากฟอนต์ที่ใช้งานจริงจังก่อนจะดีกว่า เก็บในเครื่องเจอบ้าง หาในเวบโปรดบ้าง แล้วก็ค้นพบความจริงที่รู้ตัวเป็นระยะ ๆ ว่าบ้าฟอนต์เหมือนกันแฮะเรา เพราะตอนไปเยี่ยม dafont.com ที่ไม่ได้ไปจริงจังมาเกือบครึ่งปี ก็พบว่ามีของเก๋ ๆ ใหม่ ๆ ให้โหลดเพิ่มเยอะเหมือนกัน ก็ลยเกิดอาการหยุดโหลดไม่ได้เข้า อันนี้ก็สวย อันนั้นดี อันโน้นเก๋ โหลดไปสักพัก แล้วก็ต้องไปหยิบสมุดมาเล่มหนึ่งเพื่อทำเป็นสมุดฟอนต์แยกประเภทให้ตัวเอง ซึ่งน้อง ฟ ก็เห็นแล้วตกใจ จริง ๆ มิ้งก็มีการจดมาตลอดล่ะนะ แต่วันนี้สงสัยจะคึกจัด หาสมุดมาเป็นเอกเทศเลย แล้วก็เลยนึกไปถึงวันหนึ่งที่ว่า เปิดหนังสือฟอนต์ดูอยู่ที่เอเชียบุ๊ค แล้วก็พบว่า โอ้ ฟอนต์โน้นหนูรู้จัก อันนี้ก็รู้จัก ก็รู้จักเกือบหมดทั้งเล่ม ก็เลยต้อง aware ว่า เออ ฉันก็บ้าของฉันจริง ๆ นะเนี่ย ก็นะ ถ้าทำงาน แล้วฟอนต์ไม่ดีไม่สวย มันก็ลดค่างานลงไปนี่นา ฟอนต์เป็นตัวบอกอารมณ์ เป็นตัวประสานขนาดนี้ .. อย่างที่มิ้งพูดบ่อย ๆ ว่า ฟอนต์ดีมีชัยไปกว่าครึ่งนั่นแหละ

ก็นั่นแหละ กำลังเปิดไฟล์ไล่โฟลเดอร์หาฟอนต์ที่โหลดมาเรื่อย ๆ อยู่ แล้วก็พบว่า ด้วยฟอนต์ที่มี เอาไปตั้งเวบโหลดฟอนต์ได้เลย :D :D :D

ปล. เห็นฟอนต์ดี ๆ แล้วมีความสุข แม้ว่าจะเปลี่ยนจากรัก fancy ไปสู่ handwriting เป็นหลักก็ตาม – getting older ก็ไม่รู้ว่าจะ wiser จริงไหม

Wednesday, September 13, 2006

ข่าวเกษตร

วันนี้เดินผ่านทีวีแว๊บ ๆ ที่บ้านกำลังดูคนเล่นเกมตอบคำถามคุณไตรภพพอดี แล้วที่ทำให้มิ้งต้องหยุดชะงักเพื่อฟังคำตอบก็เพราะ คำถามที่ว่า ไก่ไข่ในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์อะไรนี่แหละ เนื่องจากเมื่อมิ้งเห็นตัวเลือก ก็ได้เลือก “โรดไอส์แลนด์แดง” แล้วก็อยากรู้เหลือเกินว่าตัวเองจะตอบถูกหรือเปล่า

แล้วก็ถูกจริง ๆ ก็เลยทำให้คิดไปถึงตอนเรียนเกษตรตอนประถมขึ้นมาได้ สมัยนั้น อาจารย์แกมุ่งมั่นและจริงจังกับการสอนวิชาการเกษตรเสียเหลือเกิน จนทำให้ความรู้นั้นฝังหัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งปุ๋ย 20 ชนิดที่พืชต้องการ ทั้งพันธุ์วัวที่นิยมเลี้ยง ลักษณะเด่นวัวพันธุ์ต่าง ๆ ฯลฯ แล้วก็เลยพาดไปนึกถึง “ข่าวเกษตรกร” ทางช่องเจ็ดที่ต้องนั่งดูทุกวันตอนเย็นเพื่อเขียนไปรายงานอาจารย์ให้ได้ทำทุกอาทิตย์ ซึ่งถ้าไม่มี หรือไม่ได้ดูก็จะถูกตี ไม่น่าเชื่อเลยว่า เคยนั่งร้องไห้ เพราะมัวแต่เล่นจนลืมเปิดดูทีวีดู แล้วก็กลัวมากกว่าจะต้องถูกตี แต่ความจริงก็เป็นว่า ถึงจะมีส่งแค่วันเดียวแกก็ให้รอดตัวไปได้ก็ตามเถอะ เสียดายสมุดตอนนั้นไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่อย่างนั้น ก็คงเต็มไปด้วย วิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบใหม่ เคล็ดลับการปลูกผักหวานป่าที่ทำให้ผลผลิตงาม เลี้ยงปลาต้นทุนต่ำ การทำเกษตรแบบผสม และอะไรอีกมากมายเกินจะกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อกี้ไปค้นมา ปรากฏว่าข่าวเกษตรที่รักของเราก็ยังอยู่ และวันนี้ก็พูดเรื่อง ผักหนามเสียด้วย

เกษตรน่ารู้ : ผักหนาม
เกษตรน่ารู้ กับผักหนาม ซึ่งมีรสหวานปนขม นิยมนำยอดอ่อน มาต้มรับประทาน


รายการยังอยู่ แต่หลายอย่างในชีวิตก็เปลี่ยนไปแล้ว สมัยเรียนประถมดูจะเป็นเรื่องที่ไกลแสนไกล แถมยังไม่ค่อยได้นึกถึงต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ก็มีเรื่องสนุกสนานและสวยงามมากมาย ก็ต้องขอบคุณคำถามวันนี้ที่ทำให้ได้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาจริง ๆ

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เติมสีสัน และแต้มรอยยิ้มให้เราได้ ถ้าเพียงเราจะหยุดคิดนะ

Tuesday, September 05, 2006

[book review] Ill Wind

เล่มนี้ซื้อมาเพราะวันที่ไปคิโนะอยู่ในสภาพเหนื่อยจัด จนคิดอะไรไม่ออก สมองกับสติหลุดไปกับพลังงานทีหายไป ก็เลยได้หนังสือที่เหมาะกับสภาพหัวตอนนั้นมาพอดี ชนิดที่ว่าอ่านง่าย ๆ โง่ ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะพอมาคิดดู ถ้าวันนั้นสภาพร่างกายดีและอยู่ในสภาพอัพคึกกระดี๊กระด๊าก็อาจจะไม่คว้ากลับบ้านมาก็ได้ เฮ้อ ถือว่า กรรมเป็นผลของการกระทำ และทุกอย่างมีที่มาที่ไปก็แล้วกันนะ

Ill Wind
By Rachel Caine

ชนิด : Supernatural/ Urban Fantasy
สำนักพิมพ์ : Roc (December 2, 2003))
จำนวนหน้า : 337 หน้า


ถ้าเกิดว่า หน่วยงานที่ดูแลสภาพดินฟ้าอากาศไม่มีแต่กรมอุตุนิยมอย่างที่เราเข้าใจ? ถ้าเกิดว่ามีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีพลังพิเศษรวมตัวกันอย่างลับ ๆ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศ คอยดูแลไม่ให้พายุพัดรุนแรง ช่วยดับไฟป่า และอื่น ๆ ล่ะ? นั่นแหละ หน้าที่ของ ผู้ควบคุมอากาศ - weather wardens – ของเรา

และในเรื่อง Joanne หนึ่งในบรรดา weather wardens กำลังหนีจากการไล่ล่าของ weather wardens คนอื่น ๆ จากข้อหาที่ว่า คุณเธอไปฆ่า Bad Bob หนึ่งในผู้ดูแลสภาพอากาศซึ่งแสนจะมีอิทธิพลและตำนานที่ยังมีชีวิตเข้า ความหวังของ Joanne มีเพียงตามหา Lewis เพื่อนร่วมชั้นเรียนเก่าซึ่งว่ากันว่ามีพลังอำนาจมากที่สุดให้พบ ก่อนที่จะถูกตามล่ากลับไปพิพากษา และก่อนที่จะถูกใครสักคนใช้พายุตามฆ่าเธอระหว่างทาง

การเดินทางข้ามรัฐโดยพยายามหลบหลีกผู้ไล่ล่าและพายุที่ตามฆ่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกเหนือจะต้องรีบทำเวลาก่อนที่จะเอาชีวิตไม่รอดแล้วนั้น Joanne ไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะเชื่อใจใครได้ - ไม่ว่าจะจาก Paul เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เธอคุ้นเคยมานาน Estrella เพื่อนรักที่รู้จักกันมาแต่วัยเยาว์ หรือ David ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เธอเจอระหว่างทาง – เพราะดูเหมือนว่ามิตรพร้อมจะกลายเป็นศัตรู หรือศัตรูจะกลับกลายมาเป็นมิตรได้ตลอดเวลา และไหนจะเงื่อนงำแปลกประหลาดหลังเหตุการณ์ทั้งหมดอีก

การเปิดตัวของ III Wind เริ่มต้นที่ Joanne ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างขับรถหนีการไล่ล่า และผู้อ่านก็จะต้องใช้เวลาอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับสาเหตุการหนีของเธอ พร้อมไปกับทำความรู้จักกับเธอทำให้ระหว่างการหนีจะมีการตัดฉากกลับไปสู่อดีตเป็นระยะ ๆ สลับไปมา ซึ่งเมื่อเริ่มอ่านทำให้ต้องเข้าความเข้าใจและลำดับเรื่องราวพอสมควร

อีกทั้ง สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการอ่านอย่างยิ่งก็คือ เรื่องนี้ถือเป็น Urban Fantasy เรื่องแรกที่อ่าน ในขณะที่เรื่องหมวดแฟนตาซีอื่นๆ มักจะเกิดขึ้นในยุคยุโรปกลาง หรือโลกที่สะท้อนยุโรปกลางก็เลยทำให้ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะหัดอ่านมากกว่าปกติก็ได้ อย่างเช่นเจ๊ Joanne ขับรถเกินความเร็วที่กำหนดเพื่อหนีพายุ แทนที่จะเป็นควบม้า หรือใส่กางเกงฟิตเปรี๊ยะมากกว่าจะเป็นชุดกระโปรงสุ่มใด ๆ หากก็ทำได้ไม่ยากลำบากอะไรนัก เพราะภาษาที่ใช้ในเรื่องเป็นภาษาสมัยใหม่ที่ใช้ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ III Wind โดดเด่นในหมวดหนังสือ Supernatural/ Urban Fantasy ก็คือ ขณะที่หนังสือหมวดนี้กลุ่มหนึ่งไปเน้นพูดถึงผีดูดเลือดอย่างชุด Anita Blake Vampire Hunter/ The Dresden Files ฯลฯ นั้น III Wind และชุด Weather Warden (ปัจจุบันออกมาแล้ว 4 เล่ม มี III Wind/ Heat Stroke/ Chill Factor และ Windfall) ดูจะเป็นเรื่องแรกที่พูดถึงพายุและสภาพอากาศ ดังที่ถูกโปรยหัวเอาไว้ว่า “Finally, someone is doing something about the weather”

แต่นั่นแหละ เพราะหมวด Supernatural/ Urban Fantasy มักจะเป็นการอ่านเพื่อเอาสนุก เอาแอ็คชั่นไล่ล่าสนุกสนานอย่างเร็ว ๆ มากกว่าจะอ่านเพื่อความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีอะไรมากไปกว่าเพื่อความสนุกและฆ่าเวลาด้วยการอ่านเอาเรื่อง ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องครุ่นคิดใด ๆ และก็อาจทำให้พวกที่หลงใหลภาษาที่ลึกซึ้งและงดงามผิดหวังก็ได้ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เพราะพล็อตไม่ได้ผูกไว้แน่นมาก ก็ทำให้พวกที่อ่านแล้วใช้สมองคิดตาม สามารถเดาเรื่องบางส่วนได้อย่างง่ายดาย – ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าเหมาะสำหรับการอ่านบนรถไฟ เรือเมล์ก็แล้วกัน ฆ่าเวลาพออ่านจบแล้วโยนทิ้งไปได้เลย

ปล. สำหรับป้า ไม่อยากจะบอกเลยว่าเกิดสิ้นคิดเอาเล่มต่อมาอีกจนครบ 4 เล่ม เครียดเลยนะเนี่ย เล่มแรกก็สนุกดี แต่เล่มต่อ ๆ มานี่สิ อ่านแล้วแอบขยะ เฮ้อๆๆๆ พันบาทของฉัน TT

ว่าแต่เอาเล่มสองไปวางไหนแล้วล่ะ หาไม่เจอ แล้วฉันจะได้อ่าน Heat Stroke ต่อไหมคะ?

Sunday, September 03, 2006

[book review] Princess at Sea

หลังจากอ่าน Decoy Princess ก็พาลให้อยากอ่าน Princess at Sea ต่อไปใจจะขาด และเพราะคิโนะไม่สั่งเข้ามาก็เลยต้องทำให้ต้องสั่งเข้ามาเองอีกต่างหาก ซึ่งก็ยังหวั่น ๆ ใจว่า เล่มนี้จะไปรอดไหม แต่ปรากฏ เล่มนี้เลิก “ง่าย ๆ โง่ ๆ แต่ดันสนุก” มาเป็น “สนุกเข้มข้นแบบไม่โง่” อีกต่างหาก นับว่า ช่วงนี้มีดวงซื้อหนังสือโหมดนี้ ถ้าไม่นับการซื้อ Weather Wardens มาติดกัน 4 เล่มนะเนี่ย


Princess at Sea
By Dawn Cook


ชนิด : Light fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (August, 2006)
จำนวนหน้า : 344 หน้า


ใน Decoy Princess นั้น เจ้าหญิง Contessa หรือ Tess พบว่าตัวเองเป็นแค่เด็กที่ถูกซื้อมาเพื่อเป็นตัวแทน เพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงปลอดภัยจากการถูกลอบสังหาร และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงกลับมาครองบัลลังค์ได้สำเร็จ

และใน Princess at Sea ทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ยกเว้นความจริงที่ว่าเจ้าหญิงตัวจริงซึ่งถูกเลี้ยงมาในสำนักนางชีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง หรือการเมืองใด ๆ เลย และ Tess ก็ต้องเป็นที่ปรึกษาควบคู่ไปกับการคุ้มครองเจ้าหญิง หากแต่ทุกอย่างไม่ง่ายดายสมใจเสมอไป เมื่อคราวนี้ เจ้าหญิงและคู่หมั้นซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือดูใจกันถูกโจรสลัดจับไปเป็นเรียกค่าไถ่ และ Tess ซึ่งต้องวุ่นวายกับการแก้ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งของทั้งคู่มาตลอดก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยคนทั้งคู่ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย

จริง ๆ แล้วพล็อตคราวนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคราวที่แล้ว เพราะ Tess ก็ยังต้องระหกระเหินรอนแรมบุกป่าฝ่าดงเพื่อหน้าที่ที่เกิดจากความรับผิดชอบในใจเหมือนเดิม เริ่มแรกที่อ่าน ก็คิดไม่ต่างจากตอนอ่าน Decoy Princess อันเป็นเล่มแรกว่า ตัวเอกของเราก็ยังเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ทำได้ทุกอย่างทุกทาง แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ พบว่าสนุกกว่าที่คิด และที่สำคัญ สนุกกว่าเล่มแรกมาก เพราะจะเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า ที่คุณเธอสามารถทำโน่น นี่ นั่น ได้ไม่ได้เกิดจากเพราะการเป็น “ตัวเอกทำได้” เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากใจที่ไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมจำนนปล่อยให้ทุกอย่างหลุดเหนือการควบคุมไปต่างหาก อย่างที่บอกว่า “ถ้ามีความพยายาม ก็มีความสำเร็จ” และ Tess ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนจริง ๆ และก็เหมือนว่าเมื่อเขียนเล่มที่สอง จากการปูพื้นเรื่องและตัวละครในเล่มแรกมาแล้วก็ทำให้ Princess at Sea มีน้ำหนัก และสมเหตุสมผลกว่าเล่มที่แล้วมากขึ้น

และนั่น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวละครอย่าง Tess เติบโตขึ้นและรู้จักโลกมากขึ้นส่วนหนึ่ง และที่สำคัญจากการที่ประเด็น “ผู้เล่น” สามารถเปิดเผยได้อย่างชัดเจนในบทแรก (ต่างจากเล่มแรกซึ่งประเด็นนี้ เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในบทกลาง ๆ และหลัง ๆ) จนสามารถเกิดสถานะและบทบาทที่ซับซ้อนขัดแย้งของตัวละครจากสถานะจริง ๆ ที่ตัวเองเป็น และสถานะผู้เล่นที่ต้องปิดงำไว้ดำเนินควบคู่กันไปจนทำให้รู้สึกสนุกและชวนติดตามว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร และเกิดการตัดสินใจอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเมื่อต้องให้น้ำหนักกับสถานะทั้งสองควบคู่กันไป และให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

ถึงแม้ Tess จะเป็นเจ้าหญิงตัวปลอม ไม่ใช่เจ้าหญิงโดยสายเลือด แต่เป็นเจ้าหญิงจากการอบรมเลี้ยงดูก็ตาม แต่เธอก็ยังได้รับการยกย่องเป็นเจ้าหญิงจริง ๆ ได้อยู่ดี เพราะแม้ฐานะที่เป็นอยู่จะถูกเปิดเผย คุณสมบัติและที่สำคัญใจของเธอก็ทำให้เธอมีค่ามากกว่านั้นมาก อย่างที่เมื่อไฟไหม้เรือ เจ้าหญิงตัวจริงซึ่งไม่ได้เลี้ยงดูมาอย่างเจ้าหญิงกลับร้องไห้หวาดกลัว ขณะที่ Tess คิดหาทางดับไฟ และหาทางรอดให้ตัวเองและพวก ซึ่งถ้าดูตอนนี้ และดูจากการที่ Tess ต้องระหกระเหินเดินป่าจนถึงกลับมาที่วังได้สำเร็จเป็นต้นแล้ว จะพบว่าบริบทนี้สำคัญมาก เพราะการเป็นเจ้าหญิงในยุคยุโรปกลาง อาจจะหมายถึงแค่หญิงสาวสูงศักดิ์ผู้มีชีวิตอยู่บนหอคอยงาช้าง และไม่ต้องทำอะไรมากกว่าการเต้นรำให้ถูกจังหวะ และเย็บปักถักร้อยให้ดีอยู่ในห้องนอนก็ได้ อย่างที่คนในวังตกใจและตื่นตระหนกกับสภาพของ Tess เมื่อแรกกลับมาถึงวัง และต้องการให้เธอไปอาบน้ำแล้วแต่งตัววางท่าให้สมกับการเป็นเจ้าหญิง (...trying to get me to my rooms to be washed, combed, fed and princessified. หน้า 232) มากกว่าที่จะนั่งถกเจรจาปัญหาเร่งด่วนกับบรรดาที่ปรึกษาอย่างฉับพลัน

Dawn Cook คนเขียนบอกว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีแผนการจะเขียนเล่มต่อต่อไป แต่เมื่อดูจากตอนจบ ก็ถือว่า สะสางลงตัวและปิดฉากสวยงามได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าจะพูดตามความรู้สึกจริง ๆ ต้องบอกว่า ทำได้ถูกใจและลงตัวมากกว่าหนังสือหลาย ๆ เล่มเยอะเลย หรือถ้าจะพูดให้ถูก ก็ต้องบอกว่า เป็นฉากปิดที่พอใจที่สุดเท่าที่เคยอ่านหนังสือหมวดนี้มา สิ่งที่เป็นปัญหายุติได้อย่างลงตัวด้วยทางแก้ง่าย ๆ แต่สามารถรวมทางออกของปัญหาทุกอย่างไว้ด้วยกัน และอีกอย่าง ก็ต้องสารภาพด้วยว่า ถูกใจมากที่ชายหนุ่มที่เก็งไว้ได้เป็นพระเอกตอนจบสมใจจริง ๆ (ซึ่งไม่ได้เกิดจากอะไรมากกว่าไปการชอบบุคลิกลักษณะคนเช่นนั้นเป็นทุนเดิม และมากกว่าบุคลิกอีกแบบในเรื่องเท่านั้น)

สำหรับประโยคถูกใจจากเล่มนี้

“You can’t partake of the future properly with only the memories of today.” หน้า 99


“... there’re ways to wreck revenge other than death, and some can serve a purpose.” หน้า 329

ปล.
... แต่ อืม คิดไปคิดมาก็ยังอยากอ่านเรื่องของ Tess ต่ออยู่ดีนั่นแหละ ทำอย่างไรดีหนอ? และอย่างไรก็ตาม สงสัยว่าจะต้องไปเริ่มหาเรื่องอื่น ๆ ของเจ๊ Dawn Cook มาอ่านด้วยแล้ว

Wednesday, August 30, 2006

Vicious Cat Tale

“Hey, hey”, I said to that black cat sleeping on my bed, “you are not allowed to be here darling!”

“Why?” She asked me back with her sleepy, yet feline accent.

“It is my bed. And you bring such dirty dust with you. You are not cleaned before jumping in.”

She returned my statements with a vicious glance. And before I knew, she was close to me with her round yellow eyes on mine.

And I heard myself speaking, “Oh darling, it really is okay. You sure can sleep even on my pillow if you love too!”

Tuesday, August 29, 2006

Hansel and Gretel

The brother and the sister went deep in that forest. Deep in the wood, deep in the mind, and they are enticed with what they saw – the very mouth-watering and beautiful house made of gingerbread. Oh, besottedly, they started eating the house - those honey-coated biscuits, sugar-topped doughnuts, lime and raspberry shortbreads, and chocolate bars. Oh, as much as they wanted, as much as they liked, as much as they liked, as much as they wanted.

And yes, in the end, they suffered with their choices.

Oh, can the brother and the sister be the witch at the same time? Am I the brother? Am I the sister? Or am I the witch? Who will make the most suffering, aching live?

(more to come - maybe)

Monday, August 28, 2006

นกปีกครึ่ง

จากการไปอ่านเรื่อง “นกปีกครึ่ง” ที่บล็อกคุณ Lomocat ก็ทำให้แต่งกลอนแปลก ๆ ออกมาได้เช่นเดิม
................

ฉันเป็นนกสีเหลือง
ที่มีปีกยาวไม่เท่ากัน
ฉันไม่สมบูรณ์ ไม่เติมเต็ม

ฉันแหงนมองท้องฟ้า
พยายามมากเท่าใด
ก็บินไม่สูง ก็ไม่งดงาม

ฉันอิจฉาเหล่านก
ที่โบกบินได้ดั่งใจ
จึงเริ่มขโมย จึงแย่งชิง

ฉันขโมยปล้นมา
ทว่าปีกแล้วปีกเล่า
ไม่เคยสวยงาม ไม่พอดี

ฉันหลงลืมความหมาย
และความละเมียดละไม
ของการบินได้ ของการได้บิน

Wednesday, August 23, 2006

In the box again

(delayed from yesterday’s posting.)

Oh, the dear box of mine,
I sink into you again,
Sink into you to feel myself,
To sense myself.

I feel low, I feel uninspired,
And I wanna rest,
Into you, into myself.

Soothe me, smooth me,
And let me be myself,
For once more.

Monday, August 21, 2006

In my very space

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and take a rest.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and hide my face.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and take a rest.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and hide my face.

In my very space,
in my very space,
where I lay down.

Oh and then,
I will be me,
I will be me again.

Saturday, August 19, 2006

ดอกไม้ป่า

ฉันตามหา ดอกไม้ป่าสีสวย
ที่งอกงามอยู่บนภูเขาสูง
เพียรมอง เพียรพยายาม
อยากจะได้ดอกไม้นั้นมา

ตาฉันมองสูงขึ้นไป
มือของฉันไขว้คว้าตาม
ไม่ได้มองดอกไม้ข้างตัวเลย
ใกล้เกินไป เพียงเอื้อมไป
ฉันไม่เคยมองเห็นเลย

วันหนึ่ง ฉันปีนขึ้นไปถึงยอดเขา
ดอกไม้ป่าไกลตาดอกเดิม
มาอยู่ใกล้มือ มาอยู่ใกล้ใจ
หากเมื่อเอื้อมมือไปถึง
ดอกไม้ดูหมดค่าลงไป

ตาฉันกลับมองลงมา
เจอดอกไม้ใกล้ดินดอกเดิม
กลายเป็นมีค่า สำคัญกว่าเคย

ถ้าเพียงฉันให้ความสำคัญของใจ
รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ
ดอกไม้ป่าดอกนั้นก็สวยบนเขาต่อไป
และฉันก็จะมีดอกไม้บนทุ่งหญ้า
อยู่ใกล้ตัว

---
ดอกไม้ป่าบนภูเขารกเรื้อ
ที่ทุกคนแสวงหาอยากได้มา
ที่จริงอยู่ที่ใจ ที่จริงอยู่ในใจ

secret garden, very secret garden

เมื่อวันก่อน ได้ไปฟังเพลง secret garden ของ Bruce Springteen ที่บล็อกคุณ Plin, :-p มา

ฟังเพลง แล้วก็อ่านที่เจ้าของบล็อกเขียนเอาไว้ว่า “...ตีความไปคนละทิศละทาง บางคนฟังแล้วรู้สึกดี บางคนฟังแล้วรู้สึกเศร้า บางคนฟังแล้วรู้สึกว่า นี่แหละความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวล่ะ …” แล้วก็ตั้งคำถามถามคนที่ได้ฟัง หลังจากได้ฟังอันที่เป็นเพลงเฉย ๆ และอันที่เป็นเพลง OST ของ Jerry Maguire ว่าคิดอย่างไร

เลยทำให้มิ้งต้องกลับมาคิดถึงความหมายของเพลงขึ้นมา ไม่ใช่ในฐานะเนื้อเพลงจริง ๆ แต่เป็นความหมายของ secret garden เพราะสำหรับตัวมิ้งเอง มิ้งมีคำคำนี้อยู่ในใจมานานแล้ว ไม่ว่าจะใช้ secret garden หรือ box ก็ดี - แม้ว่า secret garden จะให้ความหมายที่รื่มรมย์กว่า เหมือนได้หยิบหนังสือถูกใจสักเล่ม แล้วหลบไปหามุมสงบสบายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่จะได้กลิ้งไปมา สูดกลิ่นหอมของหญ้า และรู้สึกถึงเสียงใบไม้ที่ไหวรอบตัว พร้อมกับลมอ่อน ๆ ขณะที่ “กล่อง” อาจจะมีความหมายด้านมืด เมื่อมิ้งต้องการกระโจนลงไปขดตัว หลับตามไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ ก่อนที่จะหายเหนื่อยหายล้า และกล้ากลับขึ้นออกมาใหม่ก็ตาม – ทั้งนี้ คำเหล่านี้ต่างเป็นสัญลักษณ์แทนพื้นที่ ความสงบส่วนตัว และโลกปลีกวิเวกที่อยากจะกระโดดเข้าไปหาเวลาต้องการอยู่คนเดียว ให้ได้ค้นพบจิตใจ ค้นพบตัวตน และค้นหาคำตอบหลายอย่างให้ตนเองเสมอมาตลอดมา

ดังนั้น ถ้าตีความไปเฉย ๆ ก็อาจจะเหมือนชายหนุ่มมาตัดพ้อ บ่นเพ้อว่าไม่สามารถเข้าถึงหญิงสาว หรือว่าถึงเข้าถึง ก็ไม่สามารถเข้าถึงใจเธอได้เสียที เพราะเธอมี secret garden ของเธออยู่ ทำอย่างไร เธอก็ยังห่างอยู่ไกล เหมือนใกล้แต่ก็เอื้อมไม่ถึง

She'll look at you and smile
And her eyes will say
She's got a secret garden
Where everything you want
Where everything you need
Will always stay
A million miles away

แต่ถ้าฟังและตีความโดยไม่สนใจคำบ่นพ้อต่อว่านั้นแล้ว มิ้งว่า ไม่น่าจะแปลกอะไร และไม่น่าที่จะต้องมาเจ็บปวดอะไร ถ้าใครสักคนที่เรารักจะมี secret garden เพราะทุกคนต้องมีโลกส่วนตัว ต้องมีที่ส่วนตัว ที่จะอยู่คนเดียว ที่จะพักที่สามารถเป็นตัวตนของตัวเองได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นกับคนรัก หรือครอบครัว ที่ทำงาน เพื่อนฝูง ฯลฯ ก็ตาม

เพราะความสัมพันธ์เป็นแบบนี้ทั้งนั้น การที่เรารู้รักใคร มีปฎิสัมพันธ์กับใคร ก็เหมือนพื้นที่วงกลมของเราที่ไปมีส่วนทับซ้อนกับพื้นที่วงกลมของผู้อื่น ส่วนที่ทับซ้อนกับทำให้เราได้รู้จัก ใกล้ชิด และสนิทสนมกันก็จริง แต่นอกเหนือจากนั้น เราต้องได้เป็นอิสระ ได้เป็นตัวของเราเองได้บ้าง และเพราะเราเป็นปัจเจกบุคคลที่จะมีความแตกต่าง มีความต้องการ ความคิด และความฝันไม่เหมือนกัน ถ้าจะไม่เข้าใจ ไม่สามารถตีความได้ในบางเรื่อง ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แค่ได้เว้นที่ให้อีกฝ่ายได้กระทำตามใจบ้างก็ดี

อย่างที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปเสียทีเดียว การได้แตกต่าง การได้เป็นในสิ่งที่แปลกออกไปต่างหากเล่า คือเสน่ห์ เพราะเรารักคนอื่นได้ก็เพราะความเป็นบุคคลคนนั้นเอง แม้จะแตกต่างกับตัวเราไปบ้าง การรักในสิ่งที่ต่างออกไป และประยุกต์ประสานให้ความแตกต่างของทั้งเขาและเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืมลงตัว ขณะที่ให้เราสามารถคงความเป็นตัวเราได้ต่างหาก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด



Oh yes, I have my secret garden,
And you, unknowingly, have yours too.


-----
อย่างไรก็ตาม หากลอนที่เคยแต่งเกี่ยวกับเรื่อง secret garden ไม่เจอ ถ้าเจอจะเอามาลงต่อก็แล้วกัน

Friday, August 18, 2006

Great Movie, Great Lie

Referred to Ruth Rosen's article, Great movie, pity about the Big Lie, from the very favourited dispatch of mine - TomDispatch.

Oliver Stone's World Trade Center is neither ideological nor conspiratorial; it is highly moving and could end up being the definitive cinematic record of what it felt like to be inside the hellish cyclone of September 11, 2001. All the same, the movie reinforces the Big Lie - that the attacks on the US were linked to Iraq and supported by Saddam Hussein, and as such could deepen waning support for the war in Iraq.

(probably more to come - the post here was aimed to give a little awareness to the world, rather than to give such deitails. Kindly go for the links then.)


Thursday, August 17, 2006

ฉลาด?

เพิ่งไปเจอที่ตอบกระทู้เอาไว้ ในบล็อก เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน? เมื่อต้นปี ที่ คุณฮันโซ พูดวิพากย์วิจารณ์แสดงความเห็นความเห็นที่บอกว่า “อย่าไปคาดหวังกับบัณฑิตรุ่นใหม่สมัยใหม่ซึ่งมีความสามารถในการทำงานและสื่อประสานกับคนอื่นน้อยกว่าเดิม” โดยยกประเด็นแย้งจากการถามคำถามผ่านทางเวบบอร์ดมา

โดย คุณ ฮันโซ กล่าวว่า

“.....เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว ผมก็รู้สึกไม่เห็นด้วยหลายประการดังนี้

วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่โยนปัญหาออกไปนอกตัว ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้นะครับ

เพราะไปเจอเด็กสมัยใหม่ที่ชอบถามการบ้านตามเว็บบอร์ด ทั้งที่บางทีก็ใช่ว่าจะได้คำตอบตามที่ต้องการ หรือบางทีก็โดนด่ากลับมาเสียด้วยซ้ำ (ว่าขี้เกียจไม่ยอมหาคำตอบเอง) ตอนสมัยก่อนนั้นก็เลยคิดว่าเด็กพวกนี้มันสิ้นคิดหรือเปล่าที่ใช้วิธีแบบนี้ค้นหาคำตอบ ของการบ้านที่ได้รับมอบหมายมา

แต่ตอนหลังมาคิดใหม่ก็ได้คำตอบว่า วิธีแบบนี้ เป็นวิธีที่มีต้นทุนถูกที่สุด ในการหาคำตอบเพื่อนำคำตอบนั้นมาส่งอาจารย์ (เพราะอาจารย์ให้คะแนนที่ตัวคำตอบ ไม่ใช่ให้คะแนนที่ความเข้าใจ หรือการประยุกต์ใช้ทฤษฎี)

แล้วจริง ๆ พวกเขาก็โพสต์คำถามแบบนี้ไว้ในเว็บบอร์ดหลายแห่ง เพื่อคัดเลือกคำตอบที่ดูดีที่สุดไปส่งเป็นการบ้านเสียด้วยสิครับ

พอคิดในมุมนี้แล้ว ก็จะเห็นว่า เด็กพวกนี้ฉลาดเอาเรื่องทีเดียว ...”

“....สรุปว่า ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่ใช่ไหมครับ ที่มีความผิดปกติ บกพร่องทางความคิด

แล้วก็ไม่ต้องไปกล่าวหาคนอื่น ดูแคลนเด็กรุ่นหลัง แบบบ่นบ้าโดยไม่ทำอะไร

ก็ในเมื่อตัวเราเอง ยังไม่ลงทุนสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาของคุณภาพของคน

-----
ส่วนนี่ ความเห็นมิ้ง

“อ่าน ๆ ดูก็รู้สึกว่า เราต้องกลับมาดูความหมายของคำว่า ฉลาด กันใหม่มังคะ

ฉลาดแปลว่าอะไร ถ้าส่วนหนึ่งบอกว่า คือการออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแล้วล่ะก็ ถือว่าเด็กของเราฉลาดเลยนะคะ

จริง ๆ แล้วโดนส่วนตัว มองว่า เด็กในแต่ละยุคสมัยเป็นผลผลิตของสังคม ซึ่งหมายถึงว่า สังคมเป็นเช่นไร เด็กก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย ถ้าสังคมเราต้องการสิ่งที่ง่าย สะดวกสบาย และได้ผลโดยที่ไม่ต้องลงมือออกแรง เด็ก ๆ ในสังคมเราก็จะหาทางที่ง่ายที่สุด และสะดวกที่สุดในการบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ

ครูบอกว่า ให้เด็กทำการบ้านไปค้นคว้ามา แล้วทางลัดที่สุด คืออะไรเหรอคะ ถ้าไม่ใช่ออกปากถามใครสักคนที่รู้และเข้าใจเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าสมัยไหน ๆ เราก็จะเอ่ยปากถามคนที่เราคิดว่ารู้แล้วทั้งนั้น อย่างน้อย ๆ เราก็เคยถามพ่อและแม่ให้สอนการบ้านและให้คำตอบกับสิ่งที่เราอยากรู้มาก่อน แต่สมัยนี้ วิธีการติดต่อสื่อสารกันเปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงแหล่งข้อมูลผู้มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ สามารถเข้าถึงได้จากอินเตอร์เนท ดังนั้น ถ้าทำเช่นนั้นได้ ทำไมเด็กจะไม่ถามเราล่ะคะ

และถึงแม้ว่าแหล่งข้อมูลที่มีจะมากมาย และหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้น ข้อมูลที่มหาศาลเหล่านั้น กลับจะยิ่งทำให้สับสนและยากจะเริ่มต้นนะคะ ง่ายที่สุดก็คือเอ่ยปากถามใครสักคนที่รู้ก่อนเพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นใจความสำคัญมาให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น ก่อนจะที่จะเริ่มดำดิ่งสู่โลกแห่งความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง และที่สำคัญ อย่างไม่หลงทาง

ที่สำคัญ อยากจะแย้งอีกสักนิดว่า เด็กที่มาใช้เวบบอร์ดต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบให้สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้น ก็มีส่วนหนึ่ง และเด็กที่ตั้งใจหาคำตอบเองจริง ๆ ก็ยังมีมาก อย่าเอาคนส่วนน้อยซึ่งกลายเป็นคนส่วนใหญ่มาอธิบายเด็กทั้งหมดเลย

……………….

แวะมาอ่านอีกครั้ง แล้วก็สงสัยกับคำว่า ethics และ clever และอื่น ๆ ที่เราตั้งคำถามกัน เอ ฉลาดแปลว่าอะไรกันแน่ และความหมายสิ่งที่มีผู้มาบอกว่าเราได้นิยามไป เป็นอย่างไร

ถ้าความฉลาด คือ "คือการออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล" เช่นนั้นแล้ว การกระทำดังกล่าว ก็จะต้องมีสติและปัญญากำกับอยู่แล้ว เพราะการจะออกแรงใด ๆ ถ้าไม่ได้ใช้สติปัญญากำกับพิจารณาหาความหมายและวิธีการของการกระทำที่ตัวเองต้องการและมุ่งมั่งจะกระทำแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่เป้าประสงค์จะออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแน่นอน คนที่จะได้รับผลสำเร็จท้ายที่สุดแล้วก็คือ คนที่กำลังรู้และเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ต่างหาก

อย่างชัดที่สุด ตัวอย่างเด็ก ก็แล้วกัน ถ้าเด็กคนนั้นมีปัญหาในวิชาภาษาไทย และต้องการคำตอบโดยไปแสวงหาความช่วยเหลือในเวบบอร์ดที่เกี่ยวกับวรรณกรรมภาษาอังกฤษ หรือผู้รู้ในแวดวงวิทยาศาสตร์โดยสักแต่ว่า ”โพสต์กระทู้” ไปแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่เด็กคนนั้นจะได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือแม้แต่คำเฉลยของสิ่งที่ตัวเองต้องการแน่นอน แต่ถ้าเด็กคนนั้นมีสติและปัญญากำกับ แล้วอย่างน้อยที่สุด สติและปัญญาที่มีก็จะบอกทางให้สร้างการกระทำที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด โดยการไปหาคำตอบในสถานที่ที่เด็กคนนั้นเห็นว่าจะดี อย่างเวบสุนทรภู่ และ/อื่น ๆ เป็นต้น

ถ้าเราแจกแจงได้ว่า เกิดผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแก่ใคร และสำหรับใครได้ ดังเช่น เพื่อให้สังคม ไม่ใช่แก่ตัวเองเองแล้วล่ะก็ ความฉลาดในความหมายนี้ (“การออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล") จะไม่มีอันตรายแต่ประการใด”

-----
ก็อย่างว่า เอามาลง เพื่อรวมรวบความคิดของตัวเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นิยามความฉลาดในที่นี่ เป็นของมิ้งเอง อาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ก็นั่นแหละ ถูกในสายตามุมมองแบบมิ้ง เพราะเราคิดต่างกัน และมีความเชื่อที่ต่างกันนี่นา

Wednesday, August 16, 2006

My mother's daughter

A mother’s day aftermath?

My friends say I've got her smiles,
Her friends say I've got her wit.

I say I've got her sense,
She says I've got her world view.

I’ve got her fingers,
I’ve got her hair, her face.

Oh yes, I'm her,
I'm my mother's daughter.

Sunday, August 13, 2006

Lebanese Damage กับ Dahr Jamail

จากข้อเขียนเรื่อง Destruction, Death, and Drastic Measures ของ Dahr Jamail ใน tomdispatch.com เวบข่าวทางเลือกเจ้าประจำ และหัวข่าวชื่อ "Everything in my life is destroyed now, so I will fight them." ของ Jamail ใน Dahr Jamail's MidEast Dispatches นั้น Jamail ซึ่งเป็นนักข่าวอิสระซึ่งได้ไปใช้ชีวิตในอิรัก และเห็นมุมมองหลายอย่างแตกต่างไปจากสายตานักข่าวตะวันตกโดยทั่วไป จะมาพูดถึงสถานการณ์ในเลบานอนหลังถูกอิสราเอลระเบิดถล่มอย่างหนัก

อย่างที่เรารู้กันว่าชนวนของสงครามครั้งนี้เกิดจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จับตัวทหารอิสราเอลสองคนไป พร้อมกับสังหารทหารอีกแปดคน และอิสราเอลจึงดำเนินการตอบโต้โดยทิ้งระเบิดโจมตีใส่เลบานอน และสิ่งที่ประเทศอาหรับบอกกับเราก็คือ อิสราเอลเริ่มต้นก่อนที่จะมีการกระทำเหล่านี้เสียอีก

ความสูญเสียจากการถูกถล่มอย่างหนัก ถึงปลายเดือนกรกฏาคมนั้น อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับสาธารณูปโภคทั้งหลายที่ถูกทำลายไป (รวมสนามบินทั้งสามแห่ง และท่าเรือสี่แห่งที่มี) 1 ล้านล้านเหรียญสำหรับส่วนของประชาชนและธุรกิจ (รวมถึงปั๊มน้ำมันกว่า 22 แห่ง สถานีเชื้อเพลิง ทางหลวง ฯลฯ) 180 ล้านเหรียญสำหรับส่วนโรงงานและอุตสาหกรรม

ส่วนการสูญเสียชีวิตนั้น กว่า 90 % ที่ถูกโจมตีเป็นพลเรือน ซึ่งก็มีมากกว่าหนึ่งพันคน และต้องลี้ภัยกว่า 3.8 ล้านคน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อิสราเอลวางแผนจะโจมตีพลเรือนและเหล่าสาธารณูปโภคทั้งหลายเพื่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาให้คนเกลียดชังและหันมาต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่หากผลที่ได้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะกลายเป็นว่า แม้แต่กลุ่มคนที่ไม่เคยสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ก็กลับมองว่าฮิซบอลเลาะห์เป็นผู้ที่ปกป้องตัวเองจากการรุกรานของอิสราเอล และฮัสซัน นัสรัลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มก็ได้รับเสียงสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและนอกประเทศ

ส่วนในประเทศ เสียงสนับสนุนนี้ก็มีผลไปถึงส่วนอื่น ๆ ของเลบานอน อย่างชาวดรูซ และคริสเตียนด้วย โดยเฉพาะหลังจากที่อิสราเอลขยายขอบเขตการโจมตีไปสู่พื้นที่ส่วนของชาวคริสเตียน อันอาจจะมีผลสำคัญทำให้ศูนย์อำนาจที่เคยต่อสู้และกระจัดกระจายกันมารวมเป็นปึกแผ่นภายใต้ฮัสซัน นัสรัลเลาะห์

และจากมุมมองของชาวเลบานอน และอาหรับเอง คำว่ากลุ่มผู้ก่อร้าย ก็ไม่ได้หมายถึงฮิซบอลเลาะห์ เพราะสำหรับคนในตอนใต้ของเลบานอน กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ดูแลประชาชนตั้งแต่สาธาณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งรวมไปถึงโรงพยาบาล โรงเรียน และสวัสดิการสังคม พร้อม ๆ กับการปกป้องคุ้มครองประชาชนที่ถูกละเลยกลุ่มนี้ และเสียงของกลุ่มก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังการขับไล่กองทัพอิสราเอลออกไปจากประเทศได้ในปี 2000 และเมื่อบวกกับตำแหน่งที่นั่งในรัฐสภาก็ทำให้หมายถึงฮิซบอลเลาะห์เป็นกลุ่มทางการเมืองที่ชอบธรรมและถูกกฎหมาย และดังนั้น การใช้คำว่า ผู้ก่อร้าย สำหรับชาวเลบานอน และอาหรับบางส่วนก็หมายถึงสหรัฐและอิสราเอลไป

ดังที่ Jamail พูดคุยกับนักรบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์คนหนึ่งในเมืองดามัสกัสในซีเรีย และชายผู้นั้นก็เล่าว่า ตอนนี้ครอบครัวและบ้านของเขานั้นไม่เหลืออะไรเลย หลังจากที่ถูกถล่มอย่างหนักจากฝีมือของกองทหารอิสราเอล และสิ่งนี้ก็ไม่ต่างที่เคยเป็นมาทั้งชีวิตจากฝีมือของกองทหารอิสราเอล เมื่ออายุ 11 ปีเขาและน้องชายถูกทหารอิสราเอลจับตัวไปคุมขังอยู่สองปี พี่ชายถูกฆ่าในเงื้อมมือของทหารอิสราเอล และเมื่อเป็นอิสระ ก็ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลในพรมแดนเลบานอนทางใต้มาตลอด ถูกยิงก็หลายครั้ง และพ่อก็ตายไปเมื่อค่ายผู้ลี้ภัยในเบรุตถูกทิ้งระเบิด

และสิ่งนี้ก็ยิ่งน่าสนใจ เมื่อมีผลต่อการเข้าร่วมกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ เพราะเขาบอกว่า เพราะตอนนี้ทุกอย่างในชีวิตถูกทำลายไปหมดแล้ว เขาถึงต่อสู้ และถึงจะต้องตายก็ได้กลับไปหาพระเจ้าอย่างสมเกียรติ เพราะสู้อย่างกล้าหาญ ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกฆ่าเหมือนแกะ

("Everything in my life is destroyed now, so I will fight them. I am a Shaheed [martyr] … What are we left with? …. I know I will die fighting them, then I will go to my God. But I will go to my god fighting like a lion. I will not be slaughtered like a lamb.")

หรืออย่างชายชราที่ค่ายผู้ลี้ภัยที่ตะโกนขึ้นสาปแช่งอิสราเอล และเชื่อให้ฮิซบอลเลาะห์เป็นคนจัดการแทน

"The Israelis are attacking and killing everything which moves! It's total destruction! They just shredded our city! Everyone is now with Hezbollah! Even Jesus is with Hezbollah! Insha'Allah [God willing], Hezbollah will smash the Israelis and kick them from Lebanon once and for all!"
(แปลแล้วไม่สวย ขอยกมาเลยก็แล้วกัน)

---
อืม จริง ๆ เรียบเรียงได้ไม่ถูกใจเท่าไหร่คราวนี้ รู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ ไปมากโข แต่อย่างไรก็ตาม ที่ยกมาเขียนก็เพราะสาใจที่แผนการร้ายของอิสราเอลล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง จริงอยู่ที่ความเสียหายของเลบานอนเหนือกว่าที่อิสราเอลประสบอยู่มากนัก แต่อิสราเอลซึ่งมีกำลังเหนือกว่าไม่ได้คิดถึงการต่อสู้ของผู้มีกำลังด้อยกว่าเลย ในสภาวะนั้น คนที่จนตรอกสามารถทำได้ทุกอย่าง และจะไม่มีวันยอมแพ้เสียด้วย การสู้ด้วยความเกลียดชังนั้นก็รังแต่จะทำให้เชื้อแห่งความเกลียดชังนั้นรุนแรงลุกลามยิ่งขึ้น ซึ่งในตอนนี้ความเกลียดชังต่ออิสราเอล นอกจากจะทำให้กลุ่มคนที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ขยายจำนวนออกไปเป็นวงกว้าง ก็ทำให้การรวมศูนย์อำนาจเดิมของเลบานอนก็เปลี่ยนแปลงมาสู่ฮิซบอลเลาะห์อีกต่างหาก (ทั้ง ๆ ที่เลบานอนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ขนาดนี้!)

อ่านแล้วสาใจ ถูกใจจนถึงขนาดตอนที่อ่านจบอยากทำเสื้อยืดสกรีนออกมาว่า Dear Barak,Thanks for Air bombings. We are now united than ever. Love, Nasrallah. จริง ๆ

อย่างไรก็ดี คำว่า freedom fighter หรือ terrorist มันก็ขึ้นอยู่กับว่ามองมุมใครจริง ๆ อย่างที่พูดถึงบทบาทการเป็นผู้คุ้มครองของฮิซบอลเลาะห์แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับของกลุ่มฮามาสเลย อย่างที่เคยดู bbc และบอกว่ากลุ่มฮามาสนั้นจริง ๆ ดูเรื่องสวัสดิการสังคม ดูเรื่องการศึกษาเด็ก และอื่น ๆ อีกมากมายเกินจะกล่าว เป็นผู้ให้อย่างเหลือหลายในสังคม และก็มีคนให้สัมภาษณ์เลยว่า ยังไง ๆ ก็จะเลือก เพราะกลุ่มฮามาสใส่ใจดูแลตัวเองและครอบครัวมาโดยตลอด แต่ถ้ามองจากมุมมองตะวันตก คนกลุ่มนี้ก็เป็นได้แค่กลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง เป็นมุสลิมที่จ้องแค่จะเล่นงานอิสราเอลและทำร้ายทำลายชาติตะวันออก

ก็แล้วแต่จะมองตามมุมมองของใคร เพราะทุกคนก็ย่อมมองว่าความคิดเห็นและจุดยืนของตัวเองถูกต้องที่สุดทั้งนั้น และเมื่อเรามองแค่มุมของเรา คนอื่นก็เป็นฝ่ายผิดและไม่ถูกต้องไปทั้งสิ้น และที่น่าเศร้าก็คือ เราไม่มีการให้ใจมองเข้าหากัน เรียนรู้ที่จะอยู่กันได้เสียด้วย ตัวของแต่ละฝ่ายใหญ่เกินไปที่จะรับฟังและเลือกที่จะหัดเห็นหัดมองตามมุมมองของคนอื่นดู และการใช้ความเกลียดต่อสู้กับความเกลียดก็เหมือนสาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิงนั่นแหละ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรชึ้นต่อไป ถ้าไม่ใช่ใจดูกัน เข้าใจกัน

แต่งอะไรไว้ตอนที่อ่านเรื่องการปกครองอิรักของอเมริกา แต่ขอยกมาที่นี่อีกครั้งก็แล้ว
.......................
เห็นไหม
เปลวไฟกำลังลุกโชติช่วง
และพวกเขาพยายามดับไฟ
โดยก่อกองไฟที่ใหญ่กว่าเดิม

ไฟกองนั้น
ลุกไหม้ด้วยด้วยความเกลียดชัง
โหมแรงด้วยความไม่เข้าใจ
เผาไหม้ร้อนแรง กระจายตัว

สายน้ำนั้น
ดับไฟได้ด้วยความสงบเย็น
หากเพราะเขาไม่เข้าใจไฟ
และยิ่งไม่สนใจสายน้ำเย็น

เวลานี้
กองไฟกำลังลุกโชติแรง
เผาไหม้เขาให้เร้าร้อน
แผดเผาอยู่ทั่วใจรอบตัว

จนกว่าจะถึงเวลา
จนกว่าจะเป็นเวลา
ที่กองไฟจะเป็นแสงไฟ
ให้ความสว่างและนำทาง

กองไฟคงได้ใช้ถูกทาง
เปลวไฟคงได้ใช้เป็นทาง

……………

อื่น ๆ
ประวัติของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จากเวบผู้จัดการ

บทความของอาจารย์จรัญ มะลูลีม เกี่ยวกับวิกฤตเลบานอน
ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

[book review] The Forgotten Beasts of Eld

วันก่อน ไปคิโนะอย่างอารมณ์เสียมาก ๆ ก็เลยเริ่มต้นขอดำดิ่งไปสู่มุม fantasy เลยก็แล้วกัน แล้วก็ได้หนังสือที่เข้ารอบมาหนึ่งตั้งใหญ่ ในนั้น ก็มี The Forgotten Beasts of Eld ด้วยเนี่ยแหละ และหลังจากที่เริ่มอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก และอ่านไปได้ 60 กว่าหน้า ก็ตัดสินใจเลยว่า เป็นตายอย่างไรก็ต้องซื้อ (ซึ่งก็ไม่ดีเลย เพราะว่าหลังจากวางเล่นนี้ไว้บนชั้น เพื่อหาหนังสืออื่น ๆ ที่ถูกใจ ก็เกิดระแวงประสาทขึ้นมาว่า ใครจะมาหยิบหนังสือฉันไปไหมเนี่ย ทั้ง ๆ ที่คนอ่านแฟนตาซีไม่เหมือนเหมือนอ่านแพรวรายสัปดาห์ หรือไทยรัฐแท้ ๆ ไม่มีทางมาตบตีแย่งหนังสือกับแน่นอน) พอได้หนังสือถูกใจก็เลยอารมณ์ดีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่า หลัง ๆ ซื้ออะไรก็ถูกใจหมดตั้งแต่ Decoy Princess มา

อย่างไรก็ตาม The Forgotten Beasts of Eld พิมพ์มาก็หลายครั้ง ชอบปกอันนี้ น้อยที่สุดเลย TT



The Forgotten Beasts of Eld
By Patricia A. McKillip


ชนิด : Classic fantasy/ Young Adult
สำนักพิมพ์ : Magic Carpet Books (July 22, 1996)
จำนวนหน้า : 352 หน้า

เรื่องเริ่มต้นที่ Myk ลูกชายของพ่อมดได้ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อสร้างโลกส่วนตัว และเรียกสัตว์ต่าง ๆ ในตำนานที่ถูกลืมให้มาเป็นบริวารของตน และเมื่อเวลาผ่านไปก็ถึงรุ่นของ Sybel ผู้เป็นหลานสาวซึ่งรับช่วงการใช้ชีวิตเช่นนี้มา

Sybel มีความสุขอยู่กับการดูแลฝูงสัตว์ทรงอำนาจทั้งหลาย และการแสวงหาความรู้แปลก ๆ ที่ถูกหลงลืมไปในแต่ละวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง Coren อัศวินหนุ่มก็ได้เดินทางมาหาเธอและขอให้รับเด็กทารกซึ่งเป็นหลานของตัวเองไว้เลี้ยงดู เพื่อปกป้องเด็กไว้ เมื่อเวลาผ่านไป Sybel ผู้ไม่เคยผูกพันกับใคร และไม่เคยรักใครก็ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะรักเด็กทารกที่ตัวเองดูแล จนกระทั่งเด็กชายเติบโต และต้องการที่จะกลับไปพ่อของตัวเอง

แต่เพราะพระราชาหรือพ่อของเด็กชายที่เธอดูแล ได้พบ Sybel และถูกใจกับความงดงาม และที่สำคัญ อำนาจที่เธอมี จนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมาครองครอง ก็ทำให้ Sybel ได้เรียนรู้รสชาติของความเกลียดชัง หลังจากที่ได้เรียนรู้ที่จะรักเมื่อได้ดูแลเลี้ยงดูเด็กทารกของเธอมาตลอด และนั่นก็นำไปสู่บทเรียนที่สาม – ความแค้น – ซึ่งหมายความว่า เธออยู่อย่างปราศจากอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ไม่ได้อีกต่อไป

-----------
หลังจากที่อ่านแล้ว The Forgotten Beasts of Eld ถือว่าเป็น Classic fantasy อีกเล่มหนึ่งเลย ไม่ใช่เพราะว่าถูกเขียนและตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1974 หากแต่เพราะการใช้ภาษาและการพรรณนาที่สละสลวยเห็นภาพ ขณะเดียวกัน ก็เหลือที่ว่างให้ผู้อ่านใช้จินตนาการของตัวเองต่อไปได้ การใช้ภาษาของ McKillip ไม่ใช่การใช้คำหนึ่งคำเพื่อบรรยาย แต่เป็นการใช้ประโยคทั้งประโยคเพื่อพรรณนา ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่อง จึงไม่น่าแปลกอะไรสำหรับผู้ที่หลงรักตัวอักษร ที่จะหลงรัก The Forgotten Beasts of Eld ต่อไปได้ อย่างที่ The New York Times ได้วิจารณ์หนังสือเรื่องนี้ไว้ว่า “Rich and Regal.” และอย่างที่ตัวหนังสือเองได้รางวัล World Fantasy Award ในปี 1975 อันเป็นปีแรกที่มีรางวัลนี้ขึ้นมา

สำหรับตัวเนื้อเรื่อง ก็ไม่ใช่เป็นการพูดถึงการปราบทำลายล้างความชั่ว อย่างที่หนังสือแฟนตาซีส่วนใหญ่เป็น หากแต่เป็นการเติบโตของตัวละครหลัก นั่นก็คือ เมื่อเริ่มต้น Sybel ผู้เติบโตมากับสัตว์ทรงอำนาจทั้งหลายไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์เลย เธออยู่ตัวเองตามลำพัง ไม่รักใคร ไม่สนใจใคร อย่างที่ Coren เคยเรียกเธอว่าราชินีน้ำแข็งและผู้หญิงเลือดเย็น แต่เพราะเด็กที่เธอเลี้ยงดู ก็ทำให้เธอเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมา ที่จะเรียนรู้ที่จะรักและผูกพัน และต่อมา เพราะอำนาจและพลังพิเศษของเธอ ก็ทำให้เธอถูกบังคับให้เลือกฝ่ายที่จะอยู่ และถูกดึงลงในไปวังวนของความรู้สึกอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเกลียดชังและความคิดแค้นมากขึ้น และเมื่อเธอเติบโตที่จะรู้สึกอำนาจชั่วร้ายของความรู้สึกด้านลบ ก็หมายถึงว่า เธอต้องเติบโตต่อไปที่จะเรียนรู้ที่จะลืมเลือนและให้อภัยก่อนที่ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นจะกลับมาทำลายตัวเองเธอเอง

เหมือนดังที่ Coren ผู้หลงรัก Sybel ได้รู้จักและหลงรักเธอมากพอจนทำให้เขาลืมความขมขื่นจากการคิดแค้นและสงครามไปได้ Sybel ก็ต้องเรียนรู้ที่จะให้น้ำหนักกับความรักและความงดงามของชีวิตอย่างที่เคยเป็นให้ได้

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การใช้ภาษาและเนื้อเรื่องที่เปิดให้มีการตีความ และการขบคิดทำความเข้าใจตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัตว์ตัวหนึ่งเป็นหมีรู้มาก ซึ่งมักจะพูดเล่าตำนานเก่าเพื่อเป็นปริศนาให้คิดตลอดเวลา อย่างที่บอกนายของตัวว่า
"The giant Grof was hit in one eye by a stone, and that eye turned inward so that it looked into his mind, and he died of what he saw there." (หน้า 294)
ซึ่งเป็นการเตือนเป็นนัยให้ระวังความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่อาจจะทำลายแม้กระทั่งตัวเองขึ้นมา

หรืออย่างตอนที่ Coren ขอร้องให้ Sybel คิดถึงและเรียกหาเขาเมื่อต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ขึ้นมา
“Then if you ever have anything to fear from any man who comes here, will you call me? I will come. Whatever I am doing will remain undone, and I will come to you. Will you?”

“But why? You know I will do nothing for you. Why would you ride all the way from Sirle to help me? …. But I probably will not. Anyway, if I want you, I can call you, and you will come without choice.”

“I choose to come. It makes differences.” (หน้า 63-64)

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Sybel ทำให้เกิดคิดถึงความหมายของคำว่า Coming of Age ขึ้นมาตลอดเวลาที่อ่าน เพราะว่า เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะรักเด็กทารกของเธอ เธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยคนที่รักไปให้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ แม้จะต้องเจ็บปวดกับการสูญเสีย และการอยู่คนเดียว และเมื่อได้รู้จักความเกลียดและคิดแค้นทำลายก็ทำให้ราชินีนำแข็งผู้อยู่ในโลกของความบริสุทธิ์งดงามถูกดึงลงมาสู่อารมณ์ด้านต่ำอย่างมนุษย์ ถูกครอบงำด้วยความคิดด้านลบจนความรู้สึกและตัวตนเดิมของเธอเปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่การเติบโตครั้งสุดท้าย (ที่ถูกพูดถึงในหนังสือ – อันมิใช่การเติบโตครั้งสุดท้ายของเธอจริง ๆ) จะทำให้เธอตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินที่ควรเป็น ชั่วชีวิตของคนเราจะมี Coming of Age ในความหมายที่แปลว่า การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้กี่ครั้งหนอ?

ในแง่นี้ ถ้าดูจากกรณีของ Sybel เราก็จะพบได้ว่า เราจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการเติบโต และก้าวไปข้างหน้าตลอดไป เพราะการเปลี่ยนแปลงก็คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไปเรื่อย ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ตราบใดก็ตามที่เรายังมีชีวิตอยู่

โดยทั่วไปถือว่า พอใจกับหนังสือเล่มนี้เลย โดยเฉพาะกับขนาดของตัวอักษรและการเว้นบรรทัดที่กว้างถูกใจทำให้ยิ่งอ่านง่าย ไม่ปวดตา แต่ก็สงสัยว่า คงจะต้องหยิบมาอ่านซ้ำใหม่อีกเร็ววัน เพราะการใช้ภาษาที่งดงาม และการตีความที่มีคนบอกว่า ทุกครั้งที่หยิบมาอ่านก็ทำให้ได้ประเด็นคิดและตีความใหม่ขึ้นมา
-----------

* ทั้งนี้ การเขียนถึงหนังสือเล่มนี้อาจทำไม่ได้ดีมากนัก เพราะอย่างที่เขียนไปเบื้องต้นว่า ความงามอย่างหนึ่งของ The Forgotten Beasts of Eld ก็คือการตีความตามจินตนาการของผู้อ่าน ก็หมายถึงว่าเป็นการมองแค่ด้านมุมเดียว ซึ่งผู้อ่านอื่นอาจจะไม่ได้เห็นตาม และเพราะเนื้อหาของตัวหนังสือเอง มีมากกว่าจะจับประเด็นออกมาเขียนถึงให้ได้ครบถ้วน จึงทำให้การเขียนวิจารณ์ The Forgotten Beasts of Eld ไม่สมบูรณ์
-----------

16/08/06
The Forgotten Beasts -เหล่าสัตว์ที่ถูกหลงลืม- ถ้าคิดในแง่ลึกซึ้ง ไม่แน่ใจว่าหมายรวมถึง Sybel ด้วยได้ไหม เพราะว่า ถ้าเธอเลือกที่จะอยู่คนเดียว กับสัตว์ของเธอ เธอก็อาจจะหลงลืมอารมณ์ความรู้สึกอย่างเช่นมนุษย์ และในทางกลับกัน ทำให้ผู้คนสังคมภายนอกหลงลืมเธอไปด้วยก็ได้ ถูกตัดขาดและมีตัวตนสูญสลายจากสังคมไป

อีกทั้งการคลุกคลีอยู่กับฝูงสัตว์ของเธอ ก็อาจจะทำให้เธอเป็นอีกหนึ่งในบรรดาเหล่านั้นไป กลายเป็น "สัตว์ที่ถูกหลงลืม"ก็ไม่แน่ใจว่าจะสื่อแบบนี้ได้หรือไม่ อย่างที่บอกว่า หนังสือเล่มนี้เปิดให้ตีความเองมาก ๆ ตามใจ และอย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่า การอ่านทุกครั้งก็จะเห็นใจความใหม่ ๆ ที่ถูกซ่อนจากผู้แต่งไว้ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจทุกครั้ง

Saturday, August 12, 2006

ความหมายอย่างหนึ่งของชื่อ

เพิ่งค้นเจอสมุดบันทึกเก่า ๆ แล้วก็เมื่อมานั่งพิจารณาดูก็ค้นพบความจริงประการหนึ่ง หรือว่าค้นพบมานานแล้วแต่ลืม หรือจางไปจากสมองนานแล้วก็ได้ นั่นก็คือ มิ้งเป็นพวกที่ชอบตั้งชื่อแปลก ๆ ให้เพื่อน หรือคนรู้จักชอบพอกันมากทีเดียว ซึ่งก็หมายความว่า ใครก็ตามที่มิ้งสนิทสนมชอบพอ อย่าหวังเลยว่า จะได้มีชื่อเล่นชื่อเรียกอย่างที่เคยเป็นมาตลอด เพื่อนสมัยมหาลัยมิ้งถูกเรียกด้วยชื่อชนิดของสัตว์แปลก ๆ ไปจนถึงชื่อแปลก ๆ และที่ทำงานที่มิ้งสนิทด้วยก็เหมือนกัน ซึ่งไม่ต้องอะไรเลย คนในครอบครัวก็มีชื่อ หรือแม้กระทั่งสมญานามแปลก ๆ เช่นเดียวกัน สำหรับมิ้งเอง ก็ใช่ว่าจะชื่อมิ้งได้เฉย ๆ แต่กลายเป็นแกะ เป็นแมว เป็นแม่มด หรือว่าอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

หลายคนอาจจะยังเรียกมิ้งด้วยชื่อของมิ้งอยู่ และก็สงสัยที่มิ้งอาจจะเรียกคนเหล่านั้นด้วยชื่อแปลก ๆ หรือมิ้งเอง ก็อาจเรียกตัวเองด้วยชื่อแปลก ๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับชื่อในทะเบียนบ้าน ชื่อเล่น ชื่อจริงแต่อย่างไร แล้วเรื่องอย่างนี้ ชื่อแบบนี้มันสำคัญอย่างไรน่ะหรือ นั่นก็เพราะชื่อที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แบบนี้ไม่ใช่ชื่อที่มีไว้เพื่อเรียกเฉย ๆ น่ะสิ แต่มีความหมายที่สำคัญยิ่งอีกอย่างในฐานะรูปแบบของความสัมพันธ์ต่างหาก

ฟังดูไม่น่าเข้าใจใช่ไหม? นั่นก็เพราะเมื่อเราคบหากับใครสักคน ความสัมพันธ์ที่มีต่อคน ๆ นั้นก็แตกต่างไปจากความหมายที่เรามีต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และชื่อนั้นก็เป็นทั้งบทสรุปย่อ และสัญลักษณ์มิตรภาพที่มีต่อคน ๆ หนึ่งนั่นเอง อย่างเช่น ร้านอาหารแถวบ้านที่เรียกบ้านเราว่า "ครอบครัวน่ารัก" ถ้าคนอื่นที่อยู่นอกครอบครัวหรือไม่ใช่คนในร้านอาหารนั้นมาฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นพวกเราหรือคนในร้าน เมื่อได้ฟัง ก็จะนึกถึงเวลาที่เราได้อยู่ในร้านนั้น คิดถึงตอนทานอาหาร ตอนที่พูดคุยกับเจ้าของร้าน กับเด็กในร้านและอื่น ๆ อีกมากมาย หรือ เพราะมิ้งใช้ชื่อในอินเตอร์เนทว่าหมาเลี้ยงแกะ ก็จะมีคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่มิ้งไปอ่านงานเขียนของเขา รู้จักมิ้งในนามหมาเลี้ยงแกะ ก่อนที่จะเหลือเพียง "แกะ" ในเวลาต่อมา และเพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยอมให้มิ้งอาละวาด ที่แปลว่าเล่นสนุกสนานตามใจได้อย่างเต็มที่ เวลาที่มิ้งแทนตัวเองว่าชื่อแกะ มิ้งก็จะคิดถึงเวลาที่มิ้งเล่นสนุกสนานร่าเริงสบายใจ โดยที่มีคนที่รู้จักมิ้งยอมรับและอนุญาตให้มิ้งเป็นอย่างที่มิ้งเป็นได้อย่างเต็มที่ และสำหรับคนกลุ่มนี้เอง การเรียกมิ้งว่า มิ้ง และเรียกมิ้งว่าแกะก็มีความหมายแตกต่างกันอยู่ในเชิง

มิ้งอาจจะกลายเป็นแกะ เป็นแพะ เป็นแมว เป็นหมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชื่อของสัตว์ต่าง ๆ ที่มิ้งเป็นจะมีความหมายตามนั่นแค่นั้นจริง ๆ หากแต่ทุกชื่อมีเบื้องหลังและที่มาที่ไปแตกต่างกันไป และนั่นเอง นี่ก็เพราะความสัมพันธ์และมิตรภาพทำให้ชื่อมีความหมาย และในขณะเดียวกัน ชื่อก็กลายเป็นตัวสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์และมิตรภาพนั้นขึ้นมา

Thursday, August 10, 2006

daughters

ฉันรู้จักหญิงสาวที่แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตของฉัน
แต่เธอก็เหมือนเขาวงกตที่มีกำแพงกั้นอยู่รอบตัว
ฉันพยายามทำทุกอย่าง พยายามทำทุกทาง
แต่ก็ไม่มีอะไรที่ฉันทำได้เลย
......


ในบรรดานักร้องทั้งหลาย John Mayor ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะเสนอมุมมองและข้อคิดดี ๆ ผ่านบทเพลงเสมอ อัลบั้ม Room For Squares (2001)อย่าง My Stupid Mouth ที่เล่าเรื่องราวของผู้ชายที่พาหญิงสาวที่ชอบออกไปเที่ยวด้วย และลงท้ายด้วยการทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจและเหินห่างออกไป แทนที่จะได้ใจของเธอมาแทน .. เพียงเพราะไม่ระวังคำพูด

ใน Heavier Things (2003) ก็เช่นกัน John Mayor กลับมาด้วยเพลงที่ให้คิดตามอีกเช่นเคย และก็ดูเหมือนว่า Daughters จะบอกให้เราคิดจริงจังมากกว่าที่ผ่านมาเสียอีก .... ฟังดูเผิน ๆ Daughters อาจจะเป็นแค่เพลงรักธรรมดาสักเพลง แต่เมื่อจับใจความให้ลึกลงไปกลับลึกซึ้งออกไป

หากเรารักใครสักคน และความรักนั้นไม่ได้รับการตอบสนองล่ะ
เราคิดว่าเป็นเพราะตัวของเราทำให้เธอเกิดกำแพงกั้นตัวเธอไว้
แต่แล้ว เราก็พบว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย
พ่อของเธอ ครอบครัวของเธอต่างหากที่มีผลกับเธอมาตลอด …

นั่นแหละ John Mayor ก็เลยขอร้องให้เราได้หยุดคิดว่า ลูกสาวเหล่านี้วันหนึ่งจะต้องเติบโต มีครอบครัว แต่งงาน และกลายมาเป็นแม่ของเด็กอีกคนเหมือนกัน แต่ถ้าเธอไม่เคยถูกรัก ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรัก พวกเธอก็จะรักใครไม่เป็น และกลายมาเป็นวัฎจักรปัญหาอยู่เช่นนี้เรื่อยไป

On behalf of every man
Looking out for every girl
You are the god and the weight of her world
the god and the weight of her world


Upload music at Bolt.

Daughters
(by John Mayor)

I know a girl
She puts the color inside of my world
But she's just like a maze
Where all of the walls all continually change
And I've done all I can
To stand on her steps with my heart in my hands
Now I'm starting to see
Maybe it's got nothing to do with me

Fathers, be good to your daughters
Daughters will love like you do
Girls become lovers who turn into mothers
So mothers, be good to your daughters too

Oh, you see that skin?
It's the same she's been standing in
Since the day she saw him walking away
Now she's left
Cleaning up the mess he made

Boys, you can break
You'll find out how much they can take
Boys will be strong
And boys soldier on
But boys would be gone without the warmth from
A womans good, good heart

On behalf of every man
Looking out for every girl
You are the god and the weight of her world

Tuesday, August 08, 2006

Better than Never

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังแล้วก็ฟังตัวละครในเรื่องพูดออกมาประโยคหนึ่ง จำเนื้อประโยคจริง ๆ ไม่ได้ แต่จำได้ถึงใจความของประโยค ที่บอกว่า It’s better than never แล้วก็เลยทำให้ต้องมาคิดตาม

เพราะตัวเอกเป็นนักสังคมสงเคราะห์แล้วแก้เท่าไหร่ พยายามทำเท่าไหร่ ปัญหาก็ไม่หมดไปเสียที จนเธอท้อใจ แล้วก็คิดจะเลิกราไป แต่เพราะวันหยุดที่ได้หนี ก็ทำให้เห็นโลกต่างมุมขึ้นมา ในที่สุด เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถึงเธอจะเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ แต่เธอก็สร้างความแตกต่างในส่วนของเธอได้ และถึงอาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามที แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็เปลี่ยนแปลงโลกของใครหลายคนได้จริง ๆ

ก็เลยคิดถึงอีกประโยคที่เป็นประโยคในใจมิ้ง นั่นก็คือ We can’t save all, just some. เราช่วยทุกคนไม่ได้ ช่วยได้แค่บางคน เราอยากเก็บแมวที่อยู่ข้างถนนต้องหิวโหยมาเลี้ยง แต่ด้วยกำลังทรัพย์และปัจจัยเฉพาะตัวของเรา เราก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้ช่วยเหลืออย่างที่เราจะทำได้ที่สุดลงไปแล้ว

และถ้าทุกคนคิดแบบเดียวกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จากบางส่วนที่ทำได้สำหรับคน ๆ เดียว ก็จะกลายเป็นหลายส่วน กลายเป็นเต็มส่วนเต็มพื้นที่ของสังคมขึ้นมา

… และที่สำคัญ เมื่อก็ได้ลงมือทำลงไปจริง ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเสียใจหรือมาเสียดายทีหลังว่าไม่ได้ทำอะไรลงไปเหมือนที่จะควรจะทำ

และเราจะรู้ว่าไม่มีอะไร ทำแล้วสูญเปล่าจริง ๆ
-------

อย่างที่เคยอ่านในบล็อกคุณ หลังเที่ยงคืน ที่บอกว่า

“....
ถ้าวันใดพบสุนัขเชื่องคน ในที่ที่ไม่ได้แวะเวียนไปสม่ำเสมอ
อย่าไปเล่นกับมัน อย่าไปให้อาหาร อย่าไปลูบหัวลูบหาง
เพราะหลังจากที่เรากลับไปแล้ว มันจะเฝ้าคิดถึง
และจะเฝ้ารอคอย จนกว่าเรากลับไปเล่นด้วยอีกครั้ง

เราไม่รู้ ว่ามันจะรออีกกี่วัน
ส่วนมันก็ไม่รู้ ว่าจะต้องรออีกกี่วัน
……”

แต่ถ้าคิดตามมุมมองมิ้งกลับเป็นว่า

“.... ถ้าเราทุกคนคิดแบบเดียวกัน แล้วทำเท่าที่จะทำได้
โลกนี้ก็คงสวยงามขึ้น
ช่วยกันคนละเล็กละน้อย คนละมือสองมือ
เหมือนกำแพงเก่า ๆ ที่เปลี่ยนเป็นสีสดใสได้
เพราะเราช่วยกันเอาแปรงปัดป้ายสี
เหมือนต้มหม้อซุปแล้วกลายเป็นหม้อใบใหญ่ได้
เพราะทุกคนต่างเอาอาหารที่ตนมีมาใส่
ถึงจะแค่คนละเล็กละน้อย ก็กลายเป็นซุปจำนวนมหาศาล

เปรียบเทียบได้แปลก ๆ ชอบกล แต่อย่างน้อย
ถ้าวันนี้ เล่นกับคุณหมา แล้ววันต่อมาเป็นคนอื่นไปเล่นด้วย
คุณหมาก็คงไม่เหงา เพราะมีคนเข้าไปเล่นด้วย เข้าไปเอาใจใส่ทุกวัน
ถึงจะไม่ใช่คนเดิมก็ตามที

:D :D :D
……”

มิ้งคิดอะไรง่ายไปอีกแล้วไหมหนอ?

Monday, August 07, 2006

อาหารฟิล-ฉัน

หลัง ๆ เจอคนถามว่า ทำกับข้าวได้อย่างไร ฝึกจากแม่หรือเปล่า มาตลอด อืม ก็อาจจะใช่ แต่ทว่า เมื่อมาย้อนนึกดู ที่เริ่มทำอาหารตอนเด็ก ๆ มาจากความจำเป็นแท้ ๆ ช่วงวันหยุดปิดเทอม เด็ก ๆ ร่วมหัวกันเล่นเกมและนอนดึก และคนที่จะทำกับข้าวให้กิน ก็หลับไปเสียแล้ว สมัยนั้น เซเว่นก็ไม่มีเสียด้วย และดังนั้น มิ้งซึ่งเป็นคนเดียวที่โตพอที่จะทำกับข้าว (ไม่นับคนที่มีหน้าที่เล่นเกม) จึงกลายเป็นคนทำอาหารไป

เมนูแรก ๆ เหมือนจะเป็น “ซุปมะกะโรนี” กระมัง ทำง่าย ๆ เอามะกะโรนีซองแบบที่มีก้อนคนอร์มาให้นั่นแหละทำ ไม่ต้องทำอะไรมาก เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟใส่ก้อนคนอร์ ใส่มะกะโรนี หั่นหัวหอม มะเขือเทศ แครอท ไปจนถึงแฮมใส่ ก็เป็นอันใช้ได้ ง่าย และเร็ว แถมยังอร่อย ลื่นคอ

ถัดมา อืม “ข้าวผัดซอส” เลย เอาข้าวมาผัดเนย ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซีอิ้วขาว ซอสไก่งวง แล้วก็ใส่แฮม หรือเบคอนหั่นชิ้นเล็ก ๆ กับแครอทลงไป แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มออกมาได้เรื่อย ๆ มี “ก๋วยเตี๋ยวไก่” ที่เริ่มซับซ้อนมากขึ้นด้วยการใช้รากผักชีทุบ กระเทียม พริกไทย และหอมใหญ่มาเป็นน้ำซุป ใส่เนื้อไก่ แล้วก็ลวกเส้นรอระหว่างต้มน้ำซุป ซึ่งก็แตกไลน์มาเป็น “ต้มแซ่บเจ๊มิ้ง” หรือ “วุ้นเส้นต้มยำไก่” ที่ต้องใช้น้ำพริกเผาพันท้ายนรสิงห์เพียงอย่างเดียว ก่อนแล้วก็บีบมะนาวจัด ๆ ลงไป
“หมูสับผัดมะเขือเทศ” ก็ทำบ่อย ก็ชอบทั้งหมูสับ ทั้งมะเขือเทศจนต้องเอามารวมกันนั่นแหละ ทำง่าย ๆ ผัดกระเทียมก่อน แล้วก็เอาหมูสับไปผัดกับซีอิ้วพริกไทย พอใกล้จะสุกก็ใส่มะเขือเทศหั่นเป็นแว่น ๆ ลงไป อร่อยตอนร้อน ๆ อีกเหมือนกัน

นอกจากนี้ ก็มี “ซุปหัวหอม” ที่ฟินน์บอกว่าอร่อยที่สุด เท่าที่เคยกินมากระมัง ไอ้นี่ก็ง่ายขาดใจอีกเหมือนกัน เอาหอมที่หั่นละลายเนยในไมโครเวฟ แล้วก็อุ่นต่อจนหอมสุกเป็นสีใส แล้วก็ใส่น้ำใส่นม อุ่นอีกนิดก่อนจะเอาขนมปังกับชีสโปะหน้าแล้วอบต่อ ซุปอีกชาติหนึ่ง ก็ “มิโซะซุป” เนี่ยแหละ ตั้งน้ำละลายมิโซะลงไป หั่นเต้าหู้ หั่นต้นหอมลงไปก็เป็นอันเสร็จ

เหมือนจะมีอีก แต่ที่ทำบ่อย ๆ ก็คงจะเป็นอย่างนี้เท่านั้นกระมัง (หรือจะเพราะนึกออกเท่านี้ก็ไม่แน่ใจ) แต่ที่แน่ ๆ ถึงปัจจุบันก็พูดได้เลยว่า ทำอาหารตามของที่มีอยู่ในตู้ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าทำตามมีตามเกิดจริง ๆ เพราะฉะนั้น จะทำอาหารเป็นแบบฟิล-ฉัน (ที่ไม่ได้แปลว่า ฟิวชั่น (fusion)) และขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำอาหารแบบดั้งเดิมใด ๆ เสียด้วย ดังเช่น ข้าวผัดซอสวันนี้จะใส่ถั่วลันเตาแทนที่จะเป็นแครอท ใส่ไส้กรอกแทนเบคอน เพราะว่าในตู้เย็นวันนี้มีแบบนั้น และจะไม่ใส่ซอสพริก เพราะว่าเพิ่งหมดก็ได้ หรือว่า วันนี้อบไก่จะใส่ฟักทองลงไปด้วย เพราะมาเพิ่งได้ฟักทองมา ซึ่งแปลว่าได้ จะให้ทำใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะว่าขึ้นกับวัสดุ-วัตถุดิบวันนั้นมากกว่าจะพึ่งสูตรใด ๆ

นอกจากนั้น รสชาติก็จะไม่เป็นอะไรเลย นอกจากรสชาติแบบ “นังมิ้ง” ซึ่งจากปากคำของผู้เสียหายก็คงจะจำกัดความได้ว่า เป็นรสชาติแบบนังมิ้งจริง ๆ นอกจากจะเข้มไปด้วยพริกไทยเป็นหลักแล้ว ก็ยังจะมีรสจัดจ้านอีกต่างหาก และอีกประการ ฟินน์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหายหลักที่อยู่กีบฝีมือทำอาหารกับมิ้งมานานก็ยังบอกอีกว่า ถ้าใช้หอมใหญ่มาทำน้ำซุป มีแครอท มีมะเขือเทศก็เป็นพี่มิ้งแน่ ๆ อีก

คราวหน้าคงจะได้มาพูดเรื่องอาหารต่อ เรายังไม่ได้ไปถึง “ข้าวต้มลุยไฟ” และอื่น ๆ เลย

Wednesday, August 02, 2006

Ready for anything?

เดือนกรกฎาที่ผ่านมา มีเรื่องทั้งหมดสี่-สิบ-ห้าเรื่อง ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มี blogspot มา และนอกจากจะมีเรื่องใหม่ ๆ เกือบทุกวันแล้ว บางวันก็โพสต์ลงไปมากกว่าหนึ่งหรือสองครั้งเสียอีก

ไหน ๆ ก็โพสต์ไปเยอะ ก็เลยนึกถึงคุณค่าของการกระทำขึ้นมา (จากตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่เขียน ไม่โพสต์ก็ไม่มีเรื่องถูกโพสต์มากมายเท่านี้เป็นแน่) แล้วก็เป็นที่มาของคำลาตินซึ่งมีความหมาย/ แสดงให้เห็น “คุณค่าของการกระทำ” ในวันนี้!

Acta non verba -- Action not words
Agenda -- Things to be done
Audere est facere -- To dare is to do.
Aude sapere -- Dare to know
Age. Fac ut gaudeam -- Go ahead. Make my day!
Aut viam inveniam aut faciam -- I will either find a way or make one.
Aut vincere aut mori -- Either conquer or die.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันนี้ซึ่งมิ้งชอบมาก Animis opibusque parati -- Prepared in minds and resources (ready for anything)

พยายามทำคิด แล้วก็ทำให้ได้ก็แล้วกัน!

Monday, July 31, 2006

Puff the magic dragon

ได้ลงไปอ่านเรื่อง มังกรตัวโต ที่เคยเขียนไว้ตอนต้นกรกฎาด้วยความขบขันที่มีคนบอกว่า เนื้อหานั้นบอกชัดว่ามิ้งตกหลุมรัก จริง ๆ แล้วตอนที่แต่งไม่ได้คิดอะไร หากจะมีก็เพียงแต่จิตใต้สำนึกที่มีต่อสัตว์เหนือธรรมชาติที่มิ้งโปรดปรานอย่าง มังกรกระมัง

แล้วพอคิดถึงเรื่องของ มังกร ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเพลง Puff the magic dragon ของ Peter, Paul and Mary ขึ้นมาไม่ได้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมานาน แต่ว่าฟังไม่เคยได้เลย เพราะว่าฟังแล้วก็จะน้ำตาร่วงสงสารมังกรทุกที ชนิดที่ว่า พอได้ยินปุ๊บก็ต้องรีบเปลี่ยนช่องเปลี่ยนคลื่นหนี

Puff the magic dragon
(Peter, Paul and Mary, 1962)

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Little Jackie Paper loved that rascal Puff,
And brought him strings and sealing wax and other fancy stuff.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

Together they would travel on a boat with billowed sail
Jackie kept a lookout perched on Puff 's gigantic tail,
Noble kings and princes would bow whenever they came,
Pirate ships would lower their flag when Puff roared out his name

Oh Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

A dragon lives forever but not so little boys
Painted wings and giant rings make way for other toys.
One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee

จากเนื้อเพลง ฟังกี่ครั้งก็น้ำตาตกสงสาร Puff โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนที่มีอยู่เพียงคนเดียวอย่าง Jackie การตระเวนไปที่ไหน ๆ ก็ตามกลายเป็นความทรงจำที่โศกเศร้าเมื่อนึกถึงครั้งที่มี Jack อยู่ด้วย จะเป็นอย่างไรเมื่อชีวิตที่ถูกเติมเต็มจาก Jack กลับต้องมาว่างเปล่าไม่สมบูรณ์อีกครั้ง และถ้าจะมีใครสักคนมาอยู่ด้วยใหม่ คน ๆ นั้นก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกับมังกร Puff ได้ตลอดไป

ยิ่งถ้าเปรียบชั่วระยะเวลาชีวิตของมังกรกับมนุษย์ด้วยแล้วละก็ การที่มีใครสักคนก็อาจจะนานแค่ช่วงเวลาหายใจหรือกระพริบตาก็ได้ด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีใครมาอยู่แทนที่ Jack ได้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีก ดังนั้น ถ้าจะต้องสูญเสียหลาย ๆ ครั้ง ก็อาจจะกลายเป็นการเลือกที่จะอยู่กับตัวเองคนเดียวก็ได้ จะได้ไม่ต้องเจอความสูญเสียเจ็บปวดเช่นนั้นอีก

One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.
…………
His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

ถึงขั้นหมดความกระตือรือร้นหมดแรงจูงใจ สูญสิ้นความยินดีกับชีวิตไปเลย

แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป สักวัน Puff ก็จะสามารถลุกขึ้นมาคำราม make fearless roar ได้ใหม่ และเกล็ดของมังกรก็คงต้องสุกสว่าง เป็นสีเขียวกว่าที่เคย Puff ต้องมีชีวิตอยู่ และใช้ชีวิตแทนส่วนของ Jack ด้วยนี่นะ
----

อย่างไรก็ตาม กลับมาพูดถึงเรื่องต้นกำเนิดของเพลงเสียหน่อย เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น โดย Leonard Lipton นักศึกษา คอร์เนล ในปี 1959 จากแรงบันดาลใจจากบทโคลง "Really-O Truly-O Dragon" เพื่อเล่าถึง การสูญเสียความเป็นเด็ก และก้าวสู่โลกของการเป็นผู้ใหญ่ โดยใช้มังกรมาเป็นสัญลักษณ์ ก่อนที่ Peter Yarrow จะเอามาใส่ทำนองและแก้ไข ซึ่งพอ Peter มารวมตัวกับ Mary Travers และ Paul Stookey เพลงนี้ก็ขึ้นสู่อันดับสองใน Billboard ปี 1963 ขึ้นมา

ฟังมานาน แล้วก็น้ำตารินมาตั้งนาน แต่พอเปลี่ยนการตีความไปสู่การใช้มังกรเป็นสัญลักษณ์ก็ เลยต้องย้อนกลับไปดูเนื้อเพลงเพื่อที่จะขบคิดตามอย่างพินิจพิเคราะห์อีกรอบ และคราวนี้ นอกจาก จะ ยิ่งทำให้เพลง Puff ของมิ้งยิ่งเศร้ายิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

ใครกันหนอที่ไม่สามารถลืมการต้องพรากจากความเป็นเด็กนั้นได้
ใครกันหนอที่ละหวนไห้ถึงสิ่งที่ต้องทิ้งไปเบื้องหลัง
ใครกันหนอที่หวาดกลัวเจ็บปวดกับการต้องเติบโต

เราเอง พวกเราเอง
แต่ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องเติบโต ต้องเปลี่ยนไป
.
.
.
อย่างที่บอกไว้ว่า Everything has its price!

------
08Aug 06

ได้อ่านเพิ่มเติมถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเพลง แล้วก็เพิ่งจะรู้ว่า มิ้งซึ่งเก็บ Puff ไปคิดซับซ้อนก็ยังตีประเด็นผิดไปได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากที่ Jack สร้างเพื่อนเล่นในจินตนาการอย่าง Puff ขึ้นมา และก็เล่นสนุกสนานด้วยกัน แต่เพราะ Jack เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยทำให้เห็นค่าความสำคัญของมังกร Puff น้อยลง จนถึงวันหนึ่งที่ไม่เห็น ไม่นึกถึง Puff อีกต่อไป

ก็เลยไปเปรียบเทียบกับ Peter Pan ซึ่งมีนัยพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน แต่ก็ดูว่าทั้งสองเรื่องจะมีเนื้อหาไปในทางสุดโต่งทั้งคู่ กล่าวคือ Jack เลือกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วลืมความคิดฝันช่างคิดแบบเด็ก ๆ ไป ส่วน Peter Pan นั้นก็เลือกที่จะอยู่กับความเป็นเด็กของตัวเองตลอดไป โดยที่ไม่ยอมเติบโต จะมีใครที่อยู่ตรงกลาง แล้วสามารถที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ขณะที่ไม่ต้องลืมความเป็นเด็กและความรื่นเริงเบิกบานด้วยจินตนาการและมุมมองใสสะอาดไหมหนอ?

The best I've ever had – my best

สืบเนื่องจากคุณ gambyte ได้เล่าถึงเรื่องของอาหารถูกปากถูกใจที่ได้ไปชิมมาตามที่ต่าง ๆ แล้วเชิญชวนให้มาเล่าสู่กันฟังถึงอาหารอร่อยที่เคยพบเจอ อิฉันก็เลยผสมโรงไปด้วยอีกคน แต่นอกจากจะโพสต์ตอบไปที่บล็อก The best I've ever had แล้วก็คงจะดีถ้าได้เอามาไว้รวมไว้ที่ blogspot แล้วเก็บต่อเนื่องเรื่อย ๆ ไป

-------
เห็นด้วยว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้า อร่อยต้องไป ร้านเจ๊ไฝ ประตูผี ค่ะ
แต่ปกติจะชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่+ปลาหมึกมากกว่า
เส้นเอาไปทอด กรอบนิด หอมไหม้หน่อย ๆ ได้ที่เลย
เมื่อก่อนเคยแขยงตับไปพักนึงก็ที่ร้านนี้เอง
เพราะว่า ชิ้นใหญ่มาก เหมือนเอามาจากตับหมูทั้งตัว

ใกล้ ๆ กัน ตรงร้านผัดไทย 2 คูหา
ก็มีไอติมมะพร้าว แบบเป็นเกล็ด ๆ อร่อย
กินที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าเจ้านี้
หอม แล้วหวานกำลังดี

เลยมาอีกนิดก็ ขนมเบื้องชาววัง ชิ้นละ 10 บาท
อร่อยมาก ๆ แนะนำมาก ๆ อีกเช่นกัน
แป้งหอม แล้วก็กรอบได้ที่
ไม่เหมือนหลายเจ้าที่แป้งจะสาบ และก็ค่อนข้างเละ
หรือไม่ก็กระด้างไปเลย

อื่น ๆ ?

ขนมจีนน้ำยา
ติดเจ้าประจำตรงตลาดโต้รุ่งแฮปปี้แลนด์ค่ะ อร่อยที่สุด เครื่องแกงเข้มข้น หอม อร่อย เป็นสีเหลืองน้ำตาล ๆ คล้าย ๆ ขมิ้น แถมมีผักแนมให้เป็นกะละมัง ใส่ใบแมงลัก ไชโป๊ว ผักดอง ผักงอก ถั่วฝักยาว แล้วยิ่งเข้ากั๊นเข้ากัน
แต่เสียอย่างเดียวที่แต่ละอาทิตย์ รสมือไม่คงที่
อร่อย แต่รสตามใจคนทำ ^^”

ส้มตำ อร่อยที่สุด เป็นร้านโต้รุ่งที่หนองคาย อืม ไม่มีชื่อร้านใด ๆ แต่รู้ว่า อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำมั่ว ใส่ทั้งผักดอง เส้นขนมจีน แคบหมู และอื่น ๆ เกินกว่าจะจำแนกได้หมด แต่ที่ยังติดลิ้นก็คือ รสชาติจัดจ้าถึงใจ ใกล้จะถึงขั้น อร่อยลืมตาย นี่แหละ กินหมดแล้วยิ่งรู้ว่าเผ็ดขนาดไหน ^^”

ส่วนอาหารไทยอื่น ๆ โดยเฉพาะ ข้าวแช่ แกงไก่ น้ำพริกกะปิ น้ำจิ้มซีฟู๊ด แกงส้ม ขอบอกว่าติดฝีมือพี่ป้าน้าอาที่บ้านเช่นเดียวกัน กินที่ไหนก็ไม่ติดใจเหมือนที่บ้าน รสชาติเข้มข้นถึงใจ เครื่องเทศ เครื่องแกงกระหน่ำ

รวมไปถึงอาหารฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น แขก หลาย ๆ อย่าง หรือแม้แต่ขนมอบทั้งหลาย โดยเฉพาะเค้ก chocolate fudge กับ almon and honey ice-cream

เพราะว่าเป็นบ้านทำกับข้าวด้วยมังคะ (ทุกคนที่บ้านทำได้ และทำได้ถึงขนาดมีสูตรเฉพาะของแต่คน แล้วก็มาทะเลาะกันตอนทำกับข้าวเอง -_-‘’)

ปันนา คอตต้า ตอนนี้หลงเสน่ห์ที่ The Ninth Cafe ที่สุดค่ะ ตัวปันนา คอตต้าที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นวนิลาแช่เย็นมา โรยหน้าด้วยซอสราสเบอรี่แบบเข้มข้นและเปรี้ยวถึงใจ แถมเวลาตักกินตัวเนื้อปันนา คอตต้าจะนิ่มเนียนอยู่ลิ้นมาก ๆ

กล้วยหอมทอด ที่บ้านลงความเห็นว่าที่ ร้านชลาศัย by ศศิ ในหมู่บ้านสัมมากรอร่อยที่สุด ด้วยว่าตัวแป้งกรอบนุ่มได้ใจ แล้วกล้วยก็สุกได้ที่

ไอศกรีมทอด คงต้องเป็นที่ Fisherman’s Village, boutique resort สุดเก๋ที่หาดเจ้าสำราญ เมืองเพชรบุรี เพราะว่า ที่นี่ใช้ไอศกรีม Macadamia Nut ของ Hagen-Daz ที่ทำให้อร่อยสุด ๆ บนแป้งนุ่ม ๆ กรอบ ๆ แล้วที่ชอบมากที่สุดก็คือมีซอสส้มที่มีเปลือกส้มหั่นเป็นริ้ว ๆ ยาว ๆ ราดหน้ามาตัดรสนี่แหละ

ตอนนี้ นึกได้แค่นี้ค่ะ
------

แล้วก็นึกได้เพิ่มจริง ๆ

ปีกไก่ทอด อร่อยที่สุด ต้องพี่ที่บ้านทอด ถึงขนาดเพื่อนฝูงติดใจทำไปงานเลี้ยงโรงเรียนตั้งแต่ประถม กรอบนอกนุ่มใน หนังเกรียมได้ที่ แล้วก็หมักเข้าเนื้อถึงกระดูกจริง ๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรมากนอกจากซีอิ๊วขาวกับพริกไทย คุณพี่เธอมีความชำนาญในการควบคุมไฟสูงจริงๆ

Anna Cafe ก็ใช้ได้ เพียงแต่รู้สึกว่า แพงไปหน่อย เมื่อเทียบกับปริมาณที่ทอดเองที่บ้าน แต่ไปทีไรก็เป็นของบังคับที่ต้องสั่งทุกที

มีปีกไก่อร่อยอีกสองที่ คือโรงอาหารคณะอักษร กินกับข้าวเหนียวอร่อยสุด ๆ แล้วก็ที่คณะรัฐศาสตร์ ถึงแม้ที่หลังจะประยุกต์มาอร่อยเป็นยำไก่ทอดแล้วก็เถอะ

น้ำพริกหนุ่ม อร่อยมากที่โรงแรมเวียงละคร จังหวัดลำปาง กลมกล่อมลงตัวชนิดที่ต้องสั่งเพิ่มถ้วยที่สองคู่กับแคบหมูไร้มัน ทั้ง ๆ ที่ปกติชอบน้ำพริกอ่องมากกว่าแท้ ๆ แต่วันนั้นถึงขั้นไม่แตะพริกอ่องเลยทีเดียว อร่อยขนาดนั้น คิดดู!

ไส้อั่ว ถ้าเป็นเตาดิน ต้องเป็นที่ สวนไซทอง แพร่ มังคะ หอมเครื่องเทศพร้อมกับหอมกลิ่น smoke ไปด้วย แต่หลัง ๆ บริการไม่ค่อยดี เพราะเปลี่ยนระบบเป็น self-service แล้ว ล่าสุด เกือบทะเลาะกับเจ้าของร้านมารยาทแย่อีกต่างหาก

กุ้งเผา เมื่อก่อนชอบมาก ๆ ที่ร้านแพกรุงเก่า ก่อนที่อยุธยาจะบูม ย่างได้อย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทำไมอร่อยได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ มันกุ้งเยิ่มน่ากิน ส่วนเนื้อกุ้งก็เหนียวหนึบกำลังดี น้ำจิ้มก็อร่อยย โอ้ .. แต่หลังๆ ขายเกินราคามาก ๆ ประกอบกับไปเจอร้านอร่อยอีกที่ ที่คลองมอญ อันนี้อยู่ใต้สะพานคลองมอญ ติดริมน้ำพอดี แล้วราคาก็สมจริงด้วย

หอยจ๊อ อร่อยที่สุดในชีวิต ต้องเป็นที่ร้านจรินทร์ บางแสน เพราะว่าใช้เนื้อปูสดแน่นในปริมาณจุใจ ผสมกับแห้ว แล้วก็ฟองเต้าหู้ก็อร่อยถูกใจ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไป หลัง ๆ เห็นว่ามีขายตามห้างแล้ว แต่ก็ยังไม่อร่อยเหมือนกับไปที่ร้านอยู่ดี เพราะคนที่ทอดไม่ได้ใส่ใจเหมือนที่ร้าย ทอดจนเกรียม แห้ง ทำลายความนุ่มของเนื้อปูกับความสดกรอบของฟองเต้าหู้ไป

ไหน ๆ พูดถึงจรินทร์แล้วก็ขอเลยไปน้ำพริกไข่ปูอีกอย่าง หลายที่ใช้วิธีตำแล้วโรยหน้าไปเฉย ๆ แต่ที่นี่โขลกตำไปด้วยกันเลย พูดแล้วหิวมาก ๆ รสชาติมันของไข่ปูเข้ากันได้ดีกับพริก กระเทียม แล้วก็อื่น ๆ มาก ๆ ยิ่งมีขมิ้นขาวแกล้ม ก็ขอดก้นถ้วยกันทุกที

พอก่อนดีกว่า นึกได้อีกเยอะ แต่ชักจะเริ่มยาวนะคะ :D

Sunday, July 30, 2006

วิ่งหนี

วิ่ง วิ่ง วิ่ง
ฉันวิ่งออกไป
ออกแรงวิ่ง
วิ่งเร็วไว

วิ่ง วิ่ง วิ่ง
ฉันวิ่งออกไป
ออกแรงวิ่ง
ทิ้งเงาไว้

ฉันวิ่งออกไป
แต่เงายังตามมา

ฉันวิ่งออกไป
เร็วเท่าใด
ก็ไม่พ้นเงา

ยังอยู่กับฉัน
ยังตามฉันไป

วิ่งจนเหนื่อยล้า
เพราะฉันลืมไปว่า
เงาก็คือฉัน
ก็คือส่วนหนึ่งของตัวฉัน

และฉันก็เลิกวิ่งหนีเงา

Jenny Wren

ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงคำว่า Coming of Age ขึ้นมาทุกที โลกแจ่มใสของยามเยาว์อาจจะไม่ได้คงอยู่เช่นนั้นตลอดไป สิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัสอาจทำให้มองโลกเปลี่ยนไป -ในแง่ที่โหดร้าย – และบางครั้งก็อาจจะทำลายความฝัน ทำลายตัวตนที่เคยเป็นไป

แต่ถ้าตามตัวเองกลับมาถูก นอกจากได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้นแล้ว ก็ยังจะมีใจที่จะมองทุกอย่างด้วยความรู้สึกด้านบวก และด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้อย่างที่มุมมองจากสายตาเด็กจะมองได้อีก

Older, wiser
Older, stronger

แล้วจะอยู่ในโลกได้อย่างเป็นสุข อย่างมีคุณค่า

----
ก็ขอให้ those rosy lens กลับมาไว ๆ และเชื่อในตัวเองจนกล้าจะทำสิ่งที่กำลังจะทำอยู่ และอยากทำอยู่นั้นจริง ๆ

บอกตัวเองไว้ ไม่มีอะไรเสียหายที่จะลอง!



Upload music at Bolt.

Jenny Wren
( by Paul McCartney)


Like so many girls, Jenny Wren could sing
But a broken heart, took her song away

Like the other girls, Jenny Wren took wing
She could see the world, and its foolish ways

How, we, spend our days, casting, love aside
Losing, sight of life, day, by, day

She saw poverty, breaking up her home
Wounded warriors, took her song away

But the day will come, Jenny Wren will sing
When this broken world, mends its foolish ways


Then we, spend our days, catching up on life
All because of you, Jenny Wren

You saw who we are, Jenny Wren

------
Every time I listen to it, Jenny Wren pretty much reminds me of the word “Coming of Age”. The way we used to see things bright and shinning, but then bitterly replaced by reality of life. What we have seen, what we have known has changed us – destroying our beautiful world little by little.

But then, here comes the question, what if we can bring our-happy-selves back? Being mature, while having the very heavenly positive thoughts would be a great plus! This means we are now not only able to act, but also willing to act right, and to make the right!

Older, wiser
Older, stronger

And live happily, worthily, my friends!

Saturday, July 29, 2006

[ความไร้]ระเบียบ

“สังคมสูญเสียคุณค่าพื้นฐานของความเป็นคนไป เนื่องจากหันไปใช้กฎหมายในการแก้ปัญหา ยิ่งมีกฎหมายมากเท่าใด ยิ่งแสดงให้เห็นถึงอาการป่วยหรือความตกต่ำทางศีลธรรมของสังคมเพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น เพราะกฎหมายมีแต่ห้ามไม่ให้กระทำเป็นสำคัญ”

จากปกหลังของหนังสือรัฐ-ชาติกับ[ความไร้]ระเบียบโลกชุดใหม่(Nation-State and The New World [Dis]Order)
ของ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร

Friday, July 28, 2006

คิดเรื่องเทพนิยาย

เพิ่งอ่าน Trinity Blood ไป ก็เลยเกิดความคิดอยากวาดรูปเจ้าหญิงนิทราแบบนุ่ม ๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในแง่ที่ชวนให้ขบคิดมีสาระ ตามแบบมิ้งโหมดวิชาการอยู่ในเชิง

แปลกดีที่พอโตขึ้นมาเรื่องเทพนิยายที่ชอบมากที่สุดเป็นเรื่อง Beauty and the Beast อย่างที่บอกไปว่า เป็นเทพนิยายเรื่องเดียวที่รักด้วยสมอง ตรองด้วยปัญญา นั่นก็คือ ตัว Beauty ได้มีโอกาสอยู่ร่วมและเรียนรู้จิตใจของ The Beast เป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจรักลงไป และประการสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นเรื่องที่ไม่ได้หลงรักผูกพันด้วยสิ่งที่มองเห็นภายนอกอย่างที่มิ้งมักจะใช้คำว่า “ความพึงใจทางร่างกาย” หรือ physical attraction เป็นเกณฑ์

ซึ่งก็คงจะตรงกับจิตใต้สำนึกของมิ้งเองด้วยกระมัง ที่มีผลให้พอคิดจะแต่งเรื่อง หรือแม้แต่เขียนออกมาแล้วก็ตาม ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็น Beauty and the Beast ในบางแง่อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Cursed ต้องสาปก็ดี หรือเทพนิยายเสมือนจริงก็ดี เรื่องรักโรแมนติกลักษณะเสมือนจริงและมีมิติความจริงเช่นนี้ก็ยังครองใจมิ้งอยู่เช่นเคย

หากแต่อย่างไร ถ้าคิดจะวาดภาพเรื่องที่อยากจะวาดมากที่สุด (หรือใช้คำว่ามีแรงขับสร้างภาพในหัวมากที่สุด) กลับเป็นเจ้าหญิงนิทรา Sleeping Beauty ของเรา เพราะด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นผู้ที่ตกอยู่ในความฝัน ในความหลับใหล และในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ที่สุด ซึ่งกลายเป็นก่อให้เกิดการพึ่งพิงผู้มาช่วยเหลือหรือเจ้าชาย และเป็นความรักแบบเลื่อนลอย แรกพบในเวลาต่อมา ทำให้ปรากฏภาพเป็นหญิงสาวอ่อนแอ บอบบาง และน่าทะนุถนอมจนน่าที่จะวาดรูปขึ้นมา

เพราะหญิงสาวที่ชาญฉลาดและเต็มไปด้วยปัญญาอย่าง Beauty คงจะชาญฉลาดกว่ารูปจะบรรยายเธอออกมาได้ และขณะเดียวกัน ตัวอักษรก็คงจะเป็นสิ่งเดียวที่ถ่ายทอดเธอออกมาได้งดงามที่สุด ขณะที่สำหรับ Sleeping Beauty การสร้างภาพเธอออกมาด้วยการใช้ภาษาก็คงจะไม่จับใจลึกซึ้งได้เท่ากับภาพเป็นแน่

ปล. โอย ง่วง และก็รู้สึกว่าคิดไม่ต่อเนื่องชอบกล แต่ก็อยากจะโพสต์อะไรลง blogspot ก่อนนอนก็แบบนี้กระมัง น่าจะต้องกลับมาแก้นะนี่

Thursday, July 27, 2006

อ่านการ์ตูนกันเถอะ?

(ถ้ากลัวว่าเรื่องนี้จะเข้าข่ายพูดไปไร้สาระ ขอให้พิจารณาดูตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งเกิดจากมิ้งในโหมดวิชาการออกโรงประจำการ!)

ตอนเด็ก ๆ อิฉันเริ่มอ่านการ์ตูนก็ด้วยเหตุที่มีอะไรอยู่ในบ้านก็ไปขุดมาอ่านนั่นแหละค่ะ และเมื่อมีคนในบ้านซื้อการ์ตูนมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เอามาอ่าน แต่ก็นะ ต้องแอบอ่านอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ลับหลังคนซื้อก็เพราะหนูไปขโมยเค้ามาอ่านนี่คะ

เรื่องสมัยเด็ก ๆ จึงเป็นเรื่องตั้งแต่ปี 70 และ 80 จำได้ว่าการ์ตูนช่วงนั้นจะเป็นเล่มบาง ๆ ราคาเจ็ดบาทอยู่เลย (หรือถูกกว่านั้นก็จำไม่ได้ ^^”) อย่างคอบร้า ไอกับมาโกโต้ หน้ากากเสือ แล้วก็อะไรอีกก็ไม่รู้ น๊านนานเกินกว่าเด็กสี่ห้าขวบจะจำไหว และเพราะลูกพี่ลูกน้องอีกคนอ่านการ์ตูนผู้หญิง หนูก็เลยได้อ่านเรื่องอย่างเอเลี่ยนสตรีท ไซเฟอร์ นัยน์ตาเธอสีม่วง อสูรน้อยกระซิบรัก จอร์จี้ที่รักไปด้วย อ๊ะ .. อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ นักรักโลกมายานี่แหละ อ่านมาตั้งแต่เล่มละเจ็ดบาทสิบบาทจริง ๆ

มาเริ่มซื้อการ์ตูนเองแรก ๆ ก็โดราเอมอนเลย ใครมันช่างคิดเอาการ์ตูนมือสองมาเลหลังขายหน้าโรงเรียนเด็กประถมกันวะ ค่าขนมวันละสิบบาทจะต้องถูกเก็บไปห้าบาทเพื่อโดราเอมอนหนึ่งเล่มทุกวัน แล้วหลังจากนั้น The Talent ของมิตรไมตรีก็กลายเป็นของซื้อเป็นชิ้นเป็นอันทุกอาทิตย์ขึ้น มา อ่านมันตั้งแต่ดรากอนบอล เซนต์เซย่า ซิตี้ฮันเตอร์ รันม่า ดรากอนเควส ฯลฯ (เหมือนจะเรียงลำดับตามในเล่มอย่างไรชอบกล) จำได้ว่ามันออกวันพุธ แต่ว่าร้านแถวบ้าน ๆ มันจะเอามาขายวันพฤหัสฯ แล้วอิฉันซึ่งไม่เคยเข็ดหลาบก็จะไปเก้อตั้งแต่วันพุธทุกที

พอเริ่มโต การซื้อการ์ตูนก็เยอะขึ้นเป็นเงาตามตัวเพื่อคอยดูดทรัพย์ในกระเป๋า วันอาทิตย์จะกลายเป็นวันใช้เงินเพื่อการ์ตูน จุดมุ่งหมายปลายทางก็คือ เดอะมอลล์รามฯ ในสมัยที่ยังรุ่งเรือง มีขายมันทุกร้านจริง ๆ ตั้งแต่ร้านของวิบูลย์กิจเอง แล้วก็หลายร้านอีกมากมายที่จะให้ได้ซื้อทั้งสยามปอร์ต พริ้นติ้ง (สันเหลืองตัวอักษรชมพู/ขาว) หมึกจีน ยอดธิดา บลา... บลา ... บลา... ยังดีนะที่เมื่อก่อนราคายังไม่ใจร้ายใจดำถึงปัจจุบัน ไม่งั้นก็คงจะได้ล้มละลายมาตั้งแต่เด็กเป็นแน่

ขึ้นมัธยม โอ... การ์ตูนผู้หญิงเริ่มมามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น โอ.. ก็หนูเป็นเด็กผู้หญิงนี่คะ แต่ขณะที่เพื่อนสาว ๆ ของหนูอ่านมันแค่การ์ตูนผู้หญิง หนูก็ยังคงเมามันมัวเมากับการอ่านการ์ตูนผู้ชายไปด้วย แล้วก็กลายเป็นว่าเริ่มอ่านมันดะทุกอย่างเลยทีนี้ แต่ทว่านะคะ ... เรื่องไหนหวานแหววกิ๊บก๊าบเกินไป หนูก็ยังอ่านไม่ได้จริง ๆ อย่าง Oh my darling! และ Sailor Moon เป็นต้น แค่รู้เรื่องก็อยากจะกรี๊ดดดด ก็นะคะ ชีวิตหนูถูก socialised ด้วยการ์ตูนเด็กผู้ชายมาตลอดนี่นา แต่ถึงกระนั้นก็ขอหนูออกตัวหน่อยเถอะว่า ถึงชั้นจะอ่านเรื่องหวานแหววตะแหน่วตะแหน่วววว...ววไม่ได้ แต่ชั้นน่ะ อ่านการ์ตูนมาตั้งแต่พวกหล่อนทั้งหลายยังไม่รู้จักการ์ตูนนะยะ

อ่านมาตั้งแต่การ์ตูนยังไร้ลิขสิทธิ์จนมามีลิขสิทธิ์ ช่วงไหนที่ทำงานหรือเรียนหนักมาก ๆ ก็มีการ์ตูนช่วยต่อชีวิต มีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งอ่านการ์ตูนเยอะ ก็จะเป็นว่าซื้อ Viva วันจันทร์ วันพุธ Weekly วันพฤหัส Boom วันศุกร์ C-Kids กลายเป็นว่าวันอังคารเป็นวันหงอยที่ห่อเหี่ยวที่สุดเพราะไร้การ์ตูนอ่านกันไป อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตน้ำจืดไม่อาจอยู่น้ำเค็มได้อย่างไร มิ้งกับการ์ตูนผู้หญิงก็ฉันนั้น แล้วเดี๊ยนก็กลับมาอ่านการ์ตูนผู้ชายเต็มรูปแบบอีกแล้วนั่นแหละ

อ่านไม่อ่านอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ตอนเรียน แล้วคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นและเกาหลี เฮีย ๆ ทั้งหลายก็ต้องถึงกับอึ้งงงงไปเมื่อพบว่า Thai girl อย่างหนูอ่านมากระจุยยยยกระจายยยจริง ๆ พูดเรื่องอะไรไปก็รู้หมด (แถมยังไปคุยเรื่องมังกรหยกกับเพื่อนไต้หวันต่อได้อีกนะค้า โอ โอ) และที่สำคัญ ขณะที่คุณพี่ญี่ปุ่นของมิ้งหยุดอ่านการ์ตูนไปแล้วหลังใกล้ยุค 90 นั้นมิ้งก็ยังคงอ่านต่อไป จนในที่สุดเมื่อคุยกันเรื่อง Berserk นารุโตะ ฮันเตอร์ฮันเตอร์ ฯลฯ ก็มีแค่พี่แจ๊ปที่งงไม่รู้เรื่องอะไรกันนี่อยู่คนเดียว

ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะห่างหายจากการ์ตูนเพื่อทำรายงานหรือกิจการงานกุศลใด ๆ ได้ น้องชายซึ่งชอบการ์ตูนเหมือนกันก็จะเก็บการ์ตูนที่อ่านด้วยกันอย่าง Boom หรือเรื่องที่เป็นเล่ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นเชิดฯ โคโค่เต็มพิกัดฯ One Piece ฯลฯ นับล้านเรื่องไว้รอท่า จัดไว้อย่างดีเรียงเล่มให้เรียบร้อย และเมื่ออีมิ้งได้กลับถึงบ้าน รื้อของ สุขีกับที่บ้านแล้ว แทนที่ยามดึกจะรีบ ๆ นอนให้หาย jetlag ก็ไม่ กลับอ่านการ์ตูนอย่างเก็บกดไปเรื่อย ๆ และวันต่อ ๆ มาก็กลายเป็นวันตามล่าการ์ตูนเรื่องที่น้องไม่ได้ซื้อเพราะเราอ่านอยู่คนเดียวมาเก็บต่อไปนั้นแหละ

(ยังมีต่ออีกยาว)

Tuesday, July 25, 2006

กล่องสมบัติ

ฉันเปิดกล่องสมบัติใบเก่าออกดู
และสิ่งล้ำค่าของฉัน ไม่มีอะไร
ไม่ได้มีอะไรมากกว่าไปกว่ากองกระดาษมากมาย
แผ่นนี้เก็บความฝัน แผ่นนั้นเก็บความทรงจำ

เมื่อเปิดกล่องสมบัติออกดู
ไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึก
ความรำลึกถึงมากมายพรั่งพรูออกมา
ความทรงจำที่ถูกเก็บ ช่วงเวลาที่ถูกเก็บ

ฉันมีความทรงจำมากมาย
ฉันมีเรื่องราวมากมาย
แต่จะมีคนกลับมาย้อนรำถึงถึงเวลาเหล่านั้น
กับฉันหรือเปล่าหนอ
พวกเขาเหล่านั้นยังจำได้ไหม?

*เนื่องในโอกาสเปิดลิ้นชักเก่า

Creatio Ex Nihilo

ตอนนี้กำลังเกิดวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นขึ้นขนานใหญ่ จริง ๆ แล้วความรู้สึกหดหู่และหวาดกลัวมันก็เป็น ๆ หาย ๆ ตามลักษณะนิสัยพวกสวิงไปมายิ่งกว่าลูกตุ้มนาฬิกาที่ไม่มีตรงกลางของมิ้งหรอกนะ เป็นได้ทั้ง happy more than a fresh daisy หรือไม่ก็ hectic than hell แต่ทว่าตอนนี้ เพราะมีสิ่งที่อยากทำมาก มากจนเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น และกังวลเข้ามาด้วย เกิดเป็นสถานะ panic and paranoid ขึ้นมาจนอยากจะลุกขึ้นมากรีดร้อง ก็เลยสงสัยไม่ได้การ ขอกลับมาที่การสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาของตัวเองอีกรอบก็แล้วกัน

ดังนั้น ก็ต้องเป็นคำว่า Creatio Ex Nihilo สินะ คำนี้ภาษาลาตินแปลว่า 'Creation out of nothing' ด้วยวลีนี้เกิดจากความเชื่อที่เกี่ยวกับศรัทธาล้วน ๆ ตามทางคริสต์เขาบอกว่า ตอนที่พระเจ้าสร้างจักรวาลขึ้น เป็นการสร้างจากความไม่มีอะไรเลยแท้ ๆ แต่ที่มาเป็นจักรวาลได้ก็เพราะความศรัทธา และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

และ เช่นนั้น จะมีอะไรที่ความเชื่อ และความคิดเชื่อทำไม่ได้ล่ะ?

กลับมาดูที่มิ้งเคยแปะข้างฝาสมัยเรียน/ หรือที่จดในไดอารี่ก็มีเขียนอะไรตั้งเยอะ

----

Positive thoughts give you positive energies, negative thoughts give you negative energies. Do not take the wrong thoughts, do not take the wrong energies!

----

SEE THE WORLD IN ITS BRIGHTEST SHADE
Mess-up is just a path to move on – nobody is perfect from the beginning, we all need practice and time to adjust. Just wait patiently and survive until the day comes and until you reach your goal. Do not doubt yourself – your ability and potential in you. You’re special – in many ways, more than you ever realise!
(อันนี้เขียนไปได้อย่างไรเนี่ยฉัน??)

----

There’s no better time than right now to be happy.
(ลอกของใครมาหว่า?)

----

ถ้าจะทำ ก็ทำได้ ถ้าอยากทำ ก็ทำได้

----

Start to grow, rather than rotten
Start to grow, rather than die.
(Og Mandino?)

----

ไม่เครียด ไม่กลัว ไม่กังวล ไม่วิตก ไม่ลนลาน ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวัง ไม่สั่น ไม่ท้อถอย ไม่คิดมาก ไม่หดหู่ ไม่เศร้า บอกตัวเองว่าจะทำก็ทำได้ ทำได้ ถ้าจะทำ ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรให้วิตก ทำใจสบาย ๆ และรับมือกับสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างมีสติ

ลบล้างความรู้สึกลบ ความกลัว ความกังวล สร้างความู้สึกบวก สร้างความกล้า ปัญญา สติ แล้วบอกตัวเองว่าทำได้

ทำได้ ทำได้ ทำได้ เย้ :D

----

ลบความสงสัยออกไปให้หมด – จันทร์ในบ่อ – ถ้าไม่สงบ ภาพจันทร์ก็ไม่นิ่ง ไม่สามารถรวมตัวสะท้อนภาพดวงจันทร์ได้ จันทร์ในบ่อจะต้องนิ่ง ใจของมิ้งจะต้องสงบ เย็น เบา สบาย โปร่ง สะอาด ลบความรู้สึกกลัว ล้างความกังวล ฉันรู้มากกว่าที่ตัวเองคิด และฉันเก่งมากกว่าที่ตัวเองเชื่อ

Monday, July 24, 2006

อาขยานวัยเด็ก

“วิชาเหมือนสินค้า”

วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง แล่นเลาะเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิศมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา

ไปเจอมาโดยบังเอิญ แล้วก็คิดถึงตอนที่เรียนประถมขึ้นมาได้ จำได้ว่าอยู่ในหนังสือดรุณศึกษา แต่จำไม่ได้ว่าอยู่เล่มไหน อาจจะเป็นเล่มสี่ก็ได้กระมัง ตอนนี้ห่างหายห่างเหินจากหนังสือเรียนระดับประถมมานานเต็มที ก็ไม่รู้ว่า เขายังจะพิมพ์หนังสือแบบนี้ แล้วก็ที่สำคัญ ยังเป็นแบบเรียนให้เด็กปัจจุบันได้เรียนอยู่หรือเปล่า ก่อนหน้านี้เคยถึงอยู่ด้วยซ้ำว่าจะไปเอาแบบเรียนชุดนี้มาเก็บไว้ เพราะนอกจากจะให้ได้รำลึกถึงอดีตแล้ว ก็ยังถือเป็นหนังสือดีที่มีค่าสำหรับเก็บอย่างยิ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แปลกที่คิดถึงความทรงจำตอนที่อยู่กับหนังสือชุดนี้ได้ ตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาลเลยด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่จำอะไรไม่ได้มาก แต่หนังสือชุดดรุณศึกษาก็ทำให้นึกถึงและเป็นจุดเชื่อมโยงอดีตที่สำคัญขึ้นมา เห็นภาพโต๊ะลอก ๆ จากฝีมือเด็กอนุบาล กับห้องเรียนบนชั้นสอง ไปจนถึงการหารูปสัตว์มาแปะลงกระดาษส่งครูเลย

และบทนี้ก็เป็นที่ชอบ และท่องได้ขึ้นใจมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะไม่แน่ใจว่าเราจะได้สินค้าจากแดนไกลมาแล้ว หรือว่านำสินค้าไปขายต่อได้หรือไม่ก็ตาม

Sunday, July 23, 2006

You're A God lyrics

One of my favourite song from Vertical Horizon in 2001.

"You're A God"

I've got to be honest
I think you know
We're covered in lies and that's OK
There's somewhere beyond this I know
But I hope I can find the words to say

Never again no
No never again

'Cause you're a god
And I am not
And I just thought
That you would know
You're a god
And I am not
And I just thought
I'd let you go

But I've been unable
To put you down
I'm still learning things I ought to know by now
It's under the table so
I need something more to show somehow

Never again no
No never again


I've got to be honest
I think you know
We're covered in lies and that's OK
There's somewhere beyond this I know
But I hope I can find the words to say
Never again no
No never again


---
More songs from the band to be posted in both Blogspot and Bolt!

Saturday, July 22, 2006

เปลวไฟ

*รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแต่งกลอนให้สำนักพิมพ์คบไฟเลย จะมีใครอ่านรู้เรื่องเข้าใจไหมเนี่ย พอเป็นภาษาอังกฤษก็สัญลักษณ์แล้ว ยิ่งพอแปลเป็นไทย ยิ่งมีความแตกต่างเชิงภาษา และความไม่สละสลวยมาเป็นกำแพงอีกชั้นอีก

อืม มาอ่านดูอีกที เกิดอะไรขึ้นกันนี่ ภาษาอังกฤษก็ไม่ลงตัว ภาษาไทยก็ไม่สลวย! ก็ถือเป็น hard-sale อีกชั้นก็แล้วกัน นักเขียนมีชื่อหลายคนบอกว่าการเขียนไปเรื่อย ๆ ก็คือการพัฒนาทักษะฝีมือ ดังนั้นแล้ว ถึง practice จะไม่ make perfect ก็คง make better ได้ใช่ไหมคะ?



เห็นไหม
เปลวไฟกำลังลุกโชติช่วง
และพวกเขาพยายามดับไฟ
โดยก่อกองไฟที่ใหญ่กว่าเดิม

ไฟกองนั้น
ลุกไหม้ด้วยด้วยความเกลียดชัง
โหมแรงด้วยความไม่เข้าใจ
เผาไหม้ร้อนแรง กระจายตัว

สายน้ำนั้น
ดับไฟได้ด้วยความสงบเย็น
หากเพราะเขาไม่เข้าใจไฟ
และยิ่งไม่สนใจสายน้ำเย็น

เวลานี้
กองไฟกำลังลุกโชติแรง
เผาไหม้เขาให้เร้าร้อน
แผดเผาอยู่ทั่วใจรอบตัว

จนกว่าจะถึงเวลา
จนกว่าจะเป็นเวลา
ที่กองไฟจะเป็นแสงไฟ
ให้ความสว่างและนำทาง

กองไฟคงได้ใช้ถูกทาง
เปลวไฟคงได้ใช้เป็นทาง

……………

ปล. เพื่อชีวิตชะมัด!

Thursday, July 20, 2006

กินข้าวที่ Delicatezza

*เขียนไว้ตั้งแต่ต้นปี


เพราะว่าคุณป๋าของเราคลั่งไคล้และใหลหลงอาหารญี่ปุ่นมาก .... มากจนถึงขนาดไปลงคอร์สอบรมการทำอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะซูซิหน้าต่าง ๆ และไม่รู้สึกเป็นเรื่องปกติที่จะลากทุกคนในบ้านไปร้านญี่ปุ่นสุดโปรดที่มีหลายร้านอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่แม่และมิ้งซึ่งชอบอาหารฝรั่งจะอดรนทนไม่ได้ ต้องวิ่งหนีไปหาร้านอาหารอร่อย ๆ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นและจีนกันเป็นบางครั้งบางคราว

นั่นแหละ ... วันนี้เราก็เลยจะแวะไปชิม Delicatezza ร้านอิตาเลี่ยนแสนอร่อยแถว ๆ ซอยทองหล่อ 15 กัน ก่อนหน้านั้น อาจารย์ที่เคารพรักคนหนึ่งของเราได้แนะนำมา โดยบอกว่า สลัดร้านนี้อร่อยที่สุด และโชคไม่ดีที่การไปทานมื้อค่ำด้วยกันครั้งที่แล้ว ไม่ได้จองโต๊ะไป ทำให้ต้องไปหาอาหารร้านอื่น และได้กลับมาชิมขนมเพียงเท่านั้น

ติดใจคั่งค้างแบบนี้ ดิฉันจะยอมได้อย่างไร ก็นะคะ ในที่สุดความเก็บกดก็ทะลุขีดสุด กลายไปการบุกไปที่ Delicatezza กันเย็นนี้เลย อืม ตอนแรกว่าจะจองโต๊ะก่อนไป แต่ก็กลายเป็นไม่ได้จอง ดีนะเนี่ย ที่ไปถึงเร็ว ทำให้ได้โต๊ะสุดท้ายที่รอดพ้นจากการจองมา ... ขอบคุณที่ไปเร็ว แม้จะไม่ได้จองโต๊ะไว้ก็ตาม

พอนั่งลงสั่งอาหารได้สักพัก คุณพี่พนักงานก็พร้อมเสิร์ฟขนมปังร้อน ๆ กับเนย แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าเราเข้าร้านมาเป็นโต๊ะแรก ยังมิทันจะได้ส่งขนมปังคำแรกเข้าปาก สลัดที่สั่งไว้ก็ปรากฏตัวอยู่บนโต๊ะแล้ว โอ ชาม Mixed Salad ของเรา ประกอบไปด้วย สลัดกรีนและเรดโอ๊คเป็นหลัก โรยหน้าด้วยมะเขือเทศเชอรี่ลูกเล็ก พริกหวานและแครอทหั่นเป็นเส้น และแตงกวาฝานบาง ๆ อืมม ความสด หวาน กรอบไปด้วยกันได้ดีกับน้ำสลัดบัลซามิก และน้ำมันมะกอกจริง ๆ ยังไม่ทันไร Parma Ham and Melon ก็มา .... รสชาติเค็มของแฮมถูกความหวานหอมของแตงมาช่วยไว้พอดี หวานและหอมถูกใจป้า ๆ เสียจริง ๆ ... แต่ถึงกระนั้น คนทั้งโต๊ะเราก็พร้อมใจกันประสานเสียงว่า เค็มไปนิด เค็มจนต้องกินให้น้ำส้มบัลซามิกและผักสลัดมาช่วย

หลังจากนั้น ด้วยความที่เราไปด้วยกันหลายคน และมุ่งมั่นจะลองหลาย ๆ อย่าง ก็ทำให้เป็นกินแบบ Asian Share โดยแบ่งเกือบทุกอย่างไว้ตรงกลาง จึงไม่น่าแปลกใจที่ Roman Styled Fried Spinach จะถูกแบ่งกันอย่างทั่วถึง คราวนี้ผักขมของเราถูกผัดมาด้วยความสุกพอดี และก็นับเป็นทางเลือกที่ดีนอกเหนือไปจากผักขมอบชีสซึ่งกลายเป็นรายการบังคับจนน่าเบื่อในร้านอาหารหลาย ๆ ร้านไป นอกเหนือจากผักขมสุกพอดีแล้ว กระเทียมที่ผัดมาจนนิ่มและพริกแห้งก็ช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี

มาดูที่ซุปกันบ้าง Pumpkin Soup ซุปฟักทองของเราเต็มแน่นไปด้วยเนื้อฟักทองเนียนละเอียด และถือได้เป็นดาวเด่นสำหรับคนที่ชอบซุปแต่ไม่พิสมัยครีมจัด ๆ เป็นที่สุด เพราะใช้น้ำมันมะกอกมาเป็นส่วนประกอบหลักแทนที่ครีมและนม อย่างไรก็ตาม จานนี้ต้องรอจนหายร้อนนิดหน่อยแล้วค่อยลงมือตักจริง ๆ เพราะเมื่อตั้งทิ้งไว้สักพัก ก็จะทำให้เนื้อฟักทองก็จะข้นขึ้นและทำให้เราได้ชิมความอร่อยเต็ม ๆ ของฟักทอง

Italian Grilled Sausages อร่อยกับเนื้อไส้กรอกหนักแน่นเต็มคำ ที่มีมะนาวและผักคอสมาช่วยตัดรสให้ความเลี่ยนที่เกิดจากน้ำมันส่วนเกินของไส้กรอกอย่างลงตัว .... Lamp Chop จานนี้เป็นภาระรับผิดชอบหลัก เพราะเป็นคนเดียวในโต๊ะที่ชอบแกะ อืม แกะน้อยของเราถูกปรุงมาอย่างดี และก็อร่อยกำลังพอดีจริง ๆ รสของกระเทียมและโรสแมรี่ก็ช่วยแต่งกลิ่นเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม หงุดหงิดและผิดหวังพอสมควรที่ไม่มีมิ้นท์ ซอส/ เยลลี่ มาด้วย ก็เลยขาดรสหวานอมเปรี้ยวที่จะมาตัดรสไป

Pork Lasagna อร่อยแต่นาน เพราะเป็นต้องอาศัยเวลาอบนานสักนิด ทำให้เป็นอาหารจานที่มาสุดท้าย และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมี ครู ที่หาได้ยากมาด้วย

ส่วนขนม ของเด็ดของร้านอย่างหนึ่งก็คือ Tiramisu เพราะสัดส่วนผสมลงตัวระหว่างเนื้อเค้ก ชีสมัสคาโปน กาแฟ และลิเคียว และสิ่งที่ทำให้ชอบมากก็คือ เกล็ดน้ำกาแฟ Sunkist Orange Sorbet ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน เพราะเกล็ดนำส้มที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อส้ม และเปลือกส้มหั่นเป็นเส้นยาว นอกจากจะไม่ขมแล้วยังชื่นใจ

เพราะร้าน Delicatezza มีเนื้อที่เพียงห้องเดียว จึงทำให้ยากที่จะต้อนรับผู้มาเยือนได้ทั้งหมด ทำให้ระหว่างที่นั่งดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร ก็มีคนเดินเข้าเดินออกร้านเป็นระยะ ๆ และซึ่งไม่ได้จองมา ก็อาจจะต้องผิดหวังกันไป และสำหรับคนที่นั่งอยู่แล้ว ก็อาจจะทำให้ต้องเร่งมื้ออาหารให้เร็วขึ้นสักนิด เพื่อช่วยการ turn-over ของร้าน

สาธุ ๆๆ ใครจะ จองโต๊ะ ก็รีบ ๆ จอง

*** และสาธุค่ะ เวรล่ะ ตอนเขียนเขียนโดยมีเป้าหมายยั่วน้ำลายน้องที่ไม่ได้ไปด้วย ประกอบกับความเว่อร์ในการใช้ภาษา ยิ่งกว่ามีคอลัมน์แนะนำร้านอาหารของตัวเอง อิฉันบรรยายให้ร้านเกินจริงไปไหมนี่ เพราะให้แค่ 6.8-7/10 เท่านั้นนะคะ

Wednesday, July 19, 2006

What would you do?

เกิดความรู้สึกหดหู่ แล้วก็เบื่อทุกสิ่งรอบตัวมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะในตอนนี้ คิดถึงโลก คิดถึงตัวเอง และก็คิดถึงหลายอย่างในชีวิต อาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่ได้คิดจะมองโลกในทางบวกเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่คติประจำใจที่เคยบอกตัวเองก็ positive thinking gives you positive energy แท้ ๆ

ก็เลยเกิดคิดถึงเพลงเก่าของ Ocean Colour Scene ที่เคยชอบมาก ตั้งแต่ ปี 2001 มา จริงอยู่ที่เหมือนจะเป็นเพลงรัก แต่ส่วนหนึ่งก็แฝงความหมายให้คิดไว้พอสมควร – ตอนเด็ก ๆ ถึงกับคิดไปไกลถึงในแง่ของการบริจาคอวัยวะด้วยซ้ำไป เหมือนกันว่า เรามีอะไร และจะใช้อย่างไร ถ้าเกิดมีสองตา จะใช้มองอะไร ถ้าได้สองมือนี้ไป จะใช้ทำอะไร จะให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ขนาดไหน หรือว่าจะทำลาย และก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีเงินมากมาย เราจะเลือกใช้ไปเพื่อทำอะไร จะเพื่อตัวเอง เพื่อคนอื่น เพื่อสังคม หรือว่าอย่างไร

... อยู่ที่เราจะเลือก อยู่ที่เราเพียงคนเดียว






Upload music at Bolt.

http://www.bolt.com/matapee/audio/1651229


If I Gave You My Heart
Artist: Ocean Colour Scene

Album: Mechanical Wonder (2001)

If I gave you my heart
Where would you be
Would it mean nothing
If not for me

If I gave you my eyes
What would they see
Would they see nothing
If not for me

But I gave you my hand and my sign and my soul on the earth
And I gave up on truth when I heard about the worst
I lived out of love when I gave it away
And I sold off my soul when there's no one to pay

If I gave you my hand
What would it write
Would it say nothing
Or say it's alright

If I gave you my arms
Would they hold you tight
First light of morning
Or bid you goodnight

And I gave you my strength and my worth and I gave you my gift
And I moved on the first and I left us to drift
And I reap from the soil and I build hopes from wood
It's a new better life and we have two and should

And I gave you my dream of the world and we stood on the quay
And we sang to the wind in the whole darkening sea
And I feel my weight and I guard my soul
And I found my beliefs when I found my control


I gave you my hand and my soul on the earth
And I gave up on the truth when I heard about the worst
So I lived out of love when I gave it away
And I sold off my soul when there's no one to pay

[book review] The Decoy Princess

เมื่อวันอาทิตย์ไปคิโนะมา แล้วก็ด้วยความที่มัวแต่ดูหนังสือโน่น นี่ นั่นไปเรื่อย ๆ ทำให้กว่าจะมาถึงหมวด fantasy ก็จวนตัวได้เวลานัดกับแม่เต็มที ก็เลยรีบคว้าหนังสือตาม การกำหนดเลขของแม่ มาเล่มหนึ่ง

ก็นั่นแหละ เป็นที่มาของ The Decoy Princess ในวันนี้

จริง ๆ ถ้าจะสารภาพตรง ๆ เลยก็คือ หลัง ๆ ไม่อยากอ่าน fantasy มากเท่าไหร่ เพราะว่า โดยปกติถ้ามีเป็น trilogy สามเล่ม ก็หมายถึงว่า มิ้งจะต้องอ่านอย่างต่อเนื่องและให้จบให้เร็วที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าอาทิตย์นั้นอาจจะไม่ได้นอน ทรมานสังขารทรมานตัวเอง (ตามลักษณะแบบมาโซคิสต์???!!) เหมือนที่เคยเป็นกับ Dark Jewels Trilogy และอื่น ๆ มาแล้ว .. นี่ไม่ต้องพูดถึงพวก chronicles เกินสามเล่มเลย ถ้าจะอ่าน ก็คงเป็นยิ่งกว่าซอมบี้กันพอดี

แต่ก็นั่นแหละ นาน ๆ มันก็อยากจะเก็บมาอ่านแนวนี้ขึ้นมาบ้าง ก็ต้องหาพวกที่แค่เล่มเดียว แล้วก็ดูว่าจะอ่านง่ายและสบายขึ้นมา (แม้ว่าจะได้ charmed destiny มาก่อนด้วยความส่อกว๊าก็ตามที!)



The Decoy Princess
By Dawn Cook

ชนิด : Light fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (November 29, 2005)

จำนวนหน้า : 368 หน้า

เปิดตัวด้วย Contessa เจ้าหญิงของเมืองที่กำลังจะต้องแต่งงานกับเจ้าชายเมืองข้าง ๆ ด้วยเหตุผลทางการเมือง และทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้ดี ทั้งการรวมตัวของอาณาจักรสองแห่ง และการมีคู่ครองที่เหมือนจะเป็นเจ้าชายในฝันได้ง่าย ๆ แต่แล้วทุกอย่างก็กลับพลิกผัน เมื่อความจริงปรากฏว่ามา Contessa ไม่ใช่เจ้าหญิงที่แท้จริง หากแต่เป็นแค่เด็กที่ถูกซื้อมาเพื่อเป็นตัวแทน เพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงปลอดภัยจากการถูกลอบสังหารเท่านั้น

ซ้ำร้าย คู่หมั้นหมายกลับเกิดมักใหญ่ใฝ่สูงคิดจะรวบเอาอาณาจักรโดยการยึดอำนาจในปราสาทไปเสียอีก และ Contessa ที่เข้าตาจนก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะหลบหนีออกไปจากเมือง เพื่อตามหาเจ้าหญิงตัวจริง และพาเธอกลับมา พร้อม ๆ กับการพยายามเอาชีวิตรอดจากผู้ไล่ล่าที่ตามมา

ดังนั้น คำจำกัดความของ The Decoy Princess ที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ “ง่าย ๆ โง่ ๆ แต่ดันสนุก” พล็อตหลายอย่างขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือไปจนดูเหลือเชื่อ อย่างเช่น เด็กผู้หญิงคนเดียวสามารถเอาชนะทหารฝ่ายตรงข้ามที่ยึดครองอาณาจักรได้ – แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นของตัวละครอื่นเข้ามาร่วมได้ก็ตามที – ทั้งที่ปรึกษา ทั้งตัวละครหลักอื่นที่ดูจะมีประสบการณ์และความชำนาญมากกว่ากลับไม่มีบทบาทหรือความสำคัญในการกู้อำนาจคืนมาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจจะเกิดจากการเล่าเรื่องจากมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งก็คือ Contessa ส่วนหนึ่งก็ได้

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่คิดอะไรมาก The Decoy Princess ก็อ่านได้สนุกและเร้าใจพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเวลาของการผจญภัยระหกระเหินตามลำพังซึ่งชวนให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นการพนันไพ่เพื่อหาเงินเป็นค่าม้า หรือแม้แต่การต่อรองกับเจ้าของเรือเพื่อหาเดินทางข้ามทะเล สนุกที่จะดูว่าเธอจะทำอะไร สนุกที่จะดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา นอกจากนี้ การสร้าง “ผู้เล่น” เอาไว้ในเรื่อง ก็ทำให้เกิดความลึกลับ และน่าเกรงขาม พอ ๆ กับการกระตุ้นความอยากรู้ถึงที่มาที่ไปได้ ซึ่งการเพิ่มมิติ “ผู้เล่น” นี้ขึ้นมาก็ช่วยเพิ่มความแตกต่างให้กับการเป็นหนังสือที่พูดถึงแค่ การครองเมือง การมีอาณาจักรของบรรดาพระราชาพระราชินี และเหล่าเจ้าหญิง เจ้าชายได้ดี

แล้วก็ต้องสารภาพว่า พอใจกับหนังสือเล่มนี้พอตัว ไม่ถึงกับประทับใจมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับหนังสือหรือเสียดายเงินที่จ่ายไป และก็แอบสนุกที่จะดูว่าชายหนุ่มสองคน ใครจะมีบทบาทมากกว่ากัน ซึ่งหน้าสุดท้ายก็ยังคงปริศนาอยู่ดี เหมือนทิ้งท้ายไว้ยังไม่จบ แล้วก็เหมือนเปิดไว้ให้คิดต่อยอดต่อไป

ซึ่งพอมาหาข้อมูลเพิ่มก็อย่างที่สงสัยจริง ๆ Dawn Cook มีเล่มต่อจริง ๆ Princess at Sea กำลังจะออกขายปลายเดือนนี้ แล้วก็เกรงว่าจะต้องซื้อมาอ่านต่อ แต่อืมม ดูจากการตั้งชื่อและลักษณะการดำเนินเรื่องเล่าเรื่อง จริง ๆ แล้ว The Decoy Princess และ Princess at Sea เป็นหมวด Young Adult หรือเปล่านี่?

อย่างไรก็ตาม ชอบประโยคนี้นะ เห็นแล้วเข้าใจถึงคำที่บอกว่าเส้นไหมก็ฆ่าคนได้เหมือนคมดาบเลย
“……Tess, you lack those abilities [bringing herself to kill, in particular] because that’s what I wanted my successor to be. I didn’t want a soldier. I wanted an intelligent, sophisticated, beautiful woman who would search for an answer rather than go in with arrows flying and sword flashing. Someone who could enslave with charm instead of chains.”

ปล. ประโยคเดียวที่พูดได้หลังจากสองคืนก็คือ The book did steal my sleep! ไม่ได้นอนแบบ proper นอนมาสองคืนแล้ว – กว่าจะเลิกจากลาตินก็ดึกโข แล้วก็ยังมาต่อด้วย Decoy Princess อีก!

ปล. อีกที
มีปัญหากับการอัพรูปยังไม่พอ ไปอ่าน Princess at Sea ก็เจอ Duncan โผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ป้าไ-ม่-ช-อ-บ Duncan!!!

Latin: the false paradox

“Would it be of use to learn Latin?”,
Well, I think to myself and grin,
This must be some kind of sins,
It’s long been what I wanna jump in.

Latin might be the grimmest option.
Yet, as languages are my passions,
It becomes another life mission,
Another to complete in action!


1. ก็รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่า เรียนลาตินไปก็ไม่ได้ใช้ แถมตอนนี้ยังเอาเวลาที่ควรจะทบทวนและฟื้นฟูอิตาเลี่ยน หรือแม้แต่ขัดเกลาอังกฤษไปเสียอีก เพราะถ้าอยากเรียนภาษาใหม่ก็ควรจะเป็นภาษาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดแต้มต่อได้อย่างจีน แต่เพราะพอเริ่มเรียนในบล็อก ก็อดไม่ได้ที่จะลงมือจริงจังอย่างที่บอกว่าชอบภาษา และเหมือนได้เปิดกุญแจไขกล่องความฝันที่เพิ่งรื้อออกมาจากห้องเก็บของ ที่จะเริ่มเรียน จะฝึกฝน และศึกษาด้วยความสนุกและเป็นสุขใจ – ไม่ได้เกิดความรู้สึกอย่างนี้มานาน แม้จะมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับตอนหันมาวาดรูปด้วย illus ใหม่ แต่ก็ไม่ลึกซึ้งหรือดื่มด่ำมากเท่านี้เลย

อย่างไรก็ตาม สนุกกับการแกะและฝึกฝน เหมือนหมุนลูกบิดให้ออกมาสีเดียวกัน เหมือนแกะปริศนาลึกลับได้ แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะเปล่าประโยชน์ ตอนนี้สัญญากับตัวเองว่าจะแบ่งเวลาให้ภาษาอื่นด้วย เฮ้ออ ความอยากเข้าใจร้อยภาษากลับมาอีกแล้ว Dzongkha ก็จำได้แค่สามคำตอนนี้ เริ่มจะเครียดแล้วนะเนี่ย กรีกก็อยากเรียน ไหนจะบาลี เขมร พม่า ไทยใหญ่อีก โอ๊ยยยย เครียดจริง ๆ ด้วย

บอกตัวเองไว้ก่อนดีไหมว่า Rome wasn’t built in a day!!!!

2. อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มเรียนภาษาใหม่ โดยไม่ได้ใช้เงินไปแม้แต่บาทเดียว ต้องขอบคุณ คุณศล จริงๆ ที่ส่ง ebook มาให้ แล้วก็เลยไปเจอแหล่งรวมหนังสือ ebook ที่สามารถโหลดได้อีก ทั้ง ๆ ที่เป็นปกติ ถ้าจะเริ่มเรียนภาษาใหม่ อีมิ้งจอมบ้าคงวิ่งแจ้นไปซื้อหนังสือมาสักสามเล่มเป็นอย่างน้อยมาตุนไว้ (ดังนั้น อย่าถามเชียวว่ามิ้งมีตำราอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาเลี่ยนกี่เล่ม – เฉพาะอังกฤษ เคยเอามาดูก็ตกใจว่ามีเป็นตู้แล้ว จะเอาอะไรล่ะ
- Headway ทั้ง Pre-Intimidate/ Intimidate/ Advanced
- Languages in Use ทั้ง Grammar/ Structure/ Vocabular
แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายเกินจะกล่าว พูดได้ว่าเป็นยิ่งกว่าญาติผู้ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาแล้ว แล้วอันนี้ก็ไม่นับ dictionary ทั้งหลายที่มีนะคะ ไม่ต้องถามว่ามีอะไรบ้าง แค่ Slang อย่างเดียวก็ปาไปสาม Idioms อีกสี่ โอ... กู)

นั่นแหละ แต่เพราะคราวนี้เกรงใจตัวเองว่าเพิ่งซื้อชุดหนังสือและซีดีอิตาเลี่ยนแพงระยับมา (จริง ๆ แล้วเกรงใจหนังสือ!) ก็เลยพยายามกดมือตัวเองไม่ให้หยิบแล้วเอาไปจ่ายเงินไว้ แล้วอีกอย่างก็กลัวว่า passion นี้จะ burn bright, burn high and then die ตามลักษณะนิสัยด้วย ก็เลยบอกตัวเองไปก่อนว่าถ้า endure ได้ครบเดือนนึงก็จะวิ่งไปซื้อตำราเพิ่ม

นั่นแหละ Life has made of purpose, and full of purpose!

3. แต่เห็นหนังสือที่โหลดมาแล้ว เปิดหน้าแรกก็ไม่เท่าไหร่เพราะเป็นฟอนท์ Time Roman ในไฟล์ pdf พิมพ์บอกชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งธรรมดา แต่หน้าต่อมานี่สิ เห็นแล้วนิ่งงันมาก ๆ หนังสือทั้งสามเล่มตีพิมพ์ในปี 1891, 1911, 1913 (ดูแค่ปีที่พิมพ์ซ้ำล่าสุด) ก็ร้อยกว่าปีมาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จะผสมผสานออกมาแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ลาตินดูเป็นคนละยุคสมัยกับโลก IT อย่างปัจจุบันมาก ทั้งปีที่พิมพ์ ทั้งภาษาที่กำลังเรียน ดูย้อนเวลากลับไปจริง ๆ

อืม แค่เห็นแค่ e-book ก็เกิดความรู้สึกย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าได้เห็นหนังสือจริง ๆ ได้สัมผัสกับมือก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แปลกสำหรับมิ้งที่ผู้ที่เขียน หรือแม้แต่เจ้าของหนังสือเล่มนั้นจะไม่อยู่แล้ว มิ้งก็ยังเกิดความรำลึกถึง และคิดถึงเขาเหล่านั้นอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของลายมือที่อยู่ในหนังสือ รู้สึกอยากย้อนเวลากลับไป แล้วเห็นด้วยตาตัวเองถึงยุคสมัยที่หนังสือเล่มหนึ่งเกิดขึ้น และคงตัวตนต่อมา และขณะที่เขียน ก็เกิดนึกถึงเวลาที่มีการใช้ลาตินกันอยู่

หรือว่ามิ้งจะเกิดอาการ Somewhere in Time ขึ้นหนอ?

4. แต่ Latin ยากจริง ๆ ขนาดมีพื้นอิตาเลี่ยนมาแล้วนะเนี่ย กฎการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก นั่งทำแบบฝึกหัดไป อ่านไปก็อยากจะลุกมากรี๊ดก็หลายครั้ง หรือกรี๊ดไปแล้วก็มี .. แต่สงสัยว่าไฟยังติดแรงอยู่กระมัง ก็เลยฮึดบอกตัวเองไปว่า ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ดี ขึ้นมา

ถึงจะเริ่มเรียนอย่างมุ่งมั่นได้ไม่เท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็รู้สึกเหมือนได้โลกมาไว้ในกำมือแล้ว ทั้งที่รู้ได้ไม่ถึงหนึ่งในล้าน แปลกที่รู้สึกดี เหมือนว่าได้ไล่ตามความฝันที่สูญหายไป และเห็นความฝันนั้นใหม่แล้วไล่ตามกลับมาอีกครั้ง

มิ้งรักภาษาจริง ๆ นะเนี่ย เป็นความดื่มด่ำ รักในระดับลึกซึ้งมากกว่าที่มีต่ออะไรทั้งสิ้น ... ตอนนี้ก็อยากจะเรียนภาษาร้อยแปดขึ้นมาอีกแล้ว อืมม ถ้าเรียนได้เรื่อย ๆ ก็คงจะดี

Come along is my ambitious ambition จริง ๆ !

Monday, July 17, 2006

A Cultured Side

คิดอยู่นานตั้งแต่ตอนเย็นที่ตัดสินใจจะเปลี่ยน title ว่าจะเป็นอะไรดี

....Sit and Meditate? Sophisticated and Philosophised? The Realm of Ming-ism? คิดอย่างไรก็ไม่ถูกใจ เหมือนตอนที่เลือก Spin Around With Ming ด้วยความเร็วในพริบตา ……

นั่นแหละ คิดไปคิดมา ก็เลยตัดสินใจใช้วิธีเดิม เหมือนตอนที่ได้ชื่อ Spin Around ออกมา อยากได้ชื่อง่าย ๆ แต่ก็สื่อความหมายอย่างที่ใจต้องการ .. อย่างคำข้างบนก็ชอบเยอะ แต่ดูว่าไม่ practical เท่าไหร่

อย่างที่บอกว่าจะให้ได้อารมณ์ที่สงบนิ่งกว่าที่ bloggang ซึ่งตอนนี้สับร่าง กลายเป็นหมาเลี้ยงแกะ ตามตลาดไปแล้ว ก็เลยได้ชื่อนี้ – A Cultured Side – ขึ้นมา

เพราะอย่างน้อยก็ดูว่า สื่อได้ถึงร่างละเอียดอ่อน และคิดวิเคราะห์ ทั้งด้านตรรถกะเหตุผล และทั้งด้วยอารมณ์ความรู้สึกก็ตาม สื่อได้ถึง educated/ polished and refined อีกต่างหาก!

---------------
-other candidates-
1. sober
ตอนแรกอยากได้คำในลักษณะที่ parallel กับชื่อเดิม แล้วก็ขึ้นต้นด้วย S คำว่า Sober ก็เลยผุดขึ้นมาในหัวพอดี แล้วก็ นั่นแหละ คำนี้เลย คำนี้เลย เพราะเป็นได้ทั้ง serious and calm แล้วก็ not affected by alcohol แต่พอคิดได้ว่า อาจจะ drunk by emotions ก็เลยตัดออกไป – ขนาด save เป็นคำนี้แล้วเชียวนะ!

2. sophisticated
ความหมายนี้แหละ อยากได้ที่สุด แต่เป็นคำที่เสียงฟังดูจริงจัง และเป็นทางการมากไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ความหมายตรงใจระดับหนึ่งเลย

ถึง Spin Around With Ming

ผันเปลี่ยน เปลี่ยนแปร
ผันแปร เปลี่ยนแปลง
แปรเปลี่ยน เปลี่ยนแปร
ผันแปร เปลี่ยนไป

ใช้ Template เดิมมานานตั้งแต่เริ่ม June 2004 ถึงปัจจุบันก็ 2 ปีกว่าแล้ววันนี้ไปโพสต์เรื่อง เด็กสาวจากดาวอื่น ก็คิดได้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเสียที อยากให้โพสต์แล้วตัวเองเข้าไปอ่านด้วยความสบายใจ รื่นรมย์ และเห็นความแปลกใหม่ที่จะกระตุ้นให้เกิดความพอใจ มีชีวิตชีวา มากกว่าจะเป็นความเฉยชาเช่นเดิม

เข้าไปเลือก template แล้วก็แปลกใจ ที่พอใจกับแบบที่เลือกมามาก มากโดยที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่ยอมใช้ เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนนะ เติบโต แตกต่างจากเดิม เหมือนที่พูดไว้ในเรื่อง เปลี่ยนแปร? หรือไร

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมก็มี blogspot เป็นพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้เก็บความคิด รวบรวมสิ่งที่เขียนไม่ให้กระจัดกระจายสูญหายไป

ไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะยังเป็น Spin Around With Ming อยู่เช่นเดิมไหม เพราะเหมือนว่า บุคลิกที่ blogspot และ bloggang จะเกิดการทับซ้อนและสลับกันไปเสียแล้ว เพราะอารมณ์ที่เหลืออยู่ที่ blogspot กลับเติบโตและเหมือนจะละเอียดอ่อนกว่าที่เคยเป็นมาก ถ้าได้ชื่อใหม่ ก็คงจะเปลี่ยน แต่ตอนนี้ยังหาที่ถูกใจไม่ได้เลย

Sit and Meditate? Sophisticated and Philosophised? The Realm of Ming-ism? คิดอย่างไรก็ไม่ถูกใจ เหมือนตอนที่เลือก Spin Around With Ming ด้วยความเร็วในพริบตา


อย่างไรก็ตาม คงไม่เกิดคำถามกับตัวเองว่า template ใหม่ตามบุคลิกใหม่ กลับมาซับซ้อนหรือว่าสับสนกัน นะ