Thursday, December 27, 2007

เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007

‘love is here’ / Sophie-ellis
ได้อารมณ์ตกหลุมรักมาก ๆ และเป็นเพลงที่พิสูจน์ชัดว่าตัวเองชอบเพลงรักสดใส คนเราจะเจอคนที่ใช่ อย่างไรก็ต้องเจอแหละ กับท่อนนี้บอกความเป็นมิ้งดี ‘..I hope you're proud of being my man/ The way I'm proud of holding your hand in my hand..’ จะรักใครก็ตาม ขอให้เราเท่าเทียมกัน เสมอกัน ไม่มีใครนำหน้าใคร หรือใครต้องตามหลังใคร

‘meet me tonight’ / Joe Hisaishi
ความรักสุกงอมหรือว่าอยู่ในช่วงเริ่มต้นไม่รู้ แต่ที่แน่ ๆ เป็น secret moment/ moment of two ฟังดูก็เห็น You tonight/ Meet me alone tonight/ You I need/ You’re my best company/ Hope you know who I am/ I hope you know by now/ We meet tonight/ Meet me alone tonight/ Whisper me/ Whisper me twice tonight/ Hope you’ll be satisfied/ I’m hoping inside/ It’s time for us to find a way/ We’ll take a walk and fly away/ Come along/ Meet me alone/ ….นัดแนะมาเจอกันสองคน ก็เราจะต้องการคนอื่นทำไม :D

‘fairground’ / Simple Red
เพลงเก่าที่กลับมาเข้าชาร์ตมิ้งใหม่ เพราะได้ฟังทางวิทยุโดยบังเอิญ ทำเทปหายไปแล้ว แล้วก็ติดใจกับท่อนคอรัสมาก ๆ ถึงกับร้องอยู่หลายวันติดกัน พอไปเจอซีดีอัลบั้ม life ที่จีนก็เลยรีบซื้อมาฟัง ‘…And I love the thought of coming home to you/ even if I know we can't make it..’ บางครั้ง การจินตนาการถึงกลับไปหาผู้เป็นที่รักนั้นแค่เพียงได้คิดก็ทำให้มีความสุขได้แล้ว

‘I do’/ Sing-sing
ชอบเสียงกึ่ง acoustic และดนตรีของเพลงเป็นอันดับแรก แล้วก็ชอบเนื้อตามมา ฟังดูเป็น the beginning of the happily ever after ดี ท่อนนี้เป็นท่อนที่ติดใจมาก ‘… ‘I’ll never rue the day when I made you your first coffee/ not knowing what to say/ I looked over your pretty shoulder/ and you licked your lips/ and you took a sip…’ ฟังดูมากกว่าแค่ความสัมพันธ์ทางกายหรือคืนเดียวจบ

‘so good so right’/ Bone Thugs-n-Harmony (feat. Felecia)
ชอบเพลงช้าจากพวก rappers และเพลงนี้ก็เช่นกัน ตอนแรกเผิน ๆ นึกว่าเป็นเพลงรัก แต่ฟังไปฟังมา กลายเป็นกึ่งเล่ากึ่งระบายความในใจถึงเบื้องหลังการเกิดวง ซึ่งก็น่ารักไปอีกแบบที่ได้ฟังสมาชิกแต่ละคนมาแร็พให้ฟังอีกด้านของเหรียญ ไม่ใช่แค่อยู่ ๆ ก็ประสบความสำเร็จขึ้นมา ทุกชีวิตมีด้านลำบาก ‘…Been through rough times and they been mighty hard/ We been ridin' in the dark/ 'Til I look in the light and find my spot!..” (แนะทำให้ดูเนื้อเต็ม ๆ ชอบทัศนคติของวงมาก!)

‘shadow of the day’/ Linkin’ Park
ใครว่า linkin’ park ลดความเอะอะโวยวาย และสะใจน้อยลงกว่าเดิม นั่นคงไม่ได้ฟังแต่ละเพลงให้ลึกซึ้งแน่ ดนตรีลุ่มลึกขึ้น และก็’หนักหน่วง’กว่าเดิมในแง่การส่งสาร ฟัง shadow of the day ตั้งแต่ยังไม่ได้ตัด single แล้ว ชอบว่าตรงกับใจเราเองดี ด้วยความรู้สึกว่าอยากหายไป อยากลบตัวเองออกไป ‘…sometimes solutions ain’t so simple, sometimes goodbye’s the only way..’ แต่ก็สบายใจได้ว่าไม่ได้ทำอะไรกับตัวเอง เพราะกลัวบาป และกลัวคนที่อยู่ข้างหลังจะต้องเศร้าหรือเสียน้ำตา

‘life keeps on turning’/ Mocca
จริง ๆ mocca เป็นวงที่ให้ความรู้สึกแง่บวก และพลังด้านบวกเยอะมากนะ ขนาดเพลงอกหักยังมองโลกแง่ดีเลย แม้ไม่ได้อกหัก มีความรู้สึกร่วม แต่ก็อดหลงรักเพลงนี้ไม่ได้ ก็คุณเธอในเพลงปลุกปลอบตัวเองขึ้นมาเผอิญกับโลกใหม่เสียขนาดนั้น ‘…Loosing you is not the end of the world/ But it's true that it definitely hurts/ That it definitely hurts!’...’ ท่อนนี้ทำให้ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร ก็นะ ไม่ใช่จุดจบของโลก ไม่ใช่เรื่องใหญ่ โลกยังหมุนต่อไปได้ แต่ตอนนี้เศร้า ๆๆๆ :D :D :D

‘if you ever need a stranger (to sing at your wedding)’/ Jens Lekman
ได้ฟังเพลงนี้ครั้งแรกที่บล็อกอาย DropATearInMyWineGlass แล้วก็ชอบมากกลับไปฟังบ่อย บ่อยจนเจ้าตัวให้เพลงมา เป็นเพลงรักของชายหนุ่มที่แสวงหาอีกครึ่งหนึ่งของชีวิต และก็หวังว่าจะเจอเธอที่ไหนสักที่ ‘…You think it's funny/ My obsession with the holy matrimony/ But I'm just so amazed to witness true love/ And true love can be measured/ Through these simple pleasures/ They are waiting there for you/ To be discovered…’ อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มในเพลงบอกว่ายอมตัดแขนออกไปข้างหนึ่ง เพื่อที่จะเป็นคนรักของใครสักคน และทุกครั้งที่ฟังเกิดความคิดว่า เป็นการเสียสละที่คุ้มหรือไม่ถ้าจะทำ แล้วถ้าเธอคนนั้นไม่เป็นอย่างที่เขาหวัง จะไม่เสียใจทีหลังหรือ บางครั้งการแสวงหามากเกินไปก็ไม่พบอะไรนี่นะ

จริง ๆ ก็น่าจะอีกอีกหลายเพลง แต่ ณ ขนาดนี้คิดออกแค่ 8 เพลง หรืออันที่จริงเขียนถึงได้ 8 เพลงก็เริ่มจะหมดแรงแล้ว แต่ปีนี้ ศิลปินที่ถูกใจมาก กลายเป็น Lisa Ono ที่ไม่แน่ใจว่าบ้าเธอตามน้องหรือเปล่า ก็นั่นแหละ เสียงเธอนุ่ม ๆ สบาย ๆ ฟังได้ทุกเวลาดี หรืออีฉันฝึกตัวเองให้ฟังเพลงนิ่มขึ้นก็ไม่แน่ใจ และอย่างไรก็ตาม ตอนนี้เหมือนว่าชอบ toy soldier ของ Britney อีกเพลง ฮ่า ตลาดซะ :D

----
04/01/08

นึกออกเพิ่มอีกสองเพลง
‘mumbling a goodbye’ / swan dive
สังเกตได้ว่าปีนี้เอาเพลงเก่ามาฟังใหม่เยอะมาก เพลงนี้ก็เช่นกัน ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้ติดใจอะไรมาก แต่ฟังไปฟังมาก็เริ่มชอบทำนอง แล้วก็ติดใจกับเนื้อเพลงอย่างมาก มาก มาก มาก เป็นมิ้งอย่างชัดเจน ใครบอกว่าผู้หญิงรักที่หนึ่งไปถึงสิบ ขณะที่ผู้ชายเริ่มรักที่สิบแล้วลดลงมานะ ในแง่นี้ความรักของมิ้งก็ oh-so-damn-macho น่ะสิคะ! ‘…What do you expect/ It happens every time/ Whoever you’ve met loses their charm/ And you don’t love them any more/ You gotta leave because you’re bored..’ ฟังแล้วคิดถึงตัวเองชอบกล

‘Friday night’ / Lily Allen
จริง ๆ น้องเขาเป็นเด็กที่มี attitude ดีนะ ถึงบางอย่างจะ snob-bitchy ไปหน่อยก็ตาม เพลงนี้ขำแต่ก็ทำให้นึกถึงอารมณ์เวลาไปเที่ยวสมัยก่อนได้ดี ก็ไม่ได้ไปมีเรื่องเหล่กับใครหรอก (โดยเฉพาะเมื่อไปเที่ยวบาร์เกย์เป็นหลัก แล้วก็ไม่ได้สนใจใครนอกจากเพื่อนตัวเอง ฮ่า!) แต่ประโยคนี้ก็ยังใช่อยู่ ‘…Don't try to test me 'cause you'll get a reaction/ Another drink and I'm ready for action...’ หรือจริง ๆ ไม่ได้ดื่มแต่ถ้าจะอัพ up to the max, to the max, to the maximum ตาม mantra หากินสมัยก่อน? ก็ทำได้เลย ยิ่งตอนนี้แก่แล้วเมาดิบได้โดยไม่ตองมีเหล้า?

Wednesday, December 26, 2007

หนึ่งปีที่ผ่านมา

ไปเจอหมีชุน แพนด้ามหาภัย ทำทบทวนหนึ่งปีที่ผ่านมาลงบล็อก ก็เลยให้อยากจะเขียนเกี่ยวกับหนึ่งปีที่ผ่านมาของตัวเองขึ้นมาบ้าง นอกจากจะได้ทบทวนเก็บไว้เป็นความทรงจำแล้ว อย่างน้อยที่สุดอีกประการหนึ่งก็น่าจะได้ประเมินและมองเห็นตัวเองขึ้นมาอีกนิด – แม้ว่าจะมองผ่านเลนส์และมุมมองที่เรียกว่า ความเข้าข้างตัวเอง และการไม่ยอมเห็นความจริง (หรืออย่างน้อยก็ไม่กล้าพูดความจริงลงในในข้อที่จะเขียน)

นั่นแหละ หลัง ๆ เขียนและโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลง blogspot น้อยกว่าที่ผ่านมามาก เพราะ my dear a cultured side กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นส่วนสาธารณะขึ้นมา มีคนที่ไม่ควรมาอ่านก็มี ก็เลยไม่อยากเขียนอะไรลงไปเท่าไหร่ แต่นี่แหละ พื้นที่บล็อกมันก็ไม่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้เต็มร้อยอยู่แล้ว ถ้าคิดจะเขียนแล้วกลัวคนจะอ่าน ชาตินี้ก็คงไม่ได้เขียนอะไรกันพอดี!

ชีวิต
ดวงการเดินทางคงจะพุ่งทะลุโลกกว่าที่เคยมาเป็นแน่ เหมือนว่าปีนี้ไปไหนต่อไหนเยอะเหมือนกัน แต่ก็แปลกดีที่จะเป็นการไปซ้ำ ๆ ติด ๆ กันอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตอนที่ไป Fisherman’s Village ที่เพชรบุรีก็ไปติดกัน 2 ครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นที่อื่น อืม มานับดู ที่ผ่านมา มีพม่า 3 ครั้ง (ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์-หงสา/ย่างกุ้ง-อินทร์แขวน/ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์ .. ว่าแต่ว่าทริปเหมือนเดิมมาหลายคราแล้วนะคะ เมื่อไหร่จะได้ไปถึงอินเล หรือว่าฉานสักทีคะ รอร๊อรอนะคะ!) จีน 3 ครั้ง (คุนหมิง/ คุนหมิง-ลี่เจียง/ ปักกิ่ง) อุบลฯ 2 ครั้ง Fisherman 2 ครั้ง กาฬสินธุ์ 3 ครั้ง เชียงใหม่ 3 ครั้ง (พักที่สวนบัว/ บ้านสิงห์คำ-อมารี อ่างขาง/ แม่ปิง) ตลาดน้ำอัมพวา นอกเหนือจากอันหลังที่เป็นการไปกับครอบครัวเพื่อเที่ยว แล้วก็ค้างคืน 2 คืนขึ้น ไม่นับที่ไปเช้าเย็นกลับอีกนับหลายที่ ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่อยุธยา พิษณุโลก ลพบุรี ฯลฯ ซึ่งบางทริปก็จำไม่ได้แล้ว (สมุดไปไหนแล้วหว่า?) แต่ก็นั่นแหละ ก็ปีนี้ไม่มีงานประจำ การจะไปเที่ยวไหน ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่จัดกระเป๋าแล้วเตลิดก็ไปได้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รวมทริปที่ไปทำบุญไปด้วยเลยนี่นา โอ้

ด้านอื่น? พอมีเวลาว่างเป็นของตัวเองก็เลยหันไปเรียนศิลปะมากขึ้น ด้วยความคิดว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหรืออย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้ทำตามใจอย่างที่อยากทำ แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่จุดเดิม (อย่างนี้แหละรุ่งสุด และเหมาะสมที่สุดแล้ว ดิฉันไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มี inspiration หรือถ้าถูกสั่ง ทุกอย่างจะต้องหล่นมาจากฟ้ามาสู่หัว – ศิลปินซะ กับอีกอย่างคือถ้าเป็นด้านนี้ คงไม่ได้ชี้นิ้วทำท่ารู้มาก ฮ่าๆ) พร้อมกับมีงานอดิเรกเดิมที่ทำได้อย่างมั่นใจขึ้น.. ว่าอย่างน้อยสไตล์ฉันก็เฉพาะตัวและพิเศษ (เข้าข้างตัวเองกันเข้าไป!) และก็งง ๆ ปนสงสัยว่าคนในบล็อกหมาเลี้ยงแกะคิดว่าดิฉันเป็น graphic designer ได้อย่างไร (วะ)

การงาน
คงตกต่ำที่สุดในบรรดาหัวข้อที่มี และตกต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มทำงานมากระมัง เพราะออกจากที่ทำงานด้วยความรู้สึกว่าไม่ถูกใจและไม่ได้ดั่งใจ (ในแง่ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร) ก็เลยทำให้ retreat หน่อย ๆ (หรือจะถึงขั้นมากก็สูง) พอจะเริ่มงานใหม่ และถึงจะมีข้อเสนอมาก็ทำให้คิดมากและคิดหนัก ลังเล และถึงขึ้นไม่อยากทำ และเลือกที่จะไม่ทำก็เยอะ ด้วยความรู้สึกว่า ไม่อยากจะเป็นแบบเดิม อยากได้งานที่ใช่จริง ๆ และก็สงสัยเสียด้วยว่าควรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร แล้วพอเลือกมาก คิดมากก็เกิดกลัวขึ้นมาอีก กลายเป็นเดินหน้าถอยหลังตลอดเวลา –แต่ก็นะ หลังจากงานจับผลัดจับผลูที่เพิ่งผ่านมา ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรมา และเป็นอะไรอยู่ ถึงตอนนี้คงรับข้อเสนอเดิมที่คิดหนักอยู่นานเสียที แล้วปีหน้าก็คงจำต้องจริงจังกับชีวิตแล้ว love-after-money me!

สุขภาพ
แย่ที่สุด (และแย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในชีวิต!) ช่วงต้นปีถึงเมษา ถึงขั้นที่ไม่เคยคิดว่าร่างกายตัวเองจะอ่อนแอได้ขนาดนี้ เป็นไปได้ เป็นไปได้แล้วจริง ๆ ที่ต้องพึ่งยาคลายกล้ามเนื้อ และ “ยกของหนักกว่าตะเกียบไม่ได้” ฟังดูขำแต่เจ็บจริง เด็กที่ตลอดเวลาแม่เลี้ยงมาให้ยกของ-ขนของถืออะไรไม่ได้เลย แต่นั่นแหละ ก็ทำให้รู้ว่าเราจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราจริง ๆ หลังจากนั้นก็เลยเป็นพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส กลับมาดูแลร่างกายอย่างจริงจัง รวมไปถึงออกกำลังกายอย่างจริงจังกว่าเดิม ก็ดีที่แข็งแรงขึ้นจนดีกว่าเดิมหลังจากนั้น คราวที่แล้วเดินขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนไม่ได้ ก็ให้รู้กันไปว่าปีหน้าจะเดินไปเองไม่ได้ ฮ่า!

ความรัก
ถ้าความรักที่มีให้ครอบครัวล่ะก็ ไม่เคยน้อยลงเลย ปีนี้เหมือนจะลงตัว เพิ่มพูน และยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ และก็แปลกดีที่หลายครอบครัวรอบ ๆ ตัวดูบ้านเราเป็นครอบครัวตัวอย่างที่รักใคร่เข้าใจกันอย่างสุดซึ้ง ชนิดที่ว่ามีคนอิจฉาที่มิ้งกับฟินน์สนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งกว่าเป็นฝาแฝดตัวติด อยากให้ลูกตัวเองเป็นแบบนี้บ้าง ใกล้สิ้นปีเหมือนจะมี family reunion กับญาติ ๆ ที่หายไปหน่อย ๆ ซึ่ง มิ้งก็ได้ make such a scene เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาให้ทั้งครอบครัวใหญ่ร้องไห้ได้ โอ้ลา
ความรักอื่น ๆ ที่มีให้กับเพื่อน กับโลกก็ยังเหมือนเดิม แต่ความรักให้สังคมคล้ายจะลดลง เนื่องจากไม่ชอบการตามขบวนแห่ และกระแสสังคมปัจจุบันมากเท่าไหร่ และยิ่งอยู่ในโหมด anti-social ซึ่งอ้างว่าเป็นเพราะเป็นเด็ก home-school ก็ยิ่งหดหายไปไกล
ส่วนความรักแบบหนุ่มสาว ชาตินี้ไม่มีอยู่ในหัวเลย love after money ตลอด วันก่อนถูกพี่ที่ทำงานเก่าสอนสั่งเรื่องแต่งงานว่าให้เริ่มคิดได้แล้ว เพราะถ้าแต่งช้าถ่ายรูปออกมาหน้าจะเหี่ยว โอ ฟังแล้วก็อึ้งไป ถามกับมิ้งเนี่ยนะ กับมิ้ง! กับมิ้ง! ผู้ซึ่งไม่เค๊ยไม่เคยคิดอะไรแบบนี้ แล้วอีกอย่างอิฉันก็ยังอยู่ในตลาดอยู่เลย ข้ามช็อตไปกระมังคะ แต่ก็นั่นแหละ แอบนอกเรื่องนิด มิ้งคิดว่าถ้าจะแต่งช้า หน้าฉันก็ไม่เหี่ยวค่า โบ๊ะกันขนาดนี้!!!

การเงิน
ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองอย่างจริงจัง น่าจะข้ามข้อนี้ไปได้นะเนี่ย เดชะบุญที่ตอนทำงานรุ่ง ๆ ได้จุนเจือไปรอบ ๆ เยอะ ตอนนี้ก็ได้บุญกลับมาได้เงินเหล่านี้กลับมาจุนเจือตัวเองกลับ (และทำให้กล้าขอเงินแม่ด้วย ฮ่า ก็ช่วงนั้นให้แม่เยอะมากนี่คะ)

จบแล้วดีกว่า

Friday, December 14, 2007

[book review] Mystic And Rider

จริง ๆ แล้ววันก่อนตั้งใจจะไปดูหนังสือวิชาการแท้ ๆ แต่เนื่องด้วยหนังสือเหล่านั้นราคาแพงเกินจะซื้อมาเล่น ๆ มากไปหน่อย แถมบัตรสมาชิกก็ไม่ได้เอาไป สุดท้ายก็เลยลงเอยที่นิยายแฟนตาซีราคาถูกกว่ามาก หลังจากที่ได้พลิก ๆ อ่าน ๆ หนังสือประเภทแรกไปเรียบร้อย แปลกดีที่หลัง ๆ ถ้าไปที่สาขาเอ็มโพเรียมจะได้หนังสืออ่านเล่นมา และถ้าไปที่พารากอนจะได้หนังสือวิชาการ ทั้งที่สาขาแรกมีให้เลือกน้อยกว่าสาขาหลังเยอะ เป็นไปได้ว่า small is beautiful in someway! อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่าไม่ได้อ่านหนังสือกลุ่มแฟนตาซีมาสักพักหนึ่ง และคราวหลัง ๆ ก็รู้สึกว่าจะเป็นหมวด urban fantasy มากกว่าพวก tradition one หรือแม้แต่ Adventure one เสียด้วย



ปกไม่สวยเลย ดีนะที่ไม่ได้ judge a book with its cover! ฮ่า!

Mystic And Rider (Book One of Twelve House Series)
by Sharon Shinn


ชนิด : Adventure Fantasy
สำนักพิมพ์ : Ace (Paperback) (Mar 2006)
จำนวนหน้า : 421 หน้า

เมื่อกษัตริย์ระแคะระคายถึงกระแสการต่อต้านและโค่นล้มบัลลังก์ที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายส่วนของประเทศ จึงมอบหมายให้ Senneth ตัวเอกของเรื่องออกเดินทางเพื่อตรวจสอบความจริง และเพื่อหยั่งท่าทีของขุนนางทั้งหลายที่มีต่อกษัตริย์และความเป็นไปในการก่อกบฎไปพร้อมกัน

คณะเดินทางประกอบด้วย Senneth และเพื่อนอีกสองคนที่เป็น mystic หรือผู้ใช้เวทย์มนต์ กับ rider ซึ่งเป็นทหารพิเศษของกษัตริย์อีกสองคน จำนวนผู้ร่วมทางห้าคนเหมือนจะเป็นตัวเลขที่ลงตัวและเป็นกลุ่มเดินทางที่กะทัดรัดทรงประสิทธิภาพ แต่ความจริงแล้ว ความเป็นจริงที่เหล่า mystic ทั้งหลายเป็นที่ระแวงและคลางแคลงใจไปถึงขั้นเป็นเป้าความรังเกียจหวาดกลัวจากเหล่าคนที่ไม่มีเวทย์มนต์ก็ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไป เมื่อ rider ก็ไม่ไว้วางใจตัว mystic ที่ตนร่วมเดินทางด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์รอบตัวบีบอัดเข้ามาทุกที แต่ละฝ่ายก็ต้องเรียนรู้ที่จะทิ้งความระแวงแคลงใจที่มี และหันมาเชื่อใจกันแทน เพราะนั่นเป็นทางออกทางเดียวที่ทุกคนจะฝ่าวงล้อมศัตรูที่ล้อมกรอบเข้ามา ปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา และมีชีวิตรอดกลับไปได้!

ต้องบอกว่าถูกใจและติดใจกับหนังสือในมือพอสมควร การดำเนินเรื่องค่อนข้างทำได้ดี และการบรรยายเล่าเรื่องก็สมกับที่ St. Louis Post-Dispatch บอกว่า Sharon Shinn ผู้แต่งเป็น “...engaging storyteller…” เพราะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพตาม และจินตนาการภาพในหัวไปได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ได้ก็คือ หลายครั้งที่อ่านหนังสือ จะมีการอ่านผ่าน ๆ เพื่อเอาเรื่องให้เร็วและรู้ มากกว่าจะเป็นเพื่ออ่านละเอียดเพื่อเอาอรรถรส (พิสูจน์ได้จากครั้งชุด Black Magician และชุด Black Jewel ที่พยายามให้จบเร็ว ๆ แต่นั่นอาจเป็นเพราะมีอย่างละสามเล่มรวดในมือก็เป็นได้ ถ้าละเลียดอ่านอาจไม่รอด!) แต่ในการอ่าน Mystic And Rider การอ่านผ่านเร็ว ๆ ไม่สามารถทำได้เลย เพราะความเป็น engaging storyteller ของ Shinn ที่ทำให้อยากตามรายละเอียดการเล่าเรื่องของเธอไปเรื่อย ๆ และทำให้รู้สึกว่าถ้าอ่านข้ามไปจะพลาดความสนุกสนานที่อยู่ระหว่างบรรทัด

การสร้างตัวละครทำได้ดี ค่อนข้างสมจริงสมจัง และทำให้ชอบได้ ไม่ว่าจะเป็น Senneth ตัวเอกของเรื่องที่มีความพิเศษในการใช้ไฟ หรือ Tayse หนึ่งในสอง rider ที่ถูกส่งมาร่วมเดินทางไปด้วยกัน หรือแม้แต่ตัวละครอื่น ๆ ลำดับเรื่องและสัมพันธภาพของตัวละครมีพัฒนาการดี และเป็นเหตุเป็นผลพอสมควร ตั้งแต่เริ่มเรื่องเปิดภาพที่แต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน แต่ความจำเป็นเฉพาะหน้าทำให้ต้องร่วมมือกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และนั่นก็ทำให้มีการเปิดใจให้อีกฝ่ายตามมา จากที่เป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ก็กลายเป็นเพื่อนตายแทนกันในตอนท้ายได้ ซึ่งระหว่างนี้ สิ่งที่น่าพอใจอีกอย่างก็คือ การสร้างตัวละครที่สมจริงด้วยความเชื่อและแรงจูงใจในชีวิตของแต่ละคน ซึ่งอธิบายลักษณะตัวละครไปพร้อม ๆ กับอธิบายการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ นอกเหนือจากการสร้างสมดุลให้ตัวละครในคณะเดินทางด้วยบุคลิกและพื้นหลังที่แตกต่างกัน

เนื่องด้วยมีการพูดถึงกษัตริย์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และ Shinn ก็แทรกการเมืองและด้านมืดของการเมือง ซึ่งรวมถึง อำนาจ ความกระหายอำนาจ และการแสวงหาอำนาจลงไปพร้อม ๆ กับอารมณ์ขัน แม้ว่าจะต้องรู้สึกตื่นเต้นหรือเคร่งเครียดไปกับสถานการณ์การเจรจาต่อรอง แต่บรรยากาศในการอ่านก็ยังเบาได้อยู่ และหลายครั้งก็ทำให้ต้องหัวเราะออกมาดัง ๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่ติดใจก็คือ ความเกลียด และความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ และความแตกต่าง จริง ๆ ไม่ต้องพูดถึงแค่ในหนังสือ พูดถึงชีวิตรอบตัวเราแค่นั้นก็ย่อมได้ และเรื่องนี้ก็ดูเหมือนว่าจะได้พูดไปหลายครั้งจนไม่น่าจะเป็นประเด็นให้พูดถึงซ้ำในการวิจารณ์หนังสือครั้งนี้อีกครั้ง พอ ๆ กับประเด็นการเชื่อตามอย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาประกอบจนถูกชักจูงเป็นเครื่องมือนั่นแล

---อย่างไรก็ตาม ต้องสารภาพว่าการวิจารณ์คราวนี้ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะพูดในเชิงนามธรรมที่ไม่เห็นภาพค่อนข้างเยอะ เป็นไปได้สูงว่าเพราะหลังจากนั้น ไปตาม Thirteen House ซึ่งเป็นเล่มสองในชุด Twelve House มาอ่านต่อเนื่อง ทำให้การคิดถึง Mystic And Rider ในฐานะหนังสือเล่มหนึ่งค่อนข้างคลุมเครือ กลายเป็นการคิดถึงในฐานะ Twelve House Series เสียมากกว่า และดังนั้นก็ไม่สามารถแยกได้ถึงความเป็นอิสระของหนังสือแต่ละเล่ม - แต่บางที หลังจากวิจารณ์เล่มสองไปแล้ว การย้อนกลับมาพลิกอ่านหรือการแยกแยะหนังสือทั้งสองเล่มอาจจะดีขึ้น!