ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2008
ชีวิต
ปีหนึ่งที่ผ่านมาก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ชนิดที่ว่า ถ้ามองดูตั้งแต่ต้นปีแล้วให้คำนวณคะเนมาถึงปลายปี ก็คงไม่คาดคิดว่าหลายอย่างจะเข้ามา หรือหลายอย่างจะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไป คนที่เข้ามาแล้วจบไป เพื่อนฝูงกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ที่เข้ามา และที่มารวมกันอยู่ตอนนี้ และแม้แต่กับตัวเองก็ต้องบอกว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเวลาหนึ่งปีนั้น นับว่านานก็นาน หรือว่าไม่นานก็ได้ แต่อย่างน้อย ในแง่หนึ่ง มันก็นานพอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลง .. และมากพอที่เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ อยู่เช่นกัน
การงาน
ครึ่งปีแรก ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก การทำงานที่แรกไม่ใช่อย่างที่คิดเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้ถูกใช้อย่างที่ควรจะเป็นด้วย และดังนั้นก็เลยไม่อยู่ต่อ ช่วงที่มาแปลงานอยู่กับงานก็มีความสุขดี ถ้าไม่รีบ ก็จะยิ่งดีมาก ไม่อย่างนั้น กดดัน นั่งอยู่หน้าคอม แล้วแปล แปล แปล เสียเหลือเกิน ... แต่จะพูดอย่างก็ต้องบอกล่ะ ว่าชอบ และสนุกที่ได้แปล โดยเฉพาะเมื่อได้รู้สึกว่าได้พัฒนาฝึกฝนตัวเอง และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปด้วย ช่วงครึ่งปีหลัง ได้ทำงานสายงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องปรับตัวเพราะแตกต่างจากเดิม และเพราะเข้าไปในช่วงเปลี่ยนผ่านเสียด้วย อย่างไรก็ตาม สนุกที่ได้ทำงาน และสนุกที่ทำให้งานเกิดได้มากเลยนะ มีความสุขที่ได้ทำงาน แล้วก็เห็นสิ่งที่ทำอยู่เป็นรูปเป็นร่าง เห็นความสำคัญของตัวเองที่ทำให้งานเกิดขึ้นได้ ยิ่งเป็นการทำงานที่เป็นนายตัวเองแบบนี้ ได้เจอคนใหม่ ๆ และได้เห็นโลกต่างไปจากเดิม เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก เป็นกันเอง .. ซึ่งก็พูดได้เลยว่าเป็นที่แรกที่บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายและไม่เป็นทางการที่สุด เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปเห็นและเป็นส่วนหนึ่งในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด คงจะมีอะไรดี ๆ อีกมาก นั่นแหละ ..และก็เสียดายที่ต้องเปลี่ยนตำแหน่ง เฮ้อ ทำไมหนังสือไปไม่รอดนะ ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็คงไม่เกี่ยวกับอีฉันแล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังสิ? อ้อ เสียอย่างเดียวอีกอย่างที่นายไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นนายตรง หรือนายใหญ่ก็ตาม สรุปสั้น ๆ ว่างานดี เพื่อนร่วมงานดี และนายไม่ดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำงานครั้งสุดท้าย และการออกมาอยู่กับตัวเอง เมื่อได้กลับไปทำงานในสำนักงานอีกครั้ง ก็แปลกที่เห็นความเติบโต เห็นวุฒิภาวะของตัวเองที่เพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วก็แปลกที่พอคิดก็ต้องยิ้มกับตัวเองว่างานการประสานงานกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ดี และชอบขึ้นมา ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเวลาที่ได้ถูกยืมตัวไปอยู่กระทรวงจริง ๆ ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็อาจจะได้อยู่ แต่ก็คงไม่ได้ และไม่ชัดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ Everything has its cause, and yet, we are connecting all those dots!
และก็อีกอย่างที่พบ หลังจากการจับพลัดจับพลูเข้าไปเป็นคนประสานงานครั้งสุดท้าย คิดว่าตัวเองทำงานประสานงาน แล้วก็จัดการบริหารได้ค่อนข้างดีนะ .. ถ้าได้ทำงานจัดอีเวนต์ต่าง ๆ ก็คงสนุกดี (เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จริง ๆ )
การเดินทาง
ปีนี้มีการเดินทางออกนอกนประเทศแค่สองครั้ง คือไปพุทธคยา และเซี่ยงไฮ้ ทริปแรกไม่แตกต่างจากทริปทำบุญปกติของบ้านมาก เว้นแต่ว่าไปกับผู้ใหญ่และเป็นการแสวงบุญนอกประเทศครั้งแรก (น่าตื่นเต้นไหมคะนี่?) แต่ที่สนุก ก็คือได้เห็นความศรัทธาของชาวพุทธที่มาจากสถานที่ต่างกัน และก็ถูกแสดงออกในรูปแบบที่หลากหลายได้สวดมนต์ตามปกติ .. แต่ที่คนนอกบ้านเห็นแล้วอัศจรรย์ใจ (ตลกดี) แต่สำหรับมิ้ง สิ่งที่ดีที่สุด คือการได้สังเกตผู้คนหลากหลายที่มาเงียบ ๆ กระมัง อีกทริป ก็จับพลัดจับพลูไปกับคณะใหญ่ เดินทางเหนื่อย และนั่งรถตลอด แต่สนุกก็คือ กลุ่มที่สนุกสนานไปด้วยกัน ทั้งคนที่เจอในทริป และมาวิ่งตะลอนไปด้วยกัน สนุกกับการถ่ายรูป และเล่นเป็นเด็ก อย่างไร้ความกังวล (ทั้งเพราะไม่มีงานที่ต้องทำ และได้ปลกปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่) ... ส่วนดวงเดินทางในประเทศ พุ่งกระฉูด ซึ่งก็ได้อานิสงค์จากการทำงานอีกบ้างเล็กน้อย (ขอย้ำว่า อยากเข้าไปทำงานตอนได้เดินทางเป็นว่าเล่นกว่านี้จริง ๆ) ติดใจทริปเคปราชา เพราะว่าได้เจอคนใหม่ ๆ มากมาย และได้รั่วไฮเปอร์หลุดโลกถึงเช้า อานิสงค์อีกอย่างก็คือ ทริปเพื่อนจัดที่ตั้งใจกันให้มีเดือนละครั้งถึงสองครั้ง ติดใจทริปลำน้ำเข็กที่สุด เพราะรู้สึกว่าไปไกล middle of nowhere แล้วก็เขียวเกินจะเขียวดี แล้วก็รู้สึกยังไม่เสร็จที่เสม็ด เพราะไปขาแพลงจนเต้นระบำรำฟ้อนตอนดึกไม่ได้ (อยากไปแก้มือ!)
สุขภาพ
เรื่อย ๆ มาก แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วก็ต้องเรียกว่าดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม รู้สึกได้ชัดว่า สังขารต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมอย่างดีเสียแล้ว ก็แก่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ช่วงนี้มันอาจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนี้ มันอาจะเริ่มถดถอยแบบสปีดเร็วกว่านรกก็ได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี และ spent ใช้ไปมากเกินไป ช่วงนี้กลับมาทำงานของตัวเอง ก็คงเป็นนายของตัวเองและให้เวลากับร่างกายได้มากขึ้น ก็ถือเป็น new year resolution ก็เลยแล้วกันที่ดูแลตัวเอง เริ่มตั้งแต่เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ ซึ่งสิ่งแรกที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการนอน ต้องพยายามนอนให้เร็วขึ้น และไม่โต้รุ่ง!
ความรัก
อืม อยากจะบอกว่าไม่มีให้ใครเลยได้ไหม ปีนี้ (โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง) รู้สึกหมกมุ่นกับตัวเองมาก ๆ อยากเรียกตัวเองว่า self-absorbed bitch จริง ๆ ทนใครไม่ค่อยได้ ขี้โมโห และขี้รำคาญอีกต่างหาก เป็นไปได้ไหมว่าอยู่กับคอมมากเกินไปจนรำคาญที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ โอ ฟังดูน่ากลัว และที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับหัวข้อความรักเล๊ยย
นั่นแหละ ไม่รักใครเลย หรือไม่ก็แปลกที่รักคนที่รู้จักแบบผิวเผิน ในแง่ที่ว่าสนุกที่จะรู้จักกับคนรอบตัวอย่างผิวเผิน มากกว่าจะมีคนมารู้จักและต้องใช้เวลาใส่ใจกัน รักตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
เพื่อนฝูงก็มีเข้ามา และเข้าไป แต่ตอนนี้เหมือนลงตัวเป็นกลุ่มกับแกงค์เกย์ ซึ่งก็สนุกดี แต่เกิดคำถามสองประเด็น ว่าทำไมฉันไม่มีเพื่อนผู้ชายบ้าง และถ้าคบพวกนี้นาน ๆ ก็คงหาแฟนยาก เพราะเสียนิสัยกับการดูแลเกินปกติที่มาจากนิสัยช่างคิดของหนุ่ม ๆ (?) กลุ่มนี้
การเงิน
เอ้อ ถึงจะมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง แต่ก็ได้พิสูจน์เอาไว้แล้วว่าเงินทองไม่มีเหลือเก็บ เวรกรรมหนอ.. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหมดไปได้อย่างไร และหมดไปกับอะไร แต่ก็หมด ใช้โน่น ใช้นี่รอบ ๆ ตัวไป เป็นคนที่เวลาใช้เงินก็หมดไปอย่างน่ากลัวมาก และที่สำคัญ มักจะไม่ใช่หมดกับของชิ้นใหญ่ แม้แต่นิด แต่จะเป็นกับของชิ้นเล็กชิ้นน้อย เวลาถูกใจก็ซื้อไม่คิดหน้าคิดหลัง คนที่ทำงานยังรู้เลยว่าช็อปกระจาย (กรีด!) อืม ถูก พลป เรียกว่า mega shopping species หรือมันจะเป็นความจริงที่ต้องยอมรับสักทีคะ? ก็คงต้องปรับการใช้เงินอีกอย่าง หรือไม่ก็หาใช้ได้มากขึ้น
No comments:
Post a Comment