Thursday, March 24, 2011

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2010

กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ช่วงปลายเดือนมีนา และดังนั้นคิดว่าอาจจะไม่คงที่/ เที่ยงตรงเท่าไหร่ แต่จะพยายามรำลึกเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

ชีวิต

อ่านหนังสือนิยายน้อยลง (หรือว่าอ่านเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นไฟล์โหลดเถื่อนมากกว่าจะเป็นหนังสือซื้อเป็นเล่มคะ? ทั้งนี้ก็เพราะหมวดแฟนตาซีในเมืองมาถึงจุดตันที่ทุกเล่มเหมือนกันหมด และชุด Top Three ก็ไม่ออกใหม่เสียที และทั้งนี้หมวดเรื่องรักก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอยู่ในห้องด้วย รวมไปถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่าอยากประหยัด เข้าโหมด Economico Me! อย่างการ์ตูนที่เมื่อก่อนติดได้ทุกเรื่องก็หายไป เพราะทั้งจากเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเวลา และที่สำคัญรู้สึกไม่มีอะไรสนุกพอจะอ่านเท่าที่ควร

เพราะทำงานมากขึ้นและอยู่ในห้องสอนมากขึ้นทำให้มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง ซึ่งถ้าคิด ๆ ก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน เพราะว่าอีฉันเป็นสัตว์ติดบ้าน ชอบอยู่ รอให้เย็นแล้วไปวิ่ง ได้อยู่กับกี้ ฯลฯ แต่ตอนนี้กลับมาก็เลิกทุ่มนึงสองทุ่มกว่ากว่าจะถึงบ้าน หมดช่วงวิ่งพอดี ขนาดกินข้าวยังกินคนเดียว นับประสาอะไรกับไปวิ่งกัน (และมีอยู่ช่วงที่ป่วยกับเรื่องนี้เกินจะรับ)

เหมือนสังสรรค์น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ทำไมหนอ? ทำงานเสร็จก็หมดสภาพกันโดยถ้วนหน้ากระมัง แต่ที่สำคัญรู้สึกว่าอยู่ในระบบปิดมาก และอาจจะเป็นมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่อิสระ และอยู่กับตัวเอง กำลังคิดว่าจะต้องออกไปข้างนอกและเปิดหูเปิดตาตัวเองให้หนักกว่าเดิม

- หวังใจว่าจะทำได้หลังหมดงานแปลยักษ์

พยายามมุ่งมั่นกับการ เก่ง ภาษาจีนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการเรียนแต่ว่าหลุดไปไกล เพราะงานที่เข้ามา และเพราะใจที่แล่นไป แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้มากขึ้น และอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น

การงาน

ไม่น่าเชื่อว่าการสอนพิเศษกลายเป็นสิ่งที่เป็นอาชีพหลักและทำให้เกิดรายได้ที่เรียกว่างาม (อย่างที่คำโปรดที่ชอบใช้ก็คือคำว่า lucrative) และก็กลายเป็นสิ่งจริงจังมากขึ้นในแง่ที่ว่าเริ่มเหมือนครูขึ้นด้วยทั้งในแง่องค์ความรู้ที่ได้เก็บสะสมสร้างและในแง่การวางตัว (เทียบกับการเริ่มสอนนักเรียนคนแรกก็จะเห็นได้ชัดมาก) แต่ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป (และไม่อยากให้เปลี่ยน) ก็คือการเป็นเพื่อนเล่นกับเด็ก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สอนเด็ก สนุกเพราะได้เพื่อนเล่น และคิดว่าเริ่มต้นดี และสร้างประวัติตัวเองได้พอสมควร เพราะช่วงเริ่มสอนไปสักพักมีเด็กที่มีปัญหาเข้ามา และทำให้หวั่นใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าปัญหาเกิดจากเรา แต่ทุกคนก็กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นที่เด็กไม่ใช่ครู ก็ต้องขอบคุณทั้งนักเรียนคนแรก ๆ ที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ และขอบคุณคนรอบตัวที่ไว้วางใจและเชื่อใจกัน

นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เพิ่มมาอีกก็คือความหลากหลายของวิชาที่สอน ซึ่งนอกเหนือจาก IELTS และไวยกรณ์ที่เริ่มต้น (อยากให้พีซกลับมาเรียนตอนนี้ รับรองรุ่ง เข้าใจง่ายกว่าเดิมแน่ ๆ ) ก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เติมเสริมมาเรื่อย ๆ อย่างที่นึกออกก็คือ SAT/ GED/ TU-GET/ IGSCE/ CU-ATT/ CU-TEP/ GAT ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าเป็นวิชาอะไร เพราะว่าสอนได้หมด เพราะอย่างสอนพลอยก็มีวิชาตั้งแต่ Modern World/ Psycho/ Management/ Marketing หรือแม้แต่ภาษาจีน และก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะ versatile มากไปไหม

ช่วงปลายปีมีปัญหาเรื่องการสอนอยู่ และก็ทำให้ได้จับพลัดจับพลูไปเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งด้วย ก็ต้องขอบคุณคนที่ช่วยและเปิดโอกาสตรงนี้ให้ และจะว่าไป ถ้าปี 2009 มีคนให้โอกาสครั้งแรก และปี 2010 เป็นโอกาสครั้งที่สอง (ซึ่งก็ขำว่ากลับมาลงสอนที่เดิม) ก็ต้องดูต่อไปว่าช่วง พฤศจิกา/ ธันวา 2011 จะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม พอเริ่มสอนและสับรางมาก ๆ บางครั้งก็เริ่มเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อมีสอนเต็มวัน และถึงหนึ่งทุ่ม แต่ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(นอกเหนือจากการสอนที่มีอยู่เป็นปกติ (หรือแม้แต่มากขึ้นแล้ว) ก็ยังมีงานแปลเข้ามาอีก ซึ่งน่าแปลกใจและตื่นเต้นว่าเป็นสิ่งที่หายไปเป็นปี แต่พอจะกลับเข้ามาก็เข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะงานเจ้าประจำที่หายไปเพราะความปากและใจเร็ว)

การเดินทาง

พอเริ่มทำงานประจำในแง่ที่เป็นการทำงานเต็มเวลาก็ทำให้มีเวลาไปเที่ยวเล่นและนอกเวลาได้น้อยลง ทริปที่ประทับใจที่สุด กับครอบครัว คิดว่าเป็นทริปเชียงใหม่ช่วงกุมภาฯ เพราะได้เที่ยวกับครอบครัวอย่างที่ไม่ได้ไปมานาน (คือมีอย่างอื่นนอกเหนือจากวัด) โดยเฉพาะเมื่อคิดไว้ก่อนไปแล้วว่าทริปจะไม่สนุก และเป็นทริปเด็ก-สตรี-คนชรา อื่น ๆ เมษา-เมืองจันทร์ ?-ปราณฯ วังน้ำเขียวก็เป็นอีกที่ที่ชอบ เพราะที่พักน่ารักและสบาย นอกเหนือจากนี้ หลายครั้งเป็นการไปวันเดียว ซึ่งเป็นการเที่ยววันอาทิตย์เป็นหลัก ถ้าครอบครัวว่างพร้อมกันและมีเวลา อย่างที่บอกเล่นเสมอตามโฆษณาว่า ทำอะไรด้วยกันก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง ครอบครัวอบอุ่น แข็งแรง มีที่ที่ไป และประทับใจที่คลองบางหลวง ไปหลายครั้งก็สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมกินไก่เรือพาย และการเก็บขยะ ประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ

ส่วนทริปกับเพื่อนที่รักที่สุด และกลายเป็นทริปพักร้อนและพักใจ มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นทริประนองบ้านเอ็ดที่รักมาก และสนุกมาก ถือว่าปีนี้ทริปกับเพื่อนน้อย เพราะต่างคนต่างวุ่นวายกับชีวิตของตัวมากขึ้น ทริปอื่น ๆ ก็มีแรลลี่เขาใหญ่ ปราณ ฯลฯ

นอกประเทศ ปีนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อนิจจา

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เปิดมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพราะงานสุมหัว โดยเฉพาะการที่งานแปลเข้ามา ทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันทำงานที่บ้านไปอีกวัน วีรกรรมทำเพื่อเงินจริง ๆ ฉัน)

สุขภาพ

อืม เหมือนเดิม จะมีอาการหัวติด/ไหล่ติดที่แก้ไม่หลุด เพราะว่าหมอประจำหายไปหมด ทั้งพี่ชินที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน (คิดแล้วก็เศร้า) พี่ษรที่ช่วงย้ายที่ทำให้ห่างกันไป หรือแม้แต่เล้งที่นวดดี แต่บริหารจัดการแย่จนทำให้โกรธและกลายเป็นติดลบไป (จะว่าไปก็คิดถึงการฝังเข็มนะเนี่ย) ก็เรื่อย ๆ เนือย ๆ แต่ได้รู้ว่าอาการทางกายมาจากอาการทางใจจริง ๆ พยายามนอนให้เร็ว (แม้จะทำไม่ได้มากกว่าทำได้) เพราะว่าพอทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดแล้วนอนไม่พอ อาการที่ออกมาทรมานกว่าที่คิด และที่สำคัญพออายุมากกว่าเดิมการจะไปโต้ยาวถึงเช้าทำให้ร่างกายต้องพักฟื้นและฟื้นตัวกว่าเมื่อก่อนเยอะ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เดือนมีนา ได้ลองไปหาหมอใหม่แม่หลังจากที่ไปหาพี่น้อยมาสักพัก และก็เป็นคนที่แก้เส้นคอและข้างหูหลุด ทำให้ถึงกับต้องเปิดคอร์สเลยทีเดียว ตอนนี้มีแรงจูงใจอยากให้ผอม และก็คิดว่าจะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าเชื่อว่าการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น และออกกำลังมันช่วยได้ ดูจากรูปเดือนกุมภา กับมีนาเห็นความต่างจริง ๆ โออออ )

ความรัก

ความรักกับครอบครัวกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าจะพยายามปิดงานให้จบและแบ่งเวลามารักคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง

แบบหนุ่มสาว? อ่านทบทวนที่เขียนไว้ปีที่แล้ว และสรุปว่าแม้เวลาจะผ่านมา แต่ทว่าคนที่ชอบก็ยังชอบเขาอยู่ และกลายเป็นความทุรนทุรายโดยเฉพาะเมื่อโอกาสเจอกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และดังนั้นเมื่อเจอกันก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน แต่ทั้งนี้ หลัง ๆ ช่วงการเจอกันก็มีช่วงที่เป็นการเกี้ยวพาราสีและการถูกเนื้อต้องตัวกันเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ และที่สำคัญ ทางโน้นคิดเหมือนกันหรือไม่ เพราะท่าทีไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเป็นนี้ หลัง ๆ การเจอกันก็ก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน นี้? สอนที่สุด ะปลายป

ผลสรุปของเรื่องนี้ ถ้าพิมพ์ก่อนสิ้นปี ก็คงจะตอบว่าขึ้นฉิว ฉิว และฉิว อย่างที่เหมือนชิงช้าแกว่งเต็มที่ เพราะคนที่ผูกใจด้วยนั้นมีใจตอบกลับมา และก็มีช่วงเวลาสองเดือนที่รู้สึกอยู่ในห้วงรักและฝันสวยสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาหาตอนกลางคืน คุยกันก่อนนอน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เดือนมกราได้รู้ว่าเจ้าตัวมีคนอื่นอยู่แล้วและก็ทำให้ตกจากที่สูงอย่างที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงที่ต้องห่างกันไปเดือนนึงก็ทำให้คิดว่าตัดขาดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เลย และตอนนี้? กลับมาเจอกันก็เหมือนจะเนือยลงไป ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นเหมือนเก่า เฮ้อออ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนไม่อยากคิด เพราะก็วนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับกันและกันก็แล้วกัน และก็ขอให้ชอบใครได้เหมือนหรือมากกว่าชอบคน ๆ นี้ เพราะเป็นคนแรกที่ทำให้คิดและรู้สึกหลาย ๆ เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ชอบใครจนคิดต่อไปได้ไกล และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบจนรู้สึกว่าใครสักคนจะสมบูรณ์ขึ้นมาสำหรับเราได้ ถึงขั้นที่พร้อมจะลงมา พร้อมจะสู้ทีเดียว ขอเฮ้ออีกที

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(แต่ตอนนี้ ความรู้สึกมันเป็นหวานปนขม ก็ไม่รู้ว่าตั้งไฟจนมันงวด/ เข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะการคาดหวังก็ทำให้ยิ่งผิดหวังและสุดท้ายก็จะเกิดความรู้สึกยักษ์ในขวดแก้วเสียเอง แต่นะ .. ไม่โทรมาเหมือนก่อน และก็เนือยตลอดยกเว้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะสถานะมันไม่ลงตัว ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจ ถามก็บอกว่าเหมือนเดิม แต่ท่าทีไม่ใช่เลย ช่วยบอกให้รู้ได้ไหม ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้หมดใจ แต่กลัวทุ่มไปทั้งที่รู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากการ์ดวันเกิดก็คงได้น้อยลง ปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ และดังนั้นก็จะทำให้ได้เต็มที่วันนี้ตอนนี้ก็แล้วกัน)

การเงิน

การสอนทำให้เกิดเงินก้อนที่ไม่คาดฝันมาก่อน และมากกว่าเงินเดือนบริษัทเสียอีก ต้องถือว่า รายได้ล่ำซ่ำคงที่ จนกระทั่งเกิดปัญหาเสื้อแดงที่ทำให้กระทบเต็ม ๆ เพราะเด็ก (หรือแม้แต่ครูเอง) ก็ไม่กล้าไปที่โรงเรียน และช่วงเกิดเรื่องหนัก ๆ ก็เป็นช่วงที่ทำให้ขาดรายได้ และเครียดไปเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงกลางปี และปลายปีก็เริ่มเป็นช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะปลายปีที่ทำให้เริ่มเก็บเงินได้ และเริ่มมีเงินออมสะสม พอถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าดีใจที่ทำงานเองได้ และได้เงินที่ทำให้เก็บออมได้ โชคดีที่การเกิดแอร์พอร์ตลิ้งค์เดือนสิงหา/ กันยา (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้เปลี่ยนไปพึ่งพารถไฟฟ้าทั้งหลายได้ และก็เป็นที่มาของเงินออมที่เก็บได้ (จากวันละ 400 เหลือประมาณ 100 บาท) และก็ลดค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เหมือนกัน (แม้จะทำให้นั่งคิดว่าเงินผ่อนรถไม่คุ้มค่าการใช้งานเท่าที่ควร เข้าปีที่สาม กับตัวเลขไมล์ที่ 8500)

ขอบคุณการสอนที่ทำให้มีเงินเป็นของตัวเอง ไม่งั้นก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกิดปัญหาเงินในบ้านอาจจะ (จริง ๆ ก็มีแนวโน้มเลย) ที่จะต้องขายรถเพราะไม่มีเงินผ่อน แต่นี่สามารถผ่อนรถของตัวเองได้ และมีเงินเหลือใช้จ่ายให้กับที่บ้านได้อีก

ระวังเรื่องการใช้เงินกว่าที่เคยเป็นมา และก็พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือมีเงินถืออยู่ในมือ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(อาจเป็นเพราะการหาเงินที่ได้มากขึ้น ความงกที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายหลักเรื่องเดินทางที่น้อยลง ทำให้เก็บเงินหลัก 6 หลักของตัวเองได้ ดีใจและภูมิใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้ที่บ้านเป็นระยะ ๆ )

เพลง 2010

บัดนี้ก็ล่วงเลยมาจนจะสิ้นเดือนมกราแล้ว แต่ก็ขอทำตามธรรมเนียมเดิมที่รวมรวบเพลงที่มีผลต่อชีวิตในปี 2010 มาที่นี้เลยก็แล้วกัน

-- แต่ทว่า จะเข้าเมษาก็ยังไปไม่ถึงไหน

* มีสองประเด็น คือ ปีที่แล้ว เป็นปีที่ฟังเพลงไม่อัพที่สุดเท่าที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมื่อหลาย ๆ เพลงที่ฟังเป็นเพลงเก่า และเป็นการฟังตามใจฉัน แทนที่จะเป็นตามความฮิตติดตลาด

และ อย่างที่สองก็คือ ตอนนี้คิดไม่ออก และคาดว่าการไล่เพลงวันนี้จะผิดมากกว่าถูก

+ไม่ได้ไปตามลำดับใด ๆ นอกจากการนึกออก+

Mr.Watson/ Kesha

ติดใจความกล้าก๋ากั่นแล้วก็หลุดโลกของสาวน้อยที่แอบชอบครูสอนประวัติศาสตร์ แล้วก็พยายามทำทุกอย่างทุกทางที่จะบอกให้ครูรู้ บ้าบอแต่ก็สนุกสนานกับทำนองได้ทุกครั้งที่ฟัง โดยเฉพาะท่อนเริ่มก็ขำได้แล้ว Oh boy I just can wait for history class/ It's my favorite hour of the day ก็จะคงดีถ้ามีอะไรให้เราเผ้ารอและจดจ่อให้มาถึงไว ๆ และท่อนนี้ Can't put my finger on what's so sexy (So sexy)/ And why I want you in my bed (Or on your desk)/ Is it your power, your authority?/ Or for the thrill of being so, so bad (So bad) เป็นท่อนที่ฟังแล้วก็ขำได้อีก เป็นอารมณ์ท้าทายแล้วก็เป็นได้แค่ช่วงหนึ่งในชีวิตจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องสารภาพว่าที่ชอบมากก็เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่มีกับเพลง

Hinahanap-hanap Kita [Always Searching For You] + Time and Tide +A Song For Penny Brown/ Sitti

ขอยกให้ Hinahanap-hanap Kita เป็นเพลงที่ฟังบ่อยที่สุดเพลงหนึ่งในปีที่แล้ว ฟังมาตั้งแต่เดือนสามแล้วก็ฟังต่อมาได้เรื่อย ๆ ทั้งอารมณ์ตกหลุมรัก และความรู้สึกที่อยากอยู่ชิดใกล้ ไม่อยากจากกันละเมียดละไม ต่างก็สวยงามเกินจะกล่าว เป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายเหมือนอยู่ชายหาด และเสียงของ Sitti ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านบวก อ่อนหวาน และอ่อนไหว เสียดายอยู่อย่างเดียวที่เนื้อเพลงเป็นตากาล็อกทำให้ต้องไปตามหาเนื้อมาอ่านประกอบต่อ ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็ยิ่งตรง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงตกหลุมรักไม่ผิดกับสาวเจ้าในเพลง From morning to night/ Every minute that passes/ I'm yearning for you/ I'm yearning for you/ In my mind and dreams/ Every turn of fate/ I'm yearning for you เราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากอยู่ด้วยกันตลอดใช่ไหม? เท่าไหร่ก็ไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าพอ ทั้งนี้ ท่อนที่ติดใจทีสุดในตากาล็อกเป็นท่อนนี้ Ang ating ending/ Hatid sa bahay ko/ Sabay good night/ Sabay may kiss, sabay bye bye

A Song For Penny Brown ก็เป็นเพลงตกหลุมรักอีกแล้ว The sea beckons to me/It tells me to write this song for you/ To let you know just how much your love means to me/ When you kiss me heaven sighs/ And the mountains all reply /That oh, I love you so, just how much you’ll never know. และก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และจริงจังเสียเหลือเกิน ไม่คิดจะรักใคร แต่เมื่อรักแล้วก็ทุ่มให้ได้หมดทั้งใจและมากกว่านั้น อ่อนหวาน และถ่ายทอดความรักและความรู้สึกออกมาได้ดีเลย ทั้งนี้ ความรู้สึกที่ฟังเพลงและมีให้กับคนในห้วงคำนึงก็เป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจากเพลงข้างบน

Time and Tide เพลงรักอีกเพลงแล้ว จะว่าไป จุดแข็งของ Sitti ในมุมมองส่วนตัวก็คือ ความรู้สึกตกหลุมรัก ที่อยากจะใช้คำว่า smitten นี่แหละ nothing and no one/can stop us now/ for better for worse/ this time I'm sure/ it's gonna last/ gonna last forever แต่ว่าร้องตามไม่เคยได้ เพราะเสียงคุณเธอทั้งสูงทั้งแหลม ขึ้น Time and Tide ตามไปไม่เคยรอดสักที

Jesus, Walk With Me (+ Whatever You Want) / Club 8

เพลงที่ฟังท่อนฮุคแล้วเข้าใจไปว่าเป็นเพลงรัก Fool me into believing/ I don’t care if your deceiving me/ I wouldn’t want it any other way/ ‘Cause then I’d only stay the same กว่าที่จะฟังอย่างจริงจัง และรู้ว่าเป็นเพลง religious pop ก็หลงรักเพลงนี้ไปเสียแล้ว เป็นเพลงที่มักจะฟังตอนเช้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขับรถกลับจากทำงานที่ทั้งเหนื่อย และล้า ในแง่หนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามีที่ยึดเหนี่ยว และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป เป็นการทำดีเพื่อตัวเราเอง ตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่า ทำไปเพื่อใคร และชีวิตมีหลักยึดขนาดไหน When I wake up in the morning/ feel the sun shine on my face/ I get up and I’m yawning/ There is so much time I can waste ท่อนนี้เป็นการบอกให้ทำชีวิตให้มีค่า ทุกนาทีและทุกเวลา

ส่วนอีกเพลง ฟังบ่อยเพราะฟังต่อมาจากเพลงแรก ชอบท่อนนี้ whatever you want from me
whoever I try to be/ I will never be there/ I can never be her/ in your society ไม่แน่ใจเพราะเป็นไม่ได้เพราะไม่ได้พยายาม หรือเพราะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจอารมณ์ เพราะฉันเป็นของฉันแบบนี้ อย่าคิดมาเปลี่ยนตัวฉัน รักฉันอย่างที่ฉันเป็น

Recipe of Making Love / Noon

เพลงของ Noon ซึ่งเปิดทุกครั้งที่อยู่ในรถฟินน์ ชอบจังหวะสดใสร่าเริง และการเร่งจังหวะของเพลง ส่วนเนื้อ จะว่าไปก็ผิดวิสัยที่ไม่ค่อยได้ฟังอย่างใส่ใจเท่าไหร่ และเมื่อมาดูก็พบว่าหวานน้ำตาลเชื่อม และเป็นเพลงในห้วงรักจริง ๆ A little bit of me and a whole lot of you/ Add a dash of starlight and a dozen roses, too .../ It doesn't need sugar 'cause it's already sweet/ .../ Just add a dash of kisses to make it all complete/ And that's the recipe for making love

ยิ่งท่อนนี้ ขอช่วยรับประกัน And if you've made it right you'll know it/It's not like anything you've made before/ And if you've made it wrong you'll know it/ 'Cause it won't keep you coming back for more

The Dandy Cowboys / Soko

ชอบเพราะความบ้า ตอนแรกก็เหมือนสาวน้อยไร้เดียงสาตกหลุมรักชายหนุ่ม ด้วยเนื้อเพลงหวานแหววอ่อนไหว I can't be me when I'm in front of you/ I just can't be myself when I see you

because you're very cute tonight/ and I feel shy and sad and I look at you/ and I think I love you ก่อนที่ช่วงหลังจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวะคาวบอยลูกทุ่ง และเปลี่ยนเป็นเนื้อเพลงโหดyou're bitching dandy you don't respect the rules/ you stole my money/ and ran away with your pony/ and now I'm gonna kill you/ I'll shoot you in the head/ now I'm gonna kill you/ I'm gonna shoot you in the head

ฟังทีไรก็ขำได้ทุกที แต่ก็นะ จังหวะในชีวิตของเราไม่เคยตรงกันง่าย ๆ ถ้าชอบใคร เขาชอบตอบ รักใคร เขารักตอบมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี (ไม่เกี่ยวแต่ขอบ่น)

I Wish You Love/ Lisa Ono

ชอบและก็ยังชอบอยู่ข้ามปี เพราะเป็นเพลงอกหักหที่คิดบวกมาก ถึงจะอกหัก ถึงจะเสียใจก็ยังหวังให้ไปดี และหวังให้ได้ดี ซึ่งความจริงจะมีที่เป็นแบบนี้ได้สักเท่าไหร่กัน? ท่อนที่ชอบที่สุดก็ยังเป็นท่อนนี้ My breaking heart and I agree/ That you and I could never be/ So with my best/ My very best/ I set you free

A Note From The Management/ Swan Dive

อัลบั้มอยู่ในห้อง เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงนี้หรือเปล่า เพราะว่าฟังช่วงต้นปีเสียด้วย แต่ว่าน่าจะมีเพลงในชุด Mayfair ที่ฟังอยู่หลายเพลง (แม้ว่าอัลบั้มนี้จะเนือยและน่าผิดหวังก็ตาม) แต่ถ้าไม่คิดอะไร ช่วงรถติดก็ฟังสบายหูดีเหมือนกัน

Better To Fly/ Swan Dive

มีเพลง Better To Fly จากชุดก่อน ๆ ด้วย ชอบจังหวะหลอน ๆ ที่ทำให้คิดว่าอยู่พม่า (ฮ่า กินข้าวร้านพุกามใช่เลย) ชอบท่อนนี้ Was it just my imagination/ that we had a chemistry และแค่นี้ก็ทำให้ฟังเป็นสิบ ๆ ครั้งได้แล้ว

By Your Side / Irene

ชอบท่อนนี้ I could never make it alone/ I always want to be by your side/ I’ve been lost but i believe in you/ won’t you see me through oh-oh ซึ่งจริง ๆ มันชีซซี่มาก ๆ แต่ก็ยังชอบบ้านแต่ดูจริงใจและจริงจัง เวลาร้องตะโกนตอนรถติดแบบหายเครียด แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ฟังมานาน หลังจากที่ขึ้นไฟฟ้าทั้งหลายไปทำงาน

Get Sexy+About A Girl/ Sugarbabes

ฟังแล้วคึกตอนขับรถ โดยเฉพาะเพลงแรกที่ทำให้คิดถึงญาติ ๆ ตอนที่กลับจากกินข้าวเย็นด้วยกัน เด็ก ๆ นั่งบ้า ๆ กันหมด โดยที่มีอีฉันคนขับรถเป็นพี่สาวใหญ่ ซึ่งจังหวะให้เป็นแบบนั้นอีกก็คงไม่มี โดยเฉพาะการมารวมตัวกันได้ และก็เลยทำให้เป็นจุดรำลึกและเริ่มต้นที่ดีกับเพลงต่อมาหลังจากฟังไปสักพัก และก็ต่อเนื่องไปถึงเพลงหลังด้วย

Walking on Sunshine/ Dea

ฟังแล้วอารมณ์ดีคึกคักได้ ตามที่รู้กันว่ามิ้งเป็นคนชอบเพลงรักสมหวัง และท่อนที่ชอบที่สุดก็คงเป็นเหมือนหลาย ๆ คน ก็คือ I used to think maybe you loved me, now baby I'm sure/ And I just can't wait till the day when you knock on my door ฟังแล้วคึกได้จริง ๆ

Watermelon/ D.Willz

เพลงแร๊พบ้า ๆ บอ ๆ ที่ปัจจุบันฟังกี่รอบก็ยังฟังไม่ออก ได้แค่ท่อนนี้ Watermelon/ got it juicy like a watermelon แต่คาดว่าเอ็กซ์เซ็กซ์เซ็กซ์เต็มที่ แต่เวลาร้องก็ขำ ๆ สนุก ๆ ดี

Billionaire/ Travie Mccoy

ฟังครั้งแรกก็ชอบแล้ว ตามประสาคนชอบจังหวะดนตรีบ้าน ๆ ง่าย ๆ ผสมกับเนื้อเพลงบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ว่าจะถ่ายรูปขึ้นปก Forbes กับ Oprah และราชินีอังกฤษ เล่นบาสฯ กับประธานาธิบดี และอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อนที่ว่าจะไปเยี่ยมแถวพายุคาทริน่าถล่ม และช่วยให้ดีกว่า FEMA ทำ (I’d probably visit where Katrina hit/ And damn sure do a lot more than FEMA did) ฟังอย่างไรก็ขำ และอารมณ์ดีได้อยู่คนเดียว พูดได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงคิดวางแผน (หรือที่เขียนให้ถูกว่า "ฝัน") ไว้แล้ว แต่พอฟังไปนาน ๆ โดยเฉพาะใกล้ปลายปี ก็เริ่มอินขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอยากอยู่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ง่ายและหาเงินในชีวิต I wanna be a billionaire so fricking bad จริง ๆ !!!

นอกเหนือจากเพลงฝรั่งมังค่า การที่เริ่มเรียนภาษาจีนทำให้ขวนขวายหาเพลงป็อปจีนมาฟังเพื่อฝึกภาษา (ซึ่งจะพูดให้ถูกและตรงก็คือไปเค้นคอครูจีนขอเพลงมา) นอกเหนือไปจากการที่เพลงป็อปจีนมักเป็น acoustic เสียงใส ๆ ที่ถูกใจถูกสไตล์ และในบรรดา เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด ก็คือ สองเพลงนี้

你的影子/ ??

เพลงแรกที่ฟังจากบรรดา 80 เพลงที่ได้รับโหลดมา และก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วก็ชอบได้ทันที (และเห็นหน้าครูหลอนมา) แม้จะจับได้แค่ว่าเป็นเพลงอกหักก็ตาม และถึงจะรู้เนื้อก็ยังชอบอยู่ดี想念你我的心不能自已/ 看见你每一次不能呼吸/ 喜欢你让我生命拥有了意义 เห็นทุกครั้งก็ถึงกับหายใจไม่ออก เพราะว่าชอบเธอมาก เฮ้อ ถึงจะดูว่าเกินจริง แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกเช่นนั้นได้ เมื่ออารมณ์ส่งปฏิกิริยาไปถึงร่างกาย

静静听/ 冉冉

ชอบทำนองฉ่ำๆ ช้า ๆ แบบ acoustic ผสมกับเสียงใส ๆ เนิบ ๆ ของนักร้องสาว โดนเฉพาะเมื่อรู้เนื้อ (เหมือนว่า) สาวเจ้าจะเป็นพวกชอบเล่นแผลง ๆ เป็นเด็ก ๆ แต่ผู้ชายก็ยังบอกว่าน่ารักและชอบสิ่งที่เธอทำอยู่ดี ส่วนหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นเพลงของตัวเองด้วยพฤติกรรมบ้าบอเกินวัย และอีกฝ่ายก็ยังรับได้ คิดไปเอง และก็ยังคิดไปเองอยู่ดี我的淘气有点点坏/ 可是你 总说我/ 这样的我好可爱but you always praise me lovely/ and keep the smile alive ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ (ปลายเดือนก.พ.) ทุกอย่างจะเหมือนเดิมหรือเปล่า

อัลบั้มที่ฟังบ่อยที่สุด ชอบที่สุด และดีที่สุดที่ได้ฟังของปี ยกให้ My Bossa Nova ของ Sitti Navarro (2007) จริง ๆ ชอบเกือบทุกเพลง และฟังได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อหน่ายแต่ประการใด ขับรถปวดหัวคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็กลับมาที่อัลบั้มนี้เท่านั้น รักที่สุดจริง ๆ

เพลงช่วงอกหัก 2011

-freaking hell period-

Garbo Goodbye

I’m Not In Love

The Best You Never Had

Almost Over You

Meet Me Half Way

Missing You

Life Is Sweet and Amazing /Sugarbabes

I Wish You Love

-bounce back period-

Only Girl

-let go/toyfriend period-

Toyfriend

Tonight (I'm Lovin' You) /Enrique Iglesias Feat. Ludacris & DJ Frank E

Animal

Just A Dream

-no thank you songs –

incl. Sitti’s My Bossanova album

Mr.Watson/ Kesha

สรุปว่าตอนนี้เพลงไหนก็เอาไปโยงได้

Wednesday, March 23, 2011

our time

If our time is slipping away like that in a sand-glass,

What will you choose?

Will you cherish or perish the moment?



Don't put me away...

i put my heart in my card, and this is my very last try for you. i don't know if i should let go of you. it's hard but you don't seem to want me as you used to. do you want to keep me or not, i wonder, i really wonder! my love for you is very much like syrup. it started light and giddy, and now it turns heavy and crusty.