Friday, January 19, 2007

ไม่มีอะไรสูญเปล่า

แล้วก็ย้ายกลับมาทำงานที่สำนักงานเดิมอีกครั้งหลังจากระหกระเหินไปไกลมานาน ถ้าจะย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นที่เริ่มทำงานก็คงจะเป็นได้ว่า ได้เริ่มทำงานหลากหลายต่างลักษณะงานจริง ๆ ที่แรกที่เริ่มทำงานไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถสมกับที่เรียนมาเท่าใดนัก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นที่ที่สอนให้รู้จักเริ่มต้นชีวิตการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะได้อยู่ในองค์กรที่ดี มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดี ได้เข้าใจหลักการทำงานและการดำเนินการเสียเหลือเกิน หลังจากนั้นแห่งที่สอง ซึ่งเป็นที่ที่เหมือนจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เมื่อย้อนกลับไปดูก็เป็นแหล่งเรียนรู้ได้อีกแหล่งจริง ๆ เพราะได้เป็นคนจัดอบรมสัมมนาตลอดเวลา ได้เข้าใจขั้นตอนการจัดประชุม สัมมนา และการติดต่อประสานงาน หรือแม้แต่ได้เห็นหลักและวิธีการทำงานที่ต่างไปจากที่แรกให้ได้เปรียบเทียบ ทำความเข้าใจ แหล่งที่สาม แม้จะเป็นที่ที่อยู่น้อยที่สุด เพียงไม่กี่เดือน แต่ก็ถือว่าเป็นที่ที่รักที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะได้ทีมงานที่ดี ลงตัว และแข็งงานเสียเหลือเกิน และเพราะลักษณะงานที่ต้องคอยประสานติดต่ออยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ยิ่งเข้าใจความหมายและความสำคัญของคำว่าทีมงานกว่าที่เคยเป็น

แห่งที่สี่ อันเป็นที่ที่อยู่นานที่สุด ก็ยังสอนให้รู้จักกับการติดต่อประสานงานเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น ครอบคลุมขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีการมอบหมายหน้าที่เหล่านี้ให้เป็นหน้าที่หลัก ที่จะต้องประสานดูแลทุกคนให้ดีให้ได้ ต้องละเอียดรอบคอบ ซื้อใจและใช้คนให้เป็น และที่สำคัญก็คือ จะต้องรู้จักวางตัว ปรับเปลี่ยนบุคลิกท่าทางให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่ได้รับมา

ตอนนี้ถูกย้ายกลับมาที่สำนักงานเดิมอีกครั้ง แต่เมื่อได้มามองย้อนไปก็พบว่า ไม่มีอะไรสูญเปล่าจริง ๆ ทุกอย่างที่ผ่านตา ทุกอย่างที่ผ่านมากลับมาเป็นประสบการณ์ได้หมด ถึงในขณะนั้นเราไม่รู้สึกว่าเราได้ประโยชน์หรือว่าได้ผลชัดเจนทันตาก็ตาม และนั่นก็ทำให้กลับมาคิดทบทวนถึงมุมมองที่มีต่อโลกอีกครั้ง ทุกอย่างที่เราพบเจอเป็นประสบการณ์ชีวิตให้เราก็จริง แต่หลายครั้งที่เราซึมซับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้หมด เพราะอคติบางอย่างในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกต่อต้าน ไม่พอใจ ซึ่งถ้าปรับเปลี่ยนได้ เราจะเห็นว่า หลายอย่างเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องเผชิญอยู่แล้ว ดังนั้น ทำไมเราไม่ยิ้มรับสิ่งที่เป็น และสิ่งที่จะเกิด ทำใจให้พร้อม และเรียนรู้สิ่งเหล่านั้นอย่างเต็มที่?

และที่สำคัญ ตัวเราในขณะนี้ เกิดจากทุกอย่างที่เราประสบมาหล่อหลอมให้เป็นเรา
__

ได้ไปเจอคณะทำงานเดิมเมื่อคืน ต้องบอกว่าเป็นความรู้สึกดี ๆ ที่มีต่อกันเสียเหลือเกิน จะมีช่วงเวลาหนึ่ง ช่วงขณะหนึ่งเท่านั้นที่เราจะได้มาเจอกัน อยู่ร่วมกันเพื่อทำงานก่อนที่จะแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปอีกครั้ง และแม้จะไม่ได้ทำงานร่วมกันอีก แต่สิ่งที่เราได้ก็คือ กลุ่มคนที่รู้จักเรา ยอมรับเรา และได้สถานที่ของเราเพิ่มขึ้น .... บางครั้งชีวิตก็คือการเดินทางเพื่อเรียนรู้ ได้รู้จักคนใหม่ ๆ พร้อมทั้งเก็บเกี่ยวความทรงจำและความนึกคิดที่มีต่อบุคคลเหล่านั้น!

Wednesday, January 10, 2007

[book review] Glass Houses

Glass Houses (The Morganville Vampires Book One)
By Rachel Caine
ชนิด : Supernatural Fantasy (Young Adult)
สำนักพิมพ์ : Signet Book (3 Oct 2006)
จำนวนหน้า : 248 หน้า

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อย้ายไปเรียนต่างเมือง แล้วพบว่าสิ่งที่หนักหนาที่สุดของสาวน้อยอัจฉริยะอายุ 16 ปีอย่าง Claire ไม่ใช่แค่ปรับตัวให้เรียนรู้กับการอยู่คนเดียว หรือแค่เรียนให้ดีเพื่อย้ายไปสู่มหาวิทยาลัยอันดับต้น ๆ ของประเทศอีกต่อไป หากแต่เป็นการเอาตัวให้รอดจากเพื่อนร่วมหอพัก และที่สำคัญ ... จากคนในเมือง!

หนังสือเล่มนี้เปิดตัวที่ Claire กำลังเผชิญการกลั่นแกล้งจาก Monica สาวสวยอารมณ์ร้ายหัวหน้ากลุ่มสาวเปรี้ยวอยู่พอดี และการกลั่นแกล้งร้ายกาจนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนสาวอัจฉริยะของเราต้องตัดสินใจย้ายออกจากหอพักหลังการเจ็บตัวจากการกลั่นแกล้งครั้งสุดท้าย โชคเหมือนจะเข้าข้างเธอเมื่อ Claire พบประกาศหาเพื่อนร่วมบ้านที่น่าจะลงตัวได้ บ้านหลังใหญ่ ค่าเช่าไม่แพง และเพื่อนร่วมบ้านนิสัยดี จะมีอะไรลงตัวไปกว่านี้?

แต่นั่นเป็นก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ได้รู้จักกับความลับของเมืองเล็ก ๆ ที่เป็นตัวเลือกน่าสนใจเพราะใกล้บ้าน และปลอดภัย ว่าไม่ได้เป็นเหมือนที่เธอและครอบครัวคิดไว้ตอนแรก เพราะ Morganville เป็นเมืองที่ถูกปกครองโดยเหล่าผีดูดเลือด และการที่สาวน้อยของเรามาจากต่างเมืองก็หมายความว่า เธอไม่มีคนดูแลหรือสังกัดใด ๆ และพร้อมจะเป็นอาหารว่างของผีดูดเลือดตัวใดก็ได้ทุกเมื่อ!

ซ้ำร้าย การกลั่นแกล้งจากกลุ่มสาวนิสัยเสียก็ยังไม่สิ้นสุด Claire ไม่มีทางเลือกนอกจากจะพยายามประคองตัวเองให้รอดด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมบ้านทั้งสามที่กลายมาเป็นเพื่อนและพันธมิตรกลุ่มเดียวในเมืองที่เธอมี - ไม่ว่าจะเป็น Shane ชายหนุ่มอารมณ์ร้อนตัวโต Michael หนุ่มเยือกเย็นแต่ก็อ่อนไหว และ Eve สาวแกร่งที่ชอบแต่งตัวในชุดดำ

เมื่อแรกหยิบหนังสือมา ความสนใจแรกก็คือ Rachel Caine คนเขียนที่โด่งดังมาจากชุด Weather Warden ที่ติดตามอ่านมาตลอด แต่เมื่อได้พลิกอ่านไปก็สนุกและน่าสนใจด้วยตัวเนื้อหาเอง เนื่องจากชื่อ Morganville Vampires ทำให้คิดว่าเป็นแค่นิยายเกี่ยวกับผีดูดเลือดอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่น่าจะต่างไปจาก Buffy หรือ Anita Blake ที่เป็นเรื่องของสาวน้อยไฮสคูลตะลุยฆ่ากองทัพผีดูดเลือดใด ๆ เลย แต่ทว่ากลับกลายเป็นว่าในเรื่องนี้ ตัวเอกของเรากลายเป็นผู้ถูกล่าเสียเอง และในจุดนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการเปลี่ยนความคิด สลับมุมมองจากกระแสนิยายผีดูดเลือดกระแสหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวางโครงเรื่องให้ผีดูดเลือดกลายมาเป็นโครงสร้างอำนาจ และฐานระบบของสังคมที่จะท้าทายไม่ได้ ซึ่งตามมาด้วยการวางโจทย์ของเรื่องให้ตัวละครหลักพยายามที่จะอยู่รอดในสังคมตามแบบฉบับและความเชื่อของตนเอง โดยที่ไม่ไปต้านทานหรือสวนความเป็นไปที่เกิดขึ้นให้ได้

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าโดดเด่นสำหรับ Caine ก็คือการวางลักษณะนิสัยของตัวละครหลักให้แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง โดยไม่ติดกับดักโครงเรื่องและตัวละครแบบของตนอย่างที่นักเขียนส่วนใหญ่เป็น การวางบุคลิกของ Claire ต่างจาก Joanne ทำให้ได้เห็นตัวละครที่ต้องสู้ด้วยการใช้สมองและการวางแผน เพราะเป็นสิ่งเดียวที่เธอมีอยู่ในตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ Claire เป็นแค่เด็กนักเรียนธรรมดาที่เรียนเก่ง แม้ว่าจะเก่งมาก แต่ก็ไม่ใช่สาวบู๊แข็งแรงที่พร้อมจะป้องกันตัวและเปิดการโจมตีผีดูดเลือดหรือกลุ่มเพื่อนได้ด้วยตัวเอง

จุดอ่อนอย่างเดียวที่พบในหนังสือ ก็คือ Glass Houses ถูกเขียนสำหรับเป็นหนังสือหมวด Young Adult ทำให้เมื่ออ่านไปพบว่า บางจุดขาดความลึกซึ้งน่าเชื่อถือไป แต่หากจะอ่านเอาสนุกมากกว่าอ่านเพื่อจับผิดแล้วล่ะก็ Glass Houses เป็นหนังสือสนุกน่าอ่านอีกเล่มเลยทีเดียว!

Monday, January 08, 2007

Blogtag ที่รัก

เคยเล่น blogtag กันไหมคะ จดหมายลูกโซ่ที่วิวัฒนาการตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปถึงบล็อก เพื่อให้เขียนบล็อก (แทนที่จะเขียนจดหมายแบบเดิม ตามกระแสได้ดีจริง ๆ !) เกี่ยวกับตัวเองแล้วส่งต่อไปให้ใครก็ได้ที่โชคร้ายกลายเป็นเหยื่ออีก 5 คนไงเจ้าคะ

ดังนั้น ตามคอนเซ็ปต์ของ tag ที่ว่าจะเป็นการ "....sharing five things about themselves that relatively few people know..." การประจานฉานแฉเรื่องลับ ๆ ของตัวเองให้มวลมนุษย์โลกได้รับรู้ กลายเป็น relatively TONS and TONS, BUNCH and BUNCH of people know

เมื่อคุณ สหายฮันโซ ได้ “กรุณา” ดึงเราไปในห้วงวงวน ก็ได้เวลาที่อิฉันจะได้เล่าเรื่องของตัวเองแล้ว

(อ่านเพิ่มเกี่ยวกับบล็อกลูกโซ่นี้แบบย่อเป็นภาษาไทยได้ที่คุณ the grinning cheshire cat ซึ่งเธออธิบายได้ครอบคลุมพอตัวเลยล่ะค่ะ :D :D :D )

อืม เริ่มที่อะไรดีคะ .. เล่าเรื่องดี ๆ ก็ได้ใช่ไหมคะ เพราะว่าไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นเรื่องดีหรือร้ายนี่นา

1. ชอบภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำศัพท์มาก ๆ เคยมีงานอดิเรกคือการเปิด dictionary ไล่ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาศัพท์ใหม่ ๆ เก๋ ๆ มาใส่คลังสมองเป็นอย่างยิ่ง แล้วที่บ้านก็มีดิคเยอะมาก เคยเก็บชั้นหนังสือในบ้านแล้วพบว่าแค่ Slang Dictionary ก็ปาไป 5 เล่มแล้ว นอกเหนือจากนั้นก็มี Politics เล่มนึง Idioms อีก 3 (ไม่นับพวกที่รวมที่มาอีก 2) Phrasal Verbs เล่มนึง dictionary ยิ่งไม่ควรถาม สมัยก่อนซื้อเก็บมันหมดนับได้จริง ๆ ก็คงประมาณ 30 เล่ม .... แต่ถึงเวลาก็รักจริง ๆ แค่เล่มสองเล่ม

2. ขี้เซามาก ๆ ถึงจะรู้ตัวแต่ก็ไม่ยอมลุกออกจากเตียง มีประโยคเด็ดไว้ว่าขอ 5 นาที แต่ในวันหยุดมันจะกลายเป็นอีกหลายชั่วโมง เคยหลับแล้วกำมือถือที่ตั้งปลุกไว้เพราะขยับตัวมาปิดมือถือที่ดังทุกห้านาทีจนหลับต่อก็มี

3. ชอบการ์ตูนมาก โตแล้วก็ยังไม่ยอมเลิก ถึงจะน้อยลงกว่าเดิมก็ตาม และมักจะเช่าการ์ตูนเรื่องที่ไม่ซื้อเก็บทีละสิบยี่สิบเล่มทุกวันติด ๆ กันเป็นช่วงนาน ๆ ทำให้สนิทกับเจ้าของร้านการ์ตูนแถวบ้านทุกร้าน กลายเป็นลูกค้าวีไอพีไปได้

4. ตอนมัธยม เคยถูกเรียกผู้ปกครองไปพบเพราะไม่ยอมไปโรงเรียน แล้วพอครูถามแม่ว่า รู้เรื่องที่ไม่ไปโรงเรียนไหม แม่บอกว่า รู้ เพราะอยู่บ้าน อยู่ด้วยกันกับแม่ ทำให้ครูนิ่งไร้คำถามต่อไป … ก็ไม่ชอบไปโรงเรียน ชอบอยู่บ้านนี่นา!

5. เป็นคนที่ซุ่มซ่ามโดยเฉพาะกับคนที่สนิท จะเตะโน่นชนนี่ประจำ เหวี่ยงกุญแจกระแทกหน้าผากเป็นรอยก็เคย

จบแล้ว หวังว่าจะถูกใจคนที่จ้องรอจะให้ตอบ :D คิดไม่ออกเหมือนกันจะเล่าอะไรต่อ

เหยื่อต่อไป ตกที่
1. คุณ gambyte
2. แมวร้านกาแฟ lomocat
3. พลทหารไรอัน
4. DropAtearInMyWineGlass
5. brownie point

เหอเหอเหออ ผู้ที่มีรายชื่อขอให้เขียนบล็อกเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ และส่งต่อไปอีก 5 คน
(อันนี้เติมเอง) แล้วชีวิตของท่านจะมีแต่ความสวัสดีมีชัยล๊าลาตลอดไป :D :D


ปล. จริง ๆ ควรจะโพสต์ลง bloggang หรอกนะคะ แต่ติดคิวเรื่องที่นั้นเยอะมาก ไม่มีที่แทรกตัวลงไปน่ะสิ! และใครที่ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะว่าถือเป็นคนมีบุญ ... และที่สำคัญ จากเครือข่ายวงโคจรที่มีอยู่ร่วมกัน มิช้ามินาน ท่านก็คงจะได้รับแจ้งเรื่องบล็อกลูกโซ่นี้จากใครสักคนในวงโคจรเป็นแน่แท้ :D :D :D