Showing posts with label self-absorbed. Show all posts
Showing posts with label self-absorbed. Show all posts

Monday, April 16, 2012

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2011 (และไตรมาศแรกของ 2012)

3 เมษาแล้ว ล่าช้าเหมือนปีที่แล้วอีกแล้ว ที่กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ล่ามาแล้วสามเดือน แถมเดือนนี้ก็เมษาเข้าไปแล้ว ก็นั่นแล จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ก็พยายามรำลึกเท่าที่จะได้ก็แล้วกัน
ต่ออีกรอบ 16 เมษา ไม่บังคับตัวเองไม่จบแน่

ชีวิต
อืม ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไร ปีที่แล้วสอนหนักมาก โดยเฉพาะช่วงที่ไปสอนสีลมตอนเย็น (กว่าจะเลิกบางครั้งก็สองทุ่มกว่า ไม่ต้องคิดเลยว่ากลับถึงบ้านก็สามทุ่มใกล้สี่ทุ่มแล้ว) ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงการกินข้าวพร้อมหน้ากัน หรือแม้แต่ได้กินข้าวที่บ้านเลย และช่วงนึงก็เหนื่อยถึงขนาดที่หาของกินตลอดไม่หยุดเหมือนกัน

กินข้าวบ้านน้อยลงมาก เพราะไม่มีคนทำ และ/ หรือบางครั้งก็ไม่มีคนกิน มีความรู้สึกอยากกินข้าวบ้านนะ เพราะทั้งถูกเงิน และถูกปาก แต่จะให้แม่มาทำ หรือจะให้ทำกินเองก็ไม่ไหว หลัง ๆ รู้สึกย้ายครัวบ้านไปกิน the Nine ชอบกล ร้านนี้ร้านนั้นเปลี่ยนไปช่วง ๆ ไปเรื่อย หรือมีอีกช่วงนึงที่ทุกอาทิตย์กิน Paradise Park วันอาทิตย์บ่ายนั่นแล

เจอเพื่อนน้อยลง เพราะเวลาไม่ลงตัว และก็มีปัญหาในกลุ่มที่ทำให้หลายคนเนือยและไปหาเวลาเปิดกลุ่มย่อยขึ้นมาเอง (หรือแม้แต่หนีไปเที่ยวกันกลุ่มเล็ก ๆ) และก็รู้สึกว่า “เพื่อน” ที่มาก็คือ นักเรียนเนี่ยแหละ พอไปเจอเพื่อนสมัยประถมก็เลยได้ข้อคิดอย่างนึงว่า พวกนี้เป็นพวกที่อยู่ในความทรงจำ เป็นอดีตห่างไกล ขณะที่เด็กนักเรียนเป็นความเป็นจริง หลายคนเจอกันทุกอาทิตย์ หรือถ้าช่วงที่เรียนหนัก ๆ ก็เกือบเป็นทุกวันเสียด้วย

-คอม-
ใช้คอมพิวเตอร์น้อยลง รู้สึกว่ากลับมาบ้านจะให้ใช้คอมฯ ทำอะไรก็ไม่อยากทำ โดยเฉพาะเมื่อเปิดคอมแล้ว มักจะยาว อย่างไรก็ดี ส่วนที่ทำกินเวลามาก เมื่อเปิดคอมก็คือการโหลดและอ่านหนังสือนี่แหละ หมดได้เป็นวัน (หรือข้ามคืน) ซึ่งก็เกิดข้อเสียคืออ่านเอาเรื่อง และอ่านให้เร็ว การจับอารมณ์และภาษาไม่สามารถสู้หนังสือเล่มกระดาษได้ หมดช่วงเวลาทำอิลลาส หรือแม้แต่พิมพ์ไฟล์ใด ๆ (ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการใช้สอน) บางครั้งส่วนหนึ่งที่ทำให้หงุดหงิด ก็คือ คอมช้ามากกก ถ้าไม่มีเวลามาก ก็ไม่คิดจะเปิดคอมส่วนซ้ำ

-มือถือ-
ต้องบอกว่าชีวิตสะดวกขึ้นที่สามารถเช็คเมลด่วนได้ผ่านมือถือ (หรือแม้แต่หาสิ่งที่สงสัยตอนนั้นได้ทันที) เพราะบางครั้ง รู้ว่ามีเมลด่วน หรือสำคัญ ก็ต้องรอกลับมาเช็คที่บ้าน แต่ในทางกลับกัน ก็ทำให้ชีวิตเร็วขึ้น และเร่งขึ้น ตามประสาการติดต่อแบบทันทีทันใดด้วย แต่ก็มีข้อดีอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างความสนิทสนมและติดต่อกับเด็ก ๆ นักเรียนได้ตลอด เป็น CRM แบบหนึ่งด้วยเช่นกัน

อ่านนิยายน้อยลงกว่าเดิมหรือเปล่า? เลิกอ่านแฟนตาซีในเมืองเป็นการถาวรแล้วกระมัง โดยเฉพาะเมื่อเรื่องที่อ่านมาทยอยจบลงไปด้วย ตอนนี้ไม่อยากจะบอกว่าติดเรื่องรักเหนือจริงบางชุดแทน โดยเฉพาะอะไรก็ได้ที่เขียนโดย NS รู้สึกว่าภาษาสวยแล้วก็จินตนาการสร้างสรรค์อลังการดี แม้จะติดไม่ชอบที่ความต้องตาพึงใจกันมันเร็วกว่าเกินกว่าที่ชอบก็เถอะ (ก็นะ จะให้เอาอะไรได้อย่างที่ต้องการได้หมดกัน) แต่ก็เกิดปัญญามาอย่างนึงว่า อยากได้อะไร อยากได้แบบไหน ก็แต่งนิยายในหัวให้ตัวเองฟังก่อนนอนก็แล้วกัน เป็นการทำสมาธิกล่อมตัวเองให้หลับ แล้วก็ไม่ขัดใจด้วย (จริง ๆ สิ่งนี้ก็ทำมาตลอดนะ แต่เพิ่งรู้ว่ามันได้ดั่งใจก็ช่วงหลัง ๆ นี่แหละ)

เปิดตัวมาโหมดหนังสือแล้วก็เลยไปอีกนิด เพราะชอบจินตนาการ ไม่ว่าจะอ่านอะไรก็คงติดอยู่หมวดนี้อยู่ดี มีอยู่ช่วงนี้ไปอ่านย้อนยุค แล้วก็เป็นช่วงที่ขัดที่สุด เพราะถึงนางเอกตัวเอกจะอยากกระโดดก้าวพ้นกรอบอย่างไร แต่ด้วยระเบียบและระบบสังคมที่มีทำให้ทำอะไรไม่ได้ และท้ายสุด ความกล้านอกกรอบก็กลับมาทำร้ายตัวเองเกือบทุกเรื่อง ส่วนเรื่องปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน

ไม่ได้ตั้งใจเรียนจีนเท่าไหร่ เพราะว่าเหนื่อยกับการทำงานมาก และสภาพใจก็ไม่อยากเรียน

การงาน
ก็รุ่งอยู่นะ ถ้าสอนได้อาทิตย์ละ 6 วัน วันละ 6-8 (ที่ค่อนไปทาง 8) ชั่วโมง (นับได้ 45-48 ชั่วโมง ต่ออาทิตย์ ไม่นับที่เตรียมสอน และถ้าจะนับช่วงโหด ๆ ก็คงเป็น 60 กว่าชั่วโมงต่ออาทิตย์ ถ้านับว่าวันอาทิตย์บ่ายเป็นช่วงเตรียมสอนด้วย) ช่วงที่มีเด็ก ๆ สอบ SAT มาก ๆ สอนใครก็สอน SAT (เช่น เกรซ-เมย์-ทราย-แก๊งค์เซนต์โย ((หญิง)-บุศ-นัน-โม-ญี่ปุ่น))) นั่นหมายถึงอยู่กับ SAT วันละ 8 ชั่วโมง และถ้ารวมที่เตรียมสอน (โดยเฉพาะช่วงขายผ้าเอาหน้ารอดตอนเตรียม CB ครึ่งหลังเป็นต้นมา) ก็คืออยู่ที่บ้านอีกวันละ 2 ชม. นับได้ 10 ชม. จะไม่ให้ฉันเก่ง SAT ก็แปลกไปละ (ช่วงหลังมกราที่ผ่านมาเริ่มดร็อปไปเล็กน้อย เพราะหันไปสอนเขียนเรียงความ หรือแม้กระทั่งสัมภาษณ์เป็นหลัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มกลับมาประจำการสอน SAT อีกแล้ว คราวนี้ไม่ต้องห่วงเลย เล่มฟ้า the Blue Book เอ๋ยย คุณครูแม่นมาก อธิบายหลักการคล่อง ศัพท์เต็มหัว เนื้อเรื่องไม่มีพลาด) และอยากจะบอกว่าที่สอนสนุกที่สุด ก็ SAT นี่แหละ ทั้งจากเนื้อหาวิชา และที่สำคัญ ผู้เรียนที่พร้อมทั้งภาษาและความตั้งใจ สอนสนุก สอนแล้วอินจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ก็เชี่ยวสอนเรียงความ และสัมภาษณ์ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างหลังที่เด็ก ๆ กรี๊ดว่าคำตอบอลังการ และคำถามเจอจริงในห้องสอบ มีความรู้สึกว่าสอนอะไรก็สอนได้ และค่อย ๆ เก็บเกี่ยวจนรู้เรื่องและเห็นภาพรวมที่จะให้เด็ก ๆ เอาไปใช้ได้หมด ... -เพิ่ม- และก็ทำให้เด็ก ๆ ติดคณะที่ต้องการได้ ดีใจจัง

แต่ปัญหาที่เจอ ตั้งแต่สอนนักเรียนคนแรก ถึงปัจจุบัน ก็คือผูกพันกับเด็ก โดยเฉพาะเมื่อหลายคนสอนกันมานาน และยิ่งการสอบเครียดก็ลุ้นไปด้วย เด็กโทรมาร้องไห้ (พลอย เกรซ หรือแม้แต่บุศ) เพราะเครียดบ้าง ท้อบ้างก็หลายครั้ง เป็นเพราะครู ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ทำให้ผูกใจและผูกพัน และเมื่อเด็กเรียนจบ หัวใจก็สลายทุกครั้ง บางครั้งเตรียมใจได้ก็ดีหน่อย (อย่างภัทรที่แค่หงอย ๆ ว่าต่อไปจะไม่มีเรียนด้วยกันอีกแล้ว) แต่หลายครั้งนั่งร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่คนเดียวก็มี (โดยเฉพาะครั้งทราย) เมื่อไหร่จะชินได้หนอ? *ว่าแล้วก็นั่งฟัง Stronger ของ Kelly Clarkson แก้หัวใจสลายดีกว่า*

ทั้ง ๆ ที่สอนเรื่องเดียวกัน บทความเดิม แต่องค์ประกอบจากเด็กนักเรียนก็ทำให้การเรียนแต่ละครั้งแตกต่างกันไปด้วย ทั้งนิสัยการเรียน โดยเฉพาะวิธีจด และเข้าใจเรื่อง และทั้งองค์ประกอบภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการสถานที่เรียน หรือกิจกรรมที่อาจจะเกิดด้วยกัน อย่างเช่น ซื้อขนม กินข้าว ซื้อของ ฯลฯ ไม่มีใครที่เหมือนใคร แล้วก็ไม่มีใครที่ไม่น่ารักในแบบของตัวเองเลยจริง ๆ (กินขนมหวานกับเกรซ ข้าวมันไก่กับต่วน ไก่ย่างกับกร ก๋วยเตี๋ยวกับพวกบุศ-นัน-โม แล้วก็ลาบกับท๊อป)
แต่เหมือนที่เขียนไปตรงช่วง “ชีวิต” นั่นก็คือ เด็กเป็นสังคมเป็นเพื่อนไปด้วย แต่ผูกพันมากไปก็ไม่ดีหรือเปล่า? แต่อย่างไรก็ขอยกคำที่แล้วมานิด “ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย (และไม่ตลอดไป) และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด”

กลับมาที่เรื่องสอนอีกนิด บางครั้งสอนมากก็เหนื่อย และก็หมดแรงก็มี โดยเฉพาะเมื่อหลายครั้งต้องผูกกันไปหลายอย่าง ได้พักบ้างก็ช่วงน้ำท่วม (ที่พยายามแช่ง ลุ้นให้น้ำท่วมถึงสยาม เพื่อให้ได้หยุดพัก แต่ก็ได้พักบ้างจริง ๆ เพราะว่าเด็กมาเรียนไม่ได้ หนีไปต่างจังหวัดกัน) และช่วงสูญญาการที่รอประกาศผลคะแนน

มีงานแปลบ้าง ที่กำไรงามเกินจะกล่าวก็คืองาน IRPC (อยากจะได้ประจำเสียจริง) และงานเจ้าเดิม โดยเฉพาะที่มาแก้ขัดช่วงน้ำท่วม แต่พอเทียบกันจริง ๆ เป็นไปได้ สอนทรมานน้อยกว่า เพราะว่าถ้าแปลงานเยอะ ๆ และมีกำหนดเวลานี่ เครียดเกินจะกล่าวจริง ๆ แต่แปลก็ทำให้ได้อยู่บ้าน และถ้าอัดได้จริง ๆ ก็เงินก่อนใหญ่เร็วกว่าด้วย (ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน) และที่สำคัญเกิดนิสัยลุกขึ้นมากระโดดระหว่างพักแปล มีทั้งข้อดีข้อเสียคนละแบบ และดังนั้น ถ้างานแปลดี ๆ จะเข้ามา ก็ได้โปรดเข้ามาเถอะนะ!

การเดินทาง
เอ่ออ... อยากจะข้ามหัวข้อนี้ไปมาก เพราะว่าทริปน้อยนิด น้อยนิด และน้อยนิด จนไม่รู้จะพูดอะไร กับที่บ้านเป็นเพราะเวลาไม่ลงตัว (ต้องสอนวันเสาร์ และจะหนีไปเที่ยวอาทิตย์กลับจันทร์อย่างเดิมก็ทำไม่ได้เพราะ ฟ ย้ายที่ทำงานแล้วด้วย) นึกออกแค่ทริปปราณฯ ตอนต้นปี อันเป็นทริปถูกและดี เพราะถูกตั้งแต่ราคาที่พัก ยันไปถึงอาหารการกิน แม้จะไม่รุ่งสำหรับมิ้งที่ต้องกินอาหารทะเลแทบจะทุกมื้อ (ดิฉันชอบของปรุงครึ่งเดียว ชอบอาหารฝรั่ง และชอบผักสดใบเขียว) และเพราะปลายปีน้ำท่วมก็ทำให้ไปไหนลำบาก เพราะห่วงบ้าน และกลัวน้ำอีกต่างหาก (จะไปเที่ยวปราณฯ ก่อนน้ำมาท่วมกรุงเทพฯ ก็ไปไม่ได้เพราะน้ำท่วมทางระหว่างไป)

ทริปกับเพื่อน ไม่แน่เชื่อว่าปีที่แล้ว เหลืออยู่ทริปเดียว คือ เชียงใหม่ วันเกิด ฉ. ที่ไปเครื่อง และเน้นหนักที่เที่ยวเล่น จุดเด่นคือได้ชายหนุ่มที่นั่งติดกับขากลับมาเป็นเพื่อนคุยนิด ๆ หน่อย ๆ แต่เพราะว่าไม่ลงตัว ก็เลยห่างหายกันไป

ปลายมีนา ทริปเสม็ด กับเพื่อน ดีที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน แต่ก็น่าตกใจที่รู้ว่าเราแก่ลงไปกันมาก (หมดแรงเต้น (เต้นเป็นเพื่อนป๋อ แค่นั้นเอง) และหลับตอนเช้า เพราะคืนก่อนหน้าปั่นงานให้นักเรียน) นอกจากนี้ ขอยืนยันว่าอีกกลุ่มนี้ไม่เหมาะกับทริปซำเหมาจริง ๆ สุดท้ายก็ต้องเหมารถตู้
อ้อ... กลับมายิ่งเกลียดอาหารทะเล ไม่เลิฟ และแพง

ทริปต่างประเทศ .... ไม่มีเหมือนเดิม อยากจะร้องไห้

สุขภาพ
อืม ร่างกายมีปัญหางวดนี้ไม่ได้เกิดจากคอม แต่เป็นเพราะมือถือ (พยายามจะเพลาการคุยบ้างในบางครั้ง) ทำให้ไหล่ตึง คอตึง หรือแม้แต่ปวดตา แต่ก็ดีที่ได้ร้านนวดใหม่ใกล้สุด ๆ นั่นก็คือ ตรงข้ามโรงเรียน คิดอะไรไม่ออกก็เดินไปนวด (บางครั้งหนีไปตอนพักกลางวันเพื่อนวดบ่า/ไหล่ก็มี) แต่ข้อดีที่ได้ก็คือทำให้หัวโล่ง และนอนหลับง่ายขึ้น ตอนนี้ถูกใจพี่รินเพราะว่าแกะเส้นบ่า ไหล่ หลัง หรือแม้แต่อกละเอียดที่สุด

รู้อีกอย่างว่า การตึงคอมาจากการนอนดึก (หลังเที่ยงคืนตีหนึ่ง) อีกอย่าง บอกตัวเองให้นอนเร็วขึ้น แต่ก็ทำไม่ได้สักที

สมาธิดีขึ้น เพราะว่าฝึกตัวเองให้จำ? ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เหมือนจำสิ่งต่าง ๆ ได้แม่นยำ แล้วก็ละเอียดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฝึกให้ตัวเองโยงกันเป็นเรื่อง ล่าสุดจำข้อสอบได้ 49 จาก 50 ข้อ รู้สึกชื่มชมตัวเองเป็นอันมาก

จิตใจ ก็เรื่อย ๆ เพราะไม่คิดอะไร วันต่อวัน ยกเว้นว่ามีเรื่องให้รีบ (ซึ่งอันที่จริงจะว่าไป ก็มีทุกเช้า เพราะตื่นสายตลอดเวลา และเวลากลับบ้านที่อยากกลับบ้านไว ๆ และอี แอร์พอร์ตลิงค์ที่เชื่อถือะไรไม่ได้ (เกลียดมัน เกลียดราชการไทย)) และถ้าจะคิด พยายามจันทร์ในบ่อมากขึ้นก็แล้วกัน

ความรัก
ไม่รักใครเลย ยกเว้นตัวเอง และกี้ หรือจะบอกว่า กี้และตัวเอง บางครั้ง ได้อยู่กับกี้ แค่นี้ก็เป็นความสุขของชีวิตแล้ว

หมดความรักหนุ่มสาว? เนือยมาก และอยากจบ เพื่อน? ช่วงนี้ก็เนือย ครอบครัว? เยอะไปในบางจุด และมากไปในบางส่วน อาจต้องมองโลกให้กว้างขึ้น และคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดให้น้อยลง คิดเรื่องที่ควรคิดให้มากขึ้น

การเงิน
รายได้หลักก็มาจากการสอนเช่นเดิม และก็กลายเป็น bacon bringer ของบ้านไปด้วยเช่นกัน เหนื่อยนิดหน่อย โดยเฉพาะช่วงที่ต้องซ่อมรถ และขุ่นใจเรื่องเงินเก็บที่ถูกเอาไปใช้ เฮ้อ... บางครั้งก็เหนื่อย แต่เป็นเพราะหาเท่าไรก็ไม่พอ รายได้เข้ามาเยอะ แต่รายจ่ายที่จะต้องออกไปมีมากพอกัน (ถ้าไม่กันให้ดี) คิดคำว่า “ถ้า..” อยู่หลายครั้ง แต่ก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะคิดไปใจก็ขุ่นเปล่า ๆ หลัง ๆ ก็เลย numb ไปแทน

เพราะเรื่องหาเงินก็เลยทำให้เนือยกับเรื่องอื่นไปหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเจอเพื่อน และเรื่องการซื้อของ รู้สึกอยู่ในสภาพ economico มากที่สุดที่เคยเป็นมาทั้งชีวิต และวินัยทางการเงินก็ดีมากไปด้วย (ไม่ก่อหนี้ ไม่ซื้อของที่ไม่ได้ใช้ ไม่ซื้อของแค่เพราะอยากได้ ฯลฯ) แต่ก็นะ ... อยากจะกัดตัวเองสักนิด “วินัยทางการเงิน แต่ไม่มีเงินเหลือ” ก็เลือดออกสนุกดี

ถ้ามีเงินจะไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ พูดผิด ถ้าไม่ต้องเอาเงินไปลงที่บ้าน จะเอาเงินไปเที่ยว เที่ยว เที่ยว ให้หนำใจ

อ้อ ช่วงนี้คิดว่าเพราะหงุดหงิดเรื่องนี้ทำให้ก้าวร้าว และขวางโลกอย่างหนัก (ซึ่งก็ไม่ดี เพราะหบ้าจะแก่ จากใจที่ขุ่นมัวเอา)

สรุปว่าหัวเรื่องการเงินเป็นต้นเหตุของข้ออื่น ๆ ทั้งการงาน ความรัก (ถ้ามีทางออกอื่น ก็คงไม่ไปคิดให้ทางนั้นเป็นทางออก) สุขภาพ หรืแม่แต่ชีวิต วุ่นวายดีหนอ ถ้าปมนี้คลายไป ปมอื่นก็น่าจะเบาลงไปบ้าง แต่คำถามก็คือเมื่อไหร่

ปล. อยากมีสอนกลุ่มของตัวเองอีกจัง

Sunday, January 01, 2012

A revening dog

Well, I just read what I felt for you in the previous post of March 2010, and it’s funny that my feeling has changed so much. After you’d gone disappeared when you were back in BJ, you made me sick of waiting. Sick to the point that I decided to wait no more, and decided to cut all the ties. I do not want to wait, I do not want to feel so hopeless like before. It was funny, I had my trial for you when you returned, and you failed that, Simply just that. Something to register that you didn’t care.

“We’d better be on our separated ways.” You seem shocked and speechless when I told you this.

Now, your larger-than-life effects on me were long gone. I see you as you are, as what you really are, and I wonder how impressions and illusions played trick with my mind.

You may need to cry over me not only because I was the one who walked away but because I was the one who spoiled you.

Maybe it’s when the dog gets its revenge.

Thursday, March 24, 2011

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2010

กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ช่วงปลายเดือนมีนา และดังนั้นคิดว่าอาจจะไม่คงที่/ เที่ยงตรงเท่าไหร่ แต่จะพยายามรำลึกเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

ชีวิต

อ่านหนังสือนิยายน้อยลง (หรือว่าอ่านเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นไฟล์โหลดเถื่อนมากกว่าจะเป็นหนังสือซื้อเป็นเล่มคะ? ทั้งนี้ก็เพราะหมวดแฟนตาซีในเมืองมาถึงจุดตันที่ทุกเล่มเหมือนกันหมด และชุด Top Three ก็ไม่ออกใหม่เสียที และทั้งนี้หมวดเรื่องรักก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอยู่ในห้องด้วย รวมไปถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่าอยากประหยัด เข้าโหมด Economico Me! อย่างการ์ตูนที่เมื่อก่อนติดได้ทุกเรื่องก็หายไป เพราะทั้งจากเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเวลา และที่สำคัญรู้สึกไม่มีอะไรสนุกพอจะอ่านเท่าที่ควร

เพราะทำงานมากขึ้นและอยู่ในห้องสอนมากขึ้นทำให้มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง ซึ่งถ้าคิด ๆ ก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน เพราะว่าอีฉันเป็นสัตว์ติดบ้าน ชอบอยู่ รอให้เย็นแล้วไปวิ่ง ได้อยู่กับกี้ ฯลฯ แต่ตอนนี้กลับมาก็เลิกทุ่มนึงสองทุ่มกว่ากว่าจะถึงบ้าน หมดช่วงวิ่งพอดี ขนาดกินข้าวยังกินคนเดียว นับประสาอะไรกับไปวิ่งกัน (และมีอยู่ช่วงที่ป่วยกับเรื่องนี้เกินจะรับ)

เหมือนสังสรรค์น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ทำไมหนอ? ทำงานเสร็จก็หมดสภาพกันโดยถ้วนหน้ากระมัง แต่ที่สำคัญรู้สึกว่าอยู่ในระบบปิดมาก และอาจจะเป็นมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่อิสระ และอยู่กับตัวเอง กำลังคิดว่าจะต้องออกไปข้างนอกและเปิดหูเปิดตาตัวเองให้หนักกว่าเดิม

- หวังใจว่าจะทำได้หลังหมดงานแปลยักษ์

พยายามมุ่งมั่นกับการ เก่ง ภาษาจีนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการเรียนแต่ว่าหลุดไปไกล เพราะงานที่เข้ามา และเพราะใจที่แล่นไป แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้มากขึ้น และอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น

การงาน

ไม่น่าเชื่อว่าการสอนพิเศษกลายเป็นสิ่งที่เป็นอาชีพหลักและทำให้เกิดรายได้ที่เรียกว่างาม (อย่างที่คำโปรดที่ชอบใช้ก็คือคำว่า lucrative) และก็กลายเป็นสิ่งจริงจังมากขึ้นในแง่ที่ว่าเริ่มเหมือนครูขึ้นด้วยทั้งในแง่องค์ความรู้ที่ได้เก็บสะสมสร้างและในแง่การวางตัว (เทียบกับการเริ่มสอนนักเรียนคนแรกก็จะเห็นได้ชัดมาก) แต่ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป (และไม่อยากให้เปลี่ยน) ก็คือการเป็นเพื่อนเล่นกับเด็ก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สอนเด็ก สนุกเพราะได้เพื่อนเล่น และคิดว่าเริ่มต้นดี และสร้างประวัติตัวเองได้พอสมควร เพราะช่วงเริ่มสอนไปสักพักมีเด็กที่มีปัญหาเข้ามา และทำให้หวั่นใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าปัญหาเกิดจากเรา แต่ทุกคนก็กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นที่เด็กไม่ใช่ครู ก็ต้องขอบคุณทั้งนักเรียนคนแรก ๆ ที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ และขอบคุณคนรอบตัวที่ไว้วางใจและเชื่อใจกัน

นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เพิ่มมาอีกก็คือความหลากหลายของวิชาที่สอน ซึ่งนอกเหนือจาก IELTS และไวยกรณ์ที่เริ่มต้น (อยากให้พีซกลับมาเรียนตอนนี้ รับรองรุ่ง เข้าใจง่ายกว่าเดิมแน่ ๆ ) ก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เติมเสริมมาเรื่อย ๆ อย่างที่นึกออกก็คือ SAT/ GED/ TU-GET/ IGSCE/ CU-ATT/ CU-TEP/ GAT ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าเป็นวิชาอะไร เพราะว่าสอนได้หมด เพราะอย่างสอนพลอยก็มีวิชาตั้งแต่ Modern World/ Psycho/ Management/ Marketing หรือแม้แต่ภาษาจีน และก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะ versatile มากไปไหม

ช่วงปลายปีมีปัญหาเรื่องการสอนอยู่ และก็ทำให้ได้จับพลัดจับพลูไปเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งด้วย ก็ต้องขอบคุณคนที่ช่วยและเปิดโอกาสตรงนี้ให้ และจะว่าไป ถ้าปี 2009 มีคนให้โอกาสครั้งแรก และปี 2010 เป็นโอกาสครั้งที่สอง (ซึ่งก็ขำว่ากลับมาลงสอนที่เดิม) ก็ต้องดูต่อไปว่าช่วง พฤศจิกา/ ธันวา 2011 จะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม พอเริ่มสอนและสับรางมาก ๆ บางครั้งก็เริ่มเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อมีสอนเต็มวัน และถึงหนึ่งทุ่ม แต่ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(นอกเหนือจากการสอนที่มีอยู่เป็นปกติ (หรือแม้แต่มากขึ้นแล้ว) ก็ยังมีงานแปลเข้ามาอีก ซึ่งน่าแปลกใจและตื่นเต้นว่าเป็นสิ่งที่หายไปเป็นปี แต่พอจะกลับเข้ามาก็เข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะงานเจ้าประจำที่หายไปเพราะความปากและใจเร็ว)

การเดินทาง

พอเริ่มทำงานประจำในแง่ที่เป็นการทำงานเต็มเวลาก็ทำให้มีเวลาไปเที่ยวเล่นและนอกเวลาได้น้อยลง ทริปที่ประทับใจที่สุด กับครอบครัว คิดว่าเป็นทริปเชียงใหม่ช่วงกุมภาฯ เพราะได้เที่ยวกับครอบครัวอย่างที่ไม่ได้ไปมานาน (คือมีอย่างอื่นนอกเหนือจากวัด) โดยเฉพาะเมื่อคิดไว้ก่อนไปแล้วว่าทริปจะไม่สนุก และเป็นทริปเด็ก-สตรี-คนชรา อื่น ๆ เมษา-เมืองจันทร์ ?-ปราณฯ วังน้ำเขียวก็เป็นอีกที่ที่ชอบ เพราะที่พักน่ารักและสบาย นอกเหนือจากนี้ หลายครั้งเป็นการไปวันเดียว ซึ่งเป็นการเที่ยววันอาทิตย์เป็นหลัก ถ้าครอบครัวว่างพร้อมกันและมีเวลา อย่างที่บอกเล่นเสมอตามโฆษณาว่า ทำอะไรด้วยกันก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง ครอบครัวอบอุ่น แข็งแรง มีที่ที่ไป และประทับใจที่คลองบางหลวง ไปหลายครั้งก็สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมกินไก่เรือพาย และการเก็บขยะ ประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ

ส่วนทริปกับเพื่อนที่รักที่สุด และกลายเป็นทริปพักร้อนและพักใจ มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นทริประนองบ้านเอ็ดที่รักมาก และสนุกมาก ถือว่าปีนี้ทริปกับเพื่อนน้อย เพราะต่างคนต่างวุ่นวายกับชีวิตของตัวมากขึ้น ทริปอื่น ๆ ก็มีแรลลี่เขาใหญ่ ปราณ ฯลฯ

นอกประเทศ ปีนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อนิจจา

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เปิดมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพราะงานสุมหัว โดยเฉพาะการที่งานแปลเข้ามา ทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันทำงานที่บ้านไปอีกวัน วีรกรรมทำเพื่อเงินจริง ๆ ฉัน)

สุขภาพ

อืม เหมือนเดิม จะมีอาการหัวติด/ไหล่ติดที่แก้ไม่หลุด เพราะว่าหมอประจำหายไปหมด ทั้งพี่ชินที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน (คิดแล้วก็เศร้า) พี่ษรที่ช่วงย้ายที่ทำให้ห่างกันไป หรือแม้แต่เล้งที่นวดดี แต่บริหารจัดการแย่จนทำให้โกรธและกลายเป็นติดลบไป (จะว่าไปก็คิดถึงการฝังเข็มนะเนี่ย) ก็เรื่อย ๆ เนือย ๆ แต่ได้รู้ว่าอาการทางกายมาจากอาการทางใจจริง ๆ พยายามนอนให้เร็ว (แม้จะทำไม่ได้มากกว่าทำได้) เพราะว่าพอทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดแล้วนอนไม่พอ อาการที่ออกมาทรมานกว่าที่คิด และที่สำคัญพออายุมากกว่าเดิมการจะไปโต้ยาวถึงเช้าทำให้ร่างกายต้องพักฟื้นและฟื้นตัวกว่าเมื่อก่อนเยอะ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เดือนมีนา ได้ลองไปหาหมอใหม่แม่หลังจากที่ไปหาพี่น้อยมาสักพัก และก็เป็นคนที่แก้เส้นคอและข้างหูหลุด ทำให้ถึงกับต้องเปิดคอร์สเลยทีเดียว ตอนนี้มีแรงจูงใจอยากให้ผอม และก็คิดว่าจะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าเชื่อว่าการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น และออกกำลังมันช่วยได้ ดูจากรูปเดือนกุมภา กับมีนาเห็นความต่างจริง ๆ โออออ )

ความรัก

ความรักกับครอบครัวกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าจะพยายามปิดงานให้จบและแบ่งเวลามารักคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง

แบบหนุ่มสาว? อ่านทบทวนที่เขียนไว้ปีที่แล้ว และสรุปว่าแม้เวลาจะผ่านมา แต่ทว่าคนที่ชอบก็ยังชอบเขาอยู่ และกลายเป็นความทุรนทุรายโดยเฉพาะเมื่อโอกาสเจอกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และดังนั้นเมื่อเจอกันก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน แต่ทั้งนี้ หลัง ๆ ช่วงการเจอกันก็มีช่วงที่เป็นการเกี้ยวพาราสีและการถูกเนื้อต้องตัวกันเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ และที่สำคัญ ทางโน้นคิดเหมือนกันหรือไม่ เพราะท่าทีไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเป็นนี้ หลัง ๆ การเจอกันก็ก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน นี้? สอนที่สุด ะปลายป

ผลสรุปของเรื่องนี้ ถ้าพิมพ์ก่อนสิ้นปี ก็คงจะตอบว่าขึ้นฉิว ฉิว และฉิว อย่างที่เหมือนชิงช้าแกว่งเต็มที่ เพราะคนที่ผูกใจด้วยนั้นมีใจตอบกลับมา และก็มีช่วงเวลาสองเดือนที่รู้สึกอยู่ในห้วงรักและฝันสวยสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาหาตอนกลางคืน คุยกันก่อนนอน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เดือนมกราได้รู้ว่าเจ้าตัวมีคนอื่นอยู่แล้วและก็ทำให้ตกจากที่สูงอย่างที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงที่ต้องห่างกันไปเดือนนึงก็ทำให้คิดว่าตัดขาดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เลย และตอนนี้? กลับมาเจอกันก็เหมือนจะเนือยลงไป ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นเหมือนเก่า เฮ้อออ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนไม่อยากคิด เพราะก็วนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับกันและกันก็แล้วกัน และก็ขอให้ชอบใครได้เหมือนหรือมากกว่าชอบคน ๆ นี้ เพราะเป็นคนแรกที่ทำให้คิดและรู้สึกหลาย ๆ เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ชอบใครจนคิดต่อไปได้ไกล และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบจนรู้สึกว่าใครสักคนจะสมบูรณ์ขึ้นมาสำหรับเราได้ ถึงขั้นที่พร้อมจะลงมา พร้อมจะสู้ทีเดียว ขอเฮ้ออีกที

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(แต่ตอนนี้ ความรู้สึกมันเป็นหวานปนขม ก็ไม่รู้ว่าตั้งไฟจนมันงวด/ เข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะการคาดหวังก็ทำให้ยิ่งผิดหวังและสุดท้ายก็จะเกิดความรู้สึกยักษ์ในขวดแก้วเสียเอง แต่นะ .. ไม่โทรมาเหมือนก่อน และก็เนือยตลอดยกเว้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะสถานะมันไม่ลงตัว ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจ ถามก็บอกว่าเหมือนเดิม แต่ท่าทีไม่ใช่เลย ช่วยบอกให้รู้ได้ไหม ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้หมดใจ แต่กลัวทุ่มไปทั้งที่รู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากการ์ดวันเกิดก็คงได้น้อยลง ปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ และดังนั้นก็จะทำให้ได้เต็มที่วันนี้ตอนนี้ก็แล้วกัน)

การเงิน

การสอนทำให้เกิดเงินก้อนที่ไม่คาดฝันมาก่อน และมากกว่าเงินเดือนบริษัทเสียอีก ต้องถือว่า รายได้ล่ำซ่ำคงที่ จนกระทั่งเกิดปัญหาเสื้อแดงที่ทำให้กระทบเต็ม ๆ เพราะเด็ก (หรือแม้แต่ครูเอง) ก็ไม่กล้าไปที่โรงเรียน และช่วงเกิดเรื่องหนัก ๆ ก็เป็นช่วงที่ทำให้ขาดรายได้ และเครียดไปเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงกลางปี และปลายปีก็เริ่มเป็นช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะปลายปีที่ทำให้เริ่มเก็บเงินได้ และเริ่มมีเงินออมสะสม พอถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าดีใจที่ทำงานเองได้ และได้เงินที่ทำให้เก็บออมได้ โชคดีที่การเกิดแอร์พอร์ตลิ้งค์เดือนสิงหา/ กันยา (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้เปลี่ยนไปพึ่งพารถไฟฟ้าทั้งหลายได้ และก็เป็นที่มาของเงินออมที่เก็บได้ (จากวันละ 400 เหลือประมาณ 100 บาท) และก็ลดค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เหมือนกัน (แม้จะทำให้นั่งคิดว่าเงินผ่อนรถไม่คุ้มค่าการใช้งานเท่าที่ควร เข้าปีที่สาม กับตัวเลขไมล์ที่ 8500)

ขอบคุณการสอนที่ทำให้มีเงินเป็นของตัวเอง ไม่งั้นก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกิดปัญหาเงินในบ้านอาจจะ (จริง ๆ ก็มีแนวโน้มเลย) ที่จะต้องขายรถเพราะไม่มีเงินผ่อน แต่นี่สามารถผ่อนรถของตัวเองได้ และมีเงินเหลือใช้จ่ายให้กับที่บ้านได้อีก

ระวังเรื่องการใช้เงินกว่าที่เคยเป็นมา และก็พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือมีเงินถืออยู่ในมือ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(อาจเป็นเพราะการหาเงินที่ได้มากขึ้น ความงกที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายหลักเรื่องเดินทางที่น้อยลง ทำให้เก็บเงินหลัก 6 หลักของตัวเองได้ ดีใจและภูมิใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้ที่บ้านเป็นระยะ ๆ )

เพลง 2010

บัดนี้ก็ล่วงเลยมาจนจะสิ้นเดือนมกราแล้ว แต่ก็ขอทำตามธรรมเนียมเดิมที่รวมรวบเพลงที่มีผลต่อชีวิตในปี 2010 มาที่นี้เลยก็แล้วกัน

-- แต่ทว่า จะเข้าเมษาก็ยังไปไม่ถึงไหน

* มีสองประเด็น คือ ปีที่แล้ว เป็นปีที่ฟังเพลงไม่อัพที่สุดเท่าที่เคยเป็น โดยเฉพาะเมื่อหลาย ๆ เพลงที่ฟังเป็นเพลงเก่า และเป็นการฟังตามใจฉัน แทนที่จะเป็นตามความฮิตติดตลาด

และ อย่างที่สองก็คือ ตอนนี้คิดไม่ออก และคาดว่าการไล่เพลงวันนี้จะผิดมากกว่าถูก

+ไม่ได้ไปตามลำดับใด ๆ นอกจากการนึกออก+

Mr.Watson/ Kesha

ติดใจความกล้าก๋ากั่นแล้วก็หลุดโลกของสาวน้อยที่แอบชอบครูสอนประวัติศาสตร์ แล้วก็พยายามทำทุกอย่างทุกทางที่จะบอกให้ครูรู้ บ้าบอแต่ก็สนุกสนานกับทำนองได้ทุกครั้งที่ฟัง โดยเฉพาะท่อนเริ่มก็ขำได้แล้ว Oh boy I just can wait for history class/ It's my favorite hour of the day ก็จะคงดีถ้ามีอะไรให้เราเผ้ารอและจดจ่อให้มาถึงไว ๆ และท่อนนี้ Can't put my finger on what's so sexy (So sexy)/ And why I want you in my bed (Or on your desk)/ Is it your power, your authority?/ Or for the thrill of being so, so bad (So bad) เป็นท่อนที่ฟังแล้วก็ขำได้อีก เป็นอารมณ์ท้าทายแล้วก็เป็นได้แค่ช่วงหนึ่งในชีวิตจริง ๆ อย่างไรก็ตาม ก็ต้องสารภาพว่าที่ชอบมากก็เป็นเพราะอารมณ์ร่วมที่มีกับเพลง

Hinahanap-hanap Kita [Always Searching For You] + Time and Tide +A Song For Penny Brown/ Sitti

ขอยกให้ Hinahanap-hanap Kita เป็นเพลงที่ฟังบ่อยที่สุดเพลงหนึ่งในปีที่แล้ว ฟังมาตั้งแต่เดือนสามแล้วก็ฟังต่อมาได้เรื่อย ๆ ทั้งอารมณ์ตกหลุมรัก และความรู้สึกที่อยากอยู่ชิดใกล้ ไม่อยากจากกันละเมียดละไม ต่างก็สวยงามเกินจะกล่าว เป็นเพลงที่ฟังแล้วสบายเหมือนอยู่ชายหาด และเสียงของ Sitti ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกด้านบวก อ่อนหวาน และอ่อนไหว เสียดายอยู่อย่างเดียวที่เนื้อเพลงเป็นตากาล็อกทำให้ต้องไปตามหาเนื้อมาอ่านประกอบต่อ ซึ่งเมื่อได้มาแล้วก็ยิ่งตรง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในช่วงตกหลุมรักไม่ผิดกับสาวเจ้าในเพลง From morning to night/ Every minute that passes/ I'm yearning for you/ I'm yearning for you/ In my mind and dreams/ Every turn of fate/ I'm yearning for you เราก็ต้องมีช่วงเวลาที่อยากอยู่ด้วยกันตลอดใช่ไหม? เท่าไหร่ก็ไม่พอ เท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกว่าพอ ทั้งนี้ ท่อนที่ติดใจทีสุดในตากาล็อกเป็นท่อนนี้ Ang ating ending/ Hatid sa bahay ko/ Sabay good night/ Sabay may kiss, sabay bye bye

A Song For Penny Brown ก็เป็นเพลงตกหลุมรักอีกแล้ว The sea beckons to me/It tells me to write this song for you/ To let you know just how much your love means to me/ When you kiss me heaven sighs/ And the mountains all reply /That oh, I love you so, just how much you’ll never know. และก็เป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และจริงจังเสียเหลือเกิน ไม่คิดจะรักใคร แต่เมื่อรักแล้วก็ทุ่มให้ได้หมดทั้งใจและมากกว่านั้น อ่อนหวาน และถ่ายทอดความรักและความรู้สึกออกมาได้ดีเลย ทั้งนี้ ความรู้สึกที่ฟังเพลงและมีให้กับคนในห้วงคำนึงก็เป็นความรู้สึกต่อเนื่องมาจากเพลงข้างบน

Time and Tide เพลงรักอีกเพลงแล้ว จะว่าไป จุดแข็งของ Sitti ในมุมมองส่วนตัวก็คือ ความรู้สึกตกหลุมรัก ที่อยากจะใช้คำว่า smitten นี่แหละ nothing and no one/can stop us now/ for better for worse/ this time I'm sure/ it's gonna last/ gonna last forever แต่ว่าร้องตามไม่เคยได้ เพราะเสียงคุณเธอทั้งสูงทั้งแหลม ขึ้น Time and Tide ตามไปไม่เคยรอดสักที

Jesus, Walk With Me (+ Whatever You Want) / Club 8

เพลงที่ฟังท่อนฮุคแล้วเข้าใจไปว่าเป็นเพลงรัก Fool me into believing/ I don’t care if your deceiving me/ I wouldn’t want it any other way/ ‘Cause then I’d only stay the same กว่าที่จะฟังอย่างจริงจัง และรู้ว่าเป็นเพลง religious pop ก็หลงรักเพลงนี้ไปเสียแล้ว เป็นเพลงที่มักจะฟังตอนเช้า และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขับรถกลับจากทำงานที่ทั้งเหนื่อย และล้า ในแง่หนึ่งก็ทำให้รู้สึกว่ามีที่ยึดเหนี่ยว และรู้สึกว่าสิ่งที่ทำไป เป็นการทำดีเพื่อตัวเราเอง ตอบคำถามให้ตัวเองได้ว่า ทำไปเพื่อใคร และชีวิตมีหลักยึดขนาดไหน When I wake up in the morning/ feel the sun shine on my face/ I get up and I’m yawning/ There is so much time I can waste ท่อนนี้เป็นการบอกให้ทำชีวิตให้มีค่า ทุกนาทีและทุกเวลา

ส่วนอีกเพลง ฟังบ่อยเพราะฟังต่อมาจากเพลงแรก ชอบท่อนนี้ whatever you want from me
whoever I try to be/ I will never be there/ I can never be her/ in your society ไม่แน่ใจเพราะเป็นไม่ได้เพราะไม่ได้พยายาม หรือเพราะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ แต่ฟังแล้วเข้าใจอารมณ์ เพราะฉันเป็นของฉันแบบนี้ อย่าคิดมาเปลี่ยนตัวฉัน รักฉันอย่างที่ฉันเป็น

Recipe of Making Love / Noon

เพลงของ Noon ซึ่งเปิดทุกครั้งที่อยู่ในรถฟินน์ ชอบจังหวะสดใสร่าเริง และการเร่งจังหวะของเพลง ส่วนเนื้อ จะว่าไปก็ผิดวิสัยที่ไม่ค่อยได้ฟังอย่างใส่ใจเท่าไหร่ และเมื่อมาดูก็พบว่าหวานน้ำตาลเชื่อม และเป็นเพลงในห้วงรักจริง ๆ A little bit of me and a whole lot of you/ Add a dash of starlight and a dozen roses, too .../ It doesn't need sugar 'cause it's already sweet/ .../ Just add a dash of kisses to make it all complete/ And that's the recipe for making love

ยิ่งท่อนนี้ ขอช่วยรับประกัน And if you've made it right you'll know it/It's not like anything you've made before/ And if you've made it wrong you'll know it/ 'Cause it won't keep you coming back for more

The Dandy Cowboys / Soko

ชอบเพราะความบ้า ตอนแรกก็เหมือนสาวน้อยไร้เดียงสาตกหลุมรักชายหนุ่ม ด้วยเนื้อเพลงหวานแหววอ่อนไหว I can't be me when I'm in front of you/ I just can't be myself when I see you

because you're very cute tonight/ and I feel shy and sad and I look at you/ and I think I love you ก่อนที่ช่วงหลังจะเปลี่ยนมาเป็นจังหวะคาวบอยลูกทุ่ง และเปลี่ยนเป็นเนื้อเพลงโหดyou're bitching dandy you don't respect the rules/ you stole my money/ and ran away with your pony/ and now I'm gonna kill you/ I'll shoot you in the head/ now I'm gonna kill you/ I'm gonna shoot you in the head

ฟังทีไรก็ขำได้ทุกที แต่ก็นะ จังหวะในชีวิตของเราไม่เคยตรงกันง่าย ๆ ถ้าชอบใคร เขาชอบตอบ รักใคร เขารักตอบมันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี (ไม่เกี่ยวแต่ขอบ่น)

I Wish You Love/ Lisa Ono

ชอบและก็ยังชอบอยู่ข้ามปี เพราะเป็นเพลงอกหักหที่คิดบวกมาก ถึงจะอกหัก ถึงจะเสียใจก็ยังหวังให้ไปดี และหวังให้ได้ดี ซึ่งความจริงจะมีที่เป็นแบบนี้ได้สักเท่าไหร่กัน? ท่อนที่ชอบที่สุดก็ยังเป็นท่อนนี้ My breaking heart and I agree/ That you and I could never be/ So with my best/ My very best/ I set you free

A Note From The Management/ Swan Dive

อัลบั้มอยู่ในห้อง เลยไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงนี้หรือเปล่า เพราะว่าฟังช่วงต้นปีเสียด้วย แต่ว่าน่าจะมีเพลงในชุด Mayfair ที่ฟังอยู่หลายเพลง (แม้ว่าอัลบั้มนี้จะเนือยและน่าผิดหวังก็ตาม) แต่ถ้าไม่คิดอะไร ช่วงรถติดก็ฟังสบายหูดีเหมือนกัน

Better To Fly/ Swan Dive

มีเพลง Better To Fly จากชุดก่อน ๆ ด้วย ชอบจังหวะหลอน ๆ ที่ทำให้คิดว่าอยู่พม่า (ฮ่า กินข้าวร้านพุกามใช่เลย) ชอบท่อนนี้ Was it just my imagination/ that we had a chemistry และแค่นี้ก็ทำให้ฟังเป็นสิบ ๆ ครั้งได้แล้ว

By Your Side / Irene

ชอบท่อนนี้ I could never make it alone/ I always want to be by your side/ I’ve been lost but i believe in you/ won’t you see me through oh-oh ซึ่งจริง ๆ มันชีซซี่มาก ๆ แต่ก็ยังชอบบ้านแต่ดูจริงใจและจริงจัง เวลาร้องตะโกนตอนรถติดแบบหายเครียด แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้ฟังมานาน หลังจากที่ขึ้นไฟฟ้าทั้งหลายไปทำงาน

Get Sexy+About A Girl/ Sugarbabes

ฟังแล้วคึกตอนขับรถ โดยเฉพาะเพลงแรกที่ทำให้คิดถึงญาติ ๆ ตอนที่กลับจากกินข้าวเย็นด้วยกัน เด็ก ๆ นั่งบ้า ๆ กันหมด โดยที่มีอีฉันคนขับรถเป็นพี่สาวใหญ่ ซึ่งจังหวะให้เป็นแบบนั้นอีกก็คงไม่มี โดยเฉพาะการมารวมตัวกันได้ และก็เลยทำให้เป็นจุดรำลึกและเริ่มต้นที่ดีกับเพลงต่อมาหลังจากฟังไปสักพัก และก็ต่อเนื่องไปถึงเพลงหลังด้วย

Walking on Sunshine/ Dea

ฟังแล้วอารมณ์ดีคึกคักได้ ตามที่รู้กันว่ามิ้งเป็นคนชอบเพลงรักสมหวัง และท่อนที่ชอบที่สุดก็คงเป็นเหมือนหลาย ๆ คน ก็คือ I used to think maybe you loved me, now baby I'm sure/ And I just can't wait till the day when you knock on my door ฟังแล้วคึกได้จริง ๆ

Watermelon/ D.Willz

เพลงแร๊พบ้า ๆ บอ ๆ ที่ปัจจุบันฟังกี่รอบก็ยังฟังไม่ออก ได้แค่ท่อนนี้ Watermelon/ got it juicy like a watermelon แต่คาดว่าเอ็กซ์เซ็กซ์เซ็กซ์เต็มที่ แต่เวลาร้องก็ขำ ๆ สนุก ๆ ดี

Billionaire/ Travie Mccoy

ฟังครั้งแรกก็ชอบแล้ว ตามประสาคนชอบจังหวะดนตรีบ้าน ๆ ง่าย ๆ ผสมกับเนื้อเพลงบ้า ๆ บอ ๆ ไม่ว่าจะถ่ายรูปขึ้นปก Forbes กับ Oprah และราชินีอังกฤษ เล่นบาสฯ กับประธานาธิบดี และอื่น ๆ โดยเฉพาะท่อนที่ว่าจะไปเยี่ยมแถวพายุคาทริน่าถล่ม และช่วยให้ดีกว่า FEMA ทำ (I’d probably visit where Katrina hit/ And damn sure do a lot more than FEMA did) ฟังอย่างไรก็ขำ และอารมณ์ดีได้อยู่คนเดียว พูดได้ว่า ทั้งหลายทั้งปวงคิดวางแผน (หรือที่เขียนให้ถูกว่า "ฝัน") ไว้แล้ว แต่พอฟังไปนาน ๆ โดยเฉพาะใกล้ปลายปี ก็เริ่มอินขึ้นเรื่อย ๆ เพราะอยากอยู่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการใช้ง่ายและหาเงินในชีวิต I wanna be a billionaire so fricking bad จริง ๆ !!!

นอกเหนือจากเพลงฝรั่งมังค่า การที่เริ่มเรียนภาษาจีนทำให้ขวนขวายหาเพลงป็อปจีนมาฟังเพื่อฝึกภาษา (ซึ่งจะพูดให้ถูกและตรงก็คือไปเค้นคอครูจีนขอเพลงมา) นอกเหนือไปจากการที่เพลงป็อปจีนมักเป็น acoustic เสียงใส ๆ ที่ถูกใจถูกสไตล์ และในบรรดา เพลงที่ฟังบ่อยที่สุด ก็คือ สองเพลงนี้

你的影子/ ??

เพลงแรกที่ฟังจากบรรดา 80 เพลงที่ได้รับโหลดมา และก็เป็นเพลงที่ฟังแล้วก็ชอบได้ทันที (และเห็นหน้าครูหลอนมา) แม้จะจับได้แค่ว่าเป็นเพลงอกหักก็ตาม และถึงจะรู้เนื้อก็ยังชอบอยู่ดี想念你我的心不能自已/ 看见你每一次不能呼吸/ 喜欢你让我生命拥有了意义 เห็นทุกครั้งก็ถึงกับหายใจไม่ออก เพราะว่าชอบเธอมาก เฮ้อ ถึงจะดูว่าเกินจริง แต่บางครั้งก็มีความรู้สึกเช่นนั้นได้ เมื่ออารมณ์ส่งปฏิกิริยาไปถึงร่างกาย

静静听/ 冉冉

ชอบทำนองฉ่ำๆ ช้า ๆ แบบ acoustic ผสมกับเสียงใส ๆ เนิบ ๆ ของนักร้องสาว โดนเฉพาะเมื่อรู้เนื้อ (เหมือนว่า) สาวเจ้าจะเป็นพวกชอบเล่นแผลง ๆ เป็นเด็ก ๆ แต่ผู้ชายก็ยังบอกว่าน่ารักและชอบสิ่งที่เธอทำอยู่ดี ส่วนหนึ่ง รู้สึกว่าเป็นเพลงของตัวเองด้วยพฤติกรรมบ้าบอเกินวัย และอีกฝ่ายก็ยังรับได้ คิดไปเอง และก็ยังคิดไปเองอยู่ดี我的淘气有点点坏/ 可是你 总说我/ 这样的我好可爱but you always praise me lovely/ and keep the smile alive ก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ (ปลายเดือนก.พ.) ทุกอย่างจะเหมือนเดิมหรือเปล่า

อัลบั้มที่ฟังบ่อยที่สุด ชอบที่สุด และดีที่สุดที่ได้ฟังของปี ยกให้ My Bossa Nova ของ Sitti Navarro (2007) จริง ๆ ชอบเกือบทุกเพลง และฟังได้ตลอดเวลาไม่มีเบื่อหน่ายแต่ประการใด ขับรถปวดหัวคิดไม่ออกบอกไม่ถูกก็กลับมาที่อัลบั้มนี้เท่านั้น รักที่สุดจริง ๆ

เพลงช่วงอกหัก 2011

-freaking hell period-

Garbo Goodbye

I’m Not In Love

The Best You Never Had

Almost Over You

Meet Me Half Way

Missing You

Life Is Sweet and Amazing /Sugarbabes

I Wish You Love

-bounce back period-

Only Girl

-let go/toyfriend period-

Toyfriend

Tonight (I'm Lovin' You) /Enrique Iglesias Feat. Ludacris & DJ Frank E

Animal

Just A Dream

-no thank you songs –

incl. Sitti’s My Bossanova album

Mr.Watson/ Kesha

สรุปว่าตอนนี้เพลงไหนก็เอาไปโยงได้

Friday, May 21, 2010

เพลง 2009

(ไม่ได้โพสต์สักที)

ได้เวลาอีกปีที่จะมานั่งบันทึกและเล่าถึงเพลงที่ฟังบ่อยในปี 2009 ซึ่งอันที่จริง พอมาดูปีถัดไปก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งเกิดในชีวิตเป็นเรื่องที่เราจะลืมไปได้ง่ายที่สุด และดังนั้น ก็บันทึกเอาไว้เสียดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อทำต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่สาม
ไม่แน่ใจว่าจะนึกออกครบไหม แต่จะพยายามนึกทวนมาให้ได้ถึงเพลงที่ฟังบ่อยก็แล้วกัน และก็ไม่ได้เรียงลำดับอะไรนอกจากลำดับการนึกได้

I Don't Believe You + Please Don't Leave Me / Pink
เพลงของนักร้องเจ้าเดียวกัน แต่ว่าต่างอารมณ์ออกไป เพลงแรกเป็นบัลลาด อกหักที่เงียบเหงาแล้วก็เศร้าจับใจ ติดใจตั้งแต่ประโยคที่ร้องว่า It's like you're the swing set and I'm the kid that falls เพราะฟังแล้วจินตนาการตารมไปแล้วเห็นภาพเลย สิ่งที่จบไป มันเร็วเกินจะตั้งตัว และดังนั้นก็ทำให้สับสนงุนงงไปได้อยู่ It's like one of those bad dreams when you can't wake up ไม่อยากให้จบ ไม่เชื่อว่าจะเกิด แต่ก็เกิดอยู่ดี ใจหนึ่งที่ชอบก็เพราะคิดว่าเข้าใจความรู้สึกและบรรยายความรู้สึกเวลาที่จบไม่ลงได้ดีมาก ๆ

เพลงที่สอง คงเป็นเพลงบอกรักของสาวซ่าอารมณ์แปรปรวนเป็นแน่แท้ รักมากก็เหนื่อยมาก และก็ถูกเป็นที่รองรับอารมณ์มากกว่าคนอื่น แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะรัก? I forgot to say out loud/ How beautiful you really are to me/ I can't be without/ You're my perfect little punching bag/ And I need you/ I'm sorry. ฟังเพลงแล้วก็สนุกดี แต่ถ้าเจอกับตัวเช่นนี้ก็อาจจะอยู่ไม่ไหว เพราะแค่รักแต่ไม่แสดงออก หรือแสดงออกในรูปแบบแปลก ๆ ถูกเหวี่ยงอยู่ตลอดเวลาก็คงต้องบอกลาแน่แท้

Perhaps, Perhaps, Perhaps / Pussycat Dolls
เริ่มงงว่าฟังเพลงนี้ปีนี้หรือปีที่แล้ว แต่น่าจะเป็นปีนี้กระมัง นอกเหนือจากจังหวะที่เป็นแทงโก้หน่อย ๆ แล้วก็ชอบความกล้าและมุ่งมั่นของสาวเจ้าที่เดินเข้าไปถามผู้ชายตรง ๆ เลยว่ารักหรือไม่รักอย่างไร จะได้ตัดสินใจถูก ความเชื่อมั่นในตัวเองสูงดี และก็คงผิดจากนางเอกในนิยายไทยที่รอให้ผู้ชายมาบอกรัก หรือรอเทวดาพระอินทร์มาช่วยเหลือด้วย อย่างน้อย ถ้าไม่รักไม่มีโอกาสสานต่อก็จะได้จบ ไม่หวังมาก บอกให้รู้เรื่อง จบกันไปได้ไหม You won't admit you love me/ And so how am I ever to know/ ..... / If you can't make your mind up/ We'll never get started/ And I don't wanna wind up/ Being parted, broken-hearted/ So if you really love me/ Say yes, but if you don't dear, confess
ฟังดูเป็นเพลงของผู้หญิงที่ฉลาดและรัก-นับถือตัวเองดี ไม่หลอกตัวเองด้วย

We'll Be Together Again / Vivian Buczek
เพลงแจ๊ซนุ่มสบายที่บอกให้คิดถึงกันเวลาอยู่ห่างกัน ชอบความนุ่มและอบอุ่นในเพลง ความรู้สึกด้านบวกที่อยู่ในเพลงทำให้รู้สึกดีตามไปด้วย ฝันหวานก็จริง แต่อย่างน้อยก็ทำให้มีความหวังใช่ไหม? Your kiss, your smile/ are memories I'll treasure forever/ so try thinking with your heart/ We'll be together again /.../ Times when I know you'll be lonesome / times when I know you'll be sad /.../ Some day, some way/ we both have a lifetime before us / for parting is not goodbye / We'll be together again ถึงจะได้เจอหรือไม่เจอกันอีกก็ตาม แต่เราก็มีความทรงจำถึงกันและกันไว้

Corcovado / Stacey Kent
ฟังเพราะว่าติดมาจากฟินน์ ทั้งความชอบ และอารมณ์ต่าง ๆ ก็มาจากฟินน์ทั้งสิ้น จากที่ว่าเนือยและหนืดก็อยากเป็นเพราะและชวนฝันไป อย่างน้อยการที่เรารักใครสักคนก็ทำให้ชีวิตมีความหมายและมีคุณค่าขึ้นมา This is where to be / Here with you so close to me
Till the final flicker of life's ember //I who was lost and lonely/ Believing life was a only a tragic joke / Have found with you the meaning of existence oh, my love

Delayed Devotion / Duffy
รักมาก ก็ผิดหวังมาก และดังนั้นก็กลายเป็นเกลียดได้ง่ายนะ แต่อย่างน้อย เราก็มีเวลาที่ได้เรียนรู้และทดลองรูปแบบความรักที่เกิด และถ้าจะไม่ดี คนที่รักตัวเองเป็นก็พร้อมจะเดินถอยจบออกมา You just let me wait/ Now it's too late/ For your delayed, delayed devotion อาจจะดูว่ายอมจบง่ายเกินไป แต่บางครั้งมันก็ถึงเวลาต้องจบ – ถ้าเป็นนิยายไทย นางเอกก็คงต้องยอมคืนดีกับพระเอก แต่ชีวิตจริง ถ้าความรู้สึกมันเสียไปแล้ว ถ้าแก้วมันตกแตกจะเหมือนเดิมได้อีกเชียวหรือ (แต่ก็ชอบอ่านเอาอารมณ์เป็นบางทีท่วมอยู่ดี)

Pretty Young Thing/ Lene
เพลงเก่าที่เพิ่งเอามาเปิดฟังใหม่ – จริง ๆ ไม่ค่อยชอบแนวคิดเพลงเท่าไหร่ เพราะดูเป็นป้ากินเด็ก แต่ก็ชอบท่อนขึ้นที่ว่า I wanna bruise your lips with a tender kiss / I wanna crush your heart / I wanna be your scar บางทีการรักใคร ชอบใครสักคนก็ทำให้เราอยากเป็นคนสำคัญ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นคนที่อีกฝ่ายจดจำเราได้ (โดยไม่เลือกวิธี) ฟังแล้วสงสัยว่า คำว่า scar นั้นเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ดี และเป็นไปได้ไหมที่ในแง่นี้จะหมายถึงเรื่องดี/ ความรู้สึกในด้านบวกได้อย่างเดียว แต่ก็สงสัยจนเลิกสงสัยไปแล้ว

Crazy Little Thing Called Love/ Rihanna
ชอบทำนองแรกเก้หน่อย ๆ และก็ชอบเนื้อที่บรรยายความรู้สึกใจแล่นด้วย ซึ่งจริง ๆ แค่ชื่อเพลงก็บอกได้แล้ว ใจแล่น ใจแล่น ทำอย่างไร ใจก็แล่น ทั้งที่ไม่ได้อยากให้แล่น แต่ก็เป็นไปแล้ว I didn't understand the reason/ That my heart was beating like a drum ก็เป็นความรู้สึกดี ๆ และเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เราจะรู้สึกอย่างนี้กับใครสักคนนะ ซึ่งจะว่าไปก็อยากจะใจเต้น และใจแล่นอีกสักครา

Tomorrow + Over + Ice Cream Girl / Sean Kingstion
ชอบทำนอง และจังหวะที่ฟังไหลลื่น และสบายหู เพลงแนวนี้มีให้ได้ยินบ่อยที่ว่าจากไกลและจะได้กลับไปเจอ แต่ก็หลงรักได้อยู่ดี จากความรู้สึกด้านบวกและความมุ่งมั่นคาดหวัง เนื้อเพลงน่ารักทั้งเพลง แต่ชอบท่อนนี้ที่สุด How can they say you don't exist?/ When I've been branded by your lips/ Nothing they can say or do/ Will keep me from seeing you ดูเป็นการผูกพันและยอมที่จะถูกผูกพันกับใครสักคนชัดเจน

ชอบ Over ตอนร้องว่า O V E R น่าจะได้ เพราะใส่อารมณ์ให้ได้รู้สึกตามดี จบและไม่มีการรื้อฟื้นดี

Ice Cream Girl ดูเป็นเพลงหน้าร้อนดี ฟังแล้วสนุกคึกตามอย่างหนัก อารมณ์ดี สบายใจก็พอแล้ว Give me an ice cream girl for the weekend / Kind of girl she built for any season/ For the winter... for the fall / Even in the summer... time is no fall

?????/???
บอกดีไหมว่าเป็นเพลง ตกหลุมรัก ของปีนี้ และเป็นไปตามสูตรที่ทำให้อารมณ์กึ่มทุกอย่าง ฟังในรถ และเป็นเพลงที่ทำให้นึกถึงคนที่ทำให้กึ่มขนาดนี้ เสียดายที่ครึ่งหลังเป็นสแปนิช เพราะทำให้ร้องต่อ และเข้าใจความหมายไม่รู้เรื่อง ก็เลยจะค้างอยู่กลางเพลง

ปล. มีโอกาสมั่วเปิดให้เจ้าตัวฟังไปแล้ว จะรู้เรื่องไม่รู้เรื่องฉันก็ล๊าลาแฟงไปแล้ว

Fire + I don’t care / 2NE1
ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตนี้จะบ้า K-Pop แต่ก็เป็นไปได้แล้วกับสาว ๆ วงนี้ ถึงแม้กระแสเกาหลีจะมาแรง แต่นักร้องกลุ่มก็มักจะขายความน่ารักคิกขุมากกว่าเสียง แต่วงนี้เพลงดี และเป็นแนวสตรีทที่ชอบ และก็ขายความแรงนี้มากกว่าขายความใสก๊องแก๊งด้วย เป็นวงแรกที่นั่งตามดูใน youtube ข้ามวันอย่างไม่รู้เหนื่อย และก็เป็นเพลงที่เปิดในรถตอนเช้าเพิ่มความคึกอย่างสุด ๆ บนทางด่วน
เสียดายที่เป็นเนื้อเกาหลีทำให้มีส่วนที่ยังร้องไม่ได้อยู่ (เพราะถ้าฟังขนาดนี้และเป็นอังกฤษก็ยังเชี่ยวและช่องไปแล้วว)

Girl On A Wire (Sexy Element Remix) / Swan Dive
ฟังจากไม่เพราะกลายเป็นเพราะ สมกับคำที่ว่าการล้างสมอง และล้างหูเสียจริง แต่ทั้งนี้ ชอบท่อนฮุก หลอน ๆ มึน ๆ แต่ก็น่ารักดี เนื้อเพลงไม่เกี่ยวกัน แต่ก็ทำให้เกี่ยวกันได้ ถึงปัจจุบันยังเกาะเนื้อเพลงออกไม่หมด แต่ก็ได้อารมณ์ไปบ้างแล้ว

Monsoon / Luka Bloom
คาดว่าน่าจะเอาไปฟังในรถช่วงแรก ๆ ก็เลยทำให้ติดมา แต่ชอบเพราะบรรยายความรู้สึกหลงรัก ลุ่มหลง ชัดเจนระดับหนึ่ง เปรียบเทียบความรักกับมรสุมเลยทีเดียว Everyday is the rainy season / Every night is a full moon / Whenever I'm with you darling / Love is a monsoon ทั้งจังหวะทั้งทำนองก็เป็นเพลงที่ราบสูงหลอน ๆ แบบไอริชดี

อัลบั้มของปี 2009 ไม่ได้ดูปีที่ผลิต แต่เป็นอัลบั้มที่รู้สึกชอบใจที่สุดในปีขอยกให้ Taste of Brazil ก็แล้วกัน เพราะเอากลับมาฟังใหม่แล้วฟังได้ทุกเพลง และฟังตอบขับรถสบายใจไม่มีเบื่อดีด้วย
ชวนผิดหวังที่สุดเป็น Mayfair ของ Swandive เนื่องจากความเนือยไร้ขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อคาดหวังว่าจะเป็นแบบ Until !!!!!!!!!!

Friday, January 29, 2010

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2009

ชีวิต
ปีนี้เป็นปีหนึ่งที่มีจุดผันแปร แล้วก็เปลี่ยนในชีวิตสูงที่สุด แล้วก็ผันผวนที่สุดอีกปี คล้ายกับช่วงปี 2007 ในแง่ที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตจากสิ่งที่เคยปฎิบัติมา ทั้งในการหยุดเลิกจากสิ่งที่ได้ทำอยู่เดิม และเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่แตกต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง มีจุดปักไมล์หลัก ๆ ที่เด่นชัดเจนก็คือช่วงเดือนสองที่ withdraw จากทุกอย่างในชีวิต และไม่สนใจอะไรเลย นอกจากการอ่านหนังสือ light fiction เพื่อฆ่าเวลา (เน้นคำว่า ”ฆ่า” เวลาไปวัน ๆ ที่มีความหายว่าเพื่อให้แค่เวลาหมดไปจริง ๆ ) และกี้ โดยไม่สนใจอย่างอื่นอย่างใดเลย (แม้ว่าจะไม่ดีในแง่หนึ่ง แต่อีกแง่หนึ่งก็ทำให้ได้ภาษาอังกฤษที่แข็งแรงโดยเฉพาะในแง่การอ่านและการตีความกลับมาด้วย) เดือนสี่ที่กลับมาโฟกัสกับชีวิตด้วยจุดประสงค์การเรียนภาษาจีน และกลับมามีเป้าหมายในชีวิตใหม่อีกครั้ง และเดือนสิบเอ็ดที่เป้าหมายชัดเจนมากจากงานไม่ประจำกึ่งประจำที่ได้

รู้สึกว่าปีนี้โตกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มกลับมาทำงานอย่างจริงจัง ตารางเวลาที่มีทำให้จัดชีวิตเป็นรูปแบบมากขึ้น และมีการคำนวณเวลาที่จะใช้ในแต่ละวัน

การงาน
เริ่มแรกด้วยสภาพว่างงาน และคงที่อยู่อย่างนั้นจนกระทั่งใกล้สิ้นปี เนื่องด้วยว่าอยู่ในสภาพ “ถดถอยและหลีกหนี” ในช่วงสามเดือนแรกของปี แต่หลังจากนั้น เบนเข็มไปที่การเรียนภาษาจีน และเป็นการเรียนที่จริงจังมาก (30 ชั่วโมงในห้องเรียน และไม่นับที่ทบทวนเอง แทนที่จะเป็นการทำเล่น ๆ ฆ่าเวลา ซึ่งคำว่าจริงจังก็ทำให้เป็นการเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล จนทุกคนรอบตัวแนะให้เรียนจนเป็น ก่อนที่จะทำอย่างใดอย่างอื่นต่อ

ช่วงเดือนสิบเอ็ดมีงานแปลรายได้งามเข้ามา (แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ค่าแปล กรีดดด) และหลังจากนั้นก็เป็นงานกวดวิชา ซึ่งจับผลัดจับพลูกลายเป็นงานไม่ประจำที่เน้นไปทางประจำไป ซึ่งจะว่าไปก็เป็นงานที่ชอบ และสนุกอย่างที่สุดงานหนึ่งเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่เคยคิดว่าภาษาอังกฤษที่มีจะได้กลับมาใช้ และเป็นการใช้อย่างจริงจังในฐานะความรู้ที่ทำให้เกิดรายได้ .. ที่เป็นรายได้งามเกินกว่างานประจำที่เคยทำมาทั้งหลาย

การสอนหนังสือกับกวดวิชาในแง่หนึ่งอาจจะไม่ต่างกัน ตรงที่เป็นการให้ความรู้กับผู้เรียนทั้งคู่ แต่อันหลังคงจะมีเงื่อนไขระยะเวลาที่กระชั้นกว่า เร่งด่วนกว่า ทำให้เป็นการเรียนที่เน้นจุดสำคัญและเน้นเป้าหมายเป็นหลัก ซึ่งในแง่นี้ก็เป็นลักษณะเฉพาะที่มิ้งถนัดและชื่นชอบเสียด้วย ที่จะบอกว่าไม่ต้องจำหรือจับอะไรมาก ดูแค่จุดหลักและพยายามให้เข้าใจแค่นั้น หลายคนบอกว่ามิ้งอธิบายได้ชัดเจนและเป็นหลักการดี อย่างไรก็ตาม มีความรู้สึกว่าการสอนกวดวิชาของมิ้งเป็นไปในลักษณะพี่สาวมากกว่าจะเป็นครูจริง ๆ อย่างที่คงเป็นเพราะอายุมิ้งและเด็กไม่ห่างกันมาก และมิ้งวางตัวเป็นพี่เป็นหลัก การที่มีคนบอก (ฟินน์ อันที่จริง) ว่ามิ้งหาเพื่อนเล่นนอกสถานที่ก็น่าจะถูก

การเดินทาง
ไม่ได้ออกนอกประเทศอีกแล้วว คิดว่าปีนี้ทริปน้อยอย่างที่เรียกว่าน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตาม ทริปที่ชอบและรู้สึกฝังใจที่สุดก็คือทริปเสม็ด เพราะช่วงเวลานานขึ้นทำให้ไม่ต้องรีบร้อน และมีเวลาอยู่กับเพื่อนอย่างสบายใจมากกว่าเดิม เป็นความรู้สึกที่ดีและการใช้เวลาที่ดีร่วมกัน
ทริปกับครอบครัวรู้สึกไม่ค่อยมีชอบกล อย่างไรก็ตาม นึกถึงทริปพัทยาที่กลายเป็นเดินเล่นในเซ็นทรัลอย่างสนุกสนานเป็นหลัก และทริปเชียงรายที่ไปสงบใจที่ภูใจใส

สุขภาพ
ดีขึ้นถ้าไม่รู้สึกไปเอง เพราะการเรียนภาษาจีนทำให้วางเวลาชีวิตเป็นระบบขึ้น และยิ่งเมื่อสอนหนังสือและขับรถเองก็เป็นการบังคับตัวเองให้นอนเร็ว และตื่นเช้า (ไม่เคยคิดว่าจะง่วงตอนห้าทุ่มได้ แต่ก็เป็นไปได้แล้ว) นอกเหนือไปจากการบังคับตัวเองให้กินมื้อหลักเป็นเวลา รู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้น และกำลังข้างในดีขึ้น เหมือนพูดกันรู้เรื่องและสื่อสารกันได้ดี ไม่นับว่าเริ่มกลับมาฝึกจี้กง และใช้จิตกำหนดรักษาตัว ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการขับรถและเข้ารถเข้าเมืองทำให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทตึงกว่าที่เคยจริง (และในแง่หนึ่งก็เห็นได้ว่าการจราจรบ้านเราย่ำแน่และไร้ระบบลงไปเรื่อย ๆ )

ปล. ทุกอย่างมาเสียตอนช่วงหยุดปีใหม่ แย่และเสียเวลาจริง ๆ

หมอที่นวดให้ก็ยังเป็นคนเดิม คือ พี่ชิน และพี่ษร ที่อยู่กันมานวดกันมาจนสนิทสนมรู้ใจและเป็นญาติกันในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ได้หมอมาใหม่คือคนคือ เล้งที่เป็นคนจัดกระดูกและทำครอบแก้ว/ ฝังเข็ม ซึ่งก็ถูกใจและพอใจมากเสียด้วย

ความรัก
รักตัวเองและอยู่กับตัวเอง แต่ขณะเดียวกันก็มองออกไปข้างนอกจนได้คนรู้จักตั้งแต่ยาม แม่บ้าน คนเก็บเงินทางด่วน คนขายเสื้อ ฯลฯ มาด้วย พยายามจะเข้าใจและใส่ใจคนรอบตัวมากขึ้น (ซึ่งหลายครั้งก็เกือบจะกลายเป็นการคิดแทน หลังจากเอาตัวเราไปแทนที่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่บ้าน เพราะเริ่มจะมีสภาพบ้านเป็นบ้าน “เด็ก สตรี และคนชรา” มากขึ้นอย่างไรก็ไม่แน่ใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระบวชทำให้ภาพนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีก

แบบหนุ่มสาว? ขึ้น ๆ ลง ๆ ชอบกลอย่างน่ากลัว แต่ต้องสารภาพว่ามีคนที่รู้สึกว่าผูกใจด้วย (หรือเรียกให้ถูกก็คือเอาใจไปผูกกับเขา) มาตั้งแต่เดือนห้าเดือนหก และก็เป็นแบบขึ้น ๆ ลง ๆ ว่าจะเป็นเพื่อนกันหรือมากกว่านั้น หรือเป็นเพื่อนกันแบบมากกว่านั้น ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำท่าแบบเดียวกันก็เลยไม่แน่ใจ แต่ที่กลัวก็คือจะเอาใจเข้าไปผูกมาก... มากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร เพราะเจอกันบ่อย หรือว่าเพราะช่วงหนึ่งเจอแต่คนนี้คนเดียว (ซึ่งตอนนี้เมื่อออกไปข้างนอก ก็พยายามดูให้มากกว่า กว้างกว่านั้นอยู่) แต่กลัวว่ามันจะเป็น slow build ที่ทำให้ดิ้นไม่หลุด เพราะได้รู้จักดูใจกันอยู่ (อย่างน้อยในแง่นี้ก็เป็นคนที่มิ้งมีเวลาดู และดูในลักษณะเพื่อนกันเลย มากกว่าจะกระโจนลงไปแล้วเปลี่ยนใจหมดรักกระโดดหนีอย่างทุกที)

การเงิน
เนื่องด้วยต้นปีเป็นจุดตกต่ำด้านการเงินครั้งหนึ่ง และได้พิสูจน์มาแล้วว่าถึงจะมีเงินมาก ก็หมดได้ ถ้าใช้จ่ายไม่ดี ไม่คิด ก็เลยทำให้การใช้เงินปีนี้สุขุมรอบคอบขึ้น และจะว่ากันตามจริง เนื่องด้วยถ้าไม่ไปเรียนก็จะหมกตัวเป็นปลาบึกจำศีลอยู่ที่บ้านเป็นหลัก เลยทำให้ไม่ค่อยมีโอกาสใช้เงิน นอกเหนือจากหลัก ๆ ก็คือค่าเรียนพิเศษจีนที่บ้าน (รายชั่วโมง) และนานทีก็คือค่าเที่ยวเวลาเจอเพื่อน กลับมาซื้อเสื้อผ้ามากขึ้นหลังจากรับงานที่สยามเป็นหลักชัดเจน (และที่ตามมาชัดเจนมาก ๆ คือค่าทางด่วนและค่าจอดรถ) อย่างไรก็ตาม การที่อยู่บ้านเป็นหลักก็ทำให้เป็นคนดูแลค่าใช้จ่ายที่บ้านด้วยหนึ่งด้วย

ก็ได้แต่หวังว่าตัวเลขที่คิดว่าจะได้จากการสอนจะเป็นไปตามนั้นได้จริง และสามารถครอบคลุมดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหลายได้หมด

Thursday, February 19, 2009

Tag Number Two From Facebook

Another tag to go along. I think this one is much easier when you can just answer it, not just think randomly of thing to say. But then you have less freedom to go as well?? Well, well, being posted here with the very same reason as the former!

1. WERE YOU NAMED AFTER ANYONE?
Nope. My name is unique here, but yet, I have learnt some kids were named after my name. Kind of pissed, since it was specially, exclusively picked from my mum’s feelings when I first born. (The Bad me wanna scream to those with my name that they are just an imitation. But then since name has power, I wonder if different name meant different me.)

2. WHEN WAS THE LAST TIME YOU CRIED?
My tears were about to be falling in my uncle-in-law’s funeral a couple of days ago. Is it same as crying? If not, last month I think, I had all exhausted, physically and mentally, and about to break over the stupid quarrel with my family.
/Tonight. Feeling frustrated with myself.

3. DO YOU LIKE YOUR HANDWRITING?
Not really, it depends on my mood, what I’m writing, and what I’m writing with.

4. WHAT IS YOUR FAVORITE LUNCH MEAT?
It depends on what kind of meal, yet I go for minced pork.

5. IF YOU WERE ANOTHER PERSON, WOULD YOU BE FRIENDS WITH YOU?
I guess so. It’d also be a chance to see myself from outside.

6. DO YOU USE SARCASM?
Are you asking me? I think I can be the queen when I’m in that mode. Once a friend said that people can die from my bite. Oh oh..

7. DO YOU STILL HAVE YOUR TONSILS?
Yes.

8. WOULD YOU BUNGEE JUMP?
No, I don’t think I’d be scared of height. But I’m afraid of having my body spent before my age.

9. WHAT IS YOUR FAVORITE CEREAL?
Muesli and Special-K. Maybe with some sliced banana and ground cinnamon for the latter would be blast! Still, haven’t had such meal for quite some time!

10. DO YOU SPEAK ANOTHER LANGUAGE?
Thai, if you count. I think I know bit of this and that, but not to the extent we are talking about.

11. DO YOU UNTIE YOUR SHOES WHEN YOU TAKE THEM OFF?
If I can’t take them off… But for snickers, it’s a thing to do, isn’t it?

12. WHAT IS YOUR FAVORITE ICE CREAM?
Hmm, sour ones. I go for sorbet mostly.

13. WHAT IS THE FIRST THING YOU NOTICE ABOUT PEOPLE?
Their personalities, their manners. Sorry I’m a bitch.

14. RED OR PINK?
Which shade of pink? If shocking pink, I go for pink. But then I go for refined and sophisticated pink too.

15. WHAT IS YOUR LEAST FAVORITE THING ABOUT YOURSELF?
My running away trait. I think I have MANY things I don’t like about myself, as a perfectionist. Don’t let me start here!

16. WHO DO YOU MISS THE MOST?
My former self, if it counts.

17. DO YOU WANT EVERYONE TO COMPLETE THIS LIST?
It’s their choice.

18. WHAT COLOR PANTS AND SHOES ARE YOU WEARING?
No shoes since I’m home. For pants, small red and white stripe short.

19. WHAT ARE YOU LISTENING TO RIGHT NOW?
Garbo Goodbye by De-Phazz, as random by my iTunes list.

20. IF YOU WERE A CRAYON, WHAT COLOR WOULD YOU BE?
Hmm, bright yellow? Orange? You’d name it for me?

21. FAVORITE SMELLS?
Grass after rain, brandy and port, flowers, …

22. WHO WAS THE LAST PERSON YOU TALKED TO ON THE PHONE?
My brother.

23. DO YOU LIKE THE PERSON WHO SENT THIS TO YOU?
Sure, she’s [Kaew] able, hard-working and trustworthy. It’s strange that we have become friends, but I’m glad we did it. I love the ways she put long comments on my blogs and have views on the world as she believes it. I love talking to her, though we have problem of having too many things to say we can’t wait till the other’s turn for story.

(Will you be surprise/ pleased reading about this? I think I can talk more but you just msn me.)

24. FAVORITE SPORTS TO WATCH?
Figure skating.

25. YOUR HAIR COLOR?
Black. Dark.

26. YOUR EYE COLOR?
Black. Dark.

27. DO YOU WEAR CONTACTS?
No. My tears will just be falling. And the glass I’m wearing gives me character- or so I believe!

28. FAVORITE FOOD?
Lamb. Salads. Sandwiches (no no-taste chicken beast and white bread please). Scones. Smoked salmon. Christmas Bread. Tomatoes.

29. SCARY MOVIES OR HAPPY ENDINGS?
Happy endings indeed. Hmm, I would say I want good, heart-felt laugh!

30. LAST MOVIE YOU WATCHED?
Cannie remember.. sorry folk. I’m the last in the line for movie.

31. WHAT COLOR SHIRT ARE YOU WEARING?
Now? Only navy blue plain camisole.

32. SUMMER OR WINTER?
Winter!!! Summer melts me to nothing.

33. HUGS OR KISSES?
Hugs, heart-feeling ones.

34. MOST LIKELY TO RESPOND?
???

35. LEAST LIKELY TO RESPOND?
???

36. WHAT BOOK ARE YOU READING NOW?
Just finished ‘Iron Hunt’ by Marjorie M. Liu late last night. At first I was fascinated by the idea, but then the plot too. It was much better than I expected. And I’m satisfied.

/’Cybele's Secret’ by Juliet Marillier a couple of days ago. And I’m still too into the book to start another. Must say I hadn’t gone falling for such a book this long!

37. WHAT IS ON YOUR MOUSE PAD?
Nothing - I don’t use one.

38. WHAT DID YOU WATCH ON TV LAST NIGHT?
Oh, watching Maya Civilisation on History Channel. And I love it.

39. FAVORITE SOUND(S)?
The small fountains in the garden – when the water drops hit the ground. And the birds there.

40. ROLLING STONES OR BEATLES?
Prefer not.

41. WHAT IS THE FARTHEST YOU HAVE BEEN FROM HOME?
Coventry, UK. But it’d once been my home too. See it sometimes in my dream.

42. DO YOU HAVE A SPECIAL TALENT?
Childlike illustration?

43. WHERE WERE YOU BORN?
Bangkok.

44. WHOSE ANSWERS ARE YOU LOOKING FORWARD TO GETTING BACK?
All, and some with more eager.

45. HOW DID YOU MEET YOUR SPOUSE/SIGNIFICANT OTHER?
((How the hell am I supposed to know? I haven't met the right one yet. I'm so picky (not piggy which I am too.) He must be doing something somewhere.)) copied this from my tagger!

25 random things

I was asked to play this by p‘June and Kaew in Facebook, and think it would be great to also collect it in my blog, to the fact that I enjoy talking about myself! Well, well, well, more or less, yes!

1. I’m an all-or-nothing person. Say, if I love something, I will just love it with no limits, but then if I hate it, I hate it with all my heart too.

2. I love colourful strong shades. And If I’m to be in love with shocking pink, the reason is that it contains a lot of hue.

3. Sometimes I go for uncooked/ semi-cooked meals, and that’s left no wonder why I go for sandwiches and salads.

4. My favourite philosopher is ‘Machiavelli’. Can I say I more practical than the way I live my life? Still, I just recently realized I’m a day-dreamer more than everything.

5. In another time, in another place, I would be an illustrator. So far, doing Illustrator programme is my labour of love, which I draw only from my super inspiration.

6. People around me consider me as a hyperactive one, which makes me wonder if I am so. Only I know I’m not a sitting-patiently-composedly person.

7. I’m against social behaviour, against mass and conventional attitude. So don’t be surprised if you can’t win me with the current tide.

8. I do respect silence with libraries and bookstores. And I can go straight to people and ask them to be quiet after I observe their loudsy-selves for a while.

9. A being suffering with loneliness is the most heart-breaking plot for me. Come to see me cry anytime it’s on.

10. I love having my nails painted in strong colours, and somewhat it becomes one of my trademark.

11. My favourite drinks are still water, tea, and sour juices.

12. I am an independent person to do things, go places alone. But sometimes I do that too often that I forget the joy of having a company, or forget that I miss that.

13. I love eating when walking – since it gives more time, leisure and pleasure than sitting down to eat.

14. As much as I enjoy global food, Chinese is my weakness.

15. I’m well-known among friends as hard and fast drinker who hardly gets drunk. Still, I drink much less these days.

16. People say I look younger than my age, and I’m afraid that it’s partially from my childlish/childish behaviour.

17. I likes traveling to new places and meeting new people, don’t be too surprised if I talk to the stranger next to me as if we are long-lost friends.

18. I love people praising me more than I think I do.

19. I don’t like gossip nor backchat – don’t let me involve in the activity, love!

20. I love lambs plus mint jelly!

21. I have many of my own drink recipes, which I guard them secretly.

22. My moods are swing.

23. My reading genre now focuses on ‘urban fantasy’.

24.25 random things is harder than I though – I felt run out of material after the half way.

25. I love doing tags – since I like to talk about myself, well, like to look into myself! Although 25 things to think about oneself is rather a tough thing to do!

Monday, January 12, 2009

the absolute me?

possess anti-social behaviour/ anti mass& conventional attitude. nail fetish bitch. illustrator wannabe. pragmatic, if not too idealistic idealist. sharp tongue and adroit mind - love to bite and get bitten with ironic and satire words. loyal and faithful, yet vindictive and moody. partially friendly. independent. childish. mega-hyperactive in strange times. hard and fast drinker. secretly romantic. sensitive to temperamental. occasionally cooker, reader, dreamer, feeler, teller and thinker with own culture. wacky till mad. gay clubbing goer.

my so-called description from hi5 written long time ago. what would you think about it? I carefully thought of the right words about me, so you would know who I am. but then am i talking about the absolute me there?

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2008

ชีวิต
ปีหนึ่งที่ผ่านมาก็มีอะไรหลายอย่างเหมือนกัน ชนิดที่ว่า ถ้ามองดูตั้งแต่ต้นปีแล้วให้คำนวณคะเนมาถึงปลายปี ก็คงไม่คาดคิดว่าหลายอย่างจะเข้ามา หรือหลายอย่างจะเกิดขึ้น ทั้งเรื่องหน้าที่การงานที่เปลี่ยนไป คนที่เข้ามาแล้วจบไป เพื่อนฝูงกลุ่มเดิมและกลุ่มใหม่ที่เข้ามา และที่มารวมกันอยู่ตอนนี้ และแม้แต่กับตัวเองก็ต้องบอกว่ามีสิ่งที่เปลี่ยนไปเหมือนกัน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเวลาหนึ่งปีนั้น นับว่านานก็นาน หรือว่าไม่นานก็ได้ แต่อย่างน้อย ในแง่หนึ่ง มันก็นานพอที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลง .. และมากพอที่เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ อยู่เช่นกัน

การงาน
ครึ่งปีแรก ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาก การทำงานที่แรกไม่ใช่อย่างที่คิดเท่าไหร่ แล้วก็ไม่ได้ถูกใช้อย่างที่ควรจะเป็นด้วย และดังนั้นก็เลยไม่อยู่ต่อ ช่วงที่มาแปลงานอยู่กับงานก็มีความสุขดี ถ้าไม่รีบ ก็จะยิ่งดีมาก ไม่อย่างนั้น กดดัน นั่งอยู่หน้าคอม แล้วแปล แปล แปล เสียเหลือเกิน ... แต่จะพูดอย่างก็ต้องบอกล่ะ ว่าชอบ และสนุกที่ได้แปล โดยเฉพาะเมื่อได้รู้สึกว่าได้พัฒนาฝึกฝนตัวเอง และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปด้วย ช่วงครึ่งปีหลัง ได้ทำงานสายงานที่ไม่เคยทำมาก่อน ต้องปรับตัวเพราะแตกต่างจากเดิม และเพราะเข้าไปในช่วงเปลี่ยนผ่านเสียด้วย อย่างไรก็ตาม สนุกที่ได้ทำงาน และสนุกที่ทำให้งานเกิดได้มากเลยนะ มีความสุขที่ได้ทำงาน แล้วก็เห็นสิ่งที่ทำอยู่เป็นรูปเป็นร่าง เห็นความสำคัญของตัวเองที่ทำให้งานเกิดขึ้นได้ ยิ่งเป็นการทำงานที่เป็นนายตัวเองแบบนี้ ได้เจอคนใหม่ ๆ และได้เห็นโลกต่างไปจากเดิม เพื่อนร่วมงานก็น่ารัก เป็นกันเอง .. ซึ่งก็พูดได้เลยว่าเป็นที่แรกที่บรรยากาศการทำงานผ่อนคลายและไม่เป็นทางการที่สุด เสียดายที่ไม่ได้เข้าไปเห็นและเป็นส่วนหนึ่งในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด คงจะมีอะไรดี ๆ อีกมาก นั่นแหละ ..และก็เสียดายที่ต้องเปลี่ยนตำแหน่ง เฮ้อ ทำไมหนังสือไปไม่รอดนะ ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็คงไม่เกี่ยวกับอีฉันแล้ว แต่คนที่อยู่ข้างหลังสิ? อ้อ เสียอย่างเดียวอีกอย่างที่นายไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นนายตรง หรือนายใหญ่ก็ตาม สรุปสั้น ๆ ว่างานดี เพื่อนร่วมงานดี และนายไม่ดี
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทำงานครั้งสุดท้าย และการออกมาอยู่กับตัวเอง เมื่อได้กลับไปทำงานในสำนักงานอีกครั้ง ก็แปลกที่เห็นความเติบโต เห็นวุฒิภาวะของตัวเองที่เพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น แล้วก็แปลกที่พอคิดก็ต้องยิ้มกับตัวเองว่างานการประสานงานกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ดี และชอบขึ้นมา ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณเวลาที่ได้ถูกยืมตัวไปอยู่กระทรวงจริง ๆ ถ้าอยู่เฉย ๆ ก็อาจจะได้อยู่ แต่ก็คงไม่ได้ และไม่ชัดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้ Everything has its cause, and yet, we are connecting all those dots!
และก็อีกอย่างที่พบ หลังจากการจับพลัดจับพลูเข้าไปเป็นคนประสานงานครั้งสุดท้าย คิดว่าตัวเองทำงานประสานงาน แล้วก็จัดการบริหารได้ค่อนข้างดีนะ .. ถ้าได้ทำงานจัดอีเวนต์ต่าง ๆ ก็คงสนุกดี (เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จริง ๆ )

การเดินทาง
ปีนี้มีการเดินทางออกนอกนประเทศแค่สองครั้ง คือไปพุทธคยา และเซี่ยงไฮ้ ทริปแรกไม่แตกต่างจากทริปทำบุญปกติของบ้านมาก เว้นแต่ว่าไปกับผู้ใหญ่และเป็นการแสวงบุญนอกประเทศครั้งแรก (น่าตื่นเต้นไหมคะนี่?) แต่ที่สนุก ก็คือได้เห็นความศรัทธาของชาวพุทธที่มาจากสถานที่ต่างกัน และก็ถูกแสดงออกในรูปแบบที่หลากหลายได้สวดมนต์ตามปกติ .. แต่ที่คนนอกบ้านเห็นแล้วอัศจรรย์ใจ (ตลกดี) แต่สำหรับมิ้ง สิ่งที่ดีที่สุด คือการได้สังเกตผู้คนหลากหลายที่มาเงียบ ๆ กระมัง อีกทริป ก็จับพลัดจับพลูไปกับคณะใหญ่ เดินทางเหนื่อย และนั่งรถตลอด แต่สนุกก็คือ กลุ่มที่สนุกสนานไปด้วยกัน ทั้งคนที่เจอในทริป และมาวิ่งตะลอนไปด้วยกัน สนุกกับการถ่ายรูป และเล่นเป็นเด็ก อย่างไร้ความกังวล (ทั้งเพราะไม่มีงานที่ต้องทำ และได้ปลกปล่อยตัวเองอย่างเต็มที่) ... ส่วนดวงเดินทางในประเทศ พุ่งกระฉูด ซึ่งก็ได้อานิสงค์จากการทำงานอีกบ้างเล็กน้อย (ขอย้ำว่า อยากเข้าไปทำงานตอนได้เดินทางเป็นว่าเล่นกว่านี้จริง ๆ) ติดใจทริปเคปราชา เพราะว่าได้เจอคนใหม่ ๆ มากมาย และได้รั่วไฮเปอร์หลุดโลกถึงเช้า อานิสงค์อีกอย่างก็คือ ทริปเพื่อนจัดที่ตั้งใจกันให้มีเดือนละครั้งถึงสองครั้ง ติดใจทริปลำน้ำเข็กที่สุด เพราะรู้สึกว่าไปไกล middle of nowhere แล้วก็เขียวเกินจะเขียวดี แล้วก็รู้สึกยังไม่เสร็จที่เสม็ด เพราะไปขาแพลงจนเต้นระบำรำฟ้อนตอนดึกไม่ได้ (อยากไปแก้มือ!)

สุขภาพ
เรื่อย ๆ มาก แต่ถ้าเทียบกับปีที่แล้วก็ต้องเรียกว่าดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตาม รู้สึกได้ชัดว่า สังขารต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมอย่างดีเสียแล้ว ก็แก่ขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ช่วงนี้มันอาจะไม่มีอะไร แต่หลังจากนี้ มันอาจะเริ่มถดถอยแบบสปีดเร็วกว่านรกก็ได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้ดูแลตัวเองให้ดี และ spent ใช้ไปมากเกินไป ช่วงนี้กลับมาทำงานของตัวเอง ก็คงเป็นนายของตัวเองและให้เวลากับร่างกายได้มากขึ้น ก็ถือเป็น new year resolution ก็เลยแล้วกันที่ดูแลตัวเอง เริ่มตั้งแต่เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ ซึ่งสิ่งแรกที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งก็คือปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต โดยเฉพาะการนอน ต้องพยายามนอนให้เร็วขึ้น และไม่โต้รุ่ง!

ความรัก
อืม อยากจะบอกว่าไม่มีให้ใครเลยได้ไหม ปีนี้ (โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง) รู้สึกหมกมุ่นกับตัวเองมาก ๆ อยากเรียกตัวเองว่า self-absorbed bitch จริง ๆ ทนใครไม่ค่อยได้ ขี้โมโห และขี้รำคาญอีกต่างหาก เป็นไปได้ไหมว่าอยู่กับคอมมากเกินไปจนรำคาญที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ โอ ฟังดูน่ากลัว และที่สำคัญ ไม่เกี่ยวกับหัวข้อความรักเล๊ยย
นั่นแหละ ไม่รักใครเลย หรือไม่ก็แปลกที่รักคนที่รู้จักแบบผิวเผิน ในแง่ที่ว่าสนุกที่จะรู้จักกับคนรอบตัวอย่างผิวเผิน มากกว่าจะมีคนมารู้จักและต้องใช้เวลาใส่ใจกัน รักตัวเอง คิดถึงแต่ตัวเองมากเกินไปหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ
เพื่อนฝูงก็มีเข้ามา และเข้าไป แต่ตอนนี้เหมือนลงตัวเป็นกลุ่มกับแกงค์เกย์ ซึ่งก็สนุกดี แต่เกิดคำถามสองประเด็น ว่าทำไมฉันไม่มีเพื่อนผู้ชายบ้าง และถ้าคบพวกนี้นาน ๆ ก็คงหาแฟนยาก เพราะเสียนิสัยกับการดูแลเกินปกติที่มาจากนิสัยช่างคิดของหนุ่ม ๆ (?) กลุ่มนี้

การเงิน
เอ้อ ถึงจะมีงานมีการทำเป็นหลักแหล่ง แต่ก็ได้พิสูจน์เอาไว้แล้วว่าเงินทองไม่มีเหลือเก็บ เวรกรรมหนอ.. ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหมดไปได้อย่างไร และหมดไปกับอะไร แต่ก็หมด ใช้โน่น ใช้นี่รอบ ๆ ตัวไป เป็นคนที่เวลาใช้เงินก็หมดไปอย่างน่ากลัวมาก และที่สำคัญ มักจะไม่ใช่หมดกับของชิ้นใหญ่ แม้แต่นิด แต่จะเป็นกับของชิ้นเล็กชิ้นน้อย เวลาถูกใจก็ซื้อไม่คิดหน้าคิดหลัง คนที่ทำงานยังรู้เลยว่าช็อปกระจาย (กรีด!) อืม ถูก พลป เรียกว่า mega shopping species หรือมันจะเป็นความจริงที่ต้องยอมรับสักทีคะ? ก็คงต้องปรับการใช้เงินอีกอย่าง หรือไม่ก็หาใช้ได้มากขึ้น

Thursday, January 01, 2009

โปรดปราน 2008

Fav eating place – ม่านเมือง: ร้านอาหารเหนือแถวบ้านที่ทั้งอร่อย ทั้งบรรยากาศบ้าน ๆ ได้ใจ ว่าจะชมลงบล็อกก็หลายหน (จะว่าไปก็เคยชมเองลงบล็อกนี้แล้วนี่หว่า) ชอบที่แต่งแบบบ้านได้ไม่บ้าน กลายเป็นได้บรรยากาศชนบทไทยที่ราบสูง ฟังดูงง ๆ แต่ไม่เหมือนนั่งอยู่กรุงเทพฯ ก็แล้วกัน อจจะแม่ฮ่องสอน หรือไม่ก็น่าน ฮ่าๆๆ .. ชอบที่ให้ผักไม่อั้น ตักตามใจ (ชอบผักชีใบฝอยจริง ๆ) อาหารก็อร่อย

Fav drinking place - Flow, Le Fenix: หลังนี่ ๆ ไม่ค่อยไปร้านใหม่ ๆ เท่าไหร่ มีแต่ร้านซ้ำ ๆ วน ๆ โดยเฉพาะซอยสองสีลม ไปจนจะเป็นบ้านอยู่แล้ว .. ชอบที่นี่เพราะไปทีไรก็ไม่มีคน (อ้าวๆๆ) ทำให้เหมือนมี private party อยู่เสมอ แม้ว่าร้านจะเล็กจนพูดอะไร เด็กในร้านรู้เรื่องหมดก็ตาม ที่นี่เหล้าอร่อย ชงได้ถูกใจมาก ๆ แล้วก็บาร์เทนเดอร์น่ารัก พูดรู้เรื่อง ชอบ ชอบ ชอบ :D :D

Fav mind away spot – ร้านซีดีที่สีลม: ก็ไม่คิดว่าไปบ่อย แต่ไปก็ไปนั่งเรื่อย ๆ อยู่กับพี่ที่ร้านได้ ก็ขำดี เคยเบื่อ ๆ ขำ ๆ แล้วไปหน้าสีลม เดินไปเจอร้านนี้ คนในร้านก็ดีอกดีใจที่เข้าไป ทำให้รู้สึกว่า เออ จริง ๆ ถ้าเรามองไปรอบตัว เราจะไม่เหงาเลย เพราะโลกนี้มีคนอยู่ตั้งเยอะ .. ย้อนกลับมาที่เดิม ก็ไปนั่งฟังเพลงขอลองแผ่นไปเรื่อย ๆ แล้วก็ขำที่หลัง ๆ เริ่มมีการ offer เบียร์ และบุหรี่ให้ ใจเย็นนะคะ คุณพี่ หรือหนูควรจะใจเย็นที่ไปตอนเมา ๆ คะ?

Fav hiding spot – kino: ไป ๆ มา ๆ ร้านหนังสือเป็นที่ที่ปรับอารมณ์ให้ได้ดีที่สุดเลย ถ้าอารมณ์ลบมาก ๆ โกรธ เกลียด เสียใจ ไปเปิดหนังสือก็อยู่ในโลกหนังสือ แล้วกลับมาเป็นปกติได้ เมื่อก่อนชอบสาขาพารากอนนะ รู้สึกว่ากว้าง แล้วก็โปร่งดี แต่หลัง ๆ ชอบที่เอ็มโพเรียม เพราะว่าคนน้อย คนเข้าไปเพราะอยากหาหนังสืออ่านจริง ๆ ทำให้เงียบ แล้วก็เป็นส่วนตัวกว่า ถึงจะมีข้อเสียว่าหนังสือน้อยกว่าที่แรกก็ตาม!

Fav quick fix - reading: ข้อข้างบนก็บอกไปแล้วมังคะ เสียใจ โกรธ เกลียด อ่านหนังสือนั่นแหละ หายเกลี้ยง! หลัง ๆ ชอบ urban fantasy มาก ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกับ mindaway mode ด้วยหรือเปล่า ตอนนี้กำลังรอ อยากอ่าน undone ที่สุด!

Fav reading style - urban fantasy: 3 ข้อนี้มารวบรวมกันเลยไหมคะ ชอบ fantasy แต่พล็อต the chosen (destined) hero fighting the evil มันน่าเบื่อชอบกล ก็เลยชอบ urban fantasy แทน เพราะเดินเรื่องเร็วกว่า (โดยปกติ) และตัวเอก bitchy ถูกใจ!

Fav thoughts – inspired/ in love: ชอบสองความรู้สึกนี้ เพราะเวลามีแรงบันดาลใจ หรือเวลาตกหลุมรัก (ที่โดยมากเป็นกับของ) ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์บันเจิดอย่างมหาศาล และก็ทำให้รู้สึกอยากทำโน่นทำนี่

Fav people – เพื่อน และกี้: ชอบเพื่อนกลุ่มที่เที่ยวด้วยกัน เพราะทำให้ได้เป็นอย่างที่อยากเป็น และให้ทำอะไรก็ได้ ไม่นับรู้ใจอย่างไม่ควรรู้ อย่างหลัง เพราะเป็นที่มาของ peace of mind ความสงบในใจ เอาความรู้สึกไปผูกกันมากก็แบบนี้ แต่รู้ว่ากับกี้แล้วสงบ

Fave food– อาหารรสจัด และ semi cooked: แง่นึงก็เป็นคนที่กินอะไรสุดโต่งนะ อย่างอาหารรสจัดแง่นี้ ก็คือเครื่องถึง รสถึง และมีเครื่องเทศ สมุนไพรเยอะ ๆ ส่วน semi cooked ก็เพราะไม่ชอบอะไรสุก ๆ หรือปรุงจนเกินไป การที่จะชอบสลัด เพราะเป็นผักสด และชอบ sandwich ก็ไม่น่าแปลกอะไร

Fave drinks - น้ำเปล่า น้ำผลไม้รสเปรี้ยว และชา: ฟังดูแปลก ๆ แต่อีป้าไม่ดื่มกาแฟ หรือน้ำอัดลม ตอนนี้อยู่บ้านติดชา Camomiles อีกต่างหาก

Fave site – Onemanga: ขอโทษที่ติดการ์ตูนและขอโทษที่ติดเวบนี้ (ขอโทษตัวเอง) แต่อย่างน้อยก็ได้ศัพท์ใหม่มาเยอะนะคะ

Fave colour shade – ฟ้า เขียว และชมพูแปร๋น: อย่างหลังมาได้ไงก็ไม่แน่ใจ ชอบเพราะสีแปร๋นดี เห็นแล้วสะใจ และเพราะอีฉันชอบสีจัด ๆ

Fave place – เสม็ด: เออ ทำไมชอบหาดเต้นระบำที่เสม็ดคะ ไม่เข้าใจแต่คิดแล้วชอบอยู่ตอนนี้ เพราะช่วงที่ไป อากาศหนาว เย็นสบาย แล้วก็ไปกับเพื่อนที่ถูกใจหรือไร?

พอดีกว่า นึกไม่ออกแล้ว!

เพลง 2008

ถึงธรรมเนียมของปี ที่จะมาบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา และในจำนวนนี้ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ต้องพูดถึงก็คือ เพลงที่ได้ฟังไปในช่วงปี ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คงมีเยอะกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลงที่ได้ในช่วงต้นปี และจำแล้วไม่ได้ในตอนนี้ ปีที่แล้วใช้คำว่า “เพลงที่ฟังบ่อยที่สุดในปี 2007” แต่จริง ๆ แล้วสิ่งที่ควรเป็นก็คือ milestone เพลงที่มีความหมายกับช่วงชีวิต และเป็นสิ่งที่ชวนให้รำลึกถึงสิ่งต่าง ๆ มากกว่ากระมัง จะว่าไป ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

Frequently Baby (She's A Teenage Maniac) / Mêlée
เป็นเพลงที่ชอบจังหวะ ชอบตอนขึ้น ชอบอารมณ์ แล้วก็ชอบเนื้อนะ .. ช่วงที่ฟังแรก ๆ ฟังเพราะอิน เพราะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เข้าใจความรู้สึกในเพลง แต่ตอนนี้ฟังแล้วก็ขำตาม ถ้าไม่เป็นเหมือนที่คาดหวังไว้ เราก็คงจะเสียอารมณ์นะ ว่าไหม คิดว่ารัก แล้วรักตอบ แต่มันก็ไม่ใช่ พี่เขาในเพลงอุตส่าห์ head over heel หัวหมุนปั่นขนาดนี้แล้ว ชอบเนื้อทั้งเพลงเลย ไม่ขอตัดมา

Stay In Love / Mariah Carey
ฟังเพลงนี้ตั้งแต่ยังไม่ดัง ตั้งได้ได้อัลบั้มมา ก็เป็นเพลงที่ชอบที่สุด (ถ้าไม่นับ Byebye) แล้วก็ไม่นึกเลยว่ามันจะกลายมาเป็นเพลงอกหักของดิฉัน ฟังแล้วอินเกินจะกล่าว ปัจจุบันก็ยังชอบจังหวะอยู่ เข้าใจว่ากลับไม่ได้ ไปไม่ถึงมาก ๆ We said let go/ But I kept on hanging on/ Inside I know it's over/ You're really gone/ ..... And I keep on/ Telling myself/ That you'll come/ Back around/ And I try to front/ Like "oh well"/ Each time you let me down

Garbo Goodbye/ De-Phazz
ค้นซีดีเก่าเจอเลยเอากลับมาฟัง ไม่รู้ว่าเพราะโตขึ้นแนวเพลงเปลี่ยนไปหรือไร ถึงได้ฟังแล้วชอบมาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฟังไม่ได้เลย ชอบเสียงคนร้อง ฟังแล้วร้องเล่นเต้นระบำดี แล้วก็ชอบทัศนคติของเพลงมาก ๆ ฟังดูเป็น liberal ถ้าไม่ใช่คำว่า gender คุณเธอตามใจฉันดี .. My brain is wonderful creation/ Well-connected to my head/ God gives me sweet imagination/ It’s sometimes helpful in bed… แค่นี้ก็รู้แล้ว และที่สำคัญ For every clever girl/ Here comes a time to leave!

You and Me Against The World + I remember / Mocca
หลังจากผ่านมาอีกปี Mocca ก็ยังเป็นวงที่ชอบ และฟังได้เรื่อย ๆ อยู่ดี คุณหนูเธออินเลิฟมาก ๆ Baby, hold my hand/ Count to ten/ Break the chain/ I’m gonna take you inside my space ..... กับเพลงหลัง กุ๊กกิ๊กน๊องแน๊งมาก ๆ จำได้ทุกอย่าง วิธีผูกเชือกรองเท้า ดื่มกาแฟ อ่านหนังสือ เป็น every little thing สุด ๆ I remember all the things that we share/ the promise me made for you and I

I’m Yours/ Jason Mraz
ฟังช่วงแม่เข้าโรงพยาบาล แล้วก็ฟังแบบพยายาม front ปัญหาด้วยการหาอะไรกลบเกลื่อน ก็ไม่น่าจะเกี่ยวกันเท่าไหร่ อันที่จริง แต่ท่อนนี้น่ารักมาก ๆ Well, you done done me and you bet I felt it/ I tried to be chill but your so hot that I melted ความรู้สึกท่วมแบบนี้ก็ต้องปล่อยตามน้ำไปสถานเดียวมังคะ!

Imagining + Gentle Rain/ Swan Dive
เป็นเพลงที่ฟังแล้วกึ่มได้ ไม่ต้องอาศัยอะไรช่วยเลย Is it really happening/ Am I just imagining น่ารักดีจริง ๆ ๆ ถึงขั้นคิดว่าฝันไปจนต้องหยิกตัวเองเลยเหรอคะ ... ชอบฟัง Gentle Rain แล้วต่อด้วย Imagining ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะรู้ไม่นานนี้ว่า Gentle Rain เป็นเพลงอกหักนะเนี่ย การตีความขึ้นกับอารมณ์จริง ๆ หนอ ... It’s only natural/ That feeling will remain/ No matters how you say goodbye สองเพลงนี้ฟังแล้วคิดถึงตอนอยู่เซี่ยงไฮ้ เพราะว่าอดอยากขาดเพลงมานานจนกระทั่งโรงแรมสุดท้ายที่มีนาฬิกาปลุกและลำโพงให้เสียบไอพ็อดได้ ได้เปิดเพลงกระหึ่มห้อง โอ โอ มีความสุขมาก ๆ

When I Grow Up/ Pussycat Dolls
จริง ๆ แล้วอีฉันชอบเพลงตึงตังเหมือนกันนะคะ และเพลงนี้ก็เหมาะเปิดตอนแต่งตัวแล้วคึกคักคักคึกไปเจอฝูงยามค่ำคืนเป็นยิ่งนัก ไอ้เสียง ha ha ha ha ได้ใจจริง ๆ ช่างเป็นการวอร์มอัพก่อนไปเต้นข้ามคืนมาก ๆ โอ .. แม้ว่าเนื้อเพลงจะไม่เกี่ยวอะไรกับอีฉันก็ตามที ชีวิตไม่อยากโด่งดัง ขอเป็นผู้วิเศษ/ จอมคนเร้นกายก็พอ (เกี่ยวไหมคะ)

I’ll Move On/ Olivia Ong
ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึงยามหนาว ๆ ที่เดินไปมาอยู่คนเดียวตอนไปล่องแก่งยิ่งนัก I'll move on I'll go on/ Lord I will take your hand/ And you will guide me along ว่าแต่มันเป็นเพลงบูชาพระเจ้าหรือเปล่าคะ?

Up On The Roof/ Tom Grant and Valerie Day
เวอร์ชั่นนี้เอาไว้ฟังเวลากลับจากทำงานแล้วเหนื่อยกายเหนื่อยใจมาก ๆ บางทีเราก็มีช่วงที่ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากทำอะไร แต่อยากนั่งเฉย ๆ นิ่ง ๆ ใช่ไหมล่ะ I climb way up to the top of the stairs/ And all my cares just drift right into space/ On the roof, it's peaceful as can be/ And there the world below can't bother me

I Could Sing of Your Love Forever/ ?
เพลงนี้เป็นเพลง pop religious ของจริง แล้วก็ฟังตอนไปหัวหินกับเพื่อน เพลงเพื่อ lord เหมือนเพลงรักเลย แต่ก็ชอบอยู่ดี เวอร์ชั่นที่ชอบ ได้ใจเป็นส่วนหนึ่งของโลก ของธรรมชาติมาก ๆ และท่อนนี้ Everywhere I look I'm seeing/ Every breath I take I'm Breathing ฟังดูให้เห็นคุณค่าสิ่งรอบตัวดีแท้

Am I Dreaming/ Kat DeLuna feat. Akon
ชอบจังหวะมาก ฟังแล้วอยากเต้น เต้น เต้น โอ บนชายหาดอย่างเสม็ดได้จะยิ่งดี กรี๊ด ชอบๆ Am i dreaming!? เพลงนี้ก็กึ่มบนหาดอีกเพลง I don't wanna leave this place/ Stay right by my side/ But in my head I never thought/ I could fall in love with you..

The Best You Never Had/ Leona Lewis
ชอบจังหวะ โดยเฉพาะท่อนนี้ Back rubs/ Good love / My stuff / That's what you missed out on แล้วจะรู้ว่าพลาดอะไรไป ฉันไม่เป็นไร แต่แกนั่นแหละ จะเสียใจ ฮ่าๆๆ .. ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ดูเห็นคุณค่าของตัวเองดี ถ้าจะมาคร่ำครวญร้องไห้เสียใจ ว่าทำไมทิ้งกันไป ทำไมไม่รักฉัน ก็คงไม่ดีใช่ไหมล่ะ โลกนี้จะมีความสุข และเราจะมีความสุขได้ถ้าเรารักตัวเองและเห็นคุณค่าตัวเองอย่างที่บอกไปนั่นแหละ มันไม่ใช่ the end of the world ใด ๆ ทุกอย่างยังเหมือนปกตินะ :D

There s Nothin/ Sean Kingston
ก็นะคะ There's nothing in this world/ There's not another girl that could satisfy my needs/ There's nothing in this world/ There's not another boy that could make me feel so sweet/ Cos me love life's so right ท่อนนี้ก็ขำ When me look up in her eyes then she got me mesmerised/ Picture perfect like a Kodak moment ขนาดนั้นเลย มันช่วงกำลัง “ตาบอด” ชัด ๆ แต่ก็นะ

นึกออกแค่นี้ ขอพอก่อนก็แล้วกัน

ส่วนอัลบั้มของปี มอบให้ 9 Lives (Kat DeLuna) กับ Devils & Angels (Mêlée) เพราะไป ๆ มา ๆ ฟังได้เรื่อยมาก ๆ … Lady Gaga เกือบจะได้ แต่แอบตลาดไปนิด ฟังแล้วชอบ แต่ฟังไม่ได้นาน
แล้วก็ขอสารภาพว่าปีนี้ฟังเพลงไม่หลากหลายเลย

22.01.09
นึกได้อีกเพลง

The Heart Of The Matter/ India.Arie
ชอบเพลงนี้ เป็นเพลงอกหักที่ดีอีกเพลงหนึ่งนะ (แม้ว่าจะฟังมากจนหลอนฟังต่อไม่ได้อีกแล้ว) เป็นอีกเพลงที่ดูกลับไม่ได้ไปไม่ถึง เหมือนว่านะ เออ ก็รู้แล้วล่ะ ว่าเลิกแล้ว จบกันแล้ว แต่ว่าฉันยังตัดใจไม่ได้ แต่ก็พยายามอยู่นะ And I thought of all the bad luck/ And all the struggles we went through/ How I lost me and you lost you เปิดเพลงมาก็ได้ใจแบบน้ำตาท่วมแล้ว ถ้าอีกคน move on ไปได้ แต่อีกคนยังไปไม่ได้ I've been tryin' to get down to the Heart of the Matter/ But my will gets weak/ And my thoughts seem to scatter

ชอบอีกอย่างที่เพลงพูดถึงการให้อภัย บอกว่าเพราะชีวิตเต็มไปด้วย rage จากการแข่งขัน จากความภูมิใจ ถ้าเราลดลงไปได้ ชีวิตก็คงดีขึ้น และก็ทำให้ความรักดีขึ้นด้วย ไม่ว่าจะกับใครก็ตาม แล้วก็ปะโยคนี้ก็กินและตรงใจจริง ๆ ล่ะ I've been learning to live without you now/ But I miss you sometimes

ดูเนื้อเพลงเต็ม ๆ (แนะนำอย่างยิ่งเพราะชอบเรื่องการให้อภัยในเพลงที่บอกไปมาก)

Thursday, April 17, 2008

tag in the mail

โรคอยากทำ tag กำเริบ และจริง ๆ ก็ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากอาการ self-absorbed กำเริบเสียมากกว่า ก็ขอให้ได้มากกว่า self-absorption ไปถึง self-refection ไปก็แล้วกัน


แล้วก็โอ้ ไปคุ้ยเจอของเก่าที่เล่นไปในเมลซึ่งจะครบปีแล้ว (วันที่ตอบเดิมคือ 12 Apr 2007 17:15) ไหน ๆ ก็ไหน ๆ เอามา update แล้วก็เก็บใบบล็อกเลยก็แล้วกัน ถ้าไปอยู่ในไฟล์คอมก็คงหลุดหายไป :D

1.หนังสือ เล่มล่าสุดที่อ่าน?
+ นิยายของ Anne Bishop เรื่อง Sebastian ชอบคุณเจ๊นี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เล่มก่อน ๆ เล่มนี้ก็เขียนสนุกดี เสียอย่างเดียว ต้องรอเล่มต่ออีกนาน
แล้วก็มีหนังสือวิชาการอีกหนึ่งตั้งยักษ์ อ้อ กำลังจะอ่าน Coup For the Rich ของอาจารย์ใจลส์ ด้วย เพื่อนเพิ่งเอามาให้
+ ผ่านมาปีนึงแล้ว เล่มต่อของ Sebastian ก็ได้อ่านไปแล้ว แต่ที่น่ากลัวมากคือยังอ่าน Coup For the Rich ไปได้แค่บทเดียว อุตส่าห์มีหนังสือต้นฉบับแท้ ๆ กรี๊ด กรี๊ด หลังจากโพสต์แล้ว คิดว่าจะเอากลับมาอ่านทันที แล้วก็อืม หนังสือที่อ่านตอนนี้? ไม่มีหนังสือเป็นเล่ม ๆ เท่าไหร่เลย ตอบว่าอ่านพวก Country Report ของ EIU จะได้ไหมคะ อ๊ะ คิดออกแล้ว อ่านเศรษฐศาสตร์ต้องรู้ ของ ศุภวุฒิ สายเชื้ออยู่ ขอบคุณที่นึกออก ทำให้ไม่ดูแล้งน้ำจนเกินไป
แล้วก็ corrupted by manga than ever! ยิ่งตอนนี้เจอเหล่าเวบที่มีสแกนยิ่งแล้วใหญ่ ล่าสุดเพิ่งอ่านเรื่อง superior บทที่ 15 จบ แม้จะดูเป็นแนว RPG ที่ตัวเอกเป็นผู้กล้า แต่ความคิดที่จะอยู่ร่วมกัน และแสวงหาสันติสุขด้วยการไม่ฆ่า ก็ทำให้น่าสนใจ และอดคิดตามไม่ได้ อืม เดี๋ยววิจารณ์เรื่องนี้ต่อดีกว่า

2.ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ ดู? ไปดูกับใคร? ที่ไหน?
+ จำไม่ได้ เพราะปกติไม่ชอบดูหนัง
+ The Flock ที่ Richard Gere แสดงนำ กับน้องฟอ ก็ผ่านมาสักพักใหญ่มากแล้วนี่นะ คิดว่าจะเขียนวิจารณ์ลงบล็อกเหมือนกัน เพราะว่าได้ประเด็นที่ติดใจมาหลายเรื่อง แต่ก็ไม่ได้เขียนเพราะไม่ชอบความ “จิตป่วย” และมืด แต่ทั้งนี้ สองพี่น้องถูกหลอกให้ดู เพราะเรื่องย่อหนังบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ FBI แทนที่จะเป็น เจ้าหน้าที่คุมความประพฤติ แทนที่จะได้ดูฉากบู๊ล้างผลาญ ฉากไล่ล่าสุดมัน ก็เลยไปเป็นอะไรก็ไม่รู้แทน ยืดและง่วงมาก ๆ สรุปได้คำเดียวว่า โง่เองที่ไปเชื่อเรื่องย่อหนังที่เป็นภาษาไทยหน้าโรง
นึกออกแล้ว ไปดู Once ที่ได้บัตรมาอย่างงง ๆ จาก bloggang ที่ RCA ด้วยนี่นา

3.รายการวิทยุที่ กำลังฟังอยู่หรือเพลงที่กำลังฟังอยู่ตอนนี้
+ ฟังอัลบั้ม Emmanuelle The Private Collection อยู่ เป็นแนว trance/ new age/ electronic หรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะแยกไม่ออก เพิ่งเปิดฟัง
+ อัลบั้มไปไหนแล้วหนอ? ตอนนี้ไม่ค่อยได้ฟังเพลงอะไรเลย มีแต่ Lisa Ono เป็นหลัก เพราะนอกจากนั้น ข่มตะกอนและจิตหยาบในใจให้สงบไม่ค่อยได้ นอกเหนือจากนั้น ติดฟังข่าว podcast โดยเฉพาะ Guardian Weekly Podcast กับ Focus magazine

4.ชอบฟัง เพลงแนวไหนมากที่สุด?
+ Pop/ PopRock/ Indies/ Jazz/ Bossa/ Acid Jazz/ Punk/ Easy-Listening/ New Age/ Soul/ Acapella etc ไม่จำกัดแนว แล้วก็ไม่ได้เรียงลำดับ เพราะว่าถ้าชอบก็ฟัง
+ คงตามเหมือนเดิม ถ้าชอบก็ฟัง ไม่มีแนว แต่ตอนนี้ฟังพวกกรีด ๆ ตะโกน ๆ ไม่ได้ รู้สึกตัวเองความอดทนต่ำ และสติหลุดง่าย ถ้าฟังแล้วข่มตะกอนไม่ลง

5.พูดคำว่า รัก ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำได้ป่าว?
+ เมื่อกี้ พูดกับแมว ปกติพูดคำนี้บ่อยอยู่แล้ว ก็ไม่ปกติอะไร ถ้าเป็นคนรู้จักก็คงรู้ดี
+ ฮ่า ไม่น่าเชื่อ คำตอบเหมือนเดิม ผ่านมาอีกปี ความบ้ากี้ก็ไม่ลดลงเลย

6.ข้อดีของคุณ?
+ มองจากมุมมองตัวเองจะเหมือนมุมที่คนอื่นมองไหมก็ไม่แน่ใจ แต่คิดว่า ความเห็นอกเห็นใจ กระมัง
+ ความเห็นอกเห็นใจ กับ อารมณ์ดีมาก (ในเวลาที่อารมณ์ดี)

7.แล้วข้อเสียล่ะ ?
+ ขาดระเบียบ

+ มีผัดวันประกันพรุ่ง กับชอบหนีเข้าเปลือกเพิ่มเติมมา บวก ชอบนอนดึกถึงโต้รุ่ง


8.แล้วมองคนอื่นยังไง?
+ ทุกอย่างมีที่มาที่ไป วิธีที่คน ๆ นั้นถูกเลี้ยง หล่อหลอมและเติบโตมา ทำให้บุคคลนั้นเป็นเช่นนั้น
+ เหมือนเดิมเลย ดินเป็นดิน ตุ๊กตาเป็นตุ๊กตา เราขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม (ที่กินความมากกว่าครอบครัว)

9. Wallpaper ที่ คอมพิวเตอร์เป็นรูปอะไร?
+ รูปส้ม หรือถ้าจะไปที่ในบล็อกหมาเลี้ยงแกะ ก็ได้ เพิ่งโดน wallpaper tag ไป
+ ตอนนี้เป็นรูปถ่ายตอนใส่รองเท้าปักผ้าจีนบนพื้นไม้ รูปเดียวกับในเอ็มตอนนี้

10.สถานที่ ที่ อยากไปมากที่สุด?
+ อเมริกาใต้ อยากไป เม็กซิโก แล้วก็เปรู
+ เพิ่งเสียโอกาสไปเปรูไปเอง อนิจจา ตอนนี้อยากไปเหมือนเดิม แต่ขณะเดียวกันก็อยากไปที่ที่จะค้นพบ peace of mind ได้อีกสักที แล้วก็ที่ที่อยากไป แต่เป็นไปไม่ได้ ก็คือ ห้องที่อยู่สมัยเรียนโท คิดถึงมาก กับคิดถึง Leamington Spa

11.คำพูด ติดปาก ที่พูด ประจำเลย?
+ หลายคำอยู่ แต่ตอนนี้คิดไม่ออก
+ อืม จริง ๆ ขึ้นอยู่กับคนที่อยู่ด้วยเป็นหลัก เพราะรูปแบบการใช้ภาษากับแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน และดังนั้นก็มีผลต่อคำพูดที่ติดปากตอนนั้นด้วย

12.ตอนนี้คิดถึงใครอยู่หรือ เปล่า?
+ พ่อครัวที่ร้านญี่ปุ่นแถวบ้าน เดี๋ยวจะไปกินอีกแล้ว เมื่อวานซืนก็เพิ่งกินไปเอง
+ ดีใจที่ร้านนี้ยังอยู่ผ่านมรสุมมาได้ ตอนนี้คิดถึง อือ นั่นสิ คิดถึงใครหว่า? นึกไม่ออก สงสัยจะเป็นรุ่นพี่ที่ต้องคุยเรื่องานด้วยพรุ่งนี้ ฮือฮือ
ตอนนี้ที่ทำใหม่ กำลังคิดถึงหมอจับเส้นที่น่าจะไปหา น่าจะดี

13.เวลามองเห็นทะเลแล้วรู้สึกอะไร?
+ แล้วแต่อารมณ์ รีสอร์ทราคาแพง และเรื่องของชนชั้น ฮ่า
+ พื้นที่ของคนท้องที่ที่หายไป


14.ผลไม้สุดโปรด?
+ ของรสเปรี้ยว ส้มทั้งหลาย แล้วก็ตระกูลเบอรี่
+ เหมือนเดิม

15.มีโทรศัพท์ถึงคุณกี่ ครั้ง ใน หนึ่งวัน
+ ไม่มาก หลัง ๆ มาทาง IM
+ ทาง IM เป็นหลัก

16.ช่วงนี้มีอะไร Update ไหม?
+ อยากหาทางเดินในชีวิตให้ได้เสียที
+ อยากหาทางเดินในชีวิตให้ได้ แล้วก็หาตามหาตัวเองที่หายไปให้เจอ

> 17.ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะเรียนถึงระดับ ไหน?
+ เอก อยากได้คำว่า ดร. นำหน้า เป็นบ้า แล้วก็อยากได้โทอีกใบสองใบ
+ ยังเหมือนเดิมนะ ไม่รู้จะทำได้ไหม หรืออย่างน้อย ก็ให้ตัวเองมีการพัฒนาไปได้เรื่อย ๆ ก็แล้วกัน อยากเรียนภาษามากกว่าเดิม แล้วก็หวังว่าการเรียนจีนจะไปได้ด้วยดี กับฟื้นอิตาเลี่ยนได้

18.ถ้าถามเรื่องความรัก คิดยังไง กับ ประโยคที่ว่า รักคนที่เขารักเรา
+ ไม่ทราบ แต่ถ้าจะรักกลับ ก็ช่วยรักให้ดี อย่าทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ อารมณ์และความรู้สึกฝ่ายนั้น เพราะคิดว่าเขายอมให้ได้เสมอก็แล้วกัน ง่ายที่จะละเลยคนที่เอาใจใส่เราดีที่สุด
+ ก็จริงระดับหนึ่ง และดีได้ถ้าเป็นความสัมพันธ์สองฝ่ายที่ทีทั้งรับและให้ได้ แทนที่จะใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของฝ่ายนั้นฝ่ายเดียว

19.เพื่อนเราแอบชอบแฟนเราจะทำยังไง?
+ ยังไม่เจอสถานการณ์นี้ ก็เลยไม่รู้จะคิดไปทำไม เห็นด้วย องค์ประกอบมันเยอะ
+ เห็นด้วยเหมือนเดิม ที่ว่าองค์ประกอบมันเยอะ แต่ก็ต้องดูแหละ ว่าชอบแล้วทำอย่างไร เพราะบางทีความรู้สึกก็เป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ และก็ที่สำคัญคนข้างเรามีอาการอย่างไรต่อไป

20.อกหักรู้สึก อย่างไร? แล้วจะทำยังไง?
+ ก็นี่แหละ
+ อืม จำไม่ได้ว่า ก็นี่แหละ แปลว่าอะไร หรือว่าก็เป็นอยู่ตอนนั้นหนอ? ก็คงสลดสักพัก

22.เป็นคนขี้หึงไหม?
+ น่าจะ
+ น่าจะระดับหนึ่ง แต่น่าจะมาจากว่าต้องการความรักและการใส่ใจสูงมากกว่า

23.ถ้าขอพรได้จะขออะไร?
+ เดินทางรอบโลก
+ เข้าใจตัวเอง ประโยคพุทธยังบอกเลยว่า to know oneself is to know the world/ กับขอเที่ยวรอบโลก

24. คุณคิดว่าคนเราเกิดมาเพื่ออะไร?
+ ทำกรรมดี
+ ทำกรรมดี ยืนยัน!

(จบดีกว่า เหนื่อย ปีหน้าจะมาทำอีก เทียบคำตอบไปเรื่อย ๆ)