Sunday, September 22, 2013

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2012 (และ 2013)


เข้าใจว่าปีนี้พิมพ์เร็วมาก วันนี้ที่ก็เพิ่งวันที่ 1 มกรา 2013 พอดี แต่นั่นแหละ สิ่งที่ได้เรียนรู้มาอย่างหนึ่งก็คือ อะไรที่ต้องทำ ก็ควรทำไปเลย จะไปล่าช้า ก็จะไม่ได้ทำ หรือว่ากังวลใจไปเปล่า ๆ อย่างที่ได้อ่านหนังสือไปแล้วบอกว่า เพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ชอบ ก็ต้องทำสิ่งที่ไม่ชอบสิบอย่างก่อน (21.09.13) แต่ก็กลายเป็นไม่ยอมสรุปลงตัวสักที จนวันนี้แหละ



ชีวิต
เหมือนว่าปีนี้ชีวิตนิ่ง ๆ ก็เลยไม่แน่ว่าใจว่า ใจนิ่งหรือใจ numb แต่เพราะทำงานขนาดนี้ ก็เลยไม่ค่อนสนใจอะไรเท่าไหร่ งานอดิเรกคืออะไร ก็คงตอบว่า กลับมาแล้ว อาบน้ำ กินข้าว เปิดทีวีดูรายการทำอาหารแล้วกระมัง

-ทีวี-
การเปิดทีวีดูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีที่มาจากการเปลี่ยนแพ็คเกททีวี ก็คือทำให้เจอช่องที่มีรายการอาหาร หรือมิฉะนั้นก็เกี่ยวข้องกับการทำอาหารเยอะมาก ถึงขึ้นที่จะได้ดู 2-3-4 รายการติดได้ และดังนั้น ก็เป็นความน่ากลัวอย่างหนึ่งที่พบว่าฉันนั่งดูทีวีไปแล้ว 2-3 ชั่วโมง เพราะว่าหลัง ๆ ไม่ได้ดูทีวีเลย จนกระทั่ง .....จนกระทั่งเปลี่ยนแพ็คเกททีวี ... แต่ก็เอาเถิด เนื่องด้วยช่องที่ดูเป็น BBC เป็นสำคัญ จากที่ดูใหม่แล้วงง ๆ จับสำเนียงไม่ทัน (สารภาพว่าหลัง ๆ ดูแต่รายการอเมริกัน) ก็กลายเป็นฟังรู้เรื่องขึ้น และรู้เรื่องขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ตลกว่ารายการที่ไม่คิดว่าจะติด แต่ติดมากกก ถึงขึ้นที่ดูได้ทุกครั้งที่มีการ rerun หลังรอบ premiere ที่นั่งจ้องทีวีรอ ก็คือ Asia’s Next Top Model ดูได้ดูดี

(21.09.13)
รายการอาหารทีติดมาก และมากถึงขนาดเร่งตัวเองให้กลับบ้านเร็ว และไม่ยอมนวด ก็คือ My Kitchen Rules อีกอย่าง เสียดายที่ดูในคอมไม่ได้ แล้วก็เสียดายที่ฉายซ้ำน้อย (อยากจะด่าคนจัดผังรายการ ใครจะดู Law and Order ตลอดเวลาคะ?)

-มือถือ-
มือถือก็ยังมีไว้เพื่อส่งสาร สื่อสารกิจการ CRM อยู่ดี (และคุยกับเด็ก ๆ มากกว่ากับเพื่อนด้วยซ้ำ) ซึ่งดูจากกระแสทิศทางสังคม ก็คงไม่มีหนทางที่กระแสพวกเครื่องมือสื่อสารเหล่านี้มันจะลดบทบาทลงเสียด้วย นอกเหนือจากนั้น มือถือก็เอาไว้ถ่ายรูปเนี่ยแหละ จริงจังจนกลายเป็นว่าอยากจะเปลี่ยนมือถือเพื่อให้ถ่ายรูปได้ชัด โดยเฉพาะในที่แสงน้อยด้วยซ้ำ

-คอม-
ใช้คอมน้อยลงจริง ๆ เพราะถึงแม้คอมจะเร็วขึ้นจากการอนุเคราะห์ของฟินน์ แต่ว่าเวลาที่เปิดคอมก็ไม่รู้จะทำอะไร (เว้นแต่จะเพื่อทำชีท หาข้อมูล หรือพิมพ์รายงาน) เพราะว่ามันจะไร้สาระ ผลาญเวลา และอ่านนิยายที่ไม่สมควร และไม่ควรค่าให้ต้องอดนอนแม้แต่น้อย (มัวแต่คิดว่าอีกนิดนึง อีกนิดนึงไปตลอด ซึ่งรวมกันมันก็หลายชั่วโมงได้) ไม่มีเวบที่เข้าเป็นสาระเลย และก็ไม่อ่านอะไรสาระด้วย ฟังดูโง่ แต่ลองมาสอน 8 ชั่วโมงติดอย่างฉันดูสิ ... แล้วจะรู้ว่า สิ่งที่เปิดอยู่ และพยายามจะอ่านมันไม่เข้าหัวอะไรเลย แถมอ่านไปก็ยังเจ็บหัวจี๊ดอีก ... แล้วนี่ก็เป็นข้ออ้างอีกอย่างที่ทำให้ไม่ได้ทบทวนจีนแต่อย่างใด

เหมือนมีคอมไว้เพื่อเป็นรีดเดอร์อ่านไฟล์เถื่อน ชอบกล ซึ่งก็ต้องพูดเหมือนปีที่แล้วอีกว่า อ่านไปแล้วก็ไม่ถูกใจเท่าไหร่ สู้แต่งเองในหัวไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่หลายครั้งจะรู้ว่าถ้าเครียดหรือมีอะไรในใจกลับมา สิ่งที่ทำให้หลุดโลกได้มากที่สุด ก็คือหนังสือดี ๆ หรือหนังสือที่คิดว่าดีสักเล่ม

ปีที่ไม่ได้รีวิวหนังสืออะไรเท่าไหร่ พิมพ์อะไรก็น้อย เพราะไม่ได้พิมพ์อะไรมาก ๆ (โดยเฉพาะที่ก็รู้กับว่ามิ้งพิมพ์ไทยไม่คล่อง และถึงจะเริ่มคล่องตอนที่ใช้บ่อย แต่ปัจจุบันก็เสื่อมลงแล้ว เพราะใช้น้อยลง ทำให้หงุดหงิดรำคาญกับตัวเองมาก) แต่ทิศทางอย่างหนึ่งที่เกิดก็คือ การอ่านนิยายจีนพีเรียดหวานแหวว เริ่มมาจากวันหนึ่งไปพาราไดซ์ พาร์ค แล้วเห็นหนังสือจีนปกสวยดีก็เลยพลิกดูปกหลัง แล้วอาทิตย์ต่อมา เด็กนักเรียนไม่มาขณะไปดูหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ก็เลยทำให้เริ่มอ่าน แล้วก็อ่านติดต่อกันมาเรื่อย ๆ ซึ่งก็น่ากลัวมากที่จะบอกว่าอ่านมา 70 กว่าเล่ม (เอ่อ 80 เล่มแล้วจากการนับใหม่เมื่อกี้) เป็นการไปยืนอ่านทั้งสิ้น ไม่ใช่แค่อ่านธรรมดา ๆ แต่เป็นการยืนอ่านขาแข็งจนห้างปิดเสียด้วย น่ากลัวไหมล่ะ นั่นแหละ ก็เป็นการตอบโจทย์ตัวเองที่ตอนเด็ก อยากได้ความรักในนิยายกำลังภายใน และก็เป็นการเปลี่ยนอ่านหนังสือที่เขียนด้วยมุมมองแบบตะวันออก แทนที่นิยายฝรั่งทั้งหลาย ซึ่งทัศนคติของตัวเอกก็เป็นทั้งถูกใจในแง่หนึ่งมากกว่า Well, must say I have such Asian mentality still! แต่หลัง ๆ ก็เป็นการเพื่อผ่อนคลายเอาบันเทิงจริง ๆ เพราะหนังสืออ่านง่าย (ในแง่ที่แปลว่าพล็อตอ่อน จะถูกตาต้องใจตั้งแต่แรกเห็น มันก็น่าเบื่อไปไหม) และก็อ่านเร็ว (ภาษาไทยเป็นภาษาแม่) อย่างไรก็ดี ถูกใจเรื่องหนึ่งมากจนต้องยกให้ได้ A+

(10.02.13)
นอกเหนือจากนี้ พบว่าตัวเองพิมพ์ดีดด้วยแป้นพิมพ์ได้ช้าลงและขัดข้องมาก เนื่องจากคุ้นกับการพิมพ์รัวเป็นไฟทางมือถือมากเกินไป ดังนั้นหลายครั้ง พอจะเริ่มพิมพ์อะไรจริง ๆ ก็ทำให้หงุดหงิดกับมาตรฐานความเร็วที่ตกลงมามาก โดยเฉพาะภาษาไทย

(21.09.13)
อย่างไรก็ตาม เลิกอ่านนิยายจีนแล้ว อ่านไปอ่านมาก็เหมือนเดิม และเริ่มเบื่อความไม่สมจริง ก็เลยกลับมาอ่านพวกแฟนตาซี และ YA ใหม่ ถ้าได้เรื่องดี ๆ ก็สนุกได้อย่างมาก ตอนนี้ติดเวบ Good Reads เพราะทำให้เจอหนังสือที่ถูกใจได้เสมอ ๆ โดยเฉพาะการเลือกหนังสือที่แนวเดียวจากเรื่องที่อ่านได้ ซึ่งละเอียดและตรงกว่าเวบอเมซอนมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่า แม้จะสมัครเวบนี้มานานแล้ว แต่ก็เพิ่งจะมาเห็นประโยชน์ของมันก็ช่วงนี้เอง ข้อดีอีกอย่างก็คือ การจัดชุดหนังสือให้นี่แหละ เป็นระเบียบเรียบร้อยจริง ๆ

แม้ว่าต้องบอกว่าการกวาดตามองหนังสือพวกนี้จะเปลืองเวลา และทำให้การหาหนังสืออ่านในคิโนะจืดชืดไปโดยปริยาย เฮ้ออ ไม่กว่าคิดเลย ว่าถ้าฉันอยู่ในอเมริกา ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแน่  

อ้อ แล้วด้วยอานิสงค์จาก Good Reads ก็กลับมาวิจารณ์หนังสืออีกครั้ง แม้ว่าจะเป็นการจดอารมณ์ตอนอ่านจบเฉย ๆ ก็ตาม

-กิจกรรมศาสนา-
(10.02.13)
เลิกโดยเด็ดขาด โดยไม่มีข้อแม้ และไม่มีเสียงทักท้วงจากบุพการีแต่อย่างไร เพราะฉันต้องหาเงินเข้าบ้าน ทำให้เสียงใหญ่ “ไม่ไป” คำนี้แค่นี้ก็จบได้ ถ้าเป็นสมัยก่อนก็คงมีดราม่าละครไทย แต่ปัจจุบัน รำพันอะไรมาก็เท่านั้น ทำงานหาเงินให้ขนาดนี้ วันหยุดก็มีแค่วันอาทิตย์บ่าย ฉันมีสิทธิจะพักผ่อนอย่างที่ฉันพอใจบ้าง

รอคอยวันแบบนี้มาเกือบทั้งชีวิต ปัจจุบัน ไม่ยอมให้กิจกรรมทางศาสนามาเป็นศูนย์กลางของชีวิตเด็ดขาด ใครทำก็ดี ชื่นชมที่ทำได้ แต่ไม่ใช่ฉัน ทำบุญนอกแก่น ทำบุญสุดโต่งคงไม่ใช่ มัวแต่หวังพึ่งผล แล้วเป็นอย่างไร ช่วยกรุณาหาสมดุลชีวิตให้เจอ

ฟินน์บอกว่าเรื่องนี้ทำให้ฉันของขึ้นเกินงาม แต่ก็คงจริง รู้สึกตัวว่าอารมณ์เปลี่ยนตอนพิมพ์เลยทีเดียว

-กินข้าว-
กินข้าวนอกบ้านมากขึ้น เพราะเหมือนปีที่แล้ว (กลับไปอ่านมาแล้ว ทำการบ้านมาดี) ก็คือ แม่ไม่ต้องทำกับข้าว และดูเป็นกิจกรรมครอบครัวที่แม้แต่คุณป๋าก็ต้องมามีส่วนร่วม หลัง ๆ เห็นการกินข้าววันอาทิตย์เย็นแถว ๆ ทองหล่อชอบกล โดยเฉพาะที่ Eight (ฉันชอบ ทั้งร้าน 88 และอินเดีย) และการกิน Sfree ต่อเป็นของหวาน (ไม่รวมการซื้อของที่ Foodland) กับช่วงท้าย ๆ ปีอีกที่ก็คือ เซ็นทรัลพระราม 9 ก็มันใกล้บ้าน และคุณป๋าพร้อมที่จะออกมาด้วย...บ้าง

(10.02.13)
ปล. หลังจากช่วงหลัง ๆ กินข้าวนอกบ้านบ่อย บ่อยจนเริ่มกระทบฐานะการคลังส่วนบุคคล ตอนนี้ดิฉันก็เลยกลับมารณรงค์ให้กินข้าวที่บ้านมากขึ้น เพราะถึงจะมีคนโวยงายว่าอยากเปลี่ยนบรรยากาศเบื่อบ้าน ดิฉันก็พร้อมจะไม่ฟัง เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่รับภาระส่วนนี้ก็คือฉัน อยากกินอะไรเก๋ ๆ อยากทำอะไรเก๋ ๆ ก็ช่วยกรุณาจ่ายค่าความเก๋ด้วยตัวเองก่อนนะคะ ไม่ไหวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้กำลังบ้ากินแซลมอน เนื่องจากก่อนปีใหม่ ไปเจอปลาราคาถูกที่ตลาดสัมมากรมา โลละ 340 บาท ซื้อมาโลนึงกินกันได้ทั้งบ้านอยู่ 3 วัน ถ้าเป็นที่ร้านก็คง 1 คน 1 วัน แล้วรู้สึกว่าปรุงรสปรุงเครื่องได้ดั่งใจสุด ๆ (ไม่ชอบกินปลานี่แบบสุก ๆ นอกบ้านอยู่แล้ว เพราะรู้สึกว่า คาว หรือไม่ก็ทำจน มัน แต่ไม่เป็นกับที่บ้านเลยแม้แต่น้อย)

อ้อออ ตอนนี้เป็นยุค ผักขม อีกอย่าง แม่บอกว่า ม กินฟักให้เบื่อเป็นทีละอย่าง ๆ ไป

(21.09.13)
เพราะว่าตอนนี้ดูรายการทำอาหารบ่อย สิ่งที่กลับมาทำก็คือ ทำอาหารเองที่บ้าน ถูกตามประเด็นข้างต้นไม่เท่าไหร่ ที่เด็ดก็คือ ได้ตอบสนองความต้องการทำอะไรบ้าง ถึงแล้วคืนอาหารอินเดียจะงง ๆ เหมือนไม่ใช่ก็ยังสนุกอยู่ดี ตอนนี้อยากจะได้เตาอบ และอยากทำเป็ดปักกิ่ง แม้ว่าจะดูทะเยอทะยานเกินเหตุ ไก่อบที่เคยทำอยู่มือแต่ตั้งอยู่อังกฤษก็ได้กลับมาทำอีกครั้ง แล้วที่สำคัญก็คือกลายเป็นว่า แม่ชอบ ถึงชอบวันหนึ่งซื้อปีกไก่กลับมาเพื่อให้หมักแล้วอบเลย ช่วงนี้ทำสุกี้บ่อย เพราะว่าทำง่ายและเร็ว

การงาน
ดีขึ้น และดีขึ้น ... ในแง่ที่ว่า สำหรับมิ้ง ไม่ใช่เด็กไม่พอสอนตามจำนวนชั่วโมง แต่เป็นจำนวนชั่วโมงไม่พอสอนตามจำนวนเด็ก ก็รู้สึกผิดในแง่ที่ไม่ได้อัดแน่นตามสไตล์ครูหลายคน แต่ถ้าหลัก ๆ ตามสไตล์มิ้ง ก็คืออยากเน้นความเข้าใจและเรียนในแง่ที่ไม่อัดมากจนเกินไป (มากไปก็ใช่ว่าเข้าหัว แถมยังเครียดกดดันเพิ่มไปโดยใช่เหตุอีกต่างหาก) เริ่มมีเด็กของตัวเอง และพอเริ่มสอนข้างนอกก็ไม่คิดว่าจะสามารถมีที่ของตัวเองได้อย่างวันนี้ (ตอนแรกก็คิดหนักเหมือนกัน แต่ก็กลายเป็นว่าสิ่งที่ทำลงตัว และถูกใจกว่าที่คิดว่าจะเป็นมาก) แต่เพราะเป็นที่ของตัวเองก็ทำให้เหนื่อยน้อยลง (หรือเปล่าหนอ?) แต่ก็สบาย ๆ และมีความสุข ภูมิใจกับตัวเองมากขึ้น และที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือรายได้ที่มากขึ้น ซึ่งก็ทำให้กลับมาจุนเจือ และช่วยเหลือที่บ้านได้มากขึ้น ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว แต่ก็เป็นมาตลอด อย่างไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า การให้เงินอยู่หลัง ๆ เริ่มเป็นการออกหน้ามากขึ้น และก็เริ่มมี “ทัศนคติ” คนหาเงินเข้าบ้านเกิดขึ้นมา ... ดีในแง่กล้าที่จะบอกออกไปว่าชอบไม่ชอบอย่างไร แต่ถ้ามองสุดโต่งก็คือ ทำตามใจเกินไปด้วย (ถ้าเป็นเรื่องการทำบุญ และกิจกรรมเกี่ยวข้องกับศาสนาภายนอก)

... สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแปลกใจก็คือ สำหรับมิ้ง การมีพื้นที่สอนของตัวเองเป็นเรื่องสมเหตุสมผล เพราะว่าได้ใช้จริง (ตอนนี้มองว่าตัวเอง practical) แต่สำหรับหลายคนรอบตัวมองว่าการมีห้องของตัวเองเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น – อย่างเช่นป้าแหม่ม หรือน้าปิ๊กที่ถึงขั้นอยากไปดูที่ห้อง ทั้งนี้ สำหรับมิ้งเอง ห้องของตัวเองหมายถึงพื้นที่ของตัวเองที่สามารถทำอะไรก็ได้ (แต่งได้อย่างที่อยากแต่ง ไม่ต้องเกรงใจแม่หรือพี่ต๊ะอย่างที่บ้าน และก็รู้สึกภูมิใจว่าห้องก็สะท้อนบุคลิกของมิ้งออกมาพอสมควร ห้องดูโปร่ง สบาย แล้วก็อบอุ่น (เด็กบอก) เหมือนนั่งสอนกันอยู่ในแพนทรีบ้านมากกว่าจะเป็นห้องสอนพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีขนมคบเคี้ยวต่าง ๆ นานามา (แล้วก็ภูมิใจด้วยว่า การกัดฟันลงทุนแต่งห้องของมิ้งออกมาดีกว่าที่คาด ต้องขอขอบคุณ IKEA จริง ๆ ที่ทำให้ได้ของอย่างที่เกือบวาดภาพในหัวไว้ .. ในราคาที่ซื้อได้ – แม้ว่าราคาโต๊ะกับเก้าอี้จะลดลงหลังซื้อไป 2 วันก็เถอะ ฮือฮือ ฉันจะไม่มีวันลืม)

หลายคนบอกว่าสอนวันละ 8 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 6 วัน (ไม่นับที่เรียนภาษาจีนวันที่ 7) โหดมาก แต่สำหรับมิ้ง? มีโอกาสหาเงินได้ก็อยากทำ แต่หลายครั้ง การสอนแค่ 6 ชม. คือถึง 5 โมง แทนที่จะเป็น 8 ชม. ถึงทุ่ม เหนื่อยเท่ากัน หรือในแง่การเดินทางที่จริง ๆ แล้วอาจจะเหนื่อยกว่า เพราะผู้โดยสารในรถไฟฟ้ามากกว่า ต้องอัดแน่นลำบาก และช่วงรถเข้าซอยติดกว่า ก็อยากจะสอนให้ถึงทุ่มไปเลย ทั้งนี้ ก็มีช่วงที่สอนถึงวันอาทิตย์เหมือนกัน ซึ่งก็อยากจะบอกว่าจะไม่ทำอีกแล้ว เพราะว่าทรมานมาก ในแง่ที่ว่าอยากจะขดตัวมุมห้องแล้วร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ เพราะว่ามันเหนื่อย เหนื่อย และเหนื่อย ... และก็รู้สึกว่าอาจจะทำให้ไปลงกับเด็กได้ ถ้าครูจะหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแง่นั้นก็ไม่อยากทำ เพราะรู้ว่า ไม่ดีทั้งกับเด็ก และตัวเอง (ถ้าเป็นเครื่องจักรก็คงจะดี ถ้าจำนวนการทำงานที่มากขึ้นไม่มีผลกับประสิทธิภาพการทำงาน – แต่ก็ไม่น่า เพราะขนาดเครื่องจักรยังต้องมีพัก)

แต่ก็นะ ช่วงที่สอนหนักก็ตัดเพื่อนไปเลย ....

ปล. เพิ่งนึกออกว่าปีนี้ไม่มีการพูดชื่อนักเรียนเนอะ? ก็ต้องบอกว่าปีนี้ hardenได้มากกว่าเดิม แล้วก็ไม่มีคนที่อยู่ยาว แล้วผูกพันแบบปีที่แล้ว

(21.09.13)
พูดถึงการสอน เดือนตุลาคมก็เป็นเดือนที่เด็กทะลักล้นอีกเช่นเคย ตอนนี้ก็กำลังคิดหนักว่าจะจัดการบริหารยังไง และที่กลัวก็คือ สงสัยว่าจะต้องกลับมาสอนวันอาทิตย์อีกแล้ว ก็คงจะเหนื่อย เพราะว่าแค่เหนื่อย แต่คงไม่ถึงขั้นอยากใช้เวลาเพื่อเรียนภาษาจีนเหมือนเก่า

คราวนี้เป็นเด็ก ๆ เดิม ๆ ที่ต่อยอดค้างมา จะเริ่มเทศกาลโค้งสุดท้ายอีกแล้ว ไม่อยากคิดเลย เฮ้อออ

ห้องกาลยเป็นที่ ๆ เด็กจะมานั่งอย่างสบายใจและเล่นไปเรื่อย ๆ ก็น่ารักดี ร่ำ ๆ อยากได้พื้นที่เพิ่มเพื่อให้รองรับและตอบสนองเด็ก ๆ ได้มากขึ้น ก็ต้องลองดูกันต่อไป

รู้สึกว่าตัวเองใช้เหล้าเพื่อ loosen up กับเด็ก ๆ หลายคน กรี๊ดดดด

การเดินทาง
ก็เนื่องมาจากข้อข้างบน ทำงานขนาดนี้ จะมีเวลาเดินทางไปไหนคะ? ทริปกับที่บ้าน นึกออกหลัก ๆ ก็มีอยู่สามครั้ง คือ แพร่ เดือนเมษา (ทำบุญโบสถ์ – ก็เป็นการไปกับคณะ ที่สนุก เพราะไม่สนใจใคร ฉันจะทำแบบที่อยากทำเท่านั้น) เขาค้อ เดือนสิงหา ซึ่งชอบมาก ชอบภูเขา ชอบความนิ่งสงบ จนถึงขึ้นที่กลับมาเพ้ออยากไปมีชีวิตอยู่บนดอย บอกตัวเองว่า ไม่อยากได้อะไร ขอแค่ใจสงบ แล้วก็คิดว่า ทำให้รู้ใจตัวเองว่า “ถ้า”เลือกได้ ไม่มีปัจจัยการเงินมาเกี่ยวข้อง จะเลือกเป็นครูสอนหนังสือเด็กบนดอย (เคยบอกเอ็ดไป เอ็ดบอกว่าทำไม่ได้ แล้วก็คุยกับต้อม ต้อมบอกว่าสุดโต่งมาก) อีกทริปหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นก็คือทริปเกาะช้าง ถูกใจว่าเพราะได้ไปที่ที่หวังไว้นานว่าจะพาแม่และน้องไป (ตั้งแต่ทำงานที่ กินรี คิดดู ก็คือ 4 ปีพอดี เวลาผ่านไปน่ากลัวจริง ๆ) แม้ว่าจะนานจนโรงแรมจะเปลี่ยนจากดุสิตมาเป็นเมอร์เคียวแล้วก็ตาม

อ้อ มีสระบุรี ช่วง18-19 กุมภาด้วย เด็ดที่สุดในทริปก็คือเป็ดที่ขออาหารและกินได้ทุกอย่าง

กับเพื่อน? ปีนี้ไปน้อยมากกกก ก็มีทริปเสม็ดน้องป๋อที่เขียนถึงไปแล้ว ด้วยความที่คาบเกี่ยวกับการายงานไตรมาสที่ 1 แล้วก็ทริปแห่งปีก็คือ หลีเป๊ะ

(10.02.13)
ข้อนี้ของทริปนึ้มีอยู่หลายอย่าง ประการแรก ก็คือได้เป็นการพักผ่อน และขอบอกว่าพักผ่อนจริง ๆ เพราะตัดโลก ตัดความคิดวุ่นวายทั้งหลายออกไป แล้วใช้ชีวิตอยู่กับประสบการณ์ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ประการหลังอีกอย่างก็คือ ได้ต่อติดกับเพื่อนมากขึ้น นอกเหนือจากความรู้สึก ติดหนึบ synchronize” แล้ว สิ่งที่ได้หลังจากนั้นก็คือกลับมามีสังคมเพื่อนดังเดิม (หลังจากที่หายไปเพราะงาน และความวุ่นวายภายในตัวเอง และกับเพื่อน) และเกิดกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไปไหนมาไหนด้วยกันได้สนุก และลงตัว

สุขภาพ
(10.02.13)
สุขภาพก็เป็นเรื่องที่เป็นไปตามวัย ก็ไม่มีอะไรพิเศษที่นึกได้ออกมานอกจาก (21.09.13) การนวดคือการตอบปัญหา และแก้ปัญหาทุกอย่าง ร้านนวดที่ไปตอนนี้ก็ไปบ่อย จนรู้สึกสบายใจและถูกใจที่ได้นวด แม้ว่าจะมีร้านที่ใกล้แถวบ้านก็ตาม แต่เวลาก็ไม่ลงตัวเท่า และที่สำคัญ ถ้ามีวันอาทิตย์เป็นวันหลุดก็ขี้เกียจเกินจะลากตัวเองออกไปจากบ้านด้วย

ความรัก
(21.09.13)
 ยิ่งยุ่ง ยิ่งทำงาน ยิ่งเลือก และยิ่งระวังตัว นาน ๆ ทีก็คิดอยากมีใครสักคน แต่พอตั้งสติได้ก็คิดว่า ชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้ลงตัวที่สุด อย่างที่แม่บอกว่า “มิ้งทนกับงาน แต่ไม่ทนกับความรัก” ก็คงจริง ทำงานทนแล้วยังได้เงิน แต่ความรักทนแล้วเหนื่อยไม่ได้อะไรก็ไม่ไหวนะ รู้สึกว่าตัวเองดื้อด้านแล้วก็ทนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ผ่านมา ตอนนี้มองย้อนกลับไปดูก็แปลกใจว่าตัวเองทนได้อย่างไร และก็คิดว่าจะไม่ยอม compromise อีก ชีวิตนี้จะไม่กัดก้อนเกลือกิน ไม่ใช่เพราะไม่ยอมลำบาก แต่เพราะเป็นว่า จะทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเราจริง ๆ 

การเงิน
(21.09.13)
ก็คิดว่าสรุปได้จากทุกข้อที่พูดมาแล้ว ว่าการสอนพิเศษ (แม้ว่าจะเป็นจริงเป็นจัง และเต็มเวลาเกินกว่าหลายคนเข้าใจ) ทำให้ได้เงินพอ ที่จะมาช่วยที่บ้าน และประคองสถานะที่เป็นอยู่ได้ ก็ขอบคุณที่ทำให้ได้มาอยู่ในโลกสอนพิเศษ ที่กลายเป็นทั้งแหล่งรายได้ สังคม และความหลงใหล (ในวิชาการและภาษาของมิ้ง) ก็คิดไม่ออกว่า ถ้าไม่ได้เป็นครูแบบนี้จะเป็นอะไรได้สนุกอีก รู้สึกว่าตัวเองมีค่า เพราะว่าช่วยเด็กหลายคนให้ได้อย่างที่หวัง และช่วยปั้นอนาคตให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะตอนนี้ที่รู้สึกว่าทำให้เด็กที่ไม่เรียนกลับมาเรียนและจริงจังกับการเรียนเพิ่มขึ้นได้

ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องทำตัวเป็นต้นแบบของเด็ก แต่อยากเป็นคนที่เข้าใจและคุยกับได้มากกว่า

ความฝัน
ถ้าไม่ติดเรื่องที่บ้าน อยากทำงานน้อยลง ความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งคือได้ทำงานแค่อาทิตย์ละ 5 วัน และได้มี 2 วันของตัวเอง อยากปีนเขากับต่อยมวย ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ทำ (ถึงขั้นที่ร่ำ ๆ จะลืมอย่างแรกไปแล้วด้วยซ้ำ) มีคนบอกว่าถ้าจะหาเวลาก็หาได้ แต่ก็ยังหาสมดุลตัวนั้นไม่เจอ

ถ้าไม่ต้องติดหาเงิน อยากไปเป็นครูบนเขา ไม่รู้ว่าสุดโต่งไปไหม แต่เบื่อสังคมเมืองจริงจัง ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้อย่างไร ขนาดไหน

นี่ก็คือข้อมูลปีที่แล้ว 2012
Best nightout – Wine Connection/ Bridge Bar
Best restaurants – 88 (Eight branch) and Masala Art
Best alcohol taste – Ice Wine (Yom’s recoomendation)
Best wild nightout– Nectar
Best beauty items – K’s Correctives /
Best facial products – Estee forever!!!
Best App - Shazam / 8track
Best meal at home – anything with salmon
Best album – Sally’s
Ideal holiday – sleep with no alarm clock with Ki :D

1 comment:

joon pa said...

ขออนุญาตฝากลิงค์นะคะ
ลุ้นเดิมพันไปกับเกม บาคาร่าออนไลน์ ที่นี่เลยค่ะ
https://www.111player.com