ความผูกพัน กับการจากลา
ในที่สุดก็ออกจากที่ทำงานหลังจากที่ทำเรื่องลาออกมาประมาณ 2 เดือน แปลกที่จริง ๆ มันต่างจากที่คิดเอาไว้มาก เวลา 8 เดือนกว่าอาจจะไม่นาน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ต้นไม้ชื่อว่ามิตรภาพและความผูกพันเริ่มออกดอกงดงาม จึงเป็นการยากที่จะตัดใจและทำแค่เดินจากมา ตอนแรกเราอาจเป็นแค่คนแปลกหน้าของกันและกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เวลาที่ได้ใช้ร่วมกันก็ทำให้ใครหลายคนเริ่มมีควมหมายกับชีวิตของเรามากขึ้น เหมือนดังที่ เจ้าหมาจิ้งจอกในเรื่องเจ้าชายน้อย เคยพูดเอาไว้ว่า ในตอนแรก เจ้าชายน้อยยังไม่มีความสำคัญใด ๆ กับหมาจิ้งจอก เจ้าชายยังเป็นแค่เด็กผู้ชายธรรมดาเหมือนเด็กอีกเป็นหมื่นเป็นแสนในโลก และหมาจิ้งจอกก็ไม่ได้ต้องการเจ้าชายน้อย ขณะเดียวกัน สำหรับเจ้าชายน้อยเอง หมาจิ้งจอกเองก็ไม่ได้สำคัญอะไร หากแต่เมื่อเราอยู่ด้วยกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน ทำความคุ้นเคยกับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่นานนัก เราก็จะพบว่าเราต้องการอีกฝ่าย และคนนั้น ๆ ก็จะมีความสำคัญสำหรับเราขึ้นมา
จริง ๆ การออกจากที่ทำงานก็ไม่ได้หมายถึงความสิ้นสุด หรือเลิกล้มความสัมพันธ์กันแต่อย่างใด แต่กับคนที่เคยนั่งห้องเดียวกันทุกวัน หรือทำงานด้วยกันทุกวัน การจะไม่ได้ทำเช่นนั้นอีก หรือไม่ได้เจอกันทุกวันอีกก็ฟังดูเป็นเรื่องยาก ความสัมพันธ์ยังคงอยู่ แต่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไป มีพี่หลายคนที่ที่ทำงานไม่อยากให้ไป และพูดทีเล่นทีจริงว่าจะจับมัดไว้กับโต๊ะ ผูกไว้กับพริ้นเตอร์ และอีกคนหนึ่งที่พอเราบ่นว่าเพื่อนสนิทที่สุดคนหนึ่งกำลังจะไปเรียนต่ออังกฤษ เธอบอกมิ้งว่า สมน้ำหน้าจะได้รู้รสชาติของการถูกทิ้ง มองในมุมมองกลับกัน มิ้งเลยคิดตก คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพัน พี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ทำงานไม่อยากให้มิ้งลาออก ไปอยู่ที่อื่น และก็ได้แต่หวังเงียบ ๆ กันว่า มิ้งจะเปลี่ยนใจ หรือมิ้งจะได้โยกไปย้ายตำแหน่งที่ดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่ย้ายที่ทำงาน ทั้งหมดคาดหวังและมีความหวังจนถึงนาทีสุดท้าย ขณะที่ตัวมิ้งเอง ก็คาดหวังให้เพื่อนรักเปลี่ยนใจไม่ไปเรียนต่อ แต่อยู่กับมิ้งที่กรุงเทพ ฯ นี่ต่อไป มิ้งคิดไปถึงขั้นว่า ขอให้มหาลัยที่มันสมัคร ไม่รับมันเสียด้วยซ้ำ คนเราย่อมไม่อยากจากคนที่เรารักใคร่ผูกพันก็จริง แต่จริง ๆ ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราเป็นของเราตลอดไป การให้เขาอยู่กับเรา อาจจะเป็นแค่ความเห็นแก่ตัวของเราที่อยากให้มีคนที่ชอบพอกันอยู่ใกล้ หากเมื่อมองลึกเข้าไป เราต้องทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป และเราก็ต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การปล่อยให้อีกฝ่ายได้เติบโตต่างหากถึงจะเป็นความรักและหวังดีที่แท้จริง
เขียนมาเหมือนไม่ใยดีกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น แต่จริง ๆ มิ้งเองเป็นคนที่กลัวกับการจากลาที่เกิดขึ้นนี้มากที่สุดคนหนึ่งเช่นกัน หากแต่มิ้งต้องทำปากแข็งและใจแข็งพอ จริงอยู่ที่ความสัมพันธ์ความผูกพันยังคงมีอยู่ แต่รูปแบบที่เปลี่ยนไปก็ยังคงคาดเดาไม่ได้ และทำให้ไม่แน่ใจว่าสภาพที่เกิดขึ้นใหม่จะแปรผันไปอย่างไร และลงเอยเป็นเช่นใด และที่สำคัญ มิ้งจะรับมือกับมันได้อย่างไร แต่อย่างน้อย การพบกัน และการจากลา ก็ทำให้เรามีความทรงจำต่อกันและหลายสิ่งที่เราเคยละเลยก็จะกลับเป็นมีความสำคัญขึ้นได้มาเมื่อเราระลึกถึงกัน และเมื่อเรารำลึกถึงช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน
***** เขียนได้ขาด ๆ เกิน ๆ เหมือนอารมณ์ยังไม่คงที่ รู้สึกว่าสื่อออกไปได้ไม่มากเท่าที่ใจคิด รอความรู้สึกและสภาพจิตใจลงตัว จะมาแก้ใหม่ก็แล้วกัน
4 comments:
ทั้งสิ่งทั้งมวลบนโลกนี้ เวลา นั่นแหละตัวร้าย
จะผูกพัน ก็เพราะเวลา
จะจากกัน ก็เพราะเวลา
ฟังดูเศร้าจังค่ะ พจ
แต่จริง ๆ นะ เศร้ามากกว่าที่คิดเอาไว้มากมาย
สภาพวันสุดท้าย ถ้าเป็นเล่น ๆ เหมือนเด็กเล่นขายของได้
ก็คงเปลี่ยนใจนั่งลงที่เดิม และไม่ไปไหนทั้งสิ้น
แต้ถ้าไม่ไปก็ไม่เติบโต ไม่ตัดใจก็ไม่แกร่งกล้าขึ้น
เราต่างมีวิถีชีวิตของเรานะคะ
ช่วงหนึ่งมันอาจมาบรรจบกันได้ ขณะที่บางช่วงอาจทอดห่างกันไป
แต่จริง ๆ มันก็ขึ้นอยู่กับเราด้วย ว่าถ้ามันมาบรรจบกันได้
เราจะทำให้มันคงอยู่กับเราได้อย่างไร
เราสามารถเลือกทางเดินได้นี่นา
ขอบคุณค่ะ พี่เคน
เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยเชียวกับประโยคเหล่านี้
****
เขียนคราวนี้ได้ลึกซึ้งและน่าอ่านมากเลยนา นก
บทสรุปก็ลงตัวและทำได้ดีนะครับ
****
จริง ๆ ทั้งการคิดและการลงท้ายก็ได้มาจาก เจ้าชายน้อย เพื่อนยามยาก มาเป็นตัวเตือนสตินะคะ สิ่งที่เราได้มา อาจเป็นเรื่องของนามธรรม เพราะเป็นเรื่องของความรู้สึกและความทรงจำมากกว่าจะเป็นสิ่งที่จับจ้องได้ บางครั้ง เราก็มองไม่เห็นได้ด้วยตา แต่สัมผัสได้ด้วยใจ ใช่ไหมคะ
พค สงสัยว่า ทำไมมิ้งถึงเขียนได้จริงจังกะชีวิตขึ้นเรื่อย ๆ ล่ะ อิทธิพล พค พจ เป็นแน่
Post a Comment