Monday, July 31, 2006

Puff the magic dragon

ได้ลงไปอ่านเรื่อง มังกรตัวโต ที่เคยเขียนไว้ตอนต้นกรกฎาด้วยความขบขันที่มีคนบอกว่า เนื้อหานั้นบอกชัดว่ามิ้งตกหลุมรัก จริง ๆ แล้วตอนที่แต่งไม่ได้คิดอะไร หากจะมีก็เพียงแต่จิตใต้สำนึกที่มีต่อสัตว์เหนือธรรมชาติที่มิ้งโปรดปรานอย่าง มังกรกระมัง

แล้วพอคิดถึงเรื่องของ มังกร ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเพลง Puff the magic dragon ของ Peter, Paul and Mary ขึ้นมาไม่ได้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมานาน แต่ว่าฟังไม่เคยได้เลย เพราะว่าฟังแล้วก็จะน้ำตาร่วงสงสารมังกรทุกที ชนิดที่ว่า พอได้ยินปุ๊บก็ต้องรีบเปลี่ยนช่องเปลี่ยนคลื่นหนี

Puff the magic dragon
(Peter, Paul and Mary, 1962)

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Little Jackie Paper loved that rascal Puff,
And brought him strings and sealing wax and other fancy stuff.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

Together they would travel on a boat with billowed sail
Jackie kept a lookout perched on Puff 's gigantic tail,
Noble kings and princes would bow whenever they came,
Pirate ships would lower their flag when Puff roared out his name

Oh Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

A dragon lives forever but not so little boys
Painted wings and giant rings make way for other toys.
One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee

จากเนื้อเพลง ฟังกี่ครั้งก็น้ำตาตกสงสาร Puff โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนที่มีอยู่เพียงคนเดียวอย่าง Jackie การตระเวนไปที่ไหน ๆ ก็ตามกลายเป็นความทรงจำที่โศกเศร้าเมื่อนึกถึงครั้งที่มี Jack อยู่ด้วย จะเป็นอย่างไรเมื่อชีวิตที่ถูกเติมเต็มจาก Jack กลับต้องมาว่างเปล่าไม่สมบูรณ์อีกครั้ง และถ้าจะมีใครสักคนมาอยู่ด้วยใหม่ คน ๆ นั้นก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกับมังกร Puff ได้ตลอดไป

ยิ่งถ้าเปรียบชั่วระยะเวลาชีวิตของมังกรกับมนุษย์ด้วยแล้วละก็ การที่มีใครสักคนก็อาจจะนานแค่ช่วงเวลาหายใจหรือกระพริบตาก็ได้ด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีใครมาอยู่แทนที่ Jack ได้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีก ดังนั้น ถ้าจะต้องสูญเสียหลาย ๆ ครั้ง ก็อาจจะกลายเป็นการเลือกที่จะอยู่กับตัวเองคนเดียวก็ได้ จะได้ไม่ต้องเจอความสูญเสียเจ็บปวดเช่นนั้นอีก

One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.
…………
His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

ถึงขั้นหมดความกระตือรือร้นหมดแรงจูงใจ สูญสิ้นความยินดีกับชีวิตไปเลย

แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป สักวัน Puff ก็จะสามารถลุกขึ้นมาคำราม make fearless roar ได้ใหม่ และเกล็ดของมังกรก็คงต้องสุกสว่าง เป็นสีเขียวกว่าที่เคย Puff ต้องมีชีวิตอยู่ และใช้ชีวิตแทนส่วนของ Jack ด้วยนี่นะ
----

อย่างไรก็ตาม กลับมาพูดถึงเรื่องต้นกำเนิดของเพลงเสียหน่อย เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น โดย Leonard Lipton นักศึกษา คอร์เนล ในปี 1959 จากแรงบันดาลใจจากบทโคลง "Really-O Truly-O Dragon" เพื่อเล่าถึง การสูญเสียความเป็นเด็ก และก้าวสู่โลกของการเป็นผู้ใหญ่ โดยใช้มังกรมาเป็นสัญลักษณ์ ก่อนที่ Peter Yarrow จะเอามาใส่ทำนองและแก้ไข ซึ่งพอ Peter มารวมตัวกับ Mary Travers และ Paul Stookey เพลงนี้ก็ขึ้นสู่อันดับสองใน Billboard ปี 1963 ขึ้นมา

ฟังมานาน แล้วก็น้ำตารินมาตั้งนาน แต่พอเปลี่ยนการตีความไปสู่การใช้มังกรเป็นสัญลักษณ์ก็ เลยต้องย้อนกลับไปดูเนื้อเพลงเพื่อที่จะขบคิดตามอย่างพินิจพิเคราะห์อีกรอบ และคราวนี้ นอกจาก จะ ยิ่งทำให้เพลง Puff ของมิ้งยิ่งเศร้ายิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

ใครกันหนอที่ไม่สามารถลืมการต้องพรากจากความเป็นเด็กนั้นได้
ใครกันหนอที่ละหวนไห้ถึงสิ่งที่ต้องทิ้งไปเบื้องหลัง
ใครกันหนอที่หวาดกลัวเจ็บปวดกับการต้องเติบโต

เราเอง พวกเราเอง
แต่ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องเติบโต ต้องเปลี่ยนไป
.
.
.
อย่างที่บอกไว้ว่า Everything has its price!

------
08Aug 06

ได้อ่านเพิ่มเติมถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเพลง แล้วก็เพิ่งจะรู้ว่า มิ้งซึ่งเก็บ Puff ไปคิดซับซ้อนก็ยังตีประเด็นผิดไปได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากที่ Jack สร้างเพื่อนเล่นในจินตนาการอย่าง Puff ขึ้นมา และก็เล่นสนุกสนานด้วยกัน แต่เพราะ Jack เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยทำให้เห็นค่าความสำคัญของมังกร Puff น้อยลง จนถึงวันหนึ่งที่ไม่เห็น ไม่นึกถึง Puff อีกต่อไป

ก็เลยไปเปรียบเทียบกับ Peter Pan ซึ่งมีนัยพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน แต่ก็ดูว่าทั้งสองเรื่องจะมีเนื้อหาไปในทางสุดโต่งทั้งคู่ กล่าวคือ Jack เลือกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วลืมความคิดฝันช่างคิดแบบเด็ก ๆ ไป ส่วน Peter Pan นั้นก็เลือกที่จะอยู่กับความเป็นเด็กของตัวเองตลอดไป โดยที่ไม่ยอมเติบโต จะมีใครที่อยู่ตรงกลาง แล้วสามารถที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ขณะที่ไม่ต้องลืมความเป็นเด็กและความรื่นเริงเบิกบานด้วยจินตนาการและมุมมองใสสะอาดไหมหนอ?

The best I've ever had – my best

สืบเนื่องจากคุณ gambyte ได้เล่าถึงเรื่องของอาหารถูกปากถูกใจที่ได้ไปชิมมาตามที่ต่าง ๆ แล้วเชิญชวนให้มาเล่าสู่กันฟังถึงอาหารอร่อยที่เคยพบเจอ อิฉันก็เลยผสมโรงไปด้วยอีกคน แต่นอกจากจะโพสต์ตอบไปที่บล็อก The best I've ever had แล้วก็คงจะดีถ้าได้เอามาไว้รวมไว้ที่ blogspot แล้วเก็บต่อเนื่องเรื่อย ๆ ไป

-------
เห็นด้วยว่าก๋วยเตี๋ยวราดหน้า อร่อยต้องไป ร้านเจ๊ไฝ ประตูผี ค่ะ
แต่ปกติจะชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่+ปลาหมึกมากกว่า
เส้นเอาไปทอด กรอบนิด หอมไหม้หน่อย ๆ ได้ที่เลย
เมื่อก่อนเคยแขยงตับไปพักนึงก็ที่ร้านนี้เอง
เพราะว่า ชิ้นใหญ่มาก เหมือนเอามาจากตับหมูทั้งตัว

ใกล้ ๆ กัน ตรงร้านผัดไทย 2 คูหา
ก็มีไอติมมะพร้าว แบบเป็นเกล็ด ๆ อร่อย
กินที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่าเจ้านี้
หอม แล้วหวานกำลังดี

เลยมาอีกนิดก็ ขนมเบื้องชาววัง ชิ้นละ 10 บาท
อร่อยมาก ๆ แนะนำมาก ๆ อีกเช่นกัน
แป้งหอม แล้วก็กรอบได้ที่
ไม่เหมือนหลายเจ้าที่แป้งจะสาบ และก็ค่อนข้างเละ
หรือไม่ก็กระด้างไปเลย

อื่น ๆ ?

ขนมจีนน้ำยา
ติดเจ้าประจำตรงตลาดโต้รุ่งแฮปปี้แลนด์ค่ะ อร่อยที่สุด เครื่องแกงเข้มข้น หอม อร่อย เป็นสีเหลืองน้ำตาล ๆ คล้าย ๆ ขมิ้น แถมมีผักแนมให้เป็นกะละมัง ใส่ใบแมงลัก ไชโป๊ว ผักดอง ผักงอก ถั่วฝักยาว แล้วยิ่งเข้ากั๊นเข้ากัน
แต่เสียอย่างเดียวที่แต่ละอาทิตย์ รสมือไม่คงที่
อร่อย แต่รสตามใจคนทำ ^^”

ส้มตำ อร่อยที่สุด เป็นร้านโต้รุ่งที่หนองคาย อืม ไม่มีชื่อร้านใด ๆ แต่รู้ว่า อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำมั่ว ใส่ทั้งผักดอง เส้นขนมจีน แคบหมู และอื่น ๆ เกินกว่าจะจำแนกได้หมด แต่ที่ยังติดลิ้นก็คือ รสชาติจัดจ้าถึงใจ ใกล้จะถึงขั้น อร่อยลืมตาย นี่แหละ กินหมดแล้วยิ่งรู้ว่าเผ็ดขนาดไหน ^^”

ส่วนอาหารไทยอื่น ๆ โดยเฉพาะ ข้าวแช่ แกงไก่ น้ำพริกกะปิ น้ำจิ้มซีฟู๊ด แกงส้ม ขอบอกว่าติดฝีมือพี่ป้าน้าอาที่บ้านเช่นเดียวกัน กินที่ไหนก็ไม่ติดใจเหมือนที่บ้าน รสชาติเข้มข้นถึงใจ เครื่องเทศ เครื่องแกงกระหน่ำ

รวมไปถึงอาหารฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น แขก หลาย ๆ อย่าง หรือแม้แต่ขนมอบทั้งหลาย โดยเฉพาะเค้ก chocolate fudge กับ almon and honey ice-cream

เพราะว่าเป็นบ้านทำกับข้าวด้วยมังคะ (ทุกคนที่บ้านทำได้ และทำได้ถึงขนาดมีสูตรเฉพาะของแต่คน แล้วก็มาทะเลาะกันตอนทำกับข้าวเอง -_-‘’)

ปันนา คอตต้า ตอนนี้หลงเสน่ห์ที่ The Ninth Cafe ที่สุดค่ะ ตัวปันนา คอตต้าที่หอมกรุ่นด้วยกลิ่นวนิลาแช่เย็นมา โรยหน้าด้วยซอสราสเบอรี่แบบเข้มข้นและเปรี้ยวถึงใจ แถมเวลาตักกินตัวเนื้อปันนา คอตต้าจะนิ่มเนียนอยู่ลิ้นมาก ๆ

กล้วยหอมทอด ที่บ้านลงความเห็นว่าที่ ร้านชลาศัย by ศศิ ในหมู่บ้านสัมมากรอร่อยที่สุด ด้วยว่าตัวแป้งกรอบนุ่มได้ใจ แล้วกล้วยก็สุกได้ที่

ไอศกรีมทอด คงต้องเป็นที่ Fisherman’s Village, boutique resort สุดเก๋ที่หาดเจ้าสำราญ เมืองเพชรบุรี เพราะว่า ที่นี่ใช้ไอศกรีม Macadamia Nut ของ Hagen-Daz ที่ทำให้อร่อยสุด ๆ บนแป้งนุ่ม ๆ กรอบ ๆ แล้วที่ชอบมากที่สุดก็คือมีซอสส้มที่มีเปลือกส้มหั่นเป็นริ้ว ๆ ยาว ๆ ราดหน้ามาตัดรสนี่แหละ

ตอนนี้ นึกได้แค่นี้ค่ะ
------

แล้วก็นึกได้เพิ่มจริง ๆ

ปีกไก่ทอด อร่อยที่สุด ต้องพี่ที่บ้านทอด ถึงขนาดเพื่อนฝูงติดใจทำไปงานเลี้ยงโรงเรียนตั้งแต่ประถม กรอบนอกนุ่มใน หนังเกรียมได้ที่ แล้วก็หมักเข้าเนื้อถึงกระดูกจริง ๆ ทั้งที่ไม่มีอะไรมากนอกจากซีอิ๊วขาวกับพริกไทย คุณพี่เธอมีความชำนาญในการควบคุมไฟสูงจริงๆ

Anna Cafe ก็ใช้ได้ เพียงแต่รู้สึกว่า แพงไปหน่อย เมื่อเทียบกับปริมาณที่ทอดเองที่บ้าน แต่ไปทีไรก็เป็นของบังคับที่ต้องสั่งทุกที

มีปีกไก่อร่อยอีกสองที่ คือโรงอาหารคณะอักษร กินกับข้าวเหนียวอร่อยสุด ๆ แล้วก็ที่คณะรัฐศาสตร์ ถึงแม้ที่หลังจะประยุกต์มาอร่อยเป็นยำไก่ทอดแล้วก็เถอะ

น้ำพริกหนุ่ม อร่อยมากที่โรงแรมเวียงละคร จังหวัดลำปาง กลมกล่อมลงตัวชนิดที่ต้องสั่งเพิ่มถ้วยที่สองคู่กับแคบหมูไร้มัน ทั้ง ๆ ที่ปกติชอบน้ำพริกอ่องมากกว่าแท้ ๆ แต่วันนั้นถึงขั้นไม่แตะพริกอ่องเลยทีเดียว อร่อยขนาดนั้น คิดดู!

ไส้อั่ว ถ้าเป็นเตาดิน ต้องเป็นที่ สวนไซทอง แพร่ มังคะ หอมเครื่องเทศพร้อมกับหอมกลิ่น smoke ไปด้วย แต่หลัง ๆ บริการไม่ค่อยดี เพราะเปลี่ยนระบบเป็น self-service แล้ว ล่าสุด เกือบทะเลาะกับเจ้าของร้านมารยาทแย่อีกต่างหาก

กุ้งเผา เมื่อก่อนชอบมาก ๆ ที่ร้านแพกรุงเก่า ก่อนที่อยุธยาจะบูม ย่างได้อย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทำไมอร่อยได้ขนาดนั้นก็ไม่รู้ มันกุ้งเยิ่มน่ากิน ส่วนเนื้อกุ้งก็เหนียวหนึบกำลังดี น้ำจิ้มก็อร่อยย โอ้ .. แต่หลังๆ ขายเกินราคามาก ๆ ประกอบกับไปเจอร้านอร่อยอีกที่ ที่คลองมอญ อันนี้อยู่ใต้สะพานคลองมอญ ติดริมน้ำพอดี แล้วราคาก็สมจริงด้วย

หอยจ๊อ อร่อยที่สุดในชีวิต ต้องเป็นที่ร้านจรินทร์ บางแสน เพราะว่าใช้เนื้อปูสดแน่นในปริมาณจุใจ ผสมกับแห้ว แล้วก็ฟองเต้าหู้ก็อร่อยถูกใจ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ไป หลัง ๆ เห็นว่ามีขายตามห้างแล้ว แต่ก็ยังไม่อร่อยเหมือนกับไปที่ร้านอยู่ดี เพราะคนที่ทอดไม่ได้ใส่ใจเหมือนที่ร้าย ทอดจนเกรียม แห้ง ทำลายความนุ่มของเนื้อปูกับความสดกรอบของฟองเต้าหู้ไป

ไหน ๆ พูดถึงจรินทร์แล้วก็ขอเลยไปน้ำพริกไข่ปูอีกอย่าง หลายที่ใช้วิธีตำแล้วโรยหน้าไปเฉย ๆ แต่ที่นี่โขลกตำไปด้วยกันเลย พูดแล้วหิวมาก ๆ รสชาติมันของไข่ปูเข้ากันได้ดีกับพริก กระเทียม แล้วก็อื่น ๆ มาก ๆ ยิ่งมีขมิ้นขาวแกล้ม ก็ขอดก้นถ้วยกันทุกที

พอก่อนดีกว่า นึกได้อีกเยอะ แต่ชักจะเริ่มยาวนะคะ :D

Sunday, July 30, 2006

วิ่งหนี

วิ่ง วิ่ง วิ่ง
ฉันวิ่งออกไป
ออกแรงวิ่ง
วิ่งเร็วไว

วิ่ง วิ่ง วิ่ง
ฉันวิ่งออกไป
ออกแรงวิ่ง
ทิ้งเงาไว้

ฉันวิ่งออกไป
แต่เงายังตามมา

ฉันวิ่งออกไป
เร็วเท่าใด
ก็ไม่พ้นเงา

ยังอยู่กับฉัน
ยังตามฉันไป

วิ่งจนเหนื่อยล้า
เพราะฉันลืมไปว่า
เงาก็คือฉัน
ก็คือส่วนหนึ่งของตัวฉัน

และฉันก็เลิกวิ่งหนีเงา

Jenny Wren

ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงคำว่า Coming of Age ขึ้นมาทุกที โลกแจ่มใสของยามเยาว์อาจจะไม่ได้คงอยู่เช่นนั้นตลอดไป สิ่งที่เห็น สิ่งที่สัมผัสอาจทำให้มองโลกเปลี่ยนไป -ในแง่ที่โหดร้าย – และบางครั้งก็อาจจะทำลายความฝัน ทำลายตัวตนที่เคยเป็นไป

แต่ถ้าตามตัวเองกลับมาถูก นอกจากได้เห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้นแล้ว ก็ยังจะมีใจที่จะมองทุกอย่างด้วยความรู้สึกด้านบวก และด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้อย่างที่มุมมองจากสายตาเด็กจะมองได้อีก

Older, wiser
Older, stronger

แล้วจะอยู่ในโลกได้อย่างเป็นสุข อย่างมีคุณค่า

----
ก็ขอให้ those rosy lens กลับมาไว ๆ และเชื่อในตัวเองจนกล้าจะทำสิ่งที่กำลังจะทำอยู่ และอยากทำอยู่นั้นจริง ๆ

บอกตัวเองไว้ ไม่มีอะไรเสียหายที่จะลอง!



Upload music at Bolt.

Jenny Wren
( by Paul McCartney)


Like so many girls, Jenny Wren could sing
But a broken heart, took her song away

Like the other girls, Jenny Wren took wing
She could see the world, and its foolish ways

How, we, spend our days, casting, love aside
Losing, sight of life, day, by, day

She saw poverty, breaking up her home
Wounded warriors, took her song away

But the day will come, Jenny Wren will sing
When this broken world, mends its foolish ways


Then we, spend our days, catching up on life
All because of you, Jenny Wren

You saw who we are, Jenny Wren

------
Every time I listen to it, Jenny Wren pretty much reminds me of the word “Coming of Age”. The way we used to see things bright and shinning, but then bitterly replaced by reality of life. What we have seen, what we have known has changed us – destroying our beautiful world little by little.

But then, here comes the question, what if we can bring our-happy-selves back? Being mature, while having the very heavenly positive thoughts would be a great plus! This means we are now not only able to act, but also willing to act right, and to make the right!

Older, wiser
Older, stronger

And live happily, worthily, my friends!

Saturday, July 29, 2006

[ความไร้]ระเบียบ

“สังคมสูญเสียคุณค่าพื้นฐานของความเป็นคนไป เนื่องจากหันไปใช้กฎหมายในการแก้ปัญหา ยิ่งมีกฎหมายมากเท่าใด ยิ่งแสดงให้เห็นถึงอาการป่วยหรือความตกต่ำทางศีลธรรมของสังคมเพิ่มมากขึ้นเพียงนั้น เพราะกฎหมายมีแต่ห้ามไม่ให้กระทำเป็นสำคัญ”

จากปกหลังของหนังสือรัฐ-ชาติกับ[ความไร้]ระเบียบโลกชุดใหม่(Nation-State and The New World [Dis]Order)
ของ ดร.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร

Friday, July 28, 2006

คิดเรื่องเทพนิยาย

เพิ่งอ่าน Trinity Blood ไป ก็เลยเกิดความคิดอยากวาดรูปเจ้าหญิงนิทราแบบนุ่ม ๆ แต่ขณะเดียวกันก็มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ในแง่ที่ชวนให้ขบคิดมีสาระ ตามแบบมิ้งโหมดวิชาการอยู่ในเชิง

แปลกดีที่พอโตขึ้นมาเรื่องเทพนิยายที่ชอบมากที่สุดเป็นเรื่อง Beauty and the Beast อย่างที่บอกไปว่า เป็นเทพนิยายเรื่องเดียวที่รักด้วยสมอง ตรองด้วยปัญญา นั่นก็คือ ตัว Beauty ได้มีโอกาสอยู่ร่วมและเรียนรู้จิตใจของ The Beast เป็นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก่อนที่จะตัดสินใจรักลงไป และประการสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือ เป็นเรื่องที่ไม่ได้หลงรักผูกพันด้วยสิ่งที่มองเห็นภายนอกอย่างที่มิ้งมักจะใช้คำว่า “ความพึงใจทางร่างกาย” หรือ physical attraction เป็นเกณฑ์

ซึ่งก็คงจะตรงกับจิตใต้สำนึกของมิ้งเองด้วยกระมัง ที่มีผลให้พอคิดจะแต่งเรื่อง หรือแม้แต่เขียนออกมาแล้วก็ตาม ก็ยังมีกลิ่นอายความเป็น Beauty and the Beast ในบางแง่อยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น Cursed ต้องสาปก็ดี หรือเทพนิยายเสมือนจริงก็ดี เรื่องรักโรแมนติกลักษณะเสมือนจริงและมีมิติความจริงเช่นนี้ก็ยังครองใจมิ้งอยู่เช่นเคย

หากแต่อย่างไร ถ้าคิดจะวาดภาพเรื่องที่อยากจะวาดมากที่สุด (หรือใช้คำว่ามีแรงขับสร้างภาพในหัวมากที่สุด) กลับเป็นเจ้าหญิงนิทรา Sleeping Beauty ของเรา เพราะด้วยความรู้สึกว่าเธอเป็นผู้ที่ตกอยู่ในความฝัน ในความหลับใหล และในสภาพช่วยตัวเองไม่ได้ที่สุด ซึ่งกลายเป็นก่อให้เกิดการพึ่งพิงผู้มาช่วยเหลือหรือเจ้าชาย และเป็นความรักแบบเลื่อนลอย แรกพบในเวลาต่อมา ทำให้ปรากฏภาพเป็นหญิงสาวอ่อนแอ บอบบาง และน่าทะนุถนอมจนน่าที่จะวาดรูปขึ้นมา

เพราะหญิงสาวที่ชาญฉลาดและเต็มไปด้วยปัญญาอย่าง Beauty คงจะชาญฉลาดกว่ารูปจะบรรยายเธอออกมาได้ และขณะเดียวกัน ตัวอักษรก็คงจะเป็นสิ่งเดียวที่ถ่ายทอดเธอออกมาได้งดงามที่สุด ขณะที่สำหรับ Sleeping Beauty การสร้างภาพเธอออกมาด้วยการใช้ภาษาก็คงจะไม่จับใจลึกซึ้งได้เท่ากับภาพเป็นแน่

ปล. โอย ง่วง และก็รู้สึกว่าคิดไม่ต่อเนื่องชอบกล แต่ก็อยากจะโพสต์อะไรลง blogspot ก่อนนอนก็แบบนี้กระมัง น่าจะต้องกลับมาแก้นะนี่

Thursday, July 27, 2006

อ่านการ์ตูนกันเถอะ?

(ถ้ากลัวว่าเรื่องนี้จะเข้าข่ายพูดไปไร้สาระ ขอให้พิจารณาดูตอนท้ายของเรื่อง ซึ่งเกิดจากมิ้งในโหมดวิชาการออกโรงประจำการ!)

ตอนเด็ก ๆ อิฉันเริ่มอ่านการ์ตูนก็ด้วยเหตุที่มีอะไรอยู่ในบ้านก็ไปขุดมาอ่านนั่นแหละค่ะ และเมื่อมีคนในบ้านซื้อการ์ตูนมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เอามาอ่าน แต่ก็นะ ต้องแอบอ่านอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ลับหลังคนซื้อก็เพราะหนูไปขโมยเค้ามาอ่านนี่คะ

เรื่องสมัยเด็ก ๆ จึงเป็นเรื่องตั้งแต่ปี 70 และ 80 จำได้ว่าการ์ตูนช่วงนั้นจะเป็นเล่มบาง ๆ ราคาเจ็ดบาทอยู่เลย (หรือถูกกว่านั้นก็จำไม่ได้ ^^”) อย่างคอบร้า ไอกับมาโกโต้ หน้ากากเสือ แล้วก็อะไรอีกก็ไม่รู้ น๊านนานเกินกว่าเด็กสี่ห้าขวบจะจำไหว และเพราะลูกพี่ลูกน้องอีกคนอ่านการ์ตูนผู้หญิง หนูก็เลยได้อ่านเรื่องอย่างเอเลี่ยนสตรีท ไซเฟอร์ นัยน์ตาเธอสีม่วง อสูรน้อยกระซิบรัก จอร์จี้ที่รักไปด้วย อ๊ะ .. อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้ นักรักโลกมายานี่แหละ อ่านมาตั้งแต่เล่มละเจ็ดบาทสิบบาทจริง ๆ

มาเริ่มซื้อการ์ตูนเองแรก ๆ ก็โดราเอมอนเลย ใครมันช่างคิดเอาการ์ตูนมือสองมาเลหลังขายหน้าโรงเรียนเด็กประถมกันวะ ค่าขนมวันละสิบบาทจะต้องถูกเก็บไปห้าบาทเพื่อโดราเอมอนหนึ่งเล่มทุกวัน แล้วหลังจากนั้น The Talent ของมิตรไมตรีก็กลายเป็นของซื้อเป็นชิ้นเป็นอันทุกอาทิตย์ขึ้น มา อ่านมันตั้งแต่ดรากอนบอล เซนต์เซย่า ซิตี้ฮันเตอร์ รันม่า ดรากอนเควส ฯลฯ (เหมือนจะเรียงลำดับตามในเล่มอย่างไรชอบกล) จำได้ว่ามันออกวันพุธ แต่ว่าร้านแถวบ้าน ๆ มันจะเอามาขายวันพฤหัสฯ แล้วอิฉันซึ่งไม่เคยเข็ดหลาบก็จะไปเก้อตั้งแต่วันพุธทุกที

พอเริ่มโต การซื้อการ์ตูนก็เยอะขึ้นเป็นเงาตามตัวเพื่อคอยดูดทรัพย์ในกระเป๋า วันอาทิตย์จะกลายเป็นวันใช้เงินเพื่อการ์ตูน จุดมุ่งหมายปลายทางก็คือ เดอะมอลล์รามฯ ในสมัยที่ยังรุ่งเรือง มีขายมันทุกร้านจริง ๆ ตั้งแต่ร้านของวิบูลย์กิจเอง แล้วก็หลายร้านอีกมากมายที่จะให้ได้ซื้อทั้งสยามปอร์ต พริ้นติ้ง (สันเหลืองตัวอักษรชมพู/ขาว) หมึกจีน ยอดธิดา บลา... บลา ... บลา... ยังดีนะที่เมื่อก่อนราคายังไม่ใจร้ายใจดำถึงปัจจุบัน ไม่งั้นก็คงจะได้ล้มละลายมาตั้งแต่เด็กเป็นแน่

ขึ้นมัธยม โอ... การ์ตูนผู้หญิงเริ่มมามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น โอ.. ก็หนูเป็นเด็กผู้หญิงนี่คะ แต่ขณะที่เพื่อนสาว ๆ ของหนูอ่านมันแค่การ์ตูนผู้หญิง หนูก็ยังคงเมามันมัวเมากับการอ่านการ์ตูนผู้ชายไปด้วย แล้วก็กลายเป็นว่าเริ่มอ่านมันดะทุกอย่างเลยทีนี้ แต่ทว่านะคะ ... เรื่องไหนหวานแหววกิ๊บก๊าบเกินไป หนูก็ยังอ่านไม่ได้จริง ๆ อย่าง Oh my darling! และ Sailor Moon เป็นต้น แค่รู้เรื่องก็อยากจะกรี๊ดดดด ก็นะคะ ชีวิตหนูถูก socialised ด้วยการ์ตูนเด็กผู้ชายมาตลอดนี่นา แต่ถึงกระนั้นก็ขอหนูออกตัวหน่อยเถอะว่า ถึงชั้นจะอ่านเรื่องหวานแหววตะแหน่วตะแหน่วววว...ววไม่ได้ แต่ชั้นน่ะ อ่านการ์ตูนมาตั้งแต่พวกหล่อนทั้งหลายยังไม่รู้จักการ์ตูนนะยะ

อ่านมาตั้งแต่การ์ตูนยังไร้ลิขสิทธิ์จนมามีลิขสิทธิ์ ช่วงไหนที่ทำงานหรือเรียนหนักมาก ๆ ก็มีการ์ตูนช่วยต่อชีวิต มีอยู่ช่วงหนึ่งซึ่งอ่านการ์ตูนเยอะ ก็จะเป็นว่าซื้อ Viva วันจันทร์ วันพุธ Weekly วันพฤหัส Boom วันศุกร์ C-Kids กลายเป็นว่าวันอังคารเป็นวันหงอยที่ห่อเหี่ยวที่สุดเพราะไร้การ์ตูนอ่านกันไป อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตน้ำจืดไม่อาจอยู่น้ำเค็มได้อย่างไร มิ้งกับการ์ตูนผู้หญิงก็ฉันนั้น แล้วเดี๊ยนก็กลับมาอ่านการ์ตูนผู้ชายเต็มรูปแบบอีกแล้วนั่นแหละ

อ่านไม่อ่านอย่างไรไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ ตอนเรียน แล้วคุยกับเพื่อนญี่ปุ่นและเกาหลี เฮีย ๆ ทั้งหลายก็ต้องถึงกับอึ้งงงงไปเมื่อพบว่า Thai girl อย่างหนูอ่านมากระจุยยยยกระจายยยจริง ๆ พูดเรื่องอะไรไปก็รู้หมด (แถมยังไปคุยเรื่องมังกรหยกกับเพื่อนไต้หวันต่อได้อีกนะค้า โอ โอ) และที่สำคัญ ขณะที่คุณพี่ญี่ปุ่นของมิ้งหยุดอ่านการ์ตูนไปแล้วหลังใกล้ยุค 90 นั้นมิ้งก็ยังคงอ่านต่อไป จนในที่สุดเมื่อคุยกันเรื่อง Berserk นารุโตะ ฮันเตอร์ฮันเตอร์ ฯลฯ ก็มีแค่พี่แจ๊ปที่งงไม่รู้เรื่องอะไรกันนี่อยู่คนเดียว

ทุกครั้งที่กลับมาบ้าน ก็อย่าได้หวังเลยว่าจะห่างหายจากการ์ตูนเพื่อทำรายงานหรือกิจการงานกุศลใด ๆ ได้ น้องชายซึ่งชอบการ์ตูนเหมือนกันก็จะเก็บการ์ตูนที่อ่านด้วยกันอย่าง Boom หรือเรื่องที่เป็นเล่ม ๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นเชิดฯ โคโค่เต็มพิกัดฯ One Piece ฯลฯ นับล้านเรื่องไว้รอท่า จัดไว้อย่างดีเรียงเล่มให้เรียบร้อย และเมื่ออีมิ้งได้กลับถึงบ้าน รื้อของ สุขีกับที่บ้านแล้ว แทนที่ยามดึกจะรีบ ๆ นอนให้หาย jetlag ก็ไม่ กลับอ่านการ์ตูนอย่างเก็บกดไปเรื่อย ๆ และวันต่อ ๆ มาก็กลายเป็นวันตามล่าการ์ตูนเรื่องที่น้องไม่ได้ซื้อเพราะเราอ่านอยู่คนเดียวมาเก็บต่อไปนั้นแหละ

(ยังมีต่ออีกยาว)

Tuesday, July 25, 2006

กล่องสมบัติ

ฉันเปิดกล่องสมบัติใบเก่าออกดู
และสิ่งล้ำค่าของฉัน ไม่มีอะไร
ไม่ได้มีอะไรมากกว่าไปกว่ากองกระดาษมากมาย
แผ่นนี้เก็บความฝัน แผ่นนั้นเก็บความทรงจำ

เมื่อเปิดกล่องสมบัติออกดู
ไม่มีอะไรมากไปกว่าความรู้สึก
ความรำลึกถึงมากมายพรั่งพรูออกมา
ความทรงจำที่ถูกเก็บ ช่วงเวลาที่ถูกเก็บ

ฉันมีความทรงจำมากมาย
ฉันมีเรื่องราวมากมาย
แต่จะมีคนกลับมาย้อนรำถึงถึงเวลาเหล่านั้น
กับฉันหรือเปล่าหนอ
พวกเขาเหล่านั้นยังจำได้ไหม?

*เนื่องในโอกาสเปิดลิ้นชักเก่า

Creatio Ex Nihilo

ตอนนี้กำลังเกิดวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่นขึ้นขนานใหญ่ จริง ๆ แล้วความรู้สึกหดหู่และหวาดกลัวมันก็เป็น ๆ หาย ๆ ตามลักษณะนิสัยพวกสวิงไปมายิ่งกว่าลูกตุ้มนาฬิกาที่ไม่มีตรงกลางของมิ้งหรอกนะ เป็นได้ทั้ง happy more than a fresh daisy หรือไม่ก็ hectic than hell แต่ทว่าตอนนี้ เพราะมีสิ่งที่อยากทำมาก มากจนเกิดความรู้สึกหวาดหวั่น และกังวลเข้ามาด้วย เกิดเป็นสถานะ panic and paranoid ขึ้นมาจนอยากจะลุกขึ้นมากรีดร้อง ก็เลยสงสัยไม่ได้การ ขอกลับมาที่การสร้างความเชื่อมั่น และศรัทธาของตัวเองอีกรอบก็แล้วกัน

ดังนั้น ก็ต้องเป็นคำว่า Creatio Ex Nihilo สินะ คำนี้ภาษาลาตินแปลว่า 'Creation out of nothing' ด้วยวลีนี้เกิดจากความเชื่อที่เกี่ยวกับศรัทธาล้วน ๆ ตามทางคริสต์เขาบอกว่า ตอนที่พระเจ้าสร้างจักรวาลขึ้น เป็นการสร้างจากความไม่มีอะไรเลยแท้ ๆ แต่ที่มาเป็นจักรวาลได้ก็เพราะความศรัทธา และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า

และ เช่นนั้น จะมีอะไรที่ความเชื่อ และความคิดเชื่อทำไม่ได้ล่ะ?

กลับมาดูที่มิ้งเคยแปะข้างฝาสมัยเรียน/ หรือที่จดในไดอารี่ก็มีเขียนอะไรตั้งเยอะ

----

Positive thoughts give you positive energies, negative thoughts give you negative energies. Do not take the wrong thoughts, do not take the wrong energies!

----

SEE THE WORLD IN ITS BRIGHTEST SHADE
Mess-up is just a path to move on – nobody is perfect from the beginning, we all need practice and time to adjust. Just wait patiently and survive until the day comes and until you reach your goal. Do not doubt yourself – your ability and potential in you. You’re special – in many ways, more than you ever realise!
(อันนี้เขียนไปได้อย่างไรเนี่ยฉัน??)

----

There’s no better time than right now to be happy.
(ลอกของใครมาหว่า?)

----

ถ้าจะทำ ก็ทำได้ ถ้าอยากทำ ก็ทำได้

----

Start to grow, rather than rotten
Start to grow, rather than die.
(Og Mandino?)

----

ไม่เครียด ไม่กลัว ไม่กังวล ไม่วิตก ไม่ลนลาน ไม่ท้อแท้ ไม่สิ้นหวัง ไม่สั่น ไม่ท้อถอย ไม่คิดมาก ไม่หดหู่ ไม่เศร้า บอกตัวเองว่าจะทำก็ทำได้ ทำได้ ถ้าจะทำ ไม่มีอะไรน่ากลัว ไม่มีอะไรให้วิตก ทำใจสบาย ๆ และรับมือกับสภาพการณ์ปัจจุบันอย่างมีสติ

ลบล้างความรู้สึกลบ ความกลัว ความกังวล สร้างความู้สึกบวก สร้างความกล้า ปัญญา สติ แล้วบอกตัวเองว่าทำได้

ทำได้ ทำได้ ทำได้ เย้ :D

----

ลบความสงสัยออกไปให้หมด – จันทร์ในบ่อ – ถ้าไม่สงบ ภาพจันทร์ก็ไม่นิ่ง ไม่สามารถรวมตัวสะท้อนภาพดวงจันทร์ได้ จันทร์ในบ่อจะต้องนิ่ง ใจของมิ้งจะต้องสงบ เย็น เบา สบาย โปร่ง สะอาด ลบความรู้สึกกลัว ล้างความกังวล ฉันรู้มากกว่าที่ตัวเองคิด และฉันเก่งมากกว่าที่ตัวเองเชื่อ

Monday, July 24, 2006

อาขยานวัยเด็ก

“วิชาเหมือนสินค้า”

วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา
จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ
นิ้วเป็นสายระยาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาศัยเป็นเสบียง
สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง แล่นเลาะเลี่ยงข้ามคงคา
ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม
ขี้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป
จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิศมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา

ไปเจอมาโดยบังเอิญ แล้วก็คิดถึงตอนที่เรียนประถมขึ้นมาได้ จำได้ว่าอยู่ในหนังสือดรุณศึกษา แต่จำไม่ได้ว่าอยู่เล่มไหน อาจจะเป็นเล่มสี่ก็ได้กระมัง ตอนนี้ห่างหายห่างเหินจากหนังสือเรียนระดับประถมมานานเต็มที ก็ไม่รู้ว่า เขายังจะพิมพ์หนังสือแบบนี้ แล้วก็ที่สำคัญ ยังเป็นแบบเรียนให้เด็กปัจจุบันได้เรียนอยู่หรือเปล่า ก่อนหน้านี้เคยถึงอยู่ด้วยซ้ำว่าจะไปเอาแบบเรียนชุดนี้มาเก็บไว้ เพราะนอกจากจะให้ได้รำลึกถึงอดีตแล้ว ก็ยังถือเป็นหนังสือดีที่มีค่าสำหรับเก็บอย่างยิ่งด้วย แต่อย่างไรก็ตาม แปลกที่คิดถึงความทรงจำตอนที่อยู่กับหนังสือชุดนี้ได้ ตั้งแต่ตอนอยู่อนุบาลเลยด้วยซ้ำ ทั้ง ๆ ที่จำอะไรไม่ได้มาก แต่หนังสือชุดดรุณศึกษาก็ทำให้นึกถึงและเป็นจุดเชื่อมโยงอดีตที่สำคัญขึ้นมา เห็นภาพโต๊ะลอก ๆ จากฝีมือเด็กอนุบาล กับห้องเรียนบนชั้นสอง ไปจนถึงการหารูปสัตว์มาแปะลงกระดาษส่งครูเลย

และบทนี้ก็เป็นที่ชอบ และท่องได้ขึ้นใจมาแต่ไหนแต่ไร ถึงจะไม่แน่ใจว่าเราจะได้สินค้าจากแดนไกลมาแล้ว หรือว่านำสินค้าไปขายต่อได้หรือไม่ก็ตาม

Sunday, July 23, 2006

You're A God lyrics

One of my favourite song from Vertical Horizon in 2001.

"You're A God"

I've got to be honest
I think you know
We're covered in lies and that's OK
There's somewhere beyond this I know
But I hope I can find the words to say

Never again no
No never again

'Cause you're a god
And I am not
And I just thought
That you would know
You're a god
And I am not
And I just thought
I'd let you go

But I've been unable
To put you down
I'm still learning things I ought to know by now
It's under the table so
I need something more to show somehow

Never again no
No never again


I've got to be honest
I think you know
We're covered in lies and that's OK
There's somewhere beyond this I know
But I hope I can find the words to say
Never again no
No never again


---
More songs from the band to be posted in both Blogspot and Bolt!

Saturday, July 22, 2006

เปลวไฟ

*รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแต่งกลอนให้สำนักพิมพ์คบไฟเลย จะมีใครอ่านรู้เรื่องเข้าใจไหมเนี่ย พอเป็นภาษาอังกฤษก็สัญลักษณ์แล้ว ยิ่งพอแปลเป็นไทย ยิ่งมีความแตกต่างเชิงภาษา และความไม่สละสลวยมาเป็นกำแพงอีกชั้นอีก

อืม มาอ่านดูอีกที เกิดอะไรขึ้นกันนี่ ภาษาอังกฤษก็ไม่ลงตัว ภาษาไทยก็ไม่สลวย! ก็ถือเป็น hard-sale อีกชั้นก็แล้วกัน นักเขียนมีชื่อหลายคนบอกว่าการเขียนไปเรื่อย ๆ ก็คือการพัฒนาทักษะฝีมือ ดังนั้นแล้ว ถึง practice จะไม่ make perfect ก็คง make better ได้ใช่ไหมคะ?



เห็นไหม
เปลวไฟกำลังลุกโชติช่วง
และพวกเขาพยายามดับไฟ
โดยก่อกองไฟที่ใหญ่กว่าเดิม

ไฟกองนั้น
ลุกไหม้ด้วยด้วยความเกลียดชัง
โหมแรงด้วยความไม่เข้าใจ
เผาไหม้ร้อนแรง กระจายตัว

สายน้ำนั้น
ดับไฟได้ด้วยความสงบเย็น
หากเพราะเขาไม่เข้าใจไฟ
และยิ่งไม่สนใจสายน้ำเย็น

เวลานี้
กองไฟกำลังลุกโชติแรง
เผาไหม้เขาให้เร้าร้อน
แผดเผาอยู่ทั่วใจรอบตัว

จนกว่าจะถึงเวลา
จนกว่าจะเป็นเวลา
ที่กองไฟจะเป็นแสงไฟ
ให้ความสว่างและนำทาง

กองไฟคงได้ใช้ถูกทาง
เปลวไฟคงได้ใช้เป็นทาง

……………

ปล. เพื่อชีวิตชะมัด!

Thursday, July 20, 2006

กินข้าวที่ Delicatezza

*เขียนไว้ตั้งแต่ต้นปี


เพราะว่าคุณป๋าของเราคลั่งไคล้และใหลหลงอาหารญี่ปุ่นมาก .... มากจนถึงขนาดไปลงคอร์สอบรมการทำอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะซูซิหน้าต่าง ๆ และไม่รู้สึกเป็นเรื่องปกติที่จะลากทุกคนในบ้านไปร้านญี่ปุ่นสุดโปรดที่มีหลายร้านอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่แม่และมิ้งซึ่งชอบอาหารฝรั่งจะอดรนทนไม่ได้ ต้องวิ่งหนีไปหาร้านอาหารอร่อย ๆ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นและจีนกันเป็นบางครั้งบางคราว

นั่นแหละ ... วันนี้เราก็เลยจะแวะไปชิม Delicatezza ร้านอิตาเลี่ยนแสนอร่อยแถว ๆ ซอยทองหล่อ 15 กัน ก่อนหน้านั้น อาจารย์ที่เคารพรักคนหนึ่งของเราได้แนะนำมา โดยบอกว่า สลัดร้านนี้อร่อยที่สุด และโชคไม่ดีที่การไปทานมื้อค่ำด้วยกันครั้งที่แล้ว ไม่ได้จองโต๊ะไป ทำให้ต้องไปหาอาหารร้านอื่น และได้กลับมาชิมขนมเพียงเท่านั้น

ติดใจคั่งค้างแบบนี้ ดิฉันจะยอมได้อย่างไร ก็นะคะ ในที่สุดความเก็บกดก็ทะลุขีดสุด กลายไปการบุกไปที่ Delicatezza กันเย็นนี้เลย อืม ตอนแรกว่าจะจองโต๊ะก่อนไป แต่ก็กลายเป็นไม่ได้จอง ดีนะเนี่ย ที่ไปถึงเร็ว ทำให้ได้โต๊ะสุดท้ายที่รอดพ้นจากการจองมา ... ขอบคุณที่ไปเร็ว แม้จะไม่ได้จองโต๊ะไว้ก็ตาม

พอนั่งลงสั่งอาหารได้สักพัก คุณพี่พนักงานก็พร้อมเสิร์ฟขนมปังร้อน ๆ กับเนย แต่อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าเราเข้าร้านมาเป็นโต๊ะแรก ยังมิทันจะได้ส่งขนมปังคำแรกเข้าปาก สลัดที่สั่งไว้ก็ปรากฏตัวอยู่บนโต๊ะแล้ว โอ ชาม Mixed Salad ของเรา ประกอบไปด้วย สลัดกรีนและเรดโอ๊คเป็นหลัก โรยหน้าด้วยมะเขือเทศเชอรี่ลูกเล็ก พริกหวานและแครอทหั่นเป็นเส้น และแตงกวาฝานบาง ๆ อืมม ความสด หวาน กรอบไปด้วยกันได้ดีกับน้ำสลัดบัลซามิก และน้ำมันมะกอกจริง ๆ ยังไม่ทันไร Parma Ham and Melon ก็มา .... รสชาติเค็มของแฮมถูกความหวานหอมของแตงมาช่วยไว้พอดี หวานและหอมถูกใจป้า ๆ เสียจริง ๆ ... แต่ถึงกระนั้น คนทั้งโต๊ะเราก็พร้อมใจกันประสานเสียงว่า เค็มไปนิด เค็มจนต้องกินให้น้ำส้มบัลซามิกและผักสลัดมาช่วย

หลังจากนั้น ด้วยความที่เราไปด้วยกันหลายคน และมุ่งมั่นจะลองหลาย ๆ อย่าง ก็ทำให้เป็นกินแบบ Asian Share โดยแบ่งเกือบทุกอย่างไว้ตรงกลาง จึงไม่น่าแปลกใจที่ Roman Styled Fried Spinach จะถูกแบ่งกันอย่างทั่วถึง คราวนี้ผักขมของเราถูกผัดมาด้วยความสุกพอดี และก็นับเป็นทางเลือกที่ดีนอกเหนือไปจากผักขมอบชีสซึ่งกลายเป็นรายการบังคับจนน่าเบื่อในร้านอาหารหลาย ๆ ร้านไป นอกเหนือจากผักขมสุกพอดีแล้ว กระเทียมที่ผัดมาจนนิ่มและพริกแห้งก็ช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี

มาดูที่ซุปกันบ้าง Pumpkin Soup ซุปฟักทองของเราเต็มแน่นไปด้วยเนื้อฟักทองเนียนละเอียด และถือได้เป็นดาวเด่นสำหรับคนที่ชอบซุปแต่ไม่พิสมัยครีมจัด ๆ เป็นที่สุด เพราะใช้น้ำมันมะกอกมาเป็นส่วนประกอบหลักแทนที่ครีมและนม อย่างไรก็ตาม จานนี้ต้องรอจนหายร้อนนิดหน่อยแล้วค่อยลงมือตักจริง ๆ เพราะเมื่อตั้งทิ้งไว้สักพัก ก็จะทำให้เนื้อฟักทองก็จะข้นขึ้นและทำให้เราได้ชิมความอร่อยเต็ม ๆ ของฟักทอง

Italian Grilled Sausages อร่อยกับเนื้อไส้กรอกหนักแน่นเต็มคำ ที่มีมะนาวและผักคอสมาช่วยตัดรสให้ความเลี่ยนที่เกิดจากน้ำมันส่วนเกินของไส้กรอกอย่างลงตัว .... Lamp Chop จานนี้เป็นภาระรับผิดชอบหลัก เพราะเป็นคนเดียวในโต๊ะที่ชอบแกะ อืม แกะน้อยของเราถูกปรุงมาอย่างดี และก็อร่อยกำลังพอดีจริง ๆ รสของกระเทียมและโรสแมรี่ก็ช่วยแต่งกลิ่นเป็นที่สุด อย่างไรก็ตาม หงุดหงิดและผิดหวังพอสมควรที่ไม่มีมิ้นท์ ซอส/ เยลลี่ มาด้วย ก็เลยขาดรสหวานอมเปรี้ยวที่จะมาตัดรสไป

Pork Lasagna อร่อยแต่นาน เพราะเป็นต้องอาศัยเวลาอบนานสักนิด ทำให้เป็นอาหารจานที่มาสุดท้าย และก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมี ครู ที่หาได้ยากมาด้วย

ส่วนขนม ของเด็ดของร้านอย่างหนึ่งก็คือ Tiramisu เพราะสัดส่วนผสมลงตัวระหว่างเนื้อเค้ก ชีสมัสคาโปน กาแฟ และลิเคียว และสิ่งที่ทำให้ชอบมากก็คือ เกล็ดน้ำกาแฟ Sunkist Orange Sorbet ก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกัน เพราะเกล็ดนำส้มที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อส้ม และเปลือกส้มหั่นเป็นเส้นยาว นอกจากจะไม่ขมแล้วยังชื่นใจ

เพราะร้าน Delicatezza มีเนื้อที่เพียงห้องเดียว จึงทำให้ยากที่จะต้อนรับผู้มาเยือนได้ทั้งหมด ทำให้ระหว่างที่นั่งดื่มด่ำกับรสชาติอาหาร ก็มีคนเดินเข้าเดินออกร้านเป็นระยะ ๆ และซึ่งไม่ได้จองมา ก็อาจจะต้องผิดหวังกันไป และสำหรับคนที่นั่งอยู่แล้ว ก็อาจจะทำให้ต้องเร่งมื้ออาหารให้เร็วขึ้นสักนิด เพื่อช่วยการ turn-over ของร้าน

สาธุ ๆๆ ใครจะ จองโต๊ะ ก็รีบ ๆ จอง

*** และสาธุค่ะ เวรล่ะ ตอนเขียนเขียนโดยมีเป้าหมายยั่วน้ำลายน้องที่ไม่ได้ไปด้วย ประกอบกับความเว่อร์ในการใช้ภาษา ยิ่งกว่ามีคอลัมน์แนะนำร้านอาหารของตัวเอง อิฉันบรรยายให้ร้านเกินจริงไปไหมนี่ เพราะให้แค่ 6.8-7/10 เท่านั้นนะคะ

Wednesday, July 19, 2006

What would you do?

เกิดความรู้สึกหดหู่ แล้วก็เบื่อทุกสิ่งรอบตัวมาสักพักแล้ว โดยเฉพาะในตอนนี้ คิดถึงโลก คิดถึงตัวเอง และก็คิดถึงหลายอย่างในชีวิต อาจจะเป็นไปได้ว่า ไม่ได้คิดจะมองโลกในทางบวกเท่าไหร่ ทั้ง ๆ ที่คติประจำใจที่เคยบอกตัวเองก็ positive thinking gives you positive energy แท้ ๆ

ก็เลยเกิดคิดถึงเพลงเก่าของ Ocean Colour Scene ที่เคยชอบมาก ตั้งแต่ ปี 2001 มา จริงอยู่ที่เหมือนจะเป็นเพลงรัก แต่ส่วนหนึ่งก็แฝงความหมายให้คิดไว้พอสมควร – ตอนเด็ก ๆ ถึงกับคิดไปไกลถึงในแง่ของการบริจาคอวัยวะด้วยซ้ำไป เหมือนกันว่า เรามีอะไร และจะใช้อย่างไร ถ้าเกิดมีสองตา จะใช้มองอะไร ถ้าได้สองมือนี้ไป จะใช้ทำอะไร จะให้เกิดประโยชน์สร้างสรรค์ขนาดไหน หรือว่าจะทำลาย และก็เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีเงินมากมาย เราจะเลือกใช้ไปเพื่อทำอะไร จะเพื่อตัวเอง เพื่อคนอื่น เพื่อสังคม หรือว่าอย่างไร

... อยู่ที่เราจะเลือก อยู่ที่เราเพียงคนเดียว






Upload music at Bolt.

http://www.bolt.com/matapee/audio/1651229


If I Gave You My Heart
Artist: Ocean Colour Scene

Album: Mechanical Wonder (2001)

If I gave you my heart
Where would you be
Would it mean nothing
If not for me

If I gave you my eyes
What would they see
Would they see nothing
If not for me

But I gave you my hand and my sign and my soul on the earth
And I gave up on truth when I heard about the worst
I lived out of love when I gave it away
And I sold off my soul when there's no one to pay

If I gave you my hand
What would it write
Would it say nothing
Or say it's alright

If I gave you my arms
Would they hold you tight
First light of morning
Or bid you goodnight

And I gave you my strength and my worth and I gave you my gift
And I moved on the first and I left us to drift
And I reap from the soil and I build hopes from wood
It's a new better life and we have two and should

And I gave you my dream of the world and we stood on the quay
And we sang to the wind in the whole darkening sea
And I feel my weight and I guard my soul
And I found my beliefs when I found my control


I gave you my hand and my soul on the earth
And I gave up on the truth when I heard about the worst
So I lived out of love when I gave it away
And I sold off my soul when there's no one to pay

[book review] The Decoy Princess

เมื่อวันอาทิตย์ไปคิโนะมา แล้วก็ด้วยความที่มัวแต่ดูหนังสือโน่น นี่ นั่นไปเรื่อย ๆ ทำให้กว่าจะมาถึงหมวด fantasy ก็จวนตัวได้เวลานัดกับแม่เต็มที ก็เลยรีบคว้าหนังสือตาม การกำหนดเลขของแม่ มาเล่มหนึ่ง

ก็นั่นแหละ เป็นที่มาของ The Decoy Princess ในวันนี้

จริง ๆ ถ้าจะสารภาพตรง ๆ เลยก็คือ หลัง ๆ ไม่อยากอ่าน fantasy มากเท่าไหร่ เพราะว่า โดยปกติถ้ามีเป็น trilogy สามเล่ม ก็หมายถึงว่า มิ้งจะต้องอ่านอย่างต่อเนื่องและให้จบให้เร็วที่สุด ซึ่งก็หมายความว่าอาทิตย์นั้นอาจจะไม่ได้นอน ทรมานสังขารทรมานตัวเอง (ตามลักษณะแบบมาโซคิสต์???!!) เหมือนที่เคยเป็นกับ Dark Jewels Trilogy และอื่น ๆ มาแล้ว .. นี่ไม่ต้องพูดถึงพวก chronicles เกินสามเล่มเลย ถ้าจะอ่าน ก็คงเป็นยิ่งกว่าซอมบี้กันพอดี

แต่ก็นั่นแหละ นาน ๆ มันก็อยากจะเก็บมาอ่านแนวนี้ขึ้นมาบ้าง ก็ต้องหาพวกที่แค่เล่มเดียว แล้วก็ดูว่าจะอ่านง่ายและสบายขึ้นมา (แม้ว่าจะได้ charmed destiny มาก่อนด้วยความส่อกว๊าก็ตามที!)



The Decoy Princess
By Dawn Cook

ชนิด : Light fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (November 29, 2005)

จำนวนหน้า : 368 หน้า

เปิดตัวด้วย Contessa เจ้าหญิงของเมืองที่กำลังจะต้องแต่งงานกับเจ้าชายเมืองข้าง ๆ ด้วยเหตุผลทางการเมือง และทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้ดี ทั้งการรวมตัวของอาณาจักรสองแห่ง และการมีคู่ครองที่เหมือนจะเป็นเจ้าชายในฝันได้ง่าย ๆ แต่แล้วทุกอย่างก็กลับพลิกผัน เมื่อความจริงปรากฏว่ามา Contessa ไม่ใช่เจ้าหญิงที่แท้จริง หากแต่เป็นแค่เด็กที่ถูกซื้อมาเพื่อเป็นตัวแทน เพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงปลอดภัยจากการถูกลอบสังหารเท่านั้น

ซ้ำร้าย คู่หมั้นหมายกลับเกิดมักใหญ่ใฝ่สูงคิดจะรวบเอาอาณาจักรโดยการยึดอำนาจในปราสาทไปเสียอีก และ Contessa ที่เข้าตาจนก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะหลบหนีออกไปจากเมือง เพื่อตามหาเจ้าหญิงตัวจริง และพาเธอกลับมา พร้อม ๆ กับการพยายามเอาชีวิตรอดจากผู้ไล่ล่าที่ตามมา

ดังนั้น คำจำกัดความของ The Decoy Princess ที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ “ง่าย ๆ โง่ ๆ แต่ดันสนุก” พล็อตหลายอย่างขาดน้ำหนักและความน่าเชื่อถือไปจนดูเหลือเชื่อ อย่างเช่น เด็กผู้หญิงคนเดียวสามารถเอาชนะทหารฝ่ายตรงข้ามที่ยึดครองอาณาจักรได้ – แม้ว่าจะมีปัจจัยอื่นของตัวละครอื่นเข้ามาร่วมได้ก็ตามที – ทั้งที่ปรึกษา ทั้งตัวละครหลักอื่นที่ดูจะมีประสบการณ์และความชำนาญมากกว่ากลับไม่มีบทบาทหรือความสำคัญในการกู้อำนาจคืนมาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจจะเกิดจากการเล่าเรื่องจากมุมมองของบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งก็คือ Contessa ส่วนหนึ่งก็ได้

แต่ก็นั่นแหละ ถ้าไม่คิดอะไรมาก The Decoy Princess ก็อ่านได้สนุกและเร้าใจพอสมควร โดยเฉพาะช่วงเวลาของการผจญภัยระหกระเหินตามลำพังซึ่งชวนให้ติดตาม ไม่ว่าจะเป็นการพนันไพ่เพื่อหาเงินเป็นค่าม้า หรือแม้แต่การต่อรองกับเจ้าของเรือเพื่อหาเดินทางข้ามทะเล สนุกที่จะดูว่าเธอจะทำอะไร สนุกที่จะดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นมา นอกจากนี้ การสร้าง “ผู้เล่น” เอาไว้ในเรื่อง ก็ทำให้เกิดความลึกลับ และน่าเกรงขาม พอ ๆ กับการกระตุ้นความอยากรู้ถึงที่มาที่ไปได้ ซึ่งการเพิ่มมิติ “ผู้เล่น” นี้ขึ้นมาก็ช่วยเพิ่มความแตกต่างให้กับการเป็นหนังสือที่พูดถึงแค่ การครองเมือง การมีอาณาจักรของบรรดาพระราชาพระราชินี และเหล่าเจ้าหญิง เจ้าชายได้ดี

แล้วก็ต้องสารภาพว่า พอใจกับหนังสือเล่มนี้พอตัว ไม่ถึงกับประทับใจมาก แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับหนังสือหรือเสียดายเงินที่จ่ายไป และก็แอบสนุกที่จะดูว่าชายหนุ่มสองคน ใครจะมีบทบาทมากกว่ากัน ซึ่งหน้าสุดท้ายก็ยังคงปริศนาอยู่ดี เหมือนทิ้งท้ายไว้ยังไม่จบ แล้วก็เหมือนเปิดไว้ให้คิดต่อยอดต่อไป

ซึ่งพอมาหาข้อมูลเพิ่มก็อย่างที่สงสัยจริง ๆ Dawn Cook มีเล่มต่อจริง ๆ Princess at Sea กำลังจะออกขายปลายเดือนนี้ แล้วก็เกรงว่าจะต้องซื้อมาอ่านต่อ แต่อืมม ดูจากการตั้งชื่อและลักษณะการดำเนินเรื่องเล่าเรื่อง จริง ๆ แล้ว The Decoy Princess และ Princess at Sea เป็นหมวด Young Adult หรือเปล่านี่?

อย่างไรก็ตาม ชอบประโยคนี้นะ เห็นแล้วเข้าใจถึงคำที่บอกว่าเส้นไหมก็ฆ่าคนได้เหมือนคมดาบเลย
“……Tess, you lack those abilities [bringing herself to kill, in particular] because that’s what I wanted my successor to be. I didn’t want a soldier. I wanted an intelligent, sophisticated, beautiful woman who would search for an answer rather than go in with arrows flying and sword flashing. Someone who could enslave with charm instead of chains.”

ปล. ประโยคเดียวที่พูดได้หลังจากสองคืนก็คือ The book did steal my sleep! ไม่ได้นอนแบบ proper นอนมาสองคืนแล้ว – กว่าจะเลิกจากลาตินก็ดึกโข แล้วก็ยังมาต่อด้วย Decoy Princess อีก!

ปล. อีกที
มีปัญหากับการอัพรูปยังไม่พอ ไปอ่าน Princess at Sea ก็เจอ Duncan โผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่อง ป้าไ-ม่-ช-อ-บ Duncan!!!

Latin: the false paradox

“Would it be of use to learn Latin?”,
Well, I think to myself and grin,
This must be some kind of sins,
It’s long been what I wanna jump in.

Latin might be the grimmest option.
Yet, as languages are my passions,
It becomes another life mission,
Another to complete in action!


1. ก็รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่า เรียนลาตินไปก็ไม่ได้ใช้ แถมตอนนี้ยังเอาเวลาที่ควรจะทบทวนและฟื้นฟูอิตาเลี่ยน หรือแม้แต่ขัดเกลาอังกฤษไปเสียอีก เพราะถ้าอยากเรียนภาษาใหม่ก็ควรจะเป็นภาษาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดแต้มต่อได้อย่างจีน แต่เพราะพอเริ่มเรียนในบล็อก ก็อดไม่ได้ที่จะลงมือจริงจังอย่างที่บอกว่าชอบภาษา และเหมือนได้เปิดกุญแจไขกล่องความฝันที่เพิ่งรื้อออกมาจากห้องเก็บของ ที่จะเริ่มเรียน จะฝึกฝน และศึกษาด้วยความสนุกและเป็นสุขใจ – ไม่ได้เกิดความรู้สึกอย่างนี้มานาน แม้จะมีความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นกับตอนหันมาวาดรูปด้วย illus ใหม่ แต่ก็ไม่ลึกซึ้งหรือดื่มด่ำมากเท่านี้เลย

อย่างไรก็ตาม สนุกกับการแกะและฝึกฝน เหมือนหมุนลูกบิดให้ออกมาสีเดียวกัน เหมือนแกะปริศนาลึกลับได้ แต่ขณะเดียวกันก็กลัวว่าจะเปล่าประโยชน์ ตอนนี้สัญญากับตัวเองว่าจะแบ่งเวลาให้ภาษาอื่นด้วย เฮ้ออ ความอยากเข้าใจร้อยภาษากลับมาอีกแล้ว Dzongkha ก็จำได้แค่สามคำตอนนี้ เริ่มจะเครียดแล้วนะเนี่ย กรีกก็อยากเรียน ไหนจะบาลี เขมร พม่า ไทยใหญ่อีก โอ๊ยยยย เครียดจริง ๆ ด้วย

บอกตัวเองไว้ก่อนดีไหมว่า Rome wasn’t built in a day!!!!

2. อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เริ่มเรียนภาษาใหม่ โดยไม่ได้ใช้เงินไปแม้แต่บาทเดียว ต้องขอบคุณ คุณศล จริงๆ ที่ส่ง ebook มาให้ แล้วก็เลยไปเจอแหล่งรวมหนังสือ ebook ที่สามารถโหลดได้อีก ทั้ง ๆ ที่เป็นปกติ ถ้าจะเริ่มเรียนภาษาใหม่ อีมิ้งจอมบ้าคงวิ่งแจ้นไปซื้อหนังสือมาสักสามเล่มเป็นอย่างน้อยมาตุนไว้ (ดังนั้น อย่าถามเชียวว่ามิ้งมีตำราอังกฤษ ฝรั่งเศส และอิตาเลี่ยนกี่เล่ม – เฉพาะอังกฤษ เคยเอามาดูก็ตกใจว่ามีเป็นตู้แล้ว จะเอาอะไรล่ะ
- Headway ทั้ง Pre-Intimidate/ Intimidate/ Advanced
- Languages in Use ทั้ง Grammar/ Structure/ Vocabular
แล้วก็อื่น ๆ อีกมากมายเกินจะกล่าว พูดได้ว่าเป็นยิ่งกว่าญาติผู้ใหญ่โรงเรียนสอนภาษาแล้ว แล้วอันนี้ก็ไม่นับ dictionary ทั้งหลายที่มีนะคะ ไม่ต้องถามว่ามีอะไรบ้าง แค่ Slang อย่างเดียวก็ปาไปสาม Idioms อีกสี่ โอ... กู)

นั่นแหละ แต่เพราะคราวนี้เกรงใจตัวเองว่าเพิ่งซื้อชุดหนังสือและซีดีอิตาเลี่ยนแพงระยับมา (จริง ๆ แล้วเกรงใจหนังสือ!) ก็เลยพยายามกดมือตัวเองไม่ให้หยิบแล้วเอาไปจ่ายเงินไว้ แล้วอีกอย่างก็กลัวว่า passion นี้จะ burn bright, burn high and then die ตามลักษณะนิสัยด้วย ก็เลยบอกตัวเองไปก่อนว่าถ้า endure ได้ครบเดือนนึงก็จะวิ่งไปซื้อตำราเพิ่ม

นั่นแหละ Life has made of purpose, and full of purpose!

3. แต่เห็นหนังสือที่โหลดมาแล้ว เปิดหน้าแรกก็ไม่เท่าไหร่เพราะเป็นฟอนท์ Time Roman ในไฟล์ pdf พิมพ์บอกชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่งธรรมดา แต่หน้าต่อมานี่สิ เห็นแล้วนิ่งงันมาก ๆ หนังสือทั้งสามเล่มตีพิมพ์ในปี 1891, 1911, 1913 (ดูแค่ปีที่พิมพ์ซ้ำล่าสุด) ก็ร้อยกว่าปีมาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จะผสมผสานออกมาแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ลาตินดูเป็นคนละยุคสมัยกับโลก IT อย่างปัจจุบันมาก ทั้งปีที่พิมพ์ ทั้งภาษาที่กำลังเรียน ดูย้อนเวลากลับไปจริง ๆ

อืม แค่เห็นแค่ e-book ก็เกิดความรู้สึกย้อนเวลากลับไปได้ ถ้าได้เห็นหนังสือจริง ๆ ได้สัมผัสกับมือก็คงจะดีไม่ใช่น้อย แปลกสำหรับมิ้งที่ผู้ที่เขียน หรือแม้แต่เจ้าของหนังสือเล่มนั้นจะไม่อยู่แล้ว มิ้งก็ยังเกิดความรำลึกถึง และคิดถึงเขาเหล่านั้นอยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของลายมือที่อยู่ในหนังสือ รู้สึกอยากย้อนเวลากลับไป แล้วเห็นด้วยตาตัวเองถึงยุคสมัยที่หนังสือเล่มหนึ่งเกิดขึ้น และคงตัวตนต่อมา และขณะที่เขียน ก็เกิดนึกถึงเวลาที่มีการใช้ลาตินกันอยู่

หรือว่ามิ้งจะเกิดอาการ Somewhere in Time ขึ้นหนอ?

4. แต่ Latin ยากจริง ๆ ขนาดมีพื้นอิตาเลี่ยนมาแล้วนะเนี่ย กฎการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก นั่งทำแบบฝึกหัดไป อ่านไปก็อยากจะลุกมากรี๊ดก็หลายครั้ง หรือกรี๊ดไปแล้วก็มี .. แต่สงสัยว่าไฟยังติดแรงอยู่กระมัง ก็เลยฮึดบอกตัวเองไปว่า ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ดี ขึ้นมา

ถึงจะเริ่มเรียนอย่างมุ่งมั่นได้ไม่เท่าไหร่ก็เถอะ แต่ก็รู้สึกเหมือนได้โลกมาไว้ในกำมือแล้ว ทั้งที่รู้ได้ไม่ถึงหนึ่งในล้าน แปลกที่รู้สึกดี เหมือนว่าได้ไล่ตามความฝันที่สูญหายไป และเห็นความฝันนั้นใหม่แล้วไล่ตามกลับมาอีกครั้ง

มิ้งรักภาษาจริง ๆ นะเนี่ย เป็นความดื่มด่ำ รักในระดับลึกซึ้งมากกว่าที่มีต่ออะไรทั้งสิ้น ... ตอนนี้ก็อยากจะเรียนภาษาร้อยแปดขึ้นมาอีกแล้ว อืมม ถ้าเรียนได้เรื่อย ๆ ก็คงจะดี

Come along is my ambitious ambition จริง ๆ !

Monday, July 17, 2006

A Cultured Side

คิดอยู่นานตั้งแต่ตอนเย็นที่ตัดสินใจจะเปลี่ยน title ว่าจะเป็นอะไรดี

....Sit and Meditate? Sophisticated and Philosophised? The Realm of Ming-ism? คิดอย่างไรก็ไม่ถูกใจ เหมือนตอนที่เลือก Spin Around With Ming ด้วยความเร็วในพริบตา ……

นั่นแหละ คิดไปคิดมา ก็เลยตัดสินใจใช้วิธีเดิม เหมือนตอนที่ได้ชื่อ Spin Around ออกมา อยากได้ชื่อง่าย ๆ แต่ก็สื่อความหมายอย่างที่ใจต้องการ .. อย่างคำข้างบนก็ชอบเยอะ แต่ดูว่าไม่ practical เท่าไหร่

อย่างที่บอกว่าจะให้ได้อารมณ์ที่สงบนิ่งกว่าที่ bloggang ซึ่งตอนนี้สับร่าง กลายเป็นหมาเลี้ยงแกะ ตามตลาดไปแล้ว ก็เลยได้ชื่อนี้ – A Cultured Side – ขึ้นมา

เพราะอย่างน้อยก็ดูว่า สื่อได้ถึงร่างละเอียดอ่อน และคิดวิเคราะห์ ทั้งด้านตรรถกะเหตุผล และทั้งด้วยอารมณ์ความรู้สึกก็ตาม สื่อได้ถึง educated/ polished and refined อีกต่างหาก!

---------------
-other candidates-
1. sober
ตอนแรกอยากได้คำในลักษณะที่ parallel กับชื่อเดิม แล้วก็ขึ้นต้นด้วย S คำว่า Sober ก็เลยผุดขึ้นมาในหัวพอดี แล้วก็ นั่นแหละ คำนี้เลย คำนี้เลย เพราะเป็นได้ทั้ง serious and calm แล้วก็ not affected by alcohol แต่พอคิดได้ว่า อาจจะ drunk by emotions ก็เลยตัดออกไป – ขนาด save เป็นคำนี้แล้วเชียวนะ!

2. sophisticated
ความหมายนี้แหละ อยากได้ที่สุด แต่เป็นคำที่เสียงฟังดูจริงจัง และเป็นทางการมากไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ความหมายตรงใจระดับหนึ่งเลย

ถึง Spin Around With Ming

ผันเปลี่ยน เปลี่ยนแปร
ผันแปร เปลี่ยนแปลง
แปรเปลี่ยน เปลี่ยนแปร
ผันแปร เปลี่ยนไป

ใช้ Template เดิมมานานตั้งแต่เริ่ม June 2004 ถึงปัจจุบันก็ 2 ปีกว่าแล้ววันนี้ไปโพสต์เรื่อง เด็กสาวจากดาวอื่น ก็คิดได้ว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงเสียที อยากให้โพสต์แล้วตัวเองเข้าไปอ่านด้วยความสบายใจ รื่นรมย์ และเห็นความแปลกใหม่ที่จะกระตุ้นให้เกิดความพอใจ มีชีวิตชีวา มากกว่าจะเป็นความเฉยชาเช่นเดิม

เข้าไปเลือก template แล้วก็แปลกใจ ที่พอใจกับแบบที่เลือกมามาก มากโดยที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็คงไม่ยอมใช้ เวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยนนะ เติบโต แตกต่างจากเดิม เหมือนที่พูดไว้ในเรื่อง เปลี่ยนแปร? หรือไร

หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมก็มี blogspot เป็นพื้นที่ส่วนตัวเอาไว้เก็บความคิด รวบรวมสิ่งที่เขียนไม่ให้กระจัดกระจายสูญหายไป

ไม่แน่ใจว่าตอนนี้จะยังเป็น Spin Around With Ming อยู่เช่นเดิมไหม เพราะเหมือนว่า บุคลิกที่ blogspot และ bloggang จะเกิดการทับซ้อนและสลับกันไปเสียแล้ว เพราะอารมณ์ที่เหลืออยู่ที่ blogspot กลับเติบโตและเหมือนจะละเอียดอ่อนกว่าที่เคยเป็นมาก ถ้าได้ชื่อใหม่ ก็คงจะเปลี่ยน แต่ตอนนี้ยังหาที่ถูกใจไม่ได้เลย

Sit and Meditate? Sophisticated and Philosophised? The Realm of Ming-ism? คิดอย่างไรก็ไม่ถูกใจ เหมือนตอนที่เลือก Spin Around With Ming ด้วยความเร็วในพริบตา


อย่างไรก็ตาม คงไม่เกิดคำถามกับตัวเองว่า template ใหม่ตามบุคลิกใหม่ กลับมาซับซ้อนหรือว่าสับสนกัน นะ

มองแบบหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง

มองแบบหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง
ไหลตามน้ำ หรือว่าทวนน้ำ
ก็เป็นความคิด ก็เป็นมุมมอง

มองแบบหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง
ไหลตามน้ำ หรือว่าทวนน้ำ
อาจต่างไป อาจเหมือนกัน

มองแบบหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง
ไหลตามน้ำ หรือว่าทวนน้ำ
อยู่ที่คนมอง อยู่ที่คนคิด

มองแบบหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง
ไหลตามน้ำ หรือว่าทวนน้ำ
ใช่ว่าต่างไป ใช่ว่าเหมือนกัน

เด็กสาวจากดาวอื่น

ฉันเป็นเด็กสาวจากดาวอื่น
มาที่โลกของเธอ
ฉันพบว่าเราต่างกัน
ความคิดของเราไม่เหมือนกันเลย
ความเชื่อของเราก็ต่างกัน
เธอบอกว่าฉันเห็นคุณค่าของด้านขวา
แต่เห็นฉันเห็นคุณค่าของด้านซ้าย
แปลกที่เราไม่เห็นตรงกลาง

ฉันเป็นเด็กสาวจากดาวอื่น
มาที่โลกของเธอ
ฉันพบว่าชีวิตแปลกออกไป
สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนที่ดาวฉัน
อากาศหนาแน่นต่างออกไป
ฉันเห็นคุณค่าของต้นไม้
แต่ที่นี่เขากลับทำลาย
แปลกที่เขาเห็นค่าของเมือง

ฉันเป็นเด็กสาวจากดาวอื่น
มาที่โลกของเธอ
ฉันพบว่าชีวิตต่างออกไป
ความชื่นชมไม่เหมือนที่ดาวของฉัน
การให้ค่าแตกต่างกันออกไป
ฉันเห็นคุณค่าของจิตใจ
แต่ที่นี่เขาดูวัตถุกัน
แปลกที่เขาไม่เห็นค่าน้ำใจ

* อุตส่าห์คิดจะทำนิทานเด็กนะนี่ สงสัยจะต้องเปลี่ยนเป็นทำหนังสือเพื่อชีวิต mingism: green and mind version แทนเสียแล้ว!

colony: a disjoined version

Oh, they come into my land,
And start counting the trees.
Oh, they come into my land,
And start climbing the mountains.

Oh, they come to my land,
And start tasting the seas,
Oh, they come to my land,
And start feeling the winds.

Oh, they come to my land,
And start ripping my power.
Oh, they come to my land,
And start crippling my muscle.

Oh, they come to my land,
And start ruining my skills.
Oh, they come to my land,
And start shattering my mind.

Saturday, July 15, 2006

ไม่มีคำตอบ

บางอย่างก็ไม่มีเฉลย
บางอย่างก็ไม่มีคำตอบ
ขึ้นอยู่กับการมอง
ขึ้นอยู่กับตีความ

การเฉลย
คือการจำกัดกรอบร่างความฝัน
คือการจำกัดขอบเขตการคิด
คือการจำกัดรูปแบบจินตนาการ

เมื่อมองเมฆก้อนนั้นเป็นสายไหม
แล้วบอกออกไป
คงไม่มีใครมองเป็นสำลีอีก
เพราะถูกจำกัดจินตนาการออกไป

บางอย่างก็ไม่มีเฉลย
บางอย่างก็ไม่มีคำตอบ
ขึ้นอยู่กับการมอง
ขึ้นอยู่กับตีความ

มองอย่างที่อยากจะมอง
เห็นอย่างที่อยากจะเห็น
ไม่ต้องตีความ
ไม่มีคำตอบ

ผลส้มเอย

ผลส้มเอย
เขาพยายามคั้นน้ำจากเจ้า

คั้น คั้น คั้น
ถึงเปลือกของเจ้าแล้วไหมหนอ

ผลส้มเอย
เจ้าไม่เหลือน้ำใด ๆ ไว้แล้ว

ผลส้มเอย
เขาพยายามคั้นน้ำจากเจ้า

ผลส้มเอย

I still try

That insect flies,
And reach the sky.

Oh, I myself try,
And still try.

I wanna reach that high,
I wanna touch that sign.

And I still try.

the Almighty

Oh god, oh the Almighty,
How come I feel this empty,
How come I feel uneasy,
And the darkness is surrounded me.

Oh god, oh the Almighty,
How come I feel this dizzy,
How come I feel worry,
And the bitterness is around me.

Oh god, oh the Almighty,
How come I feel this crazy,
How come I feel angry,
And the hopelessness is around me.

Oh god, oh the Almighty,
My middle name is inability,
Combined with so-called inadequacy,
I’ve found nowhere to ecstasy.

Oh god, oh the Almighty,
Please bring back my positive energy,
To stop being my self-enemy.
Oh, I am asking for your mercy.

Oh god, oh the Almighty,
Please help me.

Friday, July 14, 2006

เปลี่ยนแปร?

เจ้าวงกลมยังคงหมุนต่อไป
ไปทางซ้ายไปทางขวา
ถอยหลังมาเล็กน้อย
แล้วก็กลิ้งต่อไปข้างหน้า

มันกลิ้งผ่านโคลน
จนลำตัวเปียกเปื้อน
แล้วฝนก็ตกลงมา
ชะล้างรอยโคลนไป

มันทนแดดตากฝน
จนเหมือนสีซีดจาง
แต่เพราะการเดินทาง
ก็เหมือนจะได้สีใหม่มา

กลิ้งไปเรื่อยเรื่อย
จนเหมือนจะเล็กลง
แต่พอโดนความร้อน
ก็กลับพองตัวตามเดิม

หมุนเวียนไปหมุนวนไป
จะเป็นวงกลมวงเดิม
หรือเจ้าวงกลมจะเปลี่ยนแปร
กลายเป็นสามเหลี่ยมเป็นวงรี?

Wednesday, July 12, 2006

As a part of me

“Would you erase me from your mind,
If I ever need to go away,
Need to wander to another realm?

Would you choose to feel the pain,
And endure the grief,
Or choose to not remember me?”

“Oh, I fee the pain,
Oh, I feel the grief.

Oh, you have left me,
You have emptied my life.

Still, I’d have memories of you remained,
I’d have the thoughts of you alive.

You’ve made a hole in my chest,
Yet, you’ve also fulfilled my soul.

Memories about you are painful,
Yet, memories about you are also meaningful.

I would never erase you,
I would always remember you.

Memories of you would always stay,
Memories of you would forever stay.

You would stay there as well,
As a part of my memories,
As a part of me.

You’ve become a part of me.

**
สืบเนื่องจากการไปอ่านบล็อกเรื่อง would you erase me ? ของคุณ

Saturday, July 08, 2006

Misuse of American History กับ Bacevich

Tomgram: Bacevich on the Misuse of American History
June 28, 2006

Bacevich พูดถึงหนังสือสองเล่ม คือ (1) The Good Fight: Why Liberals -- and Only Liberals -- Can Win the War on Terror and Make America Great Again ที่เขียนโดย Peter Beinart และ (2) Overthrow: America's Century of Regime Change From Hawaii to Iraq เขียนโดย Stephen Kinzer เพื่อบอกว่า มีทั้งคนที่เชื่อว่า อเมริกานั้นต่อสู้เพื่อพิทักษ์ปกป้องความดี นั่น ก็คือ สันติสุขและระเบียบของโลก อย่างที่ Beinart มอง และคนที่กล้ามองอเมริกาอย่างที่เป็นจริง ๆ อย่าง Kinzer

ทั้งนี้ มุมมองของ Beinart เป็น Green Zone perspective คือ เลือกมองอย่างที่อยากจะมองโดยไม่ได้ดูความเป็นจริง หรือหากจะดูความเป็นจริง ก็เป็นการเลือกเหตุการณ์มาเฉพาะแค่บางอย่าง โดยเฉพาะมองว่าการต่อสู้ของอเมริกาเป็นไปเพื่ออุดมการณ์ คือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้คอมมิวนิสต์ในสงครามเย็น หรือสู้กับผู้ก่อการร้ายในปัจจุบัน ทั้งหมดเป็นการทำเพื่อต่อต้านผู้นำเผด็จการ โดยที่เชื่อว่าผู้นำของตัวมีวิสัยทัศน์กว้างและมองการณ์ไกล (visionary)

Beinart ยกตัวอย่างของประธานาธิบดี Truman และ Kenedy มาประกอบการกล่าวอ้าง โดยเลือกอธิบายแต่เหตุการณ์ที่ดีอย่างการก่อตั้ง Alliance for Progress และ Peace Corps. แต่ละเลยการพูดถึงแผนการโค่นล้มอำนาจของผู้นำประเทศต่าง ๆ อย่าง Bay of Pigs, Operation Mongoose หรือแม้แต่การสังหาร ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ของเวียดนามไว้

นอกจากนี้ Beinart ก็ยังต่อต้านพวกอนุรักษ์นิยม โดยให้น้ำหนักและบทบาทความสำคัญกับพวก Liberals และ Republicans โดยเฉพาะมองว่า การล่มสลายของคอมมิวนิสต์เกิดจากการกำกับการของสาย Liberals (รวมไปถึงการโค่นล่มรัฐบาลต่าง ๆ ในอเมริกากลาง)

ซึ่งการดึงประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเพื่อการกำหนดเป้าประสงค์สองอย่างของ Beinart คือ การให้นโยบายต่างประเทศเน้นหนักไปที่การต่อต้านรัฐบาลและผู้นำเผด็จการ และเพื่อสร้างอำนาจชอบธรรมให้ Republican สายเหยี่ยว

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ Beinart (และแน่นอน นักการเมืองและผู้มีอำนาจระดับสูงทั้งหลาย) เชื่อว่า ปัญหาความท้าทายของอเมริกาเกิดจากการมีหน้าที่รักษาความสงบของโลก และไม่ได้ทำหน้าที่อย่างจริงจัง ดังนั้นจึงต้องขยายอุดมการณ์ของตนไปสู่ตะวันออกกลางให้ได้

ส่วน Kinzer พูดถึงเรื่องความเชื่อที่ผิด (myth) เกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเสรีภาพอย่างที่ Beinart มอง โดยมองว่าจากประวัติศาสตร์ อเมริกาแค่พยายามโค่นล้มอำนาจของรัฐบาลและผู้นำที่ไม่เชื่อตามอย่างอเมริกาเท่านั้น โดยกล้าพูดถึงเรื่องปฎิบัติการต่าง ๆ ทั้งลับและไม่ลับเพื่อ “การเปลี่ยนแปลงระบบ” (regime change) ตั้งแต่การเข้าครอบครองฮาวายมาจนถึงการบุกอิรัก (ระยะเวลาทั้งสองเหตุการณ์ห่างกันถึง 110 ปี) และมองว่า ไม่ว่าจะมี 9/11 หรือไม่ นโยบายเช่นนี้ของอเมริกาก็ยังมีอยู่ และเป็นอยู่

ทั้งนี้ Kinzer มองว่า แม้อเมริกาจะทำไปเพื่อผลประโยชน์ของตัว แต่อเมริกาก็จะอ้างความถูกต้อง และ “การปลดปล่อย/ ช่วยเหลือผู้ที่ลำบาก” ซึ่งในแง่นี้ ก็ทำให้อเมริกาต่างจากจักรวรรดิ (empires) ที่เคยมี เพราะไม่ยอมรับความจริงว่ากำลังขยายอำนาจออกไป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจก็คือ Kinzer เชื่อว่าหลายครั้งผลที่ตามมาหลังการโค่นล้มอำนาจของผู้นำต่าง ๆ ก็ต่างจากที่อเมริกาต้องการ อย่างเช่น การล้มล้างอำนาจ Mohammed Mossadegh ประธานาธิบดีชาตินิยมของอิหร่านในปี 1953 ก็ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอเมริกาขึ้น หรือการสังหาร ประธานาธิบดี โง ดินห์ เดียม ของเวียดนาม ก็ทำให้เกิดความวุ่นวายและความเกลียดชังอเมริกาขึ้นมา

--- อย่างที่ Bacevich เลือกเปรียบเทียบ เห็นได้ว่าหนังสือทั้งสองเล่มเป็นการมองจากประวัติศาสตร์ด้วยกันทั้งคู่ หากแต่เป็นการมองจากมุมมองของแต่ละคน ซึ่งหมายความว่าความเชื่อและทัศนคติที่มี ได้สะท้อนออกมาผ่านการตีความตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และเกิดเป็นความเห็นต่ออเมริกา และต่อโลกในท้ายที่สุด

และถ้ามุมมองเป็นเรื่องเฉพาะตน เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ยากแล้ว ความเป็นจริงคืออะไร และการมองอย่างไรถึงจะเป็นเรื่องที่ถูกผิด การเล่าเรื่องและผ่านกระบวนการทำให้เชื่อ จนเกิดเป็นความเชื่อของคนกลุ่มใหญ่จะเป็นการทำลายความจริง (ทั้งในแง่ข้อเท็จจริง และการตี/ แปลความ) ในที่สุดหรือไม่?

Friday, July 07, 2006

ขาวกับดำ

ขาวกับดำ

หรือว่าเราจะอยู่ในโลกของสีขาวกับดำ?
ทุกอย่างที่เราทำถูกจัดประเภทไปหมด

อันนี้ดี
อันนี้ไม่ดี

เธอไม่พวกฉัน
ฉันไม่ใช่พวกเธอ

ถ้าเธอไม่ใช่พวกฉัน
เธอก็คือศัตรู

หากเธอไม่คิดเหมือนฉัน
เธอไม่ใช่พวกฉัน

หากเธอไม่เชื่ออย่างฉัน
เธอก็คือศัตรู

หากเธอไม่ทำอย่างฉัน
เธอไม่ใช่พวกฉัน

เธอก็คือศัตรู
เธอก็คือศัตรู

และฉันก็มีเหตุผลที่จะต่อต้านเธอ
กำจัดเธอ

เพราะโลกของเราแบ่งเป็นขาวกับดำ
เพราะโลกของฉันมีแค่ขาวกับดำ

* ได้คำว่า “ขาวกับดำ” จาก D.Gray-Man เล่ม 4 อีกแล้ว
แต่งแล้วคิดถึง Bush คิดถึงอเมริกา หรือแม้แต่การเมืองบ้านเราปัจจุบัน

เพราะเรามีแค่ขาวกับดำ!

Thursday, July 06, 2006

ละครแห่งชีวิต

อย่าได้หลีกหนีจากเสียงระฆังเปิดม่านเลย
อย่าได้หลีกหนีไปจากพื้นที่เวที
ถึงเธอจะพยายามหนีไป
ก็ไม่สามารถหนีไปได้

ละครแห่งชีวิตยังดำเนินเรื่อยไป
แม้เธอจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
ไม่น่าเธอจะอยู่ที่ไหน
ละครบทนี้ก็ยังต้องแสดงอยู่

อย่าหนีไปเลย
กลับมาเถิด กลับมาสู่เวทีนี้
หากเธอจะต้องแสดง ต้องเดินเรื่องต่อไป
ก็ควรจะเป็นที่บทเวที

ถีงแม้ไฟจะสาดส่องไม่ทั่วถึง
ถึงแม้เธอจะต้องหลบไปอยู่ด้านหลังบ้าง
แต่นี่ก็คือที่ที่ดี ที่เหมาะสมที่สุด
หากต้องแสดงละคร

หากเธอต้องแสดงละครแห่งชีวิตแล้ว
ก็จงทำสุดฝีมือ สุดความสามารถเถิด
เธอหลีกหนีมันไปไม่ได้
ทำให้เต็มแรง แสดงให้เต็มกำลัง

* ได้ประโยคแรก (แม้จะผ่านการปรับเปลี่ยนแล้ว) จาก D.Gray-Man เล่ม 4 แล้ว

Wednesday, July 05, 2006

เจ้าแมวสีส้ม

เจ้าแมวสีส้มตัวโต
มาร้องอยู่ตรงบันได

เจ้าแมวตัวโต
วันนี้จะกินอะไร

กินปลาทูอีกไหม
หรือว่ากินข้าวดี

วันนี้ เรามีไก่นะ
อร่อยเชียว

กินไก่กันไหม
หรือปลาทูอย่างเคย

กินเยอะ ๆ นะ
ไม่ต้องรีบไม่ต้องกลัว

กินไก่ กินปลาทู
แล้วก็กินนมกันนะ

แล้วมานั่งเล่นด้วยกัน
จะลูบหัวให้เบา ๆ

นอนนะนอน
เจ้าแมวสีส้มตัวโต

The Chic Philosophy!

The Chic year is on its way.
Through thick and thin,
the chicken's survived to see you.

He doesn't care much about bird flu,
he doesn't even care about tomorrow.

Not because he is unthoughtful,
but because today is his philosophy.

* Written to be part of 2005 new year cards for my family and friends.

To bless them, have them all enjoy 2005 - the chicken's year- as it should be!

through those tides

I’m swimming in high tides of modern society,
Surrounded with what is so called bad energy.
“Oh, money, money, making me wealthy”,
Echoing from large transnational companies.

Everywhere, here and there,
Constant Greed is the normal philosophy.
“Let’s make money, let’s live luxury”
And yes, be captured in state of captivity.

Oh, is that the so-called perpetual ecstasy?
What is the meaning of simplicity?
What really is life and its beauty?
Is that the only way to be happy?

And for me, for myself
Am I sinking against the tides?
Still see myself, no matter why,
Holding myself with my pride.

……

Oh boy, finally this piece can be done. How long I had been thinking about it, and how long had I left it undone until now? I had tried to write more beautifully, more meaningfully. But so far, this is all I’ve got. The piece has been cut, has been added, had been transformed – yet, finally be itself, and be somehow completed. Partially completed, if not perfectly completed!

I miss you

I watch the sky,
And that’s another side of the world,
You are there.

I miss you,
And I miss all the simply lovely times,
We have spent.

We are far,
And the distance makes me yearning,
Longing for you.

Time has passed,
And I’m hoping it could pass faster,
Faster than now.

Come back home,
And stay together, together for always,
Come back now.

I miss you!


*Written for my little brother, when I had learned to be apart from him the second time.

the dog's revenge

* แต่งไว้เมื่อใดก็ไม่แน่ใจ แต่งด้วยอารมณ์ใดก็ไม่แน่ใจ
ที่สำคัญ ยังไม่แน่ใจว่าเพราะอะไรเลย
ตอนนั้นฟังเพลงอะไร ถึงเกิดเป็นกลอนบทนี้หนอ?

รู้แต่ว่า มาอ่านแล้ว vindictive มาก ๆ
---------

When I was needing you,
Wanting you to wrap your arms around me,
Wanting you to hold me close,
You were never there.

Days through days, night through nights,
I’ve learned not to have you by my side,
And then I gradually realised,
I can be alright without you.

No longer, the feeling of waiting,
The pains, the tears, the sufferings,
I am now free from yearning,
That state will never be returning.

When I decided to be me,
You started all the asking,
Full of wonders and questions,
Where is all my loving?

Funnily, you never know what you had missed,
You never see your mistakes,
You never learn what makes love great,
Relations are about give and takes.

You expect me to be there,
In the dark standing waiting,
To hold you with a care,
Whenever you are needing.

All the times you were laughing with friends.
I was crying suffering in pain.
And now with such karma chain,
You will be the one living in vain.

เจ้าวงกลม

เจ้าวงกลมกลิ้งไปเรื่อย ๆ
ไปทางซ้ายแล้วก็มาทางขวา
กลิ้งมาด้านหน้า
แล้วก็กลิ้งกลับไปด้านหลัง

บางครั้ง เหมือนจะสงบ
อยู่นิ่งเฉยเรื่อยเรื่อยไป
หากทุกครั้งที่พื้นขยับไหว
เจ้าวงกลมก็ขยับตาม

เจ้าวงกลมพยายามอยู่นิ่ง
พยายามเอาไม้มาดามตัวเอง
แต่แล้วด้วยน้ำหนักตัว
ไม้นั้นก็ไม่เคยคงทน

เจ้าวงกลมยังขยับต่อไป
ขยับไป ขยับไหว
ยังคงเคลื่อนที่ไปเรื่อย
เมื่อไหร่จะอยู่กับที่ได้หนอ?

Tuesday, July 04, 2006

the secret of life

I’m telling you the secret of life
That only a few know.
You shall not listen with your ears,
You shall not see with your eyes.

Oh, yes,
you have heard that right.
But don’t you worry;
This will not let you be deaf nor blind.

Listen to me.
You only have to listen
With your heart,
And see things
With your heart too.

I don’t have to tell you
How to speak right?
Again, it shall not with your mouth,
But your heart.

And this is the secret of life.

เด็กหญิงกับความสุข

ไปเจอเรื่อง “เด็กหญิงผู้แสนเศร้า” ของ คุณ หลังเที่ยงคืน มา

ติดใจและประทับใจพอควร นอกจากจะต่อยอดลงไปที่บล็อกแล้ว ก็เลยขอเก็บยอดแล้วยกมาไว้ที่นี่ด้วยคน
แล้วก็สงสัย ว่า ตัวมิ้งเองมองอะไรสวยงาม ง่ายดาย ฉายฉวย ไปจนถึงเคลิ้มฝันไปมากเกินควรไหมหนอ?

แต่อย่างน้อย

John Masefield ก็บอกไว้ว่า "The days that make us happy make us wise."นะ

--------

(คุณ หลังเที่ยงคืน)

เด็กหญิงผู้หนึ่งมีดวงตาแสนเศร้า
และผมไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย

เธออาศัยอยู่บ้านหลังไหน อาศัยอยู่ที่นั่นกับใคร
เธอมีชีวิตเป็นอย่างไร ชอบขนมหวานหรือตุ๊กตา
เธอมีเพื่อนเล่นกี่คน ใครถักเปียผูกโบให้
เธอหัวเราะได้น่าฟังไหม นิทานเรื่องใดที่กล่อมเธอนอน

ผมแน่ใจว่าเธอต้องหัวเราะได้น่าฟัง
แม้ว่าดวงตาของเธอจะแสนเศร้าเหลือเกิน

..ผมฮัมเพลงออกมาเพลงหนึ่ง
ขณะที่ในใจคิดถึงการเดินทาง
ผ่านทุ่งนาสีเขียวพระอาทิตย์ยามเย็น ลมเอื่อย
ทุกสิ่งเงียบสงบไร้สิ่งรุมเร้า

เพื่อนของผมที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ร้องท้วง
หาว่าผมฮัมเพลงอะไร พาให้ใจเศร้าไม่เข้าท่า
ทั้งที่ผมก็แค่ฮัมเพลงของผมดี ๆ
ถ้าใครมาฟังแล้วเก็บไปเศร้าก็คงเพราะมีความเศร้า
แฝงอยู่ในใจเขาเองต่างหาก

..

เด็กหญิงผู้หนึ่งมีดวงตาแสนเศร้า
ทั้งที่ผมไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย
เด็กหญิงผู้นั้นหัวเราะให้ได้ยินเบา ๆ
และเสียงหัวเราะของเธอก็แสนเศร้าไม่แพ้กัน

-------

(มิ้ง)

เด็กหญิงผู้หนึ่งมีดวงตาแสนเศร้า
และผมไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย

เธออาศัยอยู่บ้านหลังไหน อาศัยอยู่ที่นั่นกับใคร
เธอมีชีวิตเป็นอย่างไร ชอบขนมหวานหรือตุ๊กตา
เธอมีเพื่อนเล่นกี่คน ใครถักเปียผูกโบให้
เธอหัวเราะได้น่าฟังไหม นิทานเรื่องใดที่กล่อมเธอนอน

ผมไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย

ดังนั้น เราจึงมาเป็นเพื่อนกัน
อาศัยความคุ้นเคยทีละน้อย
อาศัยความชอบพอทีละหน่อย
เราจึงมาเป็นเพื่อนกัน

ตอนนี้ ผมเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับเธอ
และผมก็เริ่มรู้เกี่ยวกับเธอ

ตอนนี้ เธอหัวเราะให้ผมฟังเบา ๆ
เมื่อยามที่เราพูดคุยกัน
เมื่อยามที่ผมเล่าเรื่องขำขันให้เธอฟัง

แล้วเสียงหัวเราะก็แปรเปลี่ยน
ให้ดวงตาแสนเศร้ากลับมีชีวิตชีวา

Monday, July 03, 2006

เล่นเป็นเด็ก (2)

วาดรูปกันเถอะ
ฉันเตรียมดินสอสีไว้พร้อมแล้ว

เธอวาดช้างนะ
ฉันอยากขี่ช้างตัวโต ๆ
วาดแก้วน้ำสีสวย
ฉันจะได้มีน้ำดื่มเมื่อกระหาย

ระหว่างนี้ ฉันจะวาดร่มหลาย ๆ คัน
ไว้กางตอนเราอยู่บนช้าง
แล้วก็วาดก้อนเมฆ
มาช่วยบังแสงแดดแรง

แล้วอย่าลืมวาดอ้อยกับกล้วย
ให้ช้างของเราล่ะ

เล่นเป็นเด็ก (1)

มาเป่าฟองสบู่กับเถอะ
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม
ไม่ต้องมีอะไร
แค่หลอด กับน้ำสบู่ละลาย

เป่า เป่า เป่า
โลกนี้แปลกตาขึ้นมากมาย
ฟองสบู่สะท้อนสีฟ้า
ฟองสบู่สะท้อนสีชมพู

ฉันว่าฉันเห็นปราสาท
แล้วก็เห็นมังกร
และอีกด้านหนึ่งของฟองสบู่
ก็มีเธอ

เธอจะดูฟองสบู่เฉย ๆ ไหม
หรือว่าจะมาเป่าด้วยกัน
ฉันมีหลอดให้เธอ
แล้วก็มีจินตนาการมากมาย
พร้อมจะแบ่งปัน

สบู่

ฉันนั่งอยู่บนหลังคา
แล้วคิดถึงเธอ

เธอก็นั่งอยู่บนหลังคา
แล้วคิดถึงฉัน

ฉันเห็นเธอพอดี
ขณะที่เธอก็เห็นฉัน

ฉันเรียกเธอ
แล้วเธอก็วิ่งมา

ฉันร้องเรียกอีกครั้ง
เธอก็วิ่งเร็วยิ่งขึ้น
แล้วเธอก็มาหาฉัน

ฉันกอดเธอ
กอดเธออย่างรักใคร่คุ้นเคย
ขณะที่เธอแกว่งหางไปมาเบา ๆ

วันนี้ลมพัด
ก้านมะพร้าวก็ยังไหวอยู่เช่นเดิม
แต่เธอไม่อยู่ใต้ก้านมะพร้าวนั้นอีกต่อไป

ฉันทำผิดต่อเธอ
แล้วก็คิดถึงเธอจัง

ตอนนี้เธออยู่ไหน
จะยกโทษให้ฉันไหมนะ

ฉันรักเธอ
เธอล่ะ ยังรักฉันอยู่หรือเปล่า

ringing bell

That bell is ringing,
That bell is ringing.
Oh, she’s coming.

That sound is rising,
That sound is rising.
Oh, she’s approaching.

My heart is beaming,
My heart is beaming.
Oh, she’s running to me.

My baby is running to me.

* When Ki came to me, her ringing bell became an inspiration for this piece. Yet, my memory reminded me of another - the way he heard my call, responded it by running to me. Oh, this is a perplexing piece devoted for two!

Sunday, July 02, 2006

มังกรตัวโต

กาลครั้งหนึ่ง

มีมังกรตัวโต อาศัยอยู่ในป่า
มังกรไม่ยุ่งกับใคร
แต่เพราะใคร ๆ ก็อยากเป็นเพื่อนกับมังกร
ทุกคนจึงมา

พระราชามาหามังกร
อยากให้มังกรไปอยู่ที่วัง
ให้ใคร ๆ ได้มาเห็น
จะได้รู้ว่า พระราชามีอำนาจมากมาย

อัศวินมาหามังกร
อยากให้มังกรไปอยู่ที่กองทัพ
ให้ใคร ๆ ได้มาเห็น
จะได้รู้ว่า อัศวินมีกำลังมากมาย

พ่อมดมาหามังกร
อยากให้มังกรไปอยู่ที่กระท่อม
ให้ใคร ๆ ได้มาเห็น
จะได้รู้ว่า พ่อมดมีเวทย์มนต์มากมาย

คหบดีมาหามังกร
อยากให้มังกรไปอยู่ที่เคหาสน์
ให้ใคร ๆ ได้มาเห็น
จะได้รู้ว่า คหบดีมีเงินทองมากมาย

มังกรไม่ยุ่งกับใคร
มังกรไม่สนใจใคร
เพียงแค่การขู่ครั้งเดียว
ทุกคนก็หายไป

จนกระทั่ง
มีเด็กหญิงมาหามังกร
เพราะอยากให้มังกรไปอยู่ด้วยกัน

เธอไม่สนใจใคร
ไม่ต้องการให้ใครรับรู้
แค่ต้องการทำอาหารให้มังกร
และเป็นคนจูบราตรีสวัสดิ์ก่อนนอน

เพราะเธออยู่คนเดียว
และมังกรก็อยู่ตัวเดียว.

Saturday, July 01, 2006

My girl

My girl,
She loves to jump,
And she jumps.

My girl,
She loves to run,
And she runs,

That’s why
I look at her,
And I smile.

.
.
.
.

My girl,
She loves to jump,
And she jumps.

My girl,
She loves to run,
And she runs,

She’s able.
And she’s wild,
But she’s mine!

บ้านกระจก

ฉันก้าวเท้าเข้าไปในเขาวงกต
ที่มีกระจกสะท้อนรูปร่างมากมาย
มีเงายืดยาว ขดสั้น บิดเบี้ยว
ทั้งหมดต่างสะท้อนผิดแผกออกไป

ฉันยิ้มให้กระจก
และกระจกก็ยิ้มตอบมา
ฉันกระโดด
แล้วเงาก็กระโดดไปกับฉัน

ฉันเลือกเดินตามทางที่พอใจ
ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป
ตามเงาที่ถูกใจไปตามทาง
ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป

ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป
เพราะมัวแต่ตามเงา
เพราะมัวแต่เดินตาม
ฉันหลงทางเสียแล้ว

และก็ติดอยู่ในบ้านกระจกนี่เอง