Wednesday, March 29, 2006

มิ้งกิทัวร์: ภาคเลยไปเลย (1)

และแล้ว ขณะที่กำลังทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น พระมาร (ดา) ที่รักและเคารพของเราก็ได้โทรเข้ามือถือมาว่า จะต้องไปจังหวัดเลย และดิฉันก็จะต้องไปด้วย ขอให้คุณลูกขาตรงดิ่งจากที่ทำงานกลับบ้านมาในบัดดล เดชะบุญที่ช่วงนั้นไม่มีงานการใด ๆ ค้างอยู่ ก็เลยรีบเคลียร์งานที่กำลังทำอยู่ ก่อนจะพุ่งตัวดิ่งไปหาหัวหน้า แล้วก็บอกว่าหนูขอลา ... โอ โอ น่ากลัวมาก ๆ หลังจากนั้น ไม่ถึงชั่วโมงก็ได้กระหืดกระหอบมาถึงบ้าน

โอ ไม่เคยเก็บกระเป๋าเร็วเท่านี้มาก่อน หยิบเสื้อมาแล้วก็โยน ๆ ลงในกระเป๋า แล้วก็หันไปทำอย่างเดียวกันกับของใช้ในห้องน้ำทั้งหลาย ....สบู่ มีแล้ว! ยาสีฟัน มีแล้ว! แปรงสีฟัน ยาสระผม ครีมล้างหน้า สครับ โลชั่น ฯลฯ ......... เช็ค ครบ! หยิบหนังสือติดมือได้แล้วก็รีบ ๆ เปลี่ยนชุดกระโดดขึ้นรถไป โอ ถ้ามาจับเวลาจะมีรางวัลเก็บของเร็วดีเด่นใด ๆ ให้หนูไหมคะ

รถตู้คันใหญ่ประกอบไปด้วยคุณป๋า พระมาร (ดา) และอิฉัน ดังนั้น จะมานั่งรวมฝูง เอ๊ยย รวมกลุ่มทำไม มิ้งนั้นก็เลยแยกไปนั่งข้างหลังแล้วพยายามทำตัววิชาการอ่านหนังสือมีสาระตั้งแต่ที่ออกรถ แต่ก็นะคะ พวกไร้สาระมันจะทำตัวมีสาระได้นานสักเท่าไหร่กัน ผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที หนูก็ต้องเลิกอ่าน เพราะว่า อ่านหนังสือแล้วเริ่มจะเมารถ (หรือว่าจะเมาความรู้ก็ไม่แน่ใจ) แต่อ๊ะ นั่งไปเรื่อย ๆ มันก็เบื่อ พอดูวิวสองข้างทางได้สักพักก็เริ่มเบื่อ ถึงกับขอข้ามไปนั่งกับบุพการีทั้งสองแทน แน่ล่ะ .... ภาพที่ออกมาเป็นครอบครัวสุขสันต์สุขแสนเหลือจะกล่าว นั่งติดกันเป็นแผงทั้ง ๆ ที่มีที่เหลืออีกครึ่งรถแบบนี้

แล้วก็แอบฟังพ่อกับแม่คุยกันไปพลาง คุยกับพ่อกับแม่ไปพลาง ระหว่างทางแวะเข้าห้องน้ำ ณ ปั๊มเจท แถววังน้อย มาตาปีย์ซึ่งกำลังงงใกล้จะหลับก็ได้เดินลงไปล้างหน้า แล้วเมื่อเดินออกมาก็ประสบพบพักตร์เด็กผู้ชายวัยรุ่นที่เข้ามาปะทะตัว หะแรก เราก็คิดว่าน้องเค้ามาขอรับบริจาคโลง ก็ยิ่งใกล้จะหลับแบบนี้ สมองจะไปทำงานได้อย่างไรคะ คุณขา ... อย่างไรก็ตาม น้องเค้ามาขายซีดีของวงใต้ดินต่างหาก ป้าซึ่งกำลังงง ๆ และไม่มีเงินติดตัว แต่ก็อยากจะสนับสนุนเด็ก ก็เลยบอกไปอย่างหน้าไม่อาย ..แม้แต่น้อย.. และจริงใจจริงจังมากว่า พี่ไม่มีเงินค่ะน้อง รอก่อนนะคะ .... แต่อ๊ะ คุณแม่สุดเลิ๊บบเดินออกมาจากห้องน้ำพอดี อีมิ้งก็ .... แม่ขา ขอร้อยนึง ..... ต่อหน้าเด็กทันที

แม่หยิบมาให้อย่างงุนงงสงสัย แต่เพราะความอยากได้ของในร้านจิฟฟี่มีมากกว่า ก็เลยเก็บความงวยงงและให้ลูกสาวสุดที่รักไปซื้อของตามประสงค์มาให้ที เมื่ออีมิ้งซื้อของห้อแรดกลับมาแล้วก็ เจอคุณน้องคนเดิมอยู่ที่เดิม แล้วคุณน้องก็โค้งทำท่าขอบคุณ ซาบซึ้งประทับใจจนป้าแก่น้ำตาและใจอ่อนอย่างอิฉันร่ำ ๆ จะซื้อซีดีแผ่นที่สอง-สาม-สี่-และห้าต่อไป

บุพการีทั้งสองกำลังลั้ลลาอยู่ที่ร้านกาแฟถัดออกไป แล้วหน้าร้านก็มีคุณน้องอีกคนนั่งขายซีดีอีกเช่นกัน โอ น้อง ๆ คะ ดักมันทุกจุดเลยใช่ไหมคะ ... นั่นแหละ พี่มิ้งน้ำใจงามไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ว่าเข้าไปในร้าน แล้วก็แกะซีดีมาดู อ๊ะ มองเห็นด้วยหางตาว่าคุณน้องคนที่สองก็กำลังทำท่าปลาบปลื้มที่ซื้อซีดีไป ประมาณอารมณ์เมื่อเราเดินออกมาจากร้าน คุณน้องคนที่สองก็โค้ง โค้ง โค้ง ละล่ำละลั่กขอบคุณพี่มิ้งอีกคน เอ... หรือป้าจะซื้อซีดีอีกสิบแผ่นดีวะ?

เมื่อที่รถ เราก็พร้อมจะออกเดินทางต่อไป และเดี๊ยนก็หยิบซีดีมาดูอีกครั้ง น้องคนแรกบอกว่า เพลงประมาณ Big Ass และอะไรอีกสักวง แต่ก็นะ เพราะกำลังจะหลับ ประกอบกับไม่ใส่ใจมาก ซื้อมาเพราะช่วยซื้อ ก็เลยจำไม่ได้ แต่นั่นแหละ แม่บอกว่า น้องคนขายบอกกับแม่ว่า มิ้งเพิ่งซื้อเค้าเป็นคนแรก และเค้าก็เพิ่งขายได้แผ่นแรกวันนี้ โอ ......... หมดคำพูดมาก ๆ ฮือฮือ

พระบิดาหยิบเอาซีดีไปดู แล้วก็เจอสิ่งที่มิ้งไม่ได้เห็นมาก่อน ก็คือ ที่ข้างล่างของปกด้านหลัง เขียนตัวเล็ก ๆ ไว้ประมาณว่า

“…………. กลุ่มนักสู้ทางดนตรีกลุ่มนี้ล้มลุกคลุกคลานบนถนนดนตรีมากว่า 10 ปี โดย .. ไม่ประสบความสำเร็จ ... แต่เพราะความรักดนตรีก็เลย ไม่มีคำว่า ยอมแพ้ และจนบัดนี้ก็ยังล้มเหลว เพราะขาดโอกาส ………..”

แง๊บบ แง๊บบ ตอนแรกคุณป๋าเอาไปอ่านออกเสียง เราถึงกับนึกว่าล้อเล่นเป็นมุขไป ใครจะนึกว่าจริ ง ๆ เล่าคะ โอ โฮโฮ......... หมดคำพูดมาก ๆ อีกรอบ

อยากจะฝากบอกว่า สู้ต่อไปไอ้มดแดงเสียจริง

หลังจากนั้น ก็เล่นอะไรก็ไม่รู้ หลับ ๆ ตื่น ๆ ไปเรื่อยย แล้วรู้ตัวอีกที พระมาร (ดา) ก็กำลังแวะปั๊มอีกแล้ว ซึ่ง อีมิ้งก็รีบไปเล่นกับน้องหมาอัลเซเชี่ยนตัวบะเอ๊กที่เล่นอยู่ที่สนามหญ้า แล้วพอบอกว่าจะมาร้านขนม น้องหมาก็วิ่งนำไปก่อน พอแซวหมาน้อยว่าจะไปขายของเหรอคะ ก็ได้คำถามเมื่อเห็นเด็กที่อยู่กับหมาหน้าเริ่ดกลับไปที่ร้านก่อนเพื่อน โอ คุณน้องเป็นคนขายของนี่เอง

(มีต่อ — ยังไม่จบง่าย ๆ หรอกค่า)

Tuesday, March 21, 2006

ทุบพระพรหม

ตื่นเช้ามาด้วยข่าวพระพรหม เอราวัณถูกคนวิกลจริตบุกไปทุบทำลายตั้งแต่เมื่อคืน แล้วเจ้าคนที่ไปทำลายพระพรหมก็ถูกรุมประชาภัณฑ์จนตกตายตามกัน เสียชีวิตไปด้วย แล้วพอไปทำงาน ทุกผู้ทุกเหล่าก็พูดกันแต่เรื่องนี้ กลายเป็น talk of the town กันไป

โอ สิ่งแรกที่เข้าสมองขณะได้ยินข่าวก็คือ สงสัยคนรุมประชาภัณฑ์จะเป็นแหล่าแม่ค้าพ่อขายทั้งหลาย ถึงจะกลายเป็นว่าจำเลยใหญ่กลายเป็นคนดูแลทำความสะอาดไปก็เถอะ คิดอารมณ์สิคะว่า ......

.... เฮ้ยยย ไอ้ห่านั่นแม่งทำอะไรวะ .... อันนี้แม่ค้าคนที่อยู่ในเหตุการณ์คิดในใจ ….ไอ้เลว

แต่ยังไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะว่างงงวยตั้งสติไม่ได้

สักพัก เริ่มรู้ตัว

กรี๊ดดด แหล่งทำมาหากินของกู๊ๆๆๆ … คิดในใจต่อ ... แหล่งทำมาหากินของกู๊ๆๆๆ

เริ่มได้สติพอ พี่วันดี แม่ค้าขายพวงมาลัยก็เริ่มตะโกนกรีดร้อง

“กรี๊ดด มันกำลังทุบพระพรหม” ... ที่ไม่ได้พูดต่อคือ แหล่งรายได้ .... “ใครก็ได้หยุดมันที!!!”

“กรี๊ดด ... มันทุบใหญ่แล้ว … หยุดมันเร็ว!!!”

.... เฮ้ย เสียงผู้หญิงที่ไหนร้องวะ .... ชายขับแท๊กซี่พี่สมยศได้ยิน และแล้ว วิญญาญซุปเปอร์แมนและสไปเดอร์ก็สวมร่างเขาทันที

แต่เผอิญว่าคนร้ายถือค้อนอยู่ ....

แล้วสักพัก คนก็เริ่มเยอะ ได้การร

"พวกเรา เลี๊ยะ!!!!!!!!"
..........
(แหล่งข้อมูลประกอบจาก ผู้จัดการออนไลน์ http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9490000038096)

เขียนอะไรไปเนี่ย เอาเถอะ สรุปได้ว่า
1. คนทำผิดได้รับโทษ และแล้ว มันก็ได้รับกรรมไป (จากแนวการวิพากษ์วิจารณ์แบบคนไท๊ยคนไทยยย)
“เนี่ย มันตายจริง ๆ ด้วยค่ะพี่ เพราะมันไปทุบพระพรหมแท้ ๆ”
“นั่นสิคะ คุณน้อง”

2. ส่วนหนึ่งนอกจากความแค้นที่ไปทำร้ายทำลายพระพรหมอันเป็นที่เคารพสักการะอย่างยิ่งแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์พระพรหมก็เป็นแหล่งรายได้และผลประโยชน์ใหญ่ด้วย ความแค้นจัดจากประการหลังก็น่าจะสูงพึ่งปรี๊ดดดได้ไม่ต่างกัน
“ไอ้เหี้ย กูขายตรงนี้มา 30 ปีแล้ว แล้วมึงจะให้กูทำอะไรระหว่างนี้วะ”
“รายได้กูลดลงแน่ ....... มึ้งงงงงง!”

3. โหรทั้งหลายและบรรดาฝ่ายค้านจะต้องออกมากรีดก้องว่า เป็นอาเพศเกิดจากรัฐบาล
แล้วเป็นอย่างไรล่ะ ไม่ใกล้ไม่ไกล ดูพาดหน้าผู้จัดการออนไลน์ (อีกแล้ว - http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000038190) เอาสิ

เค้าบอกว่า “อดีตโหรแม้วฟันธง! ทุบพระพรหมลางร้าย นองเลือดแน่ถ้าไม่ลาออก”

แมวไม่ออกลูก แม่ไก่ไข่ไม่ดก อะไรก็โยงได้ ถ้าจะโยง

ปล. ต้องบอกกันกล่าวว่าไม่ได้มีเจตจาลบหลู่หรือไม่เคารพองค์พระพรหมแต่ประการใด หากผิดพลาดล่วงเกินประการใดไป ขอขมาและขออโหสิกรรมไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ – มาตาปีย์

In that box

In that box,
I scream, scream and scream
Scream until nothing inside me is left,
Scream until I let go of myself.

In that box,
I scroll in the ball,
Roll into myself
Roll until I sense myself.

In that box,
I untwist my self-animus,
Untwist the hatred, fear, jealousy
Until I feel nothing.


In that box,
I tame the beast within,
Tame, untame, tame,
Until another beast comes out.

And I am consumed again..

อาถรรพ์ อาถรรพ์ Sway

กรี๊ดด เมื่อวานกำลังลั้ลลา ฟัง Sway ของ Pussy Cat Dolls แล้วอย่างไรทราบไหมคะ

ระหว่างที่ดิฉันก็เคลื่อนตัว sway ไปปิดประตูบ้าน นั้น นั้น ........ โฮโฮ

วันนี้เค้ามาฉีดปลวก โดยที่ต้องเจาะสว่าน drill ไปที่พื้นกระเบื้อง แล้วความที่คุณพี่คนฉีดปลวกเจาะพื้นไปทั่วทั้งบ้าน พี่ที่บ้านก็ไม่ได้ทำความสะอาดห้องทำงานให้อย่างทั่วถึงเสียด้วย พื้นกระเบื้องมันลื่นไม่พอ นี่ยังมีผงฝุ่นจากการเจาะสว่านเข้าเสียอีก คิดสภาพพื้นลื่น ๆ ที่โรยแป้งฝุ่นลงไปสิคะ นั่นแหละ มาตาปีย์ก็ล้มพรืด กลิ้งลงไป โฮโฮ

เจ็บจังเลย เจ็บมาก ๆ เข่าซ้ายกระแทกลงไปเต็ม ๆ แล้วมือที่ลงไปช่วยยันก็เจ็บเจียนตายอีกตังหาก หลังจากนั้นก็โซซัดโซเซซมซานไปกรี๊ดกับแม่ จากที่จะไปนวดน้ำมันให้เจ๊ ก็เลยกลายเป็นต้องให้พระมาร (ดา) มาช่วยประคบน้ำแข็งอีกต่างหาก

โฮโฮ อาถรรพ์อะไรกันคะนี่??

Monday, March 06, 2006

The back of my mind shouts at me

Against my daily play to life,
The back of my mind is asking the question,
“Why do you act this way?”


Irritably, I ask “What is wrong?
I live my life, I have my share.
It is a life – a normal!”

The back of my mind sounds sudden rough,
“It is not normal! Yes, you live.
Yes, you have gained your place in the society.
But you are not being you.”

“I am me, what else can I be?”
I ask back at once.

The back of my mind shouts back,
“Oh yes, you live with no dreams.
You live with restless mind, and fear to act.
Perfect life, isn’t it?”


Now I’m stunned, it adds,
“Remember who you are.
And do not forget that, nor forget what you can be!”
--------------
มีคนบอกว่าหดหู่???

ไม่หดหู่เลยนะคะ

มันแสนจะเป็นสัจจธรรมของชีวิตออก
บางทีการที่เราทำอะไรซ้ำเดิมทุกวัน ก็ทำให้เราเกิดความเฉยชิน และคุ้นเคยกับสิ่งนั้น
จนบางครั้ง เราก็หลงติดกับมัน และก็หลงลืมสิ่งที่เคยเป็นอยู่ก่อนหน้า

อย่างที่ชัดที่สุดก็คือ Who moved my cheese อย่างไรล่ะคะ
เมื่อเราเคยชินกับอะไรมากเกินไป ก็ทำให้เราปิดกั้นหนทางอื่น ๆ สำหรับชีวิตไปเช่นกัน

Everything has its price. มีคนบอกเอาไว้ แล้วมันก็จริง
อาจจะดูว่า มองโลกในแง่ร้าย แต่อย่างน้อย ๆ ในทางเศรษฐศาสตร์ก็มีเรื่อง ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) อยู่แล้ว และเมื่อเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสทางสังคม นั่นก็คือ เมื่อเลือกทำสิ่งหนึ่งก็ย่อมจะต้องสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป

และที่สำคัญที่สุดก็คือ เพราะความเคยชินนั้น ทำให้เราไม่รู้สึกว่าเราได้ยึดติดเสียด้วย