Thursday, June 29, 2006

ฉันปลูกต้นไม้

ครั้งหนึ่ง
ฉันปลูกต้นไม้
ที่เรียกว่า ความพอใจ
ใส่ปุ๋ยลงไป จนเกิดเป็นความชอบพอ
เพียงแต่เมื่อขาดน้ำ
ที่เรียกว่าความใส่ใจตอบแทนกลับมา
เวลาผ่านไป...
มิช้าไม่นาน ต้นไม้ก็แกร็นลง.

ต่อมา
เริ่มมีวัชพืช
ที่เรียกว่าความน้อยใจ
เติบกล้าเร็วไว และขยายกระจายพันธุ์
เกิดเมล็ดแปลกแยกในใจ
กลายเป็นต้นอ่อนเติบโตมากมาย
เวลาผ่านไป ...
มิช้าไม่นาน ต้นไม้ก็ตายลง.

แต่แล้ว
เกิดหน่อต้นไม้
ที่เรียกว่า เหลือเยื่อใย
นึกว่าหมดไป แต่แล้วกลับเกิดขึ้นมา
เพียงแต่ในตอนนี้
จะเติบโตและแตกใบ หรือเป็นอย่างไร
เวลาผ่านไป...
มิช้าไม่นาน ต้นไม้จะบอกเอง.

Wednesday, June 28, 2006

Delusive American Power กับ Andrew Bacevich

ครั้งนี้ ก็เป็นการสัมภาษณ์ของ Tom Engelhardt แห่ง tomdispatch.com อีกเช่นเคย เขาจะพาเราไปคุยกับ Dr. Andrew Bacevich อดีต นายทหารผู้กลายมาอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ Boston University ผู้ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการทูต นโยบายต่างประเทศ และการทหารของอเมริกา

จากการสัมภาษณ์ สรุปประเด็นได้ว่า อเมริกามีความเชื่อเรื่องความเป็นใหญ่ (global hegemony) และต้องการเป็นใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางการทหารอยู่ หลายคนอาจจะมองว่าสิ่งนี้เกิดปัจจัยภายนอก คือ ประสบการณ์การแย่งขยายอำนาจกับสหภาพโซเวียตในช่วงสงครามเย็น หาก Bacevich บอกว่า การขยายอำนาจของอเมริกาเป็นผลมาจากปัจจัยภายใน นั่นก็คือ “กรอบความคิด” มากกว่า

และแม้การสิ้นสุดสงครามเย็นจะทำให้เสียงสนับสนุนลัทธิความเชื่อนี้แผ่วไป แต่การเกิด 9/11 ประกอบกับความต้องการหลักประกันน้ำมันและพลังงานในช่วงหลัง ภายใต้ชื่อ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ก็เปิดโอกาสให้เกิดการขยายอำนาจทางทหารโดยไม่ถูกจำกัดขอบเขตขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้เพื่อให้ได้ใช้อำนาจได้อย่างเต็มที่ ก็มีการโอนอำนาจไปให้สายเหยี่ยวในพรรครีพับลิคกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังจะเห็นอำนาจของประธานาธิบดีที่ทวีเพิ่มขึ้น (แม้แต่ในด้านการทหาร) และอำนาจของ CIA/ State Department/ Congress ที่ลดลงไปทุกที และที่สำคัญ ก็คือ ความเป็นประชาธิปไตยลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม Bacevich มองว่า พวกนี้ไม่ได้มองว่าตัวเอง abuse อำนาจ หากแต่เป็นทำเพื่ออเมริกา และโลก

การแสวงหาความเป็นใหญ่ของอเมริกานี้ ก็เป็นการทำผ่านด้านทางทหารเป็นหลักเสียด้วย ดังที่แนวทางการทางทูตถูกแทนที่ด้วยการใช้กำลังมากขึ้น เราได้เห็นความพยายามของ รมต. กลาโหม Donald Rumsfeld ที่จะปรับโครงสร้าง (“transform” ตามคำของ Rumsfeld) กองทัพใหม่ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และ IT เข้ามาช่วยมากขึ้น และ Bacevich ก็บอกว่า การทำสงครามอัฟกัน และการรุกรานอิรักในช่วงแรกก็เป็นการจัดการของ Rumsfeld ที่จะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของกองทัพแบบใหม่นี้ขึ้นมา

ตอนนี้ อเมริกาพยายามขยายกำลังทางทหารไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในด้านความสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย หรือแม้แต่ในลาตินอเมริกา อย่างที่ประธานาธิบดี Clinton และ Bush มองอเมริกาผ่านประวัติศาสตร์ในฐานะผู้ปลดปล่อย (liberator) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยที่ละเลยความจริงว่าโลกไม่ได้มองบทบาทของอเมริกาในเชิงนั้นเลย ซึ่งความพยายามและความต้องการใช้กำลังที่มีเพื่อจัดระเบียบโลกนี้ก็เป็นการเชื่อในเรื่องความสามารถของตัวเองที่มากเกินไปเสียด้วย เพราะแท้จริงแล้ว อเมริกาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ ทั้งจากกำลังที่ตัวเองมีจริง ๆ และโลกก็มองอเมริกันเป็นตัวปัญหามากกว่าจะเป็นทางออกได้จริงเสียด้วย

นอกจากนี้ สิ่งที่ Bacevich ทิ้งท้ายไว้อีกอย่างก็คือ คนอเมริกาไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมากพอเสียด้วย

----- จริง ๆ สิ่งที่ Bacevich พูดวันนี้ และการเสนอแนะของเขาที่บอกให้มีการ ”คิดทบทวน” เกี่ยวกับบทบาทของอเมริกาก็อาจจะเป็นเรื่องปกติสำหรับชาติอื่น ๆ ที่เหลือในโลกมานานแล้วก็ได้
อย่างที่ Bacevich พูดเอาไว้

“เรา [อเมริกัน] ไม่ใช่อย่างที่เราเชื่อว่าเราเป็น และ บางที ชาติอื่นก็มองเห็นชัดเจนกว่าตัวเรามองเสียด้วยซ้ำ ประธานาธิบดีอธิบายประวัติศาสตร์ว่าเราเป็นผู้ปลดปล่อยในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นผู้นำเสรีภาพ นั้นอาจจะจริง แต่ไม่ได้จริงทั้งหมด โดยเฉพาะกับในโลกมุสลิม

เราต้องทบทวนยุคสมัยของอเมริกัน และต้องเข้าใจว่าเราอาจเป็นปัญหามากกว่าเป็นผู้ปลดปล่อย ก็ได้ เราจะเข้าใจยุคสมัยของอเมริกันโดนไม่รับรู้ความจริงที่เกี่ยวกับฮิโรชิม่า นางาซากิ เดรสเด็น (Dresden) ฮานอย และไฮฟอง

(-- ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือเมืองที่ได้รับผลกระทบและความเสียหายอย่างหนักจากอเมริกันทั้งสิ้น)

* Dresden เป็นเมืองในเยอรมนีที่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดใส่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งคาดว่ามีพลมเรือนราว 25,000 คนต้องตายไปจากเหตุการณ์นั้น ส่วน ไฮฟอง ก็ถูกทิ้งระเบิดใส่อย่างหนักในช่วงสงครามเวียดนามเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป็นเมืองท่าเพียงเมืองเดียวของเวียดนามเหนือ


“We are not who we believe we are and, in some sense, others perceive us more accurately than we do ourselves. The President has described a version of history -- as did Clinton, by the way -- beginning with World War II in which the United States is the liberator, Americans are the bringers of freedom. There is truth to that narrative, but it's not the whole truth; and, quite frankly, it's not the truth that matters a lick, let's say, to the Islamic world today.
...........

We need to revise the narrative of the American Century and recognize that it has been about a host of other things that are far more problematic than liberation. There can be no understanding the true nature of the American century without acknowledging the reality of Hiroshima, Nagasaki, Dresden, Hanoi, and Haiphong.”



Tomdispatch Interview: Bacevich on the Limits of Imperial Power
The Delusions of Global Hegemony: A Tomdispatch Interview with Andrew Bacevich (Part 1)


Tomdispatch Interview: Bacevich, the Arrogance of American PowerDrifting Down the Path to Perdition: A Tomdispatch Interview with Andrew Bacevich (Part 2)

Monday, June 26, 2006

Running with a gazelle, eating with a lion

A gazelle or a lion? A gazelle and a lion?
A gazelle and a lion? Oh, I wanna be both!

------

Every morning in Africa, a gazelle wakes up.
It knows it must run faster than the fastest lion or it will be killed.
Every morning a lion wakes up.
It knows it must outrun the slowest gazelle or it will be starve to death.
It doesn't matter whether you are a lion or a gazelle.
When the sun comes up, you better start running.

-African Proverb-
(Mentioned in "The World Is Flat", UK edition, 2006, p. 137.)

Sunday, June 25, 2006

ฝันร้ายหมายเลขสี่สิบแปด ... และการจับแพะชนแกะ

วันก่อนนี้อิฉันต้องตื่นเช้ากว่าปกติเจ้าค่ะ เพราะมีงานสำคัญที่จะต้องทำ แล้วก็เพราะความหวาดหวั่นว่าจะไม่ตื่นอย่างไรมิทราบได้ ก็เลยตื่นมาก่อนเวลาที่จะตื่นจริงชั่วโมงกว่า ๆ ... ถ้าเป็นคนธรรมดา ก็อาจจะตื่นขึ้นมาลุกขึ้นมาอาบน้ำไปทำงานแล้วก็ได้ แต่บังเอิญ หนูเป็นพวกติดเตียงขี้เกียจ ขี้เซาพิเศษชนิดเป็นคอมโบ้งูแมวเซาตอนง่วงพับและก็งูเหลือมป่าหลังกินวัวไปสามตัวเจ็ดตัวเช่นนี้ หนูจะทำอย่างไรได้ ถ้าไม่กลับไปนอนต่อคะ?

แล้วก็นั่นแหละค่ะ มาแล้ว มาแล้ว พอกลับไปนอนก็เกิด “ความฝันประหลาดพิสดารนัมเบอร์สี่สิบแปด” ขึ้นมา ... อิฉันฝันว่าเกิดอาเพศอะไรก็มิอาจทราบได้ - ตามลักษณะอาเพศที่ดี (ดีที่แปลว่า typical ไม่ได้ดีเพราะแปลว่า “ดี” จริง ๆ – คืออยู่ดี ๆ (ที่แปลว่า อยู่เฉยๆ ไม่ได้แปลว่า อยู่แบบดี ๆ แล้วจะเกิดแน่นอน) มันก็เกิดขึ้นมาในวันดีคืนดี เอ๊ยย.. วันซวยคืนร้ายของเรา

นั่นก็คือ กรี๊ดดด!! ในฝันนั้น น้ำดื่มน้ำใช้ น้ำในบ่อ ในบึง ในหนอง ในคลอง ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนกลายเป็นยางเหนียว ๆ หมดค่ะ แล้วที่สำคัญ ก็คือ ... พอน้ำกลายเป็นไอ้ยางบ้า ๆ นี่ ก็จะหายใจเอาอากาศตรงนั้นเข้าไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น ก็เลยต้องหอบผ้าหอบผ่อน เอาท่านแมวทั้งหลายกระเตงใส่รถ และก็หนีไปสถานที่ทดลองโครงการพระราชดำริทางภาคเหนือ ของในหลวง

แล้วก็เป็นการหนีแบบคณะเดินทาง ใน Lord of The Ring ม๊ากมากกค่ะ คือ รื่นเริงทัศนาจรไปเรื่อย ไม่ได้ตระหนักเล๊ยว่ากำลังหอบแมวหนีตาย หรือว่าต้องเร่งรีบติดจรวดกันปานไหน เพราะแม้จะถึงขนาดกรีดไปเคาะประตูบ้านเรียกป้าที่อยู่ใกล้ ๆ กันให้หนีไปด้วยก็ตามที ยังมีการพักเล่นน้ำ พักทำกับข้าว แล้วก็พักอะไรต่อมิอะไรตามรายทางไปเป็นจุด ๆ เหมือนไม่ได้ทราบซึ้งและซาบซึ้งเลยว่าอันตรายกำลังซิ่งมอไซด์ delivery สุดด่วนมาหาเราที่กำลังคลานกระดึ๊บ ๆ ไป

และแล้วเพราะมัวแต่ไปเรื่อย ๆ ไปช้า ๆ เราก็หนีไปดอยอ่างขางไม่ทัน (อาจจะงง ๆ ว่าดิฉันพิมพ์มั่วไป แต่ที่บอกว่าดอยอ่างขางนี่ถูกแล้วล่ะ ทำไมในตอนจบในฝัน มันกลายเป็นดอยอ่างขางไปได้ก็ไม่รู้) ตอนนี้น้ำเปิดจากก๊อกข้างตัวเรา กลายเป็นยางเหนียว ๆ ไปหมดแล้ว แล้วเราก็หายใจเอาอากาศที่อยู่ตรงน้ำนั้นเข้าไปด้วยยย!


... โฮโฮ หนีไม่ทันแล้ว ...


แล้วก็ตื่นพอดี ยังมีอารมณ์หนีตายที่ทำให้ปวดหัว แล้วก็แขนซ้ายชาไปซีกหนึ่งอยู่เลย – ซึ่งก็ได้พบว่า คุณหนูบุ้งกี๋กำลังเอาตัวทั้งตัวของเธอทับแขนจนขยับไม่ได้อยู่พอดี อันนี้ ฝันร้ายเกิดขึ้นเพราะยายแมวกี้หรือเปล่าหนอ

แต่ก็นั่นแหละ อันนี้ ในฝันก็ไม่ได้บอกด้วยว่า หายใจเข้าไปแล้วจะเป็นอย่างไร หรือว่าถ้าไม่มีน้ำใช้เป็นแค่ยางเหนียว ๆ แล้วจะเป็นอย่างไรต่อ เพราะในฝัน บางคนก็หนี บางคนก็ไม่รู้เรื่อง เพราะยังมีเด็ก ๆ เอาไม้นั่งกวนยางสนุกสนานอยู่เลย คือมีคนที่ตระหนัก และก็ไม่ตระหนัก ที่สำคัญก็คือ มีคนที่ตระหนก และก็ไม่ตระหนก แต่พวกหนูน่ะเหรอคะ ก็แค่กลัวจัดถึงขั้นอพยพไปแล้วเรียบร้อย ….

แล้วที่สำคัญกว่าการเป็นยางเหนียว ๆ ก็คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นดอยอ่างขางที่จะกลายเป็นสถานที่ลี้ภัย มานั่งนึก ๆ ดู .. เอ หรือจะเป็นเพราะหนังสือที่อ่านก่อนนอนคะ? หนูอ่านเรื่องหนังสือวิชาการฝรั่งที่พูดเรื่องระบบโลกไปเรื่อย ๆ แล้วก็เปลี่ยนเป็นล้างสมองด้วยการ์ตูนแนว RPG ก่อนนอนหนอ ....

เอ เอ๊ะ อ๊ะ หรือว่า หรือว่า ไอ้ยางเหนียว ๆ นั้นจะตีความได้หมายถึงทุนนิยมโลกที่กำลังคืบคลานมาดูดกลืนเรา และก็มีทั้งคนที่รู้ ไม่รู้ และการหายใจเอาไอ้อากาศที่อยู่กับยางผีสิงเหนียว ๆ เข้าไปก็คือการยอมรับทุนนิยม ยอมให้ทุนนิยมมาอยู่ร่วมกับชีวิต ครอบงำชีวิต เป็นนายชีวิต และทางเดียวที่จะแก้ได้ สำหรับประชาชนชาวไทยก็คือ การกลับไปสู่แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว ถึงตีความเป็นสัญลักษณ์ในฝันได้ด้วยโครงการพระราชดำริทางภาคเหนือ ซึ่งต่อมากลายเป็นดอยอ่างขางกันหนอ? ตีความไปได้แบบมั่วซั่วมาก ๆ แต่ก็เพราะเป็นอีมิ้งวิปลาสนั่นเอง

แต่เอ .... ปกติจิตนิวรณ์ อันคือเหตุที่เอาจิตไปผูกกับเรื่องราวแล้วเอามาฝันก็ไม่เกิดกับหนูนี่คะ?

อย่างไรก็ตาม มีคนบอกว่า ตำราทำนายฝันไหน ๆ ก็ตีความไม่ได้ความประหลาดเป็นอย่างนี้แน่ เฉพาะเรื่องที่ฝันก็ประหลาดพอแล้ว การตีความยิ่งพิลึกเข้าไปใหญ่ - ก็บอกแล้วนี่นา ว่าเป็นการจับแพะชนแกะตามแบบฉบับของมิ้งน่ะ!

Tuesday, June 20, 2006

กลอนรักหวานแหววจาก Pillars of The World

ว่าจะเขียนวิจารณ์ถึงเรื่องแฟนตาซีของ Anne Bishop ทั้งชุด Black Jewels Trilogy และชุด Tir Alainn Trilogy มาตั้งนานก็ยังไม่ได้ทำเสียที ทั้งวิจารณ์ตัว Black Jewels แล้วก็ Tir Alainn เดี่ยว ๆ แล้วก็เปรียบเทียบทั้งสองเรื่องด้วย

แต่ตอนนี้ เพิ่งนึกถึงเพลงใน Pillars of The World เล่มแรกของชุด Tir Alainn ขึ้นมาได้ ก็เลยว่าจะเอามาลงให้ตัวเองเกิดแรงเขียนเสียที – แค่นี้ก็มีหนังสือให้เขียนเล่า บทความให้เขียนถึง นอกเหนือจากสิ่งที่จะต้องอ่านทั้งหลายทั้งสิ้นมากเหลือเกินแล้ว

ก็นาน ๆ ที มันก็มีเพลง (กลอนรัก) หวานแหววแบบนี้โผล่มา โดยเฉพาะกับเรื่องของ Anne Bishop น่ะนะ นอกเหนือจากนัยตามกลอนที่ลึกซึ้ง และมีความหมายมากพอดู ถ้าไม่เอามาลงก็กระไร

I gave my love a string of pearls
As fine as they could be.
She gave me back the string of pearls.
”These aren’t the jewels for me.”

I gave my love a sapphire fair.
‘Twas bluer than the sea.
She gave me back the sapphire fair.
” ’Tis not the jewel for me.”

I gave my love a diamond rare,
‘Twas beautiful to see.
She gave me back the diamond rare.
” ’Tis not the jewel for me.
’Tis not the jewel for me.”

I wander through the days and nights
And finally I did see
What jewels it was my lady fair
Was looking for from me.

I gave her kindness, courtesy,
Respect, and loyalty.
I strung them on the strands of love.
”These are the jewels for me.
These are the jewels for me.”

*จาก Pillars of The World ของ Anne Bishop


แต่นะ ถึงอย่างไรก็ชอบ Black Jewels Trilogy มากที่สุดอยู่ดี
โดยเฉพาะประโยคพวกนี้


Hell’s fire, Mother Night, and may the Darkness be merciful. ตัวอุทานเฉพาะเรื่อง ว่าติดตาจากการย้ำแล้วย้ำอีก แล้วก็ยังไม่เท่าประโยค realist เลือดเย็นอย่างเป็นจริง ที่ทำให้หลงรัก และกลายมาเป็นหนึ่งใน mantra ประจำใจ

ใช่แล้ว Everything has its price!







--------
ปล. เพิ่งเห็นว่ามีที่เขียนเกี่ยวกับกลอน I gave my love a string of pearls และเนื้อหาส่วนหวานแหววของ Pillars ยังไม่จบ เลย TT

in the ocean

I’m in the ocean of negativity,
And all around is my self-enemy.
I’m swimming, but I’m sinking,
My sense’s losing, my soul’s shrinking.

I’m in the ocean of frustration,
And all around me is my self-depression.
I’m screaming, I’m howling,
My view’s blurring, my will is beating.

I’m in the state of diminishing.
Oh mind, my mind is fading.

Fading, fading, fading ...

my brother

You’re the brother of the blood,
You’re the brother of the soul,
You’re my brother,
My beloved brother.

Oh, you’re not just that,
You’re my oasis,
You’re my oxygen,
And you’re my haven.

Right now,
I need you to be here,
Calm me, calm me,
Just by being together.

And help me to breathe!

น้ำรดใจ

ฉันเอาน้ำรดใจ
ราดลงไป รดลงไป
เท่าใด ก็ไม่เย็น

เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ภายนอกเลย
มันอยู่ที่ใจของฉันอย่างเดียว

.
.

ฉันเอาน้ำรดใจ
รดลงไป ราดลงไป
หวังไว้ จะให้เย็น

แล้วฉันก็รู้ว่ามันเกิดจากภายใน
มันอยู่ที่ใจของฉันอย่างเดียว

.
.

ครั้งสุดท้าย ฉันจึงเอาใจไปรดใจ
เพื่อทำให้เย็นได้เอง

soul-shattering

Oh, I’m in the soul-shattering tunnel.

I’m transformed,
I’ve been transformed.

My wings are ripped,
My claws are clipped.

My eyes are blinded,
And I’m held in silent.

My mind is unsaid
My words are unheard.

Still,
what is most transformed is my soul!

Monday, June 19, 2006

The Art Of Blindness: America's Bush Version

Press Conference ที่ตัดตอนมาบางส่วน ของ ประธานาธิบดี George W. Bush หลังกลับมาจากอิรัก เมื่อ 14 มิ.ย. 2006



-----

THE PRESIDENT: Good morning. Thank you. I've just returned from Baghdad, and I was inspired to be able to visit the capital of a free and democratic Iraq.

In other words, part of the success in Iraq depends upon the Iraqis and their will and their desire. The Iraqi people have expressed their desires, and now it's up to the government to follow through.

The Prime Minister is taking immediate action to implement a plan to improve security and his top priority is around Baghdad. Operation Together Forward started this morning. This operation is a joint effort to restore security and rule of law to high-risk areas in the capital city. It will be carried by some 26,000 Iraqi soldiers, some 23,000 Iraqi police, backed up by over 7,200 coalition forces. Iraqi troops will increase the number of checkpoints, enforce a curfew, and implement a strict weapons ban across the Iraqi capital. Baghdad is a city of more than 6.5 million residents, and we've got to recognize that it's going to take time for these operations to take hold.

We want to help them build the command and control capacity of their ministries. [Ministry of Defense and Interior] In other words, you can't have an effective army unless you've got command and control coming out of government.

And, of course, we will encourage them [Iraqi government] and help them investigate and punish human rights violations in order to earn the confidence of all Iraqis.

Under this initiative [new rule of law initiative – to improve the Iraqi judicial system] , we'll help train Iraqi judges, increase security so they can do their jobs, improve Iraqi prison capacity, and help the Iraqi government provide equal justice for all its citizens.

To revitalize the Iraqi economy, the Prime Minister is working to increase oil and electricity production. We spent a lot of time talking about energy in Iraq. I reminded the government that that oil belongs to the Iraqi people, and the government has the responsibility to be good stewards of that valuable asset and valuable resource.

We have -- we're working with the Iraqi government on measures to protect key infrastructure from insurgent attacks. There's rapid repair teams that are being established that will quickly restore oil and electricity production if and when attacks do occur.

I was impressed with the Prime Minister, and I'm impressed by his team. I told him that America is a nation that meets its commitments and keeps its word. And that's what we're going to do in Iraq. It's in our interest that Iraq succeed. More importantly, it's in the interest of the Iraqi people.

By helping this new government succeed, we'll be closer to completing our mission, and the mission is to develop a country that can govern itself, sustain itself, and defend itself, and a country that is an ally in the war on terror. We'll seize this moment of opportunity to help the Prime Minister. We'll defeat our common enemies. We'll help build a lasting democracy in the heart of the Middle East, and that will make Americans and Iraqis and the world more secure.

-----

My dear Bush, that's what you see, that's what you want yourself to see, and that's what you want us all to see, right? Oh, all I have seen is another story? Oh, are we reading 'Catch-22' when many events in the book are described from very, very differing points of view? If then, will you ever learn more about the event with each and every iteration?

God Bless you and Good America!

Sunday, June 18, 2006

Blood and Oil ส่วน Preface

จากหนังสือ Blood and Oil: The Dangers and Consequences of America's Growing Petroleum Dependency (Michael Klare, 2005) ส่วน Preface นั้น

Klare บอกว่าหลังจากสิ้นสุดสงครามเย็น เราหวังกันว่าโลกจะสงบสุข และเกิด New World Order – การเจรจาแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูต- ขึ้น แต่เราพบว่าปัญหามีมากขึ้น และรุนแรงขึ้น สาย Huntington (A Clash of Civilization?, 1993) อธิบายว่าปัญหาเหล่านี้เกิดจากความขัดแย้งและแตกต่างทางวัฒนธรรม (identities/ civilization) ซึ่งตัว Klare เองแย้งว่า หลายกรณีอย่าง บอสเนีย แคชเมียร์ อธิบายได้ด้วยทฤษฎีนี้ แต่ก็ไม่เสมอไป อย่างกรณีที่ซาอุดิอาระเบียและ UAE ร่วมมือกับอเมริกาเพื่อจัดการกับอิรักในปี 1991 จะอธิบายได้อย่างไร

ดังนั้น Klare จึงหาคำอธิบายใหม่ แล้วได้คำตอบว่า “ทรัพยากร” เป็นที่มาของความขัดแย้ง อย่างการแย่งเหมืองเพชร ในอังโกลา และเซียร่า ลีโอน/ ทอง และทองแดง ในคองโก/ ไม้ในกัมพูชาและบอร์เนียว ฯลฯ ในตอนแรก Klare มองว่าทรัพยากรทุกตัวมีความสำคัญเท่า ๆ กัน แต่หลังจากนั้นก็ได้รู้ว่า ตัวที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้มากที่สุด ก็คือพลังงาน เมื่อ Klare ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำมัน ภูมิรัฐศาสตร์ และนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ชัดที่สุด คือ การที่อเมริกามีความสัมพันธ์อันดีกับซาอุดิอาระเบียเป็นการประกันแหล่งน้ำมันถูกให้กับอเมริกาเท่านั้น ซึ่งหมายถึงประกันความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาอีกด้วย

การที่น้ำมันราคาถูกกลายเป็นหัวใจหลักและเฟืองจักรสำคัญสำหรับเศรษฐกิจ ประเด็นน้ำมันจึงถูกบรรจุเข้าเป็นนโยบายภายในที่สำคัญของอเมริกาจนกระทั่งศตวรรษ 1940 (ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2) ที่ความต้องการและการใช้น้ำมันในประเทศยังมีอย่างต่อเนื่อง จนความกลัวการขาดแคลนน้ำมันนี้ ทำให้น้ำมันกลายเป็นประเด็นนโยบายต่างประเทศในที่สุด และก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางที่จะนำเข้าน้ำมัน และสนับสนุนการลงทุนของบริษัทน้ำมันอเมริกันในต่างประเทศ

เห็นได้ว่า แม้ทรัพยากรอื่น ๆ จะมีความสำคัญ หากแต่ไม่มีตัวใดเลยที่มีผลต่อการกำหนดนโยบายรัฐและกลายมาเป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติดังเช่นน้ำมัน ซึ่งสิ่งนี้ก็ทำให้เกิดความยินยอมใช้กำลังทางทหารตามมาด้วย

อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศเดียวที่พึ่งพาการใช้น้ำมัน หากยังมีประเทศยุโรป และญี่ปุ่น รวมถึงจีน ซึ่งต้องการน้ำมันจากแหล่งที่มีปัญหาอย่างตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นด้วย เหล่านี้จะทำให้การแข่งขันแย่งน้ำมันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีความต้องการน้ำมันอย่างรุนแรง

----------
รายละเอียดของหนังสือจาก amazon


** โครงการแปลหนังสือของมิ้งนี้เป็นโครงการระยะยาวมาก และไม่มีกำหนด

Prey and the Predators กับ Barbara Ehrenreich

A Guided Tour of Class in America
A Tomdispatch Interview with Barbara Ehrenreich

Tom Engelhardt แห่ง tomdispatch.com ได้สัมภาษณ์ Barbara Ehrenreich นักเขียน และนักวิพากษ์สังคมผู้มีหนังสือติดอันดับมากมายเกี่ยวกับ เรื่องของชนชั้น

เราพอจะสรุปใจความตามความคิดของ Ehrenreich ได้ว่า เรื่องของชนชั้นอย่างที่ Marx เคยพูดถึงไว้ยังไม่มลายหายไป และในอเมริกา สภาพการการแปลกแยกทางชนชั้นก็เรื้อรัง รุนแรงและน่าหวาดหวั่นกว่าเดิมอีกด้วย ปัจจุบัน ชนชั้นแรงงาน ถูกละเลยและถูกเอาเปรียบในสังคม และต้องทำงานรับจ้างค่าแรงต่ำเกินจะอยู่รอด โดยเฉพาะแรงงานอพยพผิดกฎหมายจากเม็กซิโกและประเทศลาตินอื่น ๆ ทำให้การกดขี่นี้เป็นได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการกดขี่แรงงานเหล่านี้แล้ว ก็ยังเกิดมีการเอาเปรียบชนชั้นกลางซึ่งเป็นพนักงานเงินเดือนอีกด้วย โดยพวกนี้ถูกกลุ่มผู้บริหารซึ่งเป็นชนชั้นกลางระดับสูงแสวงหาประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน เพราะตามมุมมองของ Ehrenreich นั้น การตัดค่าใช้จ่ายเพื่อให้เกิดกำไรมากขึ้นนั้น ง่ายที่สุดก็คือการลดขนาดองค์กร หรือการเลิกจ้างเหล่าพนักงานเหล่าอื่นไปเสีย ทำให้กลุ่มนี้ต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง ไม่มั่นคงใด ๆ รวมถึงต้องแข่งขันกันเองในกลุ่ม

สำหรับกลุ่มชนชั้นกลางระดับสูงเอง ก็เกิดการติดต่อและ “มองเห็น” ชนชั้นอื่น ๆ ที่เหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ เกิดการสร้างโลกลวงตาของชนชั้นนำขึ้นมา ทำให้ช่องว่างระหว่างชั้นนี้ถ่างออกไปเรื่อย ๆ

ขณะเดียวกัน safety nets ก็กำลังเปราะบางมากขึ้นทุกที เห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องสวัสดิการสังคมลดหายไปเรื่อย ๆ และถูกแทนที่ด้วยค่าใช้จ่ายเรื่องใช้กำลังทหารมาแทนที่ โดยที่รัฐโยนภาระการดูแลสังคมบางส่วนนี้ไปให้กับโบสถ์

สิ่งที่น่าวิตกในความคิดของ Ehrenreich ก็คือ บุคคลในฐานะปัจเจกฯ ถูกทำให้แตกแยก (โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลาง) และชนชั้นที่ถูกเอาเปรียบทั้งสองยังไม่ตระหนักถึงความแตกต่างที่เหมือนกันนี้ และก็ยังไม่เกิดการรวมตัวใด ๆ ขึ้นมา Ehrenreich ได้ก่อตั้งองค์กร United Professional เพื่อเป็นกลไกสวัสดิการขึ้น และเรียกร้องให้เกิดการรวมกลุ่ม เพื่อเป้าหมายการต่อสู้ทางชนชั้นในที่สุด

---- โอ ป้าขา มีการพูดถึงการกลับมาของ Marxism เพื่ออธิบายถึงสิ่งที่เป็นอยู่ และดำเนินไปอย่างรุนแรงขึ้นในโลกของทุนนิยมปัจจุบัน และในลาตินอเมริกา กงล้อ Leftist ก็เริ่มเวียนกลับมา แต่ป้าทำให้หนูรู้ว่า Marxist ยังไม่ตาย ไม่ตายจริง ๆ ด้วยค่ะ

นอกเหนือจากการพูดถึงความขัดแย้งระหว่างชนชั้น (class struggle/ conflict) สำนึกร่วมของชนชั้น (class awareness) ยังมีการพูดถึงการต่อสู้ทางชนชั้น (class war) และ International solidarity

--- ชอบที่ลุง Engelhardt พูดเรื่อง The Prey and the Predators มาก ๆ เห็นภาพสุด ๆ ปลาใหญ่กินปลาเล็กจริง ๆ ค่ะ

--- คิดถึงเพลง Frgt/10 ของ Linkin Park feat. Alchemist, Chali 2na (จากชุดReanimation ) ขึ้นมาเลย

I’m here at this podium talking
The ceremonial offerings dedicated to
urban dysfunctional offspring
What’s happening?
City governments are eternally napping
Trapped in greedy covenants
Causing urban collapse
And bullets that scar souls with dark holes
Get more than your car stole,
some parts be blacker than charcoal
This society’s deprivation depends now on
our differences but the separation within
No preparation is made
Limited aid, minimum wage
Living in a tenement cage where rent isn't paid
Tragedy within a parade
The darkness overspreads like a permanent plague
I’m the forgotten

เนื้อส่วนนี้อธิบายหลายอย่างได้ดีเลย What’s happening?
คงมีคนมากมายตั้งคำถามถามตัวเอง ถามคนรอบข้างเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น

This society’s deprivation depends now on
our differences but the separation within

No preparation is made
Limited aid, minimum wage

I’m the forgotten

ใช่ แล้ว We're the forgotten!
-----

เพิ่มเติม 08/08/08

สามารถ มังสังก็ได้พูดถึงประเด็นเรื่องชนชั้นกลางซึ่งถูกลดชั้นลงมาจากการเลิกจ้างงานที่เกิดจากการลดขนาดและต้นทุนขององค์กรไว้ ในบทความเรื่อง ผ่านไปเกือบ 6 ปียังมีคนจน : พิสูจน์นโยบายเพ้อฝันซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 7 สิงหาคม 2549 เช่นเดียวกัน

“.... คนชั้นกลางประเภทมนุษย์เงินเดือนมีรายได้สูง เพราะเป็นคนมีความรู้ ความสามารถเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน ก็เป็นอีกประเภทหนึ่งที่เสี่ยงต่อการถูกลดระดับลงมาเป็นผู้มีรายได้น้อย เพราะผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เคยจ้างคนเหล่านี้ก็ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการผลิต เช่น ราคาน้ำมัน และดอกเบี้ยที่แพงขึ้น อาจลดขนาดองค์กรลง และการลดขนาดองค์กรเพื่อลดต้นทุนดำเนินการ ประการแรกที่กระทำก็คือ ปลดคนงานโดยการเลิกจ้าง และถ้าใครเจอปัญหานี้ เงินเดือนที่เคยมีเคยได้ก็หายไปกลายเป็นคนว่างงาน ถึงแม้ว่าจะมีเงินเก่าเก็บอยู่บ้าง แต่เมื่อรายได้ประจำหายไปก็ถือได้ว่าจนลง ….”

เห็นได้ว่าปรากฏการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือ Prey and the Predators นี้กำลังเกิดขึ้นทั่วทั้งโลกตามการขยายตัวของทุนนิยม และถ้าสังคมเราไม่ตระหนักถึงภัยจากค่านิยมที่กำลังกลืนกินเราอยู่แล้ว ระบบ safety net ที่เปราะบางลงเรื่อย ๆ ก็คงจะทานด้านกัดกินของทุนนิยมไม่ได้ กลายเป็นสังคมที่กระจัดกระจายแปลกแยกในที่สุดอย่างแน่นอน

Friday, June 16, 2006

Chessgame ของ Michael T. Klare

จากข้อเขียนเรื่อง The Tripolar Chessboard Putting Iran in Great Power Context ของ Michael T. Klare ใน tomdispatch.com นั้น

Klare มองว่า การหา Sphere of Influence แบบที่เคยเป็นมาในช่วงสงครามเย็นยังดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้จะไม่ใช่การสู้เพื่ออุดมการณ์อย่างเดิม หากแต่เป็นการแสวงหาทรัพยากรที่สำคัญ อย่าง น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

ประเทศเล็กประเทศน้อยต่างก็เป็นตัวเบี้ยบนกระดานของมหาอำนาจอย่างอเมริกา หากแต่ปัจจุบันมีผู้เล่นอย่างรัสเซีย และจีนเข้ามาร่วมด้วย โดยเฉพาะในเรื่องการมีอำนาจและอิทธิพลเหนือประเทศที่มีแหล่งพลังงาน

ทางรัสเซีย และจีนพยายามสร้างขั้วฐานอำนาจจาก Shanghai Cooperative Organisation (SCO) มาถ่วงดุลอเมริกา โดยพยายามรวมประเทศในเอเชียกลางและประเทศตะวันออกกลางเข้ามามีส่วนร่วม (หรือแม้แค่การดึงอิหร่านมาเป็นผู้สังเกตการณ์) ซึ่ง SCO ในแง่นี้ก็เปรียบเสมือน OPEC ที่มีอาวุธนิวเคลียร์อยู่ (เป็นแหล่งพลังงานที่มีกำลังทางทหารสนับสนุน) และอาจจะสามารถสร้าง new international political and economic order ในลักษณะที่เหมือนกับ NATO แต่อยู่คนละด้านกันได้

Klare ให้ดูการแย่งอำนาจกันของ 3 ขั้วอำนาจในกรณีของอิหร่าน แม้หลัง 9/11 อเมริกาจะพยายามดึงอีก 2 ขั้วอำนาจหลังมาเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย แต่อิทธิพลการแย่ง Sphere of Influence กันก็มีบทบาทมากขึ้นทุก เห็นได้จากการที่รอง ปธน. Dick Cheney ประณามรัสเซียเรื่องสิทธิพลเมืองและการผูกขาดการขนส่งน้ำมันและก๊าซในยูเรเซีย และพยายามหนุนหลังคาซัคสถานให้ใช้ท่อส่งก๊าซของอเมริกาแทนที่จะเป็นของรัสเซีย ในขณะเดียวกัน รมต. กลาโหม Donald Rumsfeld ก็ประณามจีนในเรื่องขาดความโปร่งใสเช่นเดียวกัน

ซึ่งนโยบายเช่นนี้ของอเมริกาเด่นชัดมาตั้งแต่ Defense Planning Guidance 1994-99 ที่ รอง รมต. กลาโหมในสมัยนั้น Paul D. Wolfowitz พยายามยับยั้งอำนาจและบทบาทของรัสเซีย และจีนและพยายามคุมแหล่งน้ำมันในยูเรเซีย (ขยายจาก Carter Doctrine (1980) ที่เน้นการขยายอำนาจไปในตะวันออกกลางเท่านั้น)

นอกจากนี้ Klare เน้นความสำคัญของอิหร่านเป็นพิเศษ เพราะทางด้านสถานที่ตั้งเอง อิหร่านเป็นจุดเชื่อมต่อตะวันออกกลาง และเอเชียกลาง อีกทั้งอยู่ติดกับช่องแคบ Hormuz ซึ่งน้ำมันปริมาณมหาศาลถูกขนย้ายออกไปในแต่ละวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการยกเลิกการ embargo ต่ออิหร่าน

ด้วยจำนวนพลเมืองที่มากที่สุดในภูมิภาคและเป็นประเทศที่ก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมที่สุด จึงไม่น่าแปลกที่อิหร่านจะมีฐานะเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคได้ และขณะนี้อิหร่านก็เป็นศูนย์กลางของเหล่ามุสลิมนิกายชีอะห์อยู่ด้วย เมื่อรวมกับพวกเหล่านี้ที่อำนาจมีอำนาจในบาห์เรน คูเวต เลบานอน และซาอุดิ อาระเบียส่วนที่ติดกับคูเวตแล้ว (ส่วนที่มีบ่อน้ำมัน) ก็จะเกิด Shia crescent ขึ้นมา

อิหร่านอาจจะมีปริมาณน้ำมันสำรองน้อยกว่าซาอุดิฯ และมีปริมาณก๊าซน้อยกว่ารัสเซีย แต่ปริมาณรวมของทั้งสองอย่างก็ทำให้อิหร่านมีแหล่งพลังงานสำรองมากที่สุด และเพราะการขึ้นมามีอำนาจของ Khomeini ในปี 1979 และ Executive Order 12959 (1995) ก็ทำให้การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ของอเมริกาเป็นไปได้ยาก

สมรรถภาพด้านการทหารของอิหร่านอาจจะอ่อนด้อยไปจากการที่อเมริกาห้ามขายอาวุธให้กับอิหร่าน แต่กำลังเรือดำน้ำและอาวุธอื่น ๆ จากรัสเซีย และการพัฒนาอำนาจขีปนาวุธก็ทำให้อิหร่านเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคขึ้นมา ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหากับอเมริกา ขณะที่รัสเซียและจีนพยายามหนุนหลังอิหร่าน

Klare บอกว่า แม้อเมริกาต้องการล้มล้างนโยบายนิวเคลียร์ของอิหร่านเพียงไร แต่ภาระในอิรัก เสียงต่อต้านในประเทศ รวมไปถึงความแปลกแยกจากยุโรปที่เกิดจากการใช้กำลังบุกอิรัก ทำให้อเมริกาต้องยับยั้งไปใช้การเจรจาทางการทูตแทนที่ ซึ่งก็จะเกิดการซื้อเวลาของทุกฝ่ายในกรณีนี้


---- ขณะที่ Klare บอกว่าเป็น chess game แต่ในความเป็นจริง เกิด tug of war กันขึ้นมากกว่า? เห็นได้ชัดว่ามุมมองจาก Blood and Oil ของ Klare (ซึ่งเน้น endowments และหลักภูมิรัฐศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร) ยังเป็น underlying argument ที่สำคัญต่องานเขียนของเขาอยู่


** Michael T. Klare is the Professor of Peace and World Security Studies at Hampshire College and the author, most recently, of Blood and Oil: The Dangers and Consequences of America's Growing Dependence on Imported Petroleum (Owl Books) as well as Resource Wars, The New Landscape of Global Conflict.


*** ยังแปล Blood and Oil ได้ไม่พ้นบทที่ 1 เลย

Wednesday, June 14, 2006

จินตนาการเป็นสิ่งสวยงาม

ฉันหยิบดินสอมาวาดรูปท้องฟ้า
เติมก้อนเมฆ ระบายสีฟ้า
แล้วก็ทะยานสู่ก้อนเมฆ
กลายร่างเป็นนก
บินสูงขึ้นไป บินสูงขึ้นไป
บินไปเรื่อยให้สุดกำลัง
บินไปเรื่อยจนสุดกำลัง
แล้วพอเหนื่อย ก็กลับลงมา
กลายร่างเป็นคน
นอนพัก แล้วหลับใหลไป

ฉันหยิบดินสอมาวาดรูปทะเล
วาดโขดหิน ระบายสีน้ำ
แล้วก็กระโจนลงทะเล
กลายร่างเป็นปลา
ว่ายลึกลงไป ว่ายลึกลงไป
ว่ายไปเรื่อยให้สุดกำลัง
ว่ายไปเรื่อยจนสุดแรง
ก่อนจะกลับขึ้นสู่บก
กลับกลายเป็นคน
เอนหลังแล้วนอนพักไป

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา
ฉันได้ทำอะไรไปมากมาย
กลายเป็นนก
แล้วกลายเป็นปลา
มีเรื่องราวอีกมากให้เรียนรู้

จินตนาการเป็นสิ่งสวยงาม
พรุ่งนี้ ฉันจะกลายเป็นสัตว์อะไรดี?

Saturday, June 10, 2006

the same old box

Oh I jump into that very box again,
The box where I get no vains.
Oh I jump into that very box again,
The box where I feel no pains.

Oh the same old box is warn,
It’s protected me from mental storms.
Oh the same old box is warm,
It’s allowed me to practice no norms.

Oh the same old box is in yellow,
It’s given me no sense of sorrow.
Oh the same old box is in yellow,
It’s helped me to fight tomorrow.

Oh the same old box is in blue,
Oh the same old box is in red,
Oh the same old box is in green,
Oh the same old box of mine!

My very place

My territory is being squeezed up,
My realm is being shaken.

This is my land, this is my land,
And my door is being knocked.

Should I say no to the beggar?
Should I let the pilgrim out of my house?

I don’t want to be mean,
I don’t want to be aloof.

I just want my very space to breath,
Breath in to feel myself, to sense myself.

And a very secret place I can dive in.

Tuesday, June 06, 2006

Poems for May

May,

Can you believe these were written 5 years ago? Well, it reminds me of all the times we have had together. So, it would be best to put them all again here – to simply remind us that we will grow up and go older together still!

Happy birthday to my dearest you ja :D


1 .
Pink Elephant and Evil Cat?
I think the cat is smarter..
I think the cat is cooler..
And well, I think the cat is wackier..
And of course, more wicked..
As the Evil Cat is always and will be Evil Cat!

But do not worry,
The Evil Cat doesn't eat Elephant,
Even in any slightest sense.
Why, you may ask,
Somehow things have no reason,
Sometimes things left no answers."


2.
"Evil Cat walked in circle
Day by day..
Week by week..
Month by month..
The circle was getting bigger and bigger
The miles the cat walked were longer and longer
One day the cat found friends
Pink Elephant
And then, Sun-phobia Camel
The Cat still walks in circle
Strangely, the circle is still getting bigger
The miles are still longer
But seems to the Cat, the circle's got new different meaning
Even it's the same old circle."

3.
"To the world,
The Evil Cat is just a cat,
An ordinary cat without a name
Without any importance,
And that makes the Cat yearning.
To Pink Elephant,
The Evil cat is simply the Cat,
An extraordinary cat with a name
With such a lovely importance.
Having someone who loves and cares,
The Cat found a meaning of living."

Sunday, June 04, 2006

A wise old owl

A wise old owl lived in an oak;
The more he saw, the less he spoke.
The less he spoke, the more he heard.
Why can't we all be like that wise old bird?

- from Mother Goose's Rhymes -



Here, my same old favourite piece of Mother Goose's Rhymes, has been rethought of, and then refound again.

I did miss you my wise old owl.

Still...

Why can't we all be like that wise old bird?
Talk when we shall talk, listen when we shall listen.

----------------




22.06.06

Oh my dear Owl, someone has joined you here!

"Better to keep your mouth shut and appear stupid than to open it and remove all doubt."

-Mark Twain-