Monday, January 12, 2009

the absolute me?

possess anti-social behaviour/ anti mass& conventional attitude. nail fetish bitch. illustrator wannabe. pragmatic, if not too idealistic idealist. sharp tongue and adroit mind - love to bite and get bitten with ironic and satire words. loyal and faithful, yet vindictive and moody. partially friendly. independent. childish. mega-hyperactive in strange times. hard and fast drinker. secretly romantic. sensitive to temperamental. occasionally cooker, reader, dreamer, feeler, teller and thinker with own culture. wacky till mad. gay clubbing goer.

my so-called description from hi5 written long time ago. what would you think about it? I carefully thought of the right words about me, so you would know who I am. but then am i talking about the absolute me there?

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2008

ชีวิต
ปีหนึ่งที่ผ่านมาก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ชนิดที่ว่า ถ้ามองดูตั้งแต่ต้นปีแล้วให้คำนวณคะเนมาถึงปลายปี ก็คงไม่คาดคิดว่าหลายอย่างจะเข้ามา หรือหลายอย่างจะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไป คนที่เข้ามาแล้วจบไป เพื่อนฝูงกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ที่เข้ามา และที่มารวมกันอยู่ตอนนี้ และแม้แต่กับตัวเองก็ต้องบอกว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเวลาหนึ่งปีนั้น นับว่านานก็นาน หรือว่าไม่นานก็ได้ แต่อย่างน้อย ในแง่หนึ่ง มันก็นานพอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลง .. และมากพอที่เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ อยู่เช่นกัน

การงาน
ครึ่งปีแรก ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก การทำงานที่แรกไม่ใช่อย่างที่คิดเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้ถูกใช้อย่างที่ควรจะเป็นด้วย และดังนั้นก็เลยไม่อยู่ต่อ ช่วงที่มาแปลงานอยู่กับงานก็มีความสุขดี ถ้าไม่รีบ ก็จะยิ่งดีมาก ไม่อย่างนั้น กดดัน นั่งอยู่หน้าคอม แล้วแปล แปล แปล เสียเหลือเกิน ... แต่จะพูดอย่างก็ต้องบอกล่ะ ว่าชอบ และสนุกที่ได้แปล โดยเฉพาะเมื่อได้รู้สึกว่าได้พัฒนาฝึกฝนตัวเอง และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปด้วย ช่วงครึ่งปีหลัง ได้ทำงานสายงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องปรับตัวเพราะแตกต่างจากเดิม และเพราะเข้าไปในช่วงเปลี่ยนผ่านเสียด้วย อย่างไรก็ตาม สนุกที่ได้ทำงาน และสนุกที่ทำให้งานเกิดได้มากเลยนะ มีความสุขที่ได้ทำงาน แล้วก็เห็นสิ่งที่ทำอยู่เป็นรูปเป็นร่าง เห็นความสำคัญของตัวเองที่ทำให้งานเกิดขึ้นได้ ยิ่งเป็นการทำงานที่เป็นนายตัวเองแบบนี้ ได้เจอคนใหม่ ๆ และได้เห็นโลกต่างไปจากเดิม เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก เป็นกันเอง .. ซึ่งก็พูดได้เลยว่าเป็นที่แรกที่บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายและไม่เป็นทางการที่สุด เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปเห็นและเป็นส่วนหนึ่งในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด คงจะมีอะไรดี ๆ อีกมาก นั่นแหละ ..และก็เสียดายที่ต้องเปลี่ยนตำแหน่ง เฮ้อ ทำไมหนังสือไปไม่รอดนะ ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็คงไม่เกี่ยวกับอีฉันแล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังสิ? อ้อ เสียอย่างเดียวอีกอย่างที่นายไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นนายตรง หรือนายใหญ่ก็ตาม สรุปสั้น ๆ ว่างานดี เพื่อนร่วมงานดี และนายไม่ดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำงานครั้งสุดท้าย และการออกมาอยู่กับตัวเอง เมื่อได้กลับไปทำงานในสำนักงานอีกครั้ง ก็แปลกที่เห็นความเติบโต เห็นวุฒิภาวะของตัวเองที่เพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วก็แปลกที่พอคิดก็ต้องยิ้มกับตัวเองว่างานการประสานงานกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ดี และชอบขึ้นมา ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเวลาที่ได้ถูกยืมตัวไปอยู่กระทรวงจริง ๆ ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็อาจจะได้อยู่ แต่ก็คงไม่ได้ และไม่ชัดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ Everything has its cause, and yet, we are connecting all those dots!
และก็อีกอย่างที่พบ หลังจากการจับพลัดจับพลูเข้าไปเป็นคนประสานงานครั้งสุดท้าย คิดว่าตัวเองทำงานประสานงาน แล้วก็จัดการบริหารได้ค่อนข้างดีนะ .. ถ้าได้ทำงานจัดอีเวนต์ต่าง ๆ ก็คงสนุกดี (เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จริง ๆ )

การเดินทาง
ปีนี้มีการเดินทางออกนอกนประเทศแค่สองครั้ง คือไปพุทธคยา และเซี่ยงไฮ้ ทริปแรกไม่แตกต่างจากทริปทำบุญปกติของบ้านมาก เว้นแต่ว่าไปกับผู้ใหญ่และเป็นการแสวงบุญนอกประเทศครั้งแรก (น่าตื่นเต้นไหมคะนี่?) แต่ที่สนุก ก็คือได้เห็นความศรัทธาของชาวพุทธที่มาจากสถานที่ต่างกัน และก็ถูกแสดงออกในรูปแบบที่หลากหลายได้สวดมนต์ตามปกติ .. แต่ที่คนนอกบ้านเห็นแล้วอัศจรรย์ใจ (ตลกดี) แต่สำหรับมิ้ง สิ่งที่ดีที่สุด คือการได้สังเกตผู้คนหลากหลายที่มาเงียบ ๆ กระมัง อีกทริป ก็จับพลัดจับพลูไปกับคณะใหญ่ เดินทางเหนื่อย และนั่งรถตลอด แต่สนุกก็คือ กลุ่มที่สนุกสนานไปด้วยกัน ทั้งคนที่เจอในทริป และมาวิ่งตะลอนไปด้วยกัน สนุกกับการถ่ายรูป และเล่นเป็นเด็ก อย่างไร้ความกังวล (ทั้งเพราะไม่มีงานที่ต้องทำ และได้ปลกปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่) ... ส่วนดวงเดินทางในประเทศ พุ่งกระฉูด ซึ่งก็ได้อานิสงค์จากการทำงานอีกบ้างเล็กน้อย (ขอย้ำว่า อยากเข้าไปทำงานตอนได้เดินทางเป็นว่าเล่นกว่านี้จริง ๆ) ติดใจทริปเคปราชา เพราะว่าได้เจอคนใหม่ ๆ มากมาย และได้รั่วไฮเปอร์หลุดโลกถึงเช้า อานิสงค์อีกอย่างก็คือ ทริปเพื่อนจัดที่ตั้งใจกันให้มีเดือนละครั้งถึงสองครั้ง ติดใจทริปลำน้ำเข็กที่สุด เพราะรู้สึกว่าไปไกล middle of nowhere แล้วก็เขียวเกินจะเขียวดี แล้วก็รู้สึกยังไม่เสร็จที่เสม็ด เพราะไปขาแพลงจนเต้นระบำรำฟ้อนตอนดึกไม่ได้ (อยากไปแก้มือ!)

สุขภาพ
เรื่อย ๆ มาก แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วก็ต้องเรียกว่าดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม รู้สึกได้ชัดว่า สังขารต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมอย่างดีเสียแล้ว ก็แก่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ช่วงนี้มันอาจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนี้ มันอาจะเริ่มถดถอยแบบสปีดเร็วกว่านรกก็ได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี และ spent ใช้ไปมากเกินไป ช่วงนี้กลับมาทำงานของตัวเอง ก็คงเป็นนายของตัวเองและให้เวลากับร่างกายได้มากขึ้น ก็ถือเป็น new year resolution ก็เลยแล้วกันที่ดูแลตัวเอง เริ่มตั้งแต่เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ ซึ่งสิ่งแรกที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการนอน ต้องพยายามนอนให้เร็วขึ้น และไม่โต้รุ่ง!

ความรัก
อืม อยากจะบอกว่าไม่มีให้ใครเลยได้ไหม ปีนี้ (โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง) รู้สึกหมกมุ่นกับตัวเองมาก ๆ อยากเรียกตัวเองว่า self-absorbed bitch จริง ๆ ทนใครไม่ค่อยได้ ขี้โมโห และขี้รำคาญอีกต่างหาก เป็นไปได้ไหมว่าอยู่กับคอมมากเกินไปจนรำคาญที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ โอ ฟังดูน่ากลัว และที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับหัวข้อความรักเล๊ยย
นั่นแหละ ไม่รักใครเลย หรือไม่ก็แปลกที่รักคนที่รู้จักแบบผิวเผิน ในแง่ที่ว่าสนุกที่จะรู้จักกับคนรอบตัวอย่างผิวเผิน มากกว่าจะมีคนมารู้จักและต้องใช้เวลาใส่ใจกัน รักตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
เพื่อนฝูงก็มีเข้ามา และเข้าไป แต่ตอนนี้เหมือนลงตัวเป็นกลุ่มกับแกงค์เกย์ ซึ่งก็สนุกดี แต่เกิดคำถามสองประเด็น ว่าทำไมฉันไม่มีเพื่อนผู้ชายบ้าง และถ้าคบพวกนี้นาน ๆ ก็คงหาแฟนยาก เพราะเสียนิสัยกับการดูแลเกินปกติที่มาจากนิสัยช่างคิดของหนุ่ม ๆ (?) กลุ่มนี้

การเงิน
เอ้อ ถึงจะมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง แต่ก็ได้พิสูจน์เอาไว้แล้วว่าเงินทองไม่มีเหลือเก็บ เวรกรรมหนอ.. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหมดไปได้อย่างไร และหมดไปกับอะไร แต่ก็หมด ใช้โน่น ใช้นี่รอบ ๆ ตัวไป เป็นคนที่เวลาใช้เงินก็หมดไปอย่างน่ากลัวมาก และที่สำคัญ มักจะไม่ใช่หมดกับของชิ้นใหญ่ แม้แต่นิด แต่จะเป็นกับของชิ้นเล็กชิ้นน้อย เวลาถูกใจก็ซื้อไม่คิดหน้าคิดหลัง คนที่ทำงานยังรู้เลยว่าช็อปกระจาย (กรีด!) อืม ถูก พลป เรียกว่า mega shopping species หรือมันจะเป็นความจริงที่ต้องยอมรับสักทีคะ? ก็คงต้องปรับการใช้เงินอีกอย่าง หรือไม่ก็หาใช้ได้มากขึ้น

Saturday, January 03, 2009

คนแปลกหน้า

อยากจะบอกให้รู้
เธอไม่มีความสำคัญกับฉันอีกต่อไป
แปลกที่ฉันเคยกระวนกระวาย
ทุกอย่างเกี่ยวกับเธอ
เธอทำให้ฉันใจเต้นแรงเมื่อเราอยู่ด้วยกัน
และทุกครั้งที่ฉันคิดถึงเธอ
แม้เมื่อเธอไป ความคิดเกี่ยวกับเธอทำให้ฉันเศร้า
เมื่อทุกอย่างที่มีด้วยกันจบสิ้นลง

ตอนนี้ความรู้สึกทั้งหมดหลายไปแล้ว
ทุกอย่างกลายเป็นความทรงจำก่อนจะจบลง
และตอนนั้น สำหรับฉัน
เธอจะเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น

-- นั่งดูรูปเก่า ๆ ก็เลยได้บทนี้มา ไม่สัมผัสอย่างเคย (ซึ่งก็ไม่ได้แต่งอะไรสัมผัสนานแล้ว) แต่ก็สื่อได้ตรงใจ

Thursday, January 01, 2009

โปรดปราน 2008

Fav eating place – ม่านเมือง: ร้านอาหารเหนือแถวบ้านที่ทั้งอร่อย ทั้งบรรยากาศบ้าน ๆ ได้ใจ ว่าจะชมลงบล็อกก็หลายหน (จะว่าไปก็เคยชมเองลงบล็อกนี้แล้วนี่หว่า) ชอบที่แต่งแบบบ้านได้ไม่บ้าน กลายเป็นได้บรรยากาศชนบทไทยที่ราบสูง ฟังดูงง ๆ แต่ไม่เหมือนนั่งอยู่กรุงเทพฯ ก็แล้วกัน อจจะแม่ฮ่องสอน หรือไม่ก็น่าน ฮ่าๆๆ .. ชอบที่ให้ผักไม่อั้น ตักตามใจ (ชอบผักชีใบฝอยจริง ๆ) อาหารก็อร่อย

Fav drinking place - Flow, Le Fenix: หลังนี่ ๆ ไม่ค่อยไปร้านใหม่ ๆ เท่าไหร่ มีแต่ร้านซ้ำ ๆ วน ๆ โดยเฉพาะซอยสองสีลม ไปจนจะเป็นบ้านอยู่แล้ว .. ชอบที่นี่เพราะไปทีไรก็ไม่มีคน (อ้าวๆๆ) ทำให้เหมือนมี private party อยู่เสมอ แม้ว่าร้านจะเล็กจนพูดอะไร เด็กในร้านรู้เรื่องหมดก็ตาม ที่นี่เหล้าอร่อย ชงได้ถูกใจมาก ๆ แล้วก็บาร์เทนเดอร์น่ารัก พูดรู้เรื่อง ชอบ ชอบ ชอบ :D :D

Fav mind away spot – ร้านซีดีที่สีลม: ก็ไม่คิดว่าไปบ่อย แต่ไปก็ไปนั่งเรื่อย ๆ อยู่กับพี่ที่ร้านได้ ก็ขำดี เคยเบื่อ ๆ ขำ ๆ แล้วไปหน้าสีลม เดินไปเจอร้านนี้ คนในร้านก็ดีอกดีใจที่เข้าไป ทำให้รู้สึกว่า เออ จริง ๆ ถ้าเรามองไปรอบตัว เราจะไม่เหงาเลย เพราะโลกนี้มีคนอยู่ตั้งเยอะ .. ย้อนกลับมาที่เดิม ก็ไปนั่งฟังเพลงขอลองแผ่นไปเรื่อย ๆ แล้วก็ขำที่หลัง ๆ เริ่มมีการ offer เบียร์ และบุหรี่ให้ ใจเย็นนะคะ คุณพี่ หรือหนูควรจะใจเย็นที่ไปตอนเมา ๆ คะ?

Fav hiding spot – kino: ไป ๆ มา ๆ ร้านหนังสือเป็นที่ที่ปรับอารมณ์ให้ได้ดีที่สุดเลย ถ้าอารมณ์ลบมาก ๆ โกรธ เกลียด เสียใจ ไปเปิดหนังสือก็อยู่ในโลกหนังสือ แล้วกลับมาเป็นปกติได้ เมื่อก่อนชอบสาขาพารากอนนะ รู้สึกว่ากว้าง แล้วก็โปร่งดี แต่หลัง ๆ ชอบที่เอ็มโพเรียม เพราะว่าคนน้อย คนเข้าไปเพราะอยากหาหนังสืออ่านจริง ๆ ทำให้เงียบ แล้วก็เป็นส่วนตัวกว่า ถึงจะมีข้อเสียว่าหนังสือน้อยกว่าที่แรกก็ตาม!

Fav quick fix - reading: ข้อข้างบนก็บอกไปแล้วมังคะ เสียใจ โกรธ เกลียด อ่านหนังสือนั่นแหละ หายเกลี้ยง! หลัง ๆ ชอบ urban fantasy มาก ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ mindaway mode ด้วยหรือเปล่า ตอนนี้กำลังรอ อยากอ่าน undone ที่สุด!

Fav reading style - urban fantasy: 3 ข้อนี้มารวบรวมกันเลยไหมคะ ชอบ fantasy แต่พล็อต the chosen (destined) hero fighting the evil มันน่าเบื่อชอบกล ก็เลยชอบ urban fantasy แทน เพราะเดินเรื่องเร็วกว่า (โดยปกติ) และตัวเอก bitchy ถูกใจ!

Fav thoughts – inspired/ in love: ชอบสองความรู้สึกนี้ เพราะเวลามีแรงบันดาลใจ หรือเวลาตกหลุมรัก (ที่โดยมากเป็นกับของ) ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์บันเจิดอย่างมหาศาล และก็ทำให้รู้สึกอยากทำโน่นทำนี่

Fav people – เพื่อน และกี้: ชอบเพื่อนกลุ่มที่เที่ยวด้วยกัน เพราะทำให้ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น และให้ทำอะไรก็ได้ ไม่นับรู้ใจอย่างไม่ควรรู้ อย่างหลัง เพราะเป็นที่มาของ peace of mind ความสงบในใจ เอาความรู้สึกไปผูกกันมากก็แบบนี้ แต่รู้ว่ากับกี้แล้วสงบ

Fave food– อาหารรสจัด และ semi cooked: แง่นึงก็เป็นคนที่กินอะไรสุดโต่งนะ อย่างอาหารรสจัดแง่นี้ ก็คือเครื่องถึง รสถึง และมีเครื่องเทศ สมุนไพรเยอะ ๆ ส่วน semi cooked ก็เพราะไม่ชอบอะไรสุก ๆ หรือปรุงจนเกินไป การที่จะชอบสลัด เพราะเป็นผักสด และชอบ sandwich ก็ไม่น่าแปลกอะไร

Fave drinks - น้ำเปล่า น้ำผลไม้รสเปรี้ยว และชา: ฟังดูแปลก ๆ แต่อีป้าไม่ดื่มกาแฟ หรือน้ำอัดลม ตอนนี้อยู่บ้านติดชา Camomiles อีกต่างหาก

Fave site – Onemanga: ขอโทษที่ติดการ์ตูนและขอโทษที่ติดเวบนี้ (ขอโทษตัวเอง) แต่อย่างน้อยก็ได้ศัพท์ใหม่มาเยอะนะคะ

Fave colour shade – ฟ้า เขียว และชมพูแปร๋น: อย่างหลังมาได้ไงก็ไม่แน่ใจ ชอบเพราะสีแปร๋นดี เห็นแล้วสะใจ และเพราะอีฉันชอบสีจัด ๆ

Fave place – เสม็ด: เออ ทำไมชอบหาดเต้นระบำที่เสม็ดคะ ไม่เข้าใจแต่คิดแล้วชอบอยู่ตอนนี้ เพราะช่วงที่ไป อากาศหนาว เย็นสบาย แล้วก็ไปกับเพื่อนที่ถูกใจหรือไร?

พอดีกว่า นึกไม่ออกแล้ว!

เพลง 2008

ถึงธรรมเนียมของปี ที่จะมาบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และในจำนวนนี้ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ต้องพูดถึงก็คือ เพลงที่ได้ฟังไปในช่วงปี ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงมีเยอะกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงที่ได้ในช่วงต้นปี และจำแล้วไม่ได้ในตอนนี้ ปีที่แล้วใช้คำว่า “เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007” แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ควรเป็นก็คือ milestone เพลงที่มีความหมายกับช่วงชีวิต และเป็นสิ่งที่ชวนให้รำลึกถึงสิ่งต่าง ๆ มากกว่ากระมัง จะว่าไป ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

Frequently Baby (She's A Teenage Maniac) / Mêlée
เป็นเพลงที่ชอบจังหวะ ชอบตอนขึ้น ชอบอารมณ์ แล้วก็ชอบเนื้อนะ .. ช่วงที่ฟังแรก ๆ ฟังเพราะอิน เพราะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกในเพลง แต่ตอนนี้ฟังแล้วก็ขำตาม ถ้าไม่เป็นเหมือนที่คาดหวังไว้ เราก็คงจะเสียอารมณ์นะ ว่าไหม คิดว่ารัก แล้วรักตอบ แต่มันก็ไม่ใช่ พี่เขาในเพลงอุตส่าห์ head over heel หัวหมุนปั่นขนาดนี้แล้ว ชอบเนื้อทั้งเพลงเลย ไม่ขอตัดมา

Stay In Love / Mariah Carey
ฟังเพลงนี้ตั้งแต่ยังไม่ดัง ตั้งได้ได้อัลบั้มมา ก็เป็นเพลงที่ชอบที่สุด (ถ้าไม่นับ Byebye) แล้วก็ไม่นึกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นเพลงอกหักของดิฉัน ฟังแล้วอินเกินจะกล่าว ปัจจุบันก็ยังชอบจังหวะอยู่ เข้าใจว่ากลับไม่ได้ ไปไม่ถึงมาก ๆ We said let go/ But I kept on hanging on/ Inside I know it's over/ You're really gone/ ..... And I keep on/ Telling myself/ That you'll come/ Back around/ And I try to front/ Like "oh well"/ Each time you let me down

Garbo Goodbye/ De-Phazz
ค้นซีดีเก่าเจอเลยเอากลับมาฟัง ไม่รู้ว่าเพราะโตขึ้นแนวเพลงเปลี่ยนไปหรือไร ถึงได้ฟังแล้วชอบมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฟังไม่ได้เลย ชอบเสียงคนร้อง ฟังแล้วร้องเล่นเต้นระบำดี แล้วก็ชอบทัศนคติของเพลงมาก ๆ ฟังดูเป็น liberal ถ้าไม่ใช่คำว่า gender คุณเธอตามใจฉันดี .. My brain is wonderful creation/ Well-connected to my head/ God gives me sweet imagination/ It’s sometimes helpful in bed… แค่นี้ก็รู้แล้ว และที่สำคัญ For every clever girl/ Here comes a time to leave!

You and Me Against The World + I remember / Mocca
หลังจากผ่านมาอีกปี Mocca ก็ยังเป็นวงที่ชอบ และฟังได้เรื่อย ๆ อยู่ดี คุณหนูเธออินเลิฟมาก ๆ Baby, hold my hand/ Count to ten/ Break the chain/ I’m gonna take you inside my space ..... กับเพลงหลัง กุ๊กกิ๊กน๊องแน๊งมาก ๆ จำได้ทุกอย่าง วิธีผูกเชือกรองเท้า ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ เป็น every little thing สุด ๆ I remember all the things that we share/ the promise me made for you and I

I’m Yours/ Jason Mraz
ฟังช่วงแม่เข้าโรงพยาบาล แล้วก็ฟังแบบพยายาม front ปัญหาด้วยการหาอะไรกลบเกลื่อน ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าไหร่ อันที่จริง แต่ท่อนนี้น่ารักมาก ๆ Well, you done done me and you bet I felt it/ I tried to be chill but your so hot that I melted ความรู้สึกท่วมแบบนี้ก็ต้องปล่อยตามน้ำไปสถานเดียวมังคะ!

Imagining + Gentle Rain/ Swan Dive
เป็นเพลงที่ฟังแล้วกึ่มได้ ไม่ต้องอาศัยอะไรช่วยเลย Is it really happening/ Am I just imagining น่ารักดีจริง ๆ ๆ ถึงขั้นคิดว่าฝันไปจนต้องหยิกตัวเองเลยเหรอคะ ... ชอบฟัง Gentle Rain แล้วต่อด้วย Imagining ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะรู้ไม่นานนี้ว่า Gentle Rain เป็นเพลงอกหักนะเนี่ย การตีความขึ้นกับอารมณ์จริง ๆ หนอ ... It’s only natural/ That feeling will remain/ No matters how you say goodbye สองเพลงนี้ฟังแล้วคิดถึงตอนอยู่เซี่ยงไฮ้ เพราะว่าอดอยากขาดเพลงมานานจนกระทั่งโรงแรมสุดท้ายที่มีนาฬิกาปลุกและลำโพงให้เสียบไอพ็อดได้ ได้เปิดเพลงกระหึ่มห้อง โอ โอ มีความสุขมาก ๆ

When I Grow Up/ Pussycat Dolls
จริง ๆ แล้วอีฉันชอบเพลงตึงตังเหมือนกันนะคะ และเพลงนี้ก็เหมาะเปิดตอนแต่งตัวแล้วคึกคักคักคึกไปเจอฝูงยามค่ำคืนเป็นยิ่งนัก ไอ้เสียง ha ha ha ha ได้ใจจริง ๆ ช่างเป็นการวอร์มอัพก่อนไปเต้นข้ามคืนมาก ๆ โอ .. แม้ว่าเนื้อเพลงจะไม่เกี่ยวอะไรกับอีฉันก็ตามที ชีวิตไม่อยากโด่งดัง ขอเป็นผู้วิเศษ/ จอมคนเร้นกายก็พอ (เกี่ยวไหมคะ)

I’ll Move On/ Olivia Ong
ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึงยามหนาว ๆ ที่เดินไปมาอยู่คนเดียวตอนไปล่องแก่งยิ่งนัก I'll move on I'll go on/ Lord I will take your hand/ And you will guide me along ว่าแต่มันเป็นเพลงบูชาพระเจ้าหรือเปล่าคะ?

Up On The Roof/ Tom Grant and Valerie Day
เวอร์ชั่นนี้เอาไว้ฟังเวลากลับจากทำงานแล้วเหนื่อยกายเหนื่อยใจมาก ๆ บางทีเราก็มีช่วงที่ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แต่อยากนั่งเฉย ๆ นิ่ง ๆ ใช่ไหมล่ะ I climb way up to the top of the stairs/ And all my cares just drift right into space/ On the roof, it's peaceful as can be/ And there the world below can't bother me

I Could Sing of Your Love Forever/ ?
เพลงนี้เป็นเพลง pop religious ของจริง แล้วก็ฟังตอนไปหัวหินกับเพื่อน เพลงเพื่อ lord เหมือนเพลงรักเลย แต่ก็ชอบอยู่ดี เวอร์ชั่นที่ชอบ ได้ใจเป็นส่วนหนึ่งของโลก ของธรรมชาติมาก ๆ และท่อนนี้ Everywhere I look I'm seeing/ Every breath I take I'm Breathing ฟังดูให้เห็นคุณค่าสิ่งรอบตัวดีแท้

Am I Dreaming/ Kat DeLuna feat. Akon
ชอบจังหวะมาก ฟังแล้วอยากเต้น เต้น เต้น โอ บนชายหาดอย่างเสม็ดได้จะยิ่งดี กรี๊ด ชอบๆ Am i dreaming!? เพลงนี้ก็กึ่มบนหาดอีกเพลง I don't wanna leave this place/ Stay right by my side/ But in my head I never thought/ I could fall in love with you..

The Best You Never Had/ Leona Lewis
ชอบจังหวะ โดยเฉพาะท่อนนี้ Back rubs/ Good love / My stuff / That's what you missed out on แล้วจะรู้ว่าพลาดอะไรไป ฉันไม่เป็นไร แต่แกนั่นแหละ จะเสียใจ ฮ่าๆๆ .. ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ดูเห็นคุณค่าของตัวเองดี ถ้าจะมาคร่ำครวญร้องไห้เสียใจ ว่าทำไมทิ้งกันไป ทำไมไม่รักฉัน ก็คงไม่ดีใช่ไหมล่ะ โลกนี้จะมีความสุข และเราจะมีความสุขได้ถ้าเรารักตัวเองและเห็นคุณค่าตัวเองอย่างที่บอกไปนั่นแหละ มันไม่ใช่ the end of the world ใด ๆ ทุกอย่างยังเหมือนปกตินะ :D

There s Nothin/ Sean Kingston
ก็นะคะ There's nothing in this world/ There's not another girl that could satisfy my needs/ There's nothing in this world/ There's not another boy that could make me feel so sweet/ Cos me love life's so right ท่อนนี้ก็ขำ When me look up in her eyes then she got me mesmerised/ Picture perfect like a Kodak moment ขนาดนั้นเลย มันช่วงกำลัง “ตาบอด” ชัด ๆ แต่ก็นะ

นึกออกแค่นี้ ขอพอก่อนก็แล้วกัน

ส่วนอัลบั้มของปี มอบให้ 9 Lives (Kat DeLuna) กับ Devils & Angels (Mêlée) เพราะไป ๆ มา ๆ ฟังได้เรื่อยมาก ๆ … Lady Gaga เกือบจะได้ แต่แอบตลาดไปนิด ฟังแล้วชอบ แต่ฟังไม่ได้นาน
แล้วก็ขอสารภาพว่าปีนี้ฟังเพลงไม่หลากหลายเลย

22.01.09
นึกได้อีกเพลง

The Heart Of The Matter/ India.Arie
ชอบเพลงนี้ เป็นเพลงอกหักที่ดีอีกเพลงหนึ่งนะ (แม้ว่าจะฟังมากจนหลอนฟังต่อไม่ได้อีกแล้ว) เป็นอีกเพลงที่ดูกลับไม่ได้ไปไม่ถึง เหมือนว่านะ เออ ก็รู้แล้วล่ะ ว่าเลิกแล้ว จบกันแล้ว แต่ว่าฉันยังตัดใจไม่ได้ แต่ก็พยายามอยู่นะ And I thought of all the bad luck/ And all the struggles we went through/ How I lost me and you lost you เปิดเพลงมาก็ได้ใจแบบน้ำตาท่วมแล้ว ถ้าอีกคน move on ไปได้ แต่อีกคนยังไปไม่ได้ I've been tryin' to get down to the Heart of the Matter/ But my will gets weak/ And my thoughts seem to scatter

ชอบอีกอย่างที่เพลงพูดถึงการให้อภัย บอกว่าเพราะชีวิตเต็มไปด้วย rage จากการแข่งขัน จากความภูมิใจ ถ้าเราลดลงไปได้ ชีวิตก็คงดีขึ้น และก็ทำให้ความรักดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม แล้วก็ปะโยคนี้ก็กินและตรงใจจริง ๆ ล่ะ I've been learning to live without you now/ But I miss you sometimes

ดูเนื้อเพลงเต็ม ๆ (แนะนำอย่างยิ่งเพราะชอบเรื่องการให้อภัยในเพลงที่บอกไปมาก)