Tuesday, May 30, 2006

เราต่างเป็นแกะในฝูง?

History is a set of lies agreed upon.
-Napoleon-

ตัวมิ้งเองมีความหงุดหงิดและข้องใจกับมุมมองและทัศนคติของคนไทยที่เกี่ยวกับการมองชาติเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับพม่า และลาวมานานแล้ว และก็เบื่อที่จะฟังว่า พม่าปล้นเผาเอาทองจากกรุงศรีอยุธยาไปไว้ที่ เจดีย์ชเวดากอง เหลือเกิน

เพราะรู้สึกว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมาไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ และไม่เข้าใจบริบทของเวลาและความเป็นไปของประวัติศาสตร์เอาเสียเลย ... ถ้ามองจากมุมมองพม่า มุมมองลาว เขมร ญวน ก็มีช่วงเวลาที่เราไปบุกรุก ไปทำลายของของเขา และก็กวาดต้อนมาเป็นของคนไทยเหมือนกัน ไม่ต้องเอาอะไรมาก แค่ดูจากชุมชนชาติต่าง ๆ ที่กลืนมากลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย อย่าง มอญที่เกาะเกร็ด ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ดีเพียงพอแล้ว

แล้วก็ได้อ่านข้อเขียนของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ลงในมติชน สุดสัปดาห์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ (หรือจะไปหาจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ได้ – ดูท้ายเรื่อง) กับในหนังสือของอาจารย์ที่ว่าด้วย "การเมืองของประวัติศาสตร์ และความทรงจำ " (มติชน, 2545) มิ้งก็ได้เห็นการอธิบายที่ชัดเจนและเป็นหลักวิชาจนมิ้งต้องขอคิดต่อเขียนต่อขึ้นมา

เพราะมิ้งชอบคิดนอกกรอบ และหลัง ๆ ก็ได้เริ่มคิดถึงและเห็นถึงความหมายของคำว่า วาทกรรม และบทบาทหน้าที่ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อมของคำ ๆ นี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็เลยได้ตีความหมายของคำว่าวาทกรรมนี้ไปให้ครอบคลุมถึงเรื่องราวรอบตัว

วาทกรรม (discourse) ในความหมายของมิ้งนั้น หมายถึง ทัศนคติและมุมมองบางอย่างในทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้น เพื่ออธิบายความเป็นไปบางอย่าง และเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและการยอมรับจากสังคม หรือแม้แต่กลุ่มอื่น ๆ ถึงความเป็นไปนั้น ๆ หรือแม้แต่ถึงการกระทำของคนบางกลุ่ม และที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยที่คนที่รับไม่รู้สึกถึงนัยที่แฝงมากับวาทกรรมนั้นเสียด้วย

และในทางประวัติศาสตร์ก็เช่นกัน อย่างที่ อาจารย์นิธิ ได้บอกเราว่า ประวัติศาสตร์นั้น เกิดจากการตีความของนักประวัติศาสตร์ โดยเป็นการเลือกเอาเฉพาะเรื่องราวบางเรื่องมาตีความ และการตีความนั้นก็ขึ้นอยู่กับทัศคติ ความเชื่อ และค่านิยมของผู้ตีความเสียด้วย … เพราะเราไม่ได้อยู่รับรู้เหตุการณ์ช่วงขณะนั้นจริง ๆ และถึงแม้จะมีหลักฐานที่บอกเล่าเรื่องราวใด ๆ มา ก็เป็นแค่การบันทึกและจดจำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นแค่มุมมองบางส่วน เหตุการณ์บางส่วนได้สูง
(ในแง่นี้ ก็คือ การผลิตซ้ำความเชื่อทัศนคติย่อยให้เกิดกลายเป็นทัศนคติ เป็นเรื่องราวหลัก และนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็รับต่อมากลายเป็นการผลิตซ้ำเรื่องราวของแต่ละรุ่นไปเรื่อย ๆ ?)

ถ้าวาทกรรมเป็นที่ถูกสร้างขึ้น และถูกแพร่หลายให้เกิดความเชื่อ และการยอมรับตาม เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมหมายความได้ว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง หากแต่เกิดจากการสร้างเรื่องราว และการ " ยัดเยียด" เรื่องราว (หรือจะพูดให้ฟังดูวิชาการมากขึ้นว่า การปลูกฝัง?) นั่นแหละ เมื่อได้ปลูกฝังเรื่องราวเหล่านี้ลงไปในสามัญสำนึกและความเชื่อของพลเมืองในสังคม และเมื่อให้กระบวนการปลูกฝังนี้ได้มีโอกาสฟักตัวและเจริญเติบโตในจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของประชาชนไปสักระยะหนึ่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ผ่านรุ่นของพลเมืองรุ่งหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง) แล้ว ความเชื่อเหล่านี้ก็ส่งอิทธิพลครอบงำรุนแรงและลึกซึ้งมากขึ้นจนเป็นความเชื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง

ดังนั้น อย่างที่อาจารย์บอกว่า ถ้าประวัติศาสตร์เกิดจากการปลูกฝังเรื่องราวที่อยากให้เราเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสร้างรัฐชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีการตั้ง ศัตรูของชาติ เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์ในแง่ของความปึกแผ่นทางด้านจิตใจ และเกิดความจงรักภักดีต่อความเป็นชาติ ผ่านการสร้างศัตรูร่วมกันแล้ว ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์เกิดเรื่องราวที่บอกให้เราเชื่อ เช่นนั้นแล้ว


ก็หมายความว่า เราเป็นแค่แกะในฝูง ทำตาม และเชื่อตาม อย่างที่มีคนบอกให้เราเชื่อโดนปราศจากการคิดเองน่ะสิ?

----------------------------
ลูกไล่ประวัติศาสตร์ ปฏิรูปการเมือง และเรื่องประตูหมู่บ้าน โดย ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(ดูเรื่อง ลูกไล่ประวัติศาสตร์)

Sunday, May 28, 2006

Self-poem

I can not make you believe what I have said about myself,
More than what you have believed me to be like.

Yet, you never know me,
You never know the real me.

I have my light side,
I own my dark part.

I have the brightest shade,
I have the dimmest pride.

And they are all the composition of me.
Of me, of myself, of my life.

You might ever get some slightest clues,
But never get all.

Tuesday, May 23, 2006

ไปงานสวด




(วันนี้ขออนุญาต sentimental แบบแปลก ๆ นะคะ)




บางครั้งเมื่อไปงานศพตามมารยาทสังคม
เจ้าภาพร่ำไห้ปวดร้าวกันหน้างาน
แต่หลังงาน คนที่มางาน นั่งพนมมือระรื่นเริงร่า
ชีวิตและความเปราะบางของชีวิตคืออะไร?

-------

พลัดพรากจากคนที่รักก็เป็นทุกข์
อยู่ร่วมกับสิ่งที่ไม่ได้รักก็เป็นทุกข์


เพราะมนุษย์มีเรื่องของอารมณ์ของความรู้สึกมาเกี่ยวข้องเสมอ แต่เพราะมีอารมณ์มาก็เลยเกิดการผูกพัน การผูกใจไว้กับของสิ่งนั้นหรือคนนั้น ๆ ด้วย

-------

วันนี้ได้ไปงานสวดพระอภิธรรมของคุณพ่อของเพื่อนที่คุ้นเคยกันมานาน และก็เลยได้ข้อคิดหลายอย่างกลับมา

บางครั้ง ชีวิตคนเราก็แสนจะเปราะบางเหลือเกิน และความตายก็อยู่ใกล้เรานิดเดียว เราไม่รู้ว่าเราจะไปเมื่อไหร่ หรือคนที่เรารักใคร่ผูกพันจะจากเราไปไกลเมื่อใด และเพราะความที่เรามีเวลาอยู่ด้วยกันเหลือเฟือ เหลือล้นจนเราอาจจะหลงลืมคุณค่า และความหมายของคนที่อยู่รอบข้างเรา

จึงจำเป็นมาก ที่เราจะต้องตระหนักถึงความผูกพันและความรักที่เรามีต่อคนเหล่านี้ และจัดสรรใช้เวลาและให้ความสำคัญกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างพอเพียง

ห่วงใย และแสดงออกให้รู้ว่าห่วงใย

รัก และแสดงออกให้รู้ว่ารัก


อย่าเก็บไว้ในใจ อย่าให้อยู่แต่เพียงในความคิด เพราะถึงเวลาจริง ๆ วันที่จะได้แสดงความรู้สึกในใจ หรือแม้แต่พูดกล่าวคำเหล่านี้ออกมาอาจจะไม่มี และเราก็อาจจะเสียใจไปตลอดว่าไม่ได้พูด ไม่เคยได้ทำอย่างที่ควรจะทำลงไป

หากว่า ได้แสดงออกให้รู้ว่ารัก แสดงออกให้รู้ว่าห่วงใยกันและกันแล้ว ถึงแม้อีกฝ่ายจะต้องจากไปไกล แต่อย่างน้อย เราก็เคยมีเวลาที่ดีที่ได้ใช้ร่วมกัน และจะมีเวลาเช่นนั้นตลอดไป

คนที่จากเราไป ไม่ได้แสดงว่า เขาหยุดรักเรา หรือเราหยุดรักเขาไปเมื่อไหร่ เขายังอยู่ในใจเรา และเขาก็ยังรักเราตลอดไป

.... ถึงแม้เราจะต้องจากกัน แต่อย่างน้อย เราก็มีเวลาที่ดีที่ได้ใช้ร่วมกันอย่างเต็มที่ และจะมีเวลาเช่นนั้นตลอดไป ……

-------

คุณคะ ห้ามไม่ให้คุณเสียใจ หรือบอกไม่ให้คุณเสียใจก็คงไม่ได้ ก็เลยจะขออนุญาตให้คิดถึงเวลาที่ดีที่เคยมีร่วมกันเอาไว้นะคะ รำลึกถึงคนที่จากไป และดูแลคนข้างหลังให้ดีนะคะ

เป็นห่วงนะคะ

Thursday, May 18, 2006

แม่สี

คุณบอกว่าเราแตกต่างกัน
และฉันก็รู้ว่าเรามีความต่างนั้น
แต่อย่างไร ฉันก็ชอบความแตกต่างนั้นอยู่ดี

หากเปรียบเป็นแม่สี
ให้คุณเป็นสีแดง
แล้วฉันเป็นสีน้ำเงิน
ถึงแม้เราจะไม่เหมือนกัน
แต่ก็เกิดความลงตัว กลายเป็นสีม่วงใหม่อยู่ดี

คุณเห็นแล้วว่า ฉันชอบความแตกต่างนั้น
ไม่ใช่มันทำเราให้แตกแยกกัน
แต่ทำให้เราได้เป็นตัวตนของเราเอง

แล้วคุณล่ะ
สีที่เพิ่มมา ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร?

-----
สังเกตได้ว่าช่วงนี้ติดอารมณ์ตะแหน่วมานะเนี่ย *shy*

Tuesday, May 16, 2006

I've seen the mirage

I've seen the mirage,
crossing upon the blue sky.
There is a castle, there is a rainbow,
and there is you.

I've stepped inside the castle,
crossing upon the rainbow.
There is courtesy, there is attraction,
and there is affection.

I've known this pattern of relation,
crossing upon the room.
There is a girl, there is a boy,
and there is a heartbreak.

And I'm starting mine.

Wednesday, May 10, 2006

เรื่องของหัวหอม


เศร้าจังเลย เมื่อเช้านี้ หัวหอม หมาคุณป้าที่อยู่ด้วยกันมาสิบสองปีจากเราไปแล้ว แต่เพราะต้องวุ่นวายกับการไปทำงานตอนเช้า ที่บ้านก็เลยเป็นคนจัดการทุกอย่าง

มิ้งก็เลยไปทำงานด้วยความสลดนิดหน่อย ไม่ถึงกับร้องไห้น้ำตาไหลพราก แต่มันก็เหงา ๆ โล่งว่างอยู่ในใจ


แล้วก็คิดถึงตอนที่หัวหอมมาอยู่บ้านเราใหม่ ๆ

--------
ตอนนั้นหมาที่เลี้ยงตัวเดิมตายไป แล้วก็มีคนกลัวว่าที่บ้านจะเหงากัน ก็เลยหอบหิ้วลูก cocker-terrier มาให้สองตัว ซึ่งก็จะกลายเป็น cocker ที่หูไม่ยาวเหมือน cocker spaniel ทั่วไป และตัวก็จะป้อมและเล็กกว่านิดหน่อย และเพราะถูกพ่อครอบงำ ก็เลยทำให้เจ้าตัวสีน้ำตาลได้ชื่อว่าหัวหอม ขณะที่ตัวสีขาวชื่อผักกาด
หัวหอมกับผักกาดทำให้ได้หัดเลี้ยงลูกหมาจริงจังเป็นครั้งแรก และก็ยังจำได้ว่า ต้องหัดใจแข็งกับการอ้อนสุดชีวิตพร้อมไปกับการหัดให้คาบของเพียงไร

แต่แล้ว ต่อมาไม่นาน ผักกาดก็หายไปขณะที่พาไปหาหมอ ก็เลยเหลือหัวหอมเพียงตัวเดียว

แล้วเราก็อยู่ด้วยกันมาเรื่อย ๆ จนหัวหอมมีลูก ... จนลูกของหัวหอมค่อย ๆ ทยอยหนีเราไปจนเหลือเพียงข้าวโพดอีกตัว

--------

ก่อนหน้านี้ หัวหอมไม่สบายมาสักพักแล้ว ซึมแล้วก็มีอาการเหมือนจะเหนื่อย คือนอนนิ่ง ๆ ไม่กระดุกกระดิกจนทำให้หลายคนใจเสียกัน พอเราพาไปหาหมอก็พบว่า อวัยวะภายในหลายตัวเริ่มทำงานผิดปกติ ช่วงนั้นคุณหมอก็รักษาแล้วก็ให้ยามากินที่บ้าน โดยที่เราต้องพาหอมไปดูอาการอย่างต่อเนื่องและเพื่อฉีดยาทุกวัน ผ่านไปสองอาทิตย์หัวหอมเหมือนจะอาการดีขึ้น

แต่แล้วหลังจากนั้น ก็มีอาการน็อคไปเฉย ๆ อีก แล้วคราวนี้ก็เป็นปัญหาหนักที่ไต หนักจนหมอขอให้หอมอยู่ที่ร้านเพื่อดูอาการ

แล้ววันที่สอง หมอก็บอกเราว่า “พากลับบ้านดีกว่า”

หอมดูเหนื่อย นอนนิ่ง ๆ แต่ก็พยายามจะตอบสนองทุกครั้งที่เราเรียก ขาหน้าของหอมยังมีผ้าพันจากการเสียบเข็มให้น้ำเกลืออยู่เลย

คืนนั้นก่อนนอน มิ้งก็ยังลูบหัวยังคุยกับหัวหอมอยู่เลย

แล้วใครจะไปคิดว่ามันเป็นครั้งสุดท้ายได้ล่ะ
--------

ตอนแรก เราจะฝังในบ้าน แต่แม่อยากให้เผา พ่อและแม่ซึ่งว่างอยู่พอดี ก็เลยเป็นคนจัดการเรื่อง เมื่อกลับมาถึงบ้าน ก็คิดว่าจะนิ่ง ๆ อ่านหนังสือสักเล่ม แล้วไม่คิดอะไร

แต่ตอนที่พ่อกลับบ้านมา แล้วหิ้วโถที่ใส่ส่วนที่เหลือของหัวหอมมาน่ะสิ พอกระพริบตาน้ำตาก็ร่วงมาทันที

เหลือแค่นี้แล้วจริง ๆ เหรอ ….

เราถึงเกลียดและกลัวความตายกัน ไม่ใช่เพราะว่ากลัวสำหรับตัวเรา แต่กลัวสำหรับผู้ที่เป็นที่รักของเรา กลัว กลัวว่าจะไม่ได้เจอ ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้อยู่ร่วมกันอีก

ข้าวโพดซึ่งหอนถึงแม่ตั้งแต่คืนที่ไปอยู่ร้านหมอ ก็ยังหอนอยู่เลย แล้วจะไปบอกได้อย่างไรว่าหัวหอมไม่อยู่แล้ว

ปล. จริง ๆ ก็ทำใจได้ล่ะ แต่วันนี้ขอมาสลดสักวัน
เราพบกัน แล้วเราก็ต้องจากกันสักวันนี่เนอะ TT
………………..
ทั้งหมา ทั้งนก ทั้งหนอน