Tuesday, January 29, 2008

the very 'blog'tag

แตะมือรับ tag นี้มาจากอาย แล้วก็ต้องบอกว่า ขอบคุณ เพราะกำลังอยากเล่นชนิดที่ว่า กำลังจะกระทำการ self-tagging แตะตัวเองแล้ว :D :D :D

1. คุณเริ่มเขียน Diary/Blog ตั้งแต่วัน เดือน ปี ไหน
ที่ blogspot ค่ะ Saturday, June 19, 2004 (copy paste วันที่มา)

2. ไหนละลิงค์ Diary/Blog ของคุณ
http://mingki.blogspot.com
[ตอนแรกใช้ชื่อว่า spin around with ming ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น a cultured side เป็นบล็อกแรก และเป็นบล็อกที่รักที่สุด เพราะเขียนเป็นพื้นที่ส่วนตัว ตามใจฉัน]

http://darkming.blogspot.com
[bitch around about life – ทั้งลิงค์ทั้งชื่อบล็อกก็บอกอยู่แล้วว่าเอาไว้วีนแตก แต่เขียนได้สักพักก็เลิก เพราะไม่อยากเอาอารมณ์หยาบมาเป็นที่ตั้ง ปัจจุบันล็อคเอาไว้เป็นไดอารี่ที่นาน ๆ เขียนที ฮ่า]

http://mingki.bloggang.com/
[บล๊อกหมาเลี้ยงแกะ - บล็อกตลาด หรือเรียกอีกอย่างว่าบล็อกรับแขก เพราะเป็นบล็อกที่ใช้สื่อสารกับโลกมากที่สุด แต่ในทางกลับกันก็ได้วาดรูปอวดรูปอย่างมีความสุข และมีสังคมสบายใจ ที่มีคนชอบอะไรเหมือนกันคล้ายกันมาคุยกัน]

นอกเหนือจากนี้ยังมี inner monologue เอาไว้เก็บเรื่องเวลาอารมณ์ดี สบายใจ และมี ironically speaking เอาไว้เขียนเรื่องมุมมองและทัศนคติวิชาการ ทั้งนี้ เพราะ a cultured side ชักมีเรื่องเยอะและหลายหลากเกินจะรวมรวบไว้หมด

3. ตอนแรกที่คุณเขียน Diary/Blog ชื่อตอนอะไร
จุดเริ่มต้น - อธิบายว่าทำไมเริ่มเขียนบล็อก

4. ถ้าไม่นับตอนนี้ ... คุณเขียน Diary/Blog รวมมาแล้วทั้งหมดกี่ตอน
360 บล็อก (สามร้อยหกสิบบล๊อกกก กรี๊ดด)

5. อะไรดลจิตดลใจ(หรือเข้าสิง)ให้คุณเขียน Diary/Blog ล่ะ
อยากเขียนบันทึกแล้วมีที่เก็บเป็นหลักเป็นแหล่ง – โดยเฉพาะช่วงแรกที่เอาไว้เก็บเรื่องเล่าเป็นวรรคเป็นเวรทางเมล

6. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog น้อยที่สุด
หลายครั้งอยู่ค่ะ บางช่วงถ้าไม่อยากเขียนก็ไม่เขียนเลยก็มี

7. เดือน ปีไหนที่คุณเขียน Diary/Blog มากที่สุด
อืม อืม Jul 2006 เขียนเยอะมาก ทั้งเดือนได้ประมาณ 45 เรื่อง แต่ก็เป็นกลอนสั้น ๆ มากกว่า อ้อ นั่นแค่ที่ a cultured side ถ้ารวมหมาเลี้ยงแกะด้วย ก็คง 50-60 บล็อก

8. คุณชอบตอนไหนที่คุณเขียนมากที่สุด ... เพราะ ?
หลายตอนเลยมังคะ บางตอนก็ชอบเรื่อง บางตอนก็ชอบรูป ด้วยอารมณ์และเหตุผลที่ต่างกันออกไป เขียนเอง สร้างเองกับมือ ก็ต้องชอบสิ

9. ปกติแล้วในตอนหนึ่ง ๆ ใช้เวลาเขียนนานแค่ไหน
แล้วแต่ค่ะ ถ้าวาดรูปประกอบเองก็จะนานมาก อย่างนานที่สุดคือบล็อกดูดวง ใช้เวลาประมาณห้าชั่วโมงวาดรูปสิบสองนักษัตร แล้วก็อีกร่วมหกเจ็ดชั่วโมงอ่านแล้วเรียบเรียงคำทำนาย แต่โดยปกติใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมงกระมัง จะนานกว่านั่นถ้ามีรูปประกอบ ถ้าไม่ใช่พวก hardsale บางทีก็วาดเป็นวัน
แต่ที่ a cultured side ถ้าเป็นแค่บันทึกอารมณ์หรือกลอนสั้น ๆ บางทีสัก 10-15 นาทีก็น่าจะเสร็จ หรือปกติก็ 1-2 ชั่วโมงเหมือนกัน ถ้าเล่าเรื่องหรือวิจารณ์หนังสือ

10. ลองเล่าพัฒนาการการเขียนและการตกแต่ง Diary/Blog ของคุณให้ฟังหน่อยซิ
อืม พัฒนาการการเขียน? ก็เขียนที่อยากเขียน อยากเล่าอะไรก็เขียนไป โดยเฉพาะที่ a cultured side แต่ถ้าเป็นที่บล็อกหมาเลี้ยงแกะจะพยายามเล่าแต่เรื่องที่เป็นด้านบวก และไม่เน้นเล่าเรื่องส่วนตัวมาก

การแต่งบล็อก? Blogspot มีแบบสำเร็จให้เลือกมากอยู่แล้ว ก็ใช้ pattern ที่มีนั่นแหละ แม้ว่าช่วงหลัง ๆ จะเริ่มเปลี่ยนสี เปลี่ยนฟอร์มตามใจตัวเองขึ้นมาบ้างก็ตาม ส่วนที่บล็อกหมาเลี้ยงแกะ อืม ตอนแรกเน้นรูปหมาเลี้ยงแกะ วาดเป็นหมาหน้ายาว ๆ สีน้ำตาลไว้เป็นจุดขาย แล้วก็เปลี่ยนไปตามเทศกาล ไม่ว่าจะปีใหม่ วาเลนไทน์ ฮัลโลวีน คริสมาสต์ ฯลฯ แต่หลัง ๆ ก็แต่งตามใจ และตามปัญญาที่มี (แก้โค้ดได้แค่นั้น!) แต่คิดว่าเป็นรูปแบบเฉพาะตัวไปแล้วแบบหนึ่ง

11. ตอนไหนที่มีคนเข้ามา Comment Diary/Blog ของคุณมากที่สุด
ช่วงนี้ของปีที่แล้วกระมังคะ สนุกที่สุด เพราะมีญาติโยมที่ถูกใจถูกอัธยาศัยกันอยู่เยอะ หลัง ๆ ห่างไปบ้าง หายไปบ้าง อย่างที่อายบอกว่า “คิดถึงการพูดคุยและอารมณ์อบอุ่นของความเป็นชุมชนบนโลกไซเบอร์” คนที่จะมาเชื่อมโลกด้วยบล็อกและคอมเมนต์หายไป

แต่ถ้าบล็อก a cultured side ไม่ค่อยมีอยู่แล้ว นอกจากช่วงแรก ๆ ที่สร้าง หลัง ๆ เขียนเอง อ่านเองหมด

12. ถ้าเกิดอยู่ดี ๆ เวป Diary/Blog ของคุณเกิดหายไปละ
ลุกขึ้นมากรี๊ดด แล้วหาทางแก้ .. ถ้าไม่ได้ก็ปล่อยเลยตามเลย แต่คงลุกมาทำใหม่ (ดูสาเหตุข้อ 13 ประกอบ) ถ้าเป็นหมาเลี้ยงแกะคงเสียดายคอมเมนต์จนใกล้คลั่ง :D

13. คุณ Back up Diary/Blog ของคุณไว้ไหม , ยังไง
เหมือนอายเลย เขียนลงเวิร์ดไว้ก่อนทุกครั้ง แถมพวกรูปก็วาดเอง และดังนั้นก็น่าจะพูดได้ว่ามีไฟล์ทั้งหลายสำรองไว้เรียบร้อย

14. ถ้าให้ Diary/Blog เป็นญาติของคุณคนหนึ่ง คุณอยากให้เค้าเป็นอะไร และอยากเรียกเค้าว่าอะไร
a cultured side เป็นฝาแฝดกระมังคะ ก็รู้ลึกรู้ดีกับอารมณ์ความรู้สึกและความนึกคิดกันขนาดนี้ ส่วนบล็อกหมาเลี้ยงแกะ เป็นน้องสาวคนเล็ก เพราะพยายามจะเล่าแต่เรื่องดี ๆ สุขใจ ให้น้องรักมองโลกในแง่สวย :D

15. เขียนบอกอะไรกับ Diary/Blog ของคุณหน่อยซิ
“You give me a space and freedom to be!”
จริง ๆ ว่าจะเขียนยาวกว่านี้ แต่นี้ก็สั้นและกินความดี :D

16. แล้วอยากรู้รายละเอียด Diary/Blog ของใครอีกละ เรียกง่าย ๆ ว่าจะ TAG ต่อใครดี 5 คนนะ
อืม อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับใครดี ตอนนี้เนทช้า ไม่แน่ใจว่าใครทำไปแล้วบ้าง ขอเวลาก่อนนะคะ :D :D :D

Friday, January 04, 2008

งานสัปดาห์หนังสือ 50

(เขียนมานาน และเพิ่งจะสรุปจบได้เพราะไม่ขยัน .. และไปเปิดตู้ก็พบว่ามีรายชื่อหนังสือที่ตกค้างอีกจำนวนหนึ่ง กำลังจะมาเพิ่มซูนถ้าไม่ขี้เกียจเสียก่อน)

คุณคะ คุณขา หลังจากไม่ได้ไปงานสัปดาห์หนังสือมาหลายปีดีดัก อิฉันก็เกิดติดกับดักกรรมเข้าเมื่อวานด้วยความที่ว่างจัดค่ะ ไปงานตั้งแต่บ่ายสอง แล้วก็ด้วยความที่กลัวว่าจะเดินได้ไม่ทั่วถ้าต้องหอบหิ้วหนังสือไปด้วยเป็นระยะ ๆ และเพราะอาจจะเลือกซื้อเล่มที่ไม่ควรซื้อแล้วไปเจอของดีมีอยู่ที่น่าจะซื้อทีหลัง (ตามหลัก economico me อ๊ะ econo-eming น่าจะดีกว่า!) ก็เลยเป็นบ้าประกาศยุทธศาสตร์เดินตะลุยแหลก เดินตะลุยแหลกจริง ๆ ลุยมันไปตั้งแต่ชั้นสองมาชั้นหนึ่งไปต่อ..... แล้วก็ไปเพลนนารี่ฮอลล์ เดิน เดิน เดิน จิก จิก จิก มองหาหนังสือถูกใจไปเรื่อย ๆ แบบเรื่อยยยยยจริง ๆ แล้วก็นั่นแหละ ไม่นานเล๊ยยยไม่นานเลย ใช้สี่ชั่วโมงเอง พอสักหกโมงกว่าก็เดินเก็บครบ ได้เวลามาซื้อหนังสือกันแล้ว ตอนนี้กระแสฟื้นสำเนียงบริทิชแอคเซ่นท์ของอิชั้นกำลังมาแรง เมื่อไปเจอหนังสือพวก Readers พร้อมซีดีประกอบก็เลยซื้อ The Wizard of Oz พร้อมซีดี 2 แผ่น ของ Macmillan Readers (178 บาท) มา กะว่าจะเอาลงไอพ็อดไว้ฟังระหว่างดำเนินกิจกรรมชีวิต

หลังจากนั้น เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงแสวงหาสัจจธรรมและความสว่างให้จิตใจ หัวข้อซื้อหนังสือปีนี้ก็เลยเป็นแนวทางศาสนาและการรู้จักตัวเอง พอกันที how to self-help แบบฝรั่ง งวดนี้ลุง Og Mandino ก็ช่วยไม่ได้ ปีนี้ มตป. ขอกลับมาที่กระแสตะวันออกเสียที อยากได้จันทร์ในบ่อจันทร์ในใจกลับคืนมาเหลือเกิน เลยไปได้หนังสือของท่านพุทธทาสที่พิมพ์เป็นแบบไดอารี่ของท่านจริง ๆ ที่ฝากขายกับมูลนิธิโกมลคีมทองมา 3-4 เล่ม บวก ทัศนะว่าด้วยเศรษฐกิจของอาจารย์ป๋วยฯ/ งานแห่งชีวิต คู่มือแสวงหาวิสัยทัศน์และเป้าหมายเพื่อการสร้างสรรค์ (The Quest for Life’s Work)/ สีหนาทบันลือ ของ โกมลคีมทองมาอีก

นอกเหนือจากนั้นเหรอคะ ผู้ปกครองของดิฉันต้องภูมิใจแน่ ๆ ค่ะ เดินกลับไปที่สวนเงินมีมาก็ได้ ความเงียบ (The Spirit of Silence, John Lane) และเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ของ วิจักขณ์ พาณิช มาด้วยเสียอีก และนั่นแหละค่ะ บอกแล้วว่ากระแสรู้แจ้งแห่งใจ ยังแรง ก็เลยไปได้ ปรัชญาพุทธในพระไตรปิกฎ ของสำนักพิมพ์จุฬาฯ มาอีกเล่ม

เดินได้ สถาบันสถาปนา (Foundation, Isaac Asimov) เล่มแรก มาอีกเล่ม จริง ๆ ก็คืออยู่ว่าจะซื้อภาษาไทยหรือเอาภาษาอังกฤษมาอ่านดี แต่ไหน ๆ น้ำขึ้นให้รีบตัก หนังสือมาอยู่ตรงหน้าก็เลยรวบมาเลย เดชะบุญที่ความบ้าระห่ำแบบสมัยก่อนหายไปแล้ว ไม่งั้นก็คงโอละพ่อหอบกลับมาทั้งชุดให้ครบถ้วน

นอกเหนือจากนั้น โอ้ นี่ค่ะ เร็วไม่ว่า ช้าให้เป็น (In Praise of Slowness, Carl Honore) เห็นตั้งแต่ก่อนไปอังกฤษตอนไปรับปริญญาฟินน์ แต่ตอนนั้นกะว่าจะไปซื้อที่อังกฤษก็เลยยังไม่ได้ซื้อ พอไปอังกฤษก็มัวแต่ไปหอบพวกภาษากลับมา กลับมาเมืองไทยก็หาไม่เจอแล้ว (ชีวิตฟังดูทำให้วุ่นวาย ชนิดที่ไม่ควรจะวุ่นวายเอง) พอเจอก็เลยรวบมาอีกเล่ม

นอกจากนี้ก็ยังมี กาลครั้งหนึ่ง ว่าด้วยตำนานกับวัฒนธรรม และ วาทกรรมการพัฒนา ของ ดร. ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร อีก จริง ๆ แล้วดิฉันเนี่ย แอบชอบพวก so-called discourse วาทกรรมนำสุข (สำหรับใครก็ไม่รู้ สำหรับคนคิดและคนเริ่มใช้ แต่คงไม่สำหรับคนที่เป็นฝูงแกะ!) นะคะ ชอบมานานตั้งแต่ก่อนเขาจะฮิต แล้วก็ยังจะชอบต่อไป เอาวาทกรรมมาผสมกับแนวคิดที่ไม่เน้นวิธี ก็คงจะเกิดได้ความชอบธรรมดี แต่อย่างน้อยช่วยทำให้เนียน และดู rightful, lawful หน่อยนะคะ!

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ตั้งข้อสังเกตว่าสำนักพิมพ์และร้านหนังสือเล็ก ๆ หายไปเยอะเหมือนกันนะเนี่ย กลายเป็นร้านใหญ่มีที่มาก และมีพื้นที่จัดกิจกรรม-มหกรรมการขายอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ปลาเล็กหายไปปลาใหญ่จงมา เราอยู่ในสังคมทุนนิยมกันนี่คะ คุณ ๆ ขา cartel, monopoly และ mergers & acquisitions เป็นอย่างไรให้มาดู ทุกส่วนของสังคมมีให้เห็นค่า แล้วก็โอ้ เศรษฐกิจไม่ดี หนังสือขายไม่ออก แต่ก็นะคะ กลุ่มที่ยังมีเงินอยู่คือพวกเด็ก ๆ ดังนั้น ไม่ต้องห่วง นิยายรักหวานแหววตะแหน่วจ๋าล้าลาป๊อกกี้แคนดี้ขายดีอยู่แน่นอน สวนกระแส และสวนกระแสเด็กฉลาดชาติเจริญด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ

และที่สำคัญ สงสัยต้องกลับไปอีกรอบ เพราะนี่ได้หนังสือเฉพาะที่กะว่าจะอ่านมาแค่บางส่วน ยังไม่ได้เก็บหลาย ๆ เล่ม โดยเฉพาะ หนังสือของจิตรฯ ที่ฟ้าเดียวกันพิมพ์ใหม่มาแล้ว แล้วก็ยังไม่ได้ซื้อหนังสือที่กะว่าอยากเก็บบางส่วนอีกเสียด้วย! กรี๊ด กรี๊ด กรี๊ด!

จบด้วยคำคมประจำวันนี้ เพื่อแสวงหาความชอบธรรม (เบื่อคำนี้อีกคำ วาทกรรมเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้วนะคะ คุณ ๆ ขา) ไม่ได้อยากทำตัวบูชาฝรั่ง แต่เจอที่เป็นภาษาอังกฤษ และกลัวแปลหลงทางก็เลยขอยกมาแบบนี้

To know the mind is the most important task of your life. And to know the mind is to know the world.
-Buddhist Teaching -

---
หลังจากนั้นไปอีกวันมา เก็บหนังสือทุกเล่มของจิตรฯที่ฟ้าเดียวกันพิมพ์ ได้ฟ้าเดียวกันเล่มที่สนใจมา ได้เก็บวิภาษาเล่มที่ซื้อไม่ได้ (หายากจริง แผงละเล่มแถมเยินยับ ซื้อไม่ลงๆๆๆ) แล้วก็ได้ชุดการเมืองชาวบ้านที่เป็นเล่มเล็ก ๆ มาอีกบางเล่ม ซึ่งพวกนี้ โดยเฉพาะเล่มการเมืองทหารใน SEA อ่านง่ายและก็รีวิวความรู้เดิมอย่างมาก ชอบ ชอบ ชอบ (ปล. ขอยืนยันว่าเมื่อก่อนความรู้ความเข้าใจพื้นหลังการเมืองและสังคม SEA ดีมาก โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินโด ทำรายงานกระจายมาทั้งนั้น ตอนนี้ชักจะมลายสิ้น กรี๊ด กรี๊ด กู ท่องไว้ ท่องไว้ ฉันรู้มากกว่าที่ตัวเองคิด แล้วจิกกลับมาให้ได้!!)

อ๋อ ไปที่แผง thaicoon ซื้อ Mass Communication Theory เล่มทฤษฎีและเล่ม critical ของ ดร.กาญจนา แก้วเทพมาได้ และเพราะหนังสือที่นี้ลดเหลือ ไม่ 19 บาท ก็ 59 บาท กว่าจะรู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ก็รูดการ์ดไปเรียบร้อย จำไม่ได้ว่าซื้อมากี่เล่ม เพราะเก็บเข้าชั้นเข้าห้องไปแล้ว

อื่น ๆ ที่นึกได้ว่าซื้อและยังไม่ได้บันทึกลงไป (คงจะมีมาอีกเป็นระยะ ๆ )
09/01/08
- ทรัพย์ศาสตร์ ของพระยาสุริยานุวัตร (125)
- หนังสือหลายเล่มของ สนพ. Opens ดังเช่น คสพ. จีน-ญป./ ศตวรรษจีน/ 20 ปี ปาฐกถาพิเศษ อ.ป๋วย ฯลฯ
---

และดังนั้น สรุปรายงานการซื้อหนังสือได้ว่า อุปทานที่มีอยู่มากมายมักจะสร้างอุปสงค์เทียมได้เสมอ จึงไม่ควรไปงานสัปดาห์อีก อยากได้หนังสืออะไร ไปซื้อตามร้านเลยจะดีกว่า เพราะเป็นการซื้อของที่อยากได้จริง ๆ ไม่เหนื่อย (ในแง่ต้องไปลุยตระเวณเดิน และแบกหนังสือ) และไม่ทำให้เกิดต้นทุนจมที่เกิดจากซื้อหนังสือที่คิดว่าจะได้อ่าน ซื้อมาเก็บเข้าตู้ หรือเพื่อประดับบารมีคนซื้อ (และในเวลาต่อมาผู้ครองครอง)

ปล. ไม่รู้ว่าเล่าเรื่องซื้อหนังสือ หรือเล่าไดอารี่!

Wednesday, January 02, 2008

ที่สุดของปี 2007

-จริง ๆ เขียนมาเรื่อย หลังบล็อก เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007 แต่เพราะมีเติมลงไปเรื่อย ๆ ก็เลยยังไม่ได้โพสต์จนวันนี้แหละ!-

(good ones)
ธรรมชาติที่รัก/ โบ๊ะดีที่สุด : โยเกิร์ตกระป๋อง ทำได้สารพัดอย่างตั้งแต่พอกหน้า นวดหน้า ขัดหน้าไปถึงขัดตัว พอกผิว หน้าใส ผิวเนียน ไม่พอ ถ้าจะไม่ถึงใจ อยากขยายสาขาอวัยะวะเพิ่มเติม หรือจะลามไปหมักผมก็ยังได้ ถูกแสนถูก และใช้ได้ไม่มีแพ้ ของธรรมชาติอื่น ๆ ก็มีไข่ขาว และน้ำมันมะกอก อย่างแรกลอกหน้าให้ใสให้ขาว และกำจัดสิวเสี้ยน อย่างหลังเป็น stopper มหัศจรรย์ต่อสู้กับผิวแห้ง เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อโลชั่นใด ๆ ใช้ไม่อยู่!

เครื่องสำอางสุดโปรด: Advanced Night Repair และ Hydra Gel จาก Estee ของเค้าดีจริง ๆ ใช้แล้วถูกใจมาก ๆ หน้าเนียน ใส ตึงค่า

Item ถูกใจ: Speaker อยากได้ลำโพงมาต่อ ipod พอดี แล้วพอซื้อของที่ชิดลมก็เลยเอายอดสะสมไปแลกมาได้ ถูกใจมาก เพราะเล็กและเบา ที่สำคัญ กันน้ำ ลอยน้ำได้ ถึงแม้จะยังไม่มีโอกาสได้ใช้กับน้ำสักทีก็ตาม .. วันก่อนตอนเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านเพิ่งเอามาใช้ ปรากฎว่าชาวบ้านร้านตลาด (ญาติอิฉันเอง อันที่จริง) กรี๊ดกร๊าดชอบใจกันใหญ่

Item ช่วยชีวิต: Dr. Bach Remedies โดยเฉพาะตัวหลัก ๆ อย่าง Larch/ Clematis/ Vervain/ Pine แม้ว่าตอนนี้จะมี Holly เข้ามาเพิ่ม อย่างไรก็ดี ตัวที่ต้องการมากที่สุด แต่ว่าไม่มีหาไม่ได้ และไม่แน่ใจว่าเมื่อหร่จะได้ไปหิ้วมาอีกคือ Agrimony! กรี๊ดด อยากได้ Agrimony! อยากได้ Agrimony!

Item แต่งตัว : แหวน ถ้าแต่งเสื้อยืดกางเกงยีนส์ก็เป็นแหวนพลาสติกหรือถ้าแต่งสวย ก็เป็นแหวน glittering หรือไม่ก็แหวนเก๋ ๆ อะไรก็ได้ แต่ไม่ว่าจะแต่งอย่างไร ก็ต้องมีแหวนใส่ 2 นิ้วขึ้นไปอยู่ดี และก็ดูว่าเป็นเครื่องประดับที่ชอบที่สุด เพราะว่าไม่เจาะหู และเสริมสีเล็บ :D

ของหวานทำเอง: เยลลี่กาแฟ กินตามร้านมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ UCC แต่หลัง ๆ หากินยากเหลือเกิน ที่หากินได้ก็ไม่อร่อยและแพง ก็เลยหัดทำเองที่บ้าน ซึ่งก็สมประสงค์อย่างยิ่ง เพราะออกมารสได้ดังใจ และที่สำคัญทำง่ายยิ่งกว่าง่าย แถมยังดูดีอีกต่างหาก อีกอย่างก็คือ ช็อคโกแลตพุดดิ้ง ทำได้โดยบังเอิญขณะอยู่จีน เนื่องจากจะทำเยลลี่กาแฟ แล้วดูท่าว่าคนกินน่าจะชอบช็อคโกแลตมากกว่า ก็ง่าย ดูดี และอร่อยอีกอย่าง :D

นาฬิกาปลุกคุณภาพดี: ยี่ห้อแมวกี้ ได้ยินเสียงมือถือปลุกเมื่อใด คุณกี้ก็พร้อมที่จะตื่นขึ้นมา หรือมิฉะนั้น ถ้าหิวก็ตื่นมาปลุกขออาหารได้อยู่ดี และในฐานะผู้ปกครองที่ดีก็ย่อมต้องตื่นมาให้ข้าวกี้จนตื่นตามไปได้เอง นอกจากนี้ ถ้ามีคนเอากี้ไปกินข้าวนอกห้อง กี้ก็กลับมาร้องขอเข้ามาในห้องได้ใหม่ ร้องคนสัตวขี้เซาอย่างมิ้งตื่นตามไปได้ กี้น่ารักจริง ๆ แต่ก็นะคะ นาฬิกาปลุกอันนี้ไม่ค่อยมีมาตรฐานเวลา เป็นการตื่นตามที่อยากตื่น ได้ผลในแง่ที่ได้ตื่น แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ตามนาฬิกา

Sensational feeling: เวลาตอนเช้า ๆ ที่กี้มุดเข้าไปนอนในผ้าห่ม ขณะที่ขนนิ่ม ๆ ของแมวกี้สัมผัสขานี่เป็นความรู้สึกเกินจะบรรยายจริง ๆ มีความสุข มีความสุข ขณะที่ peaceful feeling เป็นเวลาที่ได้อุ้มกี้พาดบ่าแล้วกี้ตวัดหางสบายใจไปมานั่นแล รักจริง ๆ แมวกี้ “D “D “D

ใจสุขใจสงบ: ช่วงที่อยู่ที่วัดป่า ไม่ต้องทำอะไรอะไรมาก สุขใจใจนิ่งเกิดใจในบ่ออย่างมหาศาล ได้อยู่กับตัวเอง รู้จักใจตัวเองและได้เข้าใจถึงคำว่าธรรมที่มาจากธรรมชาติ ทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของโลกรอบตัว และรับรู้ขอบจำกัดของการเป็นมนุษย และสิ่งที่ความเป็นมนุษย์สามารถทำได้ รู้จักถ่อมตัว และเข้าใจคนอื่น โดยเฉพาะตอนนี้ซึ่งอยากได้สภาวะนั้นกลับมาอย่างที่สุด

เครื่องดื่ม: จริง ๆ แล้วมันขึ้นกับว่าไปที่ไหน และทำอะไรอยู่หรือเปล่าหนอ? แต่สำหรับทั่วไปแล้ว น้ำเปล่าไม่ใส่น้ำแข็งคงเป็นของสั่งยอดฮิตทุกที่ทุกเวลาเป็นพื้นกระมัง นอกจากนั้น ถ้าหลังอาหาร ก็อาจจะมีน้ำส้ม ถ้าไปร้านนั่งหรือร้านกาแฟ แน่นอนว่าเป็นชาเอิร์ลเกรย์ หรือถ้าเป็นที่ SP ก็ frozen cappuccino ที่ใส่น้ำเชื่อมครึ่งเดียว (หรือหนึ่งในสาม เพราะความที่ไม่ชอบหวาน!) ถ้าทำเองที่บ้านเวลาเลี้ยงก็มักเป็น punch สูตรพิเศษ หรือมิฉะนั้นก็เป็น berry mix ... ว่าแต่ว่าสงสัยว่าข้อนี้จะเปลี่ยนหัวข้อเป็นเครื่องดื่มสั่ง/ ทำบ่อยแล้วกระมัง
อย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มที่ประทับใจสุดชีวิตและหลงรักประจำปี ได้แก่ plum wine ชอบมาก ๆ ชอบที่สุด ถึงขั้นที่หลงรักแบบตาเป็นประกาย และทำให้กลับมาดื่มเครื่องดื่มมึนเมาอีกครา!

คลายเครียดแบบสุดขั้ว:
ยังคงเป็นการสวมบทบาท shaikan ในเกม spellforce 2 โอ้ การได้ใช้เวทย์มนต์ฆ่าศัตรูในเกมนี่เป็นความรู้สึก extreme แก้เครียดสุดจะบรรยายได้จริง ๆ ฟังดูก้าวร้าว การแก้ปริศนา riddles/ puzzles ใด ๆ ก็สนุกไม่แพ้กัน รู้สึกว่าได้คิดและไม่โง่จนเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม สงสัยว่าจะไม่มีแผ่นต่อ หรือภาคใหม่ใด ๆ แล้วใช่ไหมเนี่ อยากเล่น แล้วก็ถ้าไม่ใช่หัวข้อ ‘คลายเครียดแบบสุดขั้ว’ spellforce ก็ถือเป็นเกมที่รักที่สุด และถูกใจที่สุดอยู่ดี อืมไม่สิ คู่กับ Lufia 2 อีกอย่าง!

อวัยวะถูกใจ: มือกับนิ้วมือ เมื่อก่อนก็ยังไม่ได้บ้าอะไรมากจนกระทั่งคุณน้าคุณป้าบรรดาแม่ยกของมิ้งชมว่านิ้วสวยนี่แหละ อาการหลงตัวเอง และอวัยวะส่วนนิ้วมือของตัวเองก็เลยกำเริบ ไม่ใช่กำเริบธรรมดาแต่เป็นกำเริบเสิบสาน .. คิดการใหญ่ด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ

Best therapy: น่าจะบอกว่านวดนะ ไม่ว่าจะเป็นกับพี่ชินซึ่งเป็นการจัดระเบียบกล้ามเนื้อและเส้น หรือเป็นการนวดน้ำมันกับพี่ษรก็ได้เหมือนกัน แม้ว่าอย่างหลังจะเน้นไปที่ความงามและผ่อนคลายมากกว่าก็เถอะ แต่เสียใจที่เป็นคำตอบลวง - จริง ๆ แล้วต้องเป็นการทำเล็บต่างหาก เพราะทำออกมาแล้ว beautify ในทันทีทันใดกระมัง อย่างน้อยเล็บก็ดูเรียบร้อยสวยงามและสีสันสดสวยด้วยสีจากวงล้อ hue รอบนอก ก็นวดแล้วมันสบายตัวแต่เพราะหลับทำให้งัวเงียเป็นซอมบี้ไม่รู้เรื่องไปพักใหญ่นี่นา แล้วยิ่งถ้าไปทำอะไรแปลก ๆ ก็เสี่ยงต่อการไหล่ติดได้อีกรอบอีกต่างหาก!

ความปรารถนาจนถึงขั้น desperate หน่อย ๆ : ได้ทำงานที่รัก ให้ได้งานดีเงินดีนายดีเพื่อนดีองค์กรดี ฟังดูเรื่องมากไปไหมนะ แต่ไหน ๆ จะขอทั้งทีก็ขอขอให้สมบูรณ์ก็แล้วกัน!!

(bad ones)
หมกมุ่น: การอยู่หน้าคอม และใช้เวลาไปเรื่อย ๆ แม้ว่าจะไม่มีอะไรทำก็ตาม แย่มาก ๆ

ไม่ควรอย่างยิ่ง : การกินแป้งขัดขาว และน้ำตาล รวมไปถึงของมันจัดในบางครั้ง ผลทางด้านร่างกายและน้ำหนักไม่เท่าไหร่ แต่ผลที่เกิดขึ้นทันทีในบัดดลก็คือหดหู่อย่างรุนแรง แรงมากถึงขั้นฉันคือความคิดด้านลบทั้งมวลในโลก น่ากลัวมาก ๆ ดีที่รอดชีวิตมาไม่ทำอะไรกับตัวเอง อาการเหล่านี้หายไปสักพักแล้ว แต่ทำไมตอนนี้กลับมาอีกก็ไม่เข้าใจ

ไม่รักไม่ชื่นชม: ตัวเองในบางแง่ หรือหลายแง่ หรือทั้งหมด ถ้าจิตตกถึงขีดสุด …sometimes solutions ain’t so simple, sometimes goodbye’s the only way..? แต่ก็ยังหาทาง say goodbye แบบที่ง่ายและไม่เจ็บปวดไม่เจอ ดังนั้นก็ยังอยู่แถวนี้ต่อไป

ความรู้สึกด้านลบ: ความอิจฉา เป็น most deadly one among those seven!