Friday, December 09, 2005

มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสี่)


(มีหลายคนจิกให้ต่อเรื่องพม่าให้จบเสียที แล้วเค้าก็อ้างอาถรรพ์การเขียนเรื่องเที่ยวหลายตอนจบ ไม่เคยจบ ซึ่งอันว่าตัวดิฉันก็ตระหนักว่ามีอยู่จริง และก็พยายามจะทำลายอาถรรพ์นั้นให้ได้ในครั้งนี้ ดังนั้น เมื่อได้ยินเสียงบ่นหนาหูของเหล่า infidel มากขึ้นเรื่อย ๆ บทที่ 4 ก็เลยมาได้ไวกว่าปกติเช่นนี้ – แม้จะไม่เร็วอย่างอัตราวัดของคนปกติก็ตามที)

หนูนั้นก็ก้าวตามลุงพม่า Ronny ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงพระวันเสาร์ แล้วลุงแกก็สะกิดคนที่ดูแลองค์พระให้ออกมา เพื่อที่จะให้ดิฉันนั้นเข้าไปรดน้ำและสักการะองค์พระ โอ ลุงขา ป๋ามาก ๆ แล้วนอกจากลุงแกจะมายืนดูอยู่ข้างหลังเพื่อคุมเข้มแล้ว พี่คนดูแลก็มายืนประกบอยู่อีกด้านเสียด้วย วีไอผีสุด ผี ผี ผี จริง ๆ พอรดน้ำสักการะพระเสร็จกำลังจะรดน้ำสักการะรูปปั้นเทวดาผู้ดูแลองค์พระ ลุงแกก็เพิ่งบอกมาว่า ต้องใช้มือขวานะ อย่าใช้มือซ้าย อ้าวๆๆๆ ลุงขา ก็หนูถนัดซ้าย มันก็ต้องชินมือซ้ายเป็นธรรมดา ว่าแต่ว่า ลุงคะ ทีหลังจะบอกก็รอให้เสร็จไปเลยสิ นี่เพิ่งแค่นมัสการพระเสร็จเอง ไม่รอเสร็จเลยทีเดียวล่ะคะ (พาลสุด ๆ กู - แต่ว่าอันนี้คิดในใจน่ะ ไม่ได้พูดอะไรออกไป)

หลังจากนั้น ลุงก็พาเดินกลับไปรวมกับคณะอีกครั้ง แล้วเราก็ไปตีระฆังใหญ่กัน ซึ่งอยากจะบอกว่า ลุงแกได้ปวารณาตัวเป็นไกด์ประจำตัวหนูไปแล้ว อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ไปไหว้พระ ลุงแกก็ นี่นะ องค์นี้ศักดิ์สิทธิมาก แต่ขอได้อย่างเดียวเท่านั้นนะ ซึ่งหมายถึงมาตาปีย์นั้นไม่ต้องรอพึ่งพาไกด์คณะผู้ซึ่งบรรยายรวมใด ๆ ให้คณะใหญ่ฟังเลยเลย พอไกด์คณะพูดอะไร ดิฉันก็เป็นประมาณว่า อ๊ะ อ๋อ อ๋อ ... ลุง Ronny เพิ่งเล่าไปเอง อานิสงค์อย่างหนึ่งก็คือ สามารถทำให้เล่าต่อให้คนในคณะฟังได้ ก็เลยมีคนมองว่า มตป นั้น โซป๋า รู้ลึก รู้ ดี ทีวีพูลกันไป

วน ๆ เวียน ๆ รอบมหาเจดีย์ชเดากองกันครบรอบ แล้วเราก็ได้ฤกษ์ลงลิฟท์กลับสู่โลกปกติกันเสียที แต่จะบอกว่า ไม่ชอบทางลิฟท์เล๊ย ถ้าเป็นทางบันไดเลื่อนระหว่างทางขึ้นก็ได้ลั้นลา ลัลล้า ซื้อพวงมาลัยดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นมะลิ มหาหงษ์ และอื่น ๆ ช่อมะกอก ฉัตร และอื่น ๆ เกินจะเจียระนัยได้หมดไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ งวดที่แล้วมา ซื้อๆๆๆๆ และซื้อ ๆๆๆ ตัวอิฉันเองก็เป็นพวกบ้าซื้อ อยู่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อมากับพระมาร (ดา) และเหล่าป้า ๆ ก็ยิ่ง ซื้อ ๆๆ และยกกำลังซื้อกันไปใหญ่ ชนิดที่ว่าหอบกันพะรุงพะรังบ้าบอไป อ๊ะ ... หรือจะเป็นว่า คราวที่แล้วได้ซื้อจนสามารถเหลือเผื่อแผ่มาถึงครั้งนี้ได้คะ แต่ก็นั่นแหละ ถ้านายที่รักยิ่งของมิ้งได้ผ่านทางบันไดหรรษานั้น ก็คงจะได้ซื้อกระจุยยิ่งกว่ากระจุยอีกรอบแน่ ๆ คงถึงขั้นทุกคนทั้งคณะได้พะรุงพะรังกันไป

หลังจากนั้น เราก็ไปสถานทูตไทยเพื่อพบปะหารือ และทานอาหารกลางวันกัน ซึ่งตึกนั้นสวย สวยมากก ๆ มากจนทำให้มิ้งใช้เวลาที่มี แอบถ่ายรูปอย่างเมามัว และลุ่มหลง ชนิดที่ว่า อายมาก ๆ เพราะมีผู้ใหญ่ที่ร่วมคณะกันแอบขำ แต่ก็ทำไงได้ หนูชอบนี่คะ เป็นบ้านแบบ colonial เพดานสูง แล้วก็หน้าต่างบานใหญ่ ๆ ให้แสงแดดสะท้อนเข้ามาได้ ซึ่งมีมุมหนึ่งเหมาะแก่การจิบ high tea มาก มาก มาก มากถึงกับอยากไปซื้อ scone แล้วมากอดแข้งกอดขาคนที่สถานทูตตรงนั้นเพื่อให้หนูได้นั่งดื่มด่ำละเลียดชา earl grey อยู่เลยทีเดียว แต่ก็นั่นแหละ ถ่ายรูปไว้ก็มีความสุขแล้ว

อย่างไรก็ตาม แอบได้ยินมาว่า ข้างๆ ตัวตึกสถานทูตมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่ง ..............................

ซึ่งอะไรดีล่ะ เหอเหอเหอ ....
.
.
.
คาดการณ์ไว้อย่างไรคะ มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า หลายคนฝันเห็นคนออกมาจากต้นไม้นั้นบ่อย ๆ แล้วก็มีคนเห็นว่าเค้าขอให้สร้างชิงช้าผูกไว้ให้กับต้นไม้ด้วย ซึ่งพอไปดูก็เห็นมีชิงช้าจริง ๆ ท่านผู้ใหญ่ยังเล่าต่อไปอีกว่า ล่าสุด มีคนมาโพสต์ใหม่ เห็นต้นไม้นั้นแล้วก็เด็ดดอกไม้มาประดับไว้ที่โต๊ะ โดยไม่คิดอะไร (และไม่รู้อะไรด้วย!) แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นกับคนอื่น ๆ ที่อยู่มาก่อนก็บอกอะไรไม่ทัน กว่าจะรู้ ดอกไม้ก็มาอยู่บนโต๊ะ หลังจากนั้น ก็ไม่สบายไปหลายวัน จนกว่าจะไปขอขมากับต้นไม้

กลับมากรุงเทพฯ คุยกับผู้รู้อินไซด์ เธอคนนี้บอกว่า บ้านหลังนี้เดิมเป็นครอบครัวชาวอังกฤษที่เข้ามาช่วงอังกฤษปกครอง แล้วลูกสาวก็ไม่สบาย เสียชีวิตในบ้านหลังนี้ แล้วปัจจุบัน ก็ยังอยู่ที่นั่น โดยจุดที่ให้สร้างชิงช้าให้ก็เป็นจุดที่เมื่อก่อน สาวน้อยของบ้านชอบมานั่งเล่น

กิกิกิ เรื่องจริงหรือมิ้งอำดีน้า????????

เอาล่ะ หลังจากนั้น เราก็ได้เดินทางไปดูย่านของเก่ากัน อยากได้อะไรล่ะ ตู้ หีบไม้ นาฬิกา เครื่องเล่นแผ่นเสียง จาน เรามีทุกอย่างที่ท่านต้องการเลยนะจ๊ะ ชาวเราก็วนเวียนเวียนวนกันอยู่กระจายไปตามร้าน ตัวมิ้งเอง แม้จะชอบของเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวขนาดไหน แต่จะให้ซื้อเองก็คงไปไม่รอด ไม่รู้จักของมากพอ แล้วก็ไม่รู้ราคาเสียด้วย ถ้าซื้อมาอาจจะโง่ถูกหลอกต้มหมูไปเสียเปล่า ๆ ดังนั้น ก็จะใช้เวลาว่างที่มีด้วยการถ่ายรูป และสำรวจดูแต่ละชีวิตในคณะดู-ต่อของอย่างสบายใจ … ลั้นลา ลั้นลา
(ต่อ)

No comments: