ความวิตกจริต จินตนาการ และการไปผ่าฟันคุด
เพราะฟันซี่ในสุดเริ่มออกอาการเกเรมาหลายวัน แม้จะไม่ได้เจ็บปวดเหมือนพวกที่ต้องทรมานจากฟันคุดเท่าไหร่ แต่อาการเคี้ยวอาหารที่ขัด ๆ ขึ้นมา ก็ทำให้อิฉันตัดสินใจที่จะผ่าฟันคุดทันที ไปหาหมอที่ร้านไกลสุดโลก (ร้านเดียวกันกับที่เจ้าน้องชายสุดที่รักไปมางวดที่แล้วนั่นแหละ) โดยมุ่งมั่นว่าวันนี้กูจะผ่า ๆๆ ลาก่อนคุณฟัน ๆๆ ก็ได้คำตอบมาว่า หมอที่เชี่ยวมากยังไม่ว่าง ถ้าจะดี รออีกสัก 2 อาทิตย์ก็แล้วกัน
2 อาทิตย์ไม่นานไปเหรอค้า หมอขา .. เดี๊ยนตั้งคำถามกับตัวเองอยู่ในใจ แล้วเรื่องที่ฟังมาจากน้องชายตัวดีก็สุดสยองเสียด้วย เธอบอกว่า ถ้ามัวแต่ดื้อแพ่งทิ้งไว้นาน ฟันคุดจะทำให้ฟันซี่อื่นประสบความวิบัติ บิดเบี้ยวไปด้วย โฮโฮ ฮือฮือ แล้วฟันซี่งามที่เหลือในปากกูจะสามารถรักษาแถวตรงไม่แตกทัพตลอด 2 อาทิตย์ระหว่างนี้ไหมเนี่ยย แต่เอาเถอะ เมื่อหมอยืนยันให้แน่ใจก็ไม่น่าเป็นไร
รอร๊อรอ เมื่อไหร่เราจะได้ผ่าฟันคุดเสียที แม้เมื่อก่อนจะกรี๊ดดกรีดร้องยืนกรานว่าจะไม่มีวันเอาฟันคุดออกไป เพราะมนุษย์เราต้องมีครบ 32 ซี่พอเหมาะไม่ขาดไม่หาย ชาตินี้ชีวิตนี้จะไม่ยอมมีฟัน 30 ซี่ 28 ซี่ก็กลายเป็นต้องเปลี่ยนใจ ตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย และยอมทิ้งส่วนน้อยเพื่อส่วนมาก ฉันใด มาตาปีย์ก็ควรจะตัดใจเอาฟันที่ไม่มีที่ให้อยู่ออกฉันใด
และแล้ว เวลาที่นัดไว้ก็มาถึง เพราะน้องชายตัวดีไปผ่าฟันออกตอนที่เกินจะเยียวยา ก็เลยต้องเจ็บตัวทรมานสังขารไปเป็นโข แล้วก็มาบ่นพร่ำครวญ อิฉันก็เลยแอบหวาดผวาอยู่คนเดียว ถึงขนาดที่ว่า โอ๊ะ สระผมก่อนไปด้วยก็น่าจะดี เผื่อกลับมาปวดฟันเดี้ยงเป็นไข้หัวก็ไม่เน่าไปด้วย พอไปถึงร้านหมอ แจ้งชื่อแล้ว ผู้ช่วยก็หยิบเอาสมุดเล่มเล็กข้างตัวมาพลิกดู แล้วพอเราทำตาสงสัยชำเลืองดู
เธอก็บอกว่า ขอดูคู่มือก่อน อ๊ะ อ๊า กรี๊ดดด แอบตะโกนกับตัวเองในใจ ขณะที่ปากฉันเอ่ยถามไปว่า อ้าว ต้องดูคู่มือด้วยเหรอคะ ไม่รู้ว่าเสียงกะหน้าออกอาการไปมากไหม แต่เธอก็บอกว่า ก็นาน ๆ ผ่าทีนี่คะ คราวนี้ ถ้าไม่อายหมอและพยาบาลจะวิ่งชิ่งออกจากร้านแล้ว ….
และก็ได้เวลา หมอเอาผ้าคลุมที่เจาะให้เหลือแต่ช่องปากมาคลุมหน้า แล้วก็เริ่มตั้งคำถาม
เคยฟันผุไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ
เคยถอนฟันไหมคะ ... ไม่เคยค่ะ
พอหมอตั้งคำถาม ความสติแตกของอิฉันก็โผล่ขึ้นมาเป็นเงาตามคำถาม ก็ทำไมล่ะ ช่วงหลังห่างหายจากการมาหาร้านหมอฟันไปนานนี่นา ถึงเมื่อตอนเด็ก ๆ จะชอบ แต่ตอนนี้ มันก็ต่างออกไปล่ะ ถึงมีคำถามของคุณหมอก็ยิ่งกลัว แล้วก็เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ก็เลยตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า หรือเราจะกลัวมากเกินไป คิดไปคิดมา ก็เกิดปัญญา ผ้าที่ปิดหน้ามันทำให้หายใจไม่สะดวกนี่หว่า โล่งไปเปลาะนึง แล้วทีนี้ พอหมอฉีดยาชาก็เริ่มประสาทเสียขึ้นมาอีกวาระ เอ มีเด็กฉีดยาสลบแล้วไม่ฟื้น ถ้าฉันโดนยาชาแล้วสลบไป หมอจะรู้ไหมเนี่ยย หมอค้า หมอจะรู้ไหมค้าว่าหนูสลบไปแล้ว มีผ้าปิดหน้าหนูแบบนี้เนี่ยยย
หมอบอกว่า เจ็บนิดนะคะ เจ็บนิดนะคะ ตอนฉีดยาชา แล้วก็ตอนอื่น ๆ ทุกครั้ง ความเสร่อปอดก็บอกตัวเองในใจว่า หมอขา อย่าพูด อย่าบอกอะไรหนู อยากทำอะไรก็ทำไปเลยเถอะนะค้า ขณะที่กำลังกรีดกรี๊ดดในใจ หมอที่ออกแรงงัดฟันเราไปมา 2-3 ทีก็บอกว่าเสร็จแล้ว บ้วนปากได้ อ้าวสร็จแล้วเหรอ ยังไม่คุ้มกะที่หลงกลัวเลยนะคะ คุณหมอ
อ๊ะ เลือดออกมาเพียบ หมอให้กัดผ้าแล้วก็ปล่อยกลับบ้านมา โดยที่ไม่ลืมที่จะให้ฟันกลับบ้านมาด้วย ฟอฟันของอิฉันแสนสวยเป็นยิ่งนัก สมบูรณ์ขาวจั๊วะเป็นฟันชัดเจนไมมีส่วนใดแตกหักไป จะมีก็เพียงไม่มีบุญมีที่ว่างในปากให้คุณ ฟ. ฟันก็เท่านั้น แต่โห หมอขา ไม่คิดจะล้างเหรอคะ เลือดยังติด อยู่เลยนะ แล้วเพราะใส่ถุงยาไว้ไม่โดนอาการ เลือดที่ติดก็ไม่ยอมแห้งซะที
กลับมาบ้าน ดีที่ไม่มีใครอยู่ ก็เลยไม่ได้พูดอะไร แล้วคุณน้องตัวดีก็กลับมา เราก็เลยออกไปหาอะไรกินกัน สั่งซุปมากิน แต่ก็ยังไม่อยากอ้าปากมากก็เลย เอาหลอดมาดูดซุป เก๋มากกก เกิดมาไม่เคยทำ ถ้าไม่ติดว่าเผลอจิ้มหลอดลงไปก้นถ้วยไม่ได้ ถ้าไม่กลัวปากพองก็คิดจะบรรจุเป็นวิธีการสากลของเดี๊ยนแล้วเชียววว
พอออกมาจากร้าน ไม่ไหวแล้วค่า อยากพูด ก็เลยพูด ๆๆ เม๊าท์ ๆๆ กะน้องชายต่อ เพื่อนน้องที่โทรมาตอนนั้น ถึงกับถามว่า พี่มิ้งไปผ่าฟันมาไม่ใช่เหรคครับ ทำไมพูดได้เป็นปกติจังเลยล่ะ แล้วก็เลยนึกได้ หยุดพูดดีกว่าเนอะเรา เลือดจะได้หยุด พอกลับมาบ้าน คนเต็มบ้านก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดอีก ทำไงดีหนอ เอางี้ก็แล้วกัน พอกหน้าไว้ๆๆ สักชั่วโมงคงลดการพูดไปได้บ้าง
ยาชาหมดฤทธิ์มานาน ก็เลยกินยาแก้ปวดกะแก้อักเสบตามไปกัน แต่ใครจะรู้บ้างล่ะว่า ไม่ปวดเลย ไม่เจ็บเลย เน้นคำว่าเลยยยนะ แต่ที่เป็นคือ แพ้ยาจนพะอืดพะอม ปวดหัว ไม่มีแรงแทน น่าอนาถดีแท้ วันต่อมาไปเดินชิดลมกับแม่ก็จริง แต่ทำได้แค่หิ้วถุงเดินตาม พอแม่หยุดดูของก็เร่ไปหาเก้าอี้ใกล้ตัวแล้วดิ่งลงไป เฮ้อๆๆๆๆ
อืมม จากการไปทำฟัน สรุปได้เลยว่า จินตนาการและความนึกคิดฆ่าคนได้พอ ๆ กับมีดดาบเลยหนอ คนเราหวาดกลัวสิ่งที่ยังไม่มาถึงก็เพราะการนึกตีความในด้านที่ร้ายน่ากลัวไปก่อนนั่นเอง ---
คราวนี้รู้สึกเขียนได้ฝืด ๆ ชอบกล เฮ้ออออ วิญญาณผีจริงจัง hell กรวด สิงใจเสียแล้วกระมัง
No comments:
Post a Comment