Wednesday, August 30, 2006

Vicious Cat Tale

“Hey, hey”, I said to that black cat sleeping on my bed, “you are not allowed to be here darling!”

“Why?” She asked me back with her sleepy, yet feline accent.

“It is my bed. And you bring such dirty dust with you. You are not cleaned before jumping in.”

She returned my statements with a vicious glance. And before I knew, she was close to me with her round yellow eyes on mine.

And I heard myself speaking, “Oh darling, it really is okay. You sure can sleep even on my pillow if you love too!”

Tuesday, August 29, 2006

Hansel and Gretel

The brother and the sister went deep in that forest. Deep in the wood, deep in the mind, and they are enticed with what they saw – the very mouth-watering and beautiful house made of gingerbread. Oh, besottedly, they started eating the house - those honey-coated biscuits, sugar-topped doughnuts, lime and raspberry shortbreads, and chocolate bars. Oh, as much as they wanted, as much as they liked, as much as they liked, as much as they wanted.

And yes, in the end, they suffered with their choices.

Oh, can the brother and the sister be the witch at the same time? Am I the brother? Am I the sister? Or am I the witch? Who will make the most suffering, aching live?

(more to come - maybe)

Monday, August 28, 2006

นกปีกครึ่ง

จากการไปอ่านเรื่อง “นกปีกครึ่ง” ที่บล็อกคุณ Lomocat ก็ทำให้แต่งกลอนแปลก ๆ ออกมาได้เช่นเดิม
................

ฉันเป็นนกสีเหลือง
ที่มีปีกยาวไม่เท่ากัน
ฉันไม่สมบูรณ์ ไม่เติมเต็ม

ฉันแหงนมองท้องฟ้า
พยายามมากเท่าใด
ก็บินไม่สูง ก็ไม่งดงาม

ฉันอิจฉาเหล่านก
ที่โบกบินได้ดั่งใจ
จึงเริ่มขโมย จึงแย่งชิง

ฉันขโมยปล้นมา
ทว่าปีกแล้วปีกเล่า
ไม่เคยสวยงาม ไม่พอดี

ฉันหลงลืมความหมาย
และความละเมียดละไม
ของการบินได้ ของการได้บิน

Wednesday, August 23, 2006

In the box again

(delayed from yesterday’s posting.)

Oh, the dear box of mine,
I sink into you again,
Sink into you to feel myself,
To sense myself.

I feel low, I feel uninspired,
And I wanna rest,
Into you, into myself.

Soothe me, smooth me,
And let me be myself,
For once more.

Monday, August 21, 2006

In my very space

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and take a rest.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and hide my face.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and take a rest.

In my very space,
that's where I wanna lay down,
and hide my face.

In my very space,
in my very space,
where I lay down.

Oh and then,
I will be me,
I will be me again.

Saturday, August 19, 2006

ดอกไม้ป่า

ฉันตามหา ดอกไม้ป่าสีสวย
ที่งอกงามอยู่บนภูเขาสูง
เพียรมอง เพียรพยายาม
อยากจะได้ดอกไม้นั้นมา

ตาฉันมองสูงขึ้นไป
มือของฉันไขว้คว้าตาม
ไม่ได้มองดอกไม้ข้างตัวเลย
ใกล้เกินไป เพียงเอื้อมไป
ฉันไม่เคยมองเห็นเลย

วันหนึ่ง ฉันปีนขึ้นไปถึงยอดเขา
ดอกไม้ป่าไกลตาดอกเดิม
มาอยู่ใกล้มือ มาอยู่ใกล้ใจ
หากเมื่อเอื้อมมือไปถึง
ดอกไม้ดูหมดค่าลงไป

ตาฉันกลับมองลงมา
เจอดอกไม้ใกล้ดินดอกเดิม
กลายเป็นมีค่า สำคัญกว่าเคย

ถ้าเพียงฉันให้ความสำคัญของใจ
รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ
ดอกไม้ป่าดอกนั้นก็สวยบนเขาต่อไป
และฉันก็จะมีดอกไม้บนทุ่งหญ้า
อยู่ใกล้ตัว

---
ดอกไม้ป่าบนภูเขารกเรื้อ
ที่ทุกคนแสวงหาอยากได้มา
ที่จริงอยู่ที่ใจ ที่จริงอยู่ในใจ

secret garden, very secret garden

เมื่อวันก่อน ได้ไปฟังเพลง secret garden ของ Bruce Springteen ที่บล็อกคุณ Plin, :-p มา

ฟังเพลง แล้วก็อ่านที่เจ้าของบล็อกเขียนเอาไว้ว่า “...ตีความไปคนละทิศละทาง บางคนฟังแล้วรู้สึกดี บางคนฟังแล้วรู้สึกเศร้า บางคนฟังแล้วรู้สึกว่า นี่แหละความสัมพันธ์ของหนุ่มสาวล่ะ …” แล้วก็ตั้งคำถามถามคนที่ได้ฟัง หลังจากได้ฟังอันที่เป็นเพลงเฉย ๆ และอันที่เป็นเพลง OST ของ Jerry Maguire ว่าคิดอย่างไร

เลยทำให้มิ้งต้องกลับมาคิดถึงความหมายของเพลงขึ้นมา ไม่ใช่ในฐานะเนื้อเพลงจริง ๆ แต่เป็นความหมายของ secret garden เพราะสำหรับตัวมิ้งเอง มิ้งมีคำคำนี้อยู่ในใจมานานแล้ว ไม่ว่าจะใช้ secret garden หรือ box ก็ดี - แม้ว่า secret garden จะให้ความหมายที่รื่มรมย์กว่า เหมือนได้หยิบหนังสือถูกใจสักเล่ม แล้วหลบไปหามุมสงบสบายใจใต้ต้นไม้ใหญ่ ที่จะได้กลิ้งไปมา สูดกลิ่นหอมของหญ้า และรู้สึกถึงเสียงใบไม้ที่ไหวรอบตัว พร้อมกับลมอ่อน ๆ ขณะที่ “กล่อง” อาจจะมีความหมายด้านมืด เมื่อมิ้งต้องการกระโจนลงไปขดตัว หลับตามไม่รับรู้เรื่องราวใด ๆ ก่อนที่จะหายเหนื่อยหายล้า และกล้ากลับขึ้นออกมาใหม่ก็ตาม – ทั้งนี้ คำเหล่านี้ต่างเป็นสัญลักษณ์แทนพื้นที่ ความสงบส่วนตัว และโลกปลีกวิเวกที่อยากจะกระโดดเข้าไปหาเวลาต้องการอยู่คนเดียว ให้ได้ค้นพบจิตใจ ค้นพบตัวตน และค้นหาคำตอบหลายอย่างให้ตนเองเสมอมาตลอดมา

ดังนั้น ถ้าตีความไปเฉย ๆ ก็อาจจะเหมือนชายหนุ่มมาตัดพ้อ บ่นเพ้อว่าไม่สามารถเข้าถึงหญิงสาว หรือว่าถึงเข้าถึง ก็ไม่สามารถเข้าถึงใจเธอได้เสียที เพราะเธอมี secret garden ของเธออยู่ ทำอย่างไร เธอก็ยังห่างอยู่ไกล เหมือนใกล้แต่ก็เอื้อมไม่ถึง

She'll look at you and smile
And her eyes will say
She's got a secret garden
Where everything you want
Where everything you need
Will always stay
A million miles away

แต่ถ้าฟังและตีความโดยไม่สนใจคำบ่นพ้อต่อว่านั้นแล้ว มิ้งว่า ไม่น่าจะแปลกอะไร และไม่น่าที่จะต้องมาเจ็บปวดอะไร ถ้าใครสักคนที่เรารักจะมี secret garden เพราะทุกคนต้องมีโลกส่วนตัว ต้องมีที่ส่วนตัว ที่จะอยู่คนเดียว ที่จะพักที่สามารถเป็นตัวตนของตัวเองได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นกับคนรัก หรือครอบครัว ที่ทำงาน เพื่อนฝูง ฯลฯ ก็ตาม

เพราะความสัมพันธ์เป็นแบบนี้ทั้งนั้น การที่เรารู้รักใคร มีปฎิสัมพันธ์กับใคร ก็เหมือนพื้นที่วงกลมของเราที่ไปมีส่วนทับซ้อนกับพื้นที่วงกลมของผู้อื่น ส่วนที่ทับซ้อนกับทำให้เราได้รู้จัก ใกล้ชิด และสนิทสนมกันก็จริง แต่นอกเหนือจากนั้น เราต้องได้เป็นอิสระ ได้เป็นตัวของเราเองได้บ้าง และเพราะเราเป็นปัจเจกบุคคลที่จะมีความแตกต่าง มีความต้องการ ความคิด และความฝันไม่เหมือนกัน ถ้าจะไม่เข้าใจ ไม่สามารถตีความได้ในบางเรื่อง ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร แค่ได้เว้นที่ให้อีกฝ่ายได้กระทำตามใจบ้างก็ดี

อย่างที่ว่า เราไม่จำเป็นต้องเหมือนกันไปเสียทีเดียว การได้แตกต่าง การได้เป็นในสิ่งที่แปลกออกไปต่างหากเล่า คือเสน่ห์ เพราะเรารักคนอื่นได้ก็เพราะความเป็นบุคคลคนนั้นเอง แม้จะแตกต่างกับตัวเราไปบ้าง การรักในสิ่งที่ต่างออกไป และประยุกต์ประสานให้ความแตกต่างของทั้งเขาและเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืมลงตัว ขณะที่ให้เราสามารถคงความเป็นตัวเราได้ต่างหาก เป็นสิ่งที่ดีที่สุด



Oh yes, I have my secret garden,
And you, unknowingly, have yours too.


-----
อย่างไรก็ตาม หากลอนที่เคยแต่งเกี่ยวกับเรื่อง secret garden ไม่เจอ ถ้าเจอจะเอามาลงต่อก็แล้วกัน

Friday, August 18, 2006

Great Movie, Great Lie

Referred to Ruth Rosen's article, Great movie, pity about the Big Lie, from the very favourited dispatch of mine - TomDispatch.

Oliver Stone's World Trade Center is neither ideological nor conspiratorial; it is highly moving and could end up being the definitive cinematic record of what it felt like to be inside the hellish cyclone of September 11, 2001. All the same, the movie reinforces the Big Lie - that the attacks on the US were linked to Iraq and supported by Saddam Hussein, and as such could deepen waning support for the war in Iraq.

(probably more to come - the post here was aimed to give a little awareness to the world, rather than to give such deitails. Kindly go for the links then.)


Thursday, August 17, 2006

ฉลาด?

เพิ่งไปเจอที่ตอบกระทู้เอาไว้ ในบล็อก เด็กรุ่นใหม่ไม่เอาถ่าน? เมื่อต้นปี ที่ คุณฮันโซ พูดวิพากย์วิจารณ์แสดงความเห็นความเห็นที่บอกว่า “อย่าไปคาดหวังกับบัณฑิตรุ่นใหม่สมัยใหม่ซึ่งมีความสามารถในการทำงานและสื่อประสานกับคนอื่นน้อยกว่าเดิม” โดยยกประเด็นแย้งจากการถามคำถามผ่านทางเวบบอร์ดมา

โดย คุณ ฮันโซ กล่าวว่า

“.....เมื่อใคร่ครวญดูแล้ว ผมก็รู้สึกไม่เห็นด้วยหลายประการดังนี้

วิธีคิดแบบนี้เป็นวิธีคิดที่โยนปัญหาออกไปนอกตัว ซึ่งเมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้นะครับ

เพราะไปเจอเด็กสมัยใหม่ที่ชอบถามการบ้านตามเว็บบอร์ด ทั้งที่บางทีก็ใช่ว่าจะได้คำตอบตามที่ต้องการ หรือบางทีก็โดนด่ากลับมาเสียด้วยซ้ำ (ว่าขี้เกียจไม่ยอมหาคำตอบเอง) ตอนสมัยก่อนนั้นก็เลยคิดว่าเด็กพวกนี้มันสิ้นคิดหรือเปล่าที่ใช้วิธีแบบนี้ค้นหาคำตอบ ของการบ้านที่ได้รับมอบหมายมา

แต่ตอนหลังมาคิดใหม่ก็ได้คำตอบว่า วิธีแบบนี้ เป็นวิธีที่มีต้นทุนถูกที่สุด ในการหาคำตอบเพื่อนำคำตอบนั้นมาส่งอาจารย์ (เพราะอาจารย์ให้คะแนนที่ตัวคำตอบ ไม่ใช่ให้คะแนนที่ความเข้าใจ หรือการประยุกต์ใช้ทฤษฎี)

แล้วจริง ๆ พวกเขาก็โพสต์คำถามแบบนี้ไว้ในเว็บบอร์ดหลายแห่ง เพื่อคัดเลือกคำตอบที่ดูดีที่สุดไปส่งเป็นการบ้านเสียด้วยสิครับ

พอคิดในมุมนี้แล้ว ก็จะเห็นว่า เด็กพวกนี้ฉลาดเอาเรื่องทีเดียว ...”

“....สรุปว่า ไม่ใช่แค่เด็กรุ่นใหม่ใช่ไหมครับ ที่มีความผิดปกติ บกพร่องทางความคิด

แล้วก็ไม่ต้องไปกล่าวหาคนอื่น ดูแคลนเด็กรุ่นหลัง แบบบ่นบ้าโดยไม่ทำอะไร

ก็ในเมื่อตัวเราเอง ยังไม่ลงทุนสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการพัฒนาของคุณภาพของคน

-----
ส่วนนี่ ความเห็นมิ้ง

“อ่าน ๆ ดูก็รู้สึกว่า เราต้องกลับมาดูความหมายของคำว่า ฉลาด กันใหม่มังคะ

ฉลาดแปลว่าอะไร ถ้าส่วนหนึ่งบอกว่า คือการออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแล้วล่ะก็ ถือว่าเด็กของเราฉลาดเลยนะคะ

จริง ๆ แล้วโดนส่วนตัว มองว่า เด็กในแต่ละยุคสมัยเป็นผลผลิตของสังคม ซึ่งหมายถึงว่า สังคมเป็นเช่นไร เด็กก็จะเป็นเช่นนั้นด้วย ถ้าสังคมเราต้องการสิ่งที่ง่าย สะดวกสบาย และได้ผลโดยที่ไม่ต้องลงมือออกแรง เด็ก ๆ ในสังคมเราก็จะหาทางที่ง่ายที่สุด และสะดวกที่สุดในการบรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ

ครูบอกว่า ให้เด็กทำการบ้านไปค้นคว้ามา แล้วทางลัดที่สุด คืออะไรเหรอคะ ถ้าไม่ใช่ออกปากถามใครสักคนที่รู้และเข้าใจเรื่องเหล่านั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าสมัยไหน ๆ เราก็จะเอ่ยปากถามคนที่เราคิดว่ารู้แล้วทั้งนั้น อย่างน้อย ๆ เราก็เคยถามพ่อและแม่ให้สอนการบ้านและให้คำตอบกับสิ่งที่เราอยากรู้มาก่อน แต่สมัยนี้ วิธีการติดต่อสื่อสารกันเปลี่ยนแปลงไป การเข้าถึงแหล่งข้อมูลผู้มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ สามารถเข้าถึงได้จากอินเตอร์เนท ดังนั้น ถ้าทำเช่นนั้นได้ ทำไมเด็กจะไม่ถามเราล่ะคะ

และถึงแม้ว่าแหล่งข้อมูลที่มีจะมากมาย และหลากหลาย แต่สำหรับผู้ที่เริ่มต้น ข้อมูลที่มหาศาลเหล่านั้น กลับจะยิ่งทำให้สับสนและยากจะเริ่มต้นนะคะ ง่ายที่สุดก็คือเอ่ยปากถามใครสักคนที่รู้ก่อนเพื่อเก็บข้อมูลที่เป็นใจความสำคัญมาให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเบื้องต้น ก่อนจะที่จะเริ่มดำดิ่งสู่โลกแห่งความรู้นั้นได้ด้วยตนเอง และที่สำคัญ อย่างไม่หลงทาง

ที่สำคัญ อยากจะแย้งอีกสักนิดว่า เด็กที่มาใช้เวบบอร์ดต่าง ๆ เพื่อหาคำตอบให้สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้น ก็มีส่วนหนึ่ง และเด็กที่ตั้งใจหาคำตอบเองจริง ๆ ก็ยังมีมาก อย่าเอาคนส่วนน้อยซึ่งกลายเป็นคนส่วนใหญ่มาอธิบายเด็กทั้งหมดเลย

……………….

แวะมาอ่านอีกครั้ง แล้วก็สงสัยกับคำว่า ethics และ clever และอื่น ๆ ที่เราตั้งคำถามกัน เอ ฉลาดแปลว่าอะไรกันแน่ และความหมายสิ่งที่มีผู้มาบอกว่าเราได้นิยามไป เป็นอย่างไร

ถ้าความฉลาด คือ "คือการออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล" เช่นนั้นแล้ว การกระทำดังกล่าว ก็จะต้องมีสติและปัญญากำกับอยู่แล้ว เพราะการจะออกแรงใด ๆ ถ้าไม่ได้ใช้สติปัญญากำกับพิจารณาหาความหมายและวิธีการของการกระทำที่ตัวเองต้องการและมุ่งมั่งจะกระทำแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่เป้าประสงค์จะออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างแน่นอน คนที่จะได้รับผลสำเร็จท้ายที่สุดแล้วก็คือ คนที่กำลังรู้และเข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ต่างหาก

อย่างชัดที่สุด ตัวอย่างเด็ก ก็แล้วกัน ถ้าเด็กคนนั้นมีปัญหาในวิชาภาษาไทย และต้องการคำตอบโดยไปแสวงหาความช่วยเหลือในเวบบอร์ดที่เกี่ยวกับวรรณกรรมภาษาอังกฤษ หรือผู้รู้ในแวดวงวิทยาศาสตร์โดยสักแต่ว่า ”โพสต์กระทู้” ไปแล้วล่ะก็ ไม่มีทางที่เด็กคนนั้นจะได้คำตอบที่ถูกต้อง หรือแม้แต่คำเฉลยของสิ่งที่ตัวเองต้องการแน่นอน แต่ถ้าเด็กคนนั้นมีสติและปัญญากำกับ แล้วอย่างน้อยที่สุด สติและปัญญาที่มีก็จะบอกทางให้สร้างการกระทำที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด โดยการไปหาคำตอบในสถานที่ที่เด็กคนนั้นเห็นว่าจะดี อย่างเวบสุนทรภู่ และ/อื่น ๆ เป็นต้น

ถ้าเราแจกแจงได้ว่า เกิดผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลแก่ใคร และสำหรับใครได้ ดังเช่น เพื่อให้สังคม ไม่ใช่แก่ตัวเองเองแล้วล่ะก็ ความฉลาดในความหมายนี้ (“การออกแรงกระทำการใด ๆ เพื่อให้ได้ผลประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล") จะไม่มีอันตรายแต่ประการใด”

-----
ก็อย่างว่า เอามาลง เพื่อรวมรวบความคิดของตัวเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นิยามความฉลาดในที่นี่ เป็นของมิ้งเอง อาจจะถูกบ้าง ผิดบ้าง แต่ก็นั่นแหละ ถูกในสายตามุมมองแบบมิ้ง เพราะเราคิดต่างกัน และมีความเชื่อที่ต่างกันนี่นา

Wednesday, August 16, 2006

My mother's daughter

A mother’s day aftermath?

My friends say I've got her smiles,
Her friends say I've got her wit.

I say I've got her sense,
She says I've got her world view.

I’ve got her fingers,
I’ve got her hair, her face.

Oh yes, I'm her,
I'm my mother's daughter.

Sunday, August 13, 2006

Lebanese Damage กับ Dahr Jamail

จากข้อเขียนเรื่อง Destruction, Death, and Drastic Measures ของ Dahr Jamail ใน tomdispatch.com เวบข่าวทางเลือกเจ้าประจำ และหัวข่าวชื่อ "Everything in my life is destroyed now, so I will fight them." ของ Jamail ใน Dahr Jamail's MidEast Dispatches นั้น Jamail ซึ่งเป็นนักข่าวอิสระซึ่งได้ไปใช้ชีวิตในอิรัก และเห็นมุมมองหลายอย่างแตกต่างไปจากสายตานักข่าวตะวันตกโดยทั่วไป จะมาพูดถึงสถานการณ์ในเลบานอนหลังถูกอิสราเอลระเบิดถล่มอย่างหนัก

อย่างที่เรารู้กันว่าชนวนของสงครามครั้งนี้เกิดจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จับตัวทหารอิสราเอลสองคนไป พร้อมกับสังหารทหารอีกแปดคน และอิสราเอลจึงดำเนินการตอบโต้โดยทิ้งระเบิดโจมตีใส่เลบานอน และสิ่งที่ประเทศอาหรับบอกกับเราก็คือ อิสราเอลเริ่มต้นก่อนที่จะมีการกระทำเหล่านี้เสียอีก

ความสูญเสียจากการถูกถล่มอย่างหนัก ถึงปลายเดือนกรกฏาคมนั้น อยู่ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐสำหรับสาธารณูปโภคทั้งหลายที่ถูกทำลายไป (รวมสนามบินทั้งสามแห่ง และท่าเรือสี่แห่งที่มี) 1 ล้านล้านเหรียญสำหรับส่วนของประชาชนและธุรกิจ (รวมถึงปั๊มน้ำมันกว่า 22 แห่ง สถานีเชื้อเพลิง ทางหลวง ฯลฯ) 180 ล้านเหรียญสำหรับส่วนโรงงานและอุตสาหกรรม

ส่วนการสูญเสียชีวิตนั้น กว่า 90 % ที่ถูกโจมตีเป็นพลเรือน ซึ่งก็มีมากกว่าหนึ่งพันคน และต้องลี้ภัยกว่า 3.8 ล้านคน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อิสราเอลวางแผนจะโจมตีพลเรือนและเหล่าสาธารณูปโภคทั้งหลายเพื่อให้เกิดผลทางจิตวิทยาให้คนเกลียดชังและหันมาต่อต้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ แต่หากผลที่ได้กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะกลายเป็นว่า แม้แต่กลุ่มคนที่ไม่เคยสนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ก็กลับมองว่าฮิซบอลเลาะห์เป็นผู้ที่ปกป้องตัวเองจากการรุกรานของอิสราเอล และฮัสซัน นัสรัลเลาะห์ ผู้นำกลุ่มก็ได้รับเสียงสนับสนุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในและนอกประเทศ

ส่วนในประเทศ เสียงสนับสนุนนี้ก็มีผลไปถึงส่วนอื่น ๆ ของเลบานอน อย่างชาวดรูซ และคริสเตียนด้วย โดยเฉพาะหลังจากที่อิสราเอลขยายขอบเขตการโจมตีไปสู่พื้นที่ส่วนของชาวคริสเตียน อันอาจจะมีผลสำคัญทำให้ศูนย์อำนาจที่เคยต่อสู้และกระจัดกระจายกันมารวมเป็นปึกแผ่นภายใต้ฮัสซัน นัสรัลเลาะห์

และจากมุมมองของชาวเลบานอน และอาหรับเอง คำว่ากลุ่มผู้ก่อร้าย ก็ไม่ได้หมายถึงฮิซบอลเลาะห์ เพราะสำหรับคนในตอนใต้ของเลบานอน กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ดูแลประชาชนตั้งแต่สาธาณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็น ซึ่งรวมไปถึงโรงพยาบาล โรงเรียน และสวัสดิการสังคม พร้อม ๆ กับการปกป้องคุ้มครองประชาชนที่ถูกละเลยกลุ่มนี้ และเสียงของกลุ่มก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังการขับไล่กองทัพอิสราเอลออกไปจากประเทศได้ในปี 2000 และเมื่อบวกกับตำแหน่งที่นั่งในรัฐสภาก็ทำให้หมายถึงฮิซบอลเลาะห์เป็นกลุ่มทางการเมืองที่ชอบธรรมและถูกกฎหมาย และดังนั้น การใช้คำว่า ผู้ก่อร้าย สำหรับชาวเลบานอน และอาหรับบางส่วนก็หมายถึงสหรัฐและอิสราเอลไป

ดังที่ Jamail พูดคุยกับนักรบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์คนหนึ่งในเมืองดามัสกัสในซีเรีย และชายผู้นั้นก็เล่าว่า ตอนนี้ครอบครัวและบ้านของเขานั้นไม่เหลืออะไรเลย หลังจากที่ถูกถล่มอย่างหนักจากฝีมือของกองทหารอิสราเอล และสิ่งนี้ก็ไม่ต่างที่เคยเป็นมาทั้งชีวิตจากฝีมือของกองทหารอิสราเอล เมื่ออายุ 11 ปีเขาและน้องชายถูกทหารอิสราเอลจับตัวไปคุมขังอยู่สองปี พี่ชายถูกฆ่าในเงื้อมมือของทหารอิสราเอล และเมื่อเป็นอิสระ ก็ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์กับอิสราเอลในพรมแดนเลบานอนทางใต้มาตลอด ถูกยิงก็หลายครั้ง และพ่อก็ตายไปเมื่อค่ายผู้ลี้ภัยในเบรุตถูกทิ้งระเบิด

และสิ่งนี้ก็ยิ่งน่าสนใจ เมื่อมีผลต่อการเข้าร่วมกองกำลังฮิซบอลเลาะห์ เพราะเขาบอกว่า เพราะตอนนี้ทุกอย่างในชีวิตถูกทำลายไปหมดแล้ว เขาถึงต่อสู้ และถึงจะต้องตายก็ได้กลับไปหาพระเจ้าอย่างสมเกียรติ เพราะสู้อย่างกล้าหาญ ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองถูกฆ่าเหมือนแกะ

("Everything in my life is destroyed now, so I will fight them. I am a Shaheed [martyr] … What are we left with? …. I know I will die fighting them, then I will go to my God. But I will go to my god fighting like a lion. I will not be slaughtered like a lamb.")

หรืออย่างชายชราที่ค่ายผู้ลี้ภัยที่ตะโกนขึ้นสาปแช่งอิสราเอล และเชื่อให้ฮิซบอลเลาะห์เป็นคนจัดการแทน

"The Israelis are attacking and killing everything which moves! It's total destruction! They just shredded our city! Everyone is now with Hezbollah! Even Jesus is with Hezbollah! Insha'Allah [God willing], Hezbollah will smash the Israelis and kick them from Lebanon once and for all!"
(แปลแล้วไม่สวย ขอยกมาเลยก็แล้วกัน)

---
อืม จริง ๆ เรียบเรียงได้ไม่ถูกใจเท่าไหร่คราวนี้ รู้สึกขาด ๆ เกิน ๆ ไปมากโข แต่อย่างไรก็ตาม ที่ยกมาเขียนก็เพราะสาใจที่แผนการร้ายของอิสราเอลล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง จริงอยู่ที่ความเสียหายของเลบานอนเหนือกว่าที่อิสราเอลประสบอยู่มากนัก แต่อิสราเอลซึ่งมีกำลังเหนือกว่าไม่ได้คิดถึงการต่อสู้ของผู้มีกำลังด้อยกว่าเลย ในสภาวะนั้น คนที่จนตรอกสามารถทำได้ทุกอย่าง และจะไม่มีวันยอมแพ้เสียด้วย การสู้ด้วยความเกลียดชังนั้นก็รังแต่จะทำให้เชื้อแห่งความเกลียดชังนั้นรุนแรงลุกลามยิ่งขึ้น ซึ่งในตอนนี้ความเกลียดชังต่ออิสราเอล นอกจากจะทำให้กลุ่มคนที่สนับสนุนฮิซบอลเลาะห์ขยายจำนวนออกไปเป็นวงกว้าง ก็ทำให้การรวมศูนย์อำนาจเดิมของเลบานอนก็เปลี่ยนแปลงมาสู่ฮิซบอลเลาะห์อีกต่างหาก (ทั้ง ๆ ที่เลบานอนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้ขนาดนี้!)

อ่านแล้วสาใจ ถูกใจจนถึงขนาดตอนที่อ่านจบอยากทำเสื้อยืดสกรีนออกมาว่า Dear Barak,Thanks for Air bombings. We are now united than ever. Love, Nasrallah. จริง ๆ

อย่างไรก็ดี คำว่า freedom fighter หรือ terrorist มันก็ขึ้นอยู่กับว่ามองมุมใครจริง ๆ อย่างที่พูดถึงบทบาทการเป็นผู้คุ้มครองของฮิซบอลเลาะห์แล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับของกลุ่มฮามาสเลย อย่างที่เคยดู bbc และบอกว่ากลุ่มฮามาสนั้นจริง ๆ ดูเรื่องสวัสดิการสังคม ดูเรื่องการศึกษาเด็ก และอื่น ๆ อีกมากมายเกินจะกล่าว เป็นผู้ให้อย่างเหลือหลายในสังคม และก็มีคนให้สัมภาษณ์เลยว่า ยังไง ๆ ก็จะเลือก เพราะกลุ่มฮามาสใส่ใจดูแลตัวเองและครอบครัวมาโดยตลอด แต่ถ้ามองจากมุมมองตะวันตก คนกลุ่มนี้ก็เป็นได้แค่กลุ่มผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรง เป็นมุสลิมที่จ้องแค่จะเล่นงานอิสราเอลและทำร้ายทำลายชาติตะวันออก

ก็แล้วแต่จะมองตามมุมมองของใคร เพราะทุกคนก็ย่อมมองว่าความคิดเห็นและจุดยืนของตัวเองถูกต้องที่สุดทั้งนั้น และเมื่อเรามองแค่มุมของเรา คนอื่นก็เป็นฝ่ายผิดและไม่ถูกต้องไปทั้งสิ้น และที่น่าเศร้าก็คือ เราไม่มีการให้ใจมองเข้าหากัน เรียนรู้ที่จะอยู่กันได้เสียด้วย ตัวของแต่ละฝ่ายใหญ่เกินไปที่จะรับฟังและเลือกที่จะหัดเห็นหัดมองตามมุมมองของคนอื่นดู และการใช้ความเกลียดต่อสู้กับความเกลียดก็เหมือนสาดน้ำมันเข้าไปในกองเพลิงนั่นแหละ ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรชึ้นต่อไป ถ้าไม่ใช่ใจดูกัน เข้าใจกัน

แต่งอะไรไว้ตอนที่อ่านเรื่องการปกครองอิรักของอเมริกา แต่ขอยกมาที่นี่อีกครั้งก็แล้ว
.......................
เห็นไหม
เปลวไฟกำลังลุกโชติช่วง
และพวกเขาพยายามดับไฟ
โดยก่อกองไฟที่ใหญ่กว่าเดิม

ไฟกองนั้น
ลุกไหม้ด้วยด้วยความเกลียดชัง
โหมแรงด้วยความไม่เข้าใจ
เผาไหม้ร้อนแรง กระจายตัว

สายน้ำนั้น
ดับไฟได้ด้วยความสงบเย็น
หากเพราะเขาไม่เข้าใจไฟ
และยิ่งไม่สนใจสายน้ำเย็น

เวลานี้
กองไฟกำลังลุกโชติแรง
เผาไหม้เขาให้เร้าร้อน
แผดเผาอยู่ทั่วใจรอบตัว

จนกว่าจะถึงเวลา
จนกว่าจะเป็นเวลา
ที่กองไฟจะเป็นแสงไฟ
ให้ความสว่างและนำทาง

กองไฟคงได้ใช้ถูกทาง
เปลวไฟคงได้ใช้เป็นทาง

……………

อื่น ๆ
ประวัติของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์จากเวบผู้จัดการ

บทความของอาจารย์จรัญ มะลูลีม เกี่ยวกับวิกฤตเลบานอน
ตอนที่ 1 ตอนที่ 2

[book review] The Forgotten Beasts of Eld

วันก่อน ไปคิโนะอย่างอารมณ์เสียมาก ๆ ก็เลยเริ่มต้นขอดำดิ่งไปสู่มุม fantasy เลยก็แล้วกัน แล้วก็ได้หนังสือที่เข้ารอบมาหนึ่งตั้งใหญ่ ในนั้น ก็มี The Forgotten Beasts of Eld ด้วยเนี่ยแหละ และหลังจากที่เริ่มอ่านเล่มนี้เป็นเล่มแรก และอ่านไปได้ 60 กว่าหน้า ก็ตัดสินใจเลยว่า เป็นตายอย่างไรก็ต้องซื้อ (ซึ่งก็ไม่ดีเลย เพราะว่าหลังจากวางเล่นนี้ไว้บนชั้น เพื่อหาหนังสืออื่น ๆ ที่ถูกใจ ก็เกิดระแวงประสาทขึ้นมาว่า ใครจะมาหยิบหนังสือฉันไปไหมเนี่ย ทั้ง ๆ ที่คนอ่านแฟนตาซีไม่เหมือนเหมือนอ่านแพรวรายสัปดาห์ หรือไทยรัฐแท้ ๆ ไม่มีทางมาตบตีแย่งหนังสือกับแน่นอน) พอได้หนังสือถูกใจก็เลยอารมณ์ดีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดว่า หลัง ๆ ซื้ออะไรก็ถูกใจหมดตั้งแต่ Decoy Princess มา

อย่างไรก็ตาม The Forgotten Beasts of Eld พิมพ์มาก็หลายครั้ง ชอบปกอันนี้ น้อยที่สุดเลย TT



The Forgotten Beasts of Eld
By Patricia A. McKillip


ชนิด : Classic fantasy/ Young Adult
สำนักพิมพ์ : Magic Carpet Books (July 22, 1996)
จำนวนหน้า : 352 หน้า

เรื่องเริ่มต้นที่ Myk ลูกชายของพ่อมดได้ตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อสร้างโลกส่วนตัว และเรียกสัตว์ต่าง ๆ ในตำนานที่ถูกลืมให้มาเป็นบริวารของตน และเมื่อเวลาผ่านไปก็ถึงรุ่นของ Sybel ผู้เป็นหลานสาวซึ่งรับช่วงการใช้ชีวิตเช่นนี้มา

Sybel มีความสุขอยู่กับการดูแลฝูงสัตว์ทรงอำนาจทั้งหลาย และการแสวงหาความรู้แปลก ๆ ที่ถูกหลงลืมไปในแต่ละวัน จนกระทั่งวันหนึ่ง Coren อัศวินหนุ่มก็ได้เดินทางมาหาเธอและขอให้รับเด็กทารกซึ่งเป็นหลานของตัวเองไว้เลี้ยงดู เพื่อปกป้องเด็กไว้ เมื่อเวลาผ่านไป Sybel ผู้ไม่เคยผูกพันกับใคร และไม่เคยรักใครก็ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะรักเด็กทารกที่ตัวเองดูแล จนกระทั่งเด็กชายเติบโต และต้องการที่จะกลับไปพ่อของตัวเอง

แต่เพราะพระราชาหรือพ่อของเด็กชายที่เธอดูแล ได้พบ Sybel และถูกใจกับความงดงาม และที่สำคัญ อำนาจที่เธอมี จนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมาครองครอง ก็ทำให้ Sybel ได้เรียนรู้รสชาติของความเกลียดชัง หลังจากที่ได้เรียนรู้ที่จะรักเมื่อได้ดูแลเลี้ยงดูเด็กทารกของเธอมาตลอด และนั่นก็นำไปสู่บทเรียนที่สาม – ความแค้น – ซึ่งหมายความว่า เธออยู่อย่างปราศจากอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์ไม่ได้อีกต่อไป

-----------
หลังจากที่อ่านแล้ว The Forgotten Beasts of Eld ถือว่าเป็น Classic fantasy อีกเล่มหนึ่งเลย ไม่ใช่เพราะว่าถูกเขียนและตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1974 หากแต่เพราะการใช้ภาษาและการพรรณนาที่สละสลวยเห็นภาพ ขณะเดียวกัน ก็เหลือที่ว่างให้ผู้อ่านใช้จินตนาการของตัวเองต่อไปได้ การใช้ภาษาของ McKillip ไม่ใช่การใช้คำหนึ่งคำเพื่อบรรยาย แต่เป็นการใช้ประโยคทั้งประโยคเพื่อพรรณนา ซึ่งถือเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของเรื่อง จึงไม่น่าแปลกอะไรสำหรับผู้ที่หลงรักตัวอักษร ที่จะหลงรัก The Forgotten Beasts of Eld ต่อไปได้ อย่างที่ The New York Times ได้วิจารณ์หนังสือเรื่องนี้ไว้ว่า “Rich and Regal.” และอย่างที่ตัวหนังสือเองได้รางวัล World Fantasy Award ในปี 1975 อันเป็นปีแรกที่มีรางวัลนี้ขึ้นมา

สำหรับตัวเนื้อเรื่อง ก็ไม่ใช่เป็นการพูดถึงการปราบทำลายล้างความชั่ว อย่างที่หนังสือแฟนตาซีส่วนใหญ่เป็น หากแต่เป็นการเติบโตของตัวละครหลัก นั่นก็คือ เมื่อเริ่มต้น Sybel ผู้เติบโตมากับสัตว์ทรงอำนาจทั้งหลายไม่มีอารมณ์ความรู้สึกแบบมนุษย์เลย เธออยู่ตัวเองตามลำพัง ไม่รักใคร ไม่สนใจใคร อย่างที่ Coren เคยเรียกเธอว่าราชินีน้ำแข็งและผู้หญิงเลือดเย็น แต่เพราะเด็กที่เธอเลี้ยงดู ก็ทำให้เธอเริ่มมีความรู้สึกขึ้นมา ที่จะเรียนรู้ที่จะรักและผูกพัน และต่อมา เพราะอำนาจและพลังพิเศษของเธอ ก็ทำให้เธอถูกบังคับให้เลือกฝ่ายที่จะอยู่ และถูกดึงลงในไปวังวนของความรู้สึกอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเกลียดชังและความคิดแค้นมากขึ้น และเมื่อเธอเติบโตที่จะรู้สึกอำนาจชั่วร้ายของความรู้สึกด้านลบ ก็หมายถึงว่า เธอต้องเติบโตต่อไปที่จะเรียนรู้ที่จะลืมเลือนและให้อภัยก่อนที่ความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านั้นจะกลับมาทำลายตัวเองเธอเอง

เหมือนดังที่ Coren ผู้หลงรัก Sybel ได้รู้จักและหลงรักเธอมากพอจนทำให้เขาลืมความขมขื่นจากการคิดแค้นและสงครามไปได้ Sybel ก็ต้องเรียนรู้ที่จะให้น้ำหนักกับความรักและความงดงามของชีวิตอย่างที่เคยเป็นให้ได้

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การใช้ภาษาและเนื้อเรื่องที่เปิดให้มีการตีความ และการขบคิดทำความเข้าใจตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัตว์ตัวหนึ่งเป็นหมีรู้มาก ซึ่งมักจะพูดเล่าตำนานเก่าเพื่อเป็นปริศนาให้คิดตลอดเวลา อย่างที่บอกนายของตัวว่า
"The giant Grof was hit in one eye by a stone, and that eye turned inward so that it looked into his mind, and he died of what he saw there." (หน้า 294)
ซึ่งเป็นการเตือนเป็นนัยให้ระวังความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่อาจจะทำลายแม้กระทั่งตัวเองขึ้นมา

หรืออย่างตอนที่ Coren ขอร้องให้ Sybel คิดถึงและเรียกหาเขาเมื่อต้องการความช่วยเหลือใด ๆ ขึ้นมา
“Then if you ever have anything to fear from any man who comes here, will you call me? I will come. Whatever I am doing will remain undone, and I will come to you. Will you?”

“But why? You know I will do nothing for you. Why would you ride all the way from Sirle to help me? …. But I probably will not. Anyway, if I want you, I can call you, and you will come without choice.”

“I choose to come. It makes differences.” (หน้า 63-64)

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ Sybel ทำให้เกิดคิดถึงความหมายของคำว่า Coming of Age ขึ้นมาตลอดเวลาที่อ่าน เพราะว่า เมื่อเธอเรียนรู้ที่จะรักเด็กทารกของเธอ เธอก็ต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยคนที่รักไปให้ใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ แม้จะต้องเจ็บปวดกับการสูญเสีย และการอยู่คนเดียว และเมื่อได้รู้จักความเกลียดและคิดแค้นทำลายก็ทำให้ราชินีนำแข็งผู้อยู่ในโลกของความบริสุทธิ์งดงามถูกดึงลงมาสู่อารมณ์ด้านต่ำอย่างมนุษย์ ถูกครอบงำด้วยความคิดด้านลบจนความรู้สึกและตัวตนเดิมของเธอเปลี่ยนแปลงไป ก่อนที่การเติบโตครั้งสุดท้าย (ที่ถูกพูดถึงในหนังสือ – อันมิใช่การเติบโตครั้งสุดท้ายของเธอจริง ๆ) จะทำให้เธอตัดสินใจที่จะเลือกทางเดินที่ควรเป็น ชั่วชีวิตของคนเราจะมี Coming of Age ในความหมายที่แปลว่า การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปได้กี่ครั้งหนอ?

ในแง่นี้ ถ้าดูจากกรณีของ Sybel เราก็จะพบได้ว่า เราจะมีการเปลี่ยนแปลง มีการเติบโต และก้าวไปข้างหน้าตลอดไป เพราะการเปลี่ยนแปลงก็คือการเรียนรู้ที่จะอยู่ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมไปเรื่อย ๆ นั่นเอง ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ตราบใดก็ตามที่เรายังมีชีวิตอยู่

โดยทั่วไปถือว่า พอใจกับหนังสือเล่มนี้เลย โดยเฉพาะกับขนาดของตัวอักษรและการเว้นบรรทัดที่กว้างถูกใจทำให้ยิ่งอ่านง่าย ไม่ปวดตา แต่ก็สงสัยว่า คงจะต้องหยิบมาอ่านซ้ำใหม่อีกเร็ววัน เพราะการใช้ภาษาที่งดงาม และการตีความที่มีคนบอกว่า ทุกครั้งที่หยิบมาอ่านก็ทำให้ได้ประเด็นคิดและตีความใหม่ขึ้นมา
-----------

* ทั้งนี้ การเขียนถึงหนังสือเล่มนี้อาจทำไม่ได้ดีมากนัก เพราะอย่างที่เขียนไปเบื้องต้นว่า ความงามอย่างหนึ่งของ The Forgotten Beasts of Eld ก็คือการตีความตามจินตนาการของผู้อ่าน ก็หมายถึงว่าเป็นการมองแค่ด้านมุมเดียว ซึ่งผู้อ่านอื่นอาจจะไม่ได้เห็นตาม และเพราะเนื้อหาของตัวหนังสือเอง มีมากกว่าจะจับประเด็นออกมาเขียนถึงให้ได้ครบถ้วน จึงทำให้การเขียนวิจารณ์ The Forgotten Beasts of Eld ไม่สมบูรณ์
-----------

16/08/06
The Forgotten Beasts -เหล่าสัตว์ที่ถูกหลงลืม- ถ้าคิดในแง่ลึกซึ้ง ไม่แน่ใจว่าหมายรวมถึง Sybel ด้วยได้ไหม เพราะว่า ถ้าเธอเลือกที่จะอยู่คนเดียว กับสัตว์ของเธอ เธอก็อาจจะหลงลืมอารมณ์ความรู้สึกอย่างเช่นมนุษย์ และในทางกลับกัน ทำให้ผู้คนสังคมภายนอกหลงลืมเธอไปด้วยก็ได้ ถูกตัดขาดและมีตัวตนสูญสลายจากสังคมไป

อีกทั้งการคลุกคลีอยู่กับฝูงสัตว์ของเธอ ก็อาจจะทำให้เธอเป็นอีกหนึ่งในบรรดาเหล่านั้นไป กลายเป็น "สัตว์ที่ถูกหลงลืม"ก็ไม่แน่ใจว่าจะสื่อแบบนี้ได้หรือไม่ อย่างที่บอกว่า หนังสือเล่มนี้เปิดให้ตีความเองมาก ๆ ตามใจ และอย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่า การอ่านทุกครั้งก็จะเห็นใจความใหม่ ๆ ที่ถูกซ่อนจากผู้แต่งไว้ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่จงใจทุกครั้ง

Saturday, August 12, 2006

ความหมายอย่างหนึ่งของชื่อ

เพิ่งค้นเจอสมุดบันทึกเก่า ๆ แล้วก็เมื่อมานั่งพิจารณาดูก็ค้นพบความจริงประการหนึ่ง หรือว่าค้นพบมานานแล้วแต่ลืม หรือจางไปจากสมองนานแล้วก็ได้ นั่นก็คือ มิ้งเป็นพวกที่ชอบตั้งชื่อแปลก ๆ ให้เพื่อน หรือคนรู้จักชอบพอกันมากทีเดียว ซึ่งก็หมายความว่า ใครก็ตามที่มิ้งสนิทสนมชอบพอ อย่าหวังเลยว่า จะได้มีชื่อเล่นชื่อเรียกอย่างที่เคยเป็นมาตลอด เพื่อนสมัยมหาลัยมิ้งถูกเรียกด้วยชื่อชนิดของสัตว์แปลก ๆ ไปจนถึงชื่อแปลก ๆ และที่ทำงานที่มิ้งสนิทด้วยก็เหมือนกัน ซึ่งไม่ต้องอะไรเลย คนในครอบครัวก็มีชื่อ หรือแม้กระทั่งสมญานามแปลก ๆ เช่นเดียวกัน สำหรับมิ้งเอง ก็ใช่ว่าจะชื่อมิ้งได้เฉย ๆ แต่กลายเป็นแกะ เป็นแมว เป็นแม่มด หรือว่าอื่น ๆ อีกหลายชื่อ

หลายคนอาจจะยังเรียกมิ้งด้วยชื่อของมิ้งอยู่ และก็สงสัยที่มิ้งอาจจะเรียกคนเหล่านั้นด้วยชื่อแปลก ๆ หรือมิ้งเอง ก็อาจเรียกตัวเองด้วยชื่อแปลก ๆ ที่ไม่เกี่ยวอะไรกับชื่อในทะเบียนบ้าน ชื่อเล่น ชื่อจริงแต่อย่างไร แล้วเรื่องอย่างนี้ ชื่อแบบนี้มันสำคัญอย่างไรน่ะหรือ นั่นก็เพราะชื่อที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แบบนี้ไม่ใช่ชื่อที่มีไว้เพื่อเรียกเฉย ๆ น่ะสิ แต่มีความหมายที่สำคัญยิ่งอีกอย่างในฐานะรูปแบบของความสัมพันธ์ต่างหาก

ฟังดูไม่น่าเข้าใจใช่ไหม? นั่นก็เพราะเมื่อเราคบหากับใครสักคน ความสัมพันธ์ที่มีต่อคน ๆ นั้นก็แตกต่างไปจากความหมายที่เรามีต่อความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ และชื่อนั้นก็เป็นทั้งบทสรุปย่อ และสัญลักษณ์มิตรภาพที่มีต่อคน ๆ หนึ่งนั่นเอง อย่างเช่น ร้านอาหารแถวบ้านที่เรียกบ้านเราว่า "ครอบครัวน่ารัก" ถ้าคนอื่นที่อยู่นอกครอบครัวหรือไม่ใช่คนในร้านอาหารนั้นมาฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าเป็นพวกเราหรือคนในร้าน เมื่อได้ฟัง ก็จะนึกถึงเวลาที่เราได้อยู่ในร้านนั้น คิดถึงตอนทานอาหาร ตอนที่พูดคุยกับเจ้าของร้าน กับเด็กในร้านและอื่น ๆ อีกมากมาย หรือ เพราะมิ้งใช้ชื่อในอินเตอร์เนทว่าหมาเลี้ยงแกะ ก็จะมีคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งที่มิ้งไปอ่านงานเขียนของเขา รู้จักมิ้งในนามหมาเลี้ยงแกะ ก่อนที่จะเหลือเพียง "แกะ" ในเวลาต่อมา และเพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ยอมให้มิ้งอาละวาด ที่แปลว่าเล่นสนุกสนานตามใจได้อย่างเต็มที่ เวลาที่มิ้งแทนตัวเองว่าชื่อแกะ มิ้งก็จะคิดถึงเวลาที่มิ้งเล่นสนุกสนานร่าเริงสบายใจ โดยที่มีคนที่รู้จักมิ้งยอมรับและอนุญาตให้มิ้งเป็นอย่างที่มิ้งเป็นได้อย่างเต็มที่ และสำหรับคนกลุ่มนี้เอง การเรียกมิ้งว่า มิ้ง และเรียกมิ้งว่าแกะก็มีความหมายแตกต่างกันอยู่ในเชิง

มิ้งอาจจะกลายเป็นแกะ เป็นแพะ เป็นแมว เป็นหมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชื่อของสัตว์ต่าง ๆ ที่มิ้งเป็นจะมีความหมายตามนั่นแค่นั้นจริง ๆ หากแต่ทุกชื่อมีเบื้องหลังและที่มาที่ไปแตกต่างกันไป และนั่นเอง นี่ก็เพราะความสัมพันธ์และมิตรภาพทำให้ชื่อมีความหมาย และในขณะเดียวกัน ชื่อก็กลายเป็นตัวสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์และมิตรภาพนั้นขึ้นมา

Thursday, August 10, 2006

daughters

ฉันรู้จักหญิงสาวที่แต่งแต้มสีสันให้ชีวิตของฉัน
แต่เธอก็เหมือนเขาวงกตที่มีกำแพงกั้นอยู่รอบตัว
ฉันพยายามทำทุกอย่าง พยายามทำทุกทาง
แต่ก็ไม่มีอะไรที่ฉันทำได้เลย
......


ในบรรดานักร้องทั้งหลาย John Mayor ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มักจะเสนอมุมมองและข้อคิดดี ๆ ผ่านบทเพลงเสมอ อัลบั้ม Room For Squares (2001)อย่าง My Stupid Mouth ที่เล่าเรื่องราวของผู้ชายที่พาหญิงสาวที่ชอบออกไปเที่ยวด้วย และลงท้ายด้วยการทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจและเหินห่างออกไป แทนที่จะได้ใจของเธอมาแทน .. เพียงเพราะไม่ระวังคำพูด

ใน Heavier Things (2003) ก็เช่นกัน John Mayor กลับมาด้วยเพลงที่ให้คิดตามอีกเช่นเคย และก็ดูเหมือนว่า Daughters จะบอกให้เราคิดจริงจังมากกว่าที่ผ่านมาเสียอีก .... ฟังดูเผิน ๆ Daughters อาจจะเป็นแค่เพลงรักธรรมดาสักเพลง แต่เมื่อจับใจความให้ลึกลงไปกลับลึกซึ้งออกไป

หากเรารักใครสักคน และความรักนั้นไม่ได้รับการตอบสนองล่ะ
เราคิดว่าเป็นเพราะตัวของเราทำให้เธอเกิดกำแพงกั้นตัวเธอไว้
แต่แล้ว เราก็พบว่าเราทำอะไรไม่ได้เลย
พ่อของเธอ ครอบครัวของเธอต่างหากที่มีผลกับเธอมาตลอด …

นั่นแหละ John Mayor ก็เลยขอร้องให้เราได้หยุดคิดว่า ลูกสาวเหล่านี้วันหนึ่งจะต้องเติบโต มีครอบครัว แต่งงาน และกลายมาเป็นแม่ของเด็กอีกคนเหมือนกัน แต่ถ้าเธอไม่เคยถูกรัก ไม่เคยเรียนรู้ที่จะรัก พวกเธอก็จะรักใครไม่เป็น และกลายมาเป็นวัฎจักรปัญหาอยู่เช่นนี้เรื่อยไป

On behalf of every man
Looking out for every girl
You are the god and the weight of her world
the god and the weight of her world


Upload music at Bolt.

Daughters
(by John Mayor)

I know a girl
She puts the color inside of my world
But she's just like a maze
Where all of the walls all continually change
And I've done all I can
To stand on her steps with my heart in my hands
Now I'm starting to see
Maybe it's got nothing to do with me

Fathers, be good to your daughters
Daughters will love like you do
Girls become lovers who turn into mothers
So mothers, be good to your daughters too

Oh, you see that skin?
It's the same she's been standing in
Since the day she saw him walking away
Now she's left
Cleaning up the mess he made

Boys, you can break
You'll find out how much they can take
Boys will be strong
And boys soldier on
But boys would be gone without the warmth from
A womans good, good heart

On behalf of every man
Looking out for every girl
You are the god and the weight of her world

Tuesday, August 08, 2006

Better than Never

เมื่อวันก่อนนั่งดูหนังแล้วก็ฟังตัวละครในเรื่องพูดออกมาประโยคหนึ่ง จำเนื้อประโยคจริง ๆ ไม่ได้ แต่จำได้ถึงใจความของประโยค ที่บอกว่า It’s better than never แล้วก็เลยทำให้ต้องมาคิดตาม

เพราะตัวเอกเป็นนักสังคมสงเคราะห์แล้วแก้เท่าไหร่ พยายามทำเท่าไหร่ ปัญหาก็ไม่หมดไปเสียที จนเธอท้อใจ แล้วก็คิดจะเลิกราไป แต่เพราะวันหยุดที่ได้หนี ก็ทำให้เห็นโลกต่างมุมขึ้นมา ในที่สุด เธอก็คิดขึ้นมาได้ว่า ถึงเธอจะเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้ แต่เธอก็สร้างความแตกต่างในส่วนของเธอได้ และถึงอาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ตามที แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็เปลี่ยนแปลงโลกของใครหลายคนได้จริง ๆ

ก็เลยคิดถึงอีกประโยคที่เป็นประโยคในใจมิ้ง นั่นก็คือ We can’t save all, just some. เราช่วยทุกคนไม่ได้ ช่วยได้แค่บางคน เราอยากเก็บแมวที่อยู่ข้างถนนต้องหิวโหยมาเลี้ยง แต่ด้วยกำลังทรัพย์และปัจจัยเฉพาะตัวของเรา เราก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่อย่างน้อย เราก็ได้ช่วยเหลืออย่างที่เราจะทำได้ที่สุดลงไปแล้ว

และถ้าทุกคนคิดแบบเดียวกัน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ จากบางส่วนที่ทำได้สำหรับคน ๆ เดียว ก็จะกลายเป็นหลายส่วน กลายเป็นเต็มส่วนเต็มพื้นที่ของสังคมขึ้นมา

… และที่สำคัญ เมื่อก็ได้ลงมือทำลงไปจริง ๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องเสียใจหรือมาเสียดายทีหลังว่าไม่ได้ทำอะไรลงไปเหมือนที่จะควรจะทำ

และเราจะรู้ว่าไม่มีอะไร ทำแล้วสูญเปล่าจริง ๆ
-------

อย่างที่เคยอ่านในบล็อกคุณ หลังเที่ยงคืน ที่บอกว่า

“....
ถ้าวันใดพบสุนัขเชื่องคน ในที่ที่ไม่ได้แวะเวียนไปสม่ำเสมอ
อย่าไปเล่นกับมัน อย่าไปให้อาหาร อย่าไปลูบหัวลูบหาง
เพราะหลังจากที่เรากลับไปแล้ว มันจะเฝ้าคิดถึง
และจะเฝ้ารอคอย จนกว่าเรากลับไปเล่นด้วยอีกครั้ง

เราไม่รู้ ว่ามันจะรออีกกี่วัน
ส่วนมันก็ไม่รู้ ว่าจะต้องรออีกกี่วัน
……”

แต่ถ้าคิดตามมุมมองมิ้งกลับเป็นว่า

“.... ถ้าเราทุกคนคิดแบบเดียวกัน แล้วทำเท่าที่จะทำได้
โลกนี้ก็คงสวยงามขึ้น
ช่วยกันคนละเล็กละน้อย คนละมือสองมือ
เหมือนกำแพงเก่า ๆ ที่เปลี่ยนเป็นสีสดใสได้
เพราะเราช่วยกันเอาแปรงปัดป้ายสี
เหมือนต้มหม้อซุปแล้วกลายเป็นหม้อใบใหญ่ได้
เพราะทุกคนต่างเอาอาหารที่ตนมีมาใส่
ถึงจะแค่คนละเล็กละน้อย ก็กลายเป็นซุปจำนวนมหาศาล

เปรียบเทียบได้แปลก ๆ ชอบกล แต่อย่างน้อย
ถ้าวันนี้ เล่นกับคุณหมา แล้ววันต่อมาเป็นคนอื่นไปเล่นด้วย
คุณหมาก็คงไม่เหงา เพราะมีคนเข้าไปเล่นด้วย เข้าไปเอาใจใส่ทุกวัน
ถึงจะไม่ใช่คนเดิมก็ตามที

:D :D :D
……”

มิ้งคิดอะไรง่ายไปอีกแล้วไหมหนอ?

Monday, August 07, 2006

อาหารฟิล-ฉัน

หลัง ๆ เจอคนถามว่า ทำกับข้าวได้อย่างไร ฝึกจากแม่หรือเปล่า มาตลอด อืม ก็อาจจะใช่ แต่ทว่า เมื่อมาย้อนนึกดู ที่เริ่มทำอาหารตอนเด็ก ๆ มาจากความจำเป็นแท้ ๆ ช่วงวันหยุดปิดเทอม เด็ก ๆ ร่วมหัวกันเล่นเกมและนอนดึก และคนที่จะทำกับข้าวให้กิน ก็หลับไปเสียแล้ว สมัยนั้น เซเว่นก็ไม่มีเสียด้วย และดังนั้น มิ้งซึ่งเป็นคนเดียวที่โตพอที่จะทำกับข้าว (ไม่นับคนที่มีหน้าที่เล่นเกม) จึงกลายเป็นคนทำอาหารไป

เมนูแรก ๆ เหมือนจะเป็น “ซุปมะกะโรนี” กระมัง ทำง่าย ๆ เอามะกะโรนีซองแบบที่มีก้อนคนอร์มาให้นั่นแหละทำ ไม่ต้องทำอะไรมาก เอาน้ำใส่หม้อตั้งไฟใส่ก้อนคนอร์ ใส่มะกะโรนี หั่นหัวหอม มะเขือเทศ แครอท ไปจนถึงแฮมใส่ ก็เป็นอันใช้ได้ ง่าย และเร็ว แถมยังอร่อย ลื่นคอ

ถัดมา อืม “ข้าวผัดซอส” เลย เอาข้าวมาผัดเนย ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซีอิ้วขาว ซอสไก่งวง แล้วก็ใส่แฮม หรือเบคอนหั่นชิ้นเล็ก ๆ กับแครอทลงไป แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มออกมาได้เรื่อย ๆ มี “ก๋วยเตี๋ยวไก่” ที่เริ่มซับซ้อนมากขึ้นด้วยการใช้รากผักชีทุบ กระเทียม พริกไทย และหอมใหญ่มาเป็นน้ำซุป ใส่เนื้อไก่ แล้วก็ลวกเส้นรอระหว่างต้มน้ำซุป ซึ่งก็แตกไลน์มาเป็น “ต้มแซ่บเจ๊มิ้ง” หรือ “วุ้นเส้นต้มยำไก่” ที่ต้องใช้น้ำพริกเผาพันท้ายนรสิงห์เพียงอย่างเดียว ก่อนแล้วก็บีบมะนาวจัด ๆ ลงไป
“หมูสับผัดมะเขือเทศ” ก็ทำบ่อย ก็ชอบทั้งหมูสับ ทั้งมะเขือเทศจนต้องเอามารวมกันนั่นแหละ ทำง่าย ๆ ผัดกระเทียมก่อน แล้วก็เอาหมูสับไปผัดกับซีอิ้วพริกไทย พอใกล้จะสุกก็ใส่มะเขือเทศหั่นเป็นแว่น ๆ ลงไป อร่อยตอนร้อน ๆ อีกเหมือนกัน

นอกจากนี้ ก็มี “ซุปหัวหอม” ที่ฟินน์บอกว่าอร่อยที่สุด เท่าที่เคยกินมากระมัง ไอ้นี่ก็ง่ายขาดใจอีกเหมือนกัน เอาหอมที่หั่นละลายเนยในไมโครเวฟ แล้วก็อุ่นต่อจนหอมสุกเป็นสีใส แล้วก็ใส่น้ำใส่นม อุ่นอีกนิดก่อนจะเอาขนมปังกับชีสโปะหน้าแล้วอบต่อ ซุปอีกชาติหนึ่ง ก็ “มิโซะซุป” เนี่ยแหละ ตั้งน้ำละลายมิโซะลงไป หั่นเต้าหู้ หั่นต้นหอมลงไปก็เป็นอันเสร็จ

เหมือนจะมีอีก แต่ที่ทำบ่อย ๆ ก็คงจะเป็นอย่างนี้เท่านั้นกระมัง (หรือจะเพราะนึกออกเท่านี้ก็ไม่แน่ใจ) แต่ที่แน่ ๆ ถึงปัจจุบันก็พูดได้เลยว่า ทำอาหารตามของที่มีอยู่ในตู้ หรือที่เรียกง่าย ๆ ว่าทำตามมีตามเกิดจริง ๆ เพราะฉะนั้น จะทำอาหารเป็นแบบฟิล-ฉัน (ที่ไม่ได้แปลว่า ฟิวชั่น (fusion)) และขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำอาหารแบบดั้งเดิมใด ๆ เสียด้วย ดังเช่น ข้าวผัดซอสวันนี้จะใส่ถั่วลันเตาแทนที่จะเป็นแครอท ใส่ไส้กรอกแทนเบคอน เพราะว่าในตู้เย็นวันนี้มีแบบนั้น และจะไม่ใส่ซอสพริก เพราะว่าเพิ่งหมดก็ได้ หรือว่า วันนี้อบไก่จะใส่ฟักทองลงไปด้วย เพราะมาเพิ่งได้ฟักทองมา ซึ่งแปลว่าได้ จะให้ทำใหม่ก็อาจจะไม่เหมือนเดิม เพราะว่าขึ้นกับวัสดุ-วัตถุดิบวันนั้นมากกว่าจะพึ่งสูตรใด ๆ

นอกจากนั้น รสชาติก็จะไม่เป็นอะไรเลย นอกจากรสชาติแบบ “นังมิ้ง” ซึ่งจากปากคำของผู้เสียหายก็คงจะจำกัดความได้ว่า เป็นรสชาติแบบนังมิ้งจริง ๆ นอกจากจะเข้มไปด้วยพริกไทยเป็นหลักแล้ว ก็ยังจะมีรสจัดจ้านอีกต่างหาก และอีกประการ ฟินน์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เสียหายหลักที่อยู่กีบฝีมือทำอาหารกับมิ้งมานานก็ยังบอกอีกว่า ถ้าใช้หอมใหญ่มาทำน้ำซุป มีแครอท มีมะเขือเทศก็เป็นพี่มิ้งแน่ ๆ อีก

คราวหน้าคงจะได้มาพูดเรื่องอาหารต่อ เรายังไม่ได้ไปถึง “ข้าวต้มลุยไฟ” และอื่น ๆ เลย

Wednesday, August 02, 2006

Ready for anything?

เดือนกรกฎาที่ผ่านมา มีเรื่องทั้งหมดสี่-สิบ-ห้าเรื่อง ซึ่งนับว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มี blogspot มา และนอกจากจะมีเรื่องใหม่ ๆ เกือบทุกวันแล้ว บางวันก็โพสต์ลงไปมากกว่าหนึ่งหรือสองครั้งเสียอีก

ไหน ๆ ก็โพสต์ไปเยอะ ก็เลยนึกถึงคุณค่าของการกระทำขึ้นมา (จากตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าไม่เขียน ไม่โพสต์ก็ไม่มีเรื่องถูกโพสต์มากมายเท่านี้เป็นแน่) แล้วก็เป็นที่มาของคำลาตินซึ่งมีความหมาย/ แสดงให้เห็น “คุณค่าของการกระทำ” ในวันนี้!

Acta non verba -- Action not words
Agenda -- Things to be done
Audere est facere -- To dare is to do.
Aude sapere -- Dare to know
Age. Fac ut gaudeam -- Go ahead. Make my day!
Aut viam inveniam aut faciam -- I will either find a way or make one.
Aut vincere aut mori -- Either conquer or die.

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อันนี้ซึ่งมิ้งชอบมาก Animis opibusque parati -- Prepared in minds and resources (ready for anything)

พยายามทำคิด แล้วก็ทำให้ได้ก็แล้วกัน!