Monday, December 15, 2008

Peter Pan Syndrome

ครั้งหนึ่งเดินผ่านหน้าร้านของเล่น แล้วเจอสติ๊กเกอร์ปิดตัวโตอยู่หน้าร้านว่า “เราไม่ได้หยุดเล่นเพราะเราแก่ขึ้น แต่เราแก่ขึ้นเพราะว่าเราหยุดเล่น“ เห็นคำนี้แล้วก็อดยิ้มขำเห็นด้วยไม่ได้ เออหนอ เมื่อเราโตขึ้น การเล่นแบบเด็ก ๆ ก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การกระทำการเล่นหลาย ๆ อย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่เราถูกคาดหวังว่าจะทำได้และ ไม่ได้สิ่งพึงกระทำสำหรับเราอีก ... อย่างที่จะเคยได้ยินเสมอว่า เล่นเป็นเด็กไปได้

แต่การเล่นเป็นเด็กอย่างสนุกสนานก็เป็นความสุขที่หาได้ง่ายมิใช่หรือ? ตอนที่เรายังเด็ก เรามีจินตนาการมากมาย เราสมมติใบไม้ใบหญ้าที่เด็ดมาขายเป็นขนมหม้อข้าวหม้อแกง และเล่นได้สนุกสนานไม่รู้จบ แต่วันนี้ การะละเล่นเหล่านั้น และความสุขง่าย ๆ เช่นนั้นหายไปไหนแล้วหนอ ตกหล่นไปตามทางที่เราเติบโตขึ้นหรือไร?

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะจดจำวิธีเล่นสนุกอย่างเด็ก ๆ นั้นไว้ และที่สำคัญ สามารถหาความเพลิดเพลินจากการละเล่นเช่นนั้นได้ตลอดไป ... หรือว่าเราจะไม่อยากโต ไม่ยอมโตเป็นผู้ใหญ่กัน!

Monday, September 29, 2008

[book review] Wicked Lovely


[book review] Wicked Lovely by Melissa Marr

จริง ๆ เห็น Wicked Lovely ที่คิโนะ เอ็มโพเรี่ยมมาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้ว ด้วยความที่ปกสวยถูกใจ แต่ก็แค่พลิก ๆ มาดู ไม่ได้ติดใจอะไรจนกระทั่งวันก่อนไปที่ B2S ชิดลม เจอฉบับเปเปอร์แบ็ค อ่านแล้วสนุกใช้ได้ ก็เลยตัดสินใจซื้อกลับมา จะว่าไปก็เป็นหนังสือแฟนตาซีเล่มแรกที่ไม่ได้ซื้อมาจากคิโนะน่ะเนี่ย – และก็คิดว่าสงสัยถึงช่วง 'หลบหนี' ของชีวิตอีกแล้ว มิฉะนั้นก็คงไม่แสวงหาแฟนตาซีเล่มใหม่มาอ่านเป็นแน่

ชนิด : Young Adult/ Urban Faery
สำนักพิมพ์ : HarperTeen (Paperback) (April 29, 2008)
จำนวนหน้า : 352 หน้า

Aislinn อาจจะเหมือนเด็กสาวไฮสคูลธรรมดา แต่เธอต่างออกไปด้วยความสามารถมองเห็นเหล่าแฟรี่ที่อยู่รอบตัวได้เหมือนกับแม่และยายของเธอ และนั่นก็ทำให้ Aislinn ต้องปฏิบัติตามกฏสามข้อที่ยายสอนมาอย่างเคร่งครัด นั่นคือ อย่าจ้องแฟรี่ที่มองไม่เห็น อย่าพูดกับแฟรี่ที่มองไม่เห็น และที่สำคัญที่สุด อย่าดึงความสนใจจากพวกนั้นมา เพราะแฟรี่เป็นตัวอันตราย

แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อแฟรี่ทรงพลังสองตน ทั้ง Keenan พระราชาของเหล่าซัมเมอร์แฟรี่ และ Donia สาวน้ำแข็งที่ดูไร้ชีวิต กำลังติดตามอยู่รอบ ๆ ตัวเธอ และโชคร้ายว่าการเมินเฉยอย่างที่ทำมาตลอดชีวิตไม่ได้ผลอีกต่อไป ทั้งสองก้าวเข้ามามีบทบาทกับ Aislinn มากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงตอนนี้ สิ่งเดียวที่ Aislinn จะใช้เป็นที่พึ่งได้ก็คือ Seth เพื่อนหนุ่มที่อาศัยอยู่ในบ้านรถไฟ ผู้เป็นที่พึ่งทางใจให้เธอตลอดมา ทั้งจากความสงบและเข้าใจที่ Seth มีให้ และจากสภาพบ้านของเจ้าตัวที่เป็นเหล็ก ซึ่งหมายถึงแฟรี่จะไม่มีทางเข้ามาได้

อย่างไรก็ตาม การหนีอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และ Aislinn ก็ต้องตัดสินใจที่จะเลือก!

จริง ๆ หนังสือเล่มนี้สนุกเพราะ "การเลือก" อย่างที่ตัว Melissa Marr พูดเอาไว้ เพราะเมื่อมีสถานการณ์อย่างหนึ่งออกมา ตัวละครหลักถูกคาดหวังให้ทำตามบทบาทที่ตัวเองได้รับ เพราะความเชื่อและทัศนคติที่สืบต่อกันมา แต่เพราะการกล้าคิดนอกกรอบ และเปิดให้ตัวเองได้เลือก และเลือกได้ (แม้จะมีผู้อื่นมาช่วยตัดสินใจด้วยก็ตามที) ก็เลยทำให้สามารถทำในสิ่งที่ต่างออกไปได้ และก็เป็นสิ่งที่ลงตัวที่สุดเสียด้วย ซึ่งเมื่อมองจากโครงเรื่องที่วางไว้ แม้จะคาดเดาได้บ้าง ตามลักษณะหนังสือ Young Adult ที่ไม่ได้วางโครงเรื่องไว้ลึกนัก ก็ยังสนุกที่จะได้อ่าน และได้ลุ้นคาดหวังผลลัพธ์ที่น่าจะถูกต้องสำหรับทุกฝ่ายไว้ ... ซึ่งถ้าพูดไปก็ไม่แน่ใจว่าจะ spoil หรือเปล่า แต่ก็คงไม่มีคนอ่านแน่ ทั้งบล็อกนี้และทั้งตัวหนังสือ ก็เลยขอเล่า และพูดบันทึกให้ตัวเองเลยก็แล้วกัน ว่า ถ้า Keenan ได้เจอ Summer Queen แล้ว และทิ้งผู้หญิงที่ยอมทิ้งตัวเอง และยอมทนทุกข์ทรมานมานานไปแล้ว Keenan จะเป็นตัวละครหลักที่กลวง ไม่มีหัวคิด และไร้น้ำใจที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อเลือกแล้ว เราจะทำตามสิ่งที่เลือกอย่างไร จะยอมรับ หรือจะเสียใจทุกข์ทนกับสิ่งที่ตัวเองเลือกอย่างไร ซึ่งในคามหมายนี้ก็รวมถึงเมื่อเริ่มแรกถูกบังคับให้ต้องเลือก และต้องกระทำด้วย จะยืดอกยอมรับช่องทางที่เปิดไว้ให้อย่างไร – ยอมรับ และหาหนทางที่ดีที่สุดที่จะรับมือ และอยู่ร่วมกับสิ่งนั้น ผลลัพธ์เช่นนั้น หรือจะทนทุกข์ทรมานและเสียใจ ซึ่งยิ่งทำให้สิ่งที่เลือกทุกข์ใจไปมากว่าเดิม?

อย่างหนึ่งที่อ่านบทวิจารณ์แล้วรู้สึกขำก็คือ หลายคนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง love triangle รักสามเส้าที่การอ่านและจินตนาการเป็นตัวนางเอกทำให้เกิดความสุขใจ เป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่หนอ เพราะอ่านแล้วไม่รู้สึกตาม และการอ่านเรื่องรักสามเส้าในครั้งนี้ ถ้าดูตามสถานการณ์ก็พอจะเดาได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ... กับสิ่งหนึ่งที่มีคนวิจารณ์ไว้ก็คือ การพูดถึง sex ในหนังสือ Young Adult ถึงแม้ว่าเน้นการบอกเป็นนัยให้รู้ว่ามี มากกว่าการบรรยายฉากเช่นนั้นจริงจัง นั่นสิ ถือว่าเป็นความผิดไหมหนอ? เพราะคนที่พูดพูดด้วยความหงุดหงิดว่าการกล่าวถึงฉากเช่นนั้นเป็นกระแสใหม่ในโลกแฟนตาซี Young Adult เสียเหลือเกิน ถ้าจะถามความรู้สึกส่วนตัวก็รู้สึกปกตินะ ไม่ได้รู้สึกติดใจอะไรจนกระทั่งมาอ่านเจอบทวิจารณ์นี่แหละ เรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่เปิดเผยในสังคมตะวันตกมิใช่หรือ และการเปิดให้รับรู้ก็ดีกว่าจะปิดไว้อย่างที่ทำในสังคมเราเสียด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกก็คือไม่ได้อ่าน urban fantasy ที่เป็น sub genre fairy เท่าไหร่ พูดกันตามจริงก็อ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าคนเขียนทำการบ้านหรือค้นคว้าเรื่อง fairy มาดี ก็คงจะพูดหรือลงไปแตะไม่ได้ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ fairy genre ที่เห็นมีแต่ film noire เป็นหลักชอบกล

ก็นั่นแล ก็ขอจบด้วยประโยคที่น่าจะอธิบายได้หมด There is always a choice

ปล. ณ ขณะนี้ มีเรื่องที่เซ็ทในโลกเดียวกัน และใช้ตัวละครเดียวกัน พูดง่าย ๆ ก็คือเป็น sequal แบบไม่ค่อย sequal เท่าไหร่ คือ Ink Exchange ที่เล่าเกี่ยวกับ Leslie เพื่อนสนิทของ Aislinn และก็เกรงว่าดิฉันจะต้องหามาอ่านอีกเป็นแน่ แต่เนื่องจากไม่ชอบ hard cover ก็เลยจะลองไปอ่านก่อน ถ้าชอบจริง ๆ อาจจะซื้อ หรือมิฉะนั้นก็รอปีหน้า

Thursday, August 28, 2008

a butterfly

"Once upon a time I dreamed I was a butterfly,
fluttering hither and thither,
to all intents and purposes a butterfly.
I was conscious only of following my fancies as a butterfly,
and was unconscious of my individuality as a man.
Suddenly I woke, and there I lay, myself again.
Now I do not know whether I was then a man dreaming I was a butterfly,
or whether I am now a butterfly dreaming I am a man."

-Zhuangzi from 3rd century B.C.

Wednesday, July 23, 2008

cant believe -short life

cant believe i had been dragged out off my obsession on manga this long.

was i that occupied?
was i that blind?
oh, i know i am one among that kind,
blind, blind, blind!

Sunday, July 20, 2008

It's time to...

It's time my dear, it's the time.
somewhat i wish i didn’t have such memories,
sometimes i wish that i didn’t remember things.
but still, there are also good things,
there are also good times,
and for that, i make another wish,
i wish i could remember everything
with my happy and happy thoughts.
and that everything is good for me,
and i smiled and laughed with happiness,
instead of shedding my tears.

I actually wrote this piece as a reply to my friend’s journal in hi5. Still, though his beautifully contrasting style, I have no ideas whether I made it as a real reply, or as a whispering voice to myself. Yet, it would serve for both purposes, and yes for both of us!

---
and here is "βậd βoï ®"'s journal. Here with his kind permission! Cheers my dear!

It's time to end this feeling though it hurts so much...
It's time to get rid of SOMEONE from my broken heart though it's so damn tough and painful...
It's time to leave my memories with SOMEONE behind though they're unforgetable...
It's time to forget happy time with that SOMEONE though I wanna remember...
It's time to enjoy though I know myself I couldn't...
It's time to be a new guy though I'm the same person still...
It's time to be stronger though I'm still weak...

Wednesday, July 09, 2008

Raging Djinn

The Djinn asked the man to be released from the bottle,
The man ignored its wish, he just stood there looking.
The Djinn asked the man to be released from the bottle,
The man ignored its wish, he just stood there smiling.

Oh, the Djinn needed to be free, badly needed to be free,
It wanted no longer to stay in that tiny little bottle.
Hopelessness was turned into rage,
“I will kill the man, I will kill the man.”

All the hopelessness turned into rage,
“You are no longer my rescuer.
You are my soul twister,
Wait till I get out, I will kill you.”

And so, rage ruins everything,
And becomes everything.

Tuesday, July 08, 2008

me2you: my inwardness

My dear,

I myself am an easily-attached person,
If you approach me right,
I’m gonna stick with you.

I’m gonna be with you,
I’m gonna be.

You need to treat me right,
And I’m gonna stay with you,
Stay with you.

Still, don’t push me away,
With no reasons,
With no good reasons.

I can run after you,
To get back together,
Once, twice, trice,
But not too often, not always.

I like you a lot,
But when my heart hurts easily,
Sooner or later,
I will go away.


.
.
.
(Or tell me you need me no longer,
Then you don’t have to drive me away,
just let me know!)

- Not so sure whether or not I go overreacting, but this is what has been in my mind late last night. I don’t know what went wrong, I have tried to figure things out but cant find the right reason still. Shall I let go of things?

Monday, July 07, 2008

Dreamer

Oh, I can catch you, I can hold you,
I can have you away from your mind.
But to think I can take away the blue,
I would then turn oh so blind.

Oh, I can catch you, I can hold you,
Still, you are away with your mind.
Oh, in order to take away that blue,
It would then do with your pride.

Oh, be calm, be calm,
It is all to do with your mind,
All to do with you paradigm,
Let go and it will be fine!

My old piece one year ago,
how come I did not put it in the blog then??!
But still my immediate question is that
I cant remember the motive I started this piece!
Did I write it for someone or for my-too-proud-self at that time?
It should go fot the latter, and oh my pride and my paradigm!

Saturday, May 31, 2008

lost and found

Seeing Prince Caspian today as my girl friends wanna see it, and cant help but feeling the touch of ‘lost and found’ here – both in the characters and myself. Should they find their identities without running away to another world? And should I find my childhood missing along the way here, from the day I started reading Narnia and stopped reading it? Still then, what is the meaning of becoming adult? Can’t coming of age come without being adult? And how come being adult means losing privileged in another sense?

Wednesday, May 28, 2008

แค่สงสัย

We are strangers,
Met by the crazy chance.
As time passes by,
What will be left of us?
What will be left for us?

Will you remember me?
Will you be my memory?
Or just nothing?

บางทีก็สงสัย
เมื่อเวลาผ่านไป
เราจะเหลืออะไร
จะเป็นแค่ความทรงจำ
หรือไม่เหลืออะไรเลย

ถ้าเป็นความทรงจำที่หลงเหลือ
เราจะมองกันและกันในแง่ดีไหม
จะยังคงจำกันได้หรือเปล่า
หรือว่าแค่นึกแล้วผ่านไป

ความทรงจำจะเหลืออะไร จะเป็นอะไร

Saturday, May 17, 2008

กับดัก

1. ฉันนอนไม่หลับ
หลายอย่างวนอยู่ในใจ
ความคิดร้อยพันวนเวียนอยู่ในหัวสมอง
.
.
.
.
ฉันตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียง แล้วเดินมาเปิดคอม
บางที การได้ทำอะไรที่ดึงความสนใจไป อาจจะช่วยให้หลับได้ลง

2. หลายวันมานี้ นอนดึก เพราะทำอะไรไปเรื่อย ๆ
จนตัวเองง่วง และเกินกว่าจะอยู่ได้ไหวถึงไปนอน
แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน คือหนีความจริง และไล่เงาตัวเอง
.
.
เรื่องที่อยู่ในใจออกมาทุกครั้งเวลาล้มตัวนอน
ฉันกำลังหนีความจริง

3. ฉันเปิดคอม
แล้วตัดสินใจนั่งฟังเพลงเงียบ ๆ
ตะกอนในใจจะนอนก้นหลังได้ฟังเพลงนิ่งสบายไหม
.
.
.
ในที่สุด
อดไม่ได้ที่จะเปิด msn
ดึกป่านนี้จะใมีใครตาสว่างอยู่ไหมหนอ

4. ฉันไม่ได้อยากคุยกับใครสักเท่าไหร่
เรื่องที่อยู่ในใจทำให้อยากคิดเงียบ ๆ โดยไม่มีใครมารบกวน
แต่การได้เห็นชื่อใครสักคนก็น่าจะดี
.
.
.
ฉันแค่อยากรู้ว่าจะมีใครบ้างไหม ที่หลับไม่ลงอีกคน

Thursday, April 17, 2008

tag in the mail

โรคอยากทำ tag กำเริบ และจริง ๆ ก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากอาการ self-absorbed กำเริบเสียมากกว่า ก็ขอให้ได้มากกว่า self-absorption ไปถึง self-refection ไปก็แล้วกัน


แล้วก็โอ้ ไปคุ้ยเจอของเก่าที่เล่นไปในเมลซึ่งจะครบปีแล้ว (วันที่ตอบเดิมคือ 12 Apr 2007 17:15) ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอามา update แล้วก็เก็บใบบล็อกเลยก็แล้วกัน ถ้าไปอยู่ในไฟล์คอมก็คงหลุดหายไป :D

1.หนังสือ เล่มล่าสุดที่อ่าน?
+ นิยายของ Anne Bishop เรื่อง Sebastian ชอบคุณเจ๊นี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เล่มก่อน ๆ เล่มนี้ก็เขียนสนุกดี เสียอย่างเดียว ต้องรอเล่มต่ออีกนาน
แล้วก็มีหนังสือวิชาการอีกหนึ่งตั้งยักษ์ อ้อ กำลังจะอ่าน Coup For the Rich ของอาจารย์ใจลส์ ด้วย เพื่อนเพิ่งเอามาให้
+ ผ่านมาปีนึงแล้ว เล่มต่อของ Sebastian ก็ได้อ่านไปแล้ว แต่ที่น่ากลัวมากคือยังอ่าน Coup For the Rich ไปได้แค่บทเดียว อุตส่าห์มีหนังสือต้นฉบับแท้ ๆ กรี๊ด กรี๊ด หลังจากโพสต์แล้ว คิดว่าจะเอากลับมาอ่านทันที แล้วก็อืม หนังสือที่อ่านตอนนี้? ไม่มีหนังสือเป็นเล่ม ๆ เท่าไหร่เลย ตอบว่าอ่านพวก Country Report ของ EIU จะได้ไหมคะ อ๊ะ คิดออกแล้ว อ่านเศรษฐศาสตร์ต้องรู้ ของ ศุภวุฒิ สายเชื้ออยู่ ขอบคุณที่นึกออก ทำให้ไม่ดูแล้งน้ำจนเกินไป
แล้วก็ corrupted by manga than ever! ยิ่งตอนนี้เจอเหล่าเวบที่มีสแกนยิ่งแล้วใหญ่ ล่าสุดเพิ่งอ่านเรื่อง superior บทที่ 15 จบ แม้จะดูเป็นแนว RPG ที่ตัวเอกเป็นผู้กล้า แต่ความคิดที่จะอยู่ร่วมกัน และแสวงหาสันติสุขด้วยการไม่ฆ่า ก็ทำให้น่าสนใจ และอดคิดตามไม่ได้ อืม เดี๋ยววิจารณ์เรื่องนี้ต่อดีกว่า

2.ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ ดู? ไปดูกับใคร? ที่ไหน?
+ จำไม่ได้ เพราะปกติไม่ชอบดูหนัง
+ The Flock ที่ Richard Gere แสดงนำ กับน้องฟอ ก็ผ่านมาสักพักใหญ่มากแล้วนี่นะ คิดว่าจะเขียนวิจารณ์ลงบล็อกเหมือนกัน เพราะว่าได้ประเด็นที่ติดใจมาหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เขียนเพราะไม่ชอบความ “จิตป่วย” และมืด แต่ทั้งนี้ สองพี่น้องถูกหลอกให้ดู เพราะเรื่องย่อหนังบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ FBI แทนที่จะเป็น เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ แทนที่จะได้ดูฉากบู๊ล้างผลาญ ฉากไล่ล่าสุดมัน ก็เลยไปเป็นอะไรก็ไม่รู้แทน ยืดและง่วงมาก ๆ สรุปได้คำเดียวว่า โง่เองที่ไปเชื่อเรื่องย่อหนังที่เป็นภาษาไทยหน้าโรง
นึกออกแล้ว ไปดู Once ที่ได้บัตรมาอย่างงง ๆ จาก bloggang ที่ RCA ด้วยนี่นา

3.รายการวิทยุที่ กำลังฟังอยู่หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้
+ ฟังอัลบั้ม Emmanuelle The Private Collection อยู่ เป็นแนว trance/ new age/ electronic หรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะแยกไม่ออก เพิ่งเปิดฟัง
+ อัลบั้มไปไหนแล้วหนอ? ตอนนี้ไม่ค่อยได้ฟังเพลงอะไรเลย มีแต่ Lisa Ono เป็นหลัก เพราะนอกจากนั้น ข่มตะกอนและจิตหยาบในใจให้สงบไม่ค่อยได้ นอกเหนือจากนั้น ติดฟังข่าว podcast โดยเฉพาะ Guardian Weekly Podcast กับ Focus magazine

4.ชอบฟัง เพลงแนวไหนมากที่สุด?
+ Pop/ PopRock/ Indies/ Jazz/ Bossa/ Acid Jazz/ Punk/ Easy-Listening/ New Age/ Soul/ Acapella etc ไม่จำกัดแนว แล้วก็ไม่ได้เรียงลำดับ เพราะว่าถ้าชอบก็ฟัง
+ คงตามเหมือนเดิม ถ้าชอบก็ฟัง ไม่มีแนว แต่ตอนนี้ฟังพวกกรีด ๆ ตะโกน ๆ ไม่ได้ รู้สึกตัวเองความอดทนต่ำ และสติหลุดง่าย ถ้าฟังแล้วข่มตะกอนไม่ลง

5.พูดคำว่า รัก ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำได้ป่าว?
+ เมื่อกี้ พูดกับแมว ปกติพูดคำนี้บ่อยอยู่แล้ว ก็ไม่ปกติอะไร ถ้าเป็นคนรู้จักก็คงรู้ดี
+ ฮ่า ไม่น่าเชื่อ คำตอบเหมือนเดิม ผ่านมาอีกปี ความบ้ากี้ก็ไม่ลดลงเลย

6.ข้อดีของคุณ?
+ มองจากมุมมองตัวเองจะเหมือนมุมที่คนอื่นมองไหมก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่า ความเห็นอกเห็นใจ กระมัง
+ ความเห็นอกเห็นใจ กับ อารมณ์ดีมาก (ในเวลาที่อารมณ์ดี)

7.แล้วข้อเสียล่ะ ?
+ ขาดระเบียบ

+ มีผัดวันประกันพรุ่ง กับชอบหนีเข้าเปลือกเพิ่มเติมมา บวก ชอบนอนดึกถึงโต้รุ่ง


8.แล้วมองคนอื่นยังไง?
+ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป วิธีที่คน ๆ นั้นถูกเลี้ยง หล่อหลอมและเติบโตมา ทำให้บุคคลนั้นเป็นเช่นนั้น
+ เหมือนเดิมเลย ดินเป็นดิน ตุ๊กตาเป็นตุ๊กตา เราขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม (ที่กินความมากกว่าครอบครัว)

9. Wallpaper ที่ คอมพิวเตอร์เป็นรูปอะไร?
+ รูปส้ม หรือถ้าจะไปที่ในบล็อกหมาเลี้ยงแกะ ก็ได้ เพิ่งโดน wallpaper tag ไป
+ ตอนนี้เป็นรูปถ่ายตอนใส่รองเท้าปักผ้าจีนบนพื้นไม้ รูปเดียวกับในเอ็มตอนนี้

10.สถานที่ ที่ อยากไปมากที่สุด?
+ อเมริกาใต้ อยากไป เม็กซิโก แล้วก็เปรู
+ เพิ่งเสียโอกาสไปเปรูไปเอง อนิจจา ตอนนี้อยากไปเหมือนเดิม แต่ขณะเดียวกันก็อยากไปที่ที่จะค้นพบ peace of mind ได้อีกสักที แล้วก็ที่ที่อยากไป แต่เป็นไปไม่ได้ ก็คือ ห้องที่อยู่สมัยเรียนโท คิดถึงมาก กับคิดถึง Leamington Spa

11.คำพูด ติดปาก ที่พูด ประจำเลย?
+ หลายคำอยู่ แต่ตอนนี้คิดไม่ออก
+ อืม จริง ๆ ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ด้วยเป็นหลัก เพราะรูปแบบการใช้ภาษากับแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และดังนั้นก็มีผลต่อคำพูดที่ติดปากตอนนั้นด้วย

12.ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือ เปล่า?
+ พ่อครัวที่ร้านญี่ปุ่นแถวบ้าน เดี๋ยวจะไปกินอีกแล้ว เมื่อวานซืนก็เพิ่งกินไปเอง
+ ดีใจที่ร้านนี้ยังอยู่ผ่านมรสุมมาได้ ตอนนี้คิดถึง อือ นั่นสิ คิดถึงใครหว่า? นึกไม่ออก สงสัยจะเป็นรุ่นพี่ที่ต้องคุยเรื่องานด้วยพรุ่งนี้ ฮือฮือ
ตอนนี้ที่ทำใหม่ กำลังคิดถึงหมอจับเส้นที่น่าจะไปหา น่าจะดี

13.เวลามองเห็นทะเลแล้วรู้สึกอะไร?
+ แล้วแต่อารมณ์ รีสอร์ทราคาแพง และเรื่องของชนชั้น ฮ่า
+ พื้นที่ของคนท้องที่ที่หายไป


14.ผลไม้สุดโปรด?
+ ของรสเปรี้ยว ส้มทั้งหลาย แล้วก็ตระกูลเบอรี่
+ เหมือนเดิม

15.มีโทรศัพท์ถึงคุณกี่ ครั้ง ใน หนึ่งวัน
+ ไม่มาก หลัง ๆ มาทาง IM
+ ทาง IM เป็นหลัก

16.ช่วงนี้มีอะไร Update ไหม?
+ อยากหาทางเดินในชีวิตให้ได้เสียที
+ อยากหาทางเดินในชีวิตให้ได้ แล้วก็หาตามหาตัวเองที่หายไปให้เจอ

> 17.ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะเรียนถึงระดับ ไหน?
+ เอก อยากได้คำว่า ดร. นำหน้า เป็นบ้า แล้วก็อยากได้โทอีกใบสองใบ
+ ยังเหมือนเดิมนะ ไม่รู้จะทำได้ไหม หรืออย่างน้อย ก็ให้ตัวเองมีการพัฒนาไปได้เรื่อย ๆ ก็แล้วกัน อยากเรียนภาษามากกว่าเดิม แล้วก็หวังว่าการเรียนจีนจะไปได้ด้วยดี กับฟื้นอิตาเลี่ยนได้

18.ถ้าถามเรื่องความรัก คิดยังไง กับ ประโยคที่ว่า รักคนที่เขารักเรา
+ ไม่ทราบ แต่ถ้าจะรักกลับ ก็ช่วยรักให้ดี อย่าทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อารมณ์และความรู้สึกฝ่ายนั้น เพราะคิดว่าเขายอมให้ได้เสมอก็แล้วกัน ง่ายที่จะละเลยคนที่เอาใจใส่เราดีที่สุด
+ ก็จริงระดับหนึ่ง และดีได้ถ้าเป็นความสัมพันธ์สองฝ่ายที่ทีทั้งรับและให้ได้ แทนที่จะใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของฝ่ายนั้นฝ่ายเดียว

19.เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง?
+ ยังไม่เจอสถานการณ์นี้ ก็เลยไม่รู้จะคิดไปทำไม เห็นด้วย องค์ประกอบมันเยอะ
+ เห็นด้วยเหมือนเดิม ที่ว่าองค์ประกอบมันเยอะ แต่ก็ต้องดูแหละ ว่าชอบแล้วทำอย่างไร เพราะบางทีความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ และก็ที่สำคัญคนข้างเรามีอาการอย่างไรต่อไป

20.อกหักรู้สึก อย่างไร? แล้วจะทำยังไง?
+ ก็นี่แหละ
+ อืม จำไม่ได้ว่า ก็นี่แหละ แปลว่าอะไร หรือว่าก็เป็นอยู่ตอนนั้นหนอ? ก็คงสลดสักพัก

22.เป็นคนขี้หึงไหม?
+ น่าจะ
+ น่าจะระดับหนึ่ง แต่น่าจะมาจากว่าต้องการความรักและการใส่ใจสูงมากกว่า

23.ถ้าขอพรได้จะขออะไร?
+ เดินทางรอบโลก
+ เข้าใจตัวเอง ประโยคพุทธยังบอกเลยว่า to know oneself is to know the world/ กับขอเที่ยวรอบโลก

24. คุณคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร?
+ ทำกรรมดี
+ ทำกรรมดี ยืนยัน!

(จบดีกว่า เหนื่อย ปีหน้าจะมาทำอีก เทียบคำตอบไปเรื่อย ๆ)

Wednesday, April 16, 2008

ดับไฟ

จุดไฟ
แล้วก็ไหวไปตามลม
จะซ้ายหรือขวา
ก็แล้วแต่ลม

จุดไฟ
ลุกกระพือโหม
ไปตามลม

ดับไฟเสียน่าจะดี

** ปล. ที่ไม่เกี่ยวกัน Word Verification คราวนนี้บอกให้พิมพ์คำว่า mktphec ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ชอบคำว่า mkt ที่ย่อมาจาก market เวลาจดงาน ก็เลยอารมณ์ดี มีความสุขง่ายไปไหม :D
หรือว่า เพราะเป็นแบบนี้ก็เลยดับไฟไม่ได้เสียทีกัน?

Tuesday, January 29, 2008

the very 'blog'tag

แตะมือรับ tag นี้มาจากอาย แล้วก็ต้องบอกว่า ขอบคุณ เพราะกำลังอยากเล่นชนิดที่ว่า กำลังจะกระทำการ self-tagging แตะตัวเองแล้ว :D :D :D

1. คุณเริ่มเขียน Diary/Blog ตั้งแต่วัน เดือน ปี ไหน
ที่ blogspot ค่ะ Saturday, June 19, 2004 (copy paste วันที่มา)

2. ไหนละลิงค์ Diary/Blog ของคุณ
http://mingki.blogspot.com
[ตอนแรกใช้ชื่อว่า spin around with ming ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น a cultured side เป็นบล็อกแรก และเป็นบล็อกที่รักที่สุด เพราะเขียนเป็นพื้นที่ส่วนตัว ตามใจฉัน]

http://darkming.blogspot.com
[bitch around about life – ทั้งลิงค์ทั้งชื่อบล็อกก็บอกอยู่แล้วว่าเอาไว้วีนแตก แต่เขียนได้สักพักก็เลิก เพราะไม่อยากเอาอารมณ์หยาบมาเป็นที่ตั้ง ปัจจุบันล็อคเอาไว้เป็นไดอารี่ที่นาน ๆ เขียนที ฮ่า]

http://mingki.bloggang.com/
[บล๊อกหมาเลี้ยงแกะ - บล็อกตลาด หรือเรียกอีกอย่างว่าบล็อกรับแขก เพราะเป็นบล็อกที่ใช้สื่อสารกับโลกมากที่สุด แต่ในทางกลับกันก็ได้วาดรูปอวดรูปอย่างมีความสุข และมีสังคมสบายใจ ที่มีคนชอบอะไรเหมือนกันคล้ายกันมาคุยกัน]

นอกเหนือจากนี้ยังมี inner monologue เอาไว้เก็บเรื่องเวลาอารมณ์ดี สบายใจ และมี ironically speaking เอาไว้เขียนเรื่องมุมมองและทัศนคติวิชาการ ทั้งนี้ เพราะ a cultured side ชักมีเรื่องเยอะและหลายหลากเกินจะรวมรวบไว้หมด

3. ตอนแรกที่คุณเขียน Diary/Blog ชื่อตอนอะไร
จุดเริ่มต้น - อธิบายว่าทำไมเริ่มเขียนบล็อก

4. ถ้าไม่นับตอนนี้ ... คุณเขียน Diary/Blog รวมมาแล้วทั้งหมดกี่ตอน
360 บล็อก (สามร้อยหกสิบบล๊อกกก กรี๊ดด)

5. อะไรดลจิตดลใจ(หรือเข้าสิง)ให้คุณเขียน Diary/Blog ล่ะ
อยากเขียนบันทึกแล้วมีที่เก็บเป็นหลักเป็นแหล่ง – โดยเฉพาะช่วงแรกที่เอาไว้เก็บเรื่องเล่าเป็นวรรคเป็นเวรทางเมล

6. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog น้อยที่สุด
หลายครั้งอยู่ค่ะ บางช่วงถ้าไม่อยากเขียนก็ไม่เขียนเลยก็มี

7. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog มากที่สุด
อืม อืม Jul 2006 เขียนเยอะมาก ทั้งเดือนได้ประมาณ 45 เรื่อง แต่ก็เป็นกลอนสั้น ๆ มากกว่า อ้อ นั่นแค่ที่ a cultured side ถ้ารวมหมาเลี้ยงแกะด้วย ก็คง 50-60 บล็อก

8. คุณชอบตอนไหนที่คุณเขียนมากที่สุด ... เพราะ ?
หลายตอนเลยมังคะ บางตอนก็ชอบเรื่อง บางตอนก็ชอบรูป ด้วยอารมณ์และเหตุผลที่ต่างกันออกไป เขียนเอง สร้างเองกับมือ ก็ต้องชอบสิ

9. ปกติแล้วในตอนหนึ่ง ๆ ใช้เวลาเขียนนานแค่ไหน
แล้วแต่ค่ะ ถ้าวาดรูปประกอบเองก็จะนานมาก อย่างนานที่สุดคือบล็อกดูดวง ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมงวาดรูปสิบสองนักษัตร แล้วก็อีกร่วมหกเจ็ดชั่วโมงอ่านแล้วเรียบเรียงคำทำนาย แต่โดยปกติใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงกระมัง จะนานกว่านั่นถ้ามีรูปประกอบ ถ้าไม่ใช่พวก hardsale บางทีก็วาดเป็นวัน
แต่ที่ a cultured side ถ้าเป็นแค่บันทึกอารมณ์หรือกลอนสั้น ๆ บางทีสัก 10-15 นาทีก็น่าจะเสร็จ หรือปกติก็ 1-2 ชั่วโมงเหมือนกัน ถ้าเล่าเรื่องหรือวิจารณ์หนังสือ

10. ลองเล่าพัฒนาการการเขียนและการตกแต่ง Diary/Blog ของคุณให้ฟังหน่อยซิ
อืม พัฒนาการการเขียน? ก็เขียนที่อยากเขียน อยากเล่าอะไรก็เขียนไป โดยเฉพาะที่ a cultured side แต่ถ้าเป็นที่บล็อกหมาเลี้ยงแกะจะพยายามเล่าแต่เรื่องที่เป็นด้านบวก และไม่เน้นเล่าเรื่องส่วนตัวมาก

การแต่งบล็อก? Blogspot มีแบบสำเร็จให้เลือกมากอยู่แล้ว ก็ใช้ pattern ที่มีนั่นแหละ แม้ว่าช่วงหลัง ๆ จะเริ่มเปลี่ยนสี เปลี่ยนฟอร์มตามใจตัวเองขึ้นมาบ้างก็ตาม ส่วนที่บล็อกหมาเลี้ยงแกะ อืม ตอนแรกเน้นรูปหมาเลี้ยงแกะ วาดเป็นหมาหน้ายาว ๆ สีน้ำตาลไว้เป็นจุดขาย แล้วก็เปลี่ยนไปตามเทศกาล ไม่ว่าจะปีใหม่ วาเลนไทน์ ฮัลโลวีน คริสมาสต์ ฯลฯ แต่หลัง ๆ ก็แต่งตามใจ และตามปัญญาที่มี (แก้โค้ดได้แค่นั้น!) แต่คิดว่าเป็นรูปแบบเฉพาะตัวไปแล้วแบบหนึ่ง

11. ตอนไหนที่มีคนเข้ามา Comment Diary/Blog ของคุณมากที่สุด
ช่วงนี้ของปีที่แล้วกระมังคะ สนุกที่สุด เพราะมีญาติโยมที่ถูกใจถูกอัธยาศัยกันอยู่เยอะ หลัง ๆ ห่างไปบ้าง หายไปบ้าง อย่างที่อายบอกว่า “คิดถึงการพูดคุยและอารมณ์อบอุ่นของความเป็นชุมชนบนโลกไซเบอร์” คนที่จะมาเชื่อมโลกด้วยบล็อกและคอมเมนต์หายไป

แต่ถ้าบล็อก a cultured side ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว นอกจากช่วงแรก ๆ ที่สร้าง หลัง ๆ เขียนเอง อ่านเองหมด

12. ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ เวป Diary/Blog ของคุณเกิดหายไปละ
ลุกขึ้นมากรี๊ดด แล้วหาทางแก้ .. ถ้าไม่ได้ก็ปล่อยเลยตามเลย แต่คงลุกมาทำใหม่ (ดูสาเหตุข้อ 13 ประกอบ) ถ้าเป็นหมาเลี้ยงแกะคงเสียดายคอมเมนต์จนใกล้คลั่ง :D

13. คุณ Back up Diary/Blog ของคุณไว้ไหม , ยังไง
เหมือนอายเลย เขียนลงเวิร์ดไว้ก่อนทุกครั้ง แถมพวกรูปก็วาดเอง และดังนั้นก็น่าจะพูดได้ว่ามีไฟล์ทั้งหลายสำรองไว้เรียบร้อย

14. ถ้าให้ Diary/Blog เป็นญาติของคุณคนหนึ่ง คุณอยากให้เค้าเป็นอะไร และอยากเรียกเค้าว่าอะไร
a cultured side เป็นฝาแฝดกระมังคะ ก็รู้ลึกรู้ดีกับอารมณ์ความรู้สึกและความนึกคิดกันขนาดนี้ ส่วนบล็อกหมาเลี้ยงแกะ เป็นน้องสาวคนเล็ก เพราะพยายามจะเล่าแต่เรื่องดี ๆ สุขใจ ให้น้องรักมองโลกในแง่สวย :D

15. เขียนบอกอะไรกับ Diary/Blog ของคุณหน่อยซิ
“You give me a space and freedom to be!”
จริง ๆ ว่าจะเขียนยาวกว่านี้ แต่นี้ก็สั้นและกินความดี :D

16. แล้วอยากรู้รายละเอียด Diary/Blog ของใครอีกละ เรียกง่าย ๆ ว่าจะ TAG ต่อใครดี 5 คนนะ
อืม อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับใครดี ตอนนี้เนทช้า ไม่แน่ใจว่าใครทำไปแล้วบ้าง ขอเวลาก่อนนะคะ :D :D :D

Friday, January 04, 2008

งานสัปดาห์หนังสือ 50

(เขียนมานาน และเพิ่งจะสรุปจบได้เพราะไม่ขยัน .. และไปเปิดตู้ก็พบว่ามีรายชื่อหนังสือที่ตกค้างอีกจำนวนหนึ่ง กำลังจะมาเพิ่มซูนถ้าไม่ขี้เกียจเสียก่อน)

คุณคะ คุณขา หลังจากไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือมาหลายปีดีดัก อิฉันก็เกิดติดกับดักกรรมเข้าเมื่อวานด้วยความที่ว่างจัดค่ะ ไปงานตั้งแต่บ่ายสอง แล้วก็ด้วยความที่กลัวว่าจะเดินได้ไม่ทั่วถ้าต้องหอบหิ้วหนังสือไปด้วยเป็นระยะ ๆ และเพราะอาจจะเลือกซื้อเล่มที่ไม่ควรซื้อแล้วไปเจอของดีมีอยู่ที่น่าจะซื้อทีหลัง (ตามหลัก economico me อ๊ะ econo-eming น่าจะดีกว่า!) ก็เลยเป็นบ้าประกาศยุทธศาสตร์เดินตะลุยแหลก เดินตะลุยแหลกจริง ๆ ลุยมันไปตั้งแต่ชั้นสองมาชั้นหนึ่งไปต่อ..... แล้วก็ไปเพลนนารี่ฮอลล์ เดิน เดิน เดิน จิก จิก จิก มองหาหนังสือถูกใจไปเรื่อย ๆ แบบเรื่อยยยยยจริง ๆ แล้วก็นั่นแหละ ไม่นานเล๊ยยยไม่นานเลย ใช้สี่ชั่วโมงเอง พอสักหกโมงกว่าก็เดินเก็บครบ ได้เวลามาซื้อหนังสือกันแล้ว ตอนนี้กระแสฟื้นสำเนียงบริทิชแอคเซ่นท์ของอิชั้นกำลังมาแรง เมื่อไปเจอหนังสือพวก Readers พร้อมซีดีประกอบก็เลยซื้อ The Wizard of Oz พร้อมซีดี 2 แผ่น ของ Macmillan Readers (178 บาท) มา กะว่าจะเอาลงไอพ็อดไว้ฟังระหว่างดำเนินกิจกรรมชีวิต

หลังจากนั้น เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงแสวงหาสัจจธรรมและความสว่างให้จิตใจ หัวข้อซื้อหนังสือปีนี้ก็เลยเป็นแนวทางศาสนาและการรู้จักตัวเอง พอกันที how to self-help แบบฝรั่ง งวดนี้ลุง Og Mandino ก็ช่วยไม่ได้ ปีนี้ มตป. ขอกลับมาที่กระแสตะวันออกเสียที อยากได้จันทร์ในบ่อจันทร์ในใจกลับคืนมาเหลือเกิน เลยไปได้หนังสือของท่านพุทธทาสที่พิมพ์เป็นแบบไดอารี่ของท่านจริง ๆ ที่ฝากขายกับมูลนิธิโกมลคีมทองมา 3-4 เล่ม บวก ทัศนะว่าด้วยเศรษฐกิจของอาจารย์ป๋วยฯ/ งานแห่งชีวิต คู่มือแสวงหาวิสัยทัศน์และเป้าหมายเพื่อการสร้างสรรค์ (The Quest for Life’s Work)/ สีหนาทบันลือ ของ โกมลคีมทองมาอีก

นอกเหนือจากนั้นเหรอคะ ผู้ปกครองของดิฉันต้องภูมิใจแน่ ๆ ค่ะ เดินกลับไปที่สวนเงินมีมาก็ได้ ความเงียบ (The Spirit of Silence, John Lane) และเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ของ วิจักขณ์ พาณิช มาด้วยเสียอีก และนั่นแหละค่ะ บอกแล้วว่ากระแสรู้แจ้งแห่งใจ ยังแรง ก็เลยไปได้ ปรัชญาพุทธในพระไตรปิกฎ ของสำนักพิมพ์จุฬาฯ มาอีกเล่ม

เดินได้ สถาบันสถาปนา (Foundation, Isaac Asimov) เล่มแรก มาอีกเล่ม จริง ๆ ก็คืออยู่ว่าจะซื้อภาษาไทยหรือเอาภาษาอังกฤษมาอ่านดี แต่ไหน ๆ น้ำขึ้นให้รีบตัก หนังสือมาอยู่ตรงหน้าก็เลยรวบมาเลย เดชะบุญที่ความบ้าระห่ำแบบสมัยก่อนหายไปแล้ว ไม่งั้นก็คงโอละพ่อหอบกลับมาทั้งชุดให้ครบถ้วน

นอกเหนือจากนั้น โอ้ นี่ค่ะ เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น (In Praise of Slowness, Carl Honore) เห็นตั้งแต่ก่อนไปอังกฤษตอนไปรับปริญญาฟินน์ แต่ตอนนั้นกะว่าจะไปซื้อที่อังกฤษก็เลยยังไม่ได้ซื้อ พอไปอังกฤษก็มัวแต่ไปหอบพวกภาษากลับมา กลับมาเมืองไทยก็หาไม่เจอแล้ว (ชีวิตฟังดูทำให้วุ่นวาย ชนิดที่ไม่ควรจะวุ่นวายเอง) พอเจอก็เลยรวบมาอีกเล่ม

นอกจากนี้ก็ยังมี กาลครั้งหนึ่ง ว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม และ วาทกรรมการพัฒนา ของ ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อีก จริง ๆ แล้วดิฉันเนี่ย แอบชอบพวก so-called discourse วาทกรรมนำสุข (สำหรับใครก็ไม่รู้ สำหรับคนคิดและคนเริ่มใช้ แต่คงไม่สำหรับคนที่เป็นฝูงแกะ!) นะคะ ชอบมานานตั้งแต่ก่อนเขาจะฮิต แล้วก็ยังจะชอบต่อไป เอาวาทกรรมมาผสมกับแนวคิดที่ไม่เน้นวิธี ก็คงจะเกิดได้ความชอบธรรมดี แต่อย่างน้อยช่วยทำให้เนียน และดู rightful, lawful หน่อยนะคะ!

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตั้งข้อสังเกตว่าสำนักพิมพ์และร้านหนังสือเล็ก ๆ หายไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย กลายเป็นร้านใหญ่มีที่มาก และมีพื้นที่จัดกิจกรรม-มหกรรมการขายอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ปลาเล็กหายไปปลาใหญ่จงมา เราอยู่ในสังคมทุนนิยมกันนี่คะ คุณ ๆ ขา cartel, monopoly และ mergers & acquisitions เป็นอย่างไรให้มาดู ทุกส่วนของสังคมมีให้เห็นค่า แล้วก็โอ้ เศรษฐกิจไม่ดี หนังสือขายไม่ออก แต่ก็นะคะ กลุ่มที่ยังมีเงินอยู่คือพวกเด็ก ๆ ดังนั้น ไม่ต้องห่วง นิยายรักหวานแหววตะแหน่วจ๋าล้าลาป๊อกกี้แคนดี้ขายดีอยู่แน่นอน สวนกระแส และสวนกระแสเด็กฉลาดชาติเจริญด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ

และที่สำคัญ สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ เพราะนี่ได้หนังสือเฉพาะที่กะว่าจะอ่านมาแค่บางส่วน ยังไม่ได้เก็บหลาย ๆ เล่ม โดยเฉพาะ หนังสือของจิตรฯ ที่ฟ้าเดียวกันพิมพ์ใหม่มาแล้ว แล้วก็ยังไม่ได้ซื้อหนังสือที่กะว่าอยากเก็บบางส่วนอีกเสียด้วย! กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด!

จบด้วยคำคมประจำวันนี้ เพื่อแสวงหาความชอบธรรม (เบื่อคำนี้อีกคำ วาทกรรมเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้วนะคะ คุณ ๆ ขา) ไม่ได้อยากทำตัวบูชาฝรั่ง แต่เจอที่เป็นภาษาอังกฤษ และกลัวแปลหลงทางก็เลยขอยกมาแบบนี้

To know the mind is the most important task of your life. And to know the mind is to know the world.
-Buddhist Teaching -

---
หลังจากนั้นไปอีกวันมา เก็บหนังสือทุกเล่มของจิตรฯที่ฟ้าเดียวกันพิมพ์ ได้ฟ้าเดียวกันเล่มที่สนใจมา ได้เก็บวิภาษาเล่มที่ซื้อไม่ได้ (หายากจริง แผงละเล่มแถมเยินยับ ซื้อไม่ลงๆๆๆ) แล้วก็ได้ชุดการเมืองชาวบ้านที่เป็นเล่มเล็ก ๆ มาอีกบางเล่ม ซึ่งพวกนี้ โดยเฉพาะเล่มการเมืองทหารใน SEA อ่านง่ายและก็รีวิวความรู้เดิมอย่างมาก ชอบ ชอบ ชอบ (ปล. ขอยืนยันว่าเมื่อก่อนความรู้ความเข้าใจพื้นหลังการเมืองและสังคม SEA ดีมาก โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินโด ทำรายงานกระจายมาทั้งนั้น ตอนนี้ชักจะมลายสิ้น กรี๊ด กรี๊ด กู ท่องไว้ ท่องไว้ ฉันรู้มากกว่าที่ตัวเองคิด แล้วจิกกลับมาให้ได้!!)

อ๋อ ไปที่แผง thaicoon ซื้อ Mass Communication Theory เล่มทฤษฎีและเล่ม critical ของ ดร.กาญจนา แก้วเทพมาได้ และเพราะหนังสือที่นี้ลดเหลือ ไม่ 19 บาท ก็ 59 บาท กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ก็รูดการ์ดไปเรียบร้อย จำไม่ได้ว่าซื้อมากี่เล่ม เพราะเก็บเข้าชั้นเข้าห้องไปแล้ว

อื่น ๆ ที่นึกได้ว่าซื้อและยังไม่ได้บันทึกลงไป (คงจะมีมาอีกเป็นระยะ ๆ )
09/01/08
- ทรัพย์ศาสตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร (125)
- หนังสือหลายเล่มของ สนพ. Opens ดังเช่น คสพ. จีน-ญป./ ศตวรรษจีน/ 20 ปี ปาฐกถาพิเศษ อ.ป๋วย ฯลฯ
---

และดังนั้น สรุปรายงานการซื้อหนังสือได้ว่า อุปทานที่มีอยู่มากมายมักจะสร้างอุปสงค์เทียมได้เสมอ จึงไม่ควรไปงานสัปดาห์อีก อยากได้หนังสืออะไร ไปซื้อตามร้านเลยจะดีกว่า เพราะเป็นการซื้อของที่อยากได้จริง ๆ ไม่เหนื่อย (ในแง่ต้องไปลุยตระเวณเดิน และแบกหนังสือ) และไม่ทำให้เกิดต้นทุนจมที่เกิดจากซื้อหนังสือที่คิดว่าจะได้อ่าน ซื้อมาเก็บเข้าตู้ หรือเพื่อประดับบารมีคนซื้อ (และในเวลาต่อมาผู้ครองครอง)

ปล. ไม่รู้ว่าเล่าเรื่องซื้อหนังสือ หรือเล่าไดอารี่!

Wednesday, January 02, 2008

ที่สุดของปี 2007

-จริง ๆ เขียนมาเรื่อย หลังบล็อก เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007 แต่เพราะมีเติมลงไปเรื่อย ๆ ก็เลยยังไม่ได้โพสต์จนวันนี้แหละ!-

(good ones)
ธรรมชาติที่รัก/ โบ๊ะดีที่สุด : โยเกิร์ตกระป๋อง ทำได้สารพัดอย่างตั้งแต่พอกหน้า นวดหน้า ขัดหน้าไปถึงขัดตัว พอกผิว หน้าใส ผิวเนียน ไม่พอ ถ้าจะไม่ถึงใจ อยากขยายสาขาอวัยะวะเพิ่มเติม หรือจะลามไปหมักผมก็ยังได้ ถูกแสนถูก และใช้ได้ไม่มีแพ้ ของธรรมชาติอื่น ๆ ก็มีไข่ขาว และน้ำมันมะกอก อย่างแรกลอกหน้าให้ใสให้ขาว และกำจัดสิวเสี้ยน อย่างหลังเป็น stopper มหัศจรรย์ต่อสู้กับผิวแห้ง เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อโลชั่นใด ๆ ใช้ไม่อยู่!

เครื่องสำอางสุดโปรด: Advanced Night Repair และ Hydra Gel จาก Estee ของเค้าดีจริง ๆ ใช้แล้วถูกใจมาก ๆ หน้าเนียน ใส ตึงค่า

Item ถูกใจ: Speaker อยากได้ลำโพงมาต่อ ipod พอดี แล้วพอซื้อของที่ชิดลมก็เลยเอายอดสะสมไปแลกมาได้ ถูกใจมาก เพราะเล็กและเบา ที่สำคัญ กันน้ำ ลอยน้ำได้ ถึงแม้จะยังไม่มีโอกาสได้ใช้กับน้ำสักทีก็ตาม .. วันก่อนตอนเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านเพิ่งเอามาใช้ ปรากฎว่าชาวบ้านร้านตลาด (ญาติอิฉันเอง อันที่จริง) กรี๊ดกร๊าดชอบใจกันใหญ่

Item ช่วยชีวิต: Dr. Bach Remedies โดยเฉพาะตัวหลัก ๆ อย่าง Larch/ Clematis/ Vervain/ Pine แม้ว่าตอนนี้จะมี Holly เข้ามาเพิ่ม อย่างไรก็ดี ตัวที่ต้องการมากที่สุด แต่ว่าไม่มีหาไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าเมื่อหร่จะได้ไปหิ้วมาอีกคือ Agrimony! กรี๊ดด อยากได้ Agrimony! อยากได้ Agrimony!

Item แต่งตัว : แหวน ถ้าแต่งเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก็เป็นแหวนพลาสติกหรือถ้าแต่งสวย ก็เป็นแหวน glittering หรือไม่ก็แหวนเก๋ ๆ อะไรก็ได้ แต่ไม่ว่าจะแต่งอย่างไร ก็ต้องมีแหวนใส่ 2 นิ้วขึ้นไปอยู่ดี และก็ดูว่าเป็นเครื่องประดับที่ชอบที่สุด เพราะว่าไม่เจาะหู และเสริมสีเล็บ :D

ของหวานทำเอง: เยลลี่กาแฟ กินตามร้านมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ UCC แต่หลัง ๆ หากินยากเหลือเกิน ที่หากินได้ก็ไม่อร่อยและแพง ก็เลยหัดทำเองที่บ้าน ซึ่งก็สมประสงค์อย่างยิ่ง เพราะออกมารสได้ดังใจ และที่สำคัญทำง่ายยิ่งกว่าง่าย แถมยังดูดีอีกต่างหาก อีกอย่างก็คือ ช็อคโกแลตพุดดิ้ง ทำได้โดยบังเอิญขณะอยู่จีน เนื่องจากจะทำเยลลี่กาแฟ แล้วดูท่าว่าคนกินน่าจะชอบช็อคโกแลตมากกว่า ก็ง่าย ดูดี และอร่อยอีกอย่าง :D

นาฬิกาปลุกคุณภาพดี: ยี่ห้อแมวกี้ ได้ยินเสียงมือถือปลุกเมื่อใด คุณกี้ก็พร้อมที่จะตื่นขึ้นมา หรือมิฉะนั้น ถ้าหิวก็ตื่นมาปลุกขออาหารได้อยู่ดี และในฐานะผู้ปกครองที่ดีก็ย่อมต้องตื่นมาให้ข้าวกี้จนตื่นตามไปได้เอง นอกจากนี้ ถ้ามีคนเอากี้ไปกินข้าวนอกห้อง กี้ก็กลับมาร้องขอเข้ามาในห้องได้ใหม่ ร้องคนสัตวขี้เซาอย่างมิ้งตื่นตามไปได้ กี้น่ารักจริง ๆ แต่ก็นะคะ นาฬิกาปลุกอันนี้ไม่ค่อยมีมาตรฐานเวลา เป็นการตื่นตามที่อยากตื่น ได้ผลในแง่ที่ได้ตื่น แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตามนาฬิกา

Sensational feeling: เวลาตอนเช้า ๆ ที่กี้มุดเข้าไปนอนในผ้าห่ม ขณะที่ขนนิ่ม ๆ ของแมวกี้สัมผัสขานี่เป็นความรู้สึกเกินจะบรรยายจริง ๆ มีความสุข มีความสุข ขณะที่ peaceful feeling เป็นเวลาที่ได้อุ้มกี้พาดบ่าแล้วกี้ตวัดหางสบายใจไปมานั่นแล รักจริง ๆ แมวกี้ “D “D “D

ใจสุขใจสงบ: ช่วงที่อยู่ที่วัดป่า ไม่ต้องทำอะไรอะไรมาก สุขใจใจนิ่งเกิดใจในบ่ออย่างมหาศาล ได้อยู่กับตัวเอง รู้จักใจตัวเองและได้เข้าใจถึงคำว่าธรรมที่มาจากธรรมชาติ ทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกรอบตัว และรับรู้ขอบจำกัดของการเป็นมนุษย และสิ่งที่ความเป็นมนุษย์สามารถทำได้ รู้จักถ่อมตัว และเข้าใจคนอื่น โดยเฉพาะตอนนี้ซึ่งอยากได้สภาวะนั้นกลับมาอย่างที่สุด

เครื่องดื่ม: จริง ๆ แล้วมันขึ้นกับว่าไปที่ไหน และทำอะไรอยู่หรือเปล่าหนอ? แต่สำหรับทั่วไปแล้ว น้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็งคงเป็นของสั่งยอดฮิตทุกที่ทุกเวลาเป็นพื้นกระมัง นอกจากนั้น ถ้าหลังอาหาร ก็อาจจะมีน้ำส้ม ถ้าไปร้านนั่งหรือร้านกาแฟ แน่นอนว่าเป็นชาเอิร์ลเกรย์ หรือถ้าเป็นที่ SP ก็ frozen cappuccino ที่ใส่น้ำเชื่อมครึ่งเดียว (หรือหนึ่งในสาม เพราะความที่ไม่ชอบหวาน!) ถ้าทำเองที่บ้านเวลาเลี้ยงก็มักเป็น punch สูตรพิเศษ หรือมิฉะนั้นก็เป็น berry mix ... ว่าแต่ว่าสงสัยว่าข้อนี้จะเปลี่ยนหัวข้อเป็นเครื่องดื่มสั่ง/ ทำบ่อยแล้วกระมัง
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มที่ประทับใจสุดชีวิตและหลงรักประจำปี ได้แก่ plum wine ชอบมาก ๆ ชอบที่สุด ถึงขั้นที่หลงรักแบบตาเป็นประกาย และทำให้กลับมาดื่มเครื่องดื่มมึนเมาอีกครา!

คลายเครียดแบบสุดขั้ว:
ยังคงเป็นการสวมบทบาท shaikan ในเกม spellforce 2 โอ้ การได้ใช้เวทย์มนต์ฆ่าศัตรูในเกมนี่เป็นความรู้สึก extreme แก้เครียดสุดจะบรรยายได้จริง ๆ ฟังดูก้าวร้าว การแก้ปริศนา riddles/ puzzles ใด ๆ ก็สนุกไม่แพ้กัน รู้สึกว่าได้คิดและไม่โง่จนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม สงสัยว่าจะไม่มีแผ่นต่อ หรือภาคใหม่ใด ๆ แล้วใช่ไหมเนี่ อยากเล่น แล้วก็ถ้าไม่ใช่หัวข้อ ‘คลายเครียดแบบสุดขั้ว’ spellforce ก็ถือเป็นเกมที่รักที่สุด และถูกใจที่สุดอยู่ดี อืมไม่สิ คู่กับ Lufia 2 อีกอย่าง!

อวัยวะถูกใจ: มือกับนิ้วมือ เมื่อก่อนก็ยังไม่ได้บ้าอะไรมากจนกระทั่งคุณน้าคุณป้าบรรดาแม่ยกของมิ้งชมว่านิ้วสวยนี่แหละ อาการหลงตัวเอง และอวัยวะส่วนนิ้วมือของตัวเองก็เลยกำเริบ ไม่ใช่กำเริบธรรมดาแต่เป็นกำเริบเสิบสาน .. คิดการใหญ่ด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ

Best therapy: น่าจะบอกว่านวดนะ ไม่ว่าจะเป็นกับพี่ชินซึ่งเป็นการจัดระเบียบกล้ามเนื้อและเส้น หรือเป็นการนวดน้ำมันกับพี่ษรก็ได้เหมือนกัน แม้ว่าอย่างหลังจะเน้นไปที่ความงามและผ่อนคลายมากกว่าก็เถอะ แต่เสียใจที่เป็นคำตอบลวง - จริง ๆ แล้วต้องเป็นการทำเล็บต่างหาก เพราะทำออกมาแล้ว beautify ในทันทีทันใดกระมัง อย่างน้อยเล็บก็ดูเรียบร้อยสวยงามและสีสันสดสวยด้วยสีจากวงล้อ hue รอบนอก ก็นวดแล้วมันสบายตัวแต่เพราะหลับทำให้งัวเงียเป็นซอมบี้ไม่รู้เรื่องไปพักใหญ่นี่นา แล้วยิ่งถ้าไปทำอะไรแปลก ๆ ก็เสี่ยงต่อการไหล่ติดได้อีกรอบอีกต่างหาก!

ความปรารถนาจนถึงขั้น desperate หน่อย ๆ : ได้ทำงานที่รัก ให้ได้งานดีเงินดีนายดีเพื่อนดีองค์กรดี ฟังดูเรื่องมากไปไหมนะ แต่ไหน ๆ จะขอทั้งทีก็ขอขอให้สมบูรณ์ก็แล้วกัน!!

(bad ones)
หมกมุ่น: การอยู่หน้าคอม และใช้เวลาไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรทำก็ตาม แย่มาก ๆ

ไม่ควรอย่างยิ่ง : การกินแป้งขัดขาว และน้ำตาล รวมไปถึงของมันจัดในบางครั้ง ผลทางด้านร่างกายและน้ำหนักไม่เท่าไหร่ แต่ผลที่เกิดขึ้นทันทีในบัดดลก็คือหดหู่อย่างรุนแรง แรงมากถึงขั้นฉันคือความคิดด้านลบทั้งมวลในโลก น่ากลัวมาก ๆ ดีที่รอดชีวิตมาไม่ทำอะไรกับตัวเอง อาการเหล่านี้หายไปสักพักแล้ว แต่ทำไมตอนนี้กลับมาอีกก็ไม่เข้าใจ

ไม่รักไม่ชื่นชม: ตัวเองในบางแง่ หรือหลายแง่ หรือทั้งหมด ถ้าจิตตกถึงขีดสุด …sometimes solutions ain’t so simple, sometimes goodbye’s the only way..? แต่ก็ยังหาทาง say goodbye แบบที่ง่ายและไม่เจ็บปวดไม่เจอ ดังนั้นก็ยังอยู่แถวนี้ต่อไป

ความรู้สึกด้านลบ: ความอิจฉา เป็น most deadly one among those seven!