Thursday, March 24, 2011

ชีวิตที่ผ่านมาในปี 2010

กว่าจะเริ่มต้นพิมพ์ก็ช่วงปลายเดือนมีนา และดังนั้นคิดว่าอาจจะไม่คงที่/ เที่ยงตรงเท่าไหร่ แต่จะพยายามรำลึกเวลาให้ได้มากที่สุดก็แล้วกัน

ชีวิต

อ่านหนังสือนิยายน้อยลง (หรือว่าอ่านเหมือนเดิม แต่ว่าเป็นไฟล์โหลดเถื่อนมากกว่าจะเป็นหนังสือซื้อเป็นเล่มคะ? ทั้งนี้ก็เพราะหมวดแฟนตาซีในเมืองมาถึงจุดตันที่ทุกเล่มเหมือนกันหมด และชุด Top Three ก็ไม่ออกใหม่เสียที และทั้งนี้หมวดเรื่องรักก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอยู่ในห้องด้วย รวมไปถึงข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่ว่าอยากประหยัด เข้าโหมด Economico Me! อย่างการ์ตูนที่เมื่อก่อนติดได้ทุกเรื่องก็หายไป เพราะทั้งจากเรื่องลิขสิทธิ์และเรื่องเวลา และที่สำคัญรู้สึกไม่มีอะไรสนุกพอจะอ่านเท่าที่ควร

เพราะทำงานมากขึ้นและอยู่ในห้องสอนมากขึ้นทำให้มีเวลาอยู่บ้านน้อยลง ซึ่งถ้าคิด ๆ ก็ทำให้เครียดได้เหมือนกัน เพราะว่าอีฉันเป็นสัตว์ติดบ้าน ชอบอยู่ รอให้เย็นแล้วไปวิ่ง ได้อยู่กับกี้ ฯลฯ แต่ตอนนี้กลับมาก็เลิกทุ่มนึงสองทุ่มกว่ากว่าจะถึงบ้าน หมดช่วงวิ่งพอดี ขนาดกินข้าวยังกินคนเดียว นับประสาอะไรกับไปวิ่งกัน (และมีอยู่ช่วงที่ป่วยกับเรื่องนี้เกินจะรับ)

เหมือนสังสรรค์น้อยลงกว่าปีที่แล้ว ทำไมหนอ? ทำงานเสร็จก็หมดสภาพกันโดยถ้วนหน้ากระมัง แต่ที่สำคัญรู้สึกว่าอยู่ในระบบปิดมาก และอาจจะเป็นมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานที่อิสระ และอยู่กับตัวเอง กำลังคิดว่าจะต้องออกไปข้างนอกและเปิดหูเปิดตาตัวเองให้หนักกว่าเดิม

- หวังใจว่าจะทำได้หลังหมดงานแปลยักษ์

พยายามมุ่งมั่นกับการ เก่ง ภาษาจีนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการเรียนแต่ว่าหลุดไปไกล เพราะงานที่เข้ามา และเพราะใจที่แล่นไป แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้มากขึ้น และอยากทำเพื่อตัวเองมากขึ้น

การงาน

ไม่น่าเชื่อว่าการสอนพิเศษกลายเป็นสิ่งที่เป็นอาชีพหลักและทำให้เกิดรายได้ที่เรียกว่างาม (อย่างที่คำโปรดที่ชอบใช้ก็คือคำว่า lucrative) และก็กลายเป็นสิ่งจริงจังมากขึ้นในแง่ที่ว่าเริ่มเหมือนครูขึ้นด้วยทั้งในแง่องค์ความรู้ที่ได้เก็บสะสมสร้างและในแง่การวางตัว (เทียบกับการเริ่มสอนนักเรียนคนแรกก็จะเห็นได้ชัดมาก) แต่ในแง่หนึ่งสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป (และไม่อยากให้เปลี่ยน) ก็คือการเป็นเพื่อนเล่นกับเด็ก อย่างที่หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า สอนเด็ก สนุกเพราะได้เพื่อนเล่น และคิดว่าเริ่มต้นดี และสร้างประวัติตัวเองได้พอสมควร เพราะช่วงเริ่มสอนไปสักพักมีเด็กที่มีปัญหาเข้ามา และทำให้หวั่นใจว่าคนรอบข้างจะคิดว่าปัญหาเกิดจากเรา แต่ทุกคนก็กลับพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นที่เด็กไม่ใช่ครู ก็ต้องขอบคุณทั้งนักเรียนคนแรก ๆ ที่ช่วยให้เกิดความน่าเชื่อถือ และขอบคุณคนรอบตัวที่ไว้วางใจและเชื่อใจกัน

นอกเหนือจากนั้น สิ่งที่เพิ่มมาอีกก็คือความหลากหลายของวิชาที่สอน ซึ่งนอกเหนือจาก IELTS และไวยกรณ์ที่เริ่มต้น (อยากให้พีซกลับมาเรียนตอนนี้ รับรองรุ่ง เข้าใจง่ายกว่าเดิมแน่ ๆ ) ก็ยังมีวิชาอื่น ๆ เติมเสริมมาเรื่อย ๆ อย่างที่นึกออกก็คือ SAT/ GED/ TU-GET/ IGSCE/ CU-ATT/ CU-TEP/ GAT ซึ่งก็ต้องขอบอกว่าไม่ต้องห่วงว่าเป็นวิชาอะไร เพราะว่าสอนได้หมด เพราะอย่างสอนพลอยก็มีวิชาตั้งแต่ Modern World/ Psycho/ Management/ Marketing หรือแม้แต่ภาษาจีน และก็เริ่มสงสัยว่าตัวเองจะ versatile มากไปไหม

ช่วงปลายปีมีปัญหาเรื่องการสอนอยู่ และก็ทำให้ได้จับพลัดจับพลูไปเพิ่มเติมอีกที่หนึ่งด้วย ก็ต้องขอบคุณคนที่ช่วยและเปิดโอกาสตรงนี้ให้ และจะว่าไป ถ้าปี 2009 มีคนให้โอกาสครั้งแรก และปี 2010 เป็นโอกาสครั้งที่สอง (ซึ่งก็ขำว่ากลับมาลงสอนที่เดิม) ก็ต้องดูต่อไปว่าช่วง พฤศจิกา/ ธันวา 2011 จะเป็นอย่างไรต่อไป

อย่างไรก็ตาม พอเริ่มสอนและสับรางมาก ๆ บางครั้งก็เริ่มเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อมีสอนเต็มวัน และถึงหนึ่งทุ่ม แต่ตั้งใจและตั้งปณิธานอยู่กับตัวเองเสมอว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับเด็กนักเรียนมีอยู่น้อย และดังนั้นจะทุ่มเทและตั้งใจสอนที่สุด

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(นอกเหนือจากการสอนที่มีอยู่เป็นปกติ (หรือแม้แต่มากขึ้นแล้ว) ก็ยังมีงานแปลเข้ามาอีก ซึ่งน่าแปลกใจและตื่นเต้นว่าเป็นสิ่งที่หายไปเป็นปี แต่พอจะกลับเข้ามาก็เข้ามาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะงานเจ้าประจำที่หายไปเพราะความปากและใจเร็ว)

การเดินทาง

พอเริ่มทำงานประจำในแง่ที่เป็นการทำงานเต็มเวลาก็ทำให้มีเวลาไปเที่ยวเล่นและนอกเวลาได้น้อยลง ทริปที่ประทับใจที่สุด กับครอบครัว คิดว่าเป็นทริปเชียงใหม่ช่วงกุมภาฯ เพราะได้เที่ยวกับครอบครัวอย่างที่ไม่ได้ไปมานาน (คือมีอย่างอื่นนอกเหนือจากวัด) โดยเฉพาะเมื่อคิดไว้ก่อนไปแล้วว่าทริปจะไม่สนุก และเป็นทริปเด็ก-สตรี-คนชรา อื่น ๆ เมษา-เมืองจันทร์ ?-ปราณฯ วังน้ำเขียวก็เป็นอีกที่ที่ชอบ เพราะที่พักน่ารักและสบาย นอกเหนือจากนี้ หลายครั้งเป็นการไปวันเดียว ซึ่งเป็นการเที่ยววันอาทิตย์เป็นหลัก ถ้าครอบครัวว่างพร้อมกันและมีเวลา อย่างที่บอกเล่นเสมอตามโฆษณาว่า ทำอะไรด้วยกันก็ได้ อาทิตย์ละครั้ง ครอบครัวอบอุ่น แข็งแรง มีที่ที่ไป และประทับใจที่คลองบางหลวง ไปหลายครั้งก็สนุกเหมือนเดิม โดยเฉพาะกิจกรรมกินไก่เรือพาย และการเก็บขยะ ประทับใจไม่รู้ลืมจริง ๆ

ส่วนทริปกับเพื่อนที่รักที่สุด และกลายเป็นทริปพักร้อนและพักใจ มีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นทริประนองบ้านเอ็ดที่รักมาก และสนุกมาก ถือว่าปีนี้ทริปกับเพื่อนน้อย เพราะต่างคนต่างวุ่นวายกับชีวิตของตัวมากขึ้น ทริปอื่น ๆ ก็มีแรลลี่เขาใหญ่ ปราณ ฯลฯ

นอกประเทศ ปีนี้ไม่ได้ไปไหนเลย อนิจจา

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เปิดมายังไม่ได้ไปไหนเลย เพราะงานสุมหัว โดยเฉพาะการที่งานแปลเข้ามา ทำให้วันอาทิตย์กลายเป็นวันทำงานที่บ้านไปอีกวัน วีรกรรมทำเพื่อเงินจริง ๆ ฉัน)

สุขภาพ

อืม เหมือนเดิม จะมีอาการหัวติด/ไหล่ติดที่แก้ไม่หลุด เพราะว่าหมอประจำหายไปหมด ทั้งพี่ชินที่ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปอยู่ไหน (คิดแล้วก็เศร้า) พี่ษรที่ช่วงย้ายที่ทำให้ห่างกันไป หรือแม้แต่เล้งที่นวดดี แต่บริหารจัดการแย่จนทำให้โกรธและกลายเป็นติดลบไป (จะว่าไปก็คิดถึงการฝังเข็มนะเนี่ย) ก็เรื่อย ๆ เนือย ๆ แต่ได้รู้ว่าอาการทางกายมาจากอาการทางใจจริง ๆ พยายามนอนให้เร็ว (แม้จะทำไม่ได้มากกว่าทำได้) เพราะว่าพอทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดแล้วนอนไม่พอ อาการที่ออกมาทรมานกว่าที่คิด และที่สำคัญพออายุมากกว่าเดิมการจะไปโต้ยาวถึงเช้าทำให้ร่างกายต้องพักฟื้นและฟื้นตัวกว่าเมื่อก่อนเยอะ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(เดือนมีนา ได้ลองไปหาหมอใหม่แม่หลังจากที่ไปหาพี่น้อยมาสักพัก และก็เป็นคนที่แก้เส้นคอและข้างหูหลุด ทำให้ถึงกับต้องเปิดคอร์สเลยทีเดียว ตอนนี้มีแรงจูงใจอยากให้ผอม และก็คิดว่าจะพยายามทำให้ได้ ไม่ว่าเชื่อว่าการควบคุมอาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น และออกกำลังมันช่วยได้ ดูจากรูปเดือนกุมภา กับมีนาเห็นความต่างจริง ๆ โออออ )

ความรัก

ความรักกับครอบครัวกับเพื่อนเหมือนเดิม แต่รู้สึกว่าจะพยายามปิดงานให้จบและแบ่งเวลามารักคนรอบข้างให้มากขึ้น เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ไม่อยากให้เวลาล่วงเลยไปแล้วมานั่งเสียใจภายหลัง

แบบหนุ่มสาว? อ่านทบทวนที่เขียนไว้ปีที่แล้ว และสรุปว่าแม้เวลาจะผ่านมา แต่ทว่าคนที่ชอบก็ยังชอบเขาอยู่ และกลายเป็นความทุรนทุรายโดยเฉพาะเมื่อโอกาสเจอกันน้อยลงกว่าที่เคยเป็น และดังนั้นเมื่อเจอกันก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน แต่ทั้งนี้ หลัง ๆ ช่วงการเจอกันก็มีช่วงที่เป็นการเกี้ยวพาราสีและการถูกเนื้อต้องตัวกันเยอะมากจนไม่แน่ใจว่าต่างฝ่ายต่างคิดอะไรอยู่ และที่สำคัญ ทางโน้นคิดเหมือนกันหรือไม่ เพราะท่าทีไม่ชัดเจนเท่าที่ควรเป็นนี้ หลัง ๆ การเจอกันก็ก็เลยทำให้เอาเวลาไปสนใจเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน มากกว่าเหตุผลจริง ๆ ที่ได้เจอกัน นี้? สอนที่สุด ะปลายป

ผลสรุปของเรื่องนี้ ถ้าพิมพ์ก่อนสิ้นปี ก็คงจะตอบว่าขึ้นฉิว ฉิว และฉิว อย่างที่เหมือนชิงช้าแกว่งเต็มที่ เพราะคนที่ผูกใจด้วยนั้นมีใจตอบกลับมา และก็มีช่วงเวลาสองเดือนที่รู้สึกอยู่ในห้วงรักและฝันสวยสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นขับรถมาหาตอนกลางคืน คุยกันก่อนนอน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เดือนมกราได้รู้ว่าเจ้าตัวมีคนอื่นอยู่แล้วและก็ทำให้ตกจากที่สูงอย่างที่ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงที่ต้องห่างกันไปเดือนนึงก็ทำให้คิดว่าตัดขาดแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เลย และตอนนี้? กลับมาเจอกันก็เหมือนจะเนือยลงไป ทั้ง ๆ ที่อยากให้เป็นเหมือนเก่า เฮ้อออ ก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดจนไม่อยากคิด เพราะก็วนไปวนมาอยู่เหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับกันและกันก็แล้วกัน และก็ขอให้ชอบใครได้เหมือนหรือมากกว่าชอบคน ๆ นี้ เพราะเป็นคนแรกที่ทำให้คิดและรู้สึกหลาย ๆ เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ชอบใครจนคิดต่อไปได้ไกล และเป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชอบจนรู้สึกว่าใครสักคนจะสมบูรณ์ขึ้นมาสำหรับเราได้ ถึงขั้นที่พร้อมจะลงมา พร้อมจะสู้ทีเดียว ขอเฮ้ออีกที

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(แต่ตอนนี้ ความรู้สึกมันเป็นหวานปนขม ก็ไม่รู้ว่าตั้งไฟจนมันงวด/ เข้มกว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า เพราะการคาดหวังก็ทำให้ยิ่งผิดหวังและสุดท้ายก็จะเกิดความรู้สึกยักษ์ในขวดแก้วเสียเอง แต่นะ .. ไม่โทรมาเหมือนก่อน และก็เนือยตลอดยกเว้นเวลาที่อยู่ด้วยกัน เพราะสถานะมันไม่ลงตัว ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจ ถามก็บอกว่าเหมือนเดิม แต่ท่าทีไม่ใช่เลย ช่วยบอกให้รู้ได้ไหม ว่าจะทำอย่างไร ไม่ได้หมดใจ แต่กลัวทุ่มไปทั้งที่รู้ว่าอยู่ฝ่ายเดียว หลังจากการ์ดวันเกิดก็คงได้น้อยลง ปีหน้าจะเป็นอย่างไรไม่รู้ และดังนั้นก็จะทำให้ได้เต็มที่วันนี้ตอนนี้ก็แล้วกัน)

การเงิน

การสอนทำให้เกิดเงินก้อนที่ไม่คาดฝันมาก่อน และมากกว่าเงินเดือนบริษัทเสียอีก ต้องถือว่า รายได้ล่ำซ่ำคงที่ จนกระทั่งเกิดปัญหาเสื้อแดงที่ทำให้กระทบเต็ม ๆ เพราะเด็ก (หรือแม้แต่ครูเอง) ก็ไม่กล้าไปที่โรงเรียน และช่วงเกิดเรื่องหนัก ๆ ก็เป็นช่วงที่ทำให้ขาดรายได้ และเครียดไปเหมือนกัน หลังจากนั้น ช่วงกลางปี และปลายปีก็เริ่มเป็นช่วงฟื้นตัว โดยเฉพาะปลายปีที่ทำให้เริ่มเก็บเงินได้ และเริ่มมีเงินออมสะสม พอถึงวันนี้ก็ต้องบอกว่าดีใจที่ทำงานเองได้ และได้เงินที่ทำให้เก็บออมได้ โชคดีที่การเกิดแอร์พอร์ตลิ้งค์เดือนสิงหา/ กันยา (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้เปลี่ยนไปพึ่งพารถไฟฟ้าทั้งหลายได้ และก็เป็นที่มาของเงินออมที่เก็บได้ (จากวันละ 400 เหลือประมาณ 100 บาท) และก็ลดค่าใช้จ่ายก้อนโตไปได้เหมือนกัน (แม้จะทำให้นั่งคิดว่าเงินผ่อนรถไม่คุ้มค่าการใช้งานเท่าที่ควร เข้าปีที่สาม กับตัวเลขไมล์ที่ 8500)

ขอบคุณการสอนที่ทำให้มีเงินเป็นของตัวเอง ไม่งั้นก็ไม่แน่ใจว่าเมื่อเกิดปัญหาเงินในบ้านอาจจะ (จริง ๆ ก็มีแนวโน้มเลย) ที่จะต้องขายรถเพราะไม่มีเงินผ่อน แต่นี่สามารถผ่อนรถของตัวเองได้ และมีเงินเหลือใช้จ่ายให้กับที่บ้านได้อีก

ระวังเรื่องการใช้เงินกว่าที่เคยเป็นมา และก็พยายามตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพราะคิดว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดคือมีเงินถืออยู่ในมือ

(มกรา/กุมภา/มีนา)

(อาจเป็นเพราะการหาเงินที่ได้มากขึ้น ความงกที่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายหลักเรื่องเดินทางที่น้อยลง ทำให้เก็บเงินหลัก 6 หลักของตัวเองได้ ดีใจและภูมิใจมาก โดยเฉพาะเมื่อคิดว่ามีการใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้ที่บ้านเป็นระยะ ๆ )

No comments: