Sunday, June 27, 2004

รัฐบาลคุณทักษิณ: post-honeymoon time

**หลายคน (โดยเฉพาะ พค) คงอ่านผ่านตามาหลายรอบแล้ว แต่ขออนุญาตมาโพสต์ใหม่ที่นี่นะคะ จะได้รวบรวมสิ่งที่มิ้งเขียนเพื่อเก็บเป็นหลักแหล่งน่ะ ตอนนี้อาจจะหนักไปนิดนึงนะคะ

-------------------------

ได้รับเมล fwd มาเกี่ยวกับการโกงกินและการเล่นพรรคเล่นพวกที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณจากใครสักคน ประกอบกับได้ยินเสียงบ่นเกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้ผ่านหูมาพอดี ก็นะ honeymoon time มันล่วงเลยผ่านไปโขแล้วนี่ ดังนั้น ก็เลยขอมี critical mind โต้กลับเหล่านักวิจารณ์กันหน่อย

เห็นว่า จริงอยู่ที่อาจมีการโกงกิน อาจมีการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องบ้าง แต่ระบบการเมืองของไทยก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอดตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยู่แล้ว แต่เผอิญ ยุคนี้ข่าวสารมันมีอิสระมากขึ้น ส่งผ่านง่ายขึ้น คนก็เลยเห็นชัด และเกิดเป็นประเด็นขึ้นมาง่ายกว่าเมื่อก่อน อ่าน ๆ ดูจะบอกว่านายก ไม่ดี ทำอะไรไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่ได้ ปัญหามันเกิดมาเป็นสิบ ๆ ปี กว่าครึ่งศตวรรษ จะให้แก้ในชั่วข้ามคืนจะทำได้อย่างไร ทุกอย่างต้องใช้เวลากันทั้งนั้น ไหนจะทุนที่รัฐบาลต้องจ่าย (ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีเงินมากพอที่จะแก้ให้เกิดพัฒนาการได้รวดเร็ว หรือมีประสิทธิผลอยู่แล้ว) ไหนจะการจัดสรรตัวคน/ หน่วยงานที่จะมาแก้ปัญหา แล้วไหนจะขนาดของประเทศอีก (เป็นแบบสิงคโปร์ก็ว่าไปอย่าง) เคยคิดเองเล่น ๆ ว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง บ้านเมืองอาจจะเจริญก้าวหน้ามากกว่านี้ก็ได้ ไม่ได้ศรัทธา absolutism มากขนาดนั้นก็จริง แต่แง่หนึ่งก็คือว่าตัวเจ้าผู้ปกครองเองเคยชินกับการมีทรัพยากรในมืออยู่แล้ว ทำให้หมดปัญหาการตักตวงทรัพยากรไปเพิ่มเพื่อประโยชน์ของตัวในระดับหนึ่ง ขณะที่กลุ่มที่เปลี่ยนแปลงมาปกครองขึ้นมา ไม่ได้เคยชินกับการมีอำนาจและทรัพยากรอยู่ในมือ จะทำให้กระหายอำนาจ/ ทรัพยากรมาก จึงวุ่นวายอยู่กับการเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้ และต้องสนใจการถ่วงสมดุลอำนาจในเวลาเดียวกันจนลืมที่จะพัฒนาประเทศ (แรงไปไหมนี่ ทฤษฎีนี้)

กลับมาเรื่องเดิมนิดนึง คนเราต่างความคิดกัน หลายอย่างจะมองเป็นดีก็ได้ เป็นร้ายก็ได้ ยิ่งเป็นเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับคนในวงกว้าง ความคิดตอบสนองมันก็ยิ่งหลากหลาย จะมองว่าทำดี ทำถูก จะมองทำไม่ดี แย่ก็ได้เหมือนกัน ระดับความต้องการการตอบสนองต่อปัญหาก็ต่างกัน พวกก้าวหน้าก็มองว่ายังไม่พอ พวกอนุรักษ์ก็มองว่าทำเกินไป ทำอย่างไรก็ไม่สมดุลหรือทำให้ทุกคนพอใจได้แน่

ปัญหาคือ เราต้องมองเป็นกลาง และดูด้วยเหตุผล พิจารณาด้วยสติ ไม่ใช่แค่ไปติอย่างเดียว ไม่งั้นลองทำออกมาก็ได้ว่าในสมัยรัฐบาลชาติชาย หรือจะไล่มาตั้งแต่จอมพลทั้งหลายเลยก็ได้ว่าไม่มีความแตกต่างกันเท่าไร จะใช้ critical mind ก็จะต้องดูความเป็นไปได้ ไม่งั้นกลายเป็นมือไม่พายเอาเท้าราน้ำไปวัน ๆ เราทำเองก็อาจจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ถ้าโกงกินจริง แต่ว่าได้ทำประโยชน์ให้ประเทศบ้าง มันก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปไม่ใช่เหรอคะ ทุกอย่างเป็นเรื่องของประโยชน์ทั้งนั้น ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ แต่ขอถ้าเขารับไป และทำบางอย่างตอบแทนกลับมาก็พอ

2 comments:

ming-ki said...

พี่เคนนน
คุ้น ๆ เหมือนกัน พค ไปอ่านจากไหนมาเหรอคะ ที่เดียวกันฤาเปล่า แต่จริง ๆ ไม่ได้กะให้ พค มาตอบนะ ดูสิ ก็อุตส่าห์จั่งหัวไว้ขนาดนั้น ยังอุตส่าห์กลับมาได้อีก แต่ขอบคุณมาก ๆ จริงที่นอกจากจะใจดีมาอ่านให้มิ้งแล้วก็มาโพสต์ตอบให้นะคะ พค ใจดีจริงจริ๊ง ขอบคุณมาก ๆ อีกครั้งค่ะ
อ๊ะ อย่าลืมเรื่อง elitism นะ

ming-ki said...

InDeepInMind
จริง ๆ แล้ว ก็ยังงง ๆ อยู่ว่าตัวเองเขียนไปได้อย่างไรตั้งยาวเหยียดและที่สำคัญมีสาระกระจายขนาดนั้น ทำให้ใกล้ ๆ จะผิดจุดประสงค์และเงื่อนไขของการ Spin Around with Ming ซึ่งมักจะเน้นทางโลกและทางเล่นมากกว่าทางธรรม แต่ก็นั่นแหละ มีสลับฉากบ้างก็ดีจะได้ทั้งเห็นว่าคนอย่างเราก็มีสาระได้ และทั้งช่วยขับเน้นความไร้สาระกัดจิกของมิ้งในฉบับอื่น ๆ ให้มากขึ้น เหมือนที่เวลาทำขนมต้องใส่เกลือเพิ่มไปเพื่อตัดรสหวานของน้ำตาล ฉันใดก็ฉันนั้น
กลับมาที่ความเห็นของคุณชาอีกครั้ง จะมี superhero เพื่อตัดสินว่าใครถูกใครผิดก็ดีเหมือนกัน
(แบบเรื่อง deathnote ไง) แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีไม่ดี จะเอาอะไรมาตัดสินมาเป็นมาตรฐาน และ เราต้องมีเกณฑ์ตายตัวหรือเป็น double standard เหรอ ที่สำคัญ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไม่ทำให้คนอื่น ๆ รอบข้างเดือดร้อนตาม เช่น คนที่ฆ่าเป็นนักการเมืองโกงกินชาติ แต่พอเค้าถูกฆ่าตาย ลูกเมียที่อยู่ข้างหลังจะทำอย่างไร อย่าฆ่าเลย

อย่าเพิ่งคิดโต้แย้งเลย ที่พูดมาไม่ได้บอกว่าเป็นนางเอกละครน้ำใจดีงามหรอก จะบอกว่ามาใช้วิธีล้างสมองกันดีกว่า เผื่อคนที่มีเกณฑ์ถูกฆ่าเป็นคนเก่งขึ้นมา เราก็ไม่เปลืองทรัพยากรส่วนที่ใช้สร้าง/ บำรุงคน ๆ นั้นขึ้นมาไง โหดร้ายกว่ากันไหม วิธีนี้ ^__^