Wednesday, September 13, 2006

ข่าวเกษตร

วันนี้เดินผ่านทีวีแว๊บ ๆ ที่บ้านกำลังดูคนเล่นเกมตอบคำถามคุณไตรภพพอดี แล้วที่ทำให้มิ้งต้องหยุดชะงักเพื่อฟังคำตอบก็เพราะ คำถามที่ว่า ไก่ไข่ในประเทศไทยส่วนมากเป็นพันธุ์อะไรนี่แหละ เนื่องจากเมื่อมิ้งเห็นตัวเลือก ก็ได้เลือก “โรดไอส์แลนด์แดง” แล้วก็อยากรู้เหลือเกินว่าตัวเองจะตอบถูกหรือเปล่า

แล้วก็ถูกจริง ๆ ก็เลยทำให้คิดไปถึงตอนเรียนเกษตรตอนประถมขึ้นมาได้ สมัยนั้น อาจารย์แกมุ่งมั่นและจริงจังกับการสอนวิชาการเกษตรเสียเหลือเกิน จนทำให้ความรู้นั้นฝังหัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งปุ๋ย 20 ชนิดที่พืชต้องการ ทั้งพันธุ์วัวที่นิยมเลี้ยง ลักษณะเด่นวัวพันธุ์ต่าง ๆ ฯลฯ แล้วก็เลยพาดไปนึกถึง “ข่าวเกษตรกร” ทางช่องเจ็ดที่ต้องนั่งดูทุกวันตอนเย็นเพื่อเขียนไปรายงานอาจารย์ให้ได้ทำทุกอาทิตย์ ซึ่งถ้าไม่มี หรือไม่ได้ดูก็จะถูกตี ไม่น่าเชื่อเลยว่า เคยนั่งร้องไห้ เพราะมัวแต่เล่นจนลืมเปิดดูทีวีดู แล้วก็กลัวมากกว่าจะต้องถูกตี แต่ความจริงก็เป็นว่า ถึงจะมีส่งแค่วันเดียวแกก็ให้รอดตัวไปได้ก็ตามเถอะ เสียดายสมุดตอนนั้นไปอยู่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่อย่างนั้น ก็คงเต็มไปด้วย วิธีการปลูกหน่อไม้ฝรั่งแบบใหม่ เคล็ดลับการปลูกผักหวานป่าที่ทำให้ผลผลิตงาม เลี้ยงปลาต้นทุนต่ำ การทำเกษตรแบบผสม และอะไรอีกมากมายเกินจะกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อกี้ไปค้นมา ปรากฏว่าข่าวเกษตรที่รักของเราก็ยังอยู่ และวันนี้ก็พูดเรื่อง ผักหนามเสียด้วย

เกษตรน่ารู้ : ผักหนาม
เกษตรน่ารู้ กับผักหนาม ซึ่งมีรสหวานปนขม นิยมนำยอดอ่อน มาต้มรับประทาน


รายการยังอยู่ แต่หลายอย่างในชีวิตก็เปลี่ยนไปแล้ว สมัยเรียนประถมดูจะเป็นเรื่องที่ไกลแสนไกล แถมยังไม่ค่อยได้นึกถึงต่างหาก ทั้ง ๆ ที่ก็มีเรื่องสนุกสนานและสวยงามมากมาย ก็ต้องขอบคุณคำถามวันนี้ที่ทำให้ได้นึกถึงเรื่องเก่า ๆ ขึ้นมาจริง ๆ

เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็เติมสีสัน และแต้มรอยยิ้มให้เราได้ ถ้าเพียงเราจะหยุดคิดนะ

Tuesday, September 05, 2006

[book review] Ill Wind

เล่มนี้ซื้อมาเพราะวันที่ไปคิโนะอยู่ในสภาพเหนื่อยจัด จนคิดอะไรไม่ออก สมองกับสติหลุดไปกับพลังงานทีหายไป ก็เลยได้หนังสือที่เหมาะกับสภาพหัวตอนนั้นมาพอดี ชนิดที่ว่าอ่านง่าย ๆ โง่ ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะพอมาคิดดู ถ้าวันนั้นสภาพร่างกายดีและอยู่ในสภาพอัพคึกกระดี๊กระด๊าก็อาจจะไม่คว้ากลับบ้านมาก็ได้ เฮ้อ ถือว่า กรรมเป็นผลของการกระทำ และทุกอย่างมีที่มาที่ไปก็แล้วกันนะ

Ill Wind
By Rachel Caine

ชนิด : Supernatural/ Urban Fantasy
สำนักพิมพ์ : Roc (December 2, 2003))
จำนวนหน้า : 337 หน้า


ถ้าเกิดว่า หน่วยงานที่ดูแลสภาพดินฟ้าอากาศไม่มีแต่กรมอุตุนิยมอย่างที่เราเข้าใจ? ถ้าเกิดว่ามีกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีพลังพิเศษรวมตัวกันอย่างลับ ๆ เพื่อทำหน้าที่ควบคุมสภาพอากาศ คอยดูแลไม่ให้พายุพัดรุนแรง ช่วยดับไฟป่า และอื่น ๆ ล่ะ? นั่นแหละ หน้าที่ของ ผู้ควบคุมอากาศ - weather wardens – ของเรา

และในเรื่อง Joanne หนึ่งในบรรดา weather wardens กำลังหนีจากการไล่ล่าของ weather wardens คนอื่น ๆ จากข้อหาที่ว่า คุณเธอไปฆ่า Bad Bob หนึ่งในผู้ดูแลสภาพอากาศซึ่งแสนจะมีอิทธิพลและตำนานที่ยังมีชีวิตเข้า ความหวังของ Joanne มีเพียงตามหา Lewis เพื่อนร่วมชั้นเรียนเก่าซึ่งว่ากันว่ามีพลังอำนาจมากที่สุดให้พบ ก่อนที่จะถูกตามล่ากลับไปพิพากษา และก่อนที่จะถูกใครสักคนใช้พายุตามฆ่าเธอระหว่างทาง

การเดินทางข้ามรัฐโดยพยายามหลบหลีกผู้ไล่ล่าและพายุที่ตามฆ่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกเหนือจะต้องรีบทำเวลาก่อนที่จะเอาชีวิตไม่รอดแล้วนั้น Joanne ไม่มีทางรู้เลยว่าเธอจะเชื่อใจใครได้ - ไม่ว่าจะจาก Paul เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เธอคุ้นเคยมานาน Estrella เพื่อนรักที่รู้จักกันมาแต่วัยเยาว์ หรือ David ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เธอเจอระหว่างทาง – เพราะดูเหมือนว่ามิตรพร้อมจะกลายเป็นศัตรู หรือศัตรูจะกลับกลายมาเป็นมิตรได้ตลอดเวลา และไหนจะเงื่อนงำแปลกประหลาดหลังเหตุการณ์ทั้งหมดอีก

การเปิดตัวของ III Wind เริ่มต้นที่ Joanne ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างขับรถหนีการไล่ล่า และผู้อ่านก็จะต้องใช้เวลาอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับสาเหตุการหนีของเธอ พร้อมไปกับทำความรู้จักกับเธอทำให้ระหว่างการหนีจะมีการตัดฉากกลับไปสู่อดีตเป็นระยะ ๆ สลับไปมา ซึ่งเมื่อเริ่มอ่านทำให้ต้องเข้าความเข้าใจและลำดับเรื่องราวพอสมควร

อีกทั้ง สิ่งหนึ่งที่มีผลต่อการอ่านอย่างยิ่งก็คือ เรื่องนี้ถือเป็น Urban Fantasy เรื่องแรกที่อ่าน ในขณะที่เรื่องหมวดแฟนตาซีอื่นๆ มักจะเกิดขึ้นในยุคยุโรปกลาง หรือโลกที่สะท้อนยุโรปกลางก็เลยทำให้ต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้ที่จะหัดอ่านมากกว่าปกติก็ได้ อย่างเช่นเจ๊ Joanne ขับรถเกินความเร็วที่กำหนดเพื่อหนีพายุ แทนที่จะเป็นควบม้า หรือใส่กางเกงฟิตเปรี๊ยะมากกว่าจะเป็นชุดกระโปรงสุ่มใด ๆ หากก็ทำได้ไม่ยากลำบากอะไรนัก เพราะภาษาที่ใช้ในเรื่องเป็นภาษาสมัยใหม่ที่ใช้ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ III Wind โดดเด่นในหมวดหนังสือ Supernatural/ Urban Fantasy ก็คือ ขณะที่หนังสือหมวดนี้กลุ่มหนึ่งไปเน้นพูดถึงผีดูดเลือดอย่างชุด Anita Blake Vampire Hunter/ The Dresden Files ฯลฯ นั้น III Wind และชุด Weather Warden (ปัจจุบันออกมาแล้ว 4 เล่ม มี III Wind/ Heat Stroke/ Chill Factor และ Windfall) ดูจะเป็นเรื่องแรกที่พูดถึงพายุและสภาพอากาศ ดังที่ถูกโปรยหัวเอาไว้ว่า “Finally, someone is doing something about the weather”

แต่นั่นแหละ เพราะหมวด Supernatural/ Urban Fantasy มักจะเป็นการอ่านเพื่อเอาสนุก เอาแอ็คชั่นไล่ล่าสนุกสนานอย่างเร็ว ๆ มากกว่าจะอ่านเพื่อความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยมีอะไรมากไปกว่าเพื่อความสนุกและฆ่าเวลาด้วยการอ่านเอาเรื่อง ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องครุ่นคิดใด ๆ และก็อาจทำให้พวกที่หลงใหลภาษาที่ลึกซึ้งและงดงามผิดหวังก็ได้ และที่สำคัญอีกอย่างก็คือ เพราะพล็อตไม่ได้ผูกไว้แน่นมาก ก็ทำให้พวกที่อ่านแล้วใช้สมองคิดตาม สามารถเดาเรื่องบางส่วนได้อย่างง่ายดาย – ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ถือว่าเหมาะสำหรับการอ่านบนรถไฟ เรือเมล์ก็แล้วกัน ฆ่าเวลาพออ่านจบแล้วโยนทิ้งไปได้เลย

ปล. สำหรับป้า ไม่อยากจะบอกเลยว่าเกิดสิ้นคิดเอาเล่มต่อมาอีกจนครบ 4 เล่ม เครียดเลยนะเนี่ย เล่มแรกก็สนุกดี แต่เล่มต่อ ๆ มานี่สิ อ่านแล้วแอบขยะ เฮ้อๆๆๆ พันบาทของฉัน TT

ว่าแต่เอาเล่มสองไปวางไหนแล้วล่ะ หาไม่เจอ แล้วฉันจะได้อ่าน Heat Stroke ต่อไหมคะ?

Sunday, September 03, 2006

[book review] Princess at Sea

หลังจากอ่าน Decoy Princess ก็พาลให้อยากอ่าน Princess at Sea ต่อไปใจจะขาด และเพราะคิโนะไม่สั่งเข้ามาก็เลยต้องทำให้ต้องสั่งเข้ามาเองอีกต่างหาก ซึ่งก็ยังหวั่น ๆ ใจว่า เล่มนี้จะไปรอดไหม แต่ปรากฏ เล่มนี้เลิก “ง่าย ๆ โง่ ๆ แต่ดันสนุก” มาเป็น “สนุกเข้มข้นแบบไม่โง่” อีกต่างหาก นับว่า ช่วงนี้มีดวงซื้อหนังสือโหมดนี้ ถ้าไม่นับการซื้อ Weather Wardens มาติดกัน 4 เล่มนะเนี่ย


Princess at Sea
By Dawn Cook


ชนิด : Light fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (August, 2006)
จำนวนหน้า : 344 หน้า


ใน Decoy Princess นั้น เจ้าหญิง Contessa หรือ Tess พบว่าตัวเองเป็นแค่เด็กที่ถูกซื้อมาเพื่อเป็นตัวแทน เพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงปลอดภัยจากการถูกลอบสังหาร และต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้เจ้าหญิงตัวจริงกลับมาครองบัลลังค์ได้สำเร็จ

และใน Princess at Sea ทุกอย่างก็เหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี ยกเว้นความจริงที่ว่าเจ้าหญิงตัวจริงซึ่งถูกเลี้ยงมาในสำนักนางชีไม่รู้อะไรเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง หรือการเมืองใด ๆ เลย และ Tess ก็ต้องเป็นที่ปรึกษาควบคู่ไปกับการคุ้มครองเจ้าหญิง หากแต่ทุกอย่างไม่ง่ายดายสมใจเสมอไป เมื่อคราวนี้ เจ้าหญิงและคู่หมั้นซึ่งอยู่ระหว่างล่องเรือดูใจกันถูกโจรสลัดจับไปเป็นเรียกค่าไถ่ และ Tess ซึ่งต้องวุ่นวายกับการแก้ปัญหาทะเลาะเบาะแว้งของทั้งคู่มาตลอดก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยคนทั้งคู่ออกมาให้ได้อย่างปลอดภัย

จริง ๆ แล้วพล็อตคราวนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคราวที่แล้ว เพราะ Tess ก็ยังต้องระหกระเหินรอนแรมบุกป่าฝ่าดงเพื่อหน้าที่ที่เกิดจากความรับผิดชอบในใจเหมือนเดิม เริ่มแรกที่อ่าน ก็คิดไม่ต่างจากตอนอ่าน Decoy Princess อันเป็นเล่มแรกว่า ตัวเอกของเราก็ยังเป็นสาวน้อยมหัศจรรย์ทำได้ทุกอย่างทุกทาง แต่พออ่านไปเรื่อย ๆ พบว่าสนุกกว่าที่คิด และที่สำคัญ สนุกกว่าเล่มแรกมาก เพราะจะเห็นได้ชัดมากขึ้นว่า ที่คุณเธอสามารถทำโน่น นี่ นั่น ได้ไม่ได้เกิดจากเพราะการเป็น “ตัวเอกทำได้” เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากใจที่ไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมจำนนปล่อยให้ทุกอย่างหลุดเหนือการควบคุมไปต่างหาก อย่างที่บอกว่า “ถ้ามีความพยายาม ก็มีความสำเร็จ” และ Tess ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนจริง ๆ และก็เหมือนว่าเมื่อเขียนเล่มที่สอง จากการปูพื้นเรื่องและตัวละครในเล่มแรกมาแล้วก็ทำให้ Princess at Sea มีน้ำหนัก และสมเหตุสมผลกว่าเล่มที่แล้วมากขึ้น

และนั่น ส่วนหนึ่งก็เกิดจากตัวละครอย่าง Tess เติบโตขึ้นและรู้จักโลกมากขึ้นส่วนหนึ่ง และที่สำคัญจากการที่ประเด็น “ผู้เล่น” สามารถเปิดเผยได้อย่างชัดเจนในบทแรก (ต่างจากเล่มแรกซึ่งประเด็นนี้ เพิ่งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในบทกลาง ๆ และหลัง ๆ) จนสามารถเกิดสถานะและบทบาทที่ซับซ้อนขัดแย้งของตัวละครจากสถานะจริง ๆ ที่ตัวเองเป็น และสถานะผู้เล่นที่ต้องปิดงำไว้ดำเนินควบคู่กันไปจนทำให้รู้สึกสนุกและชวนติดตามว่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างไร และเกิดการตัดสินใจอย่างไรต่อไป โดยเฉพาะเมื่อต้องให้น้ำหนักกับสถานะทั้งสองควบคู่กันไป และให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย

ถึงแม้ Tess จะเป็นเจ้าหญิงตัวปลอม ไม่ใช่เจ้าหญิงโดยสายเลือด แต่เป็นเจ้าหญิงจากการอบรมเลี้ยงดูก็ตาม แต่เธอก็ยังได้รับการยกย่องเป็นเจ้าหญิงจริง ๆ ได้อยู่ดี เพราะแม้ฐานะที่เป็นอยู่จะถูกเปิดเผย คุณสมบัติและที่สำคัญใจของเธอก็ทำให้เธอมีค่ามากกว่านั้นมาก อย่างที่เมื่อไฟไหม้เรือ เจ้าหญิงตัวจริงซึ่งไม่ได้เลี้ยงดูมาอย่างเจ้าหญิงกลับร้องไห้หวาดกลัว ขณะที่ Tess คิดหาทางดับไฟ และหาทางรอดให้ตัวเองและพวก ซึ่งถ้าดูตอนนี้ และดูจากการที่ Tess ต้องระหกระเหินเดินป่าจนถึงกลับมาที่วังได้สำเร็จเป็นต้นแล้ว จะพบว่าบริบทนี้สำคัญมาก เพราะการเป็นเจ้าหญิงในยุคยุโรปกลาง อาจจะหมายถึงแค่หญิงสาวสูงศักดิ์ผู้มีชีวิตอยู่บนหอคอยงาช้าง และไม่ต้องทำอะไรมากกว่าการเต้นรำให้ถูกจังหวะ และเย็บปักถักร้อยให้ดีอยู่ในห้องนอนก็ได้ อย่างที่คนในวังตกใจและตื่นตระหนกกับสภาพของ Tess เมื่อแรกกลับมาถึงวัง และต้องการให้เธอไปอาบน้ำแล้วแต่งตัววางท่าให้สมกับการเป็นเจ้าหญิง (...trying to get me to my rooms to be washed, combed, fed and princessified. หน้า 232) มากกว่าที่จะนั่งถกเจรจาปัญหาเร่งด่วนกับบรรดาที่ปรึกษาอย่างฉับพลัน

Dawn Cook คนเขียนบอกว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีแผนการจะเขียนเล่มต่อต่อไป แต่เมื่อดูจากตอนจบ ก็ถือว่า สะสางลงตัวและปิดฉากสวยงามได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งถ้าจะพูดตามความรู้สึกจริง ๆ ต้องบอกว่า ทำได้ถูกใจและลงตัวมากกว่าหนังสือหลาย ๆ เล่มเยอะเลย หรือถ้าจะพูดให้ถูก ก็ต้องบอกว่า เป็นฉากปิดที่พอใจที่สุดเท่าที่เคยอ่านหนังสือหมวดนี้มา สิ่งที่เป็นปัญหายุติได้อย่างลงตัวด้วยทางแก้ง่าย ๆ แต่สามารถรวมทางออกของปัญหาทุกอย่างไว้ด้วยกัน และอีกอย่าง ก็ต้องสารภาพด้วยว่า ถูกใจมากที่ชายหนุ่มที่เก็งไว้ได้เป็นพระเอกตอนจบสมใจจริง ๆ (ซึ่งไม่ได้เกิดจากอะไรมากกว่าไปการชอบบุคลิกลักษณะคนเช่นนั้นเป็นทุนเดิม และมากกว่าบุคลิกอีกแบบในเรื่องเท่านั้น)

สำหรับประโยคถูกใจจากเล่มนี้

“You can’t partake of the future properly with only the memories of today.” หน้า 99


“... there’re ways to wreck revenge other than death, and some can serve a purpose.” หน้า 329

ปล.
... แต่ อืม คิดไปคิดมาก็ยังอยากอ่านเรื่องของ Tess ต่ออยู่ดีนั่นแหละ ทำอย่างไรดีหนอ? และอย่างไรก็ตาม สงสัยว่าจะต้องไปเริ่มหาเรื่องอื่น ๆ ของเจ๊ Dawn Cook มาอ่านด้วยแล้ว