Friday, January 29, 2010

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2009

ชีวิต
ปีนี้เป็นปีหนึ่งที่มีจุดผันแปร แล้วก็เปลี่ยนในชีวิตสูงที่สุด แล้วก็ผันผวนที่สุดอีกปี คล้ายกับช่วงปี 2007 ในแง่ที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตจากสิ่งที่เคยปฎิบัติมา ทั้งในการหยุดเลิกจากสิ่งที่ได้ทำอยู่เดิม และเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มีจุดปักไมล์หลัก ๆ ที่เด่นชัดเจนก็คือช่วงเดือนสองที่ withdraw จากทุกอย่างในชีวิต และไม่สนใจอะไรเลย นอกจากการอ่านหนังสือ light fiction เพื่อฆ่าเวลา (เน้นคำว่า ”ฆ่า” เวลาไปวัน ๆ ที่มีความหายว่าเพื่อให้แค่เวลาหมดไปจริง ๆ ) และกี้ โดยไม่สนใจอย่างอื่นอย่างใดเลย (แม้ว่าจะไม่ดีในแง่หนึ่ง แต่อีกแง่หนึ่งก็ทำให้ได้ภาษาอังกฤษที่แข็งแรงโดยเฉพาะในแง่การอ่านและการตีความกลับมาด้วย) เดือนสี่ที่กลับมาโฟกัสกับชีวิตด้วยจุดประสงค์การเรียนภาษาจีน และกลับมามีเป้าหมายในชีวิตใหม่อีกครั้ง และเดือนสิบเอ็ดที่เป้าหมายชัดเจนมากจากงานไม่ประจำกึ่งประจำที่ได้

รู้สึกว่าปีนี้โตกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มกลับมาทำงานอย่างจริงจัง ตารางเวลาที่มีทำให้จัดชีวิตเป็นรูปแบบมากขึ้น และมีการคำนวณเวลาที่จะใช้ในแต่ละวัน

การงาน
เริ่มแรกด้วยสภาพว่างงาน และคงที่อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งใกล้สิ้นปี เนื่องด้วยว่าอยู่ในสภาพ “ถดถอยและหลีกหนี” ในช่วงสามเดือนแรกของปี แต่หลังจากนั้น เบนเข็มไปที่การเรียนภาษาจีน และเป็นการเรียนที่จริงจังมาก (30 ชั่วโมงในห้องเรียน และไม่นับที่ทบทวนเอง แทนที่จะเป็นการทำเล่น ๆ ฆ่าเวลา ซึ่งคำว่าจริงจังก็ทำให้เป็นการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล จนทุกคนรอบตัวแนะให้เรียนจนเป็น ก่อนที่จะทำอย่างใดอย่างอื่นต่อ

ช่วงเดือนสิบเอ็ดมีงานแปลรายได้งามเข้ามา (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ค่าแปล กรีดดด) และหลังจากนั้นก็เป็นงานกวดวิชา ซึ่งจับผลัดจับพลูกลายเป็นงานไม่ประจำที่เน้นไปทางประจำไป ซึ่งจะว่าไปก็เป็นงานที่ชอบ และสนุกอย่างที่สุดงานหนึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่เคยคิดว่าภาษาอังกฤษที่มีจะได้กลับมาใช้ และเป็นการใช้อย่างจริงจังในฐานะความรู้ที่ทำให้เกิดรายได้ .. ที่เป็นรายได้งามเกินกว่างานประจำที่เคยทำมาทั้งหลาย

การสอนหนังสือกับกวดวิชาในแง่หนึ่งอาจจะไม่ต่างกัน ตรงที่เป็นการให้ความรู้กับผู้เรียนทั้งคู่ แต่อันหลังคงจะมีเงื่อนไขระยะเวลาที่กระชั้นกว่า เร่งด่วนกว่า ทำให้เป็นการเรียนที่เน้นจุดสำคัญและเน้นเป้าหมายเป็นหลัก ซึ่งในแง่นี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะที่มิ้งถนัดและชื่นชอบเสียด้วย ที่จะบอกว่าไม่ต้องจำหรือจับอะไรมาก ดูแค่จุดหลักและพยายามให้เข้าใจแค่นั้น หลายคนบอกว่ามิ้งอธิบายได้ชัดเจนและเป็นหลักการดี อย่างไรก็ตาม มีความรู้สึกว่าการสอนกวดวิชาของมิ้งเป็นไปในลักษณะพี่สาวมากกว่าจะเป็นครูจริง ๆ อย่างที่คงเป็นเพราะอายุมิ้งและเด็กไม่ห่างกันมาก และมิ้งวางตัวเป็นพี่เป็นหลัก การที่มีคนบอก (ฟินน์ อันที่จริง) ว่ามิ้งหาเพื่อนเล่นนอกสถานที่ก็น่าจะถูก

การเดินทาง
ไม่ได้ออกนอกประเทศอีกแล้วว คิดว่าปีนี้ทริปน้อยอย่างที่เรียกว่าน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ทริปที่ชอบและรู้สึกฝังใจที่สุดก็คือทริปเสม็ด เพราะช่วงเวลานานขึ้นทำให้ไม่ต้องรีบร้อน และมีเวลาอยู่กับเพื่อนอย่างสบายใจมากกว่าเดิม เป็นความรู้สึกที่ดีและการใช้เวลาที่ดีร่วมกัน
ทริปกับครอบครัวรู้สึกไม่ค่อยมีชอบกล อย่างไรก็ตาม นึกถึงทริปพัทยาที่กลายเป็นเดินเล่นในเซ็นทรัลอย่างสนุกสนานเป็นหลัก และทริปเชียงรายที่ไปสงบใจที่ภูใจใส

สุขภาพ
ดีขึ้นถ้าไม่รู้สึกไปเอง เพราะการเรียนภาษาจีนทำให้วางเวลาชีวิตเป็นระบบขึ้น และยิ่งเมื่อสอนหนังสือและขับรถเองก็เป็นการบังคับตัวเองให้นอนเร็ว และตื่นเช้า (ไม่เคยคิดว่าจะง่วงตอนห้าทุ่มได้ แต่ก็เป็นไปได้แล้ว) นอกเหนือไปจากการบังคับตัวเองให้กินมื้อหลักเป็นเวลา รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น และกำลังข้างในดีขึ้น เหมือนพูดกันรู้เรื่องและสื่อสารกันได้ดี ไม่นับว่าเริ่มกลับมาฝึกจี้กง และใช้จิตกำหนดรักษาตัว ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการขับรถและเข้ารถเข้าเมืองทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทตึงกว่าที่เคยจริง (และในแง่หนึ่งก็เห็นได้ว่าการจราจรบ้านเราย่ำแน่และไร้ระบบลงไปเรื่อย ๆ )

ปล. ทุกอย่างมาเสียตอนช่วงหยุดปีใหม่ แย่และเสียเวลาจริง ๆ

หมอที่นวดให้ก็ยังเป็นคนเดิม คือ พี่ชิน และพี่ษร ที่อยู่กันมานวดกันมาจนสนิทสนมรู้ใจและเป็นญาติกันในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ได้หมอมาใหม่คือคนคือ เล้งที่เป็นคนจัดกระดูกและทำครอบแก้ว/ ฝังเข็ม ซึ่งก็ถูกใจและพอใจมากเสียด้วย

ความรัก
รักตัวเองและอยู่กับตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็มองออกไปข้างนอกจนได้คนรู้จักตั้งแต่ยาม แม่บ้าน คนเก็บเงินทางด่วน คนขายเสื้อ ฯลฯ มาด้วย พยายามจะเข้าใจและใส่ใจคนรอบตัวมากขึ้น (ซึ่งหลายครั้งก็เกือบจะกลายเป็นการคิดแทน หลังจากเอาตัวเราไปแทนที่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่บ้าน เพราะเริ่มจะมีสภาพบ้านเป็นบ้าน “เด็ก สตรี และคนชรา” มากขึ้นอย่างไรก็ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระบวชทำให้ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก

แบบหนุ่มสาว? ขึ้น ๆ ลง ๆ ชอบกลอย่างน่ากลัว แต่ต้องสารภาพว่ามีคนที่รู้สึกว่าผูกใจด้วย (หรือเรียกให้ถูกก็คือเอาใจไปผูกกับเขา) มาตั้งแต่เดือนห้าเดือนหก และก็เป็นแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ว่าจะเป็นเพื่อนกันหรือมากกว่านั้น หรือเป็นเพื่อนกันแบบมากกว่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำท่าแบบเดียวกันก็เลยไม่แน่ใจ แต่ที่กลัวก็คือจะเอาใจเข้าไปผูกมาก... มากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร เพราะเจอกันบ่อย หรือว่าเพราะช่วงหนึ่งเจอแต่คนนี้คนเดียว (ซึ่งตอนนี้เมื่อออกไปข้างนอก ก็พยายามดูให้มากกว่า กว้างกว่านั้นอยู่) แต่กลัวว่ามันจะเป็น slow build ที่ทำให้ดิ้นไม่หลุด เพราะได้รู้จักดูใจกันอยู่ (อย่างน้อยในแง่นี้ก็เป็นคนที่มิ้งมีเวลาดู และดูในลักษณะเพื่อนกันเลย มากกว่าจะกระโจนลงไปแล้วเปลี่ยนใจหมดรักกระโดดหนีอย่างทุกที)

การเงิน
เนื่องด้วยต้นปีเป็นจุดตกต่ำด้านการเงินครั้งหนึ่ง และได้พิสูจน์มาแล้วว่าถึงจะมีเงินมาก ก็หมดได้ ถ้าใช้จ่ายไม่ดี ไม่คิด ก็เลยทำให้การใช้เงินปีนี้สุขุมรอบคอบขึ้น และจะว่ากันตามจริง เนื่องด้วยถ้าไม่ไปเรียนก็จะหมกตัวเป็นปลาบึกจำศีลอยู่ที่บ้านเป็นหลัก เลยทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสใช้เงิน นอกเหนือจากหลัก ๆ ก็คือค่าเรียนพิเศษจีนที่บ้าน (รายชั่วโมง) และนานทีก็คือค่าเที่ยวเวลาเจอเพื่อน กลับมาซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นหลังจากรับงานที่สยามเป็นหลักชัดเจน (และที่ตามมาชัดเจนมาก ๆ คือค่าทางด่วนและค่าจอดรถ) อย่างไรก็ตาม การที่อยู่บ้านเป็นหลักก็ทำให้เป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายที่บ้านด้วยหนึ่งด้วย

ก็ได้แต่หวังว่าตัวเลขที่คิดว่าจะได้จากการสอนจะเป็นไปตามนั้นได้จริง และสามารถครอบคลุมดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหลายได้หมด