เราต่างเป็นแกะในฝูง?
History is a set of lies agreed upon.
-Napoleon-
ตัวมิ้งเองมีความหงุดหงิดและข้องใจกับมุมมองและทัศนคติของคนไทยที่เกี่ยวกับการมองชาติเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับพม่า และลาวมานานแล้ว และก็เบื่อที่จะฟังว่า พม่าปล้นเผาเอาทองจากกรุงศรีอยุธยาไปไว้ที่ เจดีย์ชเวดากอง เหลือเกิน
เพราะรู้สึกว่า คนที่พูดแบบนี้ออกมาไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ และไม่เข้าใจบริบทของเวลาและความเป็นไปของประวัติศาสตร์เอาเสียเลย ... ถ้ามองจากมุมมองพม่า มุมมองลาว เขมร ญวน ก็มีช่วงเวลาที่เราไปบุกรุก ไปทำลายของของเขา และก็กวาดต้อนมาเป็นของคนไทยเหมือนกัน ไม่ต้องเอาอะไรมาก แค่ดูจากชุมชนชาติต่าง ๆ ที่กลืนมากลายเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย อย่าง มอญที่เกาะเกร็ด ก็เป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ดีเพียงพอแล้ว
แล้วก็ได้อ่านข้อเขียนของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ลงในมติชน สุดสัปดาห์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ (หรือจะไปหาจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนก็ได้ – ดูท้ายเรื่อง) กับในหนังสือของอาจารย์ที่ว่าด้วย "การเมืองของประวัติศาสตร์ และความทรงจำ " (มติชน, 2545) มิ้งก็ได้เห็นการอธิบายที่ชัดเจนและเป็นหลักวิชาจนมิ้งต้องขอคิดต่อเขียนต่อขึ้นมา
เพราะมิ้งชอบคิดนอกกรอบ และหลัง ๆ ก็ได้เริ่มคิดถึงและเห็นถึงความหมายของคำว่า วาทกรรม และบทบาทหน้าที่ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อมของคำ ๆ นี้ขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็เลยได้ตีความหมายของคำว่าวาทกรรมนี้ไปให้ครอบคลุมถึงเรื่องราวรอบตัว
วาทกรรม (discourse) ในความหมายของมิ้งนั้น หมายถึง ทัศนคติและมุมมองบางอย่างในทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้น เพื่ออธิบายความเป็นไปบางอย่าง และเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและการยอมรับจากสังคม หรือแม้แต่กลุ่มอื่น ๆ ถึงความเป็นไปนั้น ๆ หรือแม้แต่ถึงการกระทำของคนบางกลุ่ม และที่สำคัญอย่างยิ่ง โดยที่คนที่รับไม่รู้สึกถึงนัยที่แฝงมากับวาทกรรมนั้นเสียด้วย
และในทางประวัติศาสตร์ก็เช่นกัน อย่างที่ อาจารย์นิธิ ได้บอกเราว่า ประวัติศาสตร์นั้น เกิดจากการตีความของนักประวัติศาสตร์ โดยเป็นการเลือกเอาเฉพาะเรื่องราวบางเรื่องมาตีความ และการตีความนั้นก็ขึ้นอยู่กับทัศคติ ความเชื่อ และค่านิยมของผู้ตีความเสียด้วย … เพราะเราไม่ได้อยู่รับรู้เหตุการณ์ช่วงขณะนั้นจริง ๆ และถึงแม้จะมีหลักฐานที่บอกเล่าเรื่องราวใด ๆ มา ก็เป็นแค่การบันทึกและจดจำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นแค่มุมมองบางส่วน เหตุการณ์บางส่วนได้สูง
(ในแง่นี้ ก็คือ การผลิตซ้ำความเชื่อทัศนคติย่อยให้เกิดกลายเป็นทัศนคติ เป็นเรื่องราวหลัก และนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังก็รับต่อมากลายเป็นการผลิตซ้ำเรื่องราวของแต่ละรุ่นไปเรื่อย ๆ ?)
ถ้าวาทกรรมเป็นที่ถูกสร้างขึ้น และถูกแพร่หลายให้เกิดความเชื่อ และการยอมรับตาม เช่นนี้แล้ว ก็ย่อมหมายความได้ว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่จริง หากแต่เกิดจากการสร้างเรื่องราว และการ " ยัดเยียด" เรื่องราว (หรือจะพูดให้ฟังดูวิชาการมากขึ้นว่า การปลูกฝัง?) นั่นแหละ เมื่อได้ปลูกฝังเรื่องราวเหล่านี้ลงไปในสามัญสำนึกและความเชื่อของพลเมืองในสังคม และเมื่อให้กระบวนการปลูกฝังนี้ได้มีโอกาสฟักตัวและเจริญเติบโตในจิตใจและความรู้สึกนึกคิดของประชาชนไปสักระยะหนึ่ง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้ผ่านรุ่นของพลเมืองรุ่งหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง) แล้ว ความเชื่อเหล่านี้ก็ส่งอิทธิพลครอบงำรุนแรงและลึกซึ้งมากขึ้นจนเป็นความเชื่อว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
ดังนั้น อย่างที่อาจารย์บอกว่า ถ้าประวัติศาสตร์เกิดจากการปลูกฝังเรื่องราวที่อยากให้เราเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสร้างรัฐชาติในสมัยรัชกาลที่ 5 และมีการตั้ง ศัตรูของชาติ เพื่อให้เกิดสัญลักษณ์ในแง่ของความปึกแผ่นทางด้านจิตใจ และเกิดความจงรักภักดีต่อความเป็นชาติ ผ่านการสร้างศัตรูร่วมกันแล้ว ความจำเป็นทางประวัติศาสตร์เกิดเรื่องราวที่บอกให้เราเชื่อ เช่นนั้นแล้ว
ก็หมายความว่า เราเป็นแค่แกะในฝูง ทำตาม และเชื่อตาม อย่างที่มีคนบอกให้เราเชื่อโดนปราศจากการคิดเองน่ะสิ?
----------------------------
ลูกไล่ประวัติศาสตร์ ปฏิรูปการเมือง และเรื่องประตูหมู่บ้าน โดย ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์, มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
(ดูเรื่อง ลูกไล่ประวัติศาสตร์)