หนึ่งปีที่ผ่านมา
ไปเจอหมีชุน แพนด้ามหาภัย ทำทบทวนหนึ่งปีที่ผ่านมาลงบล็อก ก็เลยให้อยากจะเขียนเกี่ยวกับหนึ่งปีที่ผ่านมาของตัวเองขึ้นมาบ้าง นอกจากจะได้ทบทวนเก็บไว้เป็นความทรงจำแล้ว อย่างน้อยที่สุดอีกประการหนึ่งก็น่าจะได้ประเมินและมองเห็นตัวเองขึ้นมาอีกนิด – แม้ว่าจะมองผ่านเลนส์และมุมมองที่เรียกว่า ความเข้าข้างตัวเอง และการไม่ยอมเห็นความจริง (หรืออย่างน้อยก็ไม่กล้าพูดความจริงลงในในข้อที่จะเขียน)
นั่นแหละ หลัง ๆ เขียนและโพสต์สิ่งต่าง ๆ ลง blogspot น้อยกว่าที่ผ่านมามาก เพราะ my dear a cultured side กลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่เป็นส่วนสาธารณะขึ้นมา มีคนที่ไม่ควรมาอ่านก็มี ก็เลยไม่อยากเขียนอะไรลงไปเท่าไหร่ แต่นี่แหละ พื้นที่บล็อกมันก็ไม่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวได้เต็มร้อยอยู่แล้ว ถ้าคิดจะเขียนแล้วกลัวคนจะอ่าน ชาตินี้ก็คงไม่ได้เขียนอะไรกันพอดี!
ชีวิต
ดวงการเดินทางคงจะพุ่งทะลุโลกกว่าที่เคยมาเป็นแน่ เหมือนว่าปีนี้ไปไหนต่อไหนเยอะเหมือนกัน แต่ก็แปลกดีที่จะเป็นการไปซ้ำ ๆ ติด ๆ กันอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นตอนที่ไป Fisherman’s Village ที่เพชรบุรีก็ไปติดกัน 2 ครั้งก่อนจะเปลี่ยนเป็นที่อื่น อืม มานับดู ที่ผ่านมา มีพม่า 3 ครั้ง (ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์-หงสา/ย่างกุ้ง-อินทร์แขวน/ย่างกุ้ง-พุกาม-มัณฑะเลย์ .. ว่าแต่ว่าทริปเหมือนเดิมมาหลายคราแล้วนะคะ เมื่อไหร่จะได้ไปถึงอินเล หรือว่าฉานสักทีคะ รอร๊อรอนะคะ!) จีน 3 ครั้ง (คุนหมิง/ คุนหมิง-ลี่เจียง/ ปักกิ่ง) อุบลฯ 2 ครั้ง Fisherman 2 ครั้ง กาฬสินธุ์ 3 ครั้ง เชียงใหม่ 3 ครั้ง (พักที่สวนบัว/ บ้านสิงห์คำ-อมารี อ่างขาง/ แม่ปิง) ตลาดน้ำอัมพวา นอกเหนือจากอันหลังที่เป็นการไปกับครอบครัวเพื่อเที่ยว แล้วก็ค้างคืน 2 คืนขึ้น ไม่นับที่ไปเช้าเย็นกลับอีกนับหลายที่ ร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ตั้งแต่อยุธยา พิษณุโลก ลพบุรี ฯลฯ ซึ่งบางทริปก็จำไม่ได้แล้ว (สมุดไปไหนแล้วหว่า?) แต่ก็นั่นแหละ ก็ปีนี้ไม่มีงานประจำ การจะไปเที่ยวไหน ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่จัดกระเป๋าแล้วเตลิดก็ไปได้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ได้รวมทริปที่ไปทำบุญไปด้วยเลยนี่นา โอ้
ด้านอื่น? พอมีเวลาว่างเป็นของตัวเองก็เลยหันไปเรียนศิลปะมากขึ้น ด้วยความคิดว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหรืออย่างน้อยก็ให้ตัวเองได้ทำตามใจอย่างที่อยากทำ แต่สุดท้ายแล้วก็กลับมาที่จุดเดิม (อย่างนี้แหละรุ่งสุด และเหมาะสมที่สุดแล้ว ดิฉันไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่มี inspiration หรือถ้าถูกสั่ง ทุกอย่างจะต้องหล่นมาจากฟ้ามาสู่หัว – ศิลปินซะ กับอีกอย่างคือถ้าเป็นด้านนี้ คงไม่ได้ชี้นิ้วทำท่ารู้มาก ฮ่าๆ) พร้อมกับมีงานอดิเรกเดิมที่ทำได้อย่างมั่นใจขึ้น.. ว่าอย่างน้อยสไตล์ฉันก็เฉพาะตัวและพิเศษ (เข้าข้างตัวเองกันเข้าไป!) และก็งง ๆ ปนสงสัยว่าคนในบล็อกหมาเลี้ยงแกะคิดว่าดิฉันเป็น graphic designer ได้อย่างไร (วะ)
การงาน
คงตกต่ำที่สุดในบรรดาหัวข้อที่มี และตกต่ำที่สุดตั้งแต่เริ่มทำงานมากระมัง เพราะออกจากที่ทำงานด้วยความรู้สึกว่าไม่ถูกใจและไม่ได้ดั่งใจ (ในแง่ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร) ก็เลยทำให้ retreat หน่อย ๆ (หรือจะถึงขั้นมากก็สูง) พอจะเริ่มงานใหม่ และถึงจะมีข้อเสนอมาก็ทำให้คิดมากและคิดหนัก ลังเล และถึงขึ้นไม่อยากทำ และเลือกที่จะไม่ทำก็เยอะ ด้วยความรู้สึกว่า ไม่อยากจะเป็นแบบเดิม อยากได้งานที่ใช่จริง ๆ และก็สงสัยเสียด้วยว่าควรเป็นอย่างไร ควรทำอย่างไร แล้วพอเลือกมาก คิดมากก็เกิดกลัวขึ้นมาอีก กลายเป็นเดินหน้าถอยหลังตลอดเวลา –แต่ก็นะ หลังจากงานจับผลัดจับผลูที่เพิ่งผ่านมา ก็รู้ว่าตัวเองทำอะไรมา และเป็นอะไรอยู่ ถึงตอนนี้คงรับข้อเสนอเดิมที่คิดหนักอยู่นานเสียที แล้วปีหน้าก็คงจำต้องจริงจังกับชีวิตแล้ว love-after-money me!
สุขภาพ
แย่ที่สุด (และแย่ที่สุดเท่าที่เคยเป็นมาในชีวิต!) ช่วงต้นปีถึงเมษา ถึงขั้นที่ไม่เคยคิดว่าร่างกายตัวเองจะอ่อนแอได้ขนาดนี้ เป็นไปได้ เป็นไปได้แล้วจริง ๆ ที่ต้องพึ่งยาคลายกล้ามเนื้อ และ “ยกของหนักกว่าตะเกียบไม่ได้” ฟังดูขำแต่เจ็บจริง เด็กที่ตลอดเวลาแม่เลี้ยงมาให้ยกของ-ขนของถืออะไรไม่ได้เลย แต่นั่นแหละ ก็ทำให้รู้ว่าเราจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราจริง ๆ หลังจากนั้นก็เลยเป็นพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส กลับมาดูแลร่างกายอย่างจริงจัง รวมไปถึงออกกำลังกายอย่างจริงจังกว่าเดิม ก็ดีที่แข็งแรงขึ้นจนดีกว่าเดิมหลังจากนั้น คราวที่แล้วเดินขึ้นพระธาตุอินทร์แขวนไม่ได้ ก็ให้รู้กันไปว่าปีหน้าจะเดินไปเองไม่ได้ ฮ่า!
ความรัก
ถ้าความรักที่มีให้ครอบครัวล่ะก็ ไม่เคยน้อยลงเลย ปีนี้เหมือนจะลงตัว เพิ่มพูน และยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ และก็แปลกดีที่หลายครอบครัวรอบ ๆ ตัวดูบ้านเราเป็นครอบครัวตัวอย่างที่รักใคร่เข้าใจกันอย่างสุดซึ้ง ชนิดที่ว่ามีคนอิจฉาที่มิ้งกับฟินน์สนิทสนมกลมเกลียวกันยิ่งกว่าเป็นฝาแฝดตัวติด อยากให้ลูกตัวเองเป็นแบบนี้บ้าง ใกล้สิ้นปีเหมือนจะมี family reunion กับญาติ ๆ ที่หายไปหน่อย ๆ ซึ่ง มิ้งก็ได้ make such a scene เป็นตัวเร่งปฎิกิริยาให้ทั้งครอบครัวใหญ่ร้องไห้ได้ โอ้ลา
ความรักอื่น ๆ ที่มีให้กับเพื่อน กับโลกก็ยังเหมือนเดิม แต่ความรักให้สังคมคล้ายจะลดลง เนื่องจากไม่ชอบการตามขบวนแห่ และกระแสสังคมปัจจุบันมากเท่าไหร่ และยิ่งอยู่ในโหมด anti-social ซึ่งอ้างว่าเป็นเพราะเป็นเด็ก home-school ก็ยิ่งหดหายไปไกล
ส่วนความรักแบบหนุ่มสาว ชาตินี้ไม่มีอยู่ในหัวเลย love after money ตลอด วันก่อนถูกพี่ที่ทำงานเก่าสอนสั่งเรื่องแต่งงานว่าให้เริ่มคิดได้แล้ว เพราะถ้าแต่งช้าถ่ายรูปออกมาหน้าจะเหี่ยว โอ ฟังแล้วก็อึ้งไป ถามกับมิ้งเนี่ยนะ กับมิ้ง! กับมิ้ง! ผู้ซึ่งไม่เค๊ยไม่เคยคิดอะไรแบบนี้ แล้วอีกอย่างอิฉันก็ยังอยู่ในตลาดอยู่เลย ข้ามช็อตไปกระมังคะ แต่ก็นั่นแหละ แอบนอกเรื่องนิด มิ้งคิดว่าถ้าจะแต่งช้า หน้าฉันก็ไม่เหี่ยวค่า โบ๊ะกันขนาดนี้!!!
การเงิน
ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองอย่างจริงจัง น่าจะข้ามข้อนี้ไปได้นะเนี่ย เดชะบุญที่ตอนทำงานรุ่ง ๆ ได้จุนเจือไปรอบ ๆ เยอะ ตอนนี้ก็ได้บุญกลับมาได้เงินเหล่านี้กลับมาจุนเจือตัวเองกลับ (และทำให้กล้าขอเงินแม่ด้วย ฮ่า ก็ช่วงนั้นให้แม่เยอะมากนี่คะ)
จบแล้วดีกว่า
1 comment:
เรื่องสุขภาพและครอบครัวสำคัญที่สุดครับ เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
Post a Comment