Thursday, December 27, 2007

เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007

‘love is here’ / Sophie-ellis
ได้อารมณ์ตกหลุมรักมาก ๆ และเป็นเพลงที่พิสูจน์ชัดว่าตัวเองชอบเพลงรักสดใส คนเราจะเจอคนที่ใช่ อย่างไรก็ต้องเจอแหละ กับท่อนนี้บอกความเป็นมิ้งดี ‘..I hope you're proud of being my man/ The way I'm proud of holding your hand in my hand..’ จะรักใครก็ตาม ขอให้เราเท่าเทียมกัน เสมอกัน ไม่มีใครนำหน้าใคร หรือใครต้องตามหลังใคร

‘meet me tonight’ / Joe Hisaishi
ความรักสุกงอมหรือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เป็น secret moment/ moment of two ฟังดูก็เห็น You tonight/ Meet me alone tonight/ You I need/ You’re my best company/ Hope you know who I am/ I hope you know by now/ We meet tonight/ Meet me alone tonight/ Whisper me/ Whisper me twice tonight/ Hope you’ll be satisfied/ I’m hoping inside/ It’s time for us to find a way/ We’ll take a walk and fly away/ Come along/ Meet me alone/ ….นัดแนะมาเจอกันสองคน ก็เราจะต้องการคนอื่นทำไม :D

‘fairground’ / Simple Red
เพลงเก่าที่กลับมาเข้าชาร์ตมิ้งใหม่ เพราะได้ฟังทางวิทยุโดยบังเอิญ ทำเทปหายไปแล้ว แล้วก็ติดใจกับท่อนคอรัสมาก ๆ ถึงกับร้องอยู่หลายวันติดกัน พอไปเจอซีดีอัลบั้ม life ที่จีนก็เลยรีบซื้อมาฟัง ‘…And I love the thought of coming home to you/ even if I know we can't make it..’ บางครั้ง การจินตนาการถึงกลับไปหาผู้เป็นที่รักนั้นแค่เพียงได้คิดก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว

‘I do’/ Sing-sing
ชอบเสียงกึ่ง acoustic และดนตรีของเพลงเป็นอันดับแรก แล้วก็ชอบเนื้อตามมา ฟังดูเป็น the beginning of the happily ever after ดี ท่อนนี้เป็นท่อนที่ติดใจมาก ‘… ‘I’ll never rue the day when I made you your first coffee/ not knowing what to say/ I looked over your pretty shoulder/ and you licked your lips/ and you took a sip…’ ฟังดูมากกว่าแค่ความสัมพันธ์ทางกายหรือคืนเดียวจบ

‘so good so right’/ Bone Thugs-n-Harmony (feat. Felecia)
ชอบเพลงช้าจากพวก rappers และเพลงนี้ก็เช่นกัน ตอนแรกเผิน ๆ นึกว่าเป็นเพลงรัก แต่ฟังไปฟังมา กลายเป็นกึ่งเล่ากึ่งระบายความในใจถึงเบื้องหลังการเกิดวง ซึ่งก็น่ารักไปอีกแบบที่ได้ฟังสมาชิกแต่ละคนมาแร็พให้ฟังอีกด้านของเหรียญ ไม่ใช่แค่อยู่ ๆ ก็ประสบความสำเร็จขึ้นมา ทุกชีวิตมีด้านลำบาก ‘…Been through rough times and they been mighty hard/ We been ridin' in the dark/ 'Til I look in the light and find my spot!..” (แนะทำให้ดูเนื้อเต็ม ๆ ชอบทัศนคติของวงมาก!)

‘shadow of the day’/ Linkin’ Park
ใครว่า linkin’ park ลดความเอะอะโวยวาย และสะใจน้อยลงกว่าเดิม นั่นคงไม่ได้ฟังแต่ละเพลงให้ลึกซึ้งแน่ ดนตรีลุ่มลึกขึ้น และก็’หนักหน่วง’กว่าเดิมในแง่การส่งสาร ฟัง shadow of the day ตั้งแต่ยังไม่ได้ตัด single แล้ว ชอบว่าตรงกับใจเราเองดี ด้วยความรู้สึกว่าอยากหายไป อยากลบตัวเองออกไป ‘…sometimes solutions ain’t so simple, sometimes goodbye’s the only way..’ แต่ก็สบายใจได้ว่าไม่ได้ทำอะไรกับตัวเอง เพราะกลัวบาป และกลัวคนที่อยู่ข้างหลังจะต้องเศร้าหรือเสียน้ำตา

‘life keeps on turning’/ Mocca
จริง ๆ mocca เป็นวงที่ให้ความรู้สึกแง่บวก และพลังด้านบวกเยอะมากนะ ขนาดเพลงอกหักยังมองโลกแง่ดีเลย แม้ไม่ได้อกหัก มีความรู้สึกร่วม แต่ก็อดหลงรักเพลงนี้ไม่ได้ ก็คุณเธอในเพลงปลุกปลอบตัวเองขึ้นมาเผอิญกับโลกใหม่เสียขนาดนั้น ‘…Loosing you is not the end of the world/ But it's true that it definitely hurts/ That it definitely hurts!’...’ ท่อนนี้ทำให้ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร ก็นะ ไม่ใช่จุดจบของโลก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ โลกยังหมุนต่อไปได้ แต่ตอนนี้เศร้า ๆๆๆ :D :D :D

‘if you ever need a stranger (to sing at your wedding)’/ Jens Lekman
ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกที่บล็อกอาย DropATearInMyWineGlass แล้วก็ชอบมากกลับไปฟังบ่อย บ่อยจนเจ้าตัวให้เพลงมา เป็นเพลงรักของชายหนุ่มที่แสวงหาอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต และก็หวังว่าจะเจอเธอที่ไหนสักที่ ‘…You think it's funny/ My obsession with the holy matrimony/ But I'm just so amazed to witness true love/ And true love can be measured/ Through these simple pleasures/ They are waiting there for you/ To be discovered…’ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มในเพลงบอกว่ายอมตัดแขนออกไปข้างหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นคนรักของใครสักคน และทุกครั้งที่ฟังเกิดความคิดว่า เป็นการเสียสละที่คุ้มหรือไม่ถ้าจะทำ แล้วถ้าเธอคนนั้นไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง จะไม่เสียใจทีหลังหรือ บางครั้งการแสวงหามากเกินไปก็ไม่พบอะไรนี่นะ

จริง ๆ ก็น่าจะอีกอีกหลายเพลง แต่ ณ ขนาดนี้คิดออกแค่ 8 เพลง หรืออันที่จริงเขียนถึงได้ 8 เพลงก็เริ่มจะหมดแรงแล้ว แต่ปีนี้ ศิลปินที่ถูกใจมาก กลายเป็น Lisa Ono ที่ไม่แน่ใจว่าบ้าเธอตามน้องหรือเปล่า ก็นั่นแหละ เสียงเธอนุ่ม ๆ สบาย ๆ ฟังได้ทุกเวลาดี หรืออีฉันฝึกตัวเองให้ฟังเพลงนิ่มขึ้นก็ไม่แน่ใจ และอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เหมือนว่าชอบ toy soldier ของ Britney อีกเพลง ฮ่า ตลาดซะ :D

----
04/01/08

นึกออกเพิ่มอีกสองเพลง
‘mumbling a goodbye’ / swan dive
สังเกตได้ว่าปีนี้เอาเพลงเก่ามาฟังใหม่เยอะมาก เพลงนี้ก็เช่นกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่ฟังไปฟังมาก็เริ่มชอบทำนอง แล้วก็ติดใจกับเนื้อเพลงอย่างมาก มาก มาก มาก เป็นมิ้งอย่างชัดเจน ใครบอกว่าผู้หญิงรักที่หนึ่งไปถึงสิบ ขณะที่ผู้ชายเริ่มรักที่สิบแล้วลดลงมานะ ในแง่นี้ความรักของมิ้งก็ oh-so-damn-macho น่ะสิคะ! ‘…What do you expect/ It happens every time/ Whoever you’ve met loses their charm/ And you don’t love them any more/ You gotta leave because you’re bored..’ ฟังแล้วคิดถึงตัวเองชอบกล

‘Friday night’ / Lily Allen
จริง ๆ น้องเขาเป็นเด็กที่มี attitude ดีนะ ถึงบางอย่างจะ snob-bitchy ไปหน่อยก็ตาม เพลงนี้ขำแต่ก็ทำให้นึกถึงอารมณ์เวลาไปเที่ยวสมัยก่อนได้ดี ก็ไม่ได้ไปมีเรื่องเหล่กับใครหรอก (โดยเฉพาะเมื่อไปเที่ยวบาร์เกย์เป็นหลัก แล้วก็ไม่ได้สนใจใครนอกจากเพื่อนตัวเอง ฮ่า!) แต่ประโยคนี้ก็ยังใช่อยู่ ‘…Don't try to test me 'cause you'll get a reaction/ Another drink and I'm ready for action...’ หรือจริง ๆ ไม่ได้ดื่มแต่ถ้าจะอัพ up to the max, to the max, to the maximum ตาม mantra หากินสมัยก่อน? ก็ทำได้เลย ยิ่งตอนนี้แก่แล้วเมาดิบได้โดยไม่ตองมีเหล้า?

Wednesday, December 26, 2007

หนึ่งปีที่ผ่านมา

ไปเจอหมีชุน แพนด้ามหาภัย ทำทบทวนหนึ่งปีที่ผ่านมาลงบล็อก ก็เลยให้อยากจะเขียนเกี่ยวกับหนึ่งปีที่ผ่านมาของตัวเองขึ้นมาบ้าง นอกจากจะได้ทบทวนเก็บไว้เป็นความทรงจำแล้ว อย่างน้อยที่สุดอีกประการหนึ่งก็น่าจะได้ประเมินและมองเห็นตัวเองขึ้นมาอีกนิด – แม้ว่าจะมองผ่านเลนส์และมุมมองที่เรียกว่า ความเข้าข้างตัวเอง และการไม่ยอมเห็นความจริง (หรืออย่างน้อยก็ไม่กล้าพูดความจริงลงในในข้อที่จะเขียน)

นั่นแหละ หลัง ๆ เขียนและโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลง blogspot น้อยกว่าที่ผ่านมามาก เพราะ my dear a cultured side กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นส่วนสาธารณะขึ้นมา มีคนที่ไม่ควรมาอ่านก็มี ก็เลยไม่อยากเขียนอะไรลงไปเท่าไหร่ แต่นี่แหละ พื้นที่บล็อกมันก็ไม่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้เต็มร้อยอยู่แล้ว ถ้าคิดจะเขียนแล้วกลัวคนจะอ่าน ชาตินี้ก็คงไม่ได้เขียนอะไรกันพอดี!

ชีวิต
ดวงการเดินทางคงจะพุ่งทะลุโลกกว่าที่เคยมาเป็นแน่ เหมือนว่าปีนี้ไปไหนต่อไหนเยอะเหมือนกัน แต่ก็แปลกดีที่จะเป็นการไปซ้ำ ๆ ติด ๆ กันอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตอนที่ไป Fisherman’s Village ที่เพชรบุรีก็ไปติดกัน 2 ครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นที่อื่น อืม มานับดู ที่ผ่านมา มีพม่า 3 ครั้ง (ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์-หงสา/ย่างกุ้ง-อินทร์แขวน/ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์ .. ว่าแต่ว่าทริปเหมือนเดิมมาหลายคราแล้วนะคะ เมื่อไหร่จะได้ไปถึงอินเล หรือว่าฉานสักทีคะ รอร๊อรอนะคะ!) จีน 3 ครั้ง (คุนหมิง/ คุนหมิง-ลี่เจียง/ ปักกิ่ง) อุบลฯ 2 ครั้ง Fisherman 2 ครั้ง กาฬสินธุ์ 3 ครั้ง เชียงใหม่ 3 ครั้ง (พักที่สวนบัว/ บ้านสิงห์คำ-อมารี อ่างขาง/ แม่ปิง) ตลาดน้ำอัมพวา นอกเหนือจากอันหลังที่เป็นการไปกับครอบครัวเพื่อเที่ยว แล้วก็ค้างคืน 2 คืนขึ้น ไม่นับที่ไปเช้าเย็นกลับอีกนับหลายที่ ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่อยุธยา พิษณุโลก ลพบุรี ฯลฯ ซึ่งบางทริปก็จำไม่ได้แล้ว (สมุดไปไหนแล้วหว่า?) แต่ก็นั่นแหละ ก็ปีนี้ไม่มีงานประจำ การจะไปเที่ยวไหน ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่จัดกระเป๋าแล้วเตลิดก็ไปได้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รวมทริปที่ไปทำบุญไปด้วยเลยนี่นา โอ้

ด้านอื่น? พอมีเวลาว่างเป็นของตัวเองก็เลยหันไปเรียนศิลปะมากขึ้น ด้วยความคิดว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหรืออย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้ทำตามใจอย่างที่อยากทำ แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่จุดเดิม (อย่างนี้แหละรุ่งสุด และเหมาะสมที่สุดแล้ว ดิฉันไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มี inspiration หรือถ้าถูกสั่ง ทุกอย่างจะต้องหล่นมาจากฟ้ามาสู่หัว – ศิลปินซะ กับอีกอย่างคือถ้าเป็นด้านนี้ คงไม่ได้ชี้นิ้วทำท่ารู้มาก ฮ่าๆ) พร้อมกับมีงานอดิเรกเดิมที่ทำได้อย่างมั่นใจขึ้น.. ว่าอย่างน้อยสไตล์ฉันก็เฉพาะตัวและพิเศษ (เข้าข้างตัวเองกันเข้าไป!) และก็งง ๆ ปนสงสัยว่าคนในบล็อกหมาเลี้ยงแกะคิดว่าดิฉันเป็น graphic designer ได้อย่างไร (วะ)

การงาน
คงตกต่ำที่สุดในบรรดาหัวข้อที่มี และตกต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มทำงานมากระมัง เพราะออกจากที่ทำงานด้วยความรู้สึกว่าไม่ถูกใจและไม่ได้ดั่งใจ (ในแง่ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร) ก็เลยทำให้ retreat หน่อย ๆ (หรือจะถึงขั้นมากก็สูง) พอจะเริ่มงานใหม่ และถึงจะมีข้อเสนอมาก็ทำให้คิดมากและคิดหนัก ลังเล และถึงขึ้นไม่อยากทำ และเลือกที่จะไม่ทำก็เยอะ ด้วยความรู้สึกว่า ไม่อยากจะเป็นแบบเดิม อยากได้งานที่ใช่จริง ๆ และก็สงสัยเสียด้วยว่าควรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร แล้วพอเลือกมาก คิดมากก็เกิดกลัวขึ้นมาอีก กลายเป็นเดินหน้าถอยหลังตลอดเวลา –แต่ก็นะ หลังจากงานจับผลัดจับผลูที่เพิ่งผ่านมา ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรมา และเป็นอะไรอยู่ ถึงตอนนี้คงรับข้อเสนอเดิมที่คิดหนักอยู่นานเสียที แล้วปีหน้าก็คงจำต้องจริงจังกับชีวิตแล้ว love-after-money me!

สุขภาพ
แย่ที่สุด (และแย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในชีวิต!) ช่วงต้นปีถึงเมษา ถึงขั้นที่ไม่เคยคิดว่าร่างกายตัวเองจะอ่อนแอได้ขนาดนี้ เป็นไปได้ เป็นไปได้แล้วจริง ๆ ที่ต้องพึ่งยาคลายกล้ามเนื้อ และ “ยกของหนักกว่าตะเกียบไม่ได้” ฟังดูขำแต่เจ็บจริง เด็กที่ตลอดเวลาแม่เลี้ยงมาให้ยกของ-ขนของถืออะไรไม่ได้เลย แต่นั่นแหละ ก็ทำให้รู้ว่าเราจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราจริง ๆ หลังจากนั้นก็เลยเป็นพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส กลับมาดูแลร่างกายอย่างจริงจัง รวมไปถึงออกกำลังกายอย่างจริงจังกว่าเดิม ก็ดีที่แข็งแรงขึ้นจนดีกว่าเดิมหลังจากนั้น คราวที่แล้วเดินขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนไม่ได้ ก็ให้รู้กันไปว่าปีหน้าจะเดินไปเองไม่ได้ ฮ่า!

ความรัก
ถ้าความรักที่มีให้ครอบครัวล่ะก็ ไม่เคยน้อยลงเลย ปีนี้เหมือนจะลงตัว เพิ่มพูน และยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ และก็แปลกดีที่หลายครอบครัวรอบ ๆ ตัวดูบ้านเราเป็นครอบครัวตัวอย่างที่รักใคร่เข้าใจกันอย่างสุดซึ้ง ชนิดที่ว่ามีคนอิจฉาที่มิ้งกับฟินน์สนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งกว่าเป็นฝาแฝดตัวติด อยากให้ลูกตัวเองเป็นแบบนี้บ้าง ใกล้สิ้นปีเหมือนจะมี family reunion กับญาติ ๆ ที่หายไปหน่อย ๆ ซึ่ง มิ้งก็ได้ make such a scene เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาให้ทั้งครอบครัวใหญ่ร้องไห้ได้ โอ้ลา
ความรักอื่น ๆ ที่มีให้กับเพื่อน กับโลกก็ยังเหมือนเดิม แต่ความรักให้สังคมคล้ายจะลดลง เนื่องจากไม่ชอบการตามขบวนแห่ และกระแสสังคมปัจจุบันมากเท่าไหร่ และยิ่งอยู่ในโหมด anti-social ซึ่งอ้างว่าเป็นเพราะเป็นเด็ก home-school ก็ยิ่งหดหายไปไกล
ส่วนความรักแบบหนุ่มสาว ชาตินี้ไม่มีอยู่ในหัวเลย love after money ตลอด วันก่อนถูกพี่ที่ทำงานเก่าสอนสั่งเรื่องแต่งงานว่าให้เริ่มคิดได้แล้ว เพราะถ้าแต่งช้าถ่ายรูปออกมาหน้าจะเหี่ยว โอ ฟังแล้วก็อึ้งไป ถามกับมิ้งเนี่ยนะ กับมิ้ง! กับมิ้ง! ผู้ซึ่งไม่เค๊ยไม่เคยคิดอะไรแบบนี้ แล้วอีกอย่างอิฉันก็ยังอยู่ในตลาดอยู่เลย ข้ามช็อตไปกระมังคะ แต่ก็นั่นแหละ แอบนอกเรื่องนิด มิ้งคิดว่าถ้าจะแต่งช้า หน้าฉันก็ไม่เหี่ยวค่า โบ๊ะกันขนาดนี้!!!

การเงิน
ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองอย่างจริงจัง น่าจะข้ามข้อนี้ไปได้นะเนี่ย เดชะบุญที่ตอนทำงานรุ่ง ๆ ได้จุนเจือไปรอบ ๆ เยอะ ตอนนี้ก็ได้บุญกลับมาได้เงินเหล่านี้กลับมาจุนเจือตัวเองกลับ (และทำให้กล้าขอเงินแม่ด้วย ฮ่า ก็ช่วงนั้นให้แม่เยอะมากนี่คะ)

จบแล้วดีกว่า

Friday, December 14, 2007

[book review] Mystic And Rider

จริง ๆ แล้ววันก่อนตั้งใจจะไปดูหนังสือวิชาการแท้ ๆ แต่เนื่องด้วยหนังสือเหล่านั้นราคาแพงเกินจะซื้อมาเล่น ๆ มากไปหน่อย แถมบัตรสมาชิกก็ไม่ได้เอาไป สุดท้ายก็เลยลงเอยที่นิยายแฟนตาซีราคาถูกกว่ามาก หลังจากที่ได้พลิก ๆ อ่าน ๆ หนังสือประเภทแรกไปเรียบร้อย แปลกดีที่หลัง ๆ ถ้าไปที่สาขาเอ็มโพเรียมจะได้หนังสืออ่านเล่นมา และถ้าไปที่พารากอนจะได้หนังสือวิชาการ ทั้งที่สาขาแรกมีให้เลือกน้อยกว่าสาขาหลังเยอะ เป็นไปได้ว่า small is beautiful in someway! อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าไม่ได้อ่านหนังสือกลุ่มแฟนตาซีมาสักพักหนึ่ง และคราวหลัง ๆ ก็รู้สึกว่าจะเป็นหมวด urban fantasy มากกว่าพวก tradition one หรือแม้แต่ Adventure one เสียด้วย



ปกไม่สวยเลย ดีนะที่ไม่ได้ judge a book with its cover! ฮ่า!

Mystic And Rider (Book One of Twelve House Series)
by Sharon Shinn


ชนิด : Adventure Fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (Paperback) (Mar 2006)
จำนวนหน้า : 421 หน้า

เมื่อกษัตริย์ระแคะระคายถึงกระแสการต่อต้านและโค่นล้มบัลลังก์ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายส่วนของประเทศ จึงมอบหมายให้ Senneth ตัวเอกของเรื่องออกเดินทางเพื่อตรวจสอบความจริง และเพื่อหยั่งท่าทีของขุนนางทั้งหลายที่มีต่อกษัตริย์และความเป็นไปในการก่อกบฎไปพร้อมกัน

คณะเดินทางประกอบด้วย Senneth และเพื่อนอีกสองคนที่เป็น mystic หรือผู้ใช้เวทย์มนต์ กับ rider ซึ่งเป็นทหารพิเศษของกษัตริย์อีกสองคน จำนวนผู้ร่วมทางห้าคนเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ลงตัวและเป็นกลุ่มเดินทางที่กะทัดรัดทรงประสิทธิภาพ แต่ความจริงแล้ว ความเป็นจริงที่เหล่า mystic ทั้งหลายเป็นที่ระแวงและคลางแคลงใจไปถึงขั้นเป็นเป้าความรังเกียจหวาดกลัวจากเหล่าคนที่ไม่มีเวทย์มนต์ก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไป เมื่อ rider ก็ไม่ไว้วางใจตัว mystic ที่ตนร่วมเดินทางด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์รอบตัวบีบอัดเข้ามาทุกที แต่ละฝ่ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะทิ้งความระแวงแคลงใจที่มี และหันมาเชื่อใจกันแทน เพราะนั่นเป็นทางออกทางเดียวที่ทุกคนจะฝ่าวงล้อมศัตรูที่ล้อมกรอบเข้ามา ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา และมีชีวิตรอดกลับไปได้!

ต้องบอกว่าถูกใจและติดใจกับหนังสือในมือพอสมควร การดำเนินเรื่องค่อนข้างทำได้ดี และการบรรยายเล่าเรื่องก็สมกับที่ St. Louis Post-Dispatch บอกว่า Sharon Shinn ผู้แต่งเป็น “...engaging storyteller…” เพราะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตาม และจินตนาการภาพในหัวไปได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ หลายครั้งที่อ่านหนังสือ จะมีการอ่านผ่าน ๆ เพื่อเอาเรื่องให้เร็วและรู้ มากกว่าจะเป็นเพื่ออ่านละเอียดเพื่อเอาอรรถรส (พิสูจน์ได้จากครั้งชุด Black Magician และชุด Black Jewel ที่พยายามให้จบเร็ว ๆ แต่นั่นอาจเป็นเพราะมีอย่างละสามเล่มรวดในมือก็เป็นได้ ถ้าละเลียดอ่านอาจไม่รอด!) แต่ในการอ่าน Mystic And Rider การอ่านผ่านเร็ว ๆ ไม่สามารถทำได้เลย เพราะความเป็น engaging storyteller ของ Shinn ที่ทำให้อยากตามรายละเอียดการเล่าเรื่องของเธอไปเรื่อย ๆ และทำให้รู้สึกว่าถ้าอ่านข้ามไปจะพลาดความสนุกสนานที่อยู่ระหว่างบรรทัด

การสร้างตัวละครทำได้ดี ค่อนข้างสมจริงสมจัง และทำให้ชอบได้ ไม่ว่าจะเป็น Senneth ตัวเอกของเรื่องที่มีความพิเศษในการใช้ไฟ หรือ Tayse หนึ่งในสอง rider ที่ถูกส่งมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน หรือแม้แต่ตัวละครอื่น ๆ ลำดับเรื่องและสัมพันธภาพของตัวละครมีพัฒนาการดี และเป็นเหตุเป็นผลพอสมควร ตั้งแต่เริ่มเรื่องเปิดภาพที่แต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ความจำเป็นเฉพาะหน้าทำให้ต้องร่วมมือกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นก็ทำให้มีการเปิดใจให้อีกฝ่ายตามมา จากที่เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ก็กลายเป็นเพื่อนตายแทนกันในตอนท้ายได้ ซึ่งระหว่างนี้ สิ่งที่น่าพอใจอีกอย่างก็คือ การสร้างตัวละครที่สมจริงด้วยความเชื่อและแรงจูงใจในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งอธิบายลักษณะตัวละครไปพร้อม ๆ กับอธิบายการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากการสร้างสมดุลให้ตัวละครในคณะเดินทางด้วยบุคลิกและพื้นหลังที่แตกต่างกัน

เนื่องด้วยมีการพูดถึงกษัตริย์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และ Shinn ก็แทรกการเมืองและด้านมืดของการเมือง ซึ่งรวมถึง อำนาจ ความกระหายอำนาจ และการแสวงหาอำนาจลงไปพร้อม ๆ กับอารมณ์ขัน แม้ว่าจะต้องรู้สึกตื่นเต้นหรือเคร่งเครียดไปกับสถานการณ์การเจรจาต่อรอง แต่บรรยากาศในการอ่านก็ยังเบาได้อยู่ และหลายครั้งก็ทำให้ต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ติดใจก็คือ ความเกลียด และความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ และความแตกต่าง จริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงแค่ในหนังสือ พูดถึงชีวิตรอบตัวเราแค่นั้นก็ย่อมได้ และเรื่องนี้ก็ดูเหมือนว่าจะได้พูดไปหลายครั้งจนไม่น่าจะเป็นประเด็นให้พูดถึงซ้ำในการวิจารณ์หนังสือครั้งนี้อีกครั้ง พอ ๆ กับประเด็นการเชื่อตามอย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาประกอบจนถูกชักจูงเป็นเครื่องมือนั่นแล

---อย่างไรก็ตาม ต้องสารภาพว่าการวิจารณ์คราวนี้ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะพูดในเชิงนามธรรมที่ไม่เห็นภาพค่อนข้างเยอะ เป็นไปได้สูงว่าเพราะหลังจากนั้น ไปตาม Thirteen House ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด Twelve House มาอ่านต่อเนื่อง ทำให้การคิดถึง Mystic And Rider ในฐานะหนังสือเล่มหนึ่งค่อนข้างคลุมเครือ กลายเป็นการคิดถึงในฐานะ Twelve House Series เสียมากกว่า และดังนั้นก็ไม่สามารถแยกได้ถึงความเป็นอิสระของหนังสือแต่ละเล่ม - แต่บางที หลังจากวิจารณ์เล่มสองไปแล้ว การย้อนกลับมาพลิกอ่านหรือการแยกแยะหนังสือทั้งสองเล่มอาจจะดีขึ้น!

Friday, October 05, 2007

to live

To live is like to take a walk in a supermarket,
You never know how your shopping items will be.

You may get out full-handed with the things you
never really need
or you may get out empty –handed
with disappointment.

Still, I have found myself wandering
around with a few items.

Oh, you are in my shopping cart,
and I intend to get out with you!

* This piece of writing was written for a gathering card for my friends almost a year ago. Although the card went unfinished, the words itself presented my idea to life quite some degree. And so, it is worth putting in the blog today!
And yes, let’s hope I can finish the card itself soon! Got the core concept, only style needed along the way, people!

Tuesday, September 25, 2007

My Orange Cat

My Orange Cat,

You came to me late last night after disappearing for quite some time. My heart jumped with joy when I first saw you, yet bled to know that you are unwell. You ate little but lean on me, needing to be close. Oh, I held you, and you fell sleep on my lap. And I don’t want to do my ill-wishing. My only wish for you is to see you content and healthy. I love you to be my cat, and it should be possible now. I do not wish to own you, but to make sure you have warm shelter and nice meal. And please don’t scare me with the thoughts that you would one day no longer come to see me. You would one day die without me knowing!

Seeing you yesterday reminds me of the Fox and the Little Prince concept. When the fox told the Little Prince that the sounds of his steps made the fox hurry from the ground to meet him, and the regular hour gave the Fox an exact time to be happy; in that very sense, I am too connected to you. Is it your coming that lures me from my work? Or is it me who tempts you from your hiding? That does not matter at all. Only I know that I have tamed you and you have tamed me.

I reread my writing for you and found this rather clumsy and patchy . Yet the anxious mind is not at all functioning well, I shall bring back you my usual polished style once I see you well!

All my love,
Your tamer

PS. Your collar comes from me. Can you be officially my cat?

The Little Prince (Antoine de Saint-Exupéry, 1943) (see chapter 21)

My other writings for you
แมวที่หายไปและแมวที่เข้ามา
เจ้าแมวข้างบันได

Wednesday, September 19, 2007

Happy anniversary

ครบรอบหนึ่งปีการปฎิวัติของ คมช. แล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าผลกระทบทางตรงต่อตัวเราจะรุนแรงถึงขนาดนี้

คิดถึงตอนอยู่พาณิชย์ .. คิดถึงตอนทำงานเย็นวันที่ 18 ก.ย. ที่ยังเหมือนปกติ

เลิกงานค่ำ และแยกย้ายกันกลับบ้าน ด้วยความรู้สึกว่าจะเจอกันวันรุ่งขึ้นเหมือนเคย

แล้วก็ไม่เหมือนเคย

Somewhat I wish things could be different, or yet wish I should have been appreciated what I had had at that time more than I had been.

Miss the team, miss the time and miss the chance – that’s why I stay awake at this awkward moment!

Still, life is to go on, life keep on turning!

Friday, September 14, 2007

Feeling rather in love today

วันก่อนคุยกับคุณเพื่อน แล้วก็เอ่ยปากบอกเธอไปว่า ตกหลุมรักสถานที่ที่เพิ่งไปเที่ยวมา เธอก็ตอบกลับมาว่า อีกแล้ว ไม่ว่าจะไปไหน จะทำอะไร มิ้งก็ตกหลุมรักสถานที่นั้น การกระทำอย่างนั้น จะไปพม่า ไปเชียงใหม่ ไปพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าอะไรมิ้งก็ตกหลุมรักได้หมด ซึ่งจริง ๆ แล้วมิ้งก็รู้ตัวมาก่อนแล้วล่ะ เพราะที่บ้าน เวลาที่บอกว่ามิ้งตกหลุมรัก ทั้งแม่ทั้งน้องจะไม่ถามว่า “ใคร” แต่จะไปถามว่า “อะไร” แทน

ในแง่ของมิ้งเอง จริง ๆ แล้ว คำว่าตกหลุมรักเป็นคำที่ดีนะ ดูเป็นทั้งแรงบันดาลใจ แล้วก็ทำให้เปิดใจกว้างรับสิ่งใหม่ ๆ เพราะถ้าเรารู้สึกชอบพอถูกใจอะไรขึ้นมา เราก็จะทำได้ดี ทุ่มเท ใส่ใจ ใช่ไหม

ดังนั้น วันนี้ก็มาตกหลุมรักอีกวันดีกว่า :D

Saturday, July 07, 2007

[book review] Touch The Dark

หลังจากที่เดินวน ๆ อยู่ในคิโนะ เอ็มโพเรียมสักพัก ก็ได้ฤกษ์เดินไปเช็คสต็อคพวกแฟนตาซี ดูแล้วเบื่อพล็อต the chosen one saving the world fighting epic อยู่หน่อย ๆ แต่อยากหาอะไรอ่าน ก็เลยมาดู Urban Fantasy ต่อ เผื่อจะเจออะไรแปลกใหม่ แล้วก็เลยได้ Touch The Dark นี่มา จริง ๆ แล้วการตัดสินใจเลือกซื้อนี่ทำในเวลารวดเร็วมาก คือไม่ถึงสิบนาที



Touch The Dark
By Karen Chance

ชนิด : Supernatural/ Urban Fantasy
สำนักพิมพ์ : Roc (MM) (Jun 6 2006) ]
จำนวนหน้า : 320 หน้า


Cassandra Palmer มีพลังพิเศษ นอกจากเธอจะมองเห็นอนาคตได้แล้ว เธอยังสามารถมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณได้อีก และความพิเศษนี้ก็ทำให้เธอเป็นที่ต้องการตัวจากมาเฟียแวมไพร์ที่ต้องการใช้มันเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เวลาผ่านไปCassandra เติบโตขึ้นและเรียนรู้มากขึ้นจนสามารถหนีออกมาเป็นอิสระได้

แต่ช่วงเวลานั้นอยู่ได้ไม่นาน ตอนนี้แวมไพร์ที่เธอหลบหนีมารู้แล้วว่าเธออยู่ไหน และโทษของการหนีเช่นนี้มีสถานเดียวคือ “ตาย” เธอหนีมาได้แล้วครั้งหนึ่ง และครั้งนี้เธอจะหนีไปได้อีกหรือไม่

มิหนำซ้ำ โชคไม่ได้เข้าข้าง Cassandra สักเท่าไหร่ สภาแวมไพร์จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการสะสางหนี้ครั้งนี้เสียด้วย ดูเหมือนว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังมากกว่าที่เธอคาดคิดและพร้อมจะรับมือเสียแล้ว

และที่สำคัญ เธอจะเชื่อใจใครได้ไหม และจะเลือกข้างอย่างไร

สารภาพว่าตอนแรกที่อ่านหงุดหงิดแทบจะปาหนังสือทิ้ง เพราะตามจังหวะการเล่าเรื่องของ Cassandra (ผ่านมุมมอง “I”) ไม่ทัน เนื่องจากคุณเธอพูดไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยปะติดปะต่อกันมากเท่านั้นในสายตาของคนอ่าน แต่เมื่อผ่านไปสักพัก (กรณีนี้ร่วมสามสิบหน้า) พอเริ่มจับต้นชนปลายถูกและตามความเร็วในการคิดของเธอแล้วก็กลายเป็นว่าสนุกสนานไปกับการดำเนินเรื่องรวดเร็ว ฉับไวไป

นอกจากนี้ หนังสือก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องเหลือเชื่ออีก นั่นก็คือ หลัก ๆ เรื่อง paranormal มักจะเป็น genre ใด genre หนึ่งโดยชัดเจน ถ้าเป็นแวมไพร์ก็เป็นแวมไพร์ไปเลยอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่นมาเจือปน แต่นี่ เธอมีพลังพิเศษสองสามอย่างอย่างหยั่งรู้ สื่อสารกับวิญญาณ ฯลฯ ได้ แล้วยังมีตัวละครอื่น ๆ อย่างแม่มด fairy และเรื่องแปลกประหลาดอื่น ๆ ในเล่มอีกต่างหาก ถือว่าเป็นการผสมรวมกันไป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดี เพราะถ้ามองว่าเอามารวมกันแล้วเกิดเรื่องใหม่ก็ได้ หรือว่าเป็นการจับมังกรมาผสมกิ้งกือเอาเรื่องที่ไม่ควรรวมมารวมก็ได้

และก็เหมือนกับ Urban Fantasy ทั่วไป ที่ตัวเอกมักจะต้องทำเรื่องราวต่าง ๆ เพราะต้องทำ ไม่มีทางเลือก และสิ่งนี้ก็ทำให้ต่างไปจาก classic fantasy ที่มักจะทำเพื่อความดี รักษาความดี กำจัดคนชั่ว เป็น honour of the mind แบบนั้น อย่างในเรื่องก็เห็นได้ชัดมากว่าต้องทำเพราะต้องการรักษาชีวิตของตัว และจากมุมมองนี้ก็ทำให้ตัวเอกของเรื่อง practical มาก ๆ เห็นภาพรวมสถานการณ์ชัด และตัดสินใจเลือกได้ โดยไม่ค่อยมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องได้ ซึ่งถือว่าทำให้เป็นตัวละครที่เลือกว่าชอบได้อีกตัวหนึ่ง

การตัดสินใจเลือกข้างและสถานการณ์คลุมเครือไม่สามารถจะจำแนกได้ว่าใครเป็นมิตร หรือศัตรูก็สนุก เพราะตัวละครในเรื่องค่อย ๆ ปรากฏออกมาทีละตัว และผู้อ่าน (ตามมุมมองเล่าของ Cassandra) จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใครเป็นอย่างไร ทำให้ต้องมีการคาดเดาและเลือกเข้าข้างตัวละครเหล่านี้เป็นระยะ ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่สามารถคาดเดากับตัวละครได้ แต่เมื่อเป็นการดำเนินเรื่องแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะว่าถ้าคิดตามอ่านตามก็จะสามารถเดาต่อไปได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น หรือกำลังเกิดเป็นส่วนใหญ่ แต่แม้จะรู้ได้แล้วก็ไม่ทำลายเรื่องแต่อย่างใด

อีกสิ่งหนึ่งที่แปลกกว่าหนังสือเล่มอื่น ๆ ก็คือ Touch The Dark ใช้ตัวละครในประวัติศาสตร์หลายตัวมามีบทบาทในหนังสือใหม่ในฐานะแวมไพร์ และก็เติมแต่งลักษณะบุคลิกภาพใหม่ลงไป ทำให้รู้สึกแปลกที่เห็นบุคคลเหล่านี้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนไม่ใช่คนที่เราได้อ่านพบมาตั้งแต่เด็ก (ซึ่งอาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งนั่นก็เพราะเราไม่เคยได้รู้จักบุคคลเหล่านี้ในฐานะคนเลย)

นั่นแหละ จริง ๆ แล้วกะว่าจะอ่านแล้วหลับไม่เกินตีหนึ่ง แต่พอรู้ตัวอีกทีก็ใกล้สว่างแล้ว ทำให้ไม่เคยวางหนังสือก่อนจบเล่มได้เลยคะ? คราวหน้าถ้าจะเริ่มอ่านอะไรสักอย่างควรจะเป็นกลางวันจะได้ไม่กินเวลานอนเช่นนี้ แต่นะ ก็ถือว่าพอใจพอสมควร

สรุปในหนึ่งประโยคว่า A fine mix-up!

ปล. ตอนนี้ชุด Cassandra Palmer ออกมาแล้วสองเล่ม กะว่าจะไปเอาเล่มสองมาอ่านพรุ่งนี้ ก็คงได้รีวิวกันต่อไป

Saturday, June 30, 2007

A modern girl

By Sing-Sing, ‘Sing-Sing And I’ album, 2005.

I'm just a modern girl,
Trying to get along in a modern world
I'm just a modern girl,
Trying to work it out in a modern world

I know, you know we're held in high esteem
But baby, you'll see that things aren't what they seem

And I've been lying on my side
But lately on my own
'cause everything I touch is made of stone

You know, I know technology's so sweet
But baby, maybe it’s us you owe a treat

And when we find we have a choice
There's nothing to select
Too much cause and not enough effect

And then the walls come trembling down
I cling to my ideals
And though I'm not as tall as you
I soar in my high-heels

E.Anderson

Just had a chance to get alone with the lyrics, and simply found out that I am so in love with the idea presented in the song. “We are all modern girls who are all trying to get along in a modern world…”, but then, are we leading our lives as they should be? We might all get along by running chasing after something unreal to our lives, or something unreal to our minds. We might even de-value the things with real importance to us! Technology can be sweet, money can be sweey, when we are all in this modern world cherishing capitalism and consumerism. But then, are thing go the way they seem?

PS. Love the little touch they add to the song.
“And though I'm not as tall as you, I soar in my high-heels”

Sing-Sing website
Sing-Sing's my space

sweet creature

Sweet, sweet creature,
Oh, run, run to me.

Sweet, sweet creature,
I love your black fur.

Sweet, sweet creature,
Oh, you are mine!

no balances

Oh, I seem to find no balances between us,
Oh, I seem to find no balances with you.
I love the swings, I love the motions,
I love the vibrations.

Still, the fluctuations are all in between,
I love the swings, I love the motions,
I love the vibrations.

But I seem to find no balances with you.
Should I let them go?
Should I be out of my control?

Oh, the swings, the motions,
The vibrations,
They all can come in between.

My head, my heart,
They all just spin.

Thursday, June 07, 2007

Given Up

Linkin' Park,
Minutes to Midnight album, 2007

Wake in a sweat again
Another day's been laid to waste
In my disgrace
Stuck in my head again
Feels like I'll never leave this place
There's no escape

I'm my own worst enemy

I've given up...
I'm sick of living
Is there nothing you can say?
Take this all away
I'm suffocating!
Tell me what the fuck is wrong with me!

I don't know what to take
Thought I was focused but I'm scared
I'm not prepared
I hyperventilate
Looking for help somehow somewhere
And no one cares

I'm my own worst enemy

I've given up...
I'm sick of living
Is there nothing you can say?
Take this all away
I'm suffocating!
Tell me what the fuck is wrong
with me!

GOD!

Put me out of my misery
Put me out of my misery
Put me out of my...
Put me out of my fucking misery!

I've given up
I'm sick of living
Is there nothing you can say?
Take this all away
I'm suffocating!
Tell me what the fuck is
Wrong with me!

**World, Linkin’ Park is back with their third album just now. And though their music and rhythm go a little bit soft this time, the mantra still captures me, and somewhat still rescues my need to release as well. I am still in the very first phase of listening to the album, yet ‘Given up‘, ‘Shadow of the day’, as well ‘Valentine’s day’ already soothe me, smooth me! Oh, they come into rescue and I’m the one who needs that rescue!

Friday, May 18, 2007

long, long tag

แก้ไข/ เพิ่มเติม 02/11/07
จริง ๆ แล้ว กะว่าจะโพสต์แล้วโพสต์เลย ปล่อยไปตามยถากรรมนะนี่ แต่ทำไมกลายเป็นเรื่องที่มีคนมาอ่านเยอะ และเยอะขนาดนี่เจ้าคะ อนิจจา ก็เลยเห็นควรจะมีการเปลี่ยงแปลงแก้ไขบ้าง น่าจะดี
ไม่เคยใส่เลยว่าที่มาของ tag แสนยาว 50 ข้อนี่มาจากไหน ว่าจะใส่แล้วก็ลืมทุกมี พี่จูน – moneypenny นั่นไง เอามาให้ แล้วก็สะใจรอดูคำตอบยาว ๆ (อ่านจนชีวิตจะหาไม่ไมก็ไม่รู้ มตป. ไม่ทำอะไรให้เป็นเรื่องเล็กอยู่แล้วนี่คะ :D :D :D)
ดูแก้ไขตัวสีก็แล้วกัน
แล้วก็ไม่ได้เขียนให้ใครอ่าน เขียนไว้อ่านเลย เพราะชอบเล่นตอบคำถามมาก ๆ

ถ้าคิดว่าจะได้อะไรตื่นเต้น เร้าใจ ขอให้คิดใหม่ เพราะมันจะน่าเบื่อมาก ๆ ระดับหนึ่งค่ะ!แล้วก็ยาวที่สุดในโลกด้วย

1. ที่มาของชื่อและความหมาย
---ชื่อแปลว่าที่รักของแม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า แม่เห่อและดีใจขนาดไหนตอนมีลูกสาว ไม่ขอเขียนชื่อจริงก็แล้วกันเพราะว่าชื่อแปลกมากจนไม่ค่อยมีคนซ้ำ เดี๋ยวตามตัวได้ ฮ่า :D ส่วนชื่อเล่นจริง ๆ มาจาก “มุ้งมิ้ง” ที่แปลว่า เวลาพลบค่ำ เพราะเกิดตอนเย็นพอดี

2. อายุ
---ยี่สิบเกือบจะปลาย

3. สถานที่เกิด
---กรุงเทพฯ

4. มีพี่น้องกี่คน
---สองคนพี่น้อง เป็นลูกคนโต มีน้องชายอีกคน สนิทกันมากจนคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเกิดเป็นฝาแฝดกันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ถึงเป็นแฝดไม่เป็นแฝด เราก็เป็นหนอนในท้องกันและกันไปแล้ว ล่าสุด มีคนสองสามคนมาทักว่าเป็นแฝดกันหรือเปล่า หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนกันมากขนาดนั้น หรือจะเหมือนก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ บุคลิกหลายอย่างเหมือนกันแน่ ๆ มาดูท่านั่งตอนกินข้าวจะเห็นชัดมาก ๆ :D :D

5. ฉายาขำ ๆ ที่เพื่อนเรียก
---ไม่ค่อยมี มักจะจิกกัดกันด้วยวาจามากกว่าฉายามังคะ

อืม สองสามวันก่อน เพิ่งถูกเรียกอีกทีว่า “เมียญี่ปุ่น” หลังจากไม่ได้ยินมาหลายปี คนที่เรียกเรียกเพราะว่า เวลาทำกับข้าวกินด้วยกันในหมู่เพื่อน ๆ แล้วหลังกินข้าวเสร็จจะลุกขึ้นมาเก็บของล้างจานทันที ไม่ใช่เพราะรักสะอาดหรือขยัน แต่เพราะว่าไม่ชอบเห็นของที่กินเหลือ หรือจานชามสกปรกกอง ๆ อยู่หน้าตัว (เอ หรือจะเจ้าระเบียบจริง ๆ หว่า ก็ชักไม่แน่ใจ แต่จริง ๆ ถ้าทำทีหลัง มันก็อาจจะหนืดได้) ชื่อนี้ติดใจเพราะไม่คิดว่าเราจะเข้าข่ายแบบนี้ได้ แต่เพื่อนบอกว่าเข้าข่ายและใช่ ใช่ ใช่ ทำมันตั้งแต่ซื้อของ-เตรียมของ-ทำกับข้าว-จัดสำรับและล้างจาน ถ้าไม่ใช่จะเป็นอะไรได้ อาทิตย์ที่แล้ว น้องเพิ่งพูดขึ้นมา เพราะกินข้าวด้วยกันเสร็จแล้ว อิฉันเป็นบ้าลุกขึ้นมาล้างจากทำความสะดอาดทันที ขณะที่คนอื่นยังนั่งหน้าทีวีสบาย ๆ หลังอาหาร ก็ไม่ชอบนั่งหนืดเฉย ๆ นี่คะ

6. Hobbies & Life Style
---เรื่อย ๆ มังคะ เห็นอย่างนี้ก็เถอะ เป็นคนที่เนือยที่สุดคนหนึ่ง แต่สันนิษฐานว่าเป็นพวก home girl นิดหน่อย ถ้ามีหนังสือดี ๆ เพลงที่ชอบก็อยู่บ้านได้แล้วล่ะ หลัง ๆ ออกนอกบ้านมากขึ้นแต่ก็ยังถือว่าอยู่บ้านเยอะอยู่ดี เพราะบางอารมณ์เป็นพวก anti-social – แล้วก็เหมือนว่าช่วงนี้จะเป็นบ่อย อยากอยู่ในที่ที่เงียบ ๆ สงบ ๆ ได้ยินเสียงตัวเองคิด ฮ่า ประมาณว่าอารมณ์กางร่มอยู่ในฝนคนเดียวกลางสวนสาธารณะ

งานอดิเรก ก็ illustrator นั่นแล เป็นหลัก เมื่อก่อน เรียนปั้นเซรามิคบ้าง เรียนเพ้นส์จานบ้างแต่พวกนี้ทำที่บ้านไม่ได้ก็เลยรา ๆ ไป กำลังจะหาอะไรทำเป็นงานอดิเรกแบบที่ทำได้ที่บ้านมาทำอยู่ แต่ยังคิดไม่ออก
Life Style เกรงว่าจะเป็น new age เพราะออกไปทาง spiritual เหลือเกิน ดังเช่น ฝึกจี้กง (ฟังดูแก๊แก่ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ต่างจากโยคะแท้ ๆ)

7. สถานที่ไปช็อปปิ้ง
---ถ้าจะช็อปจริง ๆ ก็ไปได้ทุกที่ แต่ที่ ๆ ไปแล้วซื้อของบ้าเลือดน่ากลัวมาก ก็คือ ตลาดนัดทั้งหลาย เนื่องจากจะซื้อได้ทุกอย่างทุกทาง ตั้งแต่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ไปจนถึงจานชาม และผักสดผลไม้ ยิ่งอย่างหลัง สามารถเหมาซื้อมาหมด เพราะสงสารแม่ค้าพ่อค้า จนถึงขยายต้องแจกคนอื่นไปก็มี หรือมิฉะนั้น ด้วยความที่ชอบผัก ก็จะอยากได้ทุกอย่างตั้งแต่สาระแหน่โหระพา ผักชี ไปจนถึงกวางตุ้ง ผักโขม แล้วก็มะเขือเทศ แครอท พูดง่าย ๆ ว่าเห็นผักเป็นไม่ได้
ที่อื่น ๆ ก็สยาม สีลมตอนกลางคืน หรือไม่ก็ห้าง แต่ก็แล้วแต่ด้วยว่าคำว่าช็อปปิ้งหมายถึงว่าซื้ออะไร

8. โรงภาพยนตร์
---ไม่ชอบดูหนังอย่างยิ่ง เพราะถือว่า brainwash ด้านจิตใจ ถ้าเลือกได้ขออ่านหนังสือดีกว่า (บอกแล้วว่า anti-social แล้วก็อคติสูง) แต่ถ้าจะต้องไปดู ไปไหนก็เหมือนกัน เอาสะดวกเป็นหลัก

9. คำ 3 คำที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ
---wacky-hyperactive (หรือเป็น vivacious ดี เพราะคนอื่นชอบใช้คำแรกเวลาพูดถึงอีฉันมากกว่า?)-temperamental น่าจะอธิบายได้ในตัวเองแล้วกระมัง แต่ละคำ

10. กิจกรรมที่ชอบทำ
---ข้อข้างบนน่าจะอธิบายไว้แล้วมังคะ

11. web ที่เข้าบ่อย
---Gmail เพราะตั้งเป็น default หน้าหลักไว้ อื่น ๆ ก็แล้วแต่วัน เพราะขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรอยู่ ถ้าทำงาน ก็อาจจะพึ่งพวก dictionary บ้าง พวก references บ้าง ถ้าอัพบล็อกก็ bloggang โดยเฉพาะ mingki.bloggang.com ฮ่า โฆษณาซะ! ถ้าวาดรูป อืม... เอาเป็นว่า google แล้วกัน เพราะ search บ่อย มีคนบอกว่าใช้ google หาของได้เก่งมาก ก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า

12. สไตล์การแต่งตัว
---เกรงว่าจะเป็นแบบ practical คือเน้น function เป็นหลัก เช่น ถ้าเดินหนัก ๆ อิฉันจะใส่ผ้าใบ ถ้าหนาวก็มีผ้าพันคอ อะไรแบบนี้ ลึก ๆ แล้วเป็นอารมณ์ขี้เกียจแต่งตัวมาก ยกเว้นนัดเพื่อนนัดฝูงไว้ ก็จะต้อง dress up มาเล็กน้อยถึงมาก มาก มาก ส่วน style? เกรงว่าจะไม่มี เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าแต่งตัวเองอะไรอยู่ แต่งไปตามใจฉัน แต่ถ้าชอบมาก ก็คือ street/ mild punk กับ vintage แต่ปัจจุบัน คล้ายว่าจะเซอร์แบบเป็นซาก ไม่งามๆๆ

ตอนนี้ติดรองเท้าผ้าใบมาก ไม่ได้ใส่ส้นสูงเลย แล้วพอกลับมาใส่อีกทีก็ไม่ชิน กำลังเครียดว่าจะทำอย่างไรดีอยู่

13. คุณใช้โทรศัพท์รุ่นไหน / เสียงเรียกเข้า
---Sony-Ericsson รุ่นเก่า ไม่อยากเปลี่ยนใหม่ เพราะเป็นพวกผูกพันกับของที่ใช้อยู่ด้วยกันอย่างสูง และไม่รู้จะเปลี่ยนไปเพื่อเหตุผลอะไร เพราะไฮเทคมากไปก็จะไม่ได้ทำอะไรนอกจากโทรออก-รับสายเข้าเป็นหลัก เสียงที่เรียกเป็นเสียงกริ่งแบบ old phone ชอบมาก ๆ รู้สึก unique แล้วก็ attitude ดี - ถ้าไม่รู้สึกไปเอง

14. ของสะสม
---หนังสือ (เดาได้ไม่ยาก) แล้วก็เหมือนจะเป็นแหวน รู้ตัวอีกทีเป็นคนชอบแหวนไปแล้ว ดังนั้น ถ้าเจอที่ไหนถูกใจก็จะซื้อมาเก็บ แต้ถ้าถามคนที่บ้าน คงถูกประนามว่า รองเท้าอีกอย่าง (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ของสะสมแท้ๆ ) อื่น ๆ ก็เป็นจานชาม ... เอ คำว่า ของสะสม คืออะไร คือของที่ซื้อมาบ่อย ๆ หรือของที่ซื้อมาเก็บให้ได้เยอะ ๆ เพราะความชอบ ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน อ้อ เหมือนว่าจะสะสมพวกสครับอีกอย่างค่ะ ทั้งสำหรับตัว และสำหรับหน้า (รวมถึง mask และพวก peel off) เพราะถ้าเจอที่ไหนถูกใจก็ซื้อ มีข้อดีคือเวลาอาบน้ำมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้มากมายไม่มีเบื่อ กับเปลี่ยนได้ตามความต้องการและอารมณ์ แต่ข้อเสีย คือ ถ้าช่วงไหนซื้อมาก ๆ จะใช้ไม่ทัน ตอนนี้เวลาพยายามไม่ให้เกิน 15-20 ตัวต่อช่วง กับพยายามใช้ให้หนักมือ จะได้หนักแล้วซื้อใหม่ได้เร็ว ๆ ฮ่า ;D

ปล. อืม เกิดสงสัยว่าคำว่าสะสมต้องเป็นสะสมแบบรู้ตัวว่าสะสมหรือเปล่า ถ้าไม่รู้ตัวจะเรียกว่าสะสมไหม แล้วความหมายของคำว่าสะสมคืออะไร เพราะอย่างทั้งหนังสือ แหวน หรืออื่น ๆ ก็ไม่ได้ซื้อมาเพราะคิดว่าจะสะสม (ในความหมายที่แปลว่าอยากมีให้มาก ๆ ) แต่เป็นเพราะชอบและอยากได้มาครอบครองโดยมิได้มุ่งปริมาณแต่อย่างใด – philosoplising me อีกแล้ว!

15. สีที่ชอบ
---โทนฟ้า เขียว ก็แล้วสีส้ม

16. เวลาเหงา ๆ สิ่งแรกที่จะทำ
---วาดรูป เนื่องจากความเหงาและอารมณ์ต่าง ๆ เป็นแรงบันดาลใจได้ดี หรือมิฉะนั้นก็โทรศัพท์หรือส่ง msg หาใครสักคน ... หลัง ๆ ทำบ่อย คือมองดูแมวที่บ้านว่าทำอะไร อย่างไร แล้วสังเกตพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จับตามองดูบุ้งกี๋ สักพักก็สบายใจหายเหงาแล้ว

17. ชอบดูหนังแนวไหน และหนังที่ประทับใจ
---ตอบไปแล้วว่าไม่ชอบดูหนัง แต่ถ้าดู และถ้าต้องดู ชอบหนังที่ทำให้คิด แต่ก็ทำให้อบอุ่นในใจไปได้พร้อมกัน คือ ไม่ tough กับชีวิตมากไป อย่างไรก็ตาม แอบติด pop culture เพราะชอบ Shrek 2 กับ Monster Inc. มีแต่พวกการ์ตูนอนิเมทั้งนั้น!

18. ชอบฟังเพลงแนวไหน แล้วเพลงที่ชอบมากที่สุด
---ฟังได้หลายแนว สบาย ๆ ตั้งแต่ Jim Brickman เล่นเปียโน Dave Koz เป่าแซก/ แล้วก็พวก bossa nova โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของ Clementine (หรือเธอไม่นับอยู่ในพวกนี้หนอ เป็น easy-listening แทน?)/ แล้วก็พวกเสียงใส ๆ ของนักร้องผู้หญิงอย่าง Ayo, Mocca, My Little Airport / Italian Pop อย่าง Laura Pausini หรือ Eros/ พวก Indie Pop อย่าง Swan Dive ก็ชอบ/ Dance กระจาย ก็ใช่ อย่าง Kylie, Aqua, Daze รวมไปถึง Jessic Folker, Sophie Ellis Baxter แล้วก็พวก Disco 80’s / Pop Rock ก็ใช่ อย่าง Evan and Jaron, Binocular (เอ๊ะ ฝ่ายหลังเป็นไหมหว่า)/ Indies เลย อย่าง Sugar Ray, Smash Mouth, Travis,Wheatus หรือ Fool’s Garden ก็ชอบ/ แล้วก็ Linkin’ Park
ปล. เป็นคนที่แบ่งแนวได้ไม่เป็น ใช่ไม่ใช่ก็ไม่รู้!!!!

ฟังได้เรื่อย ๆ นะคะ ถ้าชอบ แล้วแต่อารมณ์ แต่หลัง ๆ ทำไมฟังเพลง bossa nova กับ easy listening เยอะไปก็ไม่รู้ แต่กำลังจะกลับไปหาแนวอื่น เพราะชักไม่สมดุลแล้ว อ้อ แล้วก็กำลังเรียนภาษาจีนเพิ่มก็เลยกำลังพยายามจะหาเพลง Pop จีนมาฟังอีกอย่าง ที่ฟัง ๆ ดูก็โอเคดี เพราะว่าความเป็น acoustic จะสูงกว่าเพลงวัยรุ่นบ้านเราโข ฟังง่าย ฮ่า ๆ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการและภาษาจีน!

19. เครื่องประดับที่ขาดไม่ได้
---นาฬิกา และแหวนแปลก ๆ ... หรือว่าใส่เสื้อยืดใส่ยีนส์ จะต้องมีสร้อยคอสร้อยข้อมือไม้ ๆ ด้วย

20. ของที่ติดสุด ๆ
---ติดแบบไหน? ติดโลชั่นกระมังเพราะไม่ถ้าไม่ทา จะรู้สึกตัวแห้ง และแสบมาก แล้วก็ถ้านอนต้องมีลิปมันอีกอย่าง อื่น ๆ ถ้าติด ก็แมวกี้ ถ้าอยู่บ้าน อยากให้แมวกี้อยู่ใกล้ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอน ถ้าไม่มีกี้อยู่ในห้องแล้วไม่ค่อยชิน

21. เพื่อนที่สนิทที่สุด
---จากคณะ

22. ชายหนุ่มที่ทำให้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
---ถ้าเป็นแบบ worst case เลย เคยมีอยู่คนเดียว เป็นเพราะเด็กด้วย ไม่น่าเชื่อว่าชอบคุณพี่คนนี้มาก ๆ ไม่ได้เจอกันนานหลายปี วันนั้นไปดูรูปก็ตกใจมากว่าพี่แกกลายเป็นลุงวัยกลางคนไปแล้ว โอ้ สังขารไม่เที่ยง! … แต่ อืม คำถามนี้ตอบยาก ถ้าเราหลงรักใครสักคน หรือแม้แต่มีความรู้สึกดีด้วย ก็ไม่แปลกที่จะทำให้ “ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” แล้ว ดังนั้นในแง่นี้แล้ว สำหนับเราทุกคน มันก็มีเป็นเรื่อย ๆ ได้หรือเปล่าหนอ?

23. ผู้ชายที่ดูดีในสายตาคุณ
---ข้อนี้ยากจัง – ถ้าเกิดว่าความรักทำให้คนตาบอดแล้ว พอรักแล้วก็ดูดีได้เองแหละ! ดังนั้นขอตอบว่าไม่รู้ แต้ถ้าจะให้ดีได้ง่ายที่สุด ก็ไม่เรื่องมาก แล้วก็อารมณ์ดีกระมัง

24. ความสามารถพิเศษ
---ตอนนี้คิดไม่ออก – อืม มันขึ้นอยู่กับคนอื่นมองเรามากกว่ามังคะ ให้คนอ่านมาบอกก็แล้วกัน น่าจะได้น่า

25. อาหารที่ทำอร่อยที่สุด
---อืม อืม อืม พูดยากเพราะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ที่เป็นตำนาน (ฟังดูเว่อร์เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำอาหารแล้ว) ก็คือซุปหัวหอม แล้วก็พาสต้าที่ทำแม้กระทั่งเส้นเอง น้ำสลัดใสสูตรของที่บ้านอีกอย่าง มีทั้งน้ำผึ้ง มัสตาร์ด ไวน์เวเนการ์ น้ำส้ม ลูกเกด หอมใหญ่ ฯลฯ ปรับเรื่อย ๆ จนถูกปากถูกใจคนที่บ้าน ก็พวกอาหารฝรั่งมังคะถ้าจะว่าไป อาหารไทยที่ทำอร่อยแทบจะไม่มี นอกจากไก่ย่าง หรือไม่ก็ยำวุ้นเส้นแบบใส่น้ำพริกเผา ก๋วยเตี๋ยวหมู ผัดขี้เมา จิ้มจุ่ม ... แล้วแต่น่ะ เพราะหลัง ๆ ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ เพราะไม่มีคนกิน อ้อ ทำพวกน้ำปั่น และ smoothie ทั้งหลายได้อีกอย่าง เมนูเด็ดเป็นพวก berry ปั่นแล้วใส่ grand manier ผสม แล้วก็มี House’s Punch อีกอย่าง แล้วก็พวกเหล้าผสม cocktails ต่าง ๆ ด้วย

26. ของที่เห็นแล้วต้องซื้อ
---หลายอย่างมาก – แล้วแต่อารมณ์ด้วยแหละ

27. สิ่งที่เห็นแล้วต้องยี้
---ยี้เพราะอะไร – ขยะแขยง? หงุดหงิด? ไม่พอใจ? ถ้าเห็นแล้วอารมณ์ขึ้นต้องเป็นละครไทยเห็น ๆ ไม่ชอบ และไม่ขออยู่ร่วมห้องที่เปิดละครเอาไว้ ได้ยินเสียงกรี๊ด ๆ ก็อยากกรี๊ดต่ออีกทอดแล้ว อารมณ์เสียๆๆๆๆ

28. หนังสือเล่มโปรด
---หลายเล่มมาก แล้วแต่ประเภทด้วย แต่ถ้านึกได้เป็นอันดับแรก ๆ ก็คือ Little Prince เพราะเป็นปรัชญาความสัมพันธ์ชีวิตมนุษย์ในสังคมดี โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วยหมาจิ้งจอก แล้วก็ The Greatest Miracle in The World ของ Og Mandino เป็น self-help ที่บอกให้รักตัวเองดี โดยเฉพาะที่บอกว่าให้ choose to grow, rather than rotten!

29. คำพูดที่ดีที่สุดที่คนอื่นพูดกับเรา
---เป็นคนร่าเริงที่ทำให้รอบข้างมีความสุขตาม – หลายคนพูดประโยคนี้ให้ฟังเสมอ ๆ

30. ประเทศที่อยากไปมากที่สุด
---หลายที่ อยากไปเที่ยวรอบโลก โดยเฉพาะที่ ๆ culture จัด ๆ ได้เห็นและเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละที่ด้วยตัวเอง

31. ปกติเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง
---ดึก หลังตีสอง พยายามแก้ทำเป็น Resolution มาหลายปีแล้วก็ไม่สำเร็จเสียที

32. ชุดที่ใส่นอน
--- เสื้อกล้ามกับขาสั้น

33. เวลานอนไม่หลับกิจกรรมที่ทำ
--- ลุกขึ้นมาเปิดคอมพิวเตอร์แล้วหาอะไรทำอีกสัก 2-3 ชั่วโมง (ไม่ดีมาก ๆ )

34. unseen เวลานอนต้องกอด
---แมวบุ้งกี๋ แหล่งพลังงานที่ทำให้มีความสุข หรือไม่ก็ไม่ต้องกอดก็ได้ ให้ได้แตะตัวบุ้งกี๋เป็นพอ

35. เรื่องที่เห่อล่าสุด
---ไม่มี แต่กำลังคิดว่าถ้าจะเอาภาษาจีนให้ได้ดีจริง ๆ จะไปเรียนที่คุนหมิงหรือไม่ก็ปักกิ่งสักพัก

35. สิ่งที่ทำบ่อยจนติดเป็นนิสัย
---เช็คเมลในตอนเช้า

37. นิสัยแย่ๆๆที่แก้ไม่เคยได้
---นอนดึก เป็นมาตั้งแต่เด็ก กับชอบผลัดวันประกันพรุ่งบางที กับนิสัย perfectionist หน่อย ๆ ถ้าทำได้ไม่ดี ก็ไม่ยอมทำต่อ แย่มาก ๆ

38. Idol ในดวงใจ
---เปลี่ยนเป็นพวก thinkers ได้ไหมคะ? ถ้าเช่นนั้นก็มี อ. กุลลดา เกษบุญชู/ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์/ Walden Bello/ Michael Klare/ Machiavelli/ Andrew Bacevich อืม ตอนนี้นึกไม่ค่อยออกกระมัง .. มาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ
นึกออกว่าตก Gramsci สุดที่รักไปอีกคน กรี๊ดดด ถูกพระเจ้าลงโทษแน่ ๆ
39. ศิลปินคนโปรด
--- Clementine/ Laura Pausini/ Sophie Ellis Baxtor แต่หลัง ๆ ก็ชอบว่า เอ้อ ต้องฟังคนนี้ร้องเฉย ๆ ไม่ได้ติดตามข่าวคราวอะไรนอกจากเรื่องเพลง หรือประมาณว่า แค่ฟังเพลงเฉย ๆ

40. ดาราคนโปรด
--- ถ้าเปลี่ยนเป็นนักเขียนคนโปรดได้ จะได้ Anne Bishop คนเขียวเรื่องแฟนตาซีแนวโหด ชอบสำนวน แล้วก็ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วดี สะใจเวลาเห็นพวกตัวร้ายรับกรรมแบบรับกรรม ฮ่า! เป็นพวกใจร้ายแล้ว

41. ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นที่สุดเวลาต้องทำอะไร
--- ไม่ชอบทำอะไรที่ต้องแข่งขัน แล้วก็เร่งกับเวลา แต่หลัง ๆ บางทีก็สนุกดี

42. สเป็กคนรู้ใจ
--- IQ ดี EQ เด่น -ยังกับคำขวัญโรงเรียน หรือจะบอกว่า ความรู้คู่คุณธรรมก็ได้!
อันนั้นเป็นหลัก ... แล้วก็มีข้อรอง ๆ ต่อ ๆ มาอีกเป็นหางว่าว

43. ดอกไม้ที่บอกถึงความเป็นตัวเรา
--- ใบไม้มากกว่า ไม่ค่อยชอบดอกไม้ ยกเว้นพวกสีแปลก ๆ หรือไม่ก็มัมสีขาว แต่นั่นก็ดูไม่ใช่ตัวเองอีกนั่นแหละ ถ้าไม่คิดอะไรมาก รู้สึกว่าตัวเองเป็นทานตะวันดี แบบร่าเริง เติบโต หรือรู้สึกไปเองก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ อยากเป็นใบซันนาดูแบบไม่ต้องทำอะไรก็เก๋ได้ในตัวเอง (ฟังดูแปลก ๆ !)

44. ถ้าวันแห่งความรักไม่ใช่วันที่ 14 กพ. อยากให้เป็นวันอะไร
--- ทุกวัน – ให้รักกัน และเผื่อแผ่กันให้มาก ๆ กับคนรอบข้าง

45. เปรียบความรักเป็น
--- แรงบันดาลใจ – เคยคิดเล่น ๆ ว่า “I love being in love, it makes one a better person.” ถ้ารักใครก็อยากทำตัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่แหละ

46. ถ้าเป็นชาย 1 วัน
--- ได้มากกว่าวันนึงไหม? ทำสิ่งที่การเป็นผู้หญิงทำไม่ได้ หรือไม่ควรทำ


47. เรื่องที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา
--- หลายเรื่อง แต่แพ้เรื่องคนแก่เดียวดายกับสัตว์รอเจ้าของมาก แค่คิดก็น้ำตาท่วมเป็นทะเล

48. ถ้าโลกแตกจะทำอะไร
--- ไม่ทำ – ไหน ๆ ก็ตายพร้อมกันทุกคน หรือไม่แน่ก็ให้คนที่รักมาจับมือกันเป็นวงกลม แล้วตายด้วยกันมั้ง? หรือไม่ก็พยายามไม่ตาย


49. อยากพูดอะไรมากที่สุดตอนนี้
--- ยาวดีแฮะ ที่ตอบไปก็ยาวด้วย จะมีใครอ่านไหวไหมเนี่ย ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้นเสียด้วย จริง ๆ กะว่าจะเลี่ยง ๆ บางข้อแล้ว กลัวคนอ่านรู้จักเราดีขึ้น ฮ่า! แล้วก็จริง ๆ ชอบเล่นอะไรแบบนี้นะเนี่ย ก็เลยสนุกดี ยกเว้นกลัวคนอ่านรู้เรื่องแล้วกลัว ฮ่า ฮ่า

50. ส่งต่อให้ใคร
อืม 1. แพนด้ามหาภัย
2. DropAtearInMyWineGlass
3. Brownie point
* แต่ทั้งนี้จะทำหรือไม่ทำก็ได้นะคะ เพรามันยาว และใช้เวลามาก หรือจะเลือกทำเป็นบางข้อก็ไม่ว่ากัน :D :D :D

Tuesday, May 08, 2007

The Confession of Alice: Draft Version

That very day,
I met a tiny white bunny,
Asking me, “Wanna live your way?”
And then, I started the journey.

Without a single regret,
I jumped into that chance.
Oh, another world to be met,
That could be a pleasing romance.

Falling in that living fantasy,
I acted without thinking twice,
There was no responsibility.
Neither was paying the price.

Happy as a fresh daisy,
Joyful as a dear baby,
There was nothing to worry,
Life made of no misery.

One day it appeared to me,
What actually did happen
Was my just-wrong philosophy
To shut in that nursing haven.

Then, my conscious was saying, “Nay,
This shall not be lasting, Girl.
It was time to stop the play,
And come back to the World!”

That’s all coming to my memory,
How I mis-lived my life,
So I’m telling you the story,
To act wise, and live nice.

* This piece had been first written almost a year ago, and then forgotton in the piles of files. Today, I found the poem by surprise and felt the drive to finish it. Still, I half-remembered how I began the story, but that might be somehow the reason behind Alice to run away from growing up, just very much like the way Peter Pan did – if I was not imagining that myself, or if that is something seen from my very point of view. I wish I could be like Alice, in the sake that she could then find the way back home to her world, which was in my very opinion, her senses!

And that came “The Confession of Alice: Draft Version”! Although it is not yet perfect, I am very much love the idea!

Friday, April 27, 2007

แมวจรจัด

แมวจรจัดแปลกหน้ามาข้างที่ข้างกำแพง
ให้ฉันโผล่หน้าออกไปดู
หลงทางมาจากไหน หรือถูกใครไล่มา
แต่ท่าทางจะหิวจนโซ
เอาข้าวคลุกปลาไปวางไว้
แล้วรีบกลับมาแอบดู
เธอไม่ไว้ใจฉัน แต่เธอหิวข้าว
ทำให้เธอยอมกิน

ฉันจะแกล้งเป็นไม่เห็นเธอ
แล้วเอาข้าวไปวางไว้ทุกวัน
เธอจะมากิน แล้วก็ไป

ฉันไม่ได้ต้องการรีบร้อน
ฉันอยากให้ผ่านไปตามสบาย
วางข้าว วางน้ำ วางปลา
ให้เธอกินเท่าที่อยากกิน
แล้วสักวัน เธอก็จะเปิดใจ

----------------

ฉันเอาข้าวไปวางที่ริมกำแพง
ทำเป็นไม่เห็นเธอที่แอบมองอยู่
แล้วเธอก็วิ่งไปกินข้าว
เมื่อเห็นฉันเดินห่างไป

ฉันแอบดูเธออยู่
ฉันเห็นเธอกินข้าว
แล้วฉันก็กลับเข้าบ้านมา

ฉันจะแกล้งเป็นไม่เห็นเธอ
แล้วเอาข้าวไปวางไว้ทุกวัน
เธอจะมากิน แล้วก็ไป

เมื่อเวลาผ่านไป
ฉันรู้ว่าระยะของเราจะใกล้กันมากขึ้น
และฉันก็สุขใจที่ได้รอ

และเธอให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ

ความโง่เขลา

ครั้งหนึ่ง
ฉันถามหญิงสาวตรงหน้า
ความโง่เขลาที่สุดคืออะไร
คือไม่รู้ใจตัวเองใช่หรือไม่

เธอมองหน้าฉันอย่างค้นหา
ถามฉันว่าฉันรู้สึกอย่างไร
ฉันบอกว่าสูญเสียเพื่อนไป
เพราะความหุนหันของเราทั้งคู่

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันก็ลังเล
สงสัยว่าเพราะความเขลาของฉัน
ยิ่งผ่านไป ฉันก็ยิ่งร้อนรน
และเสียใจกับผลของการกระทำ

ฉันไม่ได้คิดแล้วว่าใครผิดมากกว่ากัน
คิดแต่ว่าฉันไม่ต้องการผลเช่นนี้เลย
ฉันไม่รู้ว่าใครผิด หรือใครถูก
เว้นแต่ว่าฉันเสียใจ

เธอยิ้มปลอบใจฉัน
แล้วบอกว่าฉันก็มีเหตุผลของฉัน
เพื่อนของฉันก็เช่นเดียวกัน
และทำให้เราทะเลาะกัน

ไม่มีใครผิดหรือถูกกว่าใคร
เมื่อเราใช้เหตุผลพร้อมกับอารมณ์
ฉันผิด เพื่อนของฉันก็ผิด
ไม่ใช่ความผิดของคนคนเดียวเลย

เธอยิ้มอีกครั้ง
บอกว่าเราต้องควบคุมอารมณ์
ฉันได้บทเรียนของฉันไปแล้ว
และเธอหวังว่าฉันจะเปลี่ยนไป

ฉันยิ้มกับตัวเอง
ฉันได้บทเรียนของฉันไปแล้ว
และต้องสูญเสียเพื่อนไป
ฉันจะไม่ทำผิดเช่นนี้อีกเลย

Thursday, April 26, 2007

[book review] New Moon

New Moon
by Stephenie Meyer


ชนิด : Supernatural/ Young Adult/ Love story
สำนักพิมพ์ : Little, Brown Young Readers (August 21, 2006)
จำนวนหน้า : 608 หน้า


หลังจากที่ได้พูดถึง Twilight ไปเมื่อคราวที่แล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึง New Moon ซึ่งเป็นเรื่องต่อของ Twilight กัน

เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้

ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด – แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?

การตัดสินใจซื้อ New Moon เป็นการซื้ออย่างบ้าคลั่ง เพราะติดใจกับ Twilight มากพอสมควร และก็ต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังเมื่อมาอ่านเล่มนี้ ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะ Twilight พูดถึงความรู้สึกสดชื่นในอารมณ์รัก แต่ก็เป็นความรักที่สมหวังทำให้อ่านแล้วสบายใจ อารมณ์ดี ขณะที่ New Moon เป็นความรักที่ผิดหวังเฝ้ารอ เมื่อประกอบกับการเล่าโดยผ่าน Bella และการเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ของเธอก็เลยส่งผลให้ New Moon มีความรู้สึกหดหู่ เจ็บปวดแฝงอยู่ด้วย

อย่างที่บอกว่าเมื่อ Bella เอาตัวเองเป็นเกณฑ์ก็ทำให้หนังสือค่อนข้างน่ารำคาญในความรู้สึกของตัวเอง ถึงขนาดอ่านไปครึ่งเล่มแล้ว ต้องพลิกดูว่าเหลืออีกเท่าไหร่ เพราะทนอ่านต่อไปยากลำบากเหลือเกิน รู้สึกว่าคุณเธอจมอยู่กับความรู้สึกหดหู่เศร้าหมองมาก เอาตัวเองเป็นหลักมากเกินไป นอกจากนี้ เธอให้ความสำคัญกับ Edward มาก จนคนอื่น ๆ แม้กระทั่งพ่อของตัวเองไม่มีความสำคัญใด ๆ ไป และเมื่อแม้แต่เธอเป็นเพื่อนกับ Jacob และเหมือนจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปไกลกว่านั้น เธอก็ยังทำร้ายจิตใจเขาได้ด้วยการนึกถึงตัวเอง และ Edward มาก่อน โดยไม่คิดถึงความช่วยเหลือใด ๆ ที่เคยได้มาจากหนุ่มน้อย Jacob เลย

ประเด็นการละเลยคนสำคัญอื่น ๆ อาจจะเป็นประเด็นหลักอีกอย่างที่ทำให้หงุดหงิดกับ New Moon มากกว่าที่เป็น ถ้า Bella อยู่กับ Jacob เพราะแค่ต้องการใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน และต้องการคนมาแทนที่ Edward เมื่อจะถึงคราวต้องเลือก เธอน่าจะคิดถึงจิตใจคนเหล่านั้นที่เธอดึงมาเป็นเพื่อนบ้าง ถ้ามิฉะนั้น Bella ก็จะมีแต่เพียงความสัมพันธ์จอมปลอมกับคนรอบข้างเพียงเท่านั้น เธอไม่สามารถอยู่ในสังคมโดยแค่มีปฎิสัมพันธ์กับชายหนุ่มของเธอเท่านั้น – แต่ก็นั่นแหละ ที่วิจารณ์ออกไป อาจจะเป็นการวิจารณ์โดยไม่มองสาระหลักของเรื่อง ที่เป็นนิยายรักระหว่างคนสองคนก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ลำดับของหนังสือก็แสดงให้เห็นมิติของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองเช่นเดียวกัน จาก twilight ที่เป็นความรู้สึกแรกรัก ตามมาด้วย new moon รอยร้าวของความสัมพันธ์ Ellipse น่าจะเป็นช่วงลุ่มหลงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อตัวละครต้องลิ้มรสการแยกจากกันก่อนหน้า และก็ไม่แน่ใจว่าจะซื้อ Ellipse ดีหรือไม่ เพราะอยากเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์มากกว่า (ใจร้ายมาก ๆ – แต่ป้าไม่สนับสนุนความรักแบบทำลายตัวเอง self-destructive love )

หมายเหตุ
เจ้าของบล็อกวิจารณ์หนังสือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ดังนั้นจะทราบเกี่ยบกับหนังสือเล่มนั้น ๆ นอกเหนือไปจากด้านเนื้อเรื่อง และอรรถรสในการอ่านน้อยมาก ดังนั้น
1. ถ้าสงสัยเกี่ยวกับต้นฉบับภาษาไทย และ/ หรือตามหาหนังสืออยู่ ขอให้ข้ามไปถามที่สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียวเลยนะคะ ลองไปดูที่บล็อกสำนักพิมพ์ก่อนก็ได้ค่ะ
2. และถ้าสงสัยเกี่ยวกับหนังสือ และ Stephenie Meyer ขอให้ไปที่ เวบของเธอ เลยค่ะ
3. รบกวนลงชื่อ ที่นอกเหนือจาก Anonymous ด้วยนะคะ
ทุกคนเข้ามาแบบไร้ชื่อกันหมด ตามตอบไม่ถูกเลย TT

ขอบคุณมากค่ะ

Wednesday, April 25, 2007

[book review] แรกรัตติกาล Twilight

แรกรัตติกาล Twilight
สเตเฟนี เมเยอร์ เเต่ง/ เจนจิรา เสรีโยธิน แปล

(ปกจากฉบับภาษาอังกฤษ เพราะชอบมากกว่า)
สำนักพิมพ์ ปราชญ์เปรียว พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า 450 หน้า

ชนิด : Love story/ Supernatural/ Young Adult
สำนักพิมพ์ : Little, Brown Young Readers (October 5, 2005)
จำนวนหน้า : 512 หน้า

Bella สาวน้อยวัย 17 ปีตัดสินใจย้ายเมืองมาอยู่กับพ่อ หลังจากแม่ที่เธออยู่ด้วยตกลงใจแต่งงานใหม่ และที่เมืองนี้ เธอก็ได้เจอกับ Edward ชายหนุ่มร่วมโรงเรียนที่ดูเย็นชา ลึกลับแต่ขณะเดียวกันก็ดึงดูดเธอเสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนนอกจากความลับและปริศนาแปลก ๆ ที่ Edward ซ่อนเอาไว้ ครอบครัวของชายหนุ่มก็ดูจะมีเรื่องที่ต้องปิดปังไม่แพ้กัน และในที่สุด เธอก็ได้เงื่อนงำว่าครอบครัวนี้เป็นผีดูดเลือด แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้เธอเปลี่ยนแปลงความหลงใหลให้หันเหออกจาก Edward ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกคลั่งไคล้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Bella ฝ่ายเดียว ทางแวมไพร์หนุ่มก็ถูกดึงดูดไปหาเธอเช่นเดียวกัน และนั่นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจจัดการกับความรู้สึกที่แต่ละฝ่ายมี และเลือกว่าจะทำอย่างไร – จะปล่อยให้ความรู้สึกดื่มด่ำนี้เติบโตต่อไป และลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม หรือจะปล่อยให้ความพึงใจระหว่างมนุษย์กับผีดูดเลือดนี้สูญสิ้นหมดไป

หนังสือนี้เล่าผ่าน Bella ดังนั้น เราจะมองจากมุมมองของเธอเป็นหลัก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการดูจากมุมมองของตัวละครที่ยึดถือและคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในระดับหนึ่งก็ได้ แต่จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “การเป็นเรื่องรัก” ไม่ว่าจะเป็นความหมายว่ารักแรกหรือแรกรักก็ดี แรกรัตติกาลอธิบายความลุ่มหลงเช่นนี้ได้ดีทีเดียว การอ่านทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความรักความลุ่มหลงในวัยแรกรุ่นได้ผ่านตัวละครอย่าง Bella ที่คอยมองหาและเฝ้านึกถึงอีกฝ่าย และเมื่อต่อมา ผู้อ่านก็จะได้รับรู้ว่า Edward ก็มีอาการไม่ต่างกัน นั่นก็คือ เกิดความรู้สึกคำนึงถึง และให้ความสำคัญกับ Bella เป็นคนแรก และเมื่อทั้งคู่ยอมเปิดรับความรู้สึกของตัวเองและตัดสินใจพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เราก็จะได้เห็นช่วงเวลาตกอยู่ในห้วงรัก ที่คู่รักทั้งสองอยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เป็น moment of two ที่ตกอยู่ในความดื่มด่ำละเมียดละไมนี้เพียงสองคน

ความที่ Edward เป็นผีดูดเลือดก็ทำให้เขาสามารถทำหลายสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ และการที่ทีชีวิตอยู่มานานก็ยิ่งเสริมให้เขาเป็นตัวละคร - หรือในแง่ของ Bella เจ้าชายและคนรัก- ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่จะทำให้แรกรัตติกาลเป็นหนังสือรักเคลิ้มฝันน่าอ่านสำหรับผู้อ่านทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีเรื่องของความสัมพันธ์ทางกายมาเกี่ยวข้องอย่างหนังสืออ่านผู้ใหญ่ ซึ่งยิ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูบริสุทธิ์ใส

เนื่องจากได้อ่านหนังสือนี้เป็นฉบับภาษาไทย และเมื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า แรกรัตติกาล หรือ Twilight เป็นหนังสือที่เขียนให้ Young Adult อ่าน แต่ว่าบ้านเราแปลมาโดยเน้นเป้าหมายกลุ่มผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว (ดูจากการออกแบบปกและสำนักพิมพ์ที่พิมพ์) ก็เลยเกิดตั้งข้อสงสัยอีกแล้วว่าทำไมหนังสือหลายเล่มที่เขียนไว้สำหรับ Young Adult ในต่างประเทศ กลายมาเป็นหนังสืออ่านของ Adult ในบ้านเราเยอะเหมือนเกิน เป็นเพราะว่าเด็ก ๆ บ้านเขามีการคิดและมุมมองเข้าใจเรียนรู้โลกที่มากกว่า หรือเป็นเพราะผู้ใหญ่บ้านเรามีหนังสือให้อ่านน้อยเกินไปกันแน่ แต่ทั้งนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งและแข็งแรงผิดกันในประเทศเราและประเทศอื่นอย่างชัดเจน

อนึ่ง เนื่องจากคนเขียนได้เขียนเรื่องราวของ Bella และ Edward ต่อไป ในเรื่อง New Moon และ Ellipse และเนื่องจากชอบ Twilight แรกรัตติกาลพอสมควรก็เลยซื้อ New Moon มาอ่านต่อ หลังจากนี้จะเป็นการวิจารณ์ New Moon ต่อไป (ส่วน Ellipse ขณะนี้ ยังไม่ออก)

Sunday, April 15, 2007

[book review] The Twelve Kingdoms Vol.1

The Twelve Kingdoms Vol.1: Sea of Shadow (Hardcover)
By Fuyumi Ono (Translated/ adapted from Japan to English by Alexandra O. Smith and Elye J.Alexander)


(Thanks to Yueki in NYC for sharing her version of TW - I've got this one as well!)
ชนิด : Urban Fantasy (Young Adult)
สำนักพิมพ์ : Tokyopop (March 13, 2007)
จำนวนหน้า : 464 หน้า


หนังสือเปิดตัวด้วย Yoko ตัวเอกของเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวหัวอ่อนธรรมดา – เรียนเก่งเรียบร้อย และเชื่อฟังพ่อแม่ – เธอมีชีวิตที่เรียบง่ายมาตลอดจนกระทั่งฝันร้ายว่าถูกขบวนสัตว์ร้ายมากมายไล่เอาชีวิตมาเยือน และในแต่ละคืน พวกมันก็เข้าใกล้เธอเข้ามาเรื่อย ๆ แม้ว่าจะลืมตาตื่น แต่ความรู้สึกในตอนนั้นก็ยังตามเธอมา จนกระทั่ง Yoko ได้เจอกับ Keiki ชายประหลาดในชุดกิโมโนซึ่งบอกว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย

และกว่าจะรู้ตัว เธอก็ถูกดึงมาอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้ว Yoko ได้เจอสัตว์ประหลาดมากมายอย่างที่เธอเผชิญในฝัน และคราวนี้เธอก็ถูกบีบบังคับให้ต้องจับดาบขึ้นมาสู้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่เธอกำลังพยายามหาความจริงของเรื่องราวทั้งหมดจาก Keiki นั้นเอง Yoko กลับพลัดหลงจาก Keiki และมีเพียงดาบกับอัญมณีคู่ดาบเท่านั้นที่เหลืออยู่กับเธอ และหญิงสาวไม่มีทางเลือกใด ๆ นอกจากจะพยายามหา Keiki ให้เจออีกครั้ง พร้อมกับหาทางกลับไปสู่โลกที่เธอจากมาไปพร้อมกัน ๆ

การอยู่ตามลำพังในโลกที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อเธอไม่มีคนรู้จัก ไม่มีญาติมิตร หรือแม้แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่เธอเผชิญหน้าอยู่ และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นอกเหลือจากเหล่าฝูงปีศาจที่คอยไล่ล่าเอาชีวิตเธอแล้ว ชาวเมืองที่ Yoko พบเจอตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่มาจากโลกอื่นอย่างเธออย่างเปิดเผย และนั่นก็หมายถึงว่าเธอต้องดิ้นรนเพื่อที่จะเอาชีวิตให้รอดหนักกกว่าที่เคย!

ความสนใจแว่บแรกต่อหนังสืออยู่ที่ปกที่เหมือนจะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง หากแต่เมื่อหยิบมาดูจริงจัง ก็ต้องแปลกใจที่พบว่าเป็นนิยาย เรื่องราวที่เกิดในหนังสือ ซึ่งคือ ตัวเอกหลุดหลงเข้าไปในโลกต่างมิติเหมือนจะโครงเรื่องที่คุ้นเคย ซ้ำซาก หากเมื่อได้เริ่มอ่านกลับพบว่ามีความแปลกใหม่และท้าทายกว่านั้นมาก เพราะโดยมาก ในเรื่องการหลงไปสู่อีกมิติอื่นเช่นนี้ ตัวละครจะได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ์ตูนผู้หญิงหลายเรื่อง ที่จะมีตัวละครชายมากมายมาปกป้องดูแล

อย่างที่ได้บอกว่า ตัวเอกถูกบีบบังคับให้ต้องอยู่คนเดียว และเอาตัวรอดจากทั้งปีศาจและมนุษย์ในครึ่งแรก และสถานการณ์เหล่านั้นก็บังคับให้เธอต้องเข้มแข็ง และแข็งแกร่งขึ้น จากที่ลังเลที่จะต้องใช้ดาบประหัตประหารเหล่าปีศาจที่ไล่ตามเธอ กลายเป็นว่า Yoko เลือกที่จะ “กำจัด” เหล่าปีศาจนั้นโดยไม่ลังเล และด้านความสัมพันธ์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อชาวบ้านที่พบตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับเธอ และคนที่ดีกับเธอต่างก็ทำไปเพื่อหลอกใช้และหาประโยชน์จากเธอ จนทำให้ Yoko เลือกที่จะอยู่ในป่าเพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้าย ดีกว่าเข้าไปในเมืองและเผชิญความโหดร้ายจากมนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเธอ ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นส่วน coming of age ในลักษณะ realist ที่ Yoko ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาตัวรอดทั้งสิ้น และแม้จะฟังดูขมขื่น และโหดร้าย แต่เมื่อประกอบกับเรื่องราวความเป็นไปในเรื่องกลับประสานได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครึ่งหลัง ที่ตัวเอกได้รู้จักกับตัวละครอื่นในเรื่องที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนของเธอ และทำให้ความเชื่อมั่นในมนุษย์ของเธอกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม่

ครึ่งแรกของเรื่องเน้นเรื่องราวและการเติบโตที่จะกล้าอยู่เพื่อตัวเอง และปกป้องตัวเองจากอันตรายไม่ว่าจากปีศาจและมนุษย์ของ Yoko และเน้นให้เห็นการต่อสู้ภายในใจของตัวละครหลัก สถานการณ์ที่เธอเผชิญทำให้เธอต้องตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ และศีลธรรมภายในใจของเธอ โดยแสดงผ่านบทสนทนาตอบโต้กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง จากจุดนี้เราจะเห็นความมั่นคงและความเชื่อมั่นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ของตัวเอก

ในส่วนครึ่งหลังเมื่อมีผู้ร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นมา เป็นส่วนที่ปริศนาต่าง ๆ ในหัวของ Yoko ซึ่งรวมถึงสาเหตุที่เธอต้องหลงมาอยู่ในโลกต่างมิติเปิดเผยจนหมด และก็ถือว่าคนเขียนทำได้ดีที่ให้เธอเดินทางจนค้นพบและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จนเมื่อเธอมาค้นพบความเป็นไปต่าง ๆ ในภายหลัง ก็ทำให้หญิงสาวมีความกล้า และมีจุดยืนของตัวเองในการที่จะตัดสินใจต่อไป.
---
25.04.07

ไม่ได้เขียนเพิ่มเติมไปว่า หลังจากอ่าน Twelve Kingdoms เล่นนี้เสร็จ มีความสุขมาก ถึงกับบอกตัวเองว่าโชคดีและดีใจที่ได้รู้ภาษาอังกฤษ เพราะช่วยเปิดโลกให้ได้อ่านหนังสือดี ๆ หลากหลายขึ้นอีกมาก ซึ่งอันที่จริง ถ้าได้รู้มากภาษาก็จะเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการที่จะเสาะแสวงหาหนังสือดี ๆ ของแต่ละชาติมาอ่านเพิ่มเติม ทุกชาติทุกภาษามีหนังสือดีน่าอ่านน่าสะสมที่ไม่ได้แปลเป็นภาษาไทยหรือแม้แต่ภาษาอังกฤษด้วยกันทั้งนั้น และอันที่จริง ถึงแม้ว่าจะแปลมาได้ ก็อาจจะไม่ได้ความสมจริงและอรรถรสความเข้าใจดื่มด่ำในภาษานั้นมา แต่ก็นั่นแหละ ได้บางส่วน ก็อาจจะดีกว่าไม่ได้มาแม้แต่ส่วนเดียวก็ได้

อย่างไรก็ตาม จากที่ค้นในเนทเมื่อคืน ก็พบว่า บ้านเราก็มีการแปล Twelve Kingdoms เป็นภาษาไทยด้วย ตั้งแต่เดือนมกราแล้ว หากแต่เป็นการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยเลย (ทำโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมมิคส์โดยจัดอยู่ในประเภทเดียวกับกำลังภายใน) ก็เลยไม่แน่ใจว่าอย่างไรดี เพราะว่าฉบับภาษาอังกฤษมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอยู่เหมือนกัน และสิ่งนั้นก็อาจจะเกิดเช่นเดียวกับภาษาไทยด้วย คนแปลเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยก็ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจกับอรรถรสที่จะได้ แต่ประการสำคัญก็คือ ฉบับภาษาอังกฤษเพิ่งออกมาเล่มเดียวเอง และกว่าจะออกอีกก็อีกนาน โอ้!

Wednesday, April 11, 2007

จับผิดบล็อกแท็ค

สักพักมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธนวาคม 2549 การละเล่น blogtag ได้แพร่ระบาดไปทั่วบรรดาบล็อกทั้งหลาย โดยที่มีจุดกำเนิดมาจากคุณ Jeff Pulver ผู้ออกความคิดเห็นเก๋ไก๋มาว่าเหล่าบรรดานักบล็อกทั้งหลายรู้จักกันแค่บางด้าน และน้อยด้านมากเกินไป จึงอยากให้นักบล็อกทั้งหลายเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมาห้าข้อ และก็ส่งต่อข้อบังคับเหล่านี้ไปให้คนอื่น ๆ เพื่อให้บอกเรื่องราวของตัวเองมาต่อ ๆ ไปเป็นทอด ๆ

ใหม่ ๆ ที่ได้รับ tag นี้มาในระยะต้น ๆ ก็สนุกดีที่จะได้รู้เรื่องราวของคนเล่นบล็อกที่น่าทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่พอเล่น ๆ ไปก็เริ่มสงสัยว่ามันจะช่วยให้เรารู้จักกันได้มากขึ้นจริงหรือ หรือว่ามันจะมีประโยชน์มากขึ้นจริงหรือถ้าได้รู้จักกัน เพราะสำหรับประการแรกแล้ว สิ่งที่เราเลือกที่จะเล่าก็เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและวินิจฉัยของเราโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่เล่าไปจะมีระดับชั้นความสำคัญมากขนาดไหนก็ได้ และนั่นก็หมายถึงว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลยเมื่อได้รู้ เป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ไม่อาจทำให้รู้จักเราได้ดีมากขึ้น และสำหรับประการหลังเอง ก็สอดคล้องกับประการแรก เพราะการเล่นบล็อกของหลาย ๆ คนเป็นเพื่อปลดปล่อยตัวเอง และแสวงหาความชอบและผู้ที่มีความชอบคล้ายคลึงกับตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเปิดเผยตัวตนให้ผู้อื่นในบล็อกนั้น ๆ ได้รู้จัก อาจจะเลือกเปิดแค่บางส่วน หรือมากกว่านั้น ก็เป็นการโลดแล่นไปในบล็อกโดยที่ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยตัวเองให้ผู้อื่นได้รู้จักเลย ดังนั้นแล้ว เมื่อเรามาเล่นบล็อกโดยที่ไม่ระบุชัดว่าเราเป็นใคร ทำอะไร การเปิดเผยตัวตนด้วยความลับเล็กน้อยเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร เราจะไม่ได้รู้จักเขาดีขึ้นมากกว่าเดิมเลย เพราะทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับเขาเป็นศูนย์ตั้งแต่ต้นต่างหาก อีกอย่างก็คือ เราไม่ได้อ่านสนใจบล็อกของใครสักคนเพียงเพราะว่าเขาเป็นใคร แต่เราอ่านเพราะเราสนใจในข้อเขียนและมุมมองของเราต่างหาก และที่สำคัญ เรากำลังก้าวล่วงไปในความเป็นส่วนตัวและตัวตนที่อยากจะถูกปกปิดหรือเปล่า คนที่มาเล่นบล็อกเพื่อจุดประสงค์นี้ เพื่อความผ่อนคลายเช่นนี้ก็มี

* ก็แค่จับผิดไปเรื่อย blogtag มาเร็วเกินไป และที่สำคัญ การที่ระบุให้ส่งต่อให้คนห้าคนทำให้สิ่งนี้ระบาดรุนแรงมากไปในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้ผู้ที่ถูก tagged และออกมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมีมากเหลือเกินจนทำให้เฝือ และกลายเป็นเห็นเมื่อไหร่ อารมณ์เสียเมื่อนั้น หากค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป blogtag อาจจะมีวงจรชีวิตที่น่ารักกว่านี้ก็ได้

ช่วงหลัง มี tag อื่น ๆ ออกมาระบาดเพิ่มเติมมากขึ้น เห็นแบบนี้ก็เถอะ แต่ส่วนตัวเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมนี้อย่างรุนแรง การทำความรู้จักและรู้จักกับใครคนหนึ่งคนใด ต้องใช้เวลาและความพยายาม ความสนใจใส่ใจมากกว่าได้รู้ความลับห้าข้อ ซึ่งถ้าบอกในกติกาว่า … sharing five things about themselves that relatively few people know … ทุกสิ่งที่เอามาลงบล็อกไม่ว่าจะคนรู้มากรู้น้อยขนาดไหน ก็ถือเป็นความลับได้แล้ว เพราะคนอ่านไม่รู้จักอะไรตัวคนเขียนเลย

* ฟังดูเหมือนเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องสัมพันธภาพในบล็อก แต่ก็อย่างที่คิดนั่นแหละ ... การทำความรู้จักและรู้จักกับใครคนหนึ่งคนใด ต้องใช้เวลาและความพยายาม ความสนใจใส่ใจมากกว่าได้รู้ความลับห้าข้อเยอะ ดังนั้น เอาเวลามาใส่ใจสนใจกันแทนดีกว่า

Friday, April 06, 2007

Running in the wild

Running in the wild,
I think to myself and smile.
Oh, running in the wild,
I will free my mind.

Oh, running in the wild,
I will be a cheetah.
Oh, running in the wild,
I will then be a zebra.

Oh, running in the wild,
It will be great to look up high.
Oh, running in the wild,
Under that blue, blue sky.

Running in the wild,
Will you run, run with me?

Thursday, April 05, 2007

ความปรารถนา

ครั้งหนึ่ง
ฉันถามหญิงสาวว่า
ความปรารถนาที่รุนแรงที่สุดของเธอคืออะไร
เธอมองไปที่ชายหนุ่มใกล้ตัวเธอ
แล้วบอกว่า ขอให้ได้อยู่กับเขาให้นาน

ฉันหัวเราะ
บอกว่าเธอเป็นคนมักน้อย
บอกว่าเธอเป็นคนไม่มีความฝัน
สิ่งที่เธอต้องการช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

เธอยิ้มให้ฉัน
บอกว่านี่คือสิ่งเดียวที่ใจเธอต้องการ
เธอปรารถนาชายหนุ่มข้างตัวเธอ
ให้เธอได้อยู่กับเขาให้นาน
ได้รักกัน ให้ได้หัวใจของเขามาครอง
ไม่ใช่แค่วันนี้ ไม่ใช่แค่พรุ่งนี้
แต่เป็นตลอดไป

และที่สำคัญ
ความปรารถนาของคนคนเดียว
ที่ส่งผลถึงคนสองคน
เธอไม่ใช่คนมักน้อยเลย

Saturday, March 10, 2007

Can I get you right?

Can I get you right?
Is there anyway to reach you?
Here again, the feeling so blue,
I have nowhere to turn to.

You promise me,
With those sweet lies,
You pretended to be kind,
And I had been so blind.

You betrayed me,
You betrayed me.
And I’m falling.

You are no longer there,
And I’ll be soon over you.

รักฉันให้ดี

แมวที่รัก
เดินมาข้างหน้าฉัน
ก่อนกระโดดมาใกล้สายตา
เธอจ้องตาฉัน
แล้วบอกว่า
“รักฉันให้ดี
รักฉันให้ดี”

ฉันให้ปลากับเธอ
ให้นม ให้น้ำสะอาด
ให้ที่นอนนิ่มสบาย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด
ฉันเอาใจใส่เธอ
ฉันเข้าใจเธอ
ฉันพยายามเพื่อเธอ

เธอบอกฉันว่า
“เธอไม่ใช่สัตวเลี้ยงของฉัน”
ฉันบอกเธอว่า
“เธอไม่ใช่สัตว์เลี้ยง
เธอเป็นเพื่อน เป็นผู้รู้ใจ”

ดังนั้นแล้ว
เธอเอาใจใส่ฉัน
เธอเข้าใจฉัน
เธอพยายามเพื่อฉัน

และดังนั้น
เราไม่ได้เป็นนายของกัน
แต่เราอยู่ด้วยความผูกพัน
ความเข้าใจ และความรัก

และเธอบอกฉันว่า
“เธอรักฉันได้ดี
เธอรักฉันได้ดี”

---

I have got a cat,
And she says to me,
“Love me right.”

Oh, she needs a bowl of fish,
A bowl of milk,
And little tenderness.

Oh, she needs clean water,
A pillow to sleep on.
And little understanding.

She says to me,
“Love me right.”
And I say to her,
“Love her right.”

“Love her right”
‘Cos I love her.

ระหว่างทาง

ครั้งหนึ่ง
หญิงสาวบอกกับฉันว่า
เธอรักชายหนุ่มที่เธอเจอระหว่างทาง
ชายหนุ่มที่เธอรู้จักเพียงไม่นาน
แต่เธอก็หลงรักเขา
ความประทับใจ ก่อให้เกิดความลวงตา
และกลายมาเป็นความรักได้ในเวลาไม่นาน

เธอไม่ได้เจอเขาอีก
แต่ความรักนั้นเก็บอยู่เงียบ ๆ ในใจของเธอ
เป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มีให้ใครสักคนหนึ่ง
เป็นแรงบันดาลใจและพลังงานใจ
เป็นคนที่ให้ระลึกถึงและหัวใจอบอุ่นตาม

เวลาผ่านไป
เธอได้กลับไปยังที่เดิมอีกครั้ง
ได้เจอเขา
ชายที่ทำให้หัวใจเธอเต้นแรง
แปลกดีที่เขาไม่เหมือนภาพในใจของเธอเลย
และเขาก็จำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ

หญิงสาวสงสัย
ดีหรือไม่ที่ได้เจอชายหนุ่มในความทรงจำ
ดีหรือไม่ที่ได้เจอคนที่ระลึกถึง
หรือควรจะเสียใจที่ได้เจอ
แล้วทำให้ภาพในใจเปลี่ยนแปลงไป

แต่ความรักก็คือความรัก
ความรู้สึกดีที่เธอมีให้เขาก็จะอยู่ตลอดไป
แม้ว่ามันอาจเปลี่ยนรูปไปบ้างก็ตาม

Monday, February 05, 2007

บ้า SpellForce อีกแล้ว

และแล้วมันก็กลับมาใหม่ ความบ้าที่เกิดระหว่างการเล่นเกม เล่น เล่น เล่น … เล่นมันเข้าไป ... เล่นกันให้ตายไปข้างนึง... เล่น เล่น เล่น

ก็ว่าจะไม่เล่นเกมแล้วเชียว แต่ก็ดันบังเอิญไปเจอ SpellForce 2 เกมที่รักเกินข้ามใจได้ ก็เลยต้องเอากลับมาเล่น แล้วก็เพราะชีวิตยังมีสิ่งต้องทำก็เลย เล่นบ้าง พักบ้าง ไม่รีบไม่ร้อน เล่นมาเรื่อย ๆ ครั้งละด่านบ้าง ครั้งละครึ่งด่านบ้าง แยกสร้างยูนิตกับไปตี แต่แล้ว อาทิตย์ก่อนโน้นดูแผนที่ก็นึกว่าตาฝาด เพราะเล่น ๆ ไปพบว่าเหลืออีกสามด่านเท่านั้น โอ แม่เจ้า คราวนี้ใครมาว่าอย่างไรก็ฉุดไม่อยู่แล้ว ขอเล่น เล่นสถานเดียว! ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ก็เล่นมาราธอนไม่ได้สนใจอะไร แล้วก็ได้น็อคเกมสมใจ ถึงแม้จะไม่มีฉากจบระทึกใจ แล้วก็ไม่มีอะไรทำหลังเล่นจบก็เถอะ

ว่าแต่ว่า หลังจากนั้นก็ทำให้รู้ว่าเป็นพวกบ้า SpellForce จริง ๆ นะ เพราะว่าจะไปเล่นเกมอะไร ก็ไม่สนุก ไม่เร้าใจ ถูกใจเหมือนเกมนี้ แล้วที่ร้ายก็คือ เพราะว่ายังติดอยากอยู่ในโลก SpellForce ต่อไปก็ไปหาเกมบ้าบอมาเล่น (ช่วงเดือนนี้ซื้อจะอาทิตย์ละเกมแล้ว) แล้วก็ได้แต่ซื้อ ซื้อ เสาะแสวงหาเกมที่จะทำให้ปิติอิ่มเอมเหมือน SpellForce เสียด้วย แล้วก็พบว่าจะไปเล่นเกมอะไร ก็ไม่สนุก ไม่เร้าใจ ถูกใจเหมือนเกมนี้ combination RPG และ RPG ลงตัวถูกใจถูกอารมณ์เกินจะกล่าว ... ถึงแม้ต้องบอกว่าภาคนี้จะมีน้องเอล์ฟที่รักมาน้อยไปหน่อยก็ตาม แล้วก็เหมือนว่าการดำเนินเรื่อง เนื้อเรื่องจะเน้นความเป็น RPG มากกว่า RTS กว่าภาคก่อน (จำได้ว่าไม่ได้ทำอะไรเลย มัวแต่เก็บทรัพยากร ปลูกสิ่งก่อสร้าง แล้วก็สร้างยูนิต – ภาคนี้แทบจะไม่ต้องเก็บ เพราะมี pre มาแล้ว ทั้งของ ทั้งคน แล้วก็สร้างน้อยด้วย) แต่ก็ชอบอยู่ดี และชอบมาก ๆ เสียด้วย

ตอนนี้ก็รอลุ้นภาคเสริมอยู่ โอ้ โอ้ ออกมาซะดี Dragon Skins อยากเล่นๆๆๆๆๆ

ปล. ไอ้นี่เหมือนเขียน diary มากกว่านะเนี่ย

Friday, January 19, 2007

ไม่มีอะไรสูญเปล่า

แล้วก็ย้ายกลับมาทำงานที่สำนักงานเดิมอีกครั้งหลังจากระหกระเหินไปไกลมานาน ถ้าจะย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นที่เริ่มทำงานก็คงจะเป็นได้ว่า ได้เริ่มทำงานหลากหลายต่างลักษณะงานจริง ๆ ที่แรกที่เริ่มทำงานไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถสมกับที่เรียนมาเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นที่ที่สอนให้รู้จักเริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้อยู่ในองค์กรที่ดี มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดี ได้เข้าใจหลักการทำงานและการดำเนินการเสียเหลือเกิน หลังจากนั้นแห่งที่สอง ซึ่งเป็นที่ที่เหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อย้อนกลับไปดูก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้อีกแหล่งจริง ๆ เพราะได้เป็นคนจัดอบรมสัมมนาตลอดเวลา ได้เข้าใจขั้นตอนการจัดประชุม สัมมนา และการติดต่อประสานงาน หรือแม้แต่ได้เห็นหลักและวิธีการทำงานที่ต่างไปจากที่แรกให้ได้เปรียบเทียบ ทำความเข้าใจ แหล่งที่สาม แม้จะเป็นที่ที่อยู่น้อยที่สุด เพียงไม่กี่เดือน แต่ก็ถือว่าเป็นที่ที่รักที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะได้ทีมงานที่ดี ลงตัว และแข็งงานเสียเหลือเกิน และเพราะลักษณะงานที่ต้องคอยประสานติดต่ออยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ยิ่งเข้าใจความหมายและความสำคัญของคำว่าทีมงานกว่าที่เคยเป็น

แห่งที่สี่ อันเป็นที่ที่อยู่นานที่สุด ก็ยังสอนให้รู้จักกับการติดต่อประสานงานเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ครอบคลุมขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการมอบหมายหน้าที่เหล่านี้ให้เป็นหน้าที่หลัก ที่จะต้องประสานดูแลทุกคนให้ดีให้ได้ ต้องละเอียดรอบคอบ ซื้อใจและใช้คนให้เป็น และที่สำคัญก็คือ จะต้องรู้จักวางตัว ปรับเปลี่ยนบุคลิกท่าทางให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมา

ตอนนี้ถูกย้ายกลับมาที่สำนักงานเดิมอีกครั้ง แต่เมื่อได้มามองย้อนไปก็พบว่า ไม่มีอะไรสูญเปล่าจริง ๆ ทุกอย่างที่ผ่านตา ทุกอย่างที่ผ่านมากลับมาเป็นประสบการณ์ได้หมด ถึงในขณะนั้นเราไม่รู้สึกว่าเราได้ประโยชน์หรือว่าได้ผลชัดเจนทันตาก็ตาม และนั่นก็ทำให้กลับมาคิดทบทวนถึงมุมมองที่มีต่อโลกอีกครั้ง ทุกอย่างที่เราพบเจอเป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราก็จริง แต่หลายครั้งที่เราซึมซับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมด เพราะอคติบางอย่างในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกต่อต้าน ไม่พอใจ ซึ่งถ้าปรับเปลี่ยนได้ เราจะเห็นว่า หลายอย่างเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเผชิญอยู่แล้ว ดังนั้น ทำไมเราไม่ยิ้มรับสิ่งที่เป็น และสิ่งที่จะเกิด ทำใจให้พร้อม และเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่?

และที่สำคัญ ตัวเราในขณะนี้ เกิดจากทุกอย่างที่เราประสบมาหล่อหลอมให้เป็นเรา
__

ได้ไปเจอคณะทำงานเดิมเมื่อคืน ต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันเสียเหลือเกิน จะมีช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงขณะหนึ่งเท่านั้นที่เราจะได้มาเจอกัน อยู่ร่วมกันเพื่อทำงานก่อนที่จะแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปอีกครั้ง และแม้จะไม่ได้ทำงานร่วมกันอีก แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ กลุ่มคนที่รู้จักเรา ยอมรับเรา และได้สถานที่ของเราเพิ่มขึ้น .... บางครั้งชีวิตก็คือการเดินทางเพื่อเรียนรู้ ได้รู้จักคนใหม่ ๆ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวความทรงจำและความนึกคิดที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น!

Wednesday, January 10, 2007

[book review] Glass Houses

Glass Houses (The Morganville Vampires Book One)
By Rachel Caine
ชนิด : Supernatural Fantasy (Young Adult)
สำนักพิมพ์ : Signet Book (3 Oct 2006)
จำนวนหน้า : 248 หน้า

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อย้ายไปเรียนต่างเมือง แล้วพบว่าสิ่งที่หนักหนาที่สุดของสาวน้อยอัจฉริยะอายุ 16 ปีอย่าง Claire ไม่ใช่แค่ปรับตัวให้เรียนรู้กับการอยู่คนเดียว หรือแค่เรียนให้ดีเพื่อย้ายไปสู่มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกต่อไป หากแต่เป็นการเอาตัวให้รอดจากเพื่อนร่วมหอพัก และที่สำคัญ ... จากคนในเมือง!

หนังสือเล่มนี้เปิดตัวที่ Claire กำลังเผชิญการกลั่นแกล้งจาก Monica สาวสวยอารมณ์ร้ายหัวหน้ากลุ่มสาวเปรี้ยวอยู่พอดี และการกลั่นแกล้งร้ายกาจนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสาวอัจฉริยะของเราต้องตัดสินใจย้ายออกจากหอพักหลังการเจ็บตัวจากการกลั่นแกล้งครั้งสุดท้าย โชคเหมือนจะเข้าข้างเธอเมื่อ Claire พบประกาศหาเพื่อนร่วมบ้านที่น่าจะลงตัวได้ บ้านหลังใหญ่ ค่าเช่าไม่แพง และเพื่อนร่วมบ้านนิสัยดี จะมีอะไรลงตัวไปกว่านี้?

แต่นั่นเป็นก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ได้รู้จักกับความลับของเมืองเล็ก ๆ ที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจเพราะใกล้บ้าน และปลอดภัย ว่าไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอและครอบครัวคิดไว้ตอนแรก เพราะ Morganville เป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยเหล่าผีดูดเลือด และการที่สาวน้อยของเรามาจากต่างเมืองก็หมายความว่า เธอไม่มีคนดูแลหรือสังกัดใด ๆ และพร้อมจะเป็นอาหารว่างของผีดูดเลือดตัวใดก็ได้ทุกเมื่อ!

ซ้ำร้าย การกลั่นแกล้งจากกลุ่มสาวนิสัยเสียก็ยังไม่สิ้นสุด Claire ไม่มีทางเลือกนอกจากจะพยายามประคองตัวเองให้รอดด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมบ้านทั้งสามที่กลายมาเป็นเพื่อนและพันธมิตรกลุ่มเดียวในเมืองที่เธอมี - ไม่ว่าจะเป็น Shane ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนตัวโต Michael หนุ่มเยือกเย็นแต่ก็อ่อนไหว และ Eve สาวแกร่งที่ชอบแต่งตัวในชุดดำ

เมื่อแรกหยิบหนังสือมา ความสนใจแรกก็คือ Rachel Caine คนเขียนที่โด่งดังมาจากชุด Weather Warden ที่ติดตามอ่านมาตลอด แต่เมื่อได้พลิกอ่านไปก็สนุกและน่าสนใจด้วยตัวเนื้อหาเอง เนื่องจากชื่อ Morganville Vampires ทำให้คิดว่าเป็นแค่นิยายเกี่ยวกับผีดูดเลือดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าจะต่างไปจาก Buffy หรือ Anita Blake ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยไฮสคูลตะลุยฆ่ากองทัพผีดูดเลือดใด ๆ เลย แต่ทว่ากลับกลายเป็นว่าในเรื่องนี้ ตัวเอกของเรากลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง และในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิด สลับมุมมองจากกระแสนิยายผีดูดเลือดกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวางโครงเรื่องให้ผีดูดเลือดกลายมาเป็นโครงสร้างอำนาจ และฐานระบบของสังคมที่จะท้าทายไม่ได้ ซึ่งตามมาด้วยการวางโจทย์ของเรื่องให้ตัวละครหลักพยายามที่จะอยู่รอดในสังคมตามแบบฉบับและความเชื่อของตนเอง โดยที่ไม่ไปต้านทานหรือสวนความเป็นไปที่เกิดขึ้นให้ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นสำหรับ Caine ก็คือการวางลักษณะนิสัยของตัวละครหลักให้แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยไม่ติดกับดักโครงเรื่องและตัวละครแบบของตนอย่างที่นักเขียนส่วนใหญ่เป็น การวางบุคลิกของ Claire ต่างจาก Joanne ทำให้ได้เห็นตัวละครที่ต้องสู้ด้วยการใช้สมองและการวางแผน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เธอมีอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ Claire เป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาที่เรียนเก่ง แม้ว่าจะเก่งมาก แต่ก็ไม่ใช่สาวบู๊แข็งแรงที่พร้อมจะป้องกันตัวและเปิดการโจมตีผีดูดเลือดหรือกลุ่มเพื่อนได้ด้วยตัวเอง

จุดอ่อนอย่างเดียวที่พบในหนังสือ ก็คือ Glass Houses ถูกเขียนสำหรับเป็นหนังสือหมวด Young Adult ทำให้เมื่ออ่านไปพบว่า บางจุดขาดความลึกซึ้งน่าเชื่อถือไป แต่หากจะอ่านเอาสนุกมากกว่าอ่านเพื่อจับผิดแล้วล่ะก็ Glass Houses เป็นหนังสือสนุกน่าอ่านอีกเล่มเลยทีเดียว!

Monday, January 08, 2007

Blogtag ที่รัก

เคยเล่น blogtag กันไหมคะ จดหมายลูกโซ่ที่วิวัฒนาการตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปถึงบล็อก เพื่อให้เขียนบล็อก (แทนที่จะเขียนจดหมายแบบเดิม ตามกระแสได้ดีจริง ๆ !) เกี่ยวกับตัวเองแล้วส่งต่อไปให้ใครก็ได้ที่โชคร้ายกลายเป็นเหยื่ออีก 5 คนไงเจ้าคะ

ดังนั้น ตามคอนเซ็ปต์ของ tag ที่ว่าจะเป็นการ "....sharing five things about themselves that relatively few people know..." การประจานฉานแฉเรื่องลับ ๆ ของตัวเองให้มวลมนุษย์โลกได้รับรู้ กลายเป็น relatively TONS and TONS, BUNCH and BUNCH of people know

เมื่อคุณ สหายฮันโซ ได้ “กรุณา” ดึงเราไปในห้วงวงวน ก็ได้เวลาที่อิฉันจะได้เล่าเรื่องของตัวเองแล้ว

(อ่านเพิ่มเกี่ยวกับบล็อกลูกโซ่นี้แบบย่อเป็นภาษาไทยได้ที่คุณ the grinning cheshire cat ซึ่งเธออธิบายได้ครอบคลุมพอตัวเลยล่ะค่ะ :D :D :D )

อืม เริ่มที่อะไรดีคะ .. เล่าเรื่องดี ๆ ก็ได้ใช่ไหมคะ เพราะว่าไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเรื่องดีหรือร้ายนี่นา

1. ชอบภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์มาก ๆ เคยมีงานอดิเรกคือการเปิด dictionary ไล่ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาศัพท์ใหม่ ๆ เก๋ ๆ มาใส่คลังสมองเป็นอย่างยิ่ง แล้วที่บ้านก็มีดิคเยอะมาก เคยเก็บชั้นหนังสือในบ้านแล้วพบว่าแค่ Slang Dictionary ก็ปาไป 5 เล่มแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็มี Politics เล่มนึง Idioms อีก 3 (ไม่นับพวกที่รวมที่มาอีก 2) Phrasal Verbs เล่มนึง dictionary ยิ่งไม่ควรถาม สมัยก่อนซื้อเก็บมันหมดนับได้จริง ๆ ก็คงประมาณ 30 เล่ม .... แต่ถึงเวลาก็รักจริง ๆ แค่เล่มสองเล่ม

2. ขี้เซามาก ๆ ถึงจะรู้ตัวแต่ก็ไม่ยอมลุกออกจากเตียง มีประโยคเด็ดไว้ว่าขอ 5 นาที แต่ในวันหยุดมันจะกลายเป็นอีกหลายชั่วโมง เคยหลับแล้วกำมือถือที่ตั้งปลุกไว้เพราะขยับตัวมาปิดมือถือที่ดังทุกห้านาทีจนหลับต่อก็มี

3. ชอบการ์ตูนมาก โตแล้วก็ยังไม่ยอมเลิก ถึงจะน้อยลงกว่าเดิมก็ตาม และมักจะเช่าการ์ตูนเรื่องที่ไม่ซื้อเก็บทีละสิบยี่สิบเล่มทุกวันติด ๆ กันเป็นช่วงนาน ๆ ทำให้สนิทกับเจ้าของร้านการ์ตูนแถวบ้านทุกร้าน กลายเป็นลูกค้าวีไอพีไปได้

4. ตอนมัธยม เคยถูกเรียกผู้ปกครองไปพบเพราะไม่ยอมไปโรงเรียน แล้วพอครูถามแม่ว่า รู้เรื่องที่ไม่ไปโรงเรียนไหม แม่บอกว่า รู้ เพราะอยู่บ้าน อยู่ด้วยกันกับแม่ ทำให้ครูนิ่งไร้คำถามต่อไป … ก็ไม่ชอบไปโรงเรียน ชอบอยู่บ้านนี่นา!

5. เป็นคนที่ซุ่มซ่ามโดยเฉพาะกับคนที่สนิท จะเตะโน่นชนนี่ประจำ เหวี่ยงกุญแจกระแทกหน้าผากเป็นรอยก็เคย

จบแล้ว หวังว่าจะถูกใจคนที่จ้องรอจะให้ตอบ :D คิดไม่ออกเหมือนกันจะเล่าอะไรต่อ

เหยื่อต่อไป ตกที่
1. คุณ gambyte
2. แมวร้านกาแฟ lomocat
3. พลทหารไรอัน
4. DropAtearInMyWineGlass
5. brownie point

เหอเหอเหออ ผู้ที่มีรายชื่อขอให้เขียนบล็อกเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ และส่งต่อไปอีก 5 คน
(อันนี้เติมเอง) แล้วชีวิตของท่านจะมีแต่ความสวัสดีมีชัยล๊าลาตลอดไป :D :D


ปล. จริง ๆ ควรจะโพสต์ลง bloggang หรอกนะคะ แต่ติดคิวเรื่องที่นั้นเยอะมาก ไม่มีที่แทรกตัวลงไปน่ะสิ! และใครที่ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะว่าถือเป็นคนมีบุญ ... และที่สำคัญ จากเครือข่ายวงโคจรที่มีอยู่ร่วมกัน มิช้ามินาน ท่านก็คงจะได้รับแจ้งเรื่องบล็อกลูกโซ่นี้จากใครสักคนในวงโคจรเป็นแน่แท้ :D :D :D