Friday, April 27, 2007

แมวจรจัด

แมวจรจัดแปลกหน้ามาข้างที่ข้างกำแพง
ให้ฉันโผล่หน้าออกไปดู
หลงทางมาจากไหน หรือถูกใครไล่มา
แต่ท่าทางจะหิวจนโซ
เอาข้าวคลุกปลาไปวางไว้
แล้วรีบกลับมาแอบดู
เธอไม่ไว้ใจฉัน แต่เธอหิวข้าว
ทำให้เธอยอมกิน

ฉันจะแกล้งเป็นไม่เห็นเธอ
แล้วเอาข้าวไปวางไว้ทุกวัน
เธอจะมากิน แล้วก็ไป

ฉันไม่ได้ต้องการรีบร้อน
ฉันอยากให้ผ่านไปตามสบาย
วางข้าว วางน้ำ วางปลา
ให้เธอกินเท่าที่อยากกิน
แล้วสักวัน เธอก็จะเปิดใจ

----------------

ฉันเอาข้าวไปวางที่ริมกำแพง
ทำเป็นไม่เห็นเธอที่แอบมองอยู่
แล้วเธอก็วิ่งไปกินข้าว
เมื่อเห็นฉันเดินห่างไป

ฉันแอบดูเธออยู่
ฉันเห็นเธอกินข้าว
แล้วฉันก็กลับเข้าบ้านมา

ฉันจะแกล้งเป็นไม่เห็นเธอ
แล้วเอาข้าวไปวางไว้ทุกวัน
เธอจะมากิน แล้วก็ไป

เมื่อเวลาผ่านไป
ฉันรู้ว่าระยะของเราจะใกล้กันมากขึ้น
และฉันก็สุขใจที่ได้รอ

และเธอให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของเธอ

ความโง่เขลา

ครั้งหนึ่ง
ฉันถามหญิงสาวตรงหน้า
ความโง่เขลาที่สุดคืออะไร
คือไม่รู้ใจตัวเองใช่หรือไม่

เธอมองหน้าฉันอย่างค้นหา
ถามฉันว่าฉันรู้สึกอย่างไร
ฉันบอกว่าสูญเสียเพื่อนไป
เพราะความหุนหันของเราทั้งคู่

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันก็ลังเล
สงสัยว่าเพราะความเขลาของฉัน
ยิ่งผ่านไป ฉันก็ยิ่งร้อนรน
และเสียใจกับผลของการกระทำ

ฉันไม่ได้คิดแล้วว่าใครผิดมากกว่ากัน
คิดแต่ว่าฉันไม่ต้องการผลเช่นนี้เลย
ฉันไม่รู้ว่าใครผิด หรือใครถูก
เว้นแต่ว่าฉันเสียใจ

เธอยิ้มปลอบใจฉัน
แล้วบอกว่าฉันก็มีเหตุผลของฉัน
เพื่อนของฉันก็เช่นเดียวกัน
และทำให้เราทะเลาะกัน

ไม่มีใครผิดหรือถูกกว่าใคร
เมื่อเราใช้เหตุผลพร้อมกับอารมณ์
ฉันผิด เพื่อนของฉันก็ผิด
ไม่ใช่ความผิดของคนคนเดียวเลย

เธอยิ้มอีกครั้ง
บอกว่าเราต้องควบคุมอารมณ์
ฉันได้บทเรียนของฉันไปแล้ว
และเธอหวังว่าฉันจะเปลี่ยนไป

ฉันยิ้มกับตัวเอง
ฉันได้บทเรียนของฉันไปแล้ว
และต้องสูญเสียเพื่อนไป
ฉันจะไม่ทำผิดเช่นนี้อีกเลย

Thursday, April 26, 2007

[book review] New Moon

New Moon
by Stephenie Meyer


ชนิด : Supernatural/ Young Adult/ Love story
สำนักพิมพ์ : Little, Brown Young Readers (August 21, 2006)
จำนวนหน้า : 608 หน้า


หลังจากที่ได้พูดถึง Twilight ไปเมื่อคราวที่แล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึง New Moon ซึ่งเป็นเรื่องต่อของ Twilight กัน

เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้

ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด – แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?

การตัดสินใจซื้อ New Moon เป็นการซื้ออย่างบ้าคลั่ง เพราะติดใจกับ Twilight มากพอสมควร และก็ต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังเมื่อมาอ่านเล่มนี้ ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะ Twilight พูดถึงความรู้สึกสดชื่นในอารมณ์รัก แต่ก็เป็นความรักที่สมหวังทำให้อ่านแล้วสบายใจ อารมณ์ดี ขณะที่ New Moon เป็นความรักที่ผิดหวังเฝ้ารอ เมื่อประกอบกับการเล่าโดยผ่าน Bella และการเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ของเธอก็เลยส่งผลให้ New Moon มีความรู้สึกหดหู่ เจ็บปวดแฝงอยู่ด้วย

อย่างที่บอกว่าเมื่อ Bella เอาตัวเองเป็นเกณฑ์ก็ทำให้หนังสือค่อนข้างน่ารำคาญในความรู้สึกของตัวเอง ถึงขนาดอ่านไปครึ่งเล่มแล้ว ต้องพลิกดูว่าเหลืออีกเท่าไหร่ เพราะทนอ่านต่อไปยากลำบากเหลือเกิน รู้สึกว่าคุณเธอจมอยู่กับความรู้สึกหดหู่เศร้าหมองมาก เอาตัวเองเป็นหลักมากเกินไป นอกจากนี้ เธอให้ความสำคัญกับ Edward มาก จนคนอื่น ๆ แม้กระทั่งพ่อของตัวเองไม่มีความสำคัญใด ๆ ไป และเมื่อแม้แต่เธอเป็นเพื่อนกับ Jacob และเหมือนจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปไกลกว่านั้น เธอก็ยังทำร้ายจิตใจเขาได้ด้วยการนึกถึงตัวเอง และ Edward มาก่อน โดยไม่คิดถึงความช่วยเหลือใด ๆ ที่เคยได้มาจากหนุ่มน้อย Jacob เลย

ประเด็นการละเลยคนสำคัญอื่น ๆ อาจจะเป็นประเด็นหลักอีกอย่างที่ทำให้หงุดหงิดกับ New Moon มากกว่าที่เป็น ถ้า Bella อยู่กับ Jacob เพราะแค่ต้องการใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน และต้องการคนมาแทนที่ Edward เมื่อจะถึงคราวต้องเลือก เธอน่าจะคิดถึงจิตใจคนเหล่านั้นที่เธอดึงมาเป็นเพื่อนบ้าง ถ้ามิฉะนั้น Bella ก็จะมีแต่เพียงความสัมพันธ์จอมปลอมกับคนรอบข้างเพียงเท่านั้น เธอไม่สามารถอยู่ในสังคมโดยแค่มีปฎิสัมพันธ์กับชายหนุ่มของเธอเท่านั้น – แต่ก็นั่นแหละ ที่วิจารณ์ออกไป อาจจะเป็นการวิจารณ์โดยไม่มองสาระหลักของเรื่อง ที่เป็นนิยายรักระหว่างคนสองคนก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ลำดับของหนังสือก็แสดงให้เห็นมิติของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองเช่นเดียวกัน จาก twilight ที่เป็นความรู้สึกแรกรัก ตามมาด้วย new moon รอยร้าวของความสัมพันธ์ Ellipse น่าจะเป็นช่วงลุ่มหลงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อตัวละครต้องลิ้มรสการแยกจากกันก่อนหน้า และก็ไม่แน่ใจว่าจะซื้อ Ellipse ดีหรือไม่ เพราะอยากเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์มากกว่า (ใจร้ายมาก ๆ – แต่ป้าไม่สนับสนุนความรักแบบทำลายตัวเอง self-destructive love )

หมายเหตุ
เจ้าของบล็อกวิจารณ์หนังสือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ดังนั้นจะทราบเกี่ยบกับหนังสือเล่มนั้น ๆ นอกเหนือไปจากด้านเนื้อเรื่อง และอรรถรสในการอ่านน้อยมาก ดังนั้น
1. ถ้าสงสัยเกี่ยวกับต้นฉบับภาษาไทย และ/ หรือตามหาหนังสืออยู่ ขอให้ข้ามไปถามที่สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียวเลยนะคะ ลองไปดูที่บล็อกสำนักพิมพ์ก่อนก็ได้ค่ะ
2. และถ้าสงสัยเกี่ยวกับหนังสือ และ Stephenie Meyer ขอให้ไปที่ เวบของเธอ เลยค่ะ
3. รบกวนลงชื่อ ที่นอกเหนือจาก Anonymous ด้วยนะคะ
ทุกคนเข้ามาแบบไร้ชื่อกันหมด ตามตอบไม่ถูกเลย TT

ขอบคุณมากค่ะ

Wednesday, April 25, 2007

[book review] แรกรัตติกาล Twilight

แรกรัตติกาล Twilight
สเตเฟนี เมเยอร์ เเต่ง/ เจนจิรา เสรีโยธิน แปล

(ปกจากฉบับภาษาอังกฤษ เพราะชอบมากกว่า)
สำนักพิมพ์ ปราชญ์เปรียว พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า 450 หน้า

ชนิด : Love story/ Supernatural/ Young Adult
สำนักพิมพ์ : Little, Brown Young Readers (October 5, 2005)
จำนวนหน้า : 512 หน้า

Bella สาวน้อยวัย 17 ปีตัดสินใจย้ายเมืองมาอยู่กับพ่อ หลังจากแม่ที่เธออยู่ด้วยตกลงใจแต่งงานใหม่ และที่เมืองนี้ เธอก็ได้เจอกับ Edward ชายหนุ่มร่วมโรงเรียนที่ดูเย็นชา ลึกลับแต่ขณะเดียวกันก็ดึงดูดเธอเสียเหลือเกิน แต่ดูเหมือนนอกจากความลับและปริศนาแปลก ๆ ที่ Edward ซ่อนเอาไว้ ครอบครัวของชายหนุ่มก็ดูจะมีเรื่องที่ต้องปิดปังไม่แพ้กัน และในที่สุด เธอก็ได้เงื่อนงำว่าครอบครัวนี้เป็นผีดูดเลือด แต่นั่นก็ไม่อาจทำให้เธอเปลี่ยนแปลงความหลงใหลให้หันเหออกจาก Edward ได้เลย

อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกคลั่งไคล้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Bella ฝ่ายเดียว ทางแวมไพร์หนุ่มก็ถูกดึงดูดไปหาเธอเช่นเดียวกัน และนั่นก็ทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินใจจัดการกับความรู้สึกที่แต่ละฝ่ายมี และเลือกว่าจะทำอย่างไร – จะปล่อยให้ความรู้สึกดื่มด่ำนี้เติบโตต่อไป และลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม หรือจะปล่อยให้ความพึงใจระหว่างมนุษย์กับผีดูดเลือดนี้สูญสิ้นหมดไป

หนังสือนี้เล่าผ่าน Bella ดังนั้น เราจะมองจากมุมมองของเธอเป็นหลัก และนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นการดูจากมุมมองของตัวละครที่ยึดถือและคิดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางในระดับหนึ่งก็ได้ แต่จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ก็คือ “การเป็นเรื่องรัก” ไม่ว่าจะเป็นความหมายว่ารักแรกหรือแรกรักก็ดี แรกรัตติกาลอธิบายความลุ่มหลงเช่นนี้ได้ดีทีเดียว การอ่านทำให้ผู้อ่านรู้สึกถึงความรักความลุ่มหลงในวัยแรกรุ่นได้ผ่านตัวละครอย่าง Bella ที่คอยมองหาและเฝ้านึกถึงอีกฝ่าย และเมื่อต่อมา ผู้อ่านก็จะได้รับรู้ว่า Edward ก็มีอาการไม่ต่างกัน นั่นก็คือ เกิดความรู้สึกคำนึงถึง และให้ความสำคัญกับ Bella เป็นคนแรก และเมื่อทั้งคู่ยอมเปิดรับความรู้สึกของตัวเองและตัดสินใจพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม เราก็จะได้เห็นช่วงเวลาตกอยู่ในห้วงรัก ที่คู่รักทั้งสองอยากอยู่ด้วยกันตลอดเวลา เป็น moment of two ที่ตกอยู่ในความดื่มด่ำละเมียดละไมนี้เพียงสองคน

ความที่ Edward เป็นผีดูดเลือดก็ทำให้เขาสามารถทำหลายสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ และการที่ทีชีวิตอยู่มานานก็ยิ่งเสริมให้เขาเป็นตัวละคร - หรือในแง่ของ Bella เจ้าชายและคนรัก- ที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งไม่น่าแปลกใจอะไรเลยที่จะทำให้แรกรัตติกาลเป็นหนังสือรักเคลิ้มฝันน่าอ่านสำหรับผู้อ่านทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีเรื่องของความสัมพันธ์ทางกายมาเกี่ยวข้องอย่างหนังสืออ่านผู้ใหญ่ ซึ่งยิ่งช่วยให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูบริสุทธิ์ใส

เนื่องจากได้อ่านหนังสือนี้เป็นฉบับภาษาไทย และเมื่อค้นข้อมูลเพิ่มเติมก็พบว่า แรกรัตติกาล หรือ Twilight เป็นหนังสือที่เขียนให้ Young Adult อ่าน แต่ว่าบ้านเราแปลมาโดยเน้นเป้าหมายกลุ่มผู้อ่านที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว (ดูจากการออกแบบปกและสำนักพิมพ์ที่พิมพ์) ก็เลยเกิดตั้งข้อสงสัยอีกแล้วว่าทำไมหนังสือหลายเล่มที่เขียนไว้สำหรับ Young Adult ในต่างประเทศ กลายมาเป็นหนังสืออ่านของ Adult ในบ้านเราเยอะเหมือนเกิน เป็นเพราะว่าเด็ก ๆ บ้านเขามีการคิดและมุมมองเข้าใจเรียนรู้โลกที่มากกว่า หรือเป็นเพราะผู้ใหญ่บ้านเรามีหนังสือให้อ่านน้อยเกินไปกันแน่ แต่ทั้งนี้ ก็ย่อมแสดงให้เห็นวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งและแข็งแรงผิดกันในประเทศเราและประเทศอื่นอย่างชัดเจน

อนึ่ง เนื่องจากคนเขียนได้เขียนเรื่องราวของ Bella และ Edward ต่อไป ในเรื่อง New Moon และ Ellipse และเนื่องจากชอบ Twilight แรกรัตติกาลพอสมควรก็เลยซื้อ New Moon มาอ่านต่อ หลังจากนี้จะเป็นการวิจารณ์ New Moon ต่อไป (ส่วน Ellipse ขณะนี้ ยังไม่ออก)

Sunday, April 15, 2007

[book review] The Twelve Kingdoms Vol.1

The Twelve Kingdoms Vol.1: Sea of Shadow (Hardcover)
By Fuyumi Ono (Translated/ adapted from Japan to English by Alexandra O. Smith and Elye J.Alexander)


(Thanks to Yueki in NYC for sharing her version of TW - I've got this one as well!)
ชนิด : Urban Fantasy (Young Adult)
สำนักพิมพ์ : Tokyopop (March 13, 2007)
จำนวนหน้า : 464 หน้า


หนังสือเปิดตัวด้วย Yoko ตัวเอกของเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวหัวอ่อนธรรมดา – เรียนเก่งเรียบร้อย และเชื่อฟังพ่อแม่ – เธอมีชีวิตที่เรียบง่ายมาตลอดจนกระทั่งฝันร้ายว่าถูกขบวนสัตว์ร้ายมากมายไล่เอาชีวิตมาเยือน และในแต่ละคืน พวกมันก็เข้าใกล้เธอเข้ามาเรื่อย ๆ แม้ว่าจะลืมตาตื่น แต่ความรู้สึกในตอนนั้นก็ยังตามเธอมา จนกระทั่ง Yoko ได้เจอกับ Keiki ชายประหลาดในชุดกิโมโนซึ่งบอกว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย

และกว่าจะรู้ตัว เธอก็ถูกดึงมาอยู่ในอีกโลกหนึ่งแล้ว Yoko ได้เจอสัตว์ประหลาดมากมายอย่างที่เธอเผชิญในฝัน และคราวนี้เธอก็ถูกบีบบังคับให้ต้องจับดาบขึ้นมาสู้ อย่างไรก็ตาม ขณะที่เธอกำลังพยายามหาความจริงของเรื่องราวทั้งหมดจาก Keiki นั้นเอง Yoko กลับพลัดหลงจาก Keiki และมีเพียงดาบกับอัญมณีคู่ดาบเท่านั้นที่เหลืออยู่กับเธอ และหญิงสาวไม่มีทางเลือกใด ๆ นอกจากจะพยายามหา Keiki ให้เจออีกครั้ง พร้อมกับหาทางกลับไปสู่โลกที่เธอจากมาไปพร้อมกัน ๆ

การอยู่ตามลำพังในโลกที่ไม่คุ้นเคยไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เมื่อเธอไม่มีคนรู้จัก ไม่มีญาติมิตร หรือแม้แต่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่เธอเผชิญหน้าอยู่ และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นอกเหลือจากเหล่าฝูงปีศาจที่คอยไล่ล่าเอาชีวิตเธอแล้ว ชาวเมืองที่ Yoko พบเจอตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่มาจากโลกอื่นอย่างเธออย่างเปิดเผย และนั่นก็หมายถึงว่าเธอต้องดิ้นรนเพื่อที่จะเอาชีวิตให้รอดหนักกกว่าที่เคย!

ความสนใจแว่บแรกต่อหนังสืออยู่ที่ปกที่เหมือนจะเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเล่มหนึ่ง หากแต่เมื่อหยิบมาดูจริงจัง ก็ต้องแปลกใจที่พบว่าเป็นนิยาย เรื่องราวที่เกิดในหนังสือ ซึ่งคือ ตัวเอกหลุดหลงเข้าไปในโลกต่างมิติเหมือนจะโครงเรื่องที่คุ้นเคย ซ้ำซาก หากเมื่อได้เริ่มอ่านกลับพบว่ามีความแปลกใหม่และท้าทายกว่านั้นมาก เพราะโดยมาก ในเรื่องการหลงไปสู่อีกมิติอื่นเช่นนี้ ตัวละครจะได้รับความช่วยเหลืออย่างดีจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการ์ตูนผู้หญิงหลายเรื่อง ที่จะมีตัวละครชายมากมายมาปกป้องดูแล

อย่างที่ได้บอกว่า ตัวเอกถูกบีบบังคับให้ต้องอยู่คนเดียว และเอาตัวรอดจากทั้งปีศาจและมนุษย์ในครึ่งแรก และสถานการณ์เหล่านั้นก็บังคับให้เธอต้องเข้มแข็ง และแข็งแกร่งขึ้น จากที่ลังเลที่จะต้องใช้ดาบประหัตประหารเหล่าปีศาจที่ไล่ตามเธอ กลายเป็นว่า Yoko เลือกที่จะ “กำจัด” เหล่าปีศาจนั้นโดยไม่ลังเล และด้านความสัมพันธ์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันเอง เมื่อชาวบ้านที่พบตั้งท่าเป็นปฏิปักษ์กับเธอ และคนที่ดีกับเธอต่างก็ทำไปเพื่อหลอกใช้และหาประโยชน์จากเธอ จนทำให้ Yoko เลือกที่จะอยู่ในป่าเพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้าย ดีกว่าเข้าไปในเมืองและเผชิญความโหดร้ายจากมนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับเธอ ลักษณะเหล่านี้ถือเป็นส่วน coming of age ในลักษณะ realist ที่ Yoko ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเอาตัวรอดทั้งสิ้น และแม้จะฟังดูขมขื่น และโหดร้าย แต่เมื่อประกอบกับเรื่องราวความเป็นไปในเรื่องกลับประสานได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครึ่งหลัง ที่ตัวเอกได้รู้จักกับตัวละครอื่นในเรื่องที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนของเธอ และทำให้ความเชื่อมั่นในมนุษย์ของเธอกลับฟื้นคืนขึ้นมาใหม่

ครึ่งแรกของเรื่องเน้นเรื่องราวและการเติบโตที่จะกล้าอยู่เพื่อตัวเอง และปกป้องตัวเองจากอันตรายไม่ว่าจากปีศาจและมนุษย์ของ Yoko และเน้นให้เห็นการต่อสู้ภายในใจของตัวละครหลัก สถานการณ์ที่เธอเผชิญทำให้เธอต้องตั้งคำถามถึงความเป็นมนุษย์ และศีลธรรมภายในใจของเธอ โดยแสดงผ่านบทสนทนาตอบโต้กับจิตใต้สำนึกของตัวเอง จากจุดนี้เราจะเห็นความมั่นคงและความเชื่อมั่นที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ของตัวเอก

ในส่วนครึ่งหลังเมื่อมีผู้ร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นมา เป็นส่วนที่ปริศนาต่าง ๆ ในหัวของ Yoko ซึ่งรวมถึงสาเหตุที่เธอต้องหลงมาอยู่ในโลกต่างมิติเปิดเผยจนหมด และก็ถือว่าคนเขียนทำได้ดีที่ให้เธอเดินทางจนค้นพบและเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จนเมื่อเธอมาค้นพบความเป็นไปต่าง ๆ ในภายหลัง ก็ทำให้หญิงสาวมีความกล้า และมีจุดยืนของตัวเองในการที่จะตัดสินใจต่อไป.
---
25.04.07

ไม่ได้เขียนเพิ่มเติมไปว่า หลังจากอ่าน Twelve Kingdoms เล่นนี้เสร็จ มีความสุขมาก ถึงกับบอกตัวเองว่าโชคดีและดีใจที่ได้รู้ภาษาอังกฤษ เพราะช่วยเปิดโลกให้ได้อ่านหนังสือดี ๆ หลากหลายขึ้นอีกมาก ซึ่งอันที่จริง ถ้าได้รู้มากภาษาก็จะเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการที่จะเสาะแสวงหาหนังสือดี ๆ ของแต่ละชาติมาอ่านเพิ่มเติม ทุกชาติทุกภาษามีหนังสือดีน่าอ่านน่าสะสมที่ไม่ได้แปลเป็นภาษาไทยหรือแม้แต่ภาษาอังกฤษด้วยกันทั้งนั้น และอันที่จริง ถึงแม้ว่าจะแปลมาได้ ก็อาจจะไม่ได้ความสมจริงและอรรถรสความเข้าใจดื่มด่ำในภาษานั้นมา แต่ก็นั่นแหละ ได้บางส่วน ก็อาจจะดีกว่าไม่ได้มาแม้แต่ส่วนเดียวก็ได้

อย่างไรก็ตาม จากที่ค้นในเนทเมื่อคืน ก็พบว่า บ้านเราก็มีการแปล Twelve Kingdoms เป็นภาษาไทยด้วย ตั้งแต่เดือนมกราแล้ว หากแต่เป็นการแปลจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทยเลย (ทำโดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์คอมมิคส์โดยจัดอยู่ในประเภทเดียวกับกำลังภายใน) ก็เลยไม่แน่ใจว่าอย่างไรดี เพราะว่าฉบับภาษาอังกฤษมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขอยู่เหมือนกัน และสิ่งนั้นก็อาจจะเกิดเช่นเดียวกับภาษาไทยด้วย คนแปลเป็นคนที่ไม่คุ้นเคยก็ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจกับอรรถรสที่จะได้ แต่ประการสำคัญก็คือ ฉบับภาษาอังกฤษเพิ่งออกมาเล่มเดียวเอง และกว่าจะออกอีกก็อีกนาน โอ้!

Wednesday, April 11, 2007

จับผิดบล็อกแท็ค

สักพักมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนธนวาคม 2549 การละเล่น blogtag ได้แพร่ระบาดไปทั่วบรรดาบล็อกทั้งหลาย โดยที่มีจุดกำเนิดมาจากคุณ Jeff Pulver ผู้ออกความคิดเห็นเก๋ไก๋มาว่าเหล่าบรรดานักบล็อกทั้งหลายรู้จักกันแค่บางด้าน และน้อยด้านมากเกินไป จึงอยากให้นักบล็อกทั้งหลายเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมาห้าข้อ และก็ส่งต่อข้อบังคับเหล่านี้ไปให้คนอื่น ๆ เพื่อให้บอกเรื่องราวของตัวเองมาต่อ ๆ ไปเป็นทอด ๆ

ใหม่ ๆ ที่ได้รับ tag นี้มาในระยะต้น ๆ ก็สนุกดีที่จะได้รู้เรื่องราวของคนเล่นบล็อกที่น่าทำความรู้จักให้มากขึ้นกว่าเดิม แต่พอเล่น ๆ ไปก็เริ่มสงสัยว่ามันจะช่วยให้เรารู้จักกันได้มากขึ้นจริงหรือ หรือว่ามันจะมีประโยชน์มากขึ้นจริงหรือถ้าได้รู้จักกัน เพราะสำหรับประการแรกแล้ว สิ่งที่เราเลือกที่จะเล่าก็เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและวินิจฉัยของเราโดยสิ้นเชิง ดังนั้นสิ่งที่เล่าไปจะมีระดับชั้นความสำคัญมากขนาดไหนก็ได้ และนั่นก็หมายถึงว่า อาจจะเป็นเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลยเมื่อได้รู้ เป็นแค่เรื่องธรรมดาที่ไม่อาจทำให้รู้จักเราได้ดีมากขึ้น และสำหรับประการหลังเอง ก็สอดคล้องกับประการแรก เพราะการเล่นบล็อกของหลาย ๆ คนเป็นเพื่อปลดปล่อยตัวเอง และแสวงหาความชอบและผู้ที่มีความชอบคล้ายคลึงกับตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องเปิดเผยตัวตนให้ผู้อื่นในบล็อกนั้น ๆ ได้รู้จัก อาจจะเลือกเปิดแค่บางส่วน หรือมากกว่านั้น ก็เป็นการโลดแล่นไปในบล็อกโดยที่ไม่ต้องการที่จะเปิดเผยตัวเองให้ผู้อื่นได้รู้จักเลย ดังนั้นแล้ว เมื่อเรามาเล่นบล็อกโดยที่ไม่ระบุชัดว่าเราเป็นใคร ทำอะไร การเปิดเผยตัวตนด้วยความลับเล็กน้อยเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร เราจะไม่ได้รู้จักเขาดีขึ้นมากกว่าเดิมเลย เพราะทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับเขาเป็นศูนย์ตั้งแต่ต้นต่างหาก อีกอย่างก็คือ เราไม่ได้อ่านสนใจบล็อกของใครสักคนเพียงเพราะว่าเขาเป็นใคร แต่เราอ่านเพราะเราสนใจในข้อเขียนและมุมมองของเราต่างหาก และที่สำคัญ เรากำลังก้าวล่วงไปในความเป็นส่วนตัวและตัวตนที่อยากจะถูกปกปิดหรือเปล่า คนที่มาเล่นบล็อกเพื่อจุดประสงค์นี้ เพื่อความผ่อนคลายเช่นนี้ก็มี

* ก็แค่จับผิดไปเรื่อย blogtag มาเร็วเกินไป และที่สำคัญ การที่ระบุให้ส่งต่อให้คนห้าคนทำให้สิ่งนี้ระบาดรุนแรงมากไปในระยะเวลาสั้น ๆ ทำให้ผู้ที่ถูก tagged และออกมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองมีมากเหลือเกินจนทำให้เฝือ และกลายเป็นเห็นเมื่อไหร่ อารมณ์เสียเมื่อนั้น หากค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป blogtag อาจจะมีวงจรชีวิตที่น่ารักกว่านี้ก็ได้

ช่วงหลัง มี tag อื่น ๆ ออกมาระบาดเพิ่มเติมมากขึ้น เห็นแบบนี้ก็เถอะ แต่ส่วนตัวเองเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมนี้อย่างรุนแรง การทำความรู้จักและรู้จักกับใครคนหนึ่งคนใด ต้องใช้เวลาและความพยายาม ความสนใจใส่ใจมากกว่าได้รู้ความลับห้าข้อ ซึ่งถ้าบอกในกติกาว่า … sharing five things about themselves that relatively few people know … ทุกสิ่งที่เอามาลงบล็อกไม่ว่าจะคนรู้มากรู้น้อยขนาดไหน ก็ถือเป็นความลับได้แล้ว เพราะคนอ่านไม่รู้จักอะไรตัวคนเขียนเลย

* ฟังดูเหมือนเป็นคนที่ไม่เชื่อในเรื่องสัมพันธภาพในบล็อก แต่ก็อย่างที่คิดนั่นแหละ ... การทำความรู้จักและรู้จักกับใครคนหนึ่งคนใด ต้องใช้เวลาและความพยายาม ความสนใจใส่ใจมากกว่าได้รู้ความลับห้าข้อเยอะ ดังนั้น เอาเวลามาใส่ใจสนใจกันแทนดีกว่า

Friday, April 06, 2007

Running in the wild

Running in the wild,
I think to myself and smile.
Oh, running in the wild,
I will free my mind.

Oh, running in the wild,
I will be a cheetah.
Oh, running in the wild,
I will then be a zebra.

Oh, running in the wild,
It will be great to look up high.
Oh, running in the wild,
Under that blue, blue sky.

Running in the wild,
Will you run, run with me?

Thursday, April 05, 2007

ความปรารถนา

ครั้งหนึ่ง
ฉันถามหญิงสาวว่า
ความปรารถนาที่รุนแรงที่สุดของเธอคืออะไร
เธอมองไปที่ชายหนุ่มใกล้ตัวเธอ
แล้วบอกว่า ขอให้ได้อยู่กับเขาให้นาน

ฉันหัวเราะ
บอกว่าเธอเป็นคนมักน้อย
บอกว่าเธอเป็นคนไม่มีความฝัน
สิ่งที่เธอต้องการช่างเล็กน้อยเสียเหลือเกิน

เธอยิ้มให้ฉัน
บอกว่านี่คือสิ่งเดียวที่ใจเธอต้องการ
เธอปรารถนาชายหนุ่มข้างตัวเธอ
ให้เธอได้อยู่กับเขาให้นาน
ได้รักกัน ให้ได้หัวใจของเขามาครอง
ไม่ใช่แค่วันนี้ ไม่ใช่แค่พรุ่งนี้
แต่เป็นตลอดไป

และที่สำคัญ
ความปรารถนาของคนคนเดียว
ที่ส่งผลถึงคนสองคน
เธอไม่ใช่คนมักน้อยเลย