ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2012 (และ 2013)
Posted by
ming-ki
at
9/22/2013 06:01:00 pm
0
comments
3 เมษาแล้ว ล่าช้าเหมือนปีที่แล้วอีกแล้ว ที่กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ล่ามาแล้วสามเดือน แถมเดือนนี้ก็เมษาเข้าไปแล้ว ก็นั่นแล จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามรำลึกเท่าที่จะได้ก็แล้วกัน
ต่ออีกรอบ 16 เมษา ไม่บังคับตัวเองไม่จบแน่
ชีวิต
อืม ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ปีที่แล้วสอนหนักมาก โดยเฉพาะช่วงที่ไปสอนสีลมตอนเย็น (กว่าจะเลิกบางครั้งก็สองทุ่มกว่า ไม่ต้องคิดเลยว่ากลับถึงบ้านก็สามทุ่มใกล้สี่ทุ่มแล้ว) ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือแม้แต่ได้กินข้าวที่บ้านเลย และช่วงนึงก็เหนื่อยถึงขนาดที่หาของกินตลอดไม่หยุดเหมือนกัน
กินข้าวบ้านน้อยลงมาก เพราะไม่มีคนทำ และ/ หรือบางครั้งก็ไม่มีคนกิน มีความรู้สึกอยากกินข้าวบ้านนะ เพราะทั้งถูกเงิน และถูกปาก แต่จะให้แม่มาทำ หรือจะให้ทำกินเองก็ไม่ไหว หลัง ๆ รู้สึกย้ายครัวบ้านไปกิน the Nine ชอบกล ร้านนี้ร้านนั้นเปลี่ยนไปช่วง ๆ ไปเรื่อย หรือมีอีกช่วงนึงที่ทุกอาทิตย์กิน Paradise Park วันอาทิตย์บ่ายนั่นแล
เจอเพื่อนน้อยลง เพราะเวลาไม่ลงตัว และก็มีปัญหาในกลุ่มที่ทำให้หลายคนเนือยและไปหาเวลาเปิดกลุ่มย่อยขึ้นมาเอง (หรือแม้แต่หนีไปเที่ยวกันกลุ่มเล็ก ๆ) และก็รู้สึกว่า “เพื่อน” ที่มาก็คือ นักเรียนเนี่ยแหละ พอไปเจอเพื่อนสมัยประถมก็เลยได้ข้อคิดอย่างนึงว่า พวกนี้เป็นพวกที่อยู่ในความทรงจำ เป็นอดีตห่างไกล ขณะที่เด็กนักเรียนเป็นความเป็นจริง หลายคนเจอกันทุกอาทิตย์ หรือถ้าช่วงที่เรียนหนัก ๆ ก็เกือบเป็นทุกวันเสียด้วย
-คอม-
ใช้คอมพิวเตอร์น้อยลง รู้สึกว่ากลับมาบ้านจะให้ใช้คอมฯ ทำอะไรก็ไม่อยากทำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดคอมแล้ว มักจะยาว อย่างไรก็ดี ส่วนที่ทำกินเวลามาก เมื่อเปิดคอมก็คือการโหลดและอ่านหนังสือนี่แหละ หมดได้เป็นวัน (หรือข้ามคืน) ซึ่งก็เกิดข้อเสียคืออ่านเอาเรื่อง และอ่านให้เร็ว การจับอารมณ์และภาษาไม่สามารถสู้หนังสือเล่มกระดาษได้ หมดช่วงเวลาทำอิลลาส หรือแม้แต่พิมพ์ไฟล์ใด ๆ (ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สอน) บางครั้งส่วนหนึ่งที่ทำให้หงุดหงิด ก็คือ คอมช้ามากกก ถ้าไม่มีเวลามาก ก็ไม่คิดจะเปิดคอมส่วนซ้ำ
-มือถือ-
ต้องบอกว่าชีวิตสะดวกขึ้นที่สามารถเช็คเมลด่วนได้ผ่านมือถือ (หรือแม้แต่หาสิ่งที่สงสัยตอนนั้นได้ทันที) เพราะบางครั้ง รู้ว่ามีเมลด่วน หรือสำคัญ ก็ต้องรอกลับมาเช็คที่บ้าน แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ชีวิตเร็วขึ้น และเร่งขึ้น ตามประสาการติดต่อแบบทันทีทันใดด้วย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างความสนิทสนมและติดต่อกับเด็ก ๆ นักเรียนได้ตลอด เป็น CRM แบบหนึ่งด้วยเช่นกัน
อ่านนิยายน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า? เลิกอ่านแฟนตาซีในเมืองเป็นการถาวรแล้วกระมัง โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่อ่านมาทยอยจบลงไปด้วย ตอนนี้ไม่อยากจะบอกว่าติดเรื่องรักเหนือจริงบางชุดแทน โดยเฉพาะอะไรก็ได้ที่เขียนโดย NS รู้สึกว่าภาษาสวยแล้วก็จินตนาการสร้างสรรค์อลังการดี แม้จะติดไม่ชอบที่ความต้องตาพึงใจกันมันเร็วกว่าเกินกว่าที่ชอบก็เถอะ (ก็นะ จะให้เอาอะไรได้อย่างที่ต้องการได้หมดกัน) แต่ก็เกิดปัญญามาอย่างนึงว่า อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน ก็แต่งนิยายในหัวให้ตัวเองฟังก่อนนอนก็แล้วกัน เป็นการทำสมาธิกล่อมตัวเองให้หลับ แล้วก็ไม่ขัดใจด้วย (จริง ๆ สิ่งนี้ก็ทำมาตลอดนะ แต่เพิ่งรู้ว่ามันได้ดั่งใจก็ช่วงหลัง ๆ นี่แหละ)
เปิดตัวมาโหมดหนังสือแล้วก็เลยไปอีกนิด เพราะชอบจินตนาการ ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็คงติดอยู่หมวดนี้อยู่ดี มีอยู่ช่วงนี้ไปอ่านย้อนยุค แล้วก็เป็นช่วงที่ขัดที่สุด เพราะถึงนางเอกตัวเอกจะอยากกระโดดก้าวพ้นกรอบอย่างไร แต่ด้วยระเบียบและระบบสังคมที่มีทำให้ทำอะไรไม่ได้ และท้ายสุด ความกล้านอกกรอบก็กลับมาทำร้ายตัวเองเกือบทุกเรื่อง ส่วนเรื่องปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน
ไม่ได้ตั้งใจเรียนจีนเท่าไหร่ เพราะว่าเหนื่อยกับการทำงานมาก และสภาพใจก็ไม่อยากเรียน
การงาน
Posted by
ming-ki
at
4/16/2012 05:55:00 pm
0
comments
Labels: self-absorbed
Well, I just read what I felt for you in the previous post of March 2010, and it’s funny that my feeling has changed so much. After you’d gone disappeared when you were back in BJ, you made me sick of waiting. Sick to the point that I decided to wait no more, and decided to cut all the ties. I do not want to wait, I do not want to feel so hopeless like before. It was funny, I had my trial for you when you returned, and you failed that, Simply just that. Something to register that you didn’t care.
“We’d better be on our separated ways.” You seem shocked and speechless when I told you this.
Now, your larger-than-life effects on me were long gone. I see you as you are, as what you really are, and I wonder how impressions and illusions played trick with my mind.
You may need to cry over me not only because I was the one who walked away but because I was the one who spoiled you.
Maybe it’s when the dog gets its revenge.
Posted by
ming-ki
at
1/01/2012 11:18:00 pm
0
comments
Labels: mind away, self-absorbed
กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ช่วงปลายเดือนมีนา และดังนั้นคิดว่าอาจจะไม่คงที่/ เที่ยงตรงเท่าไหร่ แต่จะพยายามรำลึกเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน
ชีวิต
อ่านหนังสือนิยายน้อยลง (หรือว่าอ่านเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นไฟล์โหลดเถื่อนมากกว่าจะเป็นหนังสือซื้อเป็นเล่มคะ? ทั้งนี้ก็เพราะหมวดแฟนตาซีในเมืองมาถึงจุดตันที่ทุกเล่มเหมือนกันหมด และชุด Top Three ก็ไม่ออกใหม่เสียที และทั้งนี้หมวดเรื่องรักก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอยู่ในห้องด้วย รวมไปถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่าอยากประหยัด เข้าโหมด Economico Me! อย่างการ์ตูนที่เมื่อก่อนติดได้ทุกเรื่องก็หายไป เพราะทั้งจากเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเวลา และที่สำคัญรู้สึกไม่มีอะไรสนุกพอจะอ่านเท่าที่ควร
เพราะทำงานมากขึ้นและอยู่ในห้องสอนมากขึ้นทำให้มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง ซึ่งถ้าคิด ๆ ก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน เพราะว่าอีฉันเป็นสัตว์ติดบ้าน ชอบอยู่ รอให้เย็นแล้วไปวิ่ง ได้อยู่กับกี้ ฯลฯ แต่ตอนนี้กลับมาก็เลิกทุ่มนึงสองทุ่มกว่ากว่าจะถึงบ้าน หมดช่วงวิ่งพอดี ขนาดกินข้าวยังกินคนเดียว นับประสาอะไรกับไปวิ่งกัน (และมีอยู่ช่วงที่ป่วยกับเรื่องนี้เกินจะรับ)
เหมือนสังสรรค์น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ทำไมหนอ? ทำงานเสร็จก็หมดสภาพกันโดยถ้วนหน้ากระมัง แต่ที่สำคัญรู้สึกว่าอยู่ในระบบปิดมาก และอาจจะเป็นมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่อิสระ และอยู่กับตัวเอง กำลังคิดว่าจะต้องออกไปข้างนอกและเปิดหูเปิดตาตัวเองให้หนักกว่าเดิม
- หวังใจว่าจะทำได้หลังหมดงานแปลยักษ์
พยายามมุ่งมั่นกับการ “เก่ง” ภาษาจีนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการเรียนแต่ว่าหลุดไปไกล เพราะงานที่เข้ามา และเพราะใจที่แล่นไป แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้มากขึ้น และอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น
การงาน
ไม่น่าเชื่อว่าการสอนพิเศษกลายเป็นสิ่งที่เป็นอาชีพหลักและทำให้เกิดรายได้ที่เรียกว่า”งาม” (อย่างที่คำโปรดที่ชอบใช้ก็คือคำว่า “lucrative”) และก็กลายเป็นสิ่งจริงจังมากขึ้นในแง่ที่ว่าเริ่มเหมือนครูขึ้นด้วยทั้งในแง่องค์ความรู้ที่ได้เก็บสะสมสร้างและในแง่การวางตัว (เทียบกับการเริ่มสอนนักเรียนคนแรกก็จะเห็นได้ชัดมาก) แต่ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป (และไม่อยากให้เปลี่ยน) ก็คือการเป็นเพื่อนเล่นกับเด็ก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สอนเด็ก สนุกเพราะได้เพื่อนเล่น และคิดว่าเริ่มต้นดี และสร้างประวัติตัวเองได้พอสมควร เพราะช่วงเริ่มสอนไปสักพักมีเด็กที่มีปัญหาเข้ามา และทำให้หวั่นใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าปัญหาเกิดจากเรา แต่ทุกคนก็กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นที่เด็กไม่ใช่ครู ก็ต้องขอบคุณทั้งนักเรียนคนแรก ๆ ที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ และขอบคุณคนรอบตัวที่ไว้วางใจและเชื่อใจกัน
นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เพิ่มมาอีกก็คือความหลากหลายของวิชาที่สอน ซึ่งนอกเหนือจาก IELTS และไวยกรณ์ที่เริ่มต้น (อยากให้พีซกลับมาเรียนตอนนี้ รับรองรุ่ง เข้าใจง่ายกว่าเดิมแน่ ๆ ) ก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เติมเสริมมาเรื่อย ๆ อย่างที่นึกออกก็คือ SAT/ GED/ TU-GET/ IGSCE/ CU-ATT/ CU-TEP/ GAT ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าเป็นวิชาอะไร เพราะว่าสอนได้หมด เพราะอย่างสอนพลอยก็มีวิชาตั้งแต่ Modern World/ Psycho/ Management/ Marketing หรือแม้แต่ภาษาจีน และก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะ versatile มากไปไหม
ช่วงปลายปีมีปัญหาเรื่องการสอนอยู่ และก็ทำให้ได้จับพลัดจับพลูไปเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งด้วย ก็ต้องขอบคุณคนที่ช่วยและเปิดโอกาสตรงนี้ให้ และจะว่าไป ถ้าปี 2009 มีคนให้โอกาสครั้งแรก และปี 2010 เป็นโอกาสครั้งที่สอง (ซึ่งก็ขำว่ากลับมาลงสอนที่เดิม) ก็ต้องดูต่อไปว่าช่วง พฤศจิกา/ ธันวา 2011 จะเป็นอย่างไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม พอเริ่มสอนและสับรางมาก ๆ บางครั้งก็เริ่มเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อมีสอนเต็มวัน และถึงหนึ่งทุ่ม แต่ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด
(มกรา/กุมภา/มีนา)
(นอกเหนือจากการสอนที่มีอยู่เป็นปกติ (หรือแม้แต่มากขึ้นแล้ว) ก็ยังมีงานแปลเข้ามาอีก ซึ่งน่าแปลกใจและตื่นเต้นว่าเป็นสิ่งที่หายไปเป็นปี แต่พอจะกลับเข้ามาก็เข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะงานเจ้าประจำที่หายไปเพราะความปากและใจเร็ว)
การเดินทาง
พอเริ่มทำงานประจำในแง่ที่เป็นการทำงานเต็มเวลาก็ทำให้มีเวลาไปเที่ยวเล่นและนอกเวลาได้น้อยลง ทริปที่ประทับใจที่สุด กับครอบครัว คิดว่าเป็นทริปเชียงใหม่ช่วงกุมภาฯ เพราะได้เที่ยวกับครอบครัวอย่างที่ไม่ได้ไปมานาน (คือมีอย่างอื่นนอกเหนือจากวัด) โดยเฉพาะเมื่อคิดไว้ก่อนไปแล้วว่าทริปจะไม่สนุก และเป็นทริปเด็ก-สตรี-คนชรา อื่น ๆ เมษา-เมืองจันทร์ ?-ปราณฯ วังน้ำเขียวก็เป็นอีกที่ที่ชอบ เพราะที่พักน่ารักและสบาย นอกเหนือจากนี้ หลายครั้งเป็นการไปวันเดียว ซึ่งเป็นการเที่ยววันอาทิตย์เป็นหลัก ถ้าครอบครัวว่างพร้อมกันและมีเวลา อย่างที่บอกเล่นเสมอตามโฆษณาว่า “ทำอะไรด้วยกันก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง ครอบครัวอบอุ่น แข็งแรง” มีที่ที่ไป และประทับใจที่คลองบางหลวง ไปหลายครั้งก็สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมกินไก่เรือพาย และการเก็บขยะ ประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ
ส่วนทริปกับเพื่อนที่รักที่สุด และกลายเป็นทริปพักร้อนและพักใจ มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นทริประนองบ้านเอ็ดที่รักมาก และสนุกมาก ถือว่าปีนี้ทริปกับเพื่อนน้อย เพราะต่างคนต่างวุ่นวายกับชีวิตของตัวมากขึ้น ทริปอื่น ๆ ก็มีแรลลี่เขาใหญ่ ปราณ ฯลฯ
นอกประเทศ ปีนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อนิจจา
(มกรา/กุมภา/มีนา)
(เปิดมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพราะงานสุมหัว โดยเฉพาะการที่งานแปลเข้ามา ทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันทำงานที่บ้านไปอีกวัน วีรกรรมทำเพื่อเงินจริง ๆ ฉัน)
สุขภาพ
อืม เหมือนเดิม จะมีอาการหัวติด/ไหล่ติดที่แก้ไม่หลุด เพราะว่าหมอประจำหายไปหมด ทั้งพี่ชินที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน (คิดแล้วก็เศร้า) พี่ษรที่ช่วงย้ายที่ทำให้ห่างกันไป หรือแม้แต่เล้งที่นวดดี แต่บริหารจัดการแย่จนทำให้โกรธและกลายเป็นติดลบไป (จะว่าไปก็คิดถึงการฝังเข็มนะเนี่ย) ก็เรื่อย ๆ เนือย ๆ แต่ได้รู้ว่าอาการทางกายมาจากอาการทางใจจริง ๆ พยายามนอนให้เร็ว (แม้จะทำไม่ได้มากกว่าทำได้) เพราะว่าพอทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดแล้วนอนไม่พอ อาการที่ออกมาทรมานกว่าที่คิด และที่สำคัญพออายุมากกว่าเดิมการจะไปโต้ยาวถึงเช้าทำให้ร่างกายต้องพักฟื้นและฟื้นตัวกว่าเมื่อก่อนเยอะ
(มกรา/กุมภา/มีนา)
(เดือนมีนา ได้ลองไปหาหมอใหม่แม่หลังจากที่ไปหาพี่น้อยมาสักพัก และก็เป็นคนที่แก้เส้นคอและข้างหูหลุด ทำให้ถึงกับต้องเปิดคอร์สเลยทีเดียว ตอนนี้มีแรงจูงใจอยากให้ผอม และก็คิดว่าจะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าเชื่อว่าการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น และออกกำลังมันช่วยได้ ดูจากรูปเดือนกุมภา กับมีนาเห็นความต่างจริง ๆ โออออ )
ความรัก
ความรักกับครอบครัวกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าจะพยายามปิดงานให้จบและแบ่งเวลามารักคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง
แบบหนุ่มสาว? อ่านทบทวนที่เขียนไว้ปีที่แล้ว และสรุปว่าแม้เวลาจะผ่านมา แต่ทว่าคนที่ชอบก็ยังชอบเขาอยู่ และกลายเป็นความทุรนทุรายโดยเฉพาะเมื่อโอกาสเจอกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และดังนั้นเมื่อเจอกันก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน แต่ทั้งนี้ หลัง ๆ ช่วงการเจอกันก็มีช่วงที่เป็นการเกี้ยวพาราสีและการถูกเนื้อต้องตัวกันเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ และที่สำคัญ ทางโน้นคิดเหมือนกันหรือไม่ เพราะท่าทีไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเป็นนี้ หลัง ๆ การเจอกันก็ก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน นี้? สอนที่สุด ะปลายป
ผลสรุปของเรื่องนี้ ถ้าพิมพ์ก่อนสิ้นปี ก็คงจะตอบว่าขึ้นฉิว ฉิว และฉิว อย่างที่เหมือนชิงช้าแกว่งเต็มที่ เพราะคนที่ผูกใจด้วยนั้นมีใจตอบกลับมา และก็มีช่วงเวลาสองเดือนที่รู้สึกอยู่ในห้วงรักและฝันสวยสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาหาตอนกลางคืน คุยกันก่อนนอน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เดือนมกราได้รู้ว่าเจ้าตัวมีคนอื่นอยู่แล้วและก็ทำให้ตกจากที่สูงอย่างที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงที่ต้องห่างกันไปเดือนนึงก็ทำให้คิดว่าตัดขาดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เลย และตอนนี้? กลับมาเจอกันก็เหมือนจะเนือยลงไป ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นเหมือนเก่า เฮ้อออ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนไม่อยากคิด เพราะก็วนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับกันและกันก็แล้วกัน และก็ขอให้ชอบใครได้เหมือนหรือมากกว่าชอบคน ๆ นี้ เพราะเป็นคนแรกที่ทำให้คิดและรู้สึกหลาย ๆ เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ชอบใครจนคิดต่อไปได้ไกล และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบจนรู้สึกว่าใครสักคนจะสมบูรณ์ขึ้นมาสำหรับเราได้ ถึงขั้นที่พร้อมจะลงมา พร้อมจะสู้ทีเดียว ขอเฮ้ออีกที
(มกรา/กุมภา/มีนา)
(แต่ตอนนี้ ความรู้สึกมันเป็นหวานปนขม ก็ไม่รู้ว่าตั้งไฟจนมันงวด/ เข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะการคาดหวังก็ทำให้ยิ่งผิดหวังและสุดท้ายก็จะเกิดความรู้สึกยักษ์ในขวดแก้วเสียเอง แต่นะ .. ไม่โทรมาเหมือนก่อน และก็เนือยตลอดยกเว้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะสถานะมันไม่ลงตัว ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจ ถามก็บอกว่าเหมือนเดิม แต่ท่าทีไม่ใช่เลย ช่วยบอกให้รู้ได้ไหม ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้หมดใจ แต่กลัวทุ่มไปทั้งที่รู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากการ์ดวันเกิดก็คงได้น้อยลง ปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ และดังนั้นก็จะทำให้ได้เต็มที่วันนี้ตอนนี้ก็แล้วกัน)
การเงิน
การสอนทำให้เกิดเงินก้อนที่ไม่คาดฝันมาก่อน และมากกว่าเงินเดือนบริษัทเสียอีก ต้องถือว่า รายได้ล่ำซ่ำคงที่ จนกระทั่งเกิดปัญหาเสื้อแดงที่ทำให้กระทบเต็ม ๆ เพราะเด็ก (หรือแม้แต่ครูเอง) ก็ไม่กล้าไปที่โรงเรียน และช่วงเกิดเรื่องหนัก ๆ ก็เป็นช่วงที่ทำให้ขาดรายได้ และเครียดไปเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงกลางปี และปลายปีก็เริ่มเป็นช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะปลายปีที่ทำให้เริ่มเก็บเงินได้ และเริ่มมีเงินออมสะสม พอถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าดีใจที่ทำงานเองได้ และได้เงินที่ทำให้เก็บออมได้ โชคดีที่การเกิดแอร์พอร์ตลิ้งค์เดือนสิงหา/ กันยา (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้เปลี่ยนไปพึ่งพารถไฟฟ้าทั้งหลายได้ และก็เป็นที่มาของเงินออมที่เก็บได้ (จากวันละ 400 เหลือประมาณ 100 บาท) และก็ลดค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เหมือนกัน (แม้จะทำให้นั่งคิดว่าเงินผ่อนรถไม่คุ้มค่าการใช้งานเท่าที่ควร –เข้าปีที่สาม กับตัวเลขไมล์ที่ 8500)
ขอบคุณการสอนที่ทำให้มีเงินเป็นของตัวเอง ไม่งั้นก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกิดปัญหาเงินในบ้านอาจจะ (จริง ๆ ก็มีแนวโน้มเลย) ที่จะต้องขายรถเพราะไม่มีเงินผ่อน แต่นี่สามารถผ่อนรถของตัวเองได้ และมีเงินเหลือใช้จ่ายให้กับที่บ้านได้อีก
ระวังเรื่องการใช้เงินกว่าที่เคยเป็นมา และก็พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือมีเงินถืออยู่ในมือ
(มกรา/กุมภา/มีนา)
(อาจเป็นเพราะการหาเงินที่ได้มากขึ้น ความงกที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายหลักเรื่องเดินทางที่น้อยลง ทำให้เก็บเงินหลัก 6 หลักของตัวเองได้ ดีใจและภูมิใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้ที่บ้านเป็นระยะ ๆ )
Posted by
ming-ki
at
3/24/2011 09:53:00 pm
0
comments
Labels: self-absorbed
บัดนี้ก็ล่วงเลยมาจนจะสิ้นเดือนมกราแล้ว แต่ก็ขอทำตามธรรมเนียมเดิมที่รวมรวบเพลงที่มีผลต่อชีวิตในปี 2010 มาที่นี้เลยก็แล้วกัน
-- แต่ทว่า จะเข้าเมษาก็ยังไปไม่ถึงไหน
* มีสองประเด็น คือ ปีที่แล้ว เป็นปีที่ฟังเพลงไม่อัพที่สุดเท่าที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมื่อหลาย ๆ เพลงที่ฟังเป็นเพลงเก่า และเป็นการฟังตามใจฉัน แทนที่จะเป็นตามความฮิตติดตลาด
และ อย่างที่สองก็คือ ตอนนี้คิดไม่ออก และคาดว่าการไล่เพลงวันนี้จะผิดมากกว่าถูก
+ไม่ได้ไปตามลำดับใด ๆ นอกจากการนึกออก+
Mr.Watson/ Kesha
ติดใจความกล้าก๋ากั่นแล้วก็หลุดโลกของสาวน้อยที่แอบชอบครูสอนประวัติศาสตร์ แล้วก็พยายามทำทุกอย่างทุกทางที่จะบอกให้ครูรู้ บ้าบอแต่ก็สนุกสนานกับทำนองได้ทุกครั้งที่ฟัง โดยเฉพาะท่อนเริ่มก็ขำได้แล้ว Oh boy I just can wait for history class/ It's my favorite hour of the day ก็จะคงดีถ้ามีอะไรให้เราเผ้ารอและจดจ่อให้มาถึงไว ๆ และท่อนนี้ Can't put my finger on what's so sexy (So sexy)/ And why I want you in my bed (Or on your desk)/ Is it your power, your authority?/ Or for the thrill of being so, so bad (So bad) เป็นท่อนที่ฟังแล้วก็ขำได้อีก เป็นอารมณ์ท้าทายแล้วก็เป็นได้แค่ช่วงหนึ่งในชีวิตจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องสารภาพว่าที่ชอบมากก็เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่มีกับเพลง
Hinahanap-hanap Kita [Always Searching For You] + Time and Tide +A Song For Penny Brown/ Sitti
ขอยกให้ Hinahanap-hanap Kita เป็นเพลงที่ฟังบ่อยที่สุดเพลงหนึ่งในปีที่แล้ว ฟังมาตั้งแต่เดือนสามแล้วก็ฟังต่อมาได้เรื่อย ๆ ทั้งอารมณ์ตกหลุมรัก และความรู้สึกที่อยากอยู่ชิดใกล้ ไม่อยากจากกันละเมียดละไม ต่างก็สวยงามเกินจะกล่าว เป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายเหมือนอยู่ชายหาด และเสียงของ Sitti ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านบวก อ่อนหวาน และอ่อนไหว เสียดายอยู่อย่างเดียวที่เนื้อเพลงเป็นตากาล็อกทำให้ต้องไปตามหาเนื้อมาอ่านประกอบต่อ ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็ยิ่งตรง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงตกหลุมรักไม่ผิดกับสาวเจ้าในเพลง From morning to night/ Every minute that passes/ I'm yearning for you/ I'm yearning for you/ In my mind and dreams/ Every turn of fate/ I'm yearning for you เราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากอยู่ด้วยกันตลอดใช่ไหม? เท่าไหร่ก็ไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าพอ ทั้งนี้ ท่อนที่ติดใจทีสุดในตากาล็อกเป็นท่อนนี้ Ang ating ending/ Hatid sa bahay ko/ Sabay good night/ Sabay may kiss, sabay bye bye
A Song For Penny Brown ก็เป็นเพลงตกหลุมรักอีกแล้ว The sea beckons to me/It tells me to write this song for you/ To let you know just how much your love means to me/ When you kiss me heaven sighs/ And the mountains all reply /That oh, I love you so, just how much you’ll never know. และก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และจริงจังเสียเหลือเกิน ไม่คิดจะรักใคร แต่เมื่อรักแล้วก็ทุ่มให้ได้หมดทั้งใจและมากกว่านั้น อ่อนหวาน และถ่ายทอดความรักและความรู้สึกออกมาได้ดีเลย ทั้งนี้ ความรู้สึกที่ฟังเพลงและมีให้กับคนในห้วงคำนึงก็เป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจากเพลงข้างบน
Time and Tide เพลงรักอีกเพลงแล้ว จะว่าไป จุดแข็งของ Sitti ในมุมมองส่วนตัวก็คือ ความรู้สึกตกหลุมรัก ที่อยากจะใช้คำว่า smitten นี่แหละ nothing and no one/can stop us now/ for better for worse/ this time I'm sure/ it's gonna last/ gonna last forever แต่ว่าร้องตามไม่เคยได้ เพราะเสียงคุณเธอทั้งสูงทั้งแหลม ขึ้น Time and Tide ตามไปไม่เคยรอดสักที
Jesus, Walk With Me (+ Whatever You Want) / Club 8
เพลงที่ฟังท่อนฮุคแล้วเข้าใจไปว่าเป็นเพลงรัก Fool me into believing/ I don’t care if your deceiving me/ I wouldn’t want it any other way/ ‘Cause then I’d only stay the same กว่าที่จะฟังอย่างจริงจัง และรู้ว่าเป็นเพลง religious pop ก็หลงรักเพลงนี้ไปเสียแล้ว เป็นเพลงที่มักจะฟังตอนเช้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขับรถกลับจากทำงานที่ทั้งเหนื่อย และล้า ในแง่หนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามีที่ยึดเหนี่ยว และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป เป็นการทำดีเพื่อตัวเราเอง ตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่า ทำไปเพื่อใคร และชีวิตมีหลักยึดขนาดไหน When I wake up in the morning/ feel the sun shine on my face/ I get up and I’m yawning/ There is so much time I can waste ท่อนนี้เป็นการบอกให้ทำชีวิตให้มีค่า ทุกนาทีและทุกเวลา
ส่วนอีกเพลง ฟังบ่อยเพราะฟังต่อมาจากเพลงแรก ชอบท่อนนี้ whatever you want from me
whoever I try to be/ I will never be there/ I can never be her/ in your society ไม่แน่ใจเพราะเป็นไม่ได้เพราะไม่ได้พยายาม หรือเพราะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจอารมณ์ เพราะฉันเป็นของฉันแบบนี้ อย่าคิดมาเปลี่ยนตัวฉัน รักฉันอย่างที่ฉันเป็น
Recipe of Making Love / Noon
เพลงของ Noon ซึ่งเปิดทุกครั้งที่อยู่ในรถฟินน์ ชอบจังหวะสดใสร่าเริง และการเร่งจังหวะของเพลง ส่วนเนื้อ จะว่าไปก็ผิดวิสัยที่ไม่ค่อยได้ฟังอย่างใส่ใจเท่าไหร่ และเมื่อมาดูก็พบว่าหวานน้ำตาลเชื่อม และเป็นเพลงในห้วงรักจริง ๆ A little bit of me and a whole lot of you/ Add a dash of starlight and a dozen roses, too .../ It doesn't need sugar 'cause it's already sweet/ .../ Just add a dash of kisses to make it all complete/ And that's the recipe for making love
ยิ่งท่อนนี้ ขอช่วยรับประกัน And if you've made it right you'll know it/It's not like anything you've made before/ And if you've made it wrong you'll know it/ 'Cause it won't keep you coming back for more
The Dandy Cowboys / Soko
ชอบเพราะความบ้า ตอนแรกก็เหมือนสาวน้อยไร้เดียงสาตกหลุมรักชายหนุ่ม ด้วยเนื้อเพลงหวานแหววอ่อนไหว I can't be me when I'm in front of you/ I just can't be myself when I see you
because you're very cute tonight/ and I feel shy and sad and I look at you/ and I think I love you ก่อนที่ช่วงหลังจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวะคาวบอยลูกทุ่ง และเปลี่ยนเป็นเนื้อเพลงโหดyou're bitching dandy you don't respect the rules/ you stole my money/ and ran away with your pony/ and now I'm gonna kill you/ I'll shoot you in the head/ now I'm gonna kill you/ I'm gonna shoot you in the head
ฟังทีไรก็ขำได้ทุกที แต่ก็นะ จังหวะในชีวิตของเราไม่เคยตรงกันง่าย ๆ ถ้าชอบใคร เขาชอบตอบ รักใคร เขารักตอบมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี (ไม่เกี่ยวแต่ขอบ่น)
I Wish You Love/ Lisa Ono
ชอบและก็ยังชอบอยู่ข้ามปี เพราะเป็นเพลงอกหักหที่คิดบวกมาก ถึงจะอกหัก ถึงจะเสียใจก็ยังหวังให้ไปดี และหวังให้ได้ดี ซึ่งความจริงจะมีที่เป็นแบบนี้ได้สักเท่าไหร่กัน? ท่อนที่ชอบที่สุดก็ยังเป็นท่อนนี้ My breaking heart and I agree/ That you and I could never be/ So with my best/ My very best/ I set you free
A Note From The Management/ Swan Dive
อัลบั้มอยู่ในห้อง เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงนี้หรือเปล่า เพราะว่าฟังช่วงต้นปีเสียด้วย แต่ว่าน่าจะมีเพลงในชุด Mayfair ที่ฟังอยู่หลายเพลง (แม้ว่าอัลบั้มนี้จะเนือยและน่าผิดหวังก็ตาม) แต่ถ้าไม่คิดอะไร ช่วงรถติดก็ฟังสบายหูดีเหมือนกัน
Better To Fly/ Swan Dive
มีเพลง Better To Fly จากชุดก่อน ๆ ด้วย ชอบจังหวะหลอน ๆ ที่ทำให้คิดว่าอยู่พม่า (ฮ่า กินข้าวร้านพุกามใช่เลย) ชอบท่อนนี้ Was it just my imagination/ that we had a chemistry และแค่นี้ก็ทำให้ฟังเป็นสิบ ๆ ครั้งได้แล้ว
By Your Side / Irene
ชอบท่อนนี้ I could never make it alone/ I always want to be by your side/ I’ve been lost but i believe in you/ won’t you see me through oh-oh ซึ่งจริง ๆ มันชีซซี่มาก ๆ แต่ก็ยังชอบบ้านแต่ดูจริงใจและจริงจัง เวลาร้องตะโกนตอนรถติดแบบหายเครียด แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ฟังมานาน หลังจากที่ขึ้นไฟฟ้าทั้งหลายไปทำงาน
Get Sexy+About A Girl/ Sugarbabes
ฟังแล้วคึกตอนขับรถ โดยเฉพาะเพลงแรกที่ทำให้คิดถึงญาติ ๆ ตอนที่กลับจากกินข้าวเย็นด้วยกัน เด็ก ๆ นั่งบ้า ๆ กันหมด โดยที่มีอีฉันคนขับรถเป็นพี่สาวใหญ่ ซึ่งจังหวะให้เป็นแบบนั้นอีกก็คงไม่มี โดยเฉพาะการมารวมตัวกันได้ และก็เลยทำให้เป็นจุดรำลึกและเริ่มต้นที่ดีกับเพลงต่อมาหลังจากฟังไปสักพัก และก็ต่อเนื่องไปถึงเพลงหลังด้วย
Walking on Sunshine/ Dea
ฟังแล้วอารมณ์ดีคึกคักได้ ตามที่รู้กันว่ามิ้งเป็นคนชอบเพลงรักสมหวัง และท่อนที่ชอบที่สุดก็คงเป็นเหมือนหลาย ๆ คน ก็คือ I used to think maybe you loved me, now baby I'm sure/ And I just can't wait till the day when you knock on my door ฟังแล้วคึกได้จริง ๆ
Watermelon/ D.Willz
เพลงแร๊พบ้า ๆ บอ ๆ ที่ปัจจุบันฟังกี่รอบก็ยังฟังไม่ออก ได้แค่ท่อนนี้ Watermelon/ got it juicy like a watermelon แต่คาดว่าเอ็กซ์เซ็กซ์เซ็กซ์เต็มที่ แต่เวลาร้องก็ขำ ๆ สนุก ๆ ดี
Billionaire/ Travie Mccoy
ฟังครั้งแรกก็ชอบแล้ว ตามประสาคนชอบจังหวะดนตรีบ้าน ๆ ง่าย ๆ ผสมกับเนื้อเพลงบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ว่าจะถ่ายรูปขึ้นปก Forbes กับ Oprah และราชินีอังกฤษ เล่นบาสฯ กับประธานาธิบดี และอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อนที่ว่าจะไปเยี่ยมแถวพายุคาทริน่าถล่ม และช่วยให้ดีกว่า FEMA ทำ (I’d probably visit where Katrina hit/ And damn sure do a lot more than FEMA did) ฟังอย่างไรก็ขำ และอารมณ์ดีได้อยู่คนเดียว พูดได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงคิดวางแผน (หรือที่เขียนให้ถูกว่า "ฝัน") ไว้แล้ว แต่พอฟังไปนาน ๆ โดยเฉพาะใกล้ปลายปี ก็เริ่มอินขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอยากอยู่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ง่ายและหาเงินในชีวิต I wanna be a billionaire so fricking bad จริง ๆ !!!
นอกเหนือจากเพลงฝรั่งมังค่า การที่เริ่มเรียนภาษาจีนทำให้ขวนขวายหาเพลงป็อปจีนมาฟังเพื่อฝึกภาษา (ซึ่งจะพูดให้ถูกและตรงก็คือไปเค้นคอครูจีนขอเพลงมา) นอกเหนือไปจากการที่เพลงป็อปจีนมักเป็น acoustic เสียงใส ๆ ที่ถูกใจถูกสไตล์ และในบรรดา เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด ก็คือ สองเพลงนี้
你的影子/ ??
เพลงแรกที่ฟังจากบรรดา 80 เพลงที่ได้รับโหลดมา และก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วก็ชอบได้ทันที (และเห็นหน้าครูหลอนมา) แม้จะจับได้แค่ว่าเป็นเพลงอกหักก็ตาม และถึงจะรู้เนื้อก็ยังชอบอยู่ดี想念你我的心不能自已/ 看见你每一次不能呼吸/ 喜欢你让我生命拥有了意义 เห็นทุกครั้งก็ถึงกับหายใจไม่ออก เพราะว่าชอบเธอมาก เฮ้อ ถึงจะดูว่าเกินจริง แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกเช่นนั้นได้ เมื่ออารมณ์ส่งปฏิกิริยาไปถึงร่างกาย
静静听/ 冉冉
ชอบทำนองฉ่ำๆ ช้า ๆ แบบ acoustic ผสมกับเสียงใส ๆ เนิบ ๆ ของนักร้องสาว โดนเฉพาะเมื่อรู้เนื้อ (เหมือนว่า) สาวเจ้าจะเป็นพวกชอบเล่นแผลง ๆ เป็นเด็ก ๆ แต่ผู้ชายก็ยังบอกว่าน่ารักและชอบสิ่งที่เธอทำอยู่ดี ส่วนหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นเพลงของตัวเองด้วยพฤติกรรมบ้าบอเกินวัย และอีกฝ่ายก็ยังรับได้ คิดไปเอง และก็ยังคิดไปเองอยู่ดี我的淘气有点点坏/ 可是你 总说我/ 这样的我好可爱but you always praise me lovely/ and keep the smile alive ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ (ปลายเดือนก.พ.) ทุกอย่างจะเหมือนเดิมหรือเปล่า
อัลบั้มที่ฟังบ่อยที่สุด ชอบที่สุด และดีที่สุดที่ได้ฟังของปี ยกให้ My Bossa Nova ของ Sitti Navarro (2007) จริง ๆ ชอบเกือบทุกเพลง และฟังได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อหน่ายแต่ประการใด ขับรถปวดหัวคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็กลับมาที่อัลบั้มนี้เท่านั้น รักที่สุดจริง ๆ
เพลงช่วงอกหัก 2011
-freaking hell period-
Garbo Goodbye
I’m Not In Love
The Best You Never Had
Almost Over You
Meet Me Half Way
Missing You
Life Is Sweet and Amazing /Sugarbabes
I Wish You Love
-bounce back period-
Only Girl
-let go/toyfriend period-
Toyfriend
Tonight (I'm Lovin' You) /Enrique Iglesias Feat. Ludacris & DJ Frank E
Animal
Just A Dream
-no thank you songs –
incl. Sitti’s My Bossanova album
Mr.Watson/ Kesha
สรุปว่าตอนนี้เพลงไหนก็เอาไปโยงได้
Posted by
ming-ki
at
3/24/2011 12:05:00 am
0
comments
Labels: self-absorbed