Tuesday, November 22, 2005

มุมมองแบบ Machiavellian Ming?

*** ออกตัวก่อนว่าคราวนี้เขียนไม่ดีเลย หลุดจากกรอบไปพอสมควร แล้วก็ไม่ลื่นไหลด้วย
จริง ๆ จะเขียนเรื่อง วาทกรรม ในฐานะที่เป็นตัวรับใช้ความชอบธรรมนะเนี่ย รองวดหน้าก็แล้วกัน

***** เขียนไม่ดีจริง ๆ ด้วยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด

เพิ่งได้ไปพบปะเจอะเจอเพื่อนกลุ่มหนึ่งมา และก็อดไม่ได้ที่จะแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองและสัจจธรรมทางการเมืองกัน คุยกันไป ถกกันไป แล้วก็เลยได้สัจจธรรมและข้อคิดอย่างหนึ่งสำหรับตัวเองมาเลยว่า ตัวอิฉันก็มีวิธีการและวิถีทางความเป็นไปในโลกด้วยกรอบของตัวเองเช่นกัน

กรอบของมิ้งคืออะไรน่ะหรือ? ระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย มีอาจารย์คนหนึ่งที่เคารพและศรัทธามากบอกว่าถ้าอยากเข้าใจอะไร ในมองด้วยกรอบและมิติผลประโยชน์ ความรุนแรงที่ผ่านมา มาว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย หรือแม้แต่สงครามการเมืองอเมริกา สงครามโลก และอื่น ๆ ก็เกิดจากคำว่าผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ฟังดูสั้น ง่ายดีใช่ไหม? แต่จริง ๆ แล้วการที่จะมีมุมมองเช่นนี้ และสรุปออกมาแบบนี้ มิ้งถือว่าเป็น ความกล้า และท้าทายอย่างมากทีเดียว น้อยคนนักที่จะกล้ายอมรับความเป็นจริงและกล้าที่จะพูดออกมา อย่างที่เรารู้กันว่านักวิชาการมักจะตั้งอยู่ในโลกอุดมคติ Utopian Idealist มากกว่าจะเป็น realist ได้

การที่ถูกสอนและเห็นตามมาเช่นนั้นทำให้คล้อยตามไปในเชิง realist เป็นหลักใหญ่ และถ้านั่นยังไม่พอ การอ่าน The Prince และได้รู้จักกับ Machiavelli ช่วยเสริมความเป็น realist ที่ดูผลประโยชน์และจุดมุ่งหมายเป็นหลักใหญ่ขึ้นมาเสียอีก มิ้งถึงกับเชื่อเลยนะว่า มนุษย์น่ะ เห็นแก่ตัวและระลึกถึงตัวเองในระดับหนึ่งกันทุกคน เพียงแต่จะเก็บมันไว้ ซ่อนไว้ลึกแค่ไหน และปกปิดมันไว้ด้วยอะไรก็แค่นั้น เคยคุยกับพี่ที่ทำงานเก่า แล้วคุณพี่พูดมาว่า ไม่ชอบ Machiavelli เพราะหมอนี่ เห็นแก่ประโยชน์ และ ฯลฯ มิ้งน่ะ ถึงกับระแวงคุณพี่คนนี้มาในทันที จะว่ามิ้งอคติมากไปไหม ก็เพราะคิดว่า การที่ปฏิเสธแนวคิดของ Machiavelli ก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตัวเองยังมีความต้องการ และเห็นแก่ตัวนี่นา ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า คุณพี่เธอพยายามสร้างภาพให้ตัวเองขึ้นมาแล้ว

อาจจะเถียงมิ้งว่า แต่ว่า คนนั้นเค้าเป็นพวก idealist ล่ะ มิ้งไม่ด่วนสรุปไปหรือ ถ้าจะตัดสินเค้าไปเช่นนั้น มนุษย์เราน่ะ อาจจมีความชั่วร้ายแฝงอยู่จริง แต่มันก็ถูกเจือจางให้เบาบางลงไปด้วยศีลธรรมและอุดมการณ์อันสูงส่งที่เราได้รับการอบรม ปลูกฝังมามิใช่หรือ ก็อาจจะจริง แต่ศีลธรรมเช่นนั้นใช้อะไรมาวัดล่ะ ถ้าเราเชื่อถือค่าอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วเราต้องสู้เพื่อปกป้องความเชื่อของเรา นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังแก่งแย่งให้ค่านิยมความคิดของเราชนะ ซึ่งก็คือ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของเรา (แม้จะเป็นในเชิงความคิดก็ตาม)ใช่ไหม

และนั่นก็ย้อนกลับมาที่เรื่องเดิม ที่กรอบของมิ้ง ใช่แล้ว ผลประโยชน์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และสำคัญ และเราก็พร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์นั้นมา แต่เพราะเป็นมนุษย์ ความละอายต่อศีลธรรมยังคงฉาบหน้าเราอยู่ ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมขึ้น และสิ่งนั้นก็ทำให้เรามีคำพูดสวยหรูเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการมาอย่างสวยงาม และลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เพื่อประชาธิปไตย เพื่อปวงชน เพื่อชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย

สงสัย คนหลายคนจะมองว่ามิ้งมองโลกในแง่ร้าย แต่ถ้าบอกว่า เราอยู่ในโลกที่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วย Machiavellian realist ล่ะ แต่เป็นที่อันตรายมาก ๆ เพราะไม่บอกไม่แสดงตัวเป็นอะไร แถมยังจะกลบเกลื่อนด้วยคุณธรรมนานาประการอีก แต่ก็นั่นแหละ นอกจาก The ends justify the means แล้ว the ends ก็ยังจะช่วยบอกให้รู้ในที่สุดว่า Machiavellian realist แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

แล้วจะไม่ให้มิ้งมองด้วยกรอบมุมมองผลประโยชน์อย่างไรได้?

4 comments:

ming-ki said...

จะบอกว่า พี่เคนที่เคารพ ตอนนี้อย่าว่าแต่เรื่องหนัก ๆ เลยนะคะ มาเขียนเรื่องขำขัน สนุกสนานก็ไม่มีคนมาอ่าน หรือลงชื่อเลย ใกล้เคียงความเป็นเพิงโหยหวนขึ้นทุกทีแล้ว

อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ไว้แล้ว ว่าเมื่อใดที่เขียนบทความเช่นนี้ อย่างน้อยก็จะมีคุณพี่นี่แหละเข้ามาใช้บริการ อิอิ แต่ก็ต้องออกตัวอีกครั้งอย่างที่ได้ทำไปก่อนจะเริ่มบทความว่า การเขียนครั้งนี้ยังไม่ไหลลื่นอย่างที่ใจคิดให้เป็นในตอนแรก แล้วที่สำคัญก็ยังไม่ตรงกับที่อยากเขียนเสียด้วย ตอนแรกจะเป็นเรื่องของวาทกรรม โดยอาศัยการครอบงำทางความคิดแบบ Antonio Gramsci แท้ ๆ

ก็ยังไม่แน่ใจว่า จะเขียนบทความอย่างที่ต้องการได้ไหม แต่ที่แน่ ๆ ก็ต้องจบเรื่องพม่าให้ได้ก่อน ไม่งั้นจะขึ้นชื่อว่า เล่าเรื่องเที่ยวไม่เคยจบ

กลับมาที่บทความที่ พค ให้อ่านอีกครั้ง

"การที่ผู้ปกครองมีอำนาจมากอาจไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร หากว่าผู้ปกครองคนนั้นเปี่ยมด้วยคุณธรรมความสามารถ หรือผู้ปกครองนั้นใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควร แต่ในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยหรือระบอบอะไรก็ตามแต่ ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าผู้ปกครองจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ดังนั้น การจำกัดและการถ่วงดุลอำนาจของผู้ปกครองเพื่อไม่ให้มีอำนาจมากเกินไปในสถานการณ์ปกติจึงเป็นเรื่องจำเป็น

อันที่จริง การคาดหวังให้ผู้ปกครองเป็นคนดีมีคุณธรรม ก็เป็นการคาดหวังที่ผิดมาตั้งแต่ต้นของคนที่ไม่เข้าใจ “การเมือง” เป็นความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นเหตุเป็นผล แต่เป็นการคาดหวังในตัวบุคคล ตัวบุคคลที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความมีเหตุผล ตัวบุคคลที่พร้อมจะทำสิ่งไร้เหตุผลและฆ่ากันได้ทุกเมื่อถ้าเงื่อนไขอำนวย การโหยหาคนดีจึงเป็นเพียงนิยายการเมืองปรัมปราน่าเบื่อ"

บอกแล้ว ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของอำนาจ และผลประโยชน์ เชื่อมิ้งหรือยังล่ะ? อย่ามองเป็น idealist นักเลย

กับถึงมีผู้นำเป็นเผด็จการ มิ้งก็ไม่ว่าอะไรเลย จริง ๆ นะ มีอำนาจมากไปแล้วทำไมล่ะ? เราบอกว่าต้องให้อำนาจกับประชาชน กับมวลชน แต่เราลืมดูไปว่า มวลชนนั้นมีความเข้าใจกับอำนาจของตนขนาดไหน หรือพร้อมที่จะใช้อำนาจเช่นนั้นหรือยัง

ดังนั้น ตอนจบของบทความ พค ที่บอกว่า “ผมค่อนข้างจะเชื่อว่า กลุ่มคนที่ใช้และสมาทานวาทกรรม “พระราชอำนาจ” และ “เราจะสู้เพื่อในหลวง” ไม่น่าจะรักระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่จริง”

ยิ่งขับเน้นความสำคัญของความหามายนิยายคำว่า “วาทกรรม” ใหญ่เลย วาทกรรมเพื่อการชอบธรรมและเสียงสนับสนุน – คราวหน้าจะเขียนเรื่องนี้จริง ๆ ดีกว่า ชอบบๆๆๆๆๆๆ

What lies beneath in the name of …. ???

ming-ki said...

ปล. ลืมบอก ขอบคุณ พค ไป

ข-อ-บ-คุ-ณ-ค่-ะ

ming-ki said...

โน มิ้งหมายถึงว่า
เราต้องมองผลประโยชน์เป็นกรอบหลัก

แล้วเราจะรู้ว่า เพราะ ผปย. ของแต่ละคน ทำให้การ maximiseเลือกหาสิ่งทีดีที่สุดสำหรับสังคมเกิดได้ยาก กลายเป็นการประนีประนอมเลือกทางที่ลงตัวที่สุดสำหรับทุกฝ่ายน่ะ

ming-ki said...

***** เขียนไม่ดีจริง ๆ ด้วยย กรี๊ดดดดดดดดดดดด
----------------------------------
ผมกลับคิดว่าเขียนได้ดี และคิดเหมือนคุณสหายสิกขา (เข้าใจว่าน่าจะเป็นคนเดียวกันกับสหายฮันโซ) ว่าความคิดคุณตกผลึกระดับหนึ่งแล้วเลยนะครับ

แต่ถ้าจะให้มีข้อติ ก็ มีคำผิดบ้างนะครับ



>> เอ่อ ขอบคุณค่ะ จะบอกว่าที่เขียนไม่ค่อยดี หลุดกรอบก็เพราะ ถ้าคุณได้อ่านที่โต้ตอบกับสหายสิกขา/ สหายฮันโซข้างล่าง (ใช่แล้วค่ะ คนเดียวกัน) ตอนแรกคิดว่าจะพูดเรื่อง วาทกรรม ในฐานะที่เป็นตัวรับใช้ให้เกิดความชอบธรรมเพื่อปกปิดคำว่า "ผลประโยชน์" ไปอย่างไรล่ะค่ะ ตอนแรกว่าจะหยิบเอาแนวคิดของ Antonio Gramsci มาเขียนแล้วพูดเรื่องการครอบงำทางความคิด เป็นการ normalisation เพื่อสร้างคุณค่าและทัศนคติบางอย่างให้เกิด โดยที่ผู้รับไม่รู้ตัว และ / หรือจะรู้ตัวก็มองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรม เป็นความเต็มใจขึ้น



อย่างการพูดถึงการเกิดขึ้นและประโยชน์ของกระแสโลกาภิวัตน์ในช่วงก่อนการเกิดฟองสบู่ พ.ศ. 2540 แล้วมาดูสิคะ พูดไปพูดมากลายเป็นพูดเรื่องกรอบของตัวเองไปได้



>> **** อย่างไรก็ตาม ขอออกตัวก่อนเลยว่าตอนที่เขียนเรื่องนี้นั่น เขียนเป็นลักษณะการบันทึกความคิดของตัวเองมากกว่า ดังนั้นการจะมานั่งวิเคราะห์ดูเปลาะ ๆ อย่างที่คุณทำ แล้วพิจารณาเป็นประโยค ๆ อาจจะทำไม่ได้เต็มที่ อาจจะข้าม ๆ คำถาม/ คำตอบ/ คำโต้ คุณไปบ้างนะคะ

-------------------------------


แล้วก็เลยได้สัจจธรรมและข้อคิดอย่างหนึ่งสำหรับตัวเองมาเลยว่า ตัวอิฉันก็มีวิธีการและวิถีทางความเป็นไปในโลกด้วยกรอบของตัวเองเช่นกัน
---------------------------------

ก็เป็นความจริงอยู่แล้วครับ แต่ละคนมีแนวทางการทำอะไรของตัวเองอยู่แล้ว แม้กระทั่งการคิดอะไรตามคนอื่น ก็เป็นแนวทางของเขาเหมือนกัน (แนวทางทำตามคนอื่นเพื่อเอาตัวรอด)

ทว่าการเอาแนวทางตัวเองไปเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือไม่เหมือนคนอื่นนั้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน คือแล้วแต่เจตนาของแต่ละคน บางคินคิดจะทำ benchmark บางคนจะบอกว่า ฉันไม่เหมือนคนอื่น หรืออยากบอกว่าคนดัง ๆ ในอดีตคิดเหมือนฉัน หรือ ฉันคิดเหมือนคนโน้นนะ หรืออธิบายได้ด้วยทฤษฎีโน้น etc



>> ก็จริงหรอกนะคะ ที่ทุกคนมีมุมมอง และไม่มีใครไม่มีกรอบมองโลกของตัวเอง แต่ในแง่นี้หมายถึงว่า ในระดับหนึ่ง ตัวเองก็ค่อนข้างจะเป็น lotus-eater พอสมควร ... พูดให้ถูก บางครั้งก็เป็นพวก happy-go-lucky ไม่ต้านโลก แต่ถอยออกมามากกว่า แล้วก็เลยไม่คิดว่าตัวเองจะมีมุมมองอย่างนี้จริง ๆ จังๆ อยู่ข้างใน



หรือถ้ารู้สึกว่ามี ก็คิดว่าเป็นแค่ทัศนคติที่มี ไม่ใช่กรอบใช้มองโลกมองชีวิตไงคะ


---------------------------


ถ้าอยากเข้าใจอะไร ในมองด้วยกรอบและมิติผลประโยชน์ ความรุนแรงที่ผ่านมา มาว่าจะเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซีย หรือแม้แต่สงครามการเมืองอเมริกา สงครามโลก และอื่น ๆ ก็เกิดจากคำว่าผลประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น
----------------------------

ทุกคนทำเพื่อผลประโยชน์อยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่า ผลประโยชน์นั้น มองในระดับใด ละเอียดแค่ไหน ประโยชน์เพื่อตนเอง ประโยชน์เพื่อหมู่ญาติ ประโยชน์เพื่อมิตรสหาย ประโยชน์เพื่อบ้าน เพื่อการเมือง เพื่อประเทศชาติ เพื่อมนุษยชาติ เพื่อส่วนรวม





--------------------------
ฟังดูสั้น ง่ายดีใช่ไหม ? แต่จริง ๆ แล้วการที่จะมีมุมมองเช่นนี้ และสรุปออกมาแบบนี้ มิ้งถือว่าเป็น ความกล้า และท้าทายอย่างมากทีเดียว น้อยคนนักที่จะกล้ายอมรับความเป็นจริงและกล้าที่จะพูดออกมา
--------------------------



ผมมองว่ามันเป็นความจริง แต่ไม่ทั้งหมด และมองไม่ออกว่าเป็นความท้าทายแต่อย่างใด เพราะผมก็มีมุมมองแบบนั้นตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว คิดว่าใคร ๆ ก็รู้ (เพราะเด็กเล็ก ๆอย่างผมตอนนั้นก็รู้) และเป็น common sense มาก ๆ

อาจเพราะผมไม่ได้มีประสบการณ์ร่วมกับคุณ จึงนึกไม่ออกว่า "กล้าที่จะพูดออกมา" คือพูดในเวทีไหน เพราะบางเวที มันก็ไม่ใช่ความกล้า พูดบางเวลา มันก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา

กล่าวคือ มนุษย์ที่ยังมีกิเลศอยู่ ย่อมไม่อาจละอัตตาได้ เมื่อละอัตตาไม่ได้ ย่อมต้องทำเพื่อตนเอง และ ผู้อื่น (คือการเอาตัวตนไปให้บุคคลอื่น) ซึ่งทำให้มองด้วยมุมมองหนึ่ง มองได้ว่านั่นอาจจะเป็นความเห็นแก่(ตัว)ตน(เอง) และมองอีกทีว่าเห็นแก่ประโยชน์เป็นที่ตั้ง



>> ในมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการทูตนั้น ทุกคนเข้าใจถึงความหมายและความสำคัญของคำว่า ผลประโยชน์ทั้งนั้นแหละค่ะ แต่ว่าเป็นคำที่เรามักจะเลี่ยงไป และก็เข้าใจกันโดยนัย เป็นสังคม realist ที่ซ่อนตัวอยู่หลังความเป็น idealism (realism / idealism ในทางกว้าง) ดังนั้น การจะได้ยินออกมาว่า ผลประโยชน์เพื่อผลประโยชน์น่ะ น้อยมากนะคะ แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นการฟันธงและสรุปออกมาง่าย ๆ ชัด ๆ อย่างนี้ สำหรับตัวเองถือว่า กล้า และเก่งที่ยอมรับออกมา



(ตอบรวบ 2 ข้อแย้งนะคะ)



--------------------------


อย่างที่เรารู้กันว่านักวิชาการมักจะตั้งอยู่ในโลกอุดมคติ Utopian Idealist มากกว่าจะเป็น realist ได้
--------------------------

นั่นสินะ ฝัน แต่ ทำไม่ได้ บังเอิญผมก็เป็นพวก perfectionist และค่อนไปทาง เพ้อฝันในอุดมคติเสียด้วยสิครับ


--------------------------
การที่ถูกสอนและเห็นตามมาเช่นนั้นทำให้คล้อยตามไปในเชิง realist เป็นหลักใหญ่ และถ้านั่นยังไม่พอ การอ่าน The Prince และได้รู้จักกับ Machiavelli ช่วยเสริมความเป็น realist ที่ดูผลประโยชน์และจุดมุ่งหมายเป็นหลักใหญ่ขึ้นมาเสียอีก
--------------------------

พอดีว่า ผมไม่มีความรู้ด้านนี้พอเพียงจะมาต่อกรด้วยน่ะนะ ถ้ามีมากพอจะมา discuss ด้วย


>> อยากจะข้ามไป แต่เห็นคำว่า "ต่อกร" ของคุณเสียก่อน

แหม เราทำสงครามกันเลยเหรอคะ ^^"


--------------------------


มิ้งถึงกับเชื่อเลยนะว่า มนุษย์น่ะ เห็นแก่ตัวและระลึกถึงตัวเองในระดับหนึ่งกันทุกคน เพียงแต่จะเก็บมันไว้ ซ่อนไว้ลึกแค่ไหน และปกปิดมันไว้ด้วยอะไรก็แค่นั้น
--------------------------


เอาล่ะ เป็นความจริงครับ แต่ทว่า ลองอ่านปรัชญาตะวันออกดูบ้างนะครับ ไว้เปรียบเทียบกัน

ผมไม่แน่ใจว่าหลักสูตรการเรียนการสอนสมัยนี้ สอนปรัชญาตะวันออกเป็นสัดส่วนแค่ไหนกับปรัชญาตะวันตก คุยกับเพื่อนหลายคน หน้าหมวยตี๋แท้ ๆ รู้จักแต่โสเครตีส เปลโต้ ไม่รู้จัก ขงจื้อ จวงจื้อ เล่าจื้อ ท่านพุทธทาสภิกขุ พระธรรมปิฎก

>> "หลักสูตรการเรียนการสอนสมัยนี้ สอนปรัชญาตะวันออกเป็นสัดส่วนแค่ไหนกับปรัชญาตะวันตก คุยกับเพื่อนหลายคน หน้าหมวยตี๋แท้ ๆ รู้จักแต่โสเครตีส เปลโต้ ไม่รู้จัก ขงจื้อ จวงจื้อ เล่าจื้อ ท่านพุทธทาสภิกขุ พระธรรมปิฎก "



เกรงว่าอาจารย์ทั้งหลายจบมาจากประเทศตะวันตกค่ะ ถ้าย้อนกลับมาดูก็ไม่มีความรู้ใด ๆ จริง ๆ ต่อกร (คำคุณ) กับคุณคงไม่ไหว ขอไปศึกษามาก่อนก็แล้วกันนะคะ

--------------------------
เคยคุยกับพี่ที่ทำงานเก่า แล้วคุณพี่พูดมาว่า ไม่ชอบ เพราะหมอนี่ เห็นแก่ประโยชน์ และ ฯลฯ มิ้งน่ะ ถึงกับระแวงคุณพี่คนนี้มาในทันที


--------------------------

อืม ผมไม่ทราบว่าพวกคุณคุยกันยังไงนะ แต่ผมเห็นว่า บางครั้งการที่ผู้พูดถึงเรื่องหนึ่ง ผู้ฟังอาจจะไม่ได้เข้าใจเหมือนที่ผู้พูดพยายามสื่อก็ได้นะครับ แต่ก็อย่างว่า ผม duscuss ประเด็นนี้มากไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้พอ



>> อันนี้อาจจะอคติคุณพี่คนนี้ก่อนแล้วก็ได้ แล้วก็เป็นความเชื่อส่วนตัวด้วยที่มองว่าคนที่กล่าวหา Machiavelli ไม่ดี คุณจะมองว่าฉันทาคติที่มีต่อ Machiavelli ทำให้เกิดอคติต่อคุณพี่แกก็ได้



อืมม ๆ จริง ๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าอคติล้วน ๆ หรือเปล่า แต่คุณเคยอ่านหนังสือเรื่อง Blink ไหม ที่บอกว่าให้เชื่อสัญชาตญาณตัวเองน่ะ เห็นเฮียแกแล้วกระดูกไขสันหลังก็ทำงานระแวงดี๊ดี ยิ่งมี Machiavelli มาเกี่ยวก็ยิ่งไปกันใหญ่



อะไรก็ไม่รู้ สรุปว่า ข้ามไปดีกว่า


--------------------------


จะว่ามิ้งอคติมากไปไหม ก็เพราะคิดว่า การที่ปฏิเสธแนวคิดของ Machiavelli ก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าตัวเองยังมีความต้องการ และเห็นแก่ตัวนี่นา ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า คุณพี่เธอพยายามสร้างภาพให้ตัวเองขึ้นมาแล้ว
--------------------------


ในฐานะที่รู้จัก Nicolo Machiavelli แต่เพียงผิวเผินเท่านั้น (และจากที่ออกตัวว่าไม่รู้ว่าพวกคุณคุยอะไรกัน) จึงแสดงความเห็นกว้าง ๆ ไว้นะครับ

คนเราทุกคนที่อยู่ในสังคม ก็น่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมกันในระดับหนึ่งอยู่แล้ว เป็น trick ต่าง ๆ เลห์เหลี่ยมอันนั้นอาจมองว่าดีหรือไม่ดีก็ได้ แล้วแต่บริบทของสังคม (ว่าจะมองเรื่องพฤติกรรมแบบนั้นอย่างไรน)

เล่ห์เหลี่ยมแบบนั้น อาจมองใหม่ว่าเป็นไหวพริบที่จะปรับตัวก็ได้ ไหวพริบที่จะชิงความได้เปรียบ ไหวพริบที่จะเหนี่ยวนำให้เขาเข้าเป็นพวกเรา หรือเป็นไหวพริบที่จะทำให้เขาเข้าใจผิดไป (โดยเราจงใจ) เพื่อจะได้ไม่มาทำให้เราเสียแผนการณ์ใหญ่ไป

กล่าวคือ ทำทุกอย่างเพื่อเป้าหมาย เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่า การทำแบบนั้น จะเรียกว่าเป็นความเห็นแก่ตัวได้ทุกครั้งหรือไม่



>> (ข้าม)


--------------------------


มนุษย์เราน่ะ อาจจมีความชั่วร้ายแฝงอยู่จริง แต่มันก็ถูกเจือจางให้เบาบางลงไปด้วยศีลธรรมและอุดมการณ์อันสูงส่งที่เราได้รับการอบรม ปลูกฝังมามิใช่หรือ
--------------------------


อันนี้นี่ระดับอภิปรัชญาเลยครับ ในแง่สมดุลแห่งความดีความชั่ว คุณเชื่อว่ามนุษย์ที่แท้แล้ว เป็นคนดีตั้งแต่แรก แล้วสังคมปลูกฝังความชั่วร้ายทีหลัง หรือว่า มนุษย์นั้นชั่วร้ายแต่แรก เพราะการอบรมจึงรู้ว่า ที่ถูกควรแล้วเป็นอย่างไร

ในวิชาที่เขาสอนผมมาใน รร ซึ่งเป็นความคิดแบบตะวันตก จะมองว่า จิตเดิม id มีความรุนแรงในตัว มีความต้องการอย่างหยาบ ก็จะถูกความยับยั้งชั่งใจ ego คอยกดมันไว้ คอยทำให้ id เชื่อง ให้ทำตามความต้องการของสังคม ทว่าก็ต้องมีสิ่งที่เหนือกว่า id และ ego ก็คือ superego เป็นดั่งภาพมโนคติ เป็นอุดมาการณ์ ego อาจจะมอง superego ไว้เป็นแนวทางอีกที ว่าจะควบคุม id ยังไง

แต่ถ้ามองแบบตะว้นออก ก็จะมีหลายสำนัก บางสำนักก็คิดเหมือนกันคือ จิตเดิมนั้นชั่วร้าย แต่ถ้ามองแบบพระพุทธศาสนา จิตเดิมนั้นบริสุทธ์ ใส สะอาด สว่าง สงบ มัวหมองเพราะกิเลศเกาะกิน จึงได้มีพฤติกรรมชั่วร้ายขึ้น การอบรมทางศิลธรรมนันอาจจะไม่ได้สูงส่ง ถ้ามันไม่ได้ทำให้เราเห็นความจริงแท้ของจิต



>> ข้ามด้วยดีกว่า คือตอนที่เขียนไม่ได้มองลึกไปขนาดนั้น และไม่ได้มองในระดับปรัชญา/ อภิปรัชญาใด ๆ นอกเหนือไปจากการคิดในฐานะมนุษย์ในสังคมมากกว่าจะเป็นการคิดในบริบทมนุษย์และธรรมชาติของมนุษย์นะคะ



--------------------------


ก็อาจจะจริง แต่ศีลธรรมเช่นนั้นใช้อะไรมาวัดล่ะ ถ้าเราเชื่อถือค่าอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แล้วเราต้องสู้เพื่อปกป้องความเชื่อของเรา นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังแก่งแย่งให้ค่านิยมความคิดของเราชนะ ซึ่งก็คือ เราพยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของเรา (แม้จะเป็นในเชิงความคิดก็ตาม)ใช่ไหม
--------------------------

ในส่วนนี้ผมอาจจะไม่เข้าใจประเด็นที่คุณสื่อนะครับ ทว่าผมมองแบบนี้ครับ ผมจะไม่สู้เพื่อสิ่งที่ผมเชื่อ หมายถึง ผมจะไม่สู้เพื่อให้เขาเชื่อเหมือนผม ไม่ต้องการให้เขามีค่านิยมเหมือนผม เพราะการจะมีเหมือนกันได้ มันต้องเข้าใจตรงกันก่อน ความที่จะเข้าใจตรงกันได้นั้น มันมีโอกาสเป็นไปได้น้อยเหลือเกิน

แต่ผมจะทำตามสิ่งที่ผมเชื่อครับ (งงไหม) ผมไม่ได้ต้องการให้รูปแบบความคิดผมชนะ แต่อยากให้สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่เป็นรูปธรรมออกมาแล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกับความคิดผม และอยากให้คนอื่นปรับความคิดให้เข้ากับเหตุการณ์นันได้ โดยไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนผมก็ได้



>> ไม่งงค่ะ อ่านแล้วเข้าใจ คุณมีจุดยืนของคุณ และคุณก็พร้อมจะทำตามจุดยืนและมุมมองที่คุณมี แต่คุณก็ไม่ได้เดือนร้อนอะไรถ้าคนอื่นไม่ได้ทำตามอย่างคุณ คุณไม่ได้ต้องการให้คนอื่นเชื่อและทำตามอย่างคุณ



แต่ในที่นี้กำลังพูดเรื่องการทำตามให้เชื่อ ซึ่งก็สืบเนื่องมาจาก แนวคิดของ Gramsci

อย่างไรล่ะค่ะ นั่นก็คือ การต่อสู้เพื่อให้แนวคิดและอุดมการณ์ของตัวเองเป็นฝ่ายครอบ

ไม่ว่าผลประโยชน์ในเชิงความคิดนั้น จะเอื้อผลประโยชน์ในเชิงการกระทำ/ จากคุณธรรม-นามธรรมเป็นรูปธรรมใด ๆ หรือไม่ก็ตาม





ทว่า อยากให้ทุกคนมีความคิดพื้นฐานเหมือนกันอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ศีลธรรมครับ แต่เป็น ยึดตามความถูกต้องตามเหตุและผล และไม่ใชอารมณ์เหนือเหตุผล

ผมมองว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา คนมองศีลธรรมด้วยอารมณ์ครับ ซึ่งปัญญาอ่อนมาก


>> เห็นด้วยค่ะ แต่ก็อย่างที่บอกไงคะ ว่าคนมองศีลธรรมด้วยอารมณ์ด้วยความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบชัดเจนเป็นหลัก และคิดว่าค่อนข้างสืบเนื่องมาจากคำตอบ/ คำโต้กลับของตัวเองข้างบน คือ เป็นการมองแบบให้ตัวเองชนะ


--------------------------


ถ้าไม่ใช่เป็นเพื่อให้เกิดความชอบธรรมขึ้น และสิ่งนั้นก็ทำให้เรามีคำพูดสวยหรูเพื่อให้ได้สิ่งที่เราต้องการมาอย่างสวยงาม และลงตัว ไม่ว่าจะเป็นคำว่า เพื่อประชาธิปไตย เพื่อปวงชน เพื่อชาติ และอื่น ๆ อีกมากมาย
--------------------------

คุณเคยอ่านเรื่อง ความอิจฉา เป็น บ่อเกิดแห่งความเสมอภาคไหม



>> เพราะทำให้เกิดการ swing แกว่งจนสมดุลเหรอคะ?



ไม่เคยอ่านค่ะ คุณลองแนะนำหนังสือมาอย่างละเอียดได้ไหมคะ จะหาเอามาอ่าน แล้วก็จะมาต่อกร (เริ่มชอบแล้วแฮะ คำนี้) กับคุณ น่าสนุกนะเนี่ย :D


--------------------------


สงสัย คนหลายคนจะมองว่ามิ้งมองโลกในแง่ร้าย แต่ถ้าบอกว่า เราอยู่ในโลกที่จริง ๆ แล้วเต็มไปด้วย Machiavellian realist ล่ะ แต่เป็นที่อันตรายมาก ๆ เพราะไม่บอกไม่แสดงตัวเป็นอะไร แถมยังจะกลบเกลื่อนด้วยคุณธรรมนานาประการอีก แต่ก็นั่นแหละ นอกจาก The ends justify the means แล้ว the ends ก็ยังจะช่วยบอกให้รู้ในที่สุดว่า Machiavellian realist แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร
แล้วจะไม่ให้มิ้งมองด้วยกรอบมุมมองผลประโยชน์อย่างไรได้?
--------------------------


ไม่หรอกครับ ผมไม่ได้มองว่าคุณมองโลกแง่ร้าย ผมมองว่าคุณจริงจังมากกวาครับ และเห็นด้วยว่า มีหลายคนมากที่มี hidden agenda อยู่ โดยเอาเรื่องสวยหรูมาบังหน้าน่ะครับ

แต่ว่า The ends จะบอกให้รู้จริงหรือว่า machiavellian realist นั้น ที่แท้แล้วเป็นอย่างไร จิตใจมนุษย์นี่ยากแท้หยั่งถึงครับ ในระดับผลประโยชน์หรือความต้องการที่ drive เขาอยู่นัน้ คงจะมีระดับชั้นความสำคัญลดหลั่นไปเรื่อย ๆ และมันอาจจะมีปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อความต้องการภายในอีกนะครับ

เอาว่า อันนี้ไม่เห็นด้วย (แต่ผมอาจะไม่เข้าใจประเด็นที่คุณสื่อนะครับ)



>> ก็จริงค่ะ แต่อันนี้หมายถึงเมื่อเรามองย้อนกลับมาดูเรื่องราวทั้งหมดอย่างละเอียดเป็นขั้นเป็นตอน คุณก็จะเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ที่ฉาบเอาไว้ เพราะอย่างน้อยมันก็ต้องมีสิ่งที่เป็นรูปแบบบางประการบ้าง ถึงว่าจะมีปัจจัยภายนอกใด ๆ มาด้วยก็ตามที มันก็ยังทำให้ส่องเห็นใจเขาได้ ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาเป็นสิบปี-ยี่สิบปีก็ได้



--------------------------


"การที่ผู้ปกครองมีอำนาจมากอาจไม่ใช่เรื่องเสียหายร้ายแรงอะไร หากว่าผู้ปกครองคนนั้นเปี่ยมด้วยคุณธรรมความสามารถ หรือผู้ปกครองนั้นใช้อำนาจในทางที่ถูกที่ควร แต่ในระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตยหรือระบอบอะไรก็ตามแต่ ไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าผู้ปกครองจะเป็นคนดีมีคุณธรรม ดังนั้น การจำกัดและการถ่วงดุลอำนาจของผู้ปกครองเพื่อไม่ให้มีอำนาจมากเกินไปในสถานการณ์ปกติจึงเป็นเรื่องจำเป็น

อันที่จริง การคาดหวังให้ผู้ปกครองเป็นคนดีมีคุณธรรม ก็เป็นการคาดหวังที่ผิดมาตั้งแต่ต้นของคนที่ไม่เข้าใจ "การเมือง" เป็นความคาดหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเป็นเหตุเป็นผล แต่เป็นการคาดหวังในตัวบุคคล ตัวบุคคลที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความมีเหตุผล ตัวบุคคลที่พร้อมจะทำสิ่งไร้เหตุผลและฆ่ากันได้ทุกเมื่อถ้าเงื่อนไขอำนวย การโหยหาคนดีจึงเป็นเพียงนิยายการเมืองปรัมปราน่าเบื่อ"

บอกแล้ว ว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของอำนาจ และผลประโยชน์ เชื่อมิ้งหรือยังล่ะ? อย่ามองเป็น idealist นักเลย
--------------------------


เห็นด้วยครับกับข้อความที่ยกมา แต่ไม่เห็นด้วยที่คุณใช้ว่า "ทุกอย่าง" ครับ ใช้ว่าส่วนใหญ่ หรือ ส่วนมากได้ไหมครับ เพราะถ้าใช้ว่า ทุกอย่าง มันดูจะเป็นการไม่ให้เกียรติกับคนที่ตั้งใจทำงานด้านนี้จริง ๆ จัง ๆ และกินอุดมการณ์แทนข้าวอยู่

สำหรับผมแล้ว การให้เกียรติกันสำคัญมาก


>> เอ่อ ผลประโยชน์ในแง่นี้ เป็นเชิงกว้างนะคะ หมายถึงสิ่งที่เราได้ประโยชน์จากมัน และ ไม่ใช่ความหมายในแง่ลบเสียทีเดียว การได้ทำงานที่ชอบ และทำเพราะ/ เพื่ออุดมการณ์ก็ถือเป็นเรื่องของผลประโยชน์ด้วย (ได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำในสิ่งที่เชื่อ)



แต่ถ้าคุณมองแล้วรู้สึกว่าคำมันแรงไป และเพื่อความเข้าใจในมุมที่แคบเข้ามา (และให้เข้าใจง่ายขึ้น) ก็เปลี่ยนเป็น "ส่วนมาก" ก็ได้มังคะ


--------------------------


กับถึงมีผู้นำเป็นเผด็จการ มิ้งก็ไม่ว่าอะไรเลย จริง ๆ นะ มีอำนาจมากไปแล้วทำไมล่ะ ? เราบอกว่าต้องให้อำนาจกับประชาชน กับมวลชน แต่เราลืมดูไปว่า มวลชนนั้นมีความเข้าใจกับอำนาจของตนขนาดไหน หรือพร้อมที่จะใช้อำนาจเช่นนั้นหรือยัง
--------------------------

อำนาจนั้นหอมหวลครับ แล้วก็จะกัดกร่อนจิตใจคนใช้อำนาจนั้น นาน ๆ เข้าก็จะหลงไหลไปกับมันจนตั้งตัวไม่ได้ ลืมตัว ทำอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ให้เกียรติคนอื่น ไม่ให้เกียรติผู้อยู่ใต้อำนาจ นำไปสู่การต่อต้านในที่สุด

เอาว่า เผด็จการนั้น มันอันตรายต่อตัวผู้เผด็จการเองอยู่แล้วครับ ไม่ได้ว่าอะไรหรอก ถ้าเขาควบคุมจิตใจคนได้ด้วย


>> สงสัยว่าในท้ายที่สุดแล้ว ตัวเองก็กลับมาเป็น idealist โดยที่ไม่รู้ตัวมังคะ เพราะการมองผู้นำเผด็จการที่มีอำนาจว่าจะสามารถนำทางประชาชนไปในทางที่ทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง และเพื่อความอยู่มีสุขได้นั้น เป็นการมองแบบเพ้อฝันจริง ๆ

การที่จะให้มีทั้งอำนาจ ความสามารถ และคุณธรรม (ในระดับหนึ่ง) ก็จะคงเป็นไปไม่ได้จริง ๆ




คุณหมาเลี้ยงแกะครับ ในโลกนี้ยังมีคนที่ทำอะไรไม่หวังผลตอบแทนอยู่ (อีกมาก) นะครับ เพียงแต่ถ้าคุณจะมองว่า การหวังเพียงความเคารพซึ่งกันและกัน หวังการให้เกียรติกัน สามารถมองได้ด้วยกรอบของผลประโยชน์ ซี่งก็มองอย่างนั้นก็ได้ ผมไม่ว่ากัน เพราะถือว่า ประโยชน์ในรูปแบบนี้ เป็นผลประโยชน์ในระดับละเอียด ไม่ได้หยาบจากจิตใจที่โสมม


>> เอ้อ มองอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยค่ะ ^^"



ผมคิดว่า เผด็จการก็ดี แต่ก็ขอให้เผด็จการในทางการเมืองเท่านั้น อย่าได้เผด็จการในแง่จิตใจเลย การรับฟังคำเตือนหรือฟังเสียงคนอื่นบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร

ส่วนเรื่องประชาชนนั้น มุมมองที่มองว่าประชาชนไม่เข้าใจ หรือ ไม่พร้อมนั้น ก็มองกันมานานแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพร้อมเสียที เป็นความจริงว่า ชาวบ้านที่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองทุกวันนั้น ไม่มีเวลาจะมาสนใจการเมืองหรอก แม้สนใจก็เพียงผิวเผินเท่านั้น

อยากให้มีการปลูกฝังแต่เด็ก ให้รู้สิทธิ และ หน้าที่ ส่วนเรื่องปรัชญาการเมืองการปกครอง ผมเองกลับคิดว่าไม่น่าสอน รังแต่จะเข้าใจแบบงู ๆ ปลา ๆผิด ๆ ไปอีก


>> อืม สอนก็สอนได้นะคะ อยู่ที่ว่าจะสอนกันอย่างไร และก็สอนกันขนาดไหน

ถ้าคุณไปสอนเด็กประถมด้วยคำเข้าใจยากมากอย่าง ธรรมาภิบาล ประชาธิปไตย เผด็จการ อำนาจชอบธรรม ฯลฯ ทำอย่างไรเด็ก ๆ ก็คงไม่เข้าใจ หรือจะให้เด็กมัธยมมานั่งท่องความหมาย/ คำจำกัดความของคำเหล่านี้ ผลที่ได้ก็ออกมาไม่ต่างกัน



ของแบบนี้ต้องเกิดจากการตกผลึก เกิดจากความเข้าใจ และถ้าสอนด้วยรูปธรรม ๆ เข้าใจง่าย ๆ เด็กก็จะเข้าใจแนวคิดไปเองอย่างง่ายดาย




--------------------------


ดังนั้น ตอนจบของบทความ พค ที่บอกว่า "ผมค่อนข้างจะเชื่อว่า กลุ่มคนที่ใช้และสมาทานวาทกรรม "พระราชอำนาจ" และ "เราจะสู้เพื่อในหลวง" ไม่น่าจะรักระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่จริง "

ยิ่งขับเน้นความสำคัญของความหามายนิยายคำว่า "วาทกรรม" ใหญ่เลย วาทกรรมเพื่อการชอบธรรมและเสียงสนับสนุน – คราวหน้าจะเขียนเรื่องนี้จริง ๆ ดีกว่า ชอบบๆๆๆๆๆๆ
--------------------------


ผมก็คิดแบบนั้นเช่นกัน ผมยังเสียดายเงินที่ไปซื้อหนังสือ พระราชอำนาจ มาอ่านเลยคุณ อ่านได้สัก 10 กว่าหน้า แทบจะโยนทิ้ง บอกว่า มันไม่ใช่อย่างนั้น นี่มันหลงยุคแล้ว พาให้คนถอยหลังเข้าคลองโดยจงใจหรือเปล่าก็ไม่ทราบ

แต่ก็เป็นความจริงว่า เวลาใครจะทำอะไร ก็คงต้องหาแนวร่วมน่ะครับ หาความชอบธรรมให้ตนเอง


>> ขอกลับไปที่ Gramsci เลยค่ะ



และก็สรุปว่า What lies beneath in the name of …… ?


--------------------------


โน มิ้งหมายถึงว่า
เราต้องมองผลประโยชน์เป็นกรอบหลัก


แล้วเราจะรู้ว่า เพราะ ผปย. ของแต่ละคน ทำให้การ maximise เลือกหาสิ่งทีดีที่สุดสำหรับสังคมเกิดได้ยาก กลายเป็นการประนีประนอมเลือกทางที่ลงตัวที่สุดสำหรับทุกฝ่ายน่ะ

--------------------------

เอ เดี๋ยวนะ เนื่องจากผมไม่มีความรู้มากพอ ทว่า คุณกำลังพูดถึง Game Theory ของ Nash อยู่หรือเปล่า



>> ไม่ต้องเอา game theory ขึ้นมาก็ได้ค่ะ

คิดถึงหลักประสานสิบทิศในทางการเมืองก็พอ :D :D