Monday, April 16, 2012

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2011 (และไตรมาศแรกของ 2012)

3 เมษาแล้ว ล่าช้าเหมือนปีที่แล้วอีกแล้ว ที่กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ล่ามาแล้วสามเดือน แถมเดือนนี้ก็เมษาเข้าไปแล้ว ก็นั่นแล จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามรำลึกเท่าที่จะได้ก็แล้วกัน
ต่ออีกรอบ 16 เมษา ไม่บังคับตัวเองไม่จบแน่

ชีวิต
อืม ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ปีที่แล้วสอนหนักมาก โดยเฉพาะช่วงที่ไปสอนสีลมตอนเย็น (กว่าจะเลิกบางครั้งก็สองทุ่มกว่า ไม่ต้องคิดเลยว่ากลับถึงบ้านก็สามทุ่มใกล้สี่ทุ่มแล้ว) ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือแม้แต่ได้กินข้าวที่บ้านเลย และช่วงนึงก็เหนื่อยถึงขนาดที่หาของกินตลอดไม่หยุดเหมือนกัน

กินข้าวบ้านน้อยลงมาก เพราะไม่มีคนทำ และ/ หรือบางครั้งก็ไม่มีคนกิน มีความรู้สึกอยากกินข้าวบ้านนะ เพราะทั้งถูกเงิน และถูกปาก แต่จะให้แม่มาทำ หรือจะให้ทำกินเองก็ไม่ไหว หลัง ๆ รู้สึกย้ายครัวบ้านไปกิน the Nine ชอบกล ร้านนี้ร้านนั้นเปลี่ยนไปช่วง ๆ ไปเรื่อย หรือมีอีกช่วงนึงที่ทุกอาทิตย์กิน Paradise Park วันอาทิตย์บ่ายนั่นแล

เจอเพื่อนน้อยลง เพราะเวลาไม่ลงตัว และก็มีปัญหาในกลุ่มที่ทำให้หลายคนเนือยและไปหาเวลาเปิดกลุ่มย่อยขึ้นมาเอง (หรือแม้แต่หนีไปเที่ยวกันกลุ่มเล็ก ๆ) และก็รู้สึกว่า “เพื่อน” ที่มาก็คือ นักเรียนเนี่ยแหละ พอไปเจอเพื่อนสมัยประถมก็เลยได้ข้อคิดอย่างนึงว่า พวกนี้เป็นพวกที่อยู่ในความทรงจำ เป็นอดีตห่างไกล ขณะที่เด็กนักเรียนเป็นความเป็นจริง หลายคนเจอกันทุกอาทิตย์ หรือถ้าช่วงที่เรียนหนัก ๆ ก็เกือบเป็นทุกวันเสียด้วย

-คอม-
ใช้คอมพิวเตอร์น้อยลง รู้สึกว่ากลับมาบ้านจะให้ใช้คอมฯ ทำอะไรก็ไม่อยากทำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดคอมแล้ว มักจะยาว อย่างไรก็ดี ส่วนที่ทำกินเวลามาก เมื่อเปิดคอมก็คือการโหลดและอ่านหนังสือนี่แหละ หมดได้เป็นวัน (หรือข้ามคืน) ซึ่งก็เกิดข้อเสียคืออ่านเอาเรื่อง และอ่านให้เร็ว การจับอารมณ์และภาษาไม่สามารถสู้หนังสือเล่มกระดาษได้ หมดช่วงเวลาทำอิลลาส หรือแม้แต่พิมพ์ไฟล์ใด ๆ (ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สอน) บางครั้งส่วนหนึ่งที่ทำให้หงุดหงิด ก็คือ คอมช้ามากกก ถ้าไม่มีเวลามาก ก็ไม่คิดจะเปิดคอมส่วนซ้ำ

-มือถือ-
ต้องบอกว่าชีวิตสะดวกขึ้นที่สามารถเช็คเมลด่วนได้ผ่านมือถือ (หรือแม้แต่หาสิ่งที่สงสัยตอนนั้นได้ทันที) เพราะบางครั้ง รู้ว่ามีเมลด่วน หรือสำคัญ ก็ต้องรอกลับมาเช็คที่บ้าน แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ชีวิตเร็วขึ้น และเร่งขึ้น ตามประสาการติดต่อแบบทันทีทันใดด้วย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างความสนิทสนมและติดต่อกับเด็ก ๆ นักเรียนได้ตลอด เป็น CRM แบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

อ่านนิยายน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า? เลิกอ่านแฟนตาซีในเมืองเป็นการถาวรแล้วกระมัง โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่อ่านมาทยอยจบลงไปด้วย ตอนนี้ไม่อยากจะบอกว่าติดเรื่องรักเหนือจริงบางชุดแทน โดยเฉพาะอะไรก็ได้ที่เขียนโดย NS รู้สึกว่าภาษาสวยแล้วก็จินตนาการสร้างสรรค์อลังการดี แม้จะติดไม่ชอบที่ความต้องตาพึงใจกันมันเร็วกว่าเกินกว่าที่ชอบก็เถอะ (ก็นะ จะให้เอาอะไรได้อย่างที่ต้องการได้หมดกัน) แต่ก็เกิดปัญญามาอย่างนึงว่า อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน ก็แต่งนิยายในหัวให้ตัวเองฟังก่อนนอนก็แล้วกัน เป็นการทำสมาธิกล่อมตัวเองให้หลับ แล้วก็ไม่ขัดใจด้วย (จริง ๆ สิ่งนี้ก็ทำมาตลอดนะ แต่เพิ่งรู้ว่ามันได้ดั่งใจก็ช่วงหลัง ๆ นี่แหละ)

เปิดตัวมาโหมดหนังสือแล้วก็เลยไปอีกนิด เพราะชอบจินตนาการ ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็คงติดอยู่หมวดนี้อยู่ดี มีอยู่ช่วงนี้ไปอ่านย้อนยุค แล้วก็เป็นช่วงที่ขัดที่สุด เพราะถึงนางเอกตัวเอกจะอยากกระโดดก้าวพ้นกรอบอย่างไร แต่ด้วยระเบียบและระบบสังคมที่มีทำให้ทำอะไรไม่ได้ และท้ายสุด ความกล้านอกกรอบก็กลับมาทำร้ายตัวเองเกือบทุกเรื่อง ส่วนเรื่องปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน

ไม่ได้ตั้งใจเรียนจีนเท่าไหร่ เพราะว่าเหนื่อยกับการทำงานมาก และสภาพใจก็ไม่อยากเรียน

การงาน
ก็รุ่งอยู่นะ ถ้าสอนได้อาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 6-8 (ที่ค่อนไปทาง 8) ชั่วโมง (นับได้ 45-48 ชั่วโมง ต่ออาทิตย์ ไม่นับที่เตรียมสอน และถ้าจะนับช่วงโหด ๆ ก็คงเป็น 60 กว่าชั่วโมงต่ออาทิตย์ ถ้านับว่าวันอาทิตย์บ่ายเป็นช่วงเตรียมสอนด้วย) ช่วงที่มีเด็ก ๆ สอบ SAT มาก ๆ สอนใครก็สอน SAT (เช่น เกรซ-เมย์-ทราย-แก๊งค์เซนต์โย ((หญิง)-บุศ-นัน-โม-ญี่ปุ่น))) นั่นหมายถึงอยู่กับ SAT วันละ 8 ชั่วโมง และถ้ารวมที่เตรียมสอน (โดยเฉพาะช่วงขายผ้าเอาหน้ารอดตอนเตรียม CB ครึ่งหลังเป็นต้นมา) ก็คืออยู่ที่บ้านอีกวันละ 2 ชม. นับได้ 10 ชม. จะไม่ให้ฉันเก่ง SAT ก็แปลกไปละ (ช่วงหลังมกราที่ผ่านมาเริ่มดร็อปไปเล็กน้อย เพราะหันไปสอนเขียนเรียงความ หรือแม้กระทั่งสัมภาษณ์เป็นหลัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาประจำการสอน SAT อีกแล้ว คราวนี้ไม่ต้องห่วงเลย เล่มฟ้า the Blue Book เอ๋ยย คุณครูแม่นมาก อธิบายหลักการคล่อง ศัพท์เต็มหัว เนื้อเรื่องไม่มีพลาด) และอยากจะบอกว่าที่สอนสนุกที่สุด ก็ SAT นี่แหละ ทั้งจากเนื้อหาวิชา และที่สำคัญ ผู้เรียนที่พร้อมทั้งภาษาและความตั้งใจ สอนสนุก สอนแล้วอินจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ก็เชี่ยวสอนเรียงความ และสัมภาษณ์ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างหลังที่เด็ก ๆ กรี๊ดว่าคำตอบอลังการ และคำถามเจอจริงในห้องสอบ มีความรู้สึกว่าสอนอะไรก็สอนได้ และค่อย ๆ เก็บเกี่ยวจนรู้เรื่องและเห็นภาพรวมที่จะให้เด็ก ๆ เอาไปใช้ได้หมด ... -เพิ่ม- และก็ทำให้เด็ก ๆ ติดคณะที่ต้องการได้ ดีใจจัง

แต่ปัญหาที่เจอ ตั้งแต่สอนนักเรียนคนแรก ถึงปัจจุบัน ก็คือผูกพันกับเด็ก โดยเฉพาะเมื่อหลายคนสอนกันมานาน และยิ่งการสอบเครียดก็ลุ้นไปด้วย เด็กโทรมาร้องไห้ (พลอย เกรซ หรือแม้แต่บุศ) เพราะเครียดบ้าง ท้อบ้างก็หลายครั้ง เป็นเพราะครู ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทำให้ผูกใจและผูกพัน และเมื่อเด็กเรียนจบ หัวใจก็สลายทุกครั้ง บางครั้งเตรียมใจได้ก็ดีหน่อย (อย่างภัทรที่แค่หงอย ๆ ว่าต่อไปจะไม่มีเรียนด้วยกันอีกแล้ว) แต่หลายครั้งนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่คนเดียวก็มี (โดยเฉพาะครั้งทราย) เมื่อไหร่จะชินได้หนอ? *ว่าแล้วก็นั่งฟัง Stronger ของ Kelly Clarkson แก้หัวใจสลายดีกว่า*

ทั้ง ๆ ที่สอนเรื่องเดียวกัน บทความเดิม แต่องค์ประกอบจากเด็กนักเรียนก็ทำให้การเรียนแต่ละครั้งแตกต่างกันไปด้วย ทั้งนิสัยการเรียน โดยเฉพาะวิธีจด และเข้าใจเรื่อง และทั้งองค์ประกอบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการสถานที่เรียน หรือกิจกรรมที่อาจจะเกิดด้วยกัน อย่างเช่น ซื้อขนม กินข้าว ซื้อของ ฯลฯ ไม่มีใครที่เหมือนใคร แล้วก็ไม่มีใครที่ไม่น่ารักในแบบของตัวเองเลยจริง ๆ (กินขนมหวานกับเกรซ ข้าวมันไก่กับต่วน ไก่ย่างกับกร ก๋วยเตี๋ยวกับพวกบุศ-นัน-โม แล้วก็ลาบกับท๊อป)
แต่เหมือนที่เขียนไปตรงช่วง “ชีวิต” นั่นก็คือ เด็กเป็นสังคมเป็นเพื่อนไปด้วย แต่ผูกพันมากไปก็ไม่ดีหรือเปล่า? แต่อย่างไรก็ขอยกคำที่แล้วมานิด “ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย (และไม่ตลอดไป) และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด”

กลับมาที่เรื่องสอนอีกนิด บางครั้งสอนมากก็เหนื่อย และก็หมดแรงก็มี โดยเฉพาะเมื่อหลายครั้งต้องผูกกันไปหลายอย่าง ได้พักบ้างก็ช่วงน้ำท่วม (ที่พยายามแช่ง ลุ้นให้น้ำท่วมถึงสยาม เพื่อให้ได้หยุดพัก แต่ก็ได้พักบ้างจริง ๆ เพราะว่าเด็กมาเรียนไม่ได้ หนีไปต่างจังหวัดกัน) และช่วงสูญญาการที่รอประกาศผลคะแนน

มีงานแปลบ้าง ที่กำไรงามเกินจะกล่าวก็คืองาน IRPC (อยากจะได้ประจำเสียจริง) และงานเจ้าเดิม โดยเฉพาะที่มาแก้ขัดช่วงน้ำท่วม แต่พอเทียบกันจริง ๆ เป็นไปได้ สอนทรมานน้อยกว่า เพราะว่าถ้าแปลงานเยอะ ๆ และมีกำหนดเวลานี่ เครียดเกินจะกล่าวจริง ๆ แต่แปลก็ทำให้ได้อยู่บ้าน และถ้าอัดได้จริง ๆ ก็เงินก่อนใหญ่เร็วกว่าด้วย (ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน) และที่สำคัญเกิดนิสัยลุกขึ้นมากระโดดระหว่างพักแปล มีทั้งข้อดีข้อเสียคนละแบบ และดังนั้น ถ้างานแปลดี ๆ จะเข้ามา ก็ได้โปรดเข้ามาเถอะนะ!

การเดินทาง
เอ่ออ... อยากจะข้ามหัวข้อนี้ไปมาก เพราะว่าทริปน้อยนิด น้อยนิด และน้อยนิด จนไม่รู้จะพูดอะไร กับที่บ้านเป็นเพราะเวลาไม่ลงตัว (ต้องสอนวันเสาร์ และจะหนีไปเที่ยวอาทิตย์กลับจันทร์อย่างเดิมก็ทำไม่ได้เพราะ ฟ ย้ายที่ทำงานแล้วด้วย) นึกออกแค่ทริปปราณฯ ตอนต้นปี อันเป็นทริปถูกและดี เพราะถูกตั้งแต่ราคาที่พัก ยันไปถึงอาหารการกิน แม้จะไม่รุ่งสำหรับมิ้งที่ต้องกินอาหารทะเลแทบจะทุกมื้อ (ดิฉันชอบของปรุงครึ่งเดียว ชอบอาหารฝรั่ง และชอบผักสดใบเขียว) และเพราะปลายปีน้ำท่วมก็ทำให้ไปไหนลำบาก เพราะห่วงบ้าน และกลัวน้ำอีกต่างหาก (จะไปเที่ยวปราณฯ ก่อนน้ำมาท่วมกรุงเทพฯ ก็ไปไม่ได้เพราะน้ำท่วมทางระหว่างไป)

ทริปกับเพื่อน ไม่แน่เชื่อว่าปีที่แล้ว เหลืออยู่ทริปเดียว คือ เชียงใหม่ วันเกิด ฉ. ที่ไปเครื่อง และเน้นหนักที่เที่ยวเล่น จุดเด่นคือได้ชายหนุ่มที่นั่งติดกับขากลับมาเป็นเพื่อนคุยนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะว่าไม่ลงตัว ก็เลยห่างหายกันไป

ปลายมีนา ทริปเสม็ด กับเพื่อน ดีที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน แต่ก็น่าตกใจที่รู้ว่าเราแก่ลงไปกันมาก (หมดแรงเต้น (เต้นเป็นเพื่อนป๋อ แค่นั้นเอง) และหลับตอนเช้า เพราะคืนก่อนหน้าปั่นงานให้นักเรียน) นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าอีกกลุ่มนี้ไม่เหมาะกับทริปซำเหมาจริง ๆ สุดท้ายก็ต้องเหมารถตู้
อ้อ... กลับมายิ่งเกลียดอาหารทะเล ไม่เลิฟ และแพง

ทริปต่างประเทศ .... ไม่มีเหมือนเดิม อยากจะร้องไห้

สุขภาพ
อืม ร่างกายมีปัญหางวดนี้ไม่ได้เกิดจากคอม แต่เป็นเพราะมือถือ (พยายามจะเพลาการคุยบ้างในบางครั้ง) ทำให้ไหล่ตึง คอตึง หรือแม้แต่ปวดตา แต่ก็ดีที่ได้ร้านนวดใหม่ใกล้สุด ๆ นั่นก็คือ ตรงข้ามโรงเรียน คิดอะไรไม่ออกก็เดินไปนวด (บางครั้งหนีไปตอนพักกลางวันเพื่อนวดบ่า/ไหล่ก็มี) แต่ข้อดีที่ได้ก็คือทำให้หัวโล่ง และนอนหลับง่ายขึ้น ตอนนี้ถูกใจพี่รินเพราะว่าแกะเส้นบ่า ไหล่ หลัง หรือแม้แต่อกละเอียดที่สุด

รู้อีกอย่างว่า การตึงคอมาจากการนอนดึก (หลังเที่ยงคืนตีหนึ่ง) อีกอย่าง บอกตัวเองให้นอนเร็วขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้สักที

สมาธิดีขึ้น เพราะว่าฝึกตัวเองให้จำ? ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เหมือนจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำ แล้วก็ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฝึกให้ตัวเองโยงกันเป็นเรื่อง ล่าสุดจำข้อสอบได้ 49 จาก 50 ข้อ รู้สึกชื่มชมตัวเองเป็นอันมาก

จิตใจ ก็เรื่อย ๆ เพราะไม่คิดอะไร วันต่อวัน ยกเว้นว่ามีเรื่องให้รีบ (ซึ่งอันที่จริงจะว่าไป ก็มีทุกเช้า เพราะตื่นสายตลอดเวลา และเวลากลับบ้านที่อยากกลับบ้านไว ๆ และอี แอร์พอร์ตลิงค์ที่เชื่อถือะไรไม่ได้ (เกลียดมัน เกลียดราชการไทย)) และถ้าจะคิด พยายามจันทร์ในบ่อมากขึ้นก็แล้วกัน

ความรัก
ไม่รักใครเลย ยกเว้นตัวเอง และกี้ หรือจะบอกว่า กี้และตัวเอง บางครั้ง ได้อยู่กับกี้ แค่นี้ก็เป็นความสุขของชีวิตแล้ว

หมดความรักหนุ่มสาว? เนือยมาก และอยากจบ เพื่อน? ช่วงนี้ก็เนือย ครอบครัว? เยอะไปในบางจุด และมากไปในบางส่วน อาจต้องมองโลกให้กว้างขึ้น และคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดให้น้อยลง คิดเรื่องที่ควรคิดให้มากขึ้น

การเงิน
รายได้หลักก็มาจากการสอนเช่นเดิม และก็กลายเป็น bacon bringer ของบ้านไปด้วยเช่นกัน เหนื่อยนิดหน่อย โดยเฉพาะช่วงที่ต้องซ่อมรถ และขุ่นใจเรื่องเงินเก็บที่ถูกเอาไปใช้ เฮ้อ... บางครั้งก็เหนื่อย แต่เป็นเพราะหาเท่าไรก็ไม่พอ รายได้เข้ามาเยอะ แต่รายจ่ายที่จะต้องออกไปมีมากพอกัน (ถ้าไม่กันให้ดี) คิดคำว่า “ถ้า..” อยู่หลายครั้ง แต่ก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะคิดไปใจก็ขุ่นเปล่า ๆ หลัง ๆ ก็เลย numb ไปแทน

เพราะเรื่องหาเงินก็เลยทำให้เนือยกับเรื่องอื่นไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเจอเพื่อน และเรื่องการซื้อของ รู้สึกอยู่ในสภาพ economico มากที่สุดที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต และวินัยทางการเงินก็ดีมากไปด้วย (ไม่ก่อหนี้ ไม่ซื้อของที่ไม่ได้ใช้ ไม่ซื้อของแค่เพราะอยากได้ ฯลฯ) แต่ก็นะ ... อยากจะกัดตัวเองสักนิด “วินัยทางการเงิน แต่ไม่มีเงินเหลือ” ก็เลือดออกสนุกดี

ถ้ามีเงินจะไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ พูดผิด ถ้าไม่ต้องเอาเงินไปลงที่บ้าน จะเอาเงินไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ

อ้อ ช่วงนี้คิดว่าเพราะหงุดหงิดเรื่องนี้ทำให้ก้าวร้าว และขวางโลกอย่างหนัก (ซึ่งก็ไม่ดี เพราะหบ้าจะแก่ จากใจที่ขุ่นมัวเอา)

สรุปว่าหัวเรื่องการเงินเป็นต้นเหตุของข้ออื่น ๆ ทั้งการงาน ความรัก (ถ้ามีทางออกอื่น ก็คงไม่ไปคิดให้ทางนั้นเป็นทางออก) สุขภาพ หรืแม่แต่ชีวิต วุ่นวายดีหนอ ถ้าปมนี้คลายไป ปมอื่นก็น่าจะเบาลงไปบ้าง แต่คำถามก็คือเมื่อไหร่

ปล. อยากมีสอนกลุ่มของตัวเองอีกจัง

No comments: