Saturday, June 19, 2004

ระยะทาง

ฉันจากบ้านที่เคยคุ้นมาตั้งแต่เล็ก ไปไม่นาน ปีกว่าเห็นจะได้กระมัง ไปไกลสองเดือนกว่า แล้วก็กลับมาสามอาทิตย์ แล้วก็ออกไปอีกครั้ง แล้วกลับมา เป็นเช่นนี้เรื่อย ๆ จนครั้งสุดท้ายที่ห่างออกจากบ้านไปสี่เดือน แน่ล่ะ เวลาที่อยู่นอกบ้านอาจจะไม่มากมายเพียงใดในสายตาของคนหลายคน หากแต่ฉันไม่เคยไปไกลจากบ้านจากครอบครัวเลย ช่วงเวลาสั้น ๆ นี้จึงยาวนานมาก และทรมานมาก โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ ญาติ ๆ รู้ดีว่าฉันเป็นลูกรักเป็นลูกสาวคนโปรดของแม่มากเพียงไร พอ ๆ กับที่ทุ่มเทความรักอย่างล้นเหลือมาให้ฉัน ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช่เพราะการศึกษาที่บังคับให้ต้องห่างบ้าน บางที ช่วงเวลาห่างจากครอบครัวของฉันก็คงไม่เกิดขึ้น

เมื่อยามที่อยู่คนเดียว ภาพครอบครัวในใจฉันจะเด่นชัด กระจ่างใสอยู่เสมอ ฉันจำได้ทุกอิริยาบถของแม่ อาหารที่แม่และพ่อชอบทำ รวมไปถึงกิริยางอแงอย่างเด็ก ๆ ของเจ้าน้องชายตัวโตที่ไม่ยอมรู้จักโต และเสียงร้องเอาแต่ใจของเจ้าแมวดำตัวโปรด เวลาที่ฉันเศร้า ความทรงจำที่อบอุ่นของครอบครัว ภาพของบ้านที่คุ้นเคยมักช่วยคลายเหงาและปลอบประโลมใจฉันทุกครั้ง การท้อแม้ที่เกิดจากการเรียน การต้องปรับตัวให้เคยชินกับการอยู่คนเดียวในต่างแดนมักถูกชะล้างด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นคนเก่งคนกล้าให้คนที่รักในบ้านได้ภาคภูมิใจ

แม้จะอยู่ไกล แต่ระยะทางที่มีไม่เคยกั้นขวางเราไว้ได้เลย การสื่อสารที่ก้าวหน้า ทันสมัยที่เกิดจากสิ่งซึ่งเรียกกันว่าโลกาภิวัฒน์ทำให้การติดต่อระหว่างเราง่ายดายจนเหลือเชื่อ แม่สามารถโทรศัพท์เข้ามือถือฉันได้ทันที ขณะที่เจ้าน้องชายมักจะส่งอีเมลมาหาฉันเป็นประจำ ถ้าเราไม่ได้คุยกันทางเอ็มเอสเอ็น และฉันก็มักจะส่งข้อความสั้น ๆ ถึงมือถือแม่และน้องเป็นประจำก่อนนอน เมื่อเราโทรศัพท์คุยกัน ก็เหมือนเรานั่งอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพ ฯ เพียงแต่สิ่งที่แปลกไป ก็มีแค่เรามองไม่เห็นกันเท่านั้น และฉันก็รู้สึกและเชื่อว่าเรายังอยู่ด้วยกัน ภาพในครอบครัวฉันยังเหมือนเดิม กระจ่างชัด อบอุ่นและเรืองรองเสมอ

เมื่อยามกลับมา เราเจอกันที่สนามบิน ครอบครัวที่รักก็ยังเหมือนเดิม ทุกคนมารับฉันด้วยรอยยิ้มแจ่มใสที่แม้ไม่ต้องเอ่ยด้วยวาจาก็รู้ว่ามีความสุข สีหน้าและแววตานั้นมากมายกว่าคำพูดที่ย้ำไปมาว่าดีใจที่ฉันกลับมานัก ตอนที่นั่งรถกลับบ้าน เราผลัดกันเล่าเรื่องที่อาจจะตกหล่นไปบ้างด้วยระยะทางที่ไกลกัน เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมายที่ไม่ได้เล่าสู่กันฟังกลายเป็นสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างก็มีถ่ายทอดให้อีกฝ่ายอย่างไม่รู้จบ

จากนั้นไม่นาน แปลกที่ฉันพบว่าตัวเองกลายเป็นคนแปลกหน้าของครอบครัว จริงอยู่ที่เรื่องหลายเรื่องเคยฟังผ่านหูมาก่อน แต่แล้ว ภาพที่เห็นจริงกับมโนภาพที่ฉันสร้างกลับแตกต่างกันลิบลับ ทุกคนมีวิถีชีวิตใหม่ซึ่งต่างไปจากที่ฉันเคยรู้จักอันเกิดการปรับตัวเมื่อฉันหายไปเกิดขึ้น และเมื่อฉันกลับมา วิถีชีวิตเช่นนั้นของเขาเหล่านั้นก็ยังอยู่ บางครั้ง ฉันตั้งข้อสงสัยเงียบ ๆ ว่าฉันเข้าใจ หรือแม้แต่รู้จักสิ่งใหม่ ๆ ที่เขาสร้างขึ้นไหม จริงอยู่ที่ฉันคิดถึงบุคคลอันเป็นที่รักของฉัน และมีภาพของเขาเหล่านั้นกระจ่างในใจ หากบางที ฉันอาจจะจำได้และคิดถึงแต่ภาพที่ฉันอยากให้เป็น ภาพที่ฉันเห็น เกิดจากจิตของฉันปรุงแต่งตามที่ฉันเท่านั้นต้องการ แม้ว่าความเป็นจริงจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น และเมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่ฉันเห็นสำหรับคนคนนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากนี้ การปรับปรุงบ้านทำให้บ้านที่อยู่มาตลอดชีวิตกลับไม่คุ้นเคยเท่าห้องที่พักพิงอาศัยยามศึกษาเล่าเรียน ห้วงคำนึงของฉันมักย้อนกลับไปเวลาที่ฉันอยู่ต่างแดน โดยเฉพาะกับห้องเล็ก ๆ ที่ฉันอาศัย ห้องที่เป็นเสมือนอาณาจักรวิเศษที่ฉันรัก บ่อยครั้ง ฉันมักจะหลับและฝันว่าฉันได้กลับไปยังห้องแสนรักของฉัน

ฉันเริ่มรู้สึกแตกแยก และเห็นว่าคนรอบข้างเป็นคนแปลกหน้าสำหรับฉัน เพราะฉันมองว่าตอนนี้เราไกลกันด้วยความรู้สึกนึกคิดและสภาพจิตใจของเรา ขณะที่เมื่อเราห่างไกลกันด้วยระยะทาง ใจเราเชื่อมติดกันยิ่งนัก ฉันเริ่มคิด และเริ่มย้ำกับตัวเองว่าระยะทางห่างไม่สู้ใจห่าง ฉันอยากย้อนกลับไปอยู่ที่เดิม ซึ่งแม้เราจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เราก็ดูว่าได้อยู่ด้วยกันมากกว่าที่เป็นอยู่ ฉันดิ้นรนอยู่เงียบ ๆ โดยที่ความคิดมากมายอัดแน่นเวียนวนอยู่ในสมองแม้ว่าจะไม่ได้แสดงผ่านการกระทำใด ๆ ออกมา ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน…ใจเราห่างกัน… ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจฉันตลอดเวลา ที่สำคัญ ฉันเริ่มจะเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ฉันผิดที่ออกห่างไปและทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปร

วันแตกหักมาถึง ฉันทะเลาะกับที่บ้านด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง การหายไปของฉันส่งผลให้น้องชายทุ่มเทเวลาส่วนที่เคยให้กับฉันไปให้แฟนสาวของเขาเพิ่มขึ้นอย่างล้นเหลือ และแม้ว่าฉันจะกลับมาแล้ว น้องชายก็ยังปฏิบัติตัวเช่นนั้นอยู่ ส่วนพ่อ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าฉันไม่ชอบหมา แต่พ่อก็ยังให้หมามาอยู่ในบ้าน โดยไม่สนใจว่าแมวที่เลี้ยงในบ้านรวมทั้งฉันจะประสาทเสียสักแค่ไหน

คืนนั้นฉันขังตัวเองอยู่ในห้องนอน และแค้นใจจนนั่งร้องไห้ตลอดทั้งคืน แม้จะข่มใจให้หลับ แต่ตะกอนทั้งหลายในใจก็ขุ่นเกิดกว่าจะทำใจให้สงบได้ ฉันร้องไห้ ร้องไห้และร้องไห้ จนในที่สุด เมื่อฟ้าใกล้สาง ก็หยิบสมุดและปากกามาเขียนระบายความในใจอย่างที่เคยทำมาจนชิน GEOGRAPHICAL DISTANCE < PSYCHOLOGICAL DISTANCE!!!! ใจห่างร้ายกว่าตัวห่าง!!!! ถ้าใจเราใกล้กัน แม้ตัวเราจะห่างกันก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างอยู่ที่ความนึกคิด จริงสิ มือที่จับปากกาเขียนตัวอักษรสุดท้ายของฉันชะงักค้าง เมื่อนึกขึ้นว่า เมื่อตอนที่ฉันอยู่ไกลออกไป ฉันคิดว่าเราใกล้และเราก็ใกล้กัน ตอนนี้เราอยู่ด้วยกันแล้ว ทำไมเราจะใกล้กันไม่ได้ ความแปลกแยกที่เกิดก็เริ่มจากฉันไปตั้งแง่ เอาความรู้สึกไปจับผิดทุกเรื่อง ทุกอย่างอยู่ที่ใจแท้ ๆ และก็เป็นใจของฉันเสียด้วย

* เป็นเรื่องแต่งที่เกิดจากความฟุ้งซ่านในคืนที่นอนไม่หลับ นาน ๆ ทีมีมิ้งจริงจัง sophisticated one ้บ้างก็ดี

3 comments:

ming-ki said...

คุณจอย
ตอนแรกว่าจะงกไม่ยอมให้ยืม แต่เพราะน้ำใจงามมาลงชื่อให้เกือบทุกคอมเมนต์ เอาไปเล๊ย เอาไปเลย อยากได้อะไรอิฉันก็จะทูนหัวทุ่มทุนเทถวายให้นะจ๊ะ แล้วจะมาอัพเดทเรื่องลิ้งกิ้ง เมื่อมีเวลาอย่างด่วนเลย

คุณชา

ขอบคุณที่มาตอบซะยาวเลย มันก็จริงนะ ถึงได้สรุปมาตอนจบไง ว่ามันอยู่ที่ใจของเราเอง ถ้าคิดว่าไกลก็ไกล คิดว่าใกล้ก็ใกล้ แต่คำว่าความสัมพันธ์เปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นคำที่ถูกต้องเลย ทุกอย่างมีพัฒนาการทั้งนั้นแหละเนอะ อยู่ที่เราจะทำความเข้าใจและปรับตัวยอมรับมันได้เร็วขนาดไหน และได้มากเพียงไร แต่ท้ายที่สุด ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยงแปลง วันนี้เป็นอีกอย่าง วันพรุ่งนี้เป็นอีกอย่าง และเราเองก็จะต้องเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ C’est la vie! นี่แหละเนอะ ชีวิต

Anonymous said...

เรื่องนี้โดนใจมากๆ ในฐานะที่เป็นคนไกลบ้านคนหนึ่ง ^-^
เวลากลับไปบ้านทีไร แม้ว่าจะกลับไปอยู่ที่เดิมห้องเดิม
มองไปรอบกายเหมือนทุกอย่างจะเหมือนเดิมแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
แต่เราจะรู้อยู่แก่ใจและสำนึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป

แม้ว่าเราจะพยายามทำทุกอย่างให้เหมือนเดิม
แต่ก็กลับกลายเป็นว่าเรากลายเป็นส่วนหนึ่งที่แปลกประหลาดและแตกแยกออกมา
บางครั้งก็คิดว่าอาจเป็นเพราะเราอยู่ไกลจึงพลาดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งจะผสานเป็นความผูกพัน
ด้วยกาลเวลาและความชิดใกล้

นั่นเป็นสิ่งที่เราแลกไปกับการตัดสินใจเลือกเส้นทางเดิน
อย่างไรก็ตามไม่มีสิ่งใดอยู่ยั่งยืน ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว
เราก็ได้แต่ต้องตั้งสติ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งมักจะมีเข้ามาอยู่เนือง ๆ
อะไรที่เรากลัวนักกลัวหนา นั่งคิดนั่งเครียดกับมัน ยามหลับก็ยังตามไปหลอกหลอนถึงในฝัน
บางครั้งเพียงเรางีบไปสักแว้บหนึ่ง ตื่นขึ้นมามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นท้องฟ้าที่ดำสนิทในยามสางค่อยๆ ถูกทำลายด้วยแสงสีทองจางๆ ที่ค่อยๆ สว่างขึ้น ความกลัวก็พลันจางหายไปทันใด

ข้างบนเป็นอารมณ์ต่อเนื่องจากบทความนะ

ถ้าให้คอมเมนต์เกี่ยวกับงานก็อยากจะบอกว่าเป็นงานกระแสสำนึกที่โดดเด่นตรงการจับประสบการณ์ตรงของตนเองมาเขียนได้อย่างเข้าถึงโดยเฉพาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ร่วมจะรู้สึกได้เลยว่าผู้เขียนถือมีดคมกริบมากรีดลึกลงไปในหัวใจ ที่ชอบอีกอย่างคือการเพิ่มระดับความกดดันของอารมณ์ที่ค่อยๆ เริ่มจากอารมณ์สบายๆ ในส่วนของการบอกเล่าเพื่อแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักกับผู้เขียน ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นหลักและท้ายที่สุดก็ถึงจุดไคลแม็กซ์ในที่สุดโดยไม่หลุดประเด็น ซึ่งถือว่าทำได้ดีทีเดียว

ชมไปเยอะเดี๋ยวหาว่ายอเพราะรู้จักกัน
ข้อติก็คือสำนวนที่เดี๋ยวใกล้เดี๋ยวไกลและรูปแบบของงานที่ไม่รู้จะจัดเข้าประเภทไหนดี ส่วนตัวคิดว่าโอนเอียงไปทางไดอารี่ส่วนตัว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าปรับแต่งโครงเรื่องอีกนิดเสริมบทบรรยายสักหน่อยก็จะกลายเป็นเรื่องสั้นที่ดีเรื่องหนึ่งทีเดียว แต่อย่างว่าแหล่ะงานเขียนไม่มีกฏตายตัวอยู่แล้วถนัดสิ่งใดทำสิ่งนั้นประเด็นสำคัญคือสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจ ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าผ่านสบายๆ ?

แต่เชื่อมั้ยงานชิ้นนี้น่าจะทำให้ผู้อ่านได้รู้จักผู้เขียนเพิ่มขึ้นมากทีเดียวเลยหล่ะ


ปล. มาลงชื่อให้แล้วน้า เหอๆ

ming-ki said...

คุณชา
มันก็แล้วแต่คนล่ะมั้ง ยิ่งแถวนี้เป็นพวกเน้นอารมณ์ความรู้สึกน่ะ มันก้เลยไปไกล

พี่เคน
ไม่ได้เครียดนะ แค่อยากบรรยายสภาพอารมณ์ตัวเองออกมาเอง
ถ้าอยากเครียดเดี๋ยวจะหามาให้มากกว่านี้ ดีไหมคะ

พี่หนึ่งคะ
ขอบคุณมากนะคะ ยาวเหยียดเลยทีเดียว
อยากจะบอกว่าทั้งแปลกใจและดีใจกับความคิดเห็นของพี่หนึ่งมาก
แปลกใจที่เจ้าแห่งเรื่องสั้นอย่างพี่หนึ่งบอกว่าชอบเรื่องของมิ้งและดีใจที่บอกว่าเขียนได้ค่อนข้างดี
จริง ๆ ตอนที่เขียนเรื่องนี้ก็เป็นอย่างที่พี่หนึ่งวิจารณ์จริง ๆ นะคะว่าเป็นไปในเชิงไดอารี่ส่วนตัว เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นจริง ๆ ยกเว้นช่วงคืนเกิดเหตุไคลแมกซ์ที่อาจจะเติมแต่งไปสักหน่อย

ชอบอารมณ์ร่วมที่บรรยายสภาพท้องฟ้าตอนจบนะคะ หลายคนได้อ่านไปแล้ว แต่มีไม่กี่คนที่เข้าใจการแก้ที่มิ้งวางไว้ตอนจบ (ซึ่งจริง ๆ ก็คือการทะลุถึงทางออกของปัญหาที่ได้เกิดขึ้นกับมิ้งจริง) โดยเอาสภาพท้องฟ้าและเวลามาเป็นจุดร่วม มีบางคนถามมิ้งว่าแล้วมิ้งทำยังไงต่อไป มิ้งบอกทางแก้ปัญหาไม่กระจ่าง แต่จริง ๆ อ่านดูดี ๆ ก็จะรู้ว่า “ฉัน” ในเรื่องได้เข้าใจปัญหาและวิธีแก้ของตนเพียงไร

คนไกลบ้านกลับมาแล้วบ้านไม่เหมือนเดิม มิ้งคิดต่อยอดความคิดเห็นพี่หนึ่งไปไกล และก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า การที่เราเลือกจะจากไป (เช่น อย่างของมิ้ง จะเลือกเรียนโทเมืองไทยก็ได้ ทำไมต้องไปถึงอังกฤษ) เป็นการตัดสินใจของเราเอง เราเป็นฝ่ายเลือก เป็นฝ่ายกระทำ และครอบครัวที่อยู่บ้านของเราเป็นฝ่ายรับการกระทำนั้น เมื่อเราเลือกที่จะเลี่ยนแปลง จะเป็นการเห็นแก่ตัวหรือไม่ที่จะคาดหวังให้อีกฝ่ายยังคงเป็นเช่นเดิมอยู่อย่างนั้น ในเมื่อเขาเองก็ต้องปรับตัวเพื่อยอมรับสภาพที่จะเกิดขึ้น/ เปลี่ยนผันไปเมื่อเราไม่อยู่ ดังนั้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับสภาพการตัดสินใจและการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวของเราเช่นกัน จะให้เขามาทรมานเมื่อไม่มีเราอย่างนั้นหรือ? ถ้าเขาไม่มีเราแล้วต้องชีวิตอย่างเดิม การปรับตัวต่างหากที่จะทำให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาไปได้ ก็แค่คิดเล่น ๆ ไปไกลนะคะ

ว่าแต่ที่บอกว่าทำให้รู้จักคนเขียนมากขึ้น ในแง่ไหนหรือคะ