Tuesday, April 18, 2006

ฟุ้งซ่านก่อนเลือกตั้ง

พรุ่งนี้วันเลือกตั้ง สว. แล้ว
มีคนมาให้เลือกตั้ง 260 คนแน่ะ
เยอะจัง อย่าว่าแต่รู้จักว่าใครเป็นใครเลย
ถ้าไม่มีแผ่นพับของ กทม. แจกก็ยิ่งไม่รู้เลยว่าใครลงสมัครบ้าง

คนตั้ง 260 คนลงสมัคร จะมีใบแนะนำตัวกี่ใบ จะมีแผ่นพับกี่ใบ?
ถ้าเกิดว่าเข้มงวดผู้ลงรับสมัครสมาชิกสภาสูงเหล่านี้ คนได้ลงสมัครน้อยลง
จะเกิดการใช้ทรัพยากรมีประสิทธิผลกว่านี้ไหมหนอ ...

ป้ายแนะนำตัวจะน้อยลง
กระดาษน้อยลง
แรงงานก็ใช้น้อยลง

..หรือจะเป็นการกีดกันการมีบทบาททางการเมืองอยู่ในมือคนจำนวนน้อยลงกัน

แต่อย่างไรเราก็เลือกไม่ได้ทุกคนอยู่แล้วนี่

เราจะเลือกใคร?
และเราจะเลือกอย่างไร?


เลือกคนที่เราชอบ
หรือเลือกคนที่เราจะไปให้ฐานเสียงเขาดังกว่าเดิม

เลือกคนที่เราชอบ
ถึงแม้รู้แน่ว่าเขาไม่ได้
จะเป็น emotional reason แบบที่หนึ่ง

หรือเลือกคนที่เราสงสาร
อยากให้ชนกลุ่มน้อย/ ด้อยโอกาสในสังคมได้มีพลังขึ้นมา
เป็น emotional reason อีกแบบ
หรือจะเป็นการดูถูกคนกลุ่มนั้นด้วยความสงสารกัน


หรือเลือกคนที่เราไม่ได้ชอบมาก
แต่เขาอยากให้เขาชนะเด็ดขาดกว่าเดิม
คิดตามความน่าจะเป็น rational reason

..... แล้วก็ไปเลือก

--------------

มีหลายคนบอกว่า ให้เรารีบไปให้สิทธิกันให้เร็ว อย่าได้เอ้อระเหยไปลงตอนใกล้ปิดคูหาเป็นอันขาด เพราะว่าความที่มีคนให้เลือกเยอะ เราอาจจะตาลายและหาหมายเลขที่เราจะเลือกช้าล่าไปกว่าปกติก็ได้

Sunday, April 02, 2006

มิ้งกิทัวร์: ภาคเลยไปเลย (2)

คำต้องเตือน: ไม่เคยเขียนเรื่องยาวหลายตอนที่เกี่ยวกับไปไหนได้จบสักทีนะเจ้าคะ เท่าที่จำได้ก็ปาไปสี่ซ้าห้าเรื่องแล้ว (หลักฐานพบได้ใน blogpost) คนที่คิดว่าจะแต่งเรื่องนี้แล้วได้อ่านจนจบ ก็ขอให้คิดใหม่ หรือไม่ก็ชวนกันภาวนาอ้อนวอนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาดลใจหนูด้วยนะคะ

หลังจากที่มิ้งวิ่งหน้าเริ่ดไปซื้อของในร้านขายของในปั๊มแล้ว เมื่อได้เริ่มเห็นของกินก็เริ่มเกิดความรู้และความเข้าใจว่า “หนู-หิว-จัง-เลย” ขึ้นมา แน่ล่ะสิคะ เพราะการกระหืดกระหอบกลับบ้านทำให้ขาดมื้ออาหารกลางวันไปอย่างที่ควรจะเป็น แล้วพวกที่ใส่ใจให้ major concern ของตัวเองคือ อาหารอย่างมิ้งจะทนได้เหรอคะ? ..... ไม่ได้ ไม่ได้ เด็ดขาด!! กินอะไรดีล่ะ? แง๊ แล้วร้านของแสนจะเป็นโชว์ห่วยนี่ก็มีแต่อะไรก็ไม่รู้เสียด้วย
.....ทางด้านซ้าย เลย์ ก๊อบก๊อบ คอนเน่ ….
.........ตรงกลาง น้ำทิพย์ น้ำฝรั่งมาลี กระทิงแดง........
แล้วก็มี คุ๊กกี้สิงคโปร์ ข้าวตังหมูหยอง อยู่อีกด้าน ……………
โอ ฉันอยากได้อะไรคาว ๆ นี่คะ ปลาหมึกสควิดดี้ไหมครับพี่? น้องที่เห็นป้ากรีดบ้าอยู่กับตัวเองส่งเสียงมา คงคาวพอได้อยู่ ... เอ่อ ก็จริงนะคะ คุณน้อง แต่พี่อยากอะไรค๊าวคาวแบบที่เป็นชิ้นเป็นอันนี่คะ ฮือฮือ ..... แล้วเมื่อกี้ตอนอยู่ที่ปั๊มเจทอันเต็มไปด้วยไส้กรอก ซาลาเปา ข้าวผัด ป้าก็มัวแต่อิ่มบุญกับซีดี แง๊ .......... ตอนนี้รู้แล้ว่าอิ่มใจกับอิ่มท้องเป็นคนละเรื่องกันจริง ๆ ด้วย

ซาละเปาอยู่หนายยย .... ขนมจีบก็ด๊ายยย... หรือข้าวกระเพราไปเลยก็จะดีมาก .. เสียงจิตใต้สำสึกมิ้งกำลังโหยหอนโหยหวนสุดขีด

ในที่สุด ก็เลย ต้องปล่อยเลยตามเลย กลับไปที่ทางเลือกสุดท้ายกันตาย มาม่า/ไวไวคัพ! โอ ต้องบอกว่ามิ้งเนี่ยไม่ได้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจริงจังมาเป็นหลายปีแล้ว และก็กลายเป็นลัทธิห่างไกลบะหมี่ฯ นี้แล้วเสียด้วย แต่ก็นะ ไม่มีทางเลือกนี่คะ

อยากกินเส้นหมี่ขาวที่สุด แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ก็เลยถึงกับออกปากบอกพระบิดาที่เดินมาดูของบ้างว่าให้ช่วยกันหา แล้วคุณน้องคนเดิมที่ได้ยินประโยครีเควสขอร้องก็ช่วยมีส่วนร่วมในกิจการของตระกูลเราโดยการบอกว่า ไม่มีเส้นหมี่ครับพี่ .... กะ กะ กรี๊ด เหมือนสายฟ้าฟาดใส่ แต่เพราะอีมิ้งเป็นสัตว์ที่ปรับตัวกับกระแสโลกได้เก่งเหมือนจิ้งจกป่า (เก่งกว่าจิ้งจกบ้าน) ก็เลยกินเส้นมาม่าก็ได้วะ แต่เอ เอารสหมูสับหรือต้มยำกุ้งดีนะ?

อะไรก็ไม่รู้ดลใจให้กินรสหมูสับ ซึ่งเกิดมาไม่เค๊ยไม่เคยกิน (เพราะจืดดดไป กินเป็นแต่ต้มยำ ... ตอนเด็ก ๆ หนูเอาแม๊กกี้ กะปิ คนอร์ก้อน รวมไปถึงน้ำตาลปี๊บกินเล่นมาแล้วนะคะ อย่าได้ดูถูกกันเชียววว!) มาลองกิน ... ขึ้นรถไป โซ๊ยมาม่าไป แล้วก็นึกอะไรแปลก ๆ (และโง่) ขึ้นมาได้ ก็เลยถามแม่ไปว่า แม่ รสอะไรผงชูรสจัดกว่ากันน่ะ แม่ซึ่งเห็นมาม่าคัพในมืออีกมิ้งก็รีบตอบมาว่า สงสัยจะรสหมูสับ อ้าว อ้าว คุณแม่ที่เคารพขา แล้วอิฉันก็ซดมาม่าค้างกันไป และแม่ซึ่งเห็นและแอบสะใจไปแล้วก็เอ่ยปากมาอีกว่าจริง ๆ ก็พอ ๆ กันนั่นแหละ

เอาแล้ว! เอาแล้ว! โมโนโซเดียม แอล-กูตาเมต (Monosodium L-Glutamate – เพิ่มวงเล็บภาษาอังกฤษเลียนแบบงานวิชาการซะ คนจะได้นึกว่าเรื่องของเราวิชาการจ๋า และมีสาระน่าเลื่อมใส อิอิ) เล่นงานเจ้าค่ะ ปากชา ลิ้นชา เหงือกชา ช่วยด้วยยยย ... แล้วพ่อก็ส่งส้มมาให้ในทันใด ก็เลยไม่รู้ว่าเป็นเพราะห่วงใยใส่ใจลูกสาวสุดที่รักมากอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ หรือว่ากลัวมันจะแหกกระเชอกรีดร้องไปมากกว่านี้ แต่ก็นั่นแหละ น้องส้มมาช่วยชีวิต แล้วเราก็รอดชีวิตต่อไป

หลังจากนั้น ทำอะไรดีคะ ภาพครอบครัวสุขสันต์แบบกิ๊บแผงยังดำเนินต่อไป ฟังคุณป๋าและอาเจ๊คุยบ้าง มีส่วนร่วมด้วยบ้างไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ......

จนกระทั่ง มิ้งตัดสินใจได้ว่า ไม่มีอะไรทำ นอนดีกว่า ... หรือมิ้งก็ไม่แน่ใจว่ามิ้งตัดสินใจจริง ๆ หรือว่าผีงูเหลือมสิงก็ไม่รู้ ยิ่งช่วงนั้นวิ่งผ่านป่าด้วย นั่นสินะ บุคคลกระตือรือร้นอย่างดิฉันจะนอนหนืดได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เพราะผีงูเหลือมสิงน่ะ งูเหลือมสิงแน่ ๆ ยิ่งถ้ามันตายตอนตัดถนนมันอาจจะเฮี้ยนมากจนมีอิทธิพลเหนือคนจิตอ่อนอย่างหนูก็ได้ ใครจะไปรู้คะ

นั่นแหละ ก็เลยปีนกลับไปที่เบาะหลัง แล้วก็เปิดถุงเครื่องนอนหยิบหมอนกอด ผ้าห่ม ถุงเท้า ที่ปิดตา และเสื้อหนาวขึ้นมา จัดแจงแต่งตัวใหม่แล้วก็เอาหมอนใบใหญ่ (หมอนหนุนประจำจากที่นอนที่บ้าน) มาวางให้เรียบร้อยสวยงาม แล้วก็เอนตัวนอนเหยียดยาวแนวขวาง (เห็นไหม ผีงูเหลือมสิงแหละ!) ห่มผ้า ปิดตา แล้วก็หลับไป

เอ พอมาเล่าก็ดูอึ้ง ๆ ว่าถุงเครื่องนอนป้ามีครบทุกอย่างยิ่งกว่าช็อปแผนกเครื่องนอนในเซ็นทรัลผ
สมกับเดอะมอลล์และโรบินสันแล้วนะเนี่ย อ๊ะ ไม่สิ เพราะขาดหมอนข้างไป เอาเป็นน้อง ๆ ห้างเหล่านี้ก็แล้วกัน ตอนที่จัดกระเป๋าน่ะ อะไรก็ลืมได้ ยกเว้นถุงเครื่องนอนนะคะ ... ตอนที่บอกแม่ก่อนขึ้นรถว่า อ๊ะ เอาถุงเครื่องนอนมิ้งขึ้นไปหรือยังคะ แม่ถึงกับทำหน้างงแล้วบอกว่า เรานอนโรงแรมกันนะ เอาอะไรไปด้วยอีก .... แต่แหมม ก็ถุงเครื่องนอนหนูเอาไว้ยังชีพบนรถระหว่างเดินทางไกลนี่คะ คุณแม่ขา...

(จบตอนที่ 2 แล้วก็ยังไม่จบซะที – เล่าแค่กินมาม่าก็ปาไปครึ่งหน้าแบบที มันคงจะคืบหน้าจนจบได้ง่าย ๆ หรอก ^^”)