Friday, May 18, 2007

long, long tag

แก้ไข/ เพิ่มเติม 02/11/07
จริง ๆ แล้ว กะว่าจะโพสต์แล้วโพสต์เลย ปล่อยไปตามยถากรรมนะนี่ แต่ทำไมกลายเป็นเรื่องที่มีคนมาอ่านเยอะ และเยอะขนาดนี่เจ้าคะ อนิจจา ก็เลยเห็นควรจะมีการเปลี่ยงแปลงแก้ไขบ้าง น่าจะดี
ไม่เคยใส่เลยว่าที่มาของ tag แสนยาว 50 ข้อนี่มาจากไหน ว่าจะใส่แล้วก็ลืมทุกมี พี่จูน – moneypenny นั่นไง เอามาให้ แล้วก็สะใจรอดูคำตอบยาว ๆ (อ่านจนชีวิตจะหาไม่ไมก็ไม่รู้ มตป. ไม่ทำอะไรให้เป็นเรื่องเล็กอยู่แล้วนี่คะ :D :D :D)
ดูแก้ไขตัวสีก็แล้วกัน
แล้วก็ไม่ได้เขียนให้ใครอ่าน เขียนไว้อ่านเลย เพราะชอบเล่นตอบคำถามมาก ๆ

ถ้าคิดว่าจะได้อะไรตื่นเต้น เร้าใจ ขอให้คิดใหม่ เพราะมันจะน่าเบื่อมาก ๆ ระดับหนึ่งค่ะ!แล้วก็ยาวที่สุดในโลกด้วย

1. ที่มาของชื่อและความหมาย
---ชื่อแปลว่าที่รักของแม่ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า แม่เห่อและดีใจขนาดไหนตอนมีลูกสาว ไม่ขอเขียนชื่อจริงก็แล้วกันเพราะว่าชื่อแปลกมากจนไม่ค่อยมีคนซ้ำ เดี๋ยวตามตัวได้ ฮ่า :D ส่วนชื่อเล่นจริง ๆ มาจาก “มุ้งมิ้ง” ที่แปลว่า เวลาพลบค่ำ เพราะเกิดตอนเย็นพอดี

2. อายุ
---ยี่สิบเกือบจะปลาย

3. สถานที่เกิด
---กรุงเทพฯ

4. มีพี่น้องกี่คน
---สองคนพี่น้อง เป็นลูกคนโต มีน้องชายอีกคน สนิทกันมากจนคิดเล่น ๆ ว่าถ้าเกิดเป็นฝาแฝดกันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ถึงเป็นแฝดไม่เป็นแฝด เราก็เป็นหนอนในท้องกันและกันไปแล้ว ล่าสุด มีคนสองสามคนมาทักว่าเป็นแฝดกันหรือเปล่า หน้าตาก็ไม่ได้เหมือนกันมากขนาดนั้น หรือจะเหมือนก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ ๆ บุคลิกหลายอย่างเหมือนกันแน่ ๆ มาดูท่านั่งตอนกินข้าวจะเห็นชัดมาก ๆ :D :D

5. ฉายาขำ ๆ ที่เพื่อนเรียก
---ไม่ค่อยมี มักจะจิกกัดกันด้วยวาจามากกว่าฉายามังคะ

อืม สองสามวันก่อน เพิ่งถูกเรียกอีกทีว่า “เมียญี่ปุ่น” หลังจากไม่ได้ยินมาหลายปี คนที่เรียกเรียกเพราะว่า เวลาทำกับข้าวกินด้วยกันในหมู่เพื่อน ๆ แล้วหลังกินข้าวเสร็จจะลุกขึ้นมาเก็บของล้างจานทันที ไม่ใช่เพราะรักสะอาดหรือขยัน แต่เพราะว่าไม่ชอบเห็นของที่กินเหลือ หรือจานชามสกปรกกอง ๆ อยู่หน้าตัว (เอ หรือจะเจ้าระเบียบจริง ๆ หว่า ก็ชักไม่แน่ใจ แต่จริง ๆ ถ้าทำทีหลัง มันก็อาจจะหนืดได้) ชื่อนี้ติดใจเพราะไม่คิดว่าเราจะเข้าข่ายแบบนี้ได้ แต่เพื่อนบอกว่าเข้าข่ายและใช่ ใช่ ใช่ ทำมันตั้งแต่ซื้อของ-เตรียมของ-ทำกับข้าว-จัดสำรับและล้างจาน ถ้าไม่ใช่จะเป็นอะไรได้ อาทิตย์ที่แล้ว น้องเพิ่งพูดขึ้นมา เพราะกินข้าวด้วยกันเสร็จแล้ว อิฉันเป็นบ้าลุกขึ้นมาล้างจากทำความสะดอาดทันที ขณะที่คนอื่นยังนั่งหน้าทีวีสบาย ๆ หลังอาหาร ก็ไม่ชอบนั่งหนืดเฉย ๆ นี่คะ

6. Hobbies & Life Style
---เรื่อย ๆ มังคะ เห็นอย่างนี้ก็เถอะ เป็นคนที่เนือยที่สุดคนหนึ่ง แต่สันนิษฐานว่าเป็นพวก home girl นิดหน่อย ถ้ามีหนังสือดี ๆ เพลงที่ชอบก็อยู่บ้านได้แล้วล่ะ หลัง ๆ ออกนอกบ้านมากขึ้นแต่ก็ยังถือว่าอยู่บ้านเยอะอยู่ดี เพราะบางอารมณ์เป็นพวก anti-social – แล้วก็เหมือนว่าช่วงนี้จะเป็นบ่อย อยากอยู่ในที่ที่เงียบ ๆ สงบ ๆ ได้ยินเสียงตัวเองคิด ฮ่า ประมาณว่าอารมณ์กางร่มอยู่ในฝนคนเดียวกลางสวนสาธารณะ

งานอดิเรก ก็ illustrator นั่นแล เป็นหลัก เมื่อก่อน เรียนปั้นเซรามิคบ้าง เรียนเพ้นส์จานบ้างแต่พวกนี้ทำที่บ้านไม่ได้ก็เลยรา ๆ ไป กำลังจะหาอะไรทำเป็นงานอดิเรกแบบที่ทำได้ที่บ้านมาทำอยู่ แต่ยังคิดไม่ออก
Life Style เกรงว่าจะเป็น new age เพราะออกไปทาง spiritual เหลือเกิน ดังเช่น ฝึกจี้กง (ฟังดูแก๊แก่ ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ต่างจากโยคะแท้ ๆ)

7. สถานที่ไปช็อปปิ้ง
---ถ้าจะช็อปจริง ๆ ก็ไปได้ทุกที่ แต่ที่ ๆ ไปแล้วซื้อของบ้าเลือดน่ากลัวมาก ก็คือ ตลาดนัดทั้งหลาย เนื่องจากจะซื้อได้ทุกอย่างทุกทาง ตั้งแต่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ไปจนถึงจานชาม และผักสดผลไม้ ยิ่งอย่างหลัง สามารถเหมาซื้อมาหมด เพราะสงสารแม่ค้าพ่อค้า จนถึงขยายต้องแจกคนอื่นไปก็มี หรือมิฉะนั้น ด้วยความที่ชอบผัก ก็จะอยากได้ทุกอย่างตั้งแต่สาระแหน่โหระพา ผักชี ไปจนถึงกวางตุ้ง ผักโขม แล้วก็มะเขือเทศ แครอท พูดง่าย ๆ ว่าเห็นผักเป็นไม่ได้
ที่อื่น ๆ ก็สยาม สีลมตอนกลางคืน หรือไม่ก็ห้าง แต่ก็แล้วแต่ด้วยว่าคำว่าช็อปปิ้งหมายถึงว่าซื้ออะไร

8. โรงภาพยนตร์
---ไม่ชอบดูหนังอย่างยิ่ง เพราะถือว่า brainwash ด้านจิตใจ ถ้าเลือกได้ขออ่านหนังสือดีกว่า (บอกแล้วว่า anti-social แล้วก็อคติสูง) แต่ถ้าจะต้องไปดู ไปไหนก็เหมือนกัน เอาสะดวกเป็นหลัก

9. คำ 3 คำที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ
---wacky-hyperactive (หรือเป็น vivacious ดี เพราะคนอื่นชอบใช้คำแรกเวลาพูดถึงอีฉันมากกว่า?)-temperamental น่าจะอธิบายได้ในตัวเองแล้วกระมัง แต่ละคำ

10. กิจกรรมที่ชอบทำ
---ข้อข้างบนน่าจะอธิบายไว้แล้วมังคะ

11. web ที่เข้าบ่อย
---Gmail เพราะตั้งเป็น default หน้าหลักไว้ อื่น ๆ ก็แล้วแต่วัน เพราะขึ้นอยู่กับว่าทำอะไรอยู่ ถ้าทำงาน ก็อาจจะพึ่งพวก dictionary บ้าง พวก references บ้าง ถ้าอัพบล็อกก็ bloggang โดยเฉพาะ mingki.bloggang.com ฮ่า โฆษณาซะ! ถ้าวาดรูป อืม... เอาเป็นว่า google แล้วกัน เพราะ search บ่อย มีคนบอกว่าใช้ google หาของได้เก่งมาก ก็ไม่รู้จริงหรือเปล่า

12. สไตล์การแต่งตัว
---เกรงว่าจะเป็นแบบ practical คือเน้น function เป็นหลัก เช่น ถ้าเดินหนัก ๆ อิฉันจะใส่ผ้าใบ ถ้าหนาวก็มีผ้าพันคอ อะไรแบบนี้ ลึก ๆ แล้วเป็นอารมณ์ขี้เกียจแต่งตัวมาก ยกเว้นนัดเพื่อนนัดฝูงไว้ ก็จะต้อง dress up มาเล็กน้อยถึงมาก มาก มาก ส่วน style? เกรงว่าจะไม่มี เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าแต่งตัวเองอะไรอยู่ แต่งไปตามใจฉัน แต่ถ้าชอบมาก ก็คือ street/ mild punk กับ vintage แต่ปัจจุบัน คล้ายว่าจะเซอร์แบบเป็นซาก ไม่งามๆๆ

ตอนนี้ติดรองเท้าผ้าใบมาก ไม่ได้ใส่ส้นสูงเลย แล้วพอกลับมาใส่อีกทีก็ไม่ชิน กำลังเครียดว่าจะทำอย่างไรดีอยู่

13. คุณใช้โทรศัพท์รุ่นไหน / เสียงเรียกเข้า
---Sony-Ericsson รุ่นเก่า ไม่อยากเปลี่ยนใหม่ เพราะเป็นพวกผูกพันกับของที่ใช้อยู่ด้วยกันอย่างสูง และไม่รู้จะเปลี่ยนไปเพื่อเหตุผลอะไร เพราะไฮเทคมากไปก็จะไม่ได้ทำอะไรนอกจากโทรออก-รับสายเข้าเป็นหลัก เสียงที่เรียกเป็นเสียงกริ่งแบบ old phone ชอบมาก ๆ รู้สึก unique แล้วก็ attitude ดี - ถ้าไม่รู้สึกไปเอง

14. ของสะสม
---หนังสือ (เดาได้ไม่ยาก) แล้วก็เหมือนจะเป็นแหวน รู้ตัวอีกทีเป็นคนชอบแหวนไปแล้ว ดังนั้น ถ้าเจอที่ไหนถูกใจก็จะซื้อมาเก็บ แต้ถ้าถามคนที่บ้าน คงถูกประนามว่า รองเท้าอีกอย่าง (ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่ของสะสมแท้ๆ ) อื่น ๆ ก็เป็นจานชาม ... เอ คำว่า ของสะสม คืออะไร คือของที่ซื้อมาบ่อย ๆ หรือของที่ซื้อมาเก็บให้ได้เยอะ ๆ เพราะความชอบ ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน อ้อ เหมือนว่าจะสะสมพวกสครับอีกอย่างค่ะ ทั้งสำหรับตัว และสำหรับหน้า (รวมถึง mask และพวก peel off) เพราะถ้าเจอที่ไหนถูกใจก็ซื้อ มีข้อดีคือเวลาอาบน้ำมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้มากมายไม่มีเบื่อ กับเปลี่ยนได้ตามความต้องการและอารมณ์ แต่ข้อเสีย คือ ถ้าช่วงไหนซื้อมาก ๆ จะใช้ไม่ทัน ตอนนี้เวลาพยายามไม่ให้เกิน 15-20 ตัวต่อช่วง กับพยายามใช้ให้หนักมือ จะได้หนักแล้วซื้อใหม่ได้เร็ว ๆ ฮ่า ;D

ปล. อืม เกิดสงสัยว่าคำว่าสะสมต้องเป็นสะสมแบบรู้ตัวว่าสะสมหรือเปล่า ถ้าไม่รู้ตัวจะเรียกว่าสะสมไหม แล้วความหมายของคำว่าสะสมคืออะไร เพราะอย่างทั้งหนังสือ แหวน หรืออื่น ๆ ก็ไม่ได้ซื้อมาเพราะคิดว่าจะสะสม (ในความหมายที่แปลว่าอยากมีให้มาก ๆ ) แต่เป็นเพราะชอบและอยากได้มาครอบครองโดยมิได้มุ่งปริมาณแต่อย่างใด – philosoplising me อีกแล้ว!

15. สีที่ชอบ
---โทนฟ้า เขียว ก็แล้วสีส้ม

16. เวลาเหงา ๆ สิ่งแรกที่จะทำ
---วาดรูป เนื่องจากความเหงาและอารมณ์ต่าง ๆ เป็นแรงบันดาลใจได้ดี หรือมิฉะนั้นก็โทรศัพท์หรือส่ง msg หาใครสักคน ... หลัง ๆ ทำบ่อย คือมองดูแมวที่บ้านว่าทำอะไร อย่างไร แล้วสังเกตพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จับตามองดูบุ้งกี๋ สักพักก็สบายใจหายเหงาแล้ว

17. ชอบดูหนังแนวไหน และหนังที่ประทับใจ
---ตอบไปแล้วว่าไม่ชอบดูหนัง แต่ถ้าดู และถ้าต้องดู ชอบหนังที่ทำให้คิด แต่ก็ทำให้อบอุ่นในใจไปได้พร้อมกัน คือ ไม่ tough กับชีวิตมากไป อย่างไรก็ตาม แอบติด pop culture เพราะชอบ Shrek 2 กับ Monster Inc. มีแต่พวกการ์ตูนอนิเมทั้งนั้น!

18. ชอบฟังเพลงแนวไหน แล้วเพลงที่ชอบมากที่สุด
---ฟังได้หลายแนว สบาย ๆ ตั้งแต่ Jim Brickman เล่นเปียโน Dave Koz เป่าแซก/ แล้วก็พวก bossa nova โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของ Clementine (หรือเธอไม่นับอยู่ในพวกนี้หนอ เป็น easy-listening แทน?)/ แล้วก็พวกเสียงใส ๆ ของนักร้องผู้หญิงอย่าง Ayo, Mocca, My Little Airport / Italian Pop อย่าง Laura Pausini หรือ Eros/ พวก Indie Pop อย่าง Swan Dive ก็ชอบ/ Dance กระจาย ก็ใช่ อย่าง Kylie, Aqua, Daze รวมไปถึง Jessic Folker, Sophie Ellis Baxter แล้วก็พวก Disco 80’s / Pop Rock ก็ใช่ อย่าง Evan and Jaron, Binocular (เอ๊ะ ฝ่ายหลังเป็นไหมหว่า)/ Indies เลย อย่าง Sugar Ray, Smash Mouth, Travis,Wheatus หรือ Fool’s Garden ก็ชอบ/ แล้วก็ Linkin’ Park
ปล. เป็นคนที่แบ่งแนวได้ไม่เป็น ใช่ไม่ใช่ก็ไม่รู้!!!!

ฟังได้เรื่อย ๆ นะคะ ถ้าชอบ แล้วแต่อารมณ์ แต่หลัง ๆ ทำไมฟังเพลง bossa nova กับ easy listening เยอะไปก็ไม่รู้ แต่กำลังจะกลับไปหาแนวอื่น เพราะชักไม่สมดุลแล้ว อ้อ แล้วก็กำลังเรียนภาษาจีนเพิ่มก็เลยกำลังพยายามจะหาเพลง Pop จีนมาฟังอีกอย่าง ที่ฟัง ๆ ดูก็โอเคดี เพราะว่าความเป็น acoustic จะสูงกว่าเพลงวัยรุ่นบ้านเราโข ฟังง่าย ฮ่า ๆ เพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการและภาษาจีน!

19. เครื่องประดับที่ขาดไม่ได้
---นาฬิกา และแหวนแปลก ๆ ... หรือว่าใส่เสื้อยืดใส่ยีนส์ จะต้องมีสร้อยคอสร้อยข้อมือไม้ ๆ ด้วย

20. ของที่ติดสุด ๆ
---ติดแบบไหน? ติดโลชั่นกระมังเพราะไม่ถ้าไม่ทา จะรู้สึกตัวแห้ง และแสบมาก แล้วก็ถ้านอนต้องมีลิปมันอีกอย่าง อื่น ๆ ถ้าติด ก็แมวกี้ ถ้าอยู่บ้าน อยากให้แมวกี้อยู่ใกล้ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานอน ถ้าไม่มีกี้อยู่ในห้องแล้วไม่ค่อยชิน

21. เพื่อนที่สนิทที่สุด
---จากคณะ

22. ชายหนุ่มที่ทำให้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
---ถ้าเป็นแบบ worst case เลย เคยมีอยู่คนเดียว เป็นเพราะเด็กด้วย ไม่น่าเชื่อว่าชอบคุณพี่คนนี้มาก ๆ ไม่ได้เจอกันนานหลายปี วันนั้นไปดูรูปก็ตกใจมากว่าพี่แกกลายเป็นลุงวัยกลางคนไปแล้ว โอ้ สังขารไม่เที่ยง! … แต่ อืม คำถามนี้ตอบยาก ถ้าเราหลงรักใครสักคน หรือแม้แต่มีความรู้สึกดีด้วย ก็ไม่แปลกที่จะทำให้ “ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว” แล้ว ดังนั้นในแง่นี้แล้ว สำหนับเราทุกคน มันก็มีเป็นเรื่อย ๆ ได้หรือเปล่าหนอ?

23. ผู้ชายที่ดูดีในสายตาคุณ
---ข้อนี้ยากจัง – ถ้าเกิดว่าความรักทำให้คนตาบอดแล้ว พอรักแล้วก็ดูดีได้เองแหละ! ดังนั้นขอตอบว่าไม่รู้ แต้ถ้าจะให้ดีได้ง่ายที่สุด ก็ไม่เรื่องมาก แล้วก็อารมณ์ดีกระมัง

24. ความสามารถพิเศษ
---ตอนนี้คิดไม่ออก – อืม มันขึ้นอยู่กับคนอื่นมองเรามากกว่ามังคะ ให้คนอ่านมาบอกก็แล้วกัน น่าจะได้น่า

25. อาหารที่ทำอร่อยที่สุด
---อืม อืม อืม พูดยากเพราะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ แต่ที่เป็นตำนาน (ฟังดูเว่อร์เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำอาหารแล้ว) ก็คือซุปหัวหอม แล้วก็พาสต้าที่ทำแม้กระทั่งเส้นเอง น้ำสลัดใสสูตรของที่บ้านอีกอย่าง มีทั้งน้ำผึ้ง มัสตาร์ด ไวน์เวเนการ์ น้ำส้ม ลูกเกด หอมใหญ่ ฯลฯ ปรับเรื่อย ๆ จนถูกปากถูกใจคนที่บ้าน ก็พวกอาหารฝรั่งมังคะถ้าจะว่าไป อาหารไทยที่ทำอร่อยแทบจะไม่มี นอกจากไก่ย่าง หรือไม่ก็ยำวุ้นเส้นแบบใส่น้ำพริกเผา ก๋วยเตี๋ยวหมู ผัดขี้เมา จิ้มจุ่ม ... แล้วแต่น่ะ เพราะหลัง ๆ ไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ เพราะไม่มีคนกิน อ้อ ทำพวกน้ำปั่น และ smoothie ทั้งหลายได้อีกอย่าง เมนูเด็ดเป็นพวก berry ปั่นแล้วใส่ grand manier ผสม แล้วก็มี House’s Punch อีกอย่าง แล้วก็พวกเหล้าผสม cocktails ต่าง ๆ ด้วย

26. ของที่เห็นแล้วต้องซื้อ
---หลายอย่างมาก – แล้วแต่อารมณ์ด้วยแหละ

27. สิ่งที่เห็นแล้วต้องยี้
---ยี้เพราะอะไร – ขยะแขยง? หงุดหงิด? ไม่พอใจ? ถ้าเห็นแล้วอารมณ์ขึ้นต้องเป็นละครไทยเห็น ๆ ไม่ชอบ และไม่ขออยู่ร่วมห้องที่เปิดละครเอาไว้ ได้ยินเสียงกรี๊ด ๆ ก็อยากกรี๊ดต่ออีกทอดแล้ว อารมณ์เสียๆๆๆๆ

28. หนังสือเล่มโปรด
---หลายเล่มมาก แล้วแต่ประเภทด้วย แต่ถ้านึกได้เป็นอันดับแรก ๆ ก็คือ Little Prince เพราะเป็นปรัชญาความสัมพันธ์ชีวิตมนุษย์ในสังคมดี โดยเฉพาะบทที่ว่าด้วยหมาจิ้งจอก แล้วก็ The Greatest Miracle in The World ของ Og Mandino เป็น self-help ที่บอกให้รักตัวเองดี โดยเฉพาะที่บอกว่าให้ choose to grow, rather than rotten!

29. คำพูดที่ดีที่สุดที่คนอื่นพูดกับเรา
---เป็นคนร่าเริงที่ทำให้รอบข้างมีความสุขตาม – หลายคนพูดประโยคนี้ให้ฟังเสมอ ๆ

30. ประเทศที่อยากไปมากที่สุด
---หลายที่ อยากไปเที่ยวรอบโลก โดยเฉพาะที่ ๆ culture จัด ๆ ได้เห็นและเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละที่ด้วยตัวเอง

31. ปกติเข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง
---ดึก หลังตีสอง พยายามแก้ทำเป็น Resolution มาหลายปีแล้วก็ไม่สำเร็จเสียที

32. ชุดที่ใส่นอน
--- เสื้อกล้ามกับขาสั้น

33. เวลานอนไม่หลับกิจกรรมที่ทำ
--- ลุกขึ้นมาเปิดคอมพิวเตอร์แล้วหาอะไรทำอีกสัก 2-3 ชั่วโมง (ไม่ดีมาก ๆ )

34. unseen เวลานอนต้องกอด
---แมวบุ้งกี๋ แหล่งพลังงานที่ทำให้มีความสุข หรือไม่ก็ไม่ต้องกอดก็ได้ ให้ได้แตะตัวบุ้งกี๋เป็นพอ

35. เรื่องที่เห่อล่าสุด
---ไม่มี แต่กำลังคิดว่าถ้าจะเอาภาษาจีนให้ได้ดีจริง ๆ จะไปเรียนที่คุนหมิงหรือไม่ก็ปักกิ่งสักพัก

35. สิ่งที่ทำบ่อยจนติดเป็นนิสัย
---เช็คเมลในตอนเช้า

37. นิสัยแย่ๆๆที่แก้ไม่เคยได้
---นอนดึก เป็นมาตั้งแต่เด็ก กับชอบผลัดวันประกันพรุ่งบางที กับนิสัย perfectionist หน่อย ๆ ถ้าทำได้ไม่ดี ก็ไม่ยอมทำต่อ แย่มาก ๆ

38. Idol ในดวงใจ
---เปลี่ยนเป็นพวก thinkers ได้ไหมคะ? ถ้าเช่นนั้นก็มี อ. กุลลดา เกษบุญชู/ อ. นิธิ เอียวศรีวงศ์/ Walden Bello/ Michael Klare/ Machiavelli/ Andrew Bacevich อืม ตอนนี้นึกไม่ค่อยออกกระมัง .. มาเรื่อย ๆ ไป ๆ มา ๆ
นึกออกว่าตก Gramsci สุดที่รักไปอีกคน กรี๊ดดด ถูกพระเจ้าลงโทษแน่ ๆ
39. ศิลปินคนโปรด
--- Clementine/ Laura Pausini/ Sophie Ellis Baxtor แต่หลัง ๆ ก็ชอบว่า เอ้อ ต้องฟังคนนี้ร้องเฉย ๆ ไม่ได้ติดตามข่าวคราวอะไรนอกจากเรื่องเพลง หรือประมาณว่า แค่ฟังเพลงเฉย ๆ

40. ดาราคนโปรด
--- ถ้าเปลี่ยนเป็นนักเขียนคนโปรดได้ จะได้ Anne Bishop คนเขียวเรื่องแฟนตาซีแนวโหด ชอบสำนวน แล้วก็ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วดี สะใจเวลาเห็นพวกตัวร้ายรับกรรมแบบรับกรรม ฮ่า! เป็นพวกใจร้ายแล้ว

41. ส่วนใหญ่จะตื่นเต้นที่สุดเวลาต้องทำอะไร
--- ไม่ชอบทำอะไรที่ต้องแข่งขัน แล้วก็เร่งกับเวลา แต่หลัง ๆ บางทีก็สนุกดี

42. สเป็กคนรู้ใจ
--- IQ ดี EQ เด่น -ยังกับคำขวัญโรงเรียน หรือจะบอกว่า ความรู้คู่คุณธรรมก็ได้!
อันนั้นเป็นหลัก ... แล้วก็มีข้อรอง ๆ ต่อ ๆ มาอีกเป็นหางว่าว

43. ดอกไม้ที่บอกถึงความเป็นตัวเรา
--- ใบไม้มากกว่า ไม่ค่อยชอบดอกไม้ ยกเว้นพวกสีแปลก ๆ หรือไม่ก็มัมสีขาว แต่นั่นก็ดูไม่ใช่ตัวเองอีกนั่นแหละ ถ้าไม่คิดอะไรมาก รู้สึกว่าตัวเองเป็นทานตะวันดี แบบร่าเริง เติบโต หรือรู้สึกไปเองก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ อยากเป็นใบซันนาดูแบบไม่ต้องทำอะไรก็เก๋ได้ในตัวเอง (ฟังดูแปลก ๆ !)

44. ถ้าวันแห่งความรักไม่ใช่วันที่ 14 กพ. อยากให้เป็นวันอะไร
--- ทุกวัน – ให้รักกัน และเผื่อแผ่กันให้มาก ๆ กับคนรอบข้าง

45. เปรียบความรักเป็น
--- แรงบันดาลใจ – เคยคิดเล่น ๆ ว่า “I love being in love, it makes one a better person.” ถ้ารักใครก็อยากทำตัวให้ดีกว่าที่เป็นอยู่แหละ

46. ถ้าเป็นชาย 1 วัน
--- ได้มากกว่าวันนึงไหม? ทำสิ่งที่การเป็นผู้หญิงทำไม่ได้ หรือไม่ควรทำ


47. เรื่องที่ทำให้ต้องเสียน้ำตา
--- หลายเรื่อง แต่แพ้เรื่องคนแก่เดียวดายกับสัตว์รอเจ้าของมาก แค่คิดก็น้ำตาท่วมเป็นทะเล

48. ถ้าโลกแตกจะทำอะไร
--- ไม่ทำ – ไหน ๆ ก็ตายพร้อมกันทุกคน หรือไม่แน่ก็ให้คนที่รักมาจับมือกันเป็นวงกลม แล้วตายด้วยกันมั้ง? หรือไม่ก็พยายามไม่ตาย


49. อยากพูดอะไรมากที่สุดตอนนี้
--- ยาวดีแฮะ ที่ตอบไปก็ยาวด้วย จะมีใครอ่านไหวไหมเนี่ย ไม่ได้น่าสนใจขนาดนั้นเสียด้วย จริง ๆ กะว่าจะเลี่ยง ๆ บางข้อแล้ว กลัวคนอ่านรู้จักเราดีขึ้น ฮ่า! แล้วก็จริง ๆ ชอบเล่นอะไรแบบนี้นะเนี่ย ก็เลยสนุกดี ยกเว้นกลัวคนอ่านรู้เรื่องแล้วกลัว ฮ่า ฮ่า

50. ส่งต่อให้ใคร
อืม 1. แพนด้ามหาภัย
2. DropAtearInMyWineGlass
3. Brownie point
* แต่ทั้งนี้จะทำหรือไม่ทำก็ได้นะคะ เพรามันยาว และใช้เวลามาก หรือจะเลือกทำเป็นบางข้อก็ไม่ว่ากัน :D :D :D

Tuesday, May 08, 2007

The Confession of Alice: Draft Version

That very day,
I met a tiny white bunny,
Asking me, “Wanna live your way?”
And then, I started the journey.

Without a single regret,
I jumped into that chance.
Oh, another world to be met,
That could be a pleasing romance.

Falling in that living fantasy,
I acted without thinking twice,
There was no responsibility.
Neither was paying the price.

Happy as a fresh daisy,
Joyful as a dear baby,
There was nothing to worry,
Life made of no misery.

One day it appeared to me,
What actually did happen
Was my just-wrong philosophy
To shut in that nursing haven.

Then, my conscious was saying, “Nay,
This shall not be lasting, Girl.
It was time to stop the play,
And come back to the World!”

That’s all coming to my memory,
How I mis-lived my life,
So I’m telling you the story,
To act wise, and live nice.

* This piece had been first written almost a year ago, and then forgotton in the piles of files. Today, I found the poem by surprise and felt the drive to finish it. Still, I half-remembered how I began the story, but that might be somehow the reason behind Alice to run away from growing up, just very much like the way Peter Pan did – if I was not imagining that myself, or if that is something seen from my very point of view. I wish I could be like Alice, in the sake that she could then find the way back home to her world, which was in my very opinion, her senses!

And that came “The Confession of Alice: Draft Version”! Although it is not yet perfect, I am very much love the idea!