มิ้งกิทัวร์ ณ พม่า (ตอนสาม)
นั่นแหละ ร้องเพลงกันไป สนุกสนานบันเทิงใจ แบบไม่สนใจเครื่องดื่มก็ได้ ชาวคณะร้องเพลงฝรั่งมังค่ายุคเก่ากันอย่างเมามัน แล้วพอท้าย ๆ ก็เปลี่ยนไปร้องเพลงไทยยุคเก่า (เช่นกัน) จะบอกว่า ขณะนี้อิฉันก็เปลี่ยนจากเด็กเสิร์ฟน้ำ-เก็บโต๊ะมาเป็นเด็กหาเพลงและกดเพลงไปเสียแล้ว
“อ๊ะ เอาเพลงนี้ด้วย eternal flame น่ะ 4522”
“ค่ะ 522 นะคะ”
“รักเอย ๆๆ เปิดสิ มีไหม”
“ได้ค่ะ ๆๆ รักเอยนะคะ .. เอาใครร้องดีคะ .. ได้ค่ะ”
“เชียงรายรำลึก 4822”
“อะไรนะคะ ... 4822 เหรอคะ ได้ค่ะ”
ฯลฯ
เหตุการณ์เป็นเช่นนี้จนดึกดื่น ตอนที่เราลงมาใหม่ ๆ คงประมาณ 5 ทุ่มได้ แต่บัดนี้มันปาเข้าไปตีหนึ่งแล้วค่ะท่านขา พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้ากันนะคะ ... นักร้องทั้งหลายยังจับไมค์ร้องเพลงกันอย่างเมามัน จะได้กลับเข้าห้องเหรอคะ พี่ ๆ ของหนูลืมตัวไปแบบนี้ นั่นแล ร้องต่อสิคะ .... สักพัก พนักงานผู้มีความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษของเราก็เดินมาด้วยท่าทางนอบน้อมและเกรงใจมาก เพื่อที่จะบอกว่า ท่าน ๆ ขะรับ เราจะปิดบริการแล้วนะขะรับ แล้วไม้ซีกอย่างเขาจะมางัดไม้ซุงอย่างพวกเราได้ละหรือ โน๊ โน โน ท่านผู้ใหญ่และเหล่านักร้องก็พากันประสานเสียงว่า ขอเวลาต่ออีกหน่อย อย่าเพิ่งเปิดเลย ฮือฮือ โฮ อันมาตาปีย์นั้นลุ้นมาก ๆ ให้กลับ ๆ ไปที่ห้องกันเสียทีเพราะมาตาปีย์เริ่มง่วงงง ดังนั้นก็เลยเศร้าไปเล็กน้อย และก็เลยออกมาในรูปแบบที่เก็บกด เช่นว่า เมื่อท่านผู้ใหญ่เดินหายลับไปจากห้องคาราโอเกะโอ้เยล้าลาเมื่อใด หนูก็จะรีบนอนเหยียดยาวที่โซฟาอย่างหมดสภาพ แต่เมื่อใดที่ท่านกลับมา หนูก็จะรีบดีดตัวยิ่งกว่าสปริงมานั่งหน้าระริกระรี้ energy ทะลุขีด เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้เป็นระยะ ๆ และแล้วพนักงานชาวพม่าคนเดิมก็กลับมาพร้อมพวกพ้อง เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะต่อเวลาใด ๆ ได้อีกแล้ว ในที่สุด นักร้องเสียงทองทั้งหลายก็จำใจลุกขึ้นและเดินกลับห้อง
โอ้ แม่เจ้า ......... เมื่อเดินออกมานั้น ดิส-สะ-โก้-เทค-ก้าได้แปรสภาพเป็นรกร้างไปเสียแล้ว ไฟปิดมืดสนิท และสาว ๆ กุ๊ก ๆ ทั้งหลายก็หลีกลี้หนีหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ร้างรกเรื้อเท่านั้นยังไม่พอ หนุ่มนักเสิร์ฟชาวพม่าอีกคนกำลังถือกุญแจเตรียมล็อคประตูอยู่ โอ... ให้มันได้ขนาดนี้เลยค่ะ คุณขา
ระหว่างทางเดินขึ้นมาบนห้อง ท่านผู้ใหญ่ก็บอกว่า เนี่ย สงสัยเค้ากลัวเราจะร้องเพลงกันหมดวันนี้เนอะ ดี ๆๆๆ เก็บอีกครึ่งไว้ร้องพรุ่งนี้กันนะ โอ กรี๊ดดด ทู บี คอนทินิว ทูมอโร่เหรอค้า???? แล้วขึ้นมาบนห้อง เห็นพี่ร่วมห้องนอนอย่างมีความสุขก็ให้อิจฉาเป็นอันมาก ไม่น่าบ้าไปลัลล้าเลยกู อาบน้ำ แล้วล้มตัวลงนอนก็ตีสองพอดี ฮือฮือ
รุ่งเช้า ตื่นมากินข้าว แล้วเราก็ได้ฤกษ์เดินทางไปนมัสการเจดีย์ชเวดากองกัน ซึ่งสำหรับมิ้งเองถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการมาพม่าคราวนี้เลย จริงอยู่ที่จะเคยมาไหว้ที่นี่แล้ว แต่ความงดงามและความยิ่งใหญ่ของเจดีย์เองก็ดึงดูดให้กลับมาอยู่เรื่อยไป ที่สำคัญ ต้องบอกว่าที่นี่น่ะ ศักดิ์สิทธิมาก ๆ นะเจ้าคะ ชนิดที่ว่า โซ ศักดิ์สิทธิ ขออะไรได้อย่างนั้น แถมยังเร็วพลันทันด้วย เด็กที่เต็มไปด้วยตัณหา (ในแง่ที่แปลว่า ความต้องการ greed น่ะ แบบทางพระไงคะ) อย่างอีมิ้งจะอดใจได้เหรอคะ ทุกท่าน ใช่ไหมล่ะคะ
พอไปขึ้น เนื่องจากเป็นคณะผู้ใหญ๊ผู้ใหญ่ เราจึงมีคณะต้อนรับและคณะชาวเจดีย์ชเวดากองหนึ่งกองทัพยักษ์มาดูแล โอ ชนิดที่ว่า ไม่ต้องห่วงค่ะ ขณะที่มาตาปีย์กำลังกราบพระ ไหว้รูป เอาเงินหยอดตู้ แล้วก็อื่น ๆ หลุดหลงไปจากคณะกี่ครั้งกี่คราก็กลับไปตามไปเจอถูก ... ก็ไม่ต้องอาศัยอะไรมาก ดูแค่ตรงที่มีคนเยอะ ๆ เหมือนขบวนแห่ก็ใช้ได้แล้ว แต่ก็นั่นแหละ ก็ต้องบอกว่า ขนาดมาแล้วสองครั้งก็ยังอดใจไม่ได้กับความงดงามอลังการของชเวดากองจริง ๆ หยุดดู หยุดชื่นชม และหยุดถ่ายรูปจนไม่รู้ว่าหลุดหลงจากคณะไปไม่รู้กี่เพลา
แล้วที่รู้สึกอึ้งปนขำมาก ๆ ก็คือ มิ้งได้เจอกับมัคคุเทศก์ชาวพม่าหนึ่งคน ซึ่งตอนแรกมิ้งเจอกันกับคุณลุงหน้าพระ แล้วลุงแกก็บอกให้กราบพระตรงนี้ แล้วก็ขอพรได้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้น เราก็คุย ๆ กันไป ความเป็นเด็กมิงมิง (ศัพท์ใหม่จากทริปคราวนี้ มิงมิงมาจาก mingle – เพราะความที่ลั้นลากับเขาไปทั่ว พี่ร่วมห้องก็เลยเลือกว่า น้องมิ้ง mingle ก่อนจะเป็นมิงมิงในภายหลัง) ของหนูก็ทำให้หนูนั้นคุยคลุกคลีตีโมงกับเขาไปเรื่อย ๆ โดยคิดว่า พี่แกเป็นคนพม่าเฟรนลี่ที่พูดอังกฤษได้ มากกว่าจะสำนึกรู้ว่าลุงแกเป็นมัคคุเทศก์ประจำชเวดากองที่มาต้อนรับคณะด้วยเช่นกัน กว่าจะรู้ก็เป็นตอนที่ เอ๊ะ หลงไปจากคณะเมื่อใด กลับมา ทำไมแกยังอยู่แถว ๆ คณะวะ ในที่สุด คุยแล้วก็รู้ว่า อ๋ออ แกเป็นใครอย่างไรสักที และแล้ว ใครสักคนในคณะก็กำลังสรงน้ำพระประจำวันเกิด ลุง Ronny (คุยจนรู้ชื่อแซ่กันเลยไงคะ) ก็เอ่ยเอื้อนวจี ถามมาตาปีย์ว่า แล้วเกิดวันไหนล่ะ … วันเสาร์ค่ะ ... อ๋อ งั้นเลยมาแล้วนี่ .... ไอ้เราก็นึกว่า ลุงแกจะปล่อยเลยตามเลย พาเดินไปพร้อมต่อไป แต่ไม่ค่ะ สุดยอด มัคคุเทศก์จริง ๆ
“Please come with me.” ลุงแกรีบบอก แล้วเราสองชีวิตก็ก้าว ๆ ฉับ ๆ กันไป
(มีต่อ)
No comments:
Post a Comment