Thursday, April 26, 2007

[book review] New Moon

New Moon
by Stephenie Meyer


ชนิด : Supernatural/ Young Adult/ Love story
สำนักพิมพ์ : Little, Brown Young Readers (August 21, 2006)
จำนวนหน้า : 608 หน้า


หลังจากที่ได้พูดถึง Twilight ไปเมื่อคราวที่แล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึง New Moon ซึ่งเป็นเรื่องต่อของ Twilight กัน

เมื่อ Bella และ Edward ตกลงใจที่จะคบหากันได้ ทุกอย่างรอบตัวก็ดูจะสวยงามมีความหมายขึ้นมา แต่ทว่าถ้าช่วงแรกรักต้องถูกแทนที่ด้วยความร้าวฉานและระยะทางล่ะ? นั่นก็คือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยให้คนในครอบครัวของ Edward กระหายเลือดของ Bella ขึ้นมา แม้จะเป็นช่วงอึดใจ แต่ความรู้สึกหวาดกลัวต่อความเป็นผีดูดเลือดของตัวเองและครอบครัวของ Edward ที่อาจจะหลงลืมทำร้าย Bella ก็ถูกจุดขึ้นมา และทำให้ครอบครัว Edward เลือกที่จะย้ายบ้านหายไปโดยมองเห็นว่าเป็นทางเลือกเดียวที่จะปกป้อง Bella ไว้ได้

ยิ่งมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกันมากเท่าไหร่ ก็ทำให้ช่วงเวลาที่ปราศจากกันทรมานมากขึ้นเท่านั้น และการลาจากของ Edward ก็ส่งผลร้ายต่อ Bella อย่างเหลือเกิน ชีวิตที่ถูกเติมให้เต็มได้โดยคนคนเดียวในโลกในสายตาของ Bella พังทลายลง และไม่มีอะไรมีความหมายสำหรับเธออีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด Bella ก็ค้นพบทางออกในการเยียวยาตัวเองกับการไปมาหาสู่กับ Jacob หนุ่มน้อยชาวอินเดียนแดงที่หลงรักเธออย่างหมดใจ หาก Jacob ก็ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากแต่เป็น werewolf ที่เป็นศัตรูร้ายกับผีดูดเลือด – แล้ว Bella จะตัดสินใจทำอย่างไร?

การตัดสินใจซื้อ New Moon เป็นการซื้ออย่างบ้าคลั่ง เพราะติดใจกับ Twilight มากพอสมควร และก็ต้องบอกว่าค่อนข้างผิดหวังเมื่อมาอ่านเล่มนี้ ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะ Twilight พูดถึงความรู้สึกสดชื่นในอารมณ์รัก แต่ก็เป็นความรักที่สมหวังทำให้อ่านแล้วสบายใจ อารมณ์ดี ขณะที่ New Moon เป็นความรักที่ผิดหวังเฝ้ารอ เมื่อประกอบกับการเล่าโดยผ่าน Bella และการเอาตัวเองเป็นเกณฑ์ของเธอก็เลยส่งผลให้ New Moon มีความรู้สึกหดหู่ เจ็บปวดแฝงอยู่ด้วย

อย่างที่บอกว่าเมื่อ Bella เอาตัวเองเป็นเกณฑ์ก็ทำให้หนังสือค่อนข้างน่ารำคาญในความรู้สึกของตัวเอง ถึงขนาดอ่านไปครึ่งเล่มแล้ว ต้องพลิกดูว่าเหลืออีกเท่าไหร่ เพราะทนอ่านต่อไปยากลำบากเหลือเกิน รู้สึกว่าคุณเธอจมอยู่กับความรู้สึกหดหู่เศร้าหมองมาก เอาตัวเองเป็นหลักมากเกินไป นอกจากนี้ เธอให้ความสำคัญกับ Edward มาก จนคนอื่น ๆ แม้กระทั่งพ่อของตัวเองไม่มีความสำคัญใด ๆ ไป และเมื่อแม้แต่เธอเป็นเพื่อนกับ Jacob และเหมือนจะพัฒนาความสัมพันธ์ไปไกลกว่านั้น เธอก็ยังทำร้ายจิตใจเขาได้ด้วยการนึกถึงตัวเอง และ Edward มาก่อน โดยไม่คิดถึงความช่วยเหลือใด ๆ ที่เคยได้มาจากหนุ่มน้อย Jacob เลย

ประเด็นการละเลยคนสำคัญอื่น ๆ อาจจะเป็นประเด็นหลักอีกอย่างที่ทำให้หงุดหงิดกับ New Moon มากกว่าที่เป็น ถ้า Bella อยู่กับ Jacob เพราะแค่ต้องการใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน และต้องการคนมาแทนที่ Edward เมื่อจะถึงคราวต้องเลือก เธอน่าจะคิดถึงจิตใจคนเหล่านั้นที่เธอดึงมาเป็นเพื่อนบ้าง ถ้ามิฉะนั้น Bella ก็จะมีแต่เพียงความสัมพันธ์จอมปลอมกับคนรอบข้างเพียงเท่านั้น เธอไม่สามารถอยู่ในสังคมโดยแค่มีปฎิสัมพันธ์กับชายหนุ่มของเธอเท่านั้น – แต่ก็นั่นแหละ ที่วิจารณ์ออกไป อาจจะเป็นการวิจารณ์โดยไม่มองสาระหลักของเรื่อง ที่เป็นนิยายรักระหว่างคนสองคนก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม ลำดับของหนังสือก็แสดงให้เห็นมิติของความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองเช่นเดียวกัน จาก twilight ที่เป็นความรู้สึกแรกรัก ตามมาด้วย new moon รอยร้าวของความสัมพันธ์ Ellipse น่าจะเป็นช่วงลุ่มหลงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อตัวละครต้องลิ้มรสการแยกจากกันก่อนหน้า และก็ไม่แน่ใจว่าจะซื้อ Ellipse ดีหรือไม่ เพราะอยากเอาเงินไปทำอย่างอื่นที่สร้างสรรค์มากกว่า (ใจร้ายมาก ๆ – แต่ป้าไม่สนับสนุนความรักแบบทำลายตัวเอง self-destructive love )

หมายเหตุ
เจ้าของบล็อกวิจารณ์หนังสือเพื่อความบันเทิงส่วนตัว ดังนั้นจะทราบเกี่ยบกับหนังสือเล่มนั้น ๆ นอกเหนือไปจากด้านเนื้อเรื่อง และอรรถรสในการอ่านน้อยมาก ดังนั้น
1. ถ้าสงสัยเกี่ยวกับต้นฉบับภาษาไทย และ/ หรือตามหาหนังสืออยู่ ขอให้ข้ามไปถามที่สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียวเลยนะคะ ลองไปดูที่บล็อกสำนักพิมพ์ก่อนก็ได้ค่ะ
2. และถ้าสงสัยเกี่ยวกับหนังสือ และ Stephenie Meyer ขอให้ไปที่ เวบของเธอ เลยค่ะ
3. รบกวนลงชื่อ ที่นอกเหนือจาก Anonymous ด้วยนะคะ
ทุกคนเข้ามาแบบไร้ชื่อกันหมด ตามตอบไม่ถูกเลย TT

ขอบคุณมากค่ะ

63 comments:

Anonymous said...

เพิ่งอ่าน New Moon จบไปไม่นาน เพราะนึกว่าจะได้เจอความสนุกต่อจาก Twiligt แม้จะอ่านเรื่องย่อเตรียมใจมาล่วงหน้าว่า เอ็ดเวิร์ดไม่อยู่เกือบทั้งเล่ม แต่เพราะคิดว่ามันน่าจะมีอะไรบ้างแหละน่ะ ก็ปรากฏว่า มันน่าเบื่อ เงื่องหงอย แบบที่ท่านวิจารณ์ไว้เด๊ะเลย และเห็นด้วยว่าเบลล่ายึดตัวเองกับเอ็ดเวิร์ดเป็น ตัวหลักก่อนใคร และนั่นทำให้พ่อกับเจคอบปวดใจมาก จริง ๆ น่าแปลกที่พอดูความเห็นของพวกวัยรุ่นอเมริกาแล้ว มีแต่เกลียดเจคอบ เพราะกลัวว่าเขาจะมาแย่งที่เอ็ดเวิร์ด ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นมุมมองของวัยรุ่นฝรั่ง (หรืออาจรวมวัยรุ่นไทยด้วย) ที่เห็นความรักสำคัญกว่าเรื่องอื่นหมด ทั้งครอบครัว เพื่อน ความฝัน อนาคต จนไม่ยอมมองสิ่งอื่น ตอนนี้ก็ลุ้นอยู่ว่าคนแต่งจะเขียนเอาใจนักอ่านกลุ่มหลักต่อไป หรือจะเขียนสอนให้รู้กันว่า ถ้าทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรักแล้วจะเจอปลายทางแบบไหน

ming-ki said...

โอ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามาอ่านวิจารณ์อันนี้ด้วย แปลกใจแล้วก็ดีใจมากจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณที่มาแบ่งปันความเห็นกันนะคะ :D
แต่ลงชื่อไว้ว่า Anonymous ก็เลยไม่รู้เลยว่าเป็นใคร มีหนังสืออะไรน่าสนใจก็เล่าสู้กันฟังได้นะคะ อยากได้คนมาแลกเปลี่ยนความเห็นอยู่แล้ว ยิ่งกว่าพร้อมจริง ๆ ค่ะ ;D
อืม อืม ดีใจจังที่ไม่ได้รู้สึกไปเองไปคนเดียว เพราะตอนแรกที่อ่าน Twilight ก็รู้สึกสงสารเจคอบอยู่แล้วนะคะ โดยเฉพาะตอนใกล้ ๆ จบในงานเต้นรำ แต่พอมาอ่าน New Moon ก็ยิ่งสงสารเจคอบเข้าไปใหญ่เลย เพราะถ้าดูจากสิ่งที่เขาทำลงไปให้เบลล่าทั้งหลายทั้งปวง ไม่น่าจะเจอสิ่งที่ต้องเจอเลย อย่างพ่อของเบลล่าก็น่าสงสาร อุตส่าห์มาอยู่ร่วมกันทั้งที ก็เหมือนว่าเธอไม่มีปฎิสัมพันธ์ที่ควรจะเป็นกับพ่อเลย เป็นแค่ความสัมพันธ์จอมปลอมขอไปทีเท่านั้น และจากที่เคยพุ่งความสนใจไปที่การเรียนก็กลายเป็นเอ็ดเวิร์ดหมดเลย ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกดูว่าเบลล่าเป็นเด็กเรียนดีด้วยซ้ำ ช่วงที่เอ็ดเวิร์ดไม่อยู่ เรารู้แต่เพียงว่าเธอกลายเป็นซากเคลื่อนไหว แต่ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าการเรียนเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างไร (ซึ่งอย่างนี้น่าจะตกลงมาอยู่โข) แต่ก็นั่นแหละ ทั้งหมดก็เพราะเป็นมุมมองแบบ Young Adult มังคะ ความรักในวัยรุ่นและความรักของวัยรุ่นเป็นทุกสิ่งทุกอย่างและมาก่อนทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แล้ว และคนเขียนก็จับตลาดเด็ก ๆ กลุ่มนี้เสียด้วย
ก็ต้องรอดูต่อไปใน Ellipse นะคะ

Anonymous said...

กำลังคิดจะไปซื้อมาอ่านค่ะ พอได้เห็นความเห็นชักลังเลใจ แต่ขอได้พิสูจน์ด้วยตนเองอีกสักเล็กน้อย แล้วจะมาร่วมแสดงความเห็นบ้างนะคะ เดี๋ยวนี้หนังสือพวกกึ่งภูติกึ่งรัก มีไม่ค่อยมากนัก พอมีสักเล่มเลยอดใจไม่ได้

Anonymous said...

ยังหาซื้อไม่ได้เลยค่ะ พอจะแนะนำร้านที่ขายได้ไหมคะ

ming-ki said...

ลองไปดูที่ร้านขายหนังสือภาษาอังกฤษอย่าง kikokuniya (พารากอน/ เอ็มโพเรี่ยม) หรือไม่ก็ที่เอเชียบุ๊คดูนะคะ น่าจะมี
หรือไม่งั้นก็เป็น B2Sสาขาใหญ่ ๆ ก็ได้ค่ะ

Anonymous said...

ขอบคุณค่ะ

Anonymous said...

คุณMingki และ anonymous มีความเห็นเหมือนหลายๆคนที่อ่านนิยายเรื่องนี้ ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร แต่อยากให้ลองอ่านดูอีกรอบนะคะ new moon เป็นการแก้ไขปมที่ตัวเอกทั้งสองมี นั่นคือการไม่แน่ใจในความรักของอีกฝ่าย เบลลาเห็นว่าเอ็ดเวิร์ดดีเกินไปสำหรับเธอ ส่วนเอ็ดเวิร์ดก็เห็นว่าความรักของเบลลาเป็นความรักของมนุษย์ธรรมดา มันจะยั่งยืนหรือ
การให้เอ็ดเวิร์ดหายไป และเบลลาต้องพบกับอะไรหลายอย่างด้วยตัวเองเพื่อเป็นการพิสูจน์ให้เอ็ดเวิร์ดเห็นว่า ความรักของเบลลานั้นจริงจัง และมั่นคงจริงๆ
ส่วนการกลับมาของเอ็ดเวิร์ด และการกระทำของเขาก็แสงดให้เบลลาเห็นว่า ไม่ว่าเธอจะคิดว่าเขาดีกว่าเธอแค่ไหน แต่เขาก็เกิดมาเพื่อเธอ และรักเธอจริงๆ
แก่นของเรื่องนี้ คือรักแท้ที่เป็นนิรันดร์ ค่ะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือการทดสอบคนทั้งคู่ว่าจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันนิรันดรได้จริงๆหรือ ลองอ่านใหม่กันนะคะ

ming-ki said...

ขอบคุณสำหรับการร่วมแบ่งปันความคิดค่ะ เป็นมุมมองที่น่าคิด และต่างไปจากการมองที่ a cultured side แห่งนี้จริง ๆ นะคะ :D เห็นด้วยกับคุณ anonymous เช่นกันที่ว่า “...แก่นของเรื่องนี้ คือรักแท้ที่เป็นนิรันดร์..” อย่างที่บอกไปในบทวิจารณ์แล้วว่า “...ที่วิจารณ์ออกไป อาจจะเป็นการวิจารณ์โดยไม่มองสาระหลักของเรื่อง ที่เป็นนิยายรักระหว่างคนสองคนก็เป็นไปได้...“ แต่ปัญหาก็คือว่า แม้จะเข้าใจและเข้าถึงแก่นของเรื่องได้สักเพียงใด แต่ก็อดคิดไปถึงความสัมพันธ์ของเบลล่ากับโลกของเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรอบ ๆ ตัวเธอไม่ได้น่ะสิคะ อย่างพ่อของเธอก็ดี การที่เบลล่ากลับมาอยู่ด้วย อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข แต่แล้วกลายเป็ฯว่าเบลล่าอยู่กับพ่อของเธอแค่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตใจและความคิดคำนึงของเธอไม่เคยอยู่กับพ่อเลย แต่ก็นั่นนะคะ เรื่องนี่มีบริบทสังคมอเมริกันค่อนข้างสูง เมื่อมาคิดด้วยมุมมองของคนในสังคมไทย สังคมเอเชียที่ลูก ๆ จะอยู่กับพ่อแม่ไปตลอดอาจจะผิดก็ได้

ก่อนจะได้อ่าน New Moon ได้อ่านเรื่อง The Twelve Kingdoms Vol.1 ไป (บทวิจารณ์ก็มีอยู่ในนี้เหมือนกันค่ะ ถ้าสนใจ) เรื่องนี้พูดถึงตัวเอกที่หลงไปอยู่อีกมิติหนึ่ง แล้วก็อยากกลับมาที่โลกเดิมของตัวเอง เพราะเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ ก่อนหน้านั้น เธอไม่เคยสนใจความเป็นไปของคนรอบตัว หรือสนใจที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับคนเหล่านั้นอย่างจิตจังเลย เธอจึงอยากกลับไปแก้ไขแลทำให้ดี ไม่ใช่มีแค่ความสัมพันธ์จอมปลอม และนั่นก็เลยทำให้คิดถึงเมื่ออ่าน New Moon ตามมา

ต้องลองได้อ่าน Ellipse ก่อนมังคะ :D :D :D :

Anonymous said...

สวัสดีคะ คือว่าบังเอิญหลงเข้ามา และเป็นคนหนึ่งที่ชอบแรกรัตติกาลเช่นกัน แล้วก็หาnew moon มาอ่านด้วย เลยคิดว่าดีจริงๆที่ได้เข้ามาอ่านความคิดเห็นของคนอื่นๆต่อเรื่องนี้ด้วย ภาคสองนี้ให้ความรู้สึกเศร้าจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการหายไปของเอ็ดเวิร์ด หรือว่าการที่เบลล่าหันเข้าหาเจคอบ เหมือนเธอกำลังหลอกใช้เค้าอยู่ยังไงก็ไม่รู้ ตอนแรกรู้สึกหมั่นไส้เจคอบนะที่ดูเหมือนจะฉวยโอกาสตอนที่เอ็ดเวิร์ดไม่อยู่ และเบลล่ากำลังต้องการใครซักคนมาแทนที่ ถึงขนาดนึกด้วยซ้ำไปว่า เจคอบไม่มีศักดิ์ศรีขนาดยอมให้ตัวเองเป็นตัวแทนคนอื่น และใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของเบลล่าเชียวหรือ แต่ว่าพอว่าคิดดูอีกที ความรักคงทำให้เค้ามองข้ามเรื่องพวกนั้นไปมากกว่า แต่พออ่านeclipse จบ รู้สึกว่าเจคอบเป็นตัวละครที่น่าสงสารทีสุด และเบลล่า เธอช่างเป็นตัวละครที่ใจร้ายที่สุดเลยมั้ง(ในความคิดของเรานะ) ยิ่งอ่านตอนจบยิ่งเศร้า น้ำตาซึมนิดๆด้วย โฮ...เจคอบที่น่าสงสาร...และเล่มสามนี้ดูเหมือนว่าเอ็ดเวิร์ดจะเป็นอะไรที่..อืมเรียกว่ายังไงดีนะ..เหมือนเสียสละยังไงยังงั้น..อะไรก็ยอมเบลล่าหมดทุกอย่าง เลยทำให้เบลล่าในสายตาของเราดูใจร้ายเข้าไปอีก ดูเหมือนเธอจะเป็นคนเดียวที่.. เรียกว่า.. สนใจแต่ความรู้สึกของตัวเองอย่างเดียวละมั้ง บางทีอาจจะเป็นเหมือนที่คุณ เจ้าของกระทู้บอกไว้แต่แรกก็ได้ ที่ว่าเรื่องนี้เล่าผ่านมุมมองของเบลล่า เลยทำให้รับรู้ความรู้สึกต่างๆของเธอฝ่ายเดียว และทำให้คิดว่าเธอช่างใจร้ายจริงๆ...
ยังไงถ้าคุณ จขกท. อ่านเล่มสามแล้วก็อย่าลืมเข้ามาแสดงความคิดเห็นอีกนะคะ จะรอเข้ามาอ่านคะ
(beau)

Anonymous said...

หวัดดีค่ะ เข้ามาหาเพื่อนที่อ่านหนังสือเล่มนี้เหมือนกัน อ่านข้อความวิจารณ์ของแต่ละคน ทำให้ได้แนวคิดที่แตกแขนงไปอีกมากมาย ใช่ว่าจะอ่านเพื่อความสนุกเพลิดเพลินอย่างเดียว ดีจังค่ะ จากที่อ่านความเห็น twilight ภาคแรก เป็นหนังสือที่อ่านได้เรื่อยๆนะคะ แม้บางทีจะรู้สึกถึงจุดบกพร่อง ไม่แน่ใจว่า เราอ่านไม่ละเอียดพอหรือเปล่า อย่าง เบลล่ากลัวเลือด แต่ก่อนที่จะรู้ เธอได้เข้าห้องฉุกเฉินแล้วครั้งหนึ่ง แล้วเธอก็พบเพื่อนที่ประสบอุบัติเหตุ ประมาณว่ามีเลือด เเต่เธอก็ไม่เป็นอะไร แต่พอวิชาที่เจาะเลือดด้วย เธอจะเป็นลม อันนี้ไม่ได้ว่าคนแต่งนะคะ อาจจะเป็น เราเองที่อ่านจับใจความไม่พอ แต่บางทีก็ขอท้วงนิดหนึ่ง แต่โดยรวมชอบมากค่ะ อ่านจบสองเล่ม แล้วรอเล่มสาม อาจเป็นเพราะอ่านแล้ว ไม่ได้คิดอะไรมาก พูดถึงตัวละครกับการดำเนินเรื่อง เราว่าภาคแรก เราอ่านรู้สึกเบื่อๆ ตัวละครชอบกล (ในความคิดเรานะคะ)เพราะรู้สึก เอ็ดเวิร์ดไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมายที่มันโดดเด่นกว่านี้ คิดว่าความสัมพันธ์มันเรื่อยเฉื่อยเกินไป จนมาถึงตอนท้ายๆ ถึงได้อ้อ มีลุ้นกับเขาเหมือนกัน ตอนแรกคิดว่า เขาจะเปลี่ยนเบลล่าเป็นแวมไพร์ซะแล้ว ลุ้นอยู่อยากให้เป็น อิอิ ส่วนภาคสอง นวจันทรา ตอนเอ็ดเวิร์ดจากไปนี่สิคะ เฝ้าคิดถึงรู้สึกเดียวกับเบลล่าที่ว่าเฝ้าคอยแต่ก็ค้นพบว่า เบลล่ามีรักแท้รักนิรันดร์กับแวมไพร์ตนนี้จริงๆ แต่อีกส่วนก็สงสารเจคอบมาก ไม่ได้เกลียดที่ว่าเขาฉวยโอกาส ดีใจซะอีกที่อย่างน้อยเจคอบยังคอยมาเติมชีวิตชีวาให้กับเบลล่า อาจเป็นเพราะตัวละครกับเราอยู่ในวัยเดียวกัน เลยไม่ได้คิดอะไรที่แตกหรือลึกไป (เออ หรือเพราะเราไม่คิดเอง) แต่ใจจริงลุ้นอยู่ว่าอยากให้เบลล่าเป็นแวมไพร์ แต่ก็ยังมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อและแม่ของเธอไม่ใช่หายไปเลย เล่มสามคงเป็นเล่มตัดสิน คิดว่าถ้าได้อ่าน คงน้ำตาหยดไปหลายแน่ สงสารเจคอบ และอยากรู้ว่า ถ้ามีการสูญเสียและต้องเลือก ผู้แต่งจะจบเรื่องอย่างไร รอยู่ค่ะ

Anonymous said...

พึ่งอ่าน New Moon จบไปค่ะแล้วเข้ามาดูเว็บไซต์และได้อ่านความคิดเห็น ก็คิดว่าแต่ละคนก็มีมุมมองที่ต่างกันไป โดยความคิดของตัวเองแล้ว พออ่านจบก็รู้สึกค้างคาและหดหู่ สงสารเจคอบเหมือนกัน แต่จะคิดดูอีกที ถึงแม้เบลล่าจะดูใจร้าย เห็นแก่ตัว และดูเหมือนจะคิดถึงแต่ตัวเอง แต่ก็มีบางคราวที่เธอห่วงใย พ่อ และแม่ ของเธอเช่น ตอนที่เธอไม่อยากให้เจมส์ไปทำร้ายแม่เธอเธอจึงตามไปช่วย จนตัวเองเกือบตายในTwilight
และอย่าง ตอนที่เธอจำเป็นต้องอยู่กับพ่อ เพราะกลัวว่าคู่ของเจมส์จะทำร้ายพ่อเธอถ้าไม่เจอตัวเธอ แต่ไม่แน่ว่าอาจจะไม่อยากไปที่อื่นเพราะกลัวไม่เจอเอ็ดเวิร์ดก็เป็นได้ แต่จะพูดกันจริงตามที่ได้อ่านก็ถือว่าความรักกำลังเล่นงานเธออย่างหนักจนแทบจะไม่เห็นความสำคัญของใครเลย

เธอใช้เจคอบเป็นที่พักพิง และเจคอบก็รักเบลล่า ซึ่งน่าเห็นใจเจคอบนะคะแต่เจคอบก็เป็นคนที่เลือกจะรัก (เมื่อมีใครสักคนมีความสุข ตรงกันข้ามก็จะมีคนที่เป็นทุกข์)มันเหมือนต้องแลกกัน

ในเล่ม new moon ได้เห็นเอ็ดเวิร์ดน้อยมากจนน่าเสียดาย ทำให้เล่มนี้แตกต่างจากเล่มที่แล้วมากในความคิดเพราะโดยส่วนตัวแล้วชอบเอ็ดเวิร์ดคะ แต่พอเอ็ดเวิร์ดกลับมาก็สงสารเจคอบ

ก็เห็นด้วยกับเจ้าของกระทู้และอีกหลายๆ ความเห็นอยู่เหมือนกันนะคะ แต่ตัวละครผู้แต่งอาจอยากทำให้นางเอกแตกต่างออกไป เค้าอาจตั้งใจให้เรารู้สึกแบบนี้กับเบลล่าก็ได้นะ

แต่ยังไงก็จะรออ่านเล่มต่อไปให้ครบอยากรู้เหมือนกันคะว่าบทสรุปจะเป็นยังไง

Anonymous said...

เข้ามาบอร์ดนี้ได้เพราะเสิร์ชจาก google นะคะ
ส่วนตัวได้อ่าน New moon แล้ว รู้แต่แรกตั้งแต่ Twilight แล้วละว่า forbidden love มันจะลงเอยแบบนี้
(คือจริงๆ ไม่ลงเลยแบบเศร้าหรอก แต่อาจมีช่วงต้องจากกันบ้าง)
ส่วนตัวเราก็ต้องเข้าใจนิดนึงนะคะว่าเรื่องนี้เป็นการเล่าแบบบุคคลที่ 1 ซึ่งก็คือเบลลา ดังนั้นเราก็ต้องทำใจในการไม่พบเห็นเอ็ดเวิร์ดสักพักนึง
อาจจะมีน่าเบื่อบ้าง แต่เราก็เข้าใจความรู้สึกเบลลาในการลาจากคนที่เค้ารักนะ ไปดูคนที่อกหักสิ อาการอย่างนี้ทั้งนั้นละ
เราคิดว่าไม่มีคนๆ ไหนจะสมหวังทุกอย่างหรอก ความจริงแล้วคนรักกันที่ต่างกันขนาดนี้ควรจะจบแบบ sad ending ด้วยซ้ำไป
แต่ยังไงก็ตาม การที่เรื่องน่าเบื่อไปนิด เราว่าเป็นเพราะเบลลาเป็นคนค่อนข้างไม่สุงสิงใครรึเปล่า สังเกตได้ว่าเธอจะค่อนข้างแปลกแยกจากคนทั่วไปในวัยเดียวกัน ใช้ชีวิตวันๆก็ไปเรียน แล้วก็กลับบ้านเท่านั้น
ดังนั้นมันก็ต้องมีส่วนที่น่าเบื่อเป็นธรรมดา

ส่วน Jacob ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเบลลาดีขึ้น เราว่าเบลลาต้องการเวลาอีกนิดในการลืมเอ็ดเวิร์ด และเราคิดในความเห็นเรานะว่า ถ้าเอ็ดเวิร์ดไม่โผล่มาแบบเสียงในหัว คือแบบจบแล้วจบกันไปเลยเนี่ย พระเอกต้องกลายเป็นจาคอบแหงมๆ เพราะแสนดีกับเบลลาขนาดนี้

แต่ก็นะ..จาคอบดันกลายเป็น werewolf ซะ โห..เรื่องนี้มันเหมือนหนัง Underworld เลยนิ มีทั้งหมาป่าและแวมไพร์

สังเกตอีกอย่างนึงมั้ยว่าเบลลามักจะอยู่ท่ามกลางตัวละครชายทั้งนั้น (Edward, Jacob, Mike, Charlie) ตัวละครหญิงน้อยมากที่จะมีบทบาทเท่าเธอ แต่ก็นะ..เธอเป็นคนเล่าเรื่องนี่นา

(ว่าแล้วก็รออ่าน Midnight Sun ที่เล่าเรื่องผ่านเอ็ดเวิร์ด)
เบลลา เธอก็ไม่เลวร้ายนา เราว่าอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้เป็นนางเอกแบบตุ๊กตาบาร์บี้ที่บ้าไปงานพรอม แต่เธอก็ไม่ได้แกร่งแบบสาวแกร่งแรงเกินร้อย เธอดูเป็นคน "ธรรมดา" ที่อยู่ท่ามกลางคน "อปกติ" ทั้งหลาย (พวกกินลาบเลือดทั้งนั้น)

Anonymous said...

อ่าน new moon แล้วค่ะ..อืมม ไม่ได้ขัดอกขัดใจอะไรกับภาคนี้เลยนะเนี่ย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความโลเล น่าเบื่อ หรืออะไรก็ตามที่หลายๆคนติงมา เราว่าทุกอย่างที่อยู่ในนั้น ผู้แต่งเขียนมันออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและมีความเป็นมนุษย์สมจริงมาก ไม่เหมือนนิยายทั่วไปที่ทุกอย่างจะต้องเป๊ะเอาใจผู้อ่าน และถึงแม้เล่มนี้จะอ่านแล้วปวดใจมากมายจนร้องไห้ไปหลายตลบ แต่สุดท้ายเราเองก็ยังหลงเสน่ห์ความละมุนละไมในสายใยของทุกตัวละคร ยังคงอบอุ่น ลึกซึ้ง และซับซ้อน ลองเปิดใจอ่านกันดูนะคะแล้วจะสนุกขึ้น ..อ้อ ไม่ขัดใจกับเนื้อเรื่อง แต่ขัดใจสุดๆๆๆๆกับการแปล(เราอ่านเล่มแปล)อยากกรี๊ดกับการใช้ภาษาที่บางครั้งยัดเยียดภาษาวรรณกรรมเว่อร์ๆทั้งที่มันไม่ไปกับบรรยากาศ ดูรวมๆแล้วสวยงามดีหรอกแต่ทำให้อรรถรสเสียไปมากมายพอควรเลยค่ะ..สำหรับคนที่มาอ่านคอมเมนท์และลังเลที่จะอ่านเล่มต่อ อยากบอกว่า น่าเสียดายนะคะที่จะปล่อยให้หลุดมือไปเพราะคนแต่งเก่งมากๆๆและเรื่องก็ยังคงเจ๋งและประทับใจอยู่ อาจปวดใจบ้างแต่คุณจะได้อะไรกลับไปแน่นอน

Anonymous said...

อ่านนวจันทราจบแล้วเช่นกันค่ะ โดยส่วนตัวรู้สึกยังชอบภาคต่อของแรกรัตติกาลเล่มนี้ไม่เปลี่ยนแปลง (อาจมีขัดใจเล็กๆกับการแปลบ้างแต่ก็ไม่เป็นไรเมื่อเทียบกับความประทับใจในเนื่อเรื่องที่มีมากกว่า)ถึงแม้โทนเรื่องของนวจันทราจะออกแนวเศร้าหมองเพราะเป็นการพลัดพรากจากคนรักแต่เราว่าภาคนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ของคำว่ารักแท้ระหว่างเอ็ดเวิร์ดกับเบลล่าประมาณว่ารักแท้ย่อมมีอุปสรรค จะเห็นได้ว่าทั้งสองคนขาดกันและกันไม่ได้แม้จะอยู่ไกลกันแต่จิตใจก็ยังผูกพันกันเสมอ ประมาณว่าถ้าคนนึงตายจากไปอีกคนก็ไม่คิดจะมีชีวิตอยู่ต่อ (ดูไปดูมาก็แนวโรเมโอ-จูเลียต)เราอ่านภาคนี้แล้วไม่รู้สึกว่าเอ็ดเวิร์ดหายไปนะ ถึงแม้จะมาในรูปเสียงในหัวของเบลล่าก็ตาม เราว่าคนแต่งเข้าใจคิดนะคะ ทำให้รู้สึกว่าเอ็ดเวิร์ดยังอยู่กับเบลล่าเสมอ คอยเป็นห่วงห้ามปรามเวลาเบลล่าจะทำเรื่องอะไรที่เสี่ยงๆ ทำให้คนอ่านอย่างเรายังรู้สึกดีๆอยู่ว่าตัวพระเอกไม่ได้หายไปเลยซะทีเดียว เหมือนภาคนี้ต้องการโฟกัสถึงคำว่ารักแท้ของทั้งสองคนว่ามีมากแค่ไหน แล้วโดยส่วนตัวเราก็ไม่คิดว่าการที่เบลล่าหันไปพึ่งเจคอบนั้นเป็นการหลอกใช้แต่อย่างใด แต่เราคิดว่าการที่จะประคับประคองชีวิตให้อยู่รอดไม่ใช่ใช้ชีวิตเหมือนร่างไร้วิญญาณจนทำให้คนที่รักเราอย่างพ่อแม่ต้องเจ็บปวดเสียใจนั้นจำเป็นที่เราต้องมีเพื่อนคอยให้กำลังใจ แม้เพื่อนคนนั้นจะคิดกับเราเกินคำว่าเพื่อนอันนี้เราก็เข้าใจและเห็นใจเจคอบนะเพราะความรู้สึกรักมันห้ามกันไม่ได้ แต่ในขณะเดียวความรักก็เป็นเรื่องของคนสองคนเท่านั้น คนที่เลือกที่จะรักแต่คาดเดาได้ว่าจะไม่ได้ความรักตอบแทนอย่างเจคอบย่อมเจ็บปวด ผิดหวังเป็นธรรมดาไม่อย่างนั้นจะมีคำว่ารักสามเส้าได้ยังไง แล้วเราก็รู้สึกดีนะคะที่เอ็ดเวิร์ดไม่เห็นด้วยกับการที่จะเปลี่ยนเบลล่าให้เป็นแวมไพน์เพราะมันเป็นการแสดงว่ารักและห่วงใยเบลล่า ไม่อยากให้คนที่เรารักต้องทิ้งชีวิตความเป็นมนุษย์ ปล่อยให้คนที่รักเบลล่าอย่างพ่อแม่ของเบลล่าต้องเสียใจ(แม้ว่าเบลล่าเต็มใจที่จะเป็นแวมไพน์ก็ตาม) เราว่ารักของเอ็ดเวิร์ดเป็นรักที่ไม่เห็นแก่ตัวยอมเสียสละความสุขของตนเองน่ะค่ะแม้ตัวเองจะเจ็บปวดก็ตาม เราว่าภาคนี้แสดงให้เห็นความรักในมุมมองของเอ็ดเวิร์ดว่าเพราะรักถึงต้องจากไป เหตุผลเพื่อปกป้องคนที่เรารัก ส่วนเบลล่าเองเราคิดว่าไม่ได้ละเลยความรู้สึกของพ่อแม่แต่อย่างใด ยังคงห่วงใยพ่อแม่อยู่ เช่นกลัวพ่อจะเป็นอันตราย หรือไม่อยากให้พ่อต้องเป็นห่วงและเสียใจในสภาพไร้วิญญาณของตัวเองจนทำให้ต้องหันไปพึ่งเจคอบเพื่อให้พ่อสบายใจ สรุปว่าภาคนี้ยังสนุกไม่แพ้ภาคแรกเลยค่ะ และรอลุ้นอยู่ว่ารักแท้ของมนุษย์กับแวมไพน์จะมีบทสรุปยังไง

Anonymous said...

รู้สึกประหลาดกับสำนวนแปลของนวจันทราค่ะ อ่านภาษาอังกฤษเอาเองยังไหลลื่นกว่า แม้ว่าดิฉันจะไม่เก่งเลยก็ตาม ยอมรับว่าภาษาสวยงามมาก แต่เหมาะกับเรื่องโรมิโอ+จูเลียตมากกว่า adult fiction (n_n) แต่ชอบเรื่องนี้มากค่ะ และจะติดตามต่อไป ไม่ว่าเบลลาจะเป็นอย่างไรเธอก็คือคนที่เอ็ดเวิร์ดเลือก

Anonymous said...

พึ่งจะอ่านจบทั้งสองเล่ม (twilight, newmoon), อ่านทีเดียว 2 เล่มภายใน 2วันเลยค่ะ เป็นเรื่องที่อ่านแล้วหยุดไม่ได้จริงๆ อ่านจบแล้วก็searchหาข้อมูลเพิ่มเติมใน internet แล้วก็มาเจอที่นี่ ดีใจมากเลยที่ได้เจอคนที่อ่านและชอบเรื่องเดียวกัน
อืม..วิจารณ์ไม่เก่งแต่ขอพูด(ระบาย)ตามความรู้สึกหน่อยค่ะ
เล่มแรกอ่านแล้วมีความสุขดีมาก แต่สารภาพว่านึกหน้า edward ไม่ออกแฮะ ว่าจะมีใครงามขนาดนี้ แล้วก็ผิดหวังเล็กน้อย คิดว่าน่าจะมีฉากกุ๊กกิ๊กกันมากกว่านี้นะ (ฮะๆ)
ส่วนเล่มที่สอง รู้สึกเบื่อหน่อยๆช่วงกลางเรื่อง รู้สึกไม่มีอารมณ์ตาม bellaไปด้วย อาจเพราะจินตนาการความรู้สึกของ bella ไม่ออก เพราะไม่เคยเศร้าขนาดนั้น (ไม่ค่อยอิน) และก็โรคเก่ากำเริบคือ มักจะชอบตัวรอง ผู้เสียสละมากกว่าตัวเอกซะแล้ว รู้สึกว่า bella ใจร้ายต่อ jakobนิดหน่อย? (เข้าใจนะว่ารักตา edward มาก ) และก็ขออนุญาตบ่นนิดนึง คิอรู้สึกว่า jakobยังเร้าใจมากกว่า edwardเลยอ่ะ edwardดูจะ perfectมากและเป็นคนดีมากไปหน่อย
ขอบคุณที่อ่านความเห็นเราค่ะ และขอบคุณเจ้าของ web ด้วย
อยากให้แนะนำหนังสือแนวนี้ค่ะ
คนแปลนวจันทราแปลแปลกๆค่ะ

Anonymous said...

มีความคิดเห็นอะไรอยากบอกสำนักพิมพ์ลองเข้าไปดูในบล็อกของปราชญ์เปรียวนะคะ

http://pradpriew.blogspot.com

Anonymous said...

ได้ตัวคนเล่นเป็นเอ็ดเวิร์ดแล้วนะคะ แต่น แตน แต๊น
เขาคือ Rob Pattinson หรือ Cedric จากแฮรี พอตเตอร์นั่นเอง ส่วนเบลลา คือ Kristen Stuart สวยมากเลยค่ะ

Anonymous said...

อ่านแล้ว ยังไงก้รู้สึกสนุกนะ ในความคิดเห็นของเรา
พออ่านจบก็รีบไปสั่ง Eclipse ทันทีเลย แม้ภาคนี้จะมีEdword น้อยมาก แต่Stephenie ก็ผูกเรื่องๆได้ดีมากๆ สรุป ยังไงก็ชอบแหละ ไม่เห็นจาน่าเบื่อตรงไหน

Anonymous said...

ส่วนตัวแล้วคิดว่า New Moon นั้น เป็นนื้อเรื่องที่สนุกดีเหมือนเดิม แม้ว่าจะไม่มีเอ็ดเวิร์ด แต่ก็ทำให้ได้รู้จักกับ เจคอบ เบลล่าได้ใช้ชีวิตแบบที่ลัดพรากจากรักแท้ ทำให้ได้รู้ว่าที่จริงแล้ว เบลล่าและเอ็ดเวิร์ดต้องการกันและกันมากแค่ไหน และขาดกันไม่ได้เลย

แต่เล่มนี้ก็ชอบเจคอบมากนะ เพราะเจคอบเป็นคนที่ตรงไปตรงมา แสดงอารมณ์ที่ตัวเองคิด จะต่างกับเอ็ดเวิรดที่ชอบเก็บความร้สึกนิดนึง

แต่มีเรื่องสำคัญมากๆๆ ๆ ที่อยากวิจารณ์ คือ เล่ม 2นี้ คนแปลภาษาไทยแปลได้...(เติมเอาเลย)มาก ไม่เข้าใจเล้ยย ทั้งๆท่เป็นหนังสือที่วัยรุ่นอ่าน ทำไมถึงแปลสำนวนที่ เข้าใจยากกกกกกก อย่างนี้ไม่ผ่านเลย

***//แล้วก็ถ้าใครสังเกตอ่ะนะ เค้าแปลให้อลิซเป็นพี่สาวของเอ็ดเวร์ดด้ ซะงั้น แล้วพออีกหน้ามา ก็แปลให้เป็นน้องสาว มันแปลกลับไปลับมาระหว่างพี่สาวกะน้องสาวอ่ะ เปลี่ยนสถานะตัวละครซะงั้น ที่จริงแล้วอลิซเป็นน้องสาวใช่ม๊ะ
ไม่เข้าใจว่าไม่มีใครอ่านทวนก่อนนำมาตีพิมพ์หรือไม่ ถ้าไม่คงน่าเศร้ามาก แล้วทำไมเล่มแรกนั้นถึงได้แปลได้ดีมากกกกกกก ขนาดนั้น เราจะโทษสำนักพิมพ์ หรือนักแปลดี ???

ขอแนะนำสำหรับคนไม่อยากผิดหวังอีกรอบ!!!
เพราะเล่ม 3 ได้ยินข่าวมาว่า คนเดิมที่แปลเล่ม 2 จะมาแปลเล่ม 3 อีก ให้ซื้อภาคภาษาอังกฤษมาอ่านได้เลย สนุกมากๆอ่านได้ลื่นไหลกว่าภาษาไทยแน่นอน

Anonymous said...

เห็นด้วยกับความคิดเห็นข้างบนค่ะ
ส่วนตัวแล้ว เราว่าเราชอบเล่ม 2 มากกว่านะคะ
คือผิดหวังนิดหน่อยที่พระเอกหายไปเกือบทั้งเล่ม แต่เราก็ประทับใจที่คนเขียนสามารถถ่ายทอดอารมร์เบลล่าได้ดีมากๆ เป็นอารมณ์ของคนอกหักจิงๆ

ที่เราโมโหที่สุดเห็นจะเป็น คนแปลนี่แหละค่ะ
คือ มันเสียอรรถรสมากๆ พออ่านจบบอกได้เลยว่า ตัวหนังสือถูกเขียนขึ้นมาได้ดีมาก แต่มาเสียที่ตอนแปล เราอ่านไป โกรธไป แปลผิด แปลมั่ว เรียกได้ว่า ห่วยเลยค่ะ เราต้องอ่านแล้วพยายามคิดว่า ภาษาอังกฤษเค้าตั้งใจแปลมายังไง แล้วค่อยมาแปลเองอีกรอบ สาเหตุที่เราไม่ซื้อภาษาอังกฤษ เพราะคิดว่า เราคงแปลได้ไม่หมดทุกคำ หนังสือเรื่องนี้เป็นหนังสือที่เราชอบ ยอมรออ่านภาษาไทยดีกว่า ...บอกตามตรง พออ่านหน้าแรกจบ เราแทบหงายหลังเลยค่ะ
ตั้งแต่อ่านหนังสือมา ไม่เคยเจอใครแปลได้แย่ขนาดนี้มาก่อน
นี่ก็ได้ข่าวมาด้วยว่า เล่ม 3 ก็จะให้คนเดิมแปลอีก ...อาจจะหยาบคายไปหน่อย แต่ระวังยอดขายตกนะคะ คนเขียนเค้าเขียนแทบตาย กว่าจะได้แบบนี้ หนังสือดีๆ อย่าเอามาทำลายเลยค่ะ เสียของเปล่าๆ เสียความรุ้สึกคนอ่านด้วย ช่วยพิจารณาเรื่องคนแปลอีกทีด้วยนะคะ

Anonymous said...

พออ่าน Twilight จนแล้วก็กรี๊ดรีบหา New Moon มาอ่านต่อเลยค่ะ ตอนแรกซื้อเป็นฉบับภาษาอังกฤษมาอ่านแต่ไม่มั่นใจในการแปลของตัวเองกลัวพลาดรายละเอียดบางส่วนไป เพราะว่าโง่ภาษาอังกฤษมาก ก็เลยไปหาซี้อเป็นภาษาไทยมาอ่านอีกรอบ หนังสือเพิ่งส่งมาถึงวันนี้เอง พอมาอ่านเจอกระทู้นี้แล้วก็เริ่มคิดว่า "คิดถูกมั๊ยวะเนี่ยที่ซื้อภาษาไทยมาอ่านซ้ำ" ไม่ว่าเข้าบอร์ดไหนก็มีแต่คนบอกว่าแปลได้แย่มาก แล้วก็เมื่อวันงานหนังสือลองไปถามกับทางสำนักพิมพ์เกี่ยวกับเล่มสาม Eclipse เขาก็บอกว่าคนแปลเป็นคนเดียวกับคนที่แปล New Moon ตอนนี้แปลไปได้ส่วนหนึ่งแล้วด้วย หากไม่ค่อยชอบสำนวนของนักแปลผู้นี้ก็ต้องทำใจแล้วแหละค่ะ ส่วนภาพยนตร์เท่าที่รู้ตอนนี้ มีกำหนดเข้าฉายที่อเมริกา วันที่ 12/12/2008 ลองเข้าไปดูข่าวได้ที่ http://www.stepheniemeyer.com/twilight_movie.html ค่ะ

Anonymous said...

เป็นคนนึงที่ติดตาม เพราะอ่านเล่มแรกแล้วรู้สึกว่าอยากจะติดตาม แล้ว ก็มี New Moon แต่เล่มสองการซอดแทรกจินตนาการบางอย่างก้อรู้สึกว่ามีขัดๆบ้าง แต่ถึงแม้ว่าผู้เขียนจะสื่อออกมาในแนวทางใดก็ยังน่าติดตามอยู่ดีผู้อ่านก็ควรใช้วิจารญานในการอ่านด้วย ว่าอ่านแล้วต้องการติดตาม หรือ จะเอาไปเป็นตัวอย่าง แต่สำหรับตัวดิฉันเองแล้วไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะโลกความจริงกับในนวนิยายมันย่อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แค่รู้สึกว่าอ่านแล้วมีความสุขที่ได้อ่าน ได้ติดตามฝึกการอ่านการใช้สมองและใช้สายตานั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้วค่ะ

Pemika said...

เพิ่งอ่านTwilightจเองค่ะ
เห็นเค้าบอกแปลไม่ดี เลยอ่านแบต้นฉบับ
ก็โอค่ะ
สรุปนี่Edwardยังเป็นพระเอกใช่มั๊ยค่ะ
อิอิ ประมาณ่าคนอื่นเป็นไมเอาเด็ดขาด55+
----------------------
Sincerely
Yee

Anonymous said...

ทำไมอ่ะ เล่ม new moon ก็สนุกดีนี่ไม่เห็นจะน่าเบื่อตรงไหน

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราเป็นเบลล่า เราก็คงรู้สึกแบบเดียวกันอ่ะแหละ

ความรักสำคัญกว่าเรื่องอื่นหมด นู๋ว่าไม่ใช่แค่มุมมองของฝรั่งหรอก คนไทยเองก็เหมือนกัน วัยรุ่นไทยก็เห็นความรักของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าองะไรอีก ทำให้เห็นแก่ตัวมากกว่าเสียอีกมั้งนะ

ถ้าไม่คิดจะอ่านต่อ ก็เอาเงินไปทำอะไรที่ดีกว่านี้ป่ะ ไม่ต้องมาบ่นหรอก

เสียอารมณ์คนชอบนะอยากจะบอก

ming-ki said...

พี่ก็เสียอารมณ์เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นี่เป็นบล็อกส่วนตัวพี่ด้วย
ไม่จำเป็นว่ามุมมองของเราต้องเหมือนกัน เคารพความเห็นคนอื่นบ้างก็ดีนะคะ

Anonymous said...

ซื้อ Twilight มาอ่านนานแล้ว เพิ่งจะทราบว่ามีภาคต่อ
ก้อตอนซื้อ Filmax มาอ่าน อยากทราบว่าต่างจังหวัด
จะมีขายรึป่าว New Moon รึว่าจะสั่งซื้อได้ที่ไหน
ใครทราบช่วยบอกทีนะคะ อยากอ่านจัง...

burinbell said...

ขอโทษนะค่ะ พอดีหาหนังวือ นวจันทรา new moonแปลไทยไม่ได้เลย
รบหวนหากจะขอยืมxeroxต่อ (แบบว่าจะรบกวนช่วยxeroxแล้วส่งมากให้) โดยจะโอนเงิน
ให้ค่ะ สัญญาค่ะว่าจะซื้อหนังสือตัวจริงแบบว่า หาอ่านไม่ได้ซื้อไม่ทัน เพราะต้องไปต่างประเทศ
ในวันที่20 ธันวาคมนี้แล้วค่ะ
รบกวนโทรฆรือเมลกลับที่ 089-119-2922
burinbell@hotmail.com
ขอรบกวนด้วยน่ะค่ะ

ming-ki said...

เผอิญฉบับที่อ่านเป็นภาษาอังกฤษน่ะค่ะ
ถ้าจะอ่านภาษาไทย น่าจะลองติดต่อสำนักพิมพ์ดูนะคะ
น่าจะง่ายกว่าเยอะ
ลองดูนะคะ

Anonymous said...

สวัสดีค่ะ...หาจากในกูเกิ้ลเหมือนกันเลยมาเจอกับบลอกนี้เข้าให้
เป็นคนหนึ่งที่ติดใจทไวไลท์มาก ถึงขนาดอ่านรวดเดียวจบในหนึ่งคืน (เช้ามาเป็นหมีแพนด้าเลย)
อยากอ่านนิวมูนใจจะขาดแต่ดีที่ได้มาอ่านความคิดเห็นของทุกคนก่อน...เป็นการปรับระดับความคาดหวังที่มีต่อภาคต่อของทไวไลท์ไม่ให้สูงเกินไป เพราะอยากอ่านบทหวานแหววอีกเยอะๆ อิอิ
อยากบอกว่าเล่มแรกแบ่งวรรคตอนผิดเยอะมาก ตั้งแต่ต้นเรื่องยันท้ายเรื่องเลย (อ่านฉบับพิมพ์ครั้งที่ห้าค่ะ) แล้วสำนวนผู้แปลเล่มแรกว่าแปร่งๆ แล้ว เล่มสองยังแย่กว่าอีกเหรอ??? นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่คิดว่าจะซื้อเล่มสอง สามและสี่ (New Moon, Eclipse & Breaking Dawn) โชคดีที่มาอ่านบลอกนี้ก่อน
เลยเปลี่ยนใจอยากอ่านภาษาอังกฤษขึ้นมาตะหงิดๆ แล้วก็พบกับปัญหา ซึ่งหลายๆ คนที่คิดจะซื้อฉบับอังกฤษอาจจะเจอเหมือนกัน คือ ภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง เผอิญไปเจอเวปของสเตเฟนี เมเยอร์ มีต้นฉบับภาษาอังกฤษของนิวมูนในบทแรกมาให้อ่านกันด้วย ลองเข้าไปอ่านดูก่อนนะคะ จะได้ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าจะทนทู่ซี้อ่านภาษาไทยแปลกๆ หรือจะยอมอ่านนิวมูนทีเปิดพจนานุกรมทีดี (ตามความสามารถ ที่มีจำกัดของเรา เฮ้อ)...ตามไปที่นี่เลยค่ะ
http://www.stepheniemeyer.com/pdf/newmoon_chapter1.pdf
หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างนะคะ เย้เย้แวมไพร์สู้ๆ

Anonymous said...

ตอนนี้กำลังอ่าน Midnight Sunอยู่ค่ะ อ่านแบบออนไลน์ ยังไม่ได้อ่าน New Moon แต่พอทราบเรื่องย่อของทั้งสี่เล่มแล้ว Midnight Sun สนุกมากค่ะ ไม่จำเป็นต้องอ่านเล่มก่อนๆเลย ถ้าดูหนังแล้วมาอ่านก็จะเข้าใจเนื้อเรื่องของTwilightมากขึ้น เพราะถูกถ่ายทอดในมุมมองของ Edward จาก Twilight อยากให้ลองอ่าน Midnight Sunกันนะคะ

Anonymous said...

ตกลง midnight sun นี่เป็นของคนเขียนเดียวกับทไวไลท์รึเปล่าคะ? เพราะไม่เห็นในเว็บเลย
หาในกูเกิ้ลก็ไม่มี
ช่วยบอกหน่อยค่ะว่าไปหาอ่านออนไลน์ได้ที่ไหน?

ming-ki said...

“….Twilight, which Box Office Mojo said played on 6,000 screens at 3,419 locations, managed to out-gross Summit's five previous releases combined. The movie studio seems to have underestimated the spending power of adolescent girls, when it hoped that the popularity of the book would translate into an opening weekend of just $50.0 million. The studio has plans to release 10 to 12 movies annually, but thus far has not lived up to that.
……
Adding to the fervor was Summit's announcement that it is moving forward with the production of the second installment of the Twilight saga, New Moon. “

จากข่าว Twilight: A New Dawn For Summit ใน Forbes.com ดีใจด้วยกับแฟน ๆ นะคะ จากยอดรายได้หนังถล่มทลายแบบนี้ Summit ประกาศสร้าง New Moon ต่อแล้ว :D :D :D


ตอบคำถามคุณเจินเจินค่ะ
เท่าที่ลองค้นดู Midnight Sun เป็นเรื่องเล่าในภาค Twilight จากมุมมองของ Edwards ค่ะ อย่างที่Stephenie Meyer เธอโปรยหัวในเวบไว้เลยว่า “Midnight Sun: Edward's Version of Twilight” ถ้าสนใจลองเข้าไปดูนะคะ

Anonymous said...

เจอที่นี่โดยบังเอิญ
ตามหา new moon
แต่ยังหาอ่านไม่ได้เลยค่ะ
ใครพอทราบมั่งค่ะว่ามันมีกี่ภาคนี่
แล้ว ใครมั่งที่อ่านจบทุกภาคแล้ว เล่าคร่าวๆให้ฟังมั่งได้ไหมค่ะ
ว่าจะหาซื้อ new moon แต่เห็นหลายท่านว่าไม่ค่อยสนุก แล้งภาคต่ออื่นๆจะสนุกไหมค่ะ

Anonymous said...

เย้เย้เย้ เจอแล้ว
ขอบคุณมากมากเลยค่า ( ,,^___^,, )

natvtent said...

จะมีภาคต่อจาก new moon อีกหรือป่าวคะ เพราะฉันประทับใจกับเรื่องนี้มากเป็นการอธิบายถึงความรักที่จริงใจและบริสุทธิ์ที่สุด หาที่เปรียบมิได้ ถึงแม้ว่าอุปสรรคจะทำให้น่าเจ็บปวดก็ตาม ถ้าใครพอทราบช้วยบอกกันบ้างนะคะ ฉันหลงรักนิยายรักเรื่องนี้ตั้งแต่Twilight แล้วคะ แล้วก็อยากทราบว่าที่อ่านเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษกันอะคะ ตอนนี้จะขายหมดหรือยังก็ไม่รู้ เพราะอยากซื้อมาอ่านมากคะ

ming-ki said...

คุณnatvtent
คิดว่าคอนเมนต์ข้างบนน่าจะตอบคำถามได้ดีแล้ว ลองอ่านดูนะคะ
หนังสือเริ่มตั้งแต่ Twilight, New Moon, Eclipse และ Breaking Dawn ค่ะ
นอกจากนี้ก็มี Midnight Sun ที่เล่าเรื่องใน Twilight ผ่านมุมมองของ Edward (แทนที่จะเป็น Bella อย่างเล่มอื่น ๆ)

หมายเหตุ
ถ้าสงสัยเกี่ยวกับต้นฉบับภาษาไทย และ/ หรือตามหาหนังสืออยู่ ขอให้ข้ามไปถามที่สำนักพิมพ์ปราชญ์เปรียวเลยนะคะ ลองไปดูที่บล็อกสำนักพิมพ์ก่อนก็ได้ค่ะ บล็อกสำนักพิมพ์
และถ้าสงสัยเกี่ยวกับหนังสือ และ Stephenie Meyer ขอให้ไปที่ เวบของเธอ
เลยค่ะ

ming-ki said...

อืม หนังสือแนวนี้หรือคะ
ถ้าอยากได้พวก paranormal/ young adult เบา ๆ หน่อย
Wicked Lovely ก็สนุกใช้ได้นะคะ
เพียงแต่เป็น faery แทนที่จะเป็น vampire กับ werewolf แล้วก็ในแง่ความรักหวานเทียบไม่ได้กับ Twilight/ New Moon นะคะ เป็นคนละแบบมากกว่า
ลองไปดูที่เคยวิจารณ์ไปแล้วก็ได้ค่ะ

Anonymous said...

สำหรับเรา รู้สึกผิดหวังกับ new moon มากๆค่ะ เพราะedwardไม่อยู่ สงสาร+รำคาญเบลล่ามาก แล้วก้แอบโกรธที่edward ตัดสินใจแบบนั้น

แต่พอมา eclipse นี่โคตรจะรำคาญเบลล่าเลยค่ะ อะไรๆก็เจคอบ ไม่คิดถึงใจedwardบ้างเลย T_T

แต่ยังไงก้ยังอ่านต่อนะ อยากรู้ว่าเรื่องจะจบยังไง ตอนนี้มี breaking dawnแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มเลย

ส่วนถ้าใครที่ชอบความน่ารักแบบ twilight น่าจะไปหา midnight sunมาอ่านนะค่ะ (เรื่องเหมือนtwilight แต่เล่าความคิดของedward แต่ยังไม่จบนะค่ะ นักเขียน เขียนค้างอยู่แล้วมันหลุดออกมา)

ps--> ตอนนี้เห็นที่ tohome.com ขาย new moon ภาคภาษาไทยอยู่ค่ะ แค่ 299 บาทเอง
เข้าไปดูที่
http://www.tohome.com/product_detail.aspx?product_id=20081200072

from edward's big fan ka

Anonymous said...

หลงเข้ามาในนี้ จากการเสริชเหมือนกันค่ะ
เลยแอบมาอ่านความคิดเห็นคนอื่นๆที่มีต่อ เรื่องtwilight และก็ new moon
ส่วนตัวเปิดอ่านเล่ม 2 ผ่านๆ แบบว่าไม่ค่อยชอบความรักเศร้าๆ โดยเฉพาะรักสามเส้า ยิ่งเปิดอ่านเล่มสาม
ยิ่งทำให้รู้สึกว่าไม่ชอบใจนางเอกมากมาย
บวกหมั่นไส้เล็ก ๆ (จริงๆค่อนข้างมาก :D ) แบบว่าเธอใจร้ายจัง อยากเก็บเธอไว้ทั้งสองคน แทนที่จะเจ็บปวดคนเดียว ดันทำให้คนที่รักเธอ และตัวเธอเจ็บปวดกันหมด ยิ่งอ่านเลยรู้สึกว่ารักพระเอกจัง กลายเป็นวัยรุ่นที่คลั่งไคล้พระเอกเลยเหมือนกันนะเรา เฮ้อ! ชีวิตจริงจะมีคนแบบเอ็ดเวิร์ดบ้างไหม รับรองจะไม่เหลียวแลใครอีกเลยในชีวิต :D

Anonymous said...

ใครที่ตามหาหนังสืออยู่ ตอนนี้เราเห็นที่ www.tohome.com มี new moon กับ eclipse อยู่ค่ะ ราคาถูกกว่าข้างนอกทั้งคู่เลย

Anonymous said...

สวัสดีค่ะ! เราเป็นคนหนึ่งเหมือนกันที่ พบเจอกับทไวไลท์แล้วติดใจตามอ่านมาเรื่อยๆ จนจบสามเล่มภายในสามวันทั้งๆที่สอบกลางภาค ๕๕

สำหรับตัวเรานะ นิวมูนเป็นอะไรที่ ให้บรรยากาศอึนครึมๆ เราคิดว่านะ ผู้แต่งแต่งได้ ชีวิตจริงมาก ถึงแม้ว่าเบลล่าจะทำตัวเหมือนคนไร้ชีวิตไร้จิตใจซึ่งจุดนี้ทำร้ายพ่อของเธอโดยเธอไม่รู้ตัว และก็มีหลายคนที่อาจเซ็งในตรงนั้น แต่มันก็สมเหตุสมผลไม่ใช่หรอคะ? ไม่ได้หมายความว่าเบลล่าทำถูกนะ แต่หมายถึงว่า หากเราเป็นเพียงแค่มนุษย์ มนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษ ถึงแม้จะอยากคิดถึงเรื่องอื่นรอบตัวแต่ ความรักยังไงก็ยังคงเป็นความรักวันยังค่ำ

หากผู้แต่งแต่งให้เบลล่ายังสบายใจกังวลนิดหน่อย หลั่นล้ามีรักใหม่ เรื่องมันก็คงไม่ใช่ ใช่มั้ยคะ?

เราอ่านเรื่องนี้แล้วเราก็นู้สึกนะว่า เรื่องราวมันเป็นไปอย่างที่มันเป็นแล้ว หากมันมันเป็นไปอย่างที่มัน"ควรจะเป็น" มันก็คงไม่สนุก^^"
เราคิดว่านะ หากอ่านแล้วเซ็งก้เซ็งแหละ แต่ว่าเซ็งจนจะเลิกซื้อขนาดนั้น ก็ไม่ต้องซื้อเลยก็ดีค่ะ เพราะหนังสือควรจะทำให้เรารับรู้เรียนรู้หรือซึมซับ หรือได้อะไรจากมันมากกว่าการที่อ่านแล้วอารมณ์เสียนะคะ

ส่วนเราคิดว่าทไวไลท์เป็นงานเขียนที่เรา รู้สึกถึง "ความรู้สึก" ได้มากกๆๆๆๆเลยแหละ>w<

Anonymous said...

ทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรัก ?
แต่หากความรักเป็นทุกสิ่งสำหรับเขา ?
เขาทิ้งทุกสิ่งเพื่อความรัก ?

Anonymous said...

ความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ
แม้ New Moon ไม่ค่อยดึงดูดใจเท่า Twilight แต่ผมก็ต้องพยายามอ่านให้จบ เพราะจะได้เป็นข้อมูลอ้างอิงไปถึง Ecilpse และ Breaking Dawn ครับ

Stephanie Meyer ฉลาดมากที่ผูกเรื่องเกี่ยวเนื่องกันได้ดีทั้ง ๔ เล่มครับ

Anonymous said...

เกลียดเบลลามาก หลายใจ สงสารเอ็ดเวิร์ด ขนาดแต่งงานแล้ว ท้องแล้ว คลอดแล้วก็ยังอาลัยอาวรณ์เจคอบอยู่นั่นแหละคนอะไร
ขอจบไว้ที่เล่ม 1 ดีกว่า
ไม่น่าแต่งนางเอกแบบนี้เลย เซ็ง ทั้งที่อยากอ่านที่เหลือมาก รับไม่ได้จริงๆ ความเห็นส่วนตัว

Anonymous said...

อ่าน twilight Sega จบละค่ะ
twilight ก่ะ new moon สนุกกว่า Ellipse และ breaking down เล่มสุดท้ายยาวมากกกกก

แปลกันกระจุยเลยค่ะ

เบลล่ากลายเปนแวมไพร์ตอนเล่มสุดท้าย
แต่เนื้อเรื่องเราว่ามันชวนงงนิดนึงล่ะค่ะ

ถ้าทำเป็นหนังทั้งสี่ภาคก้อคงดี

อ่านๆคอมเม้นมา

midnight sun จะเป็นการเล่าเรื่องในแบบของเอ็ดเวิร์ด

คงใกล้เสร็จแล้วล่ะค่ะ

เหมือนว่าจะมีตัวอย่างให้อ่านในเว็บของสเตฟานี่

Anonymous said...

search new moon เลยมาเจอเวบพี่มิ้งเฉยเลย

ไม่ชอบ new moon เพราะ edward มีบทบาทน้อยมาก แหะๆ เบลล่าพร่ำเพ้อจิงๆแหละ อ่านแล้วแอบเซ็ง

ส่วนตัวชอบ eclipse (พี่มิ้ง มัน eclipse อะ ไม่ใช่ellipse) กะ twilight มากกว่า new moon และ breaking dawn

//it's me 'nan' :)

ming-ki said...

โถ แนนอุตส่าห์มาเจอนะ
eclipse ดีเหรอ เพราะหลังจากนั้นก็อ่านต่อไม่ไหวแล้ว เรียกว่าจี๊ดแตกคงน่าจะได้
แต่ถึงไม่บอกก็รู้ว่าเป็นแนนจ้า :D :D

gluay said...

เข้ามาช้าไปหรือเปล่าเนี่ย

เพิ่งอ่าน Eclipse จบค่ะ ไม่รู้จะคุยกะใครดี เพราะเพื่อนๆ ยังไม่ได้อ่านกัน

ไม่เคยรู้จักหนังสือซีรีส์นี้มาก่อนเลย (เชยมาก มัวแต่ตามอ่าน chic lit ค่ะ แหะๆ) ได้อ่านเพราะดูหนังแล้วอิน ฮี่ๆ

ส่วนตัวชอบ new moon นะคะ เพราะบรรยายได้แบบเห็นภาพ bella หดหู่หมองหม่นโลกไม่เคยสดใสเลย ยังเล่าให้เพื่อนฟังเลยว่า อินมาก ตอนที่ Edward มาบอกลา แบบว่า เศร้ามากกกอ่ะ

เรารำคาญกับ Eclipse มากกว่าค่ะ รำคาญน้อง Bell เนี่ยแหละ และแอบเริ่มรำคาญคุณชาย Ed นิดๆ ค่าที่ overprotective เหลือเกิ๊น แต่ที่ชอบในเล่มนี้คือ อ่านแล้วขำกะ dialogue ของตัวละครอ่ะค่ะ คุณนักเขียนเค้าเขียนให้ Ed แสดงอารมณ์ขันแบบเจ็บๆ ออกมาหลายตอนดี ไม่ดูเป็นพระเอกชืดชาเหมือนที่ผ่านมา แอบขำเวลาที่เรียก jacob เป็น dog มั่ง mongrel มั่ง (คำหลังนี้ไม่รู้จักมาก่อนค่ะ พออ่านเจอต้องขอเปิดดิกเช็คศัพท์เลย)...อ่านจบเล่มนี้แล้วคงต้องขอเบรกนิดส์นึง แบบว่า มันไม่ค่อยชวนให้หยิบเล่มต่อไป เหมือนตอนอ่าน twilight จบเลย

ming-ki said...

คุณกล้วย
อ่านแล้วเลิกแล้วเหมือนกันค่ะ รู้สึกว่ามีเรื่องอื่น ๆ สนุกกว่าอีกเยอะเลย ชอบเล่มแรกที่สุดเล่มเดียว ช่วงนี้หันไปอ่าน Urban Fantasy แล้วล่ะค่ะ เป็นหลักแล้วล่ะค่ะ

ถ้าสนใจแนวนี้ ไปดูได้ที่http://mingkiread.blogspot.com/ นะคะ
แล้วก็ .... ขอบคุณมาก ๆสำหรับคอมเนต์ค่ะ :D :D

-*- said...

ไม่ได้อยากจะว่านะครับ แต่ผมคิดว่าที่พวกคุณบอกไม่ชอบเพราะพวกคุณไม่ชอบหนังสือแนวนี้มากกว่า แล้วผมคิดว่าพวกคุณน่าจะอ่านไม่ละเอียดนะครับ เพราะถ้าลองคิดดูดีๆเบลล่าก็ไม่ได้ผิดอะไร เจค็อปดันไปรักเองนะครับ แต่ว่าผมเห็นด้วยตรงที่ ผมคิดว่าเรื่องนี้นางเอกเป็นโรคจิตไปแล้ว

wann said...

เพิ่งอ่านจบทั้งหมดรวมทั้งmidnightsun ด้วยร


สึกว่าชอบทั้งหมด เบลล่านิสัยดีถ้าอ่านละเอียดจะเห็น
ว่าedward รักเบลลาที่นิสัยด้วย และการรักกันของสองคนเป็นเหมือนการ imprinted ของมนุษย์หมาป่าคือหลงใหลกันมากๆแต่เหต
ที่เจคอบเข้ามาเกี่ยวข้องถ้าอ่านละเอียดจะเห็นว่า1.เจคอบเป็นลูกของเพื่อนรักของพ่อ2.เบลลาเป็นคนคุยไม่เก่งเจคอบเป็นคนเดินเข้ามาทำให้สนิทกับเจคอบมากกว่าคนอื่น3.เบลลาจะเป็นคนที่ห่วงคนรอบตัวดังนั้นเมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนตัวเองเป็นแวมไพร์จึงพยายามห่างทุกๆคนเพื่อว่าเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนแล้วจะได้ไม่มีใครเสียใจ 4.เจคอบเป็นรักแบบวัยรุ่นร้อนแรงรักสนุกแต่จะไม่ค่อยถนุถนอมเบลลาต่างจากเอ็ดเวิดร์ที่รักแบบถนุถนอมทั้งร่างกายและจิตใจ(เจอกับตัวเองเลยเข้าใจความรักแบบนี้คือแค่เราหกล้มเค้าจะโกรธตัวเองที่ดูแลเราไม่ดีทำให้เราเจ็บ)5.เรื่องนี้เป็นความคิดเบลลาเป็นส่วนใหญ่เน่องจากบางทีคนเราก็สับสนกับความคิดตัวเองเลยทำให้คิดว่ารักเจคอบซึ่งจริงๆแล้วน่าจะเป็นการสงสารเจคอบและเป็นห่วงเนื่องจากผูกพันกันมากก่าส่วนเจคอบเองก็ไม่เจอใครนอกจากเบลลาแต่ตอนหลังจะเห็นว่าเจคอบไปimprintedกับลูกของเบลลาและเอ็ดเวิร์ด แต่นี่ก็เป็นความเห็นส่วนตัวคนอื่นอาจมองต่างไปก็ได้ โดยส่วนตัวชอบ midnightsunมากที่สุด (ยังไม่จบคนเขียนหยุดเขียนซะก่อนเพราะน้อยใจถูกขโมยมา post) เป็นมุมมองของเอ็ดเวิร์ดน่ารักมาก

ultrameaw said...

ขออนุญาตเอาเรื่องย่อไปใช้ประกอบข่าวในเว็บไซต์นะคะ

ตามเข้าไปดูได้ที่ http://www.nangdee.com/webboard/viewtopic.php?t=8064

lombamoo1979 said...

โอววว อยากจะบอกว่าอ่านจนถึง breaking down 1 แล้ว เจ็บปวดยิ่งกว่า new moon ซะอีก อย่าโกรธกันเลยนะ ยิ่งอ่านยิ่งไม่ตัวละครชอบเบลล่า ประโยคที่ Edward บอกว่าเธอคือตัวดูดอันตราย มันช่างจริงแท้และเเน่นอน โอย เล่มนี้ขอบอกว่าเจ็บปวดมาก!!!

lombamoo1979 said...

ตอนแรกเราเห็นหนังตัวอย่างก้อผ่าน ๆ เพราะคิดว่าหนังวัยรุ่นทั่วไปแต่ช่วงนี้ว่างงาน เอาน่าลองซื้อมาอ่านทั้งไทยอังกฤษฝึกอ่านภาษาแต่พออ่านไปคำถามจาก Twilight คิดได้ไง ? เราก็ดลยไปเอาหนังมาดูซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบเพราะไม่เบื่อ เนื่องมาจากได้อ่านหนังสือเข้าใจอารมณ์ Edward&Bella รู้สึกเฮ้ยชีวิตโคตรโชคดีเลยอ่ะ สำหรับเบลล่าจากเด็กผู้หญิงที่ไม่สามารถเข้าสังคม ไม่เป็นที่โดดเด่นในเมืองใหญ่ฟีนิกซ์แต่มาที่ฟอร์คกลับมี Edward รอคอยการมาของเบลล่าอยู่แล้วน่าประทับใจตรงที่เบลล่าเข้าใจในสิ่งที่ Edwardเป็น ซึ่งตรงข้ามกับ Edward คือตัวเองไม่สามารถยับยั้งความรู้สึกนี้ได้เเละพยายามปกป้องเบลล่าให้ปลอดภัยคือถ้าเป็นเรา ก้อคงทำแบบเบลล่า คือ ขอเป็นเเวมไพร์ด้วยวัยยังสาวและอยู่คู่กับ Edward เพราะลองคิดดูถ้าเราต้องดับสลายในขณะที่คหนที่รักยังคงอยู่ก็คงมีคำถามว่าเธอทนเห็นฉันกลายเป็นเถ้าธุลีไปได้ไง จนมาถึง New Moon เราว่าเป็นความรักในแบบ Edward ที่ตัวเองรู้สึงหงุดหงิดกับ Bella ว่าทำไมจะต้องเกิดเหตุที่ทำให้ตัวเองเกิดอันตรายตลอดเวลา คิดดูซิ แค่กระดาษยังอุตส่าห์ปล่อยให้บาดมือได้ (อันนี้ก็ต้องถามสเตฟานี่ว่าทำไมโหดร้ายกับเบลล่าอย่างนี้)จนทำให้แจสเปอร์คุมตัวเองไม่ได้ Edward เลยรูสึกว่าถ้าตัวเองออกไปจากชีวิต Bella ทุกอย่างก็คงดีขึ้น ในขณะที่ Bella คิดว่าเธอคือหนึ่งในครอบครัวคัลเลนและได้รับการยอมรับแล้ว สุดท้ายคือพูดง่ายๆ ว่าโดนทิ้ง เราเข้าใจอารมณ์นี้นะเคยเจอกับตัว อาการแบบ Bella เลย คือเป็นความรู้สึกที่เรียกว่ารักและกลายเป็นความผูกพันธ์ นิดนึงคือ ถ้าเป็นวัยรุ่นคู่อื่นก็คบกันทั่วๆ ไป แต่ Bella&Edward เหมือนใช้ชีวิตเป็นสัญญาและทุก ๆ วัน Edward ไม่เคยห่างจาก Bella ทุก ๆ คืนมีอ้อมกอดของ Edward อยู่ข้างกายแล้ว อยู่ ๆ ก็หายไป!! อารมณ์แบบว่าโหวงเหวงอ่ะ เราว่าเล่มนี้ Bella น่าสงสารมากยิ่งกว่าน้องซินอีกอ่ะ เราว่าที่ Bella ต้องหันไปหา Jacob อ่ะ เป็นเพราะเขารู้ตำนานและเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลคัลเลนและไม่รู้จะหันไปหาใครแต่อารมณ์คงอยากหาใครมาทดแทนทั้ง ๆ ที่รู้ว่าไม่มีวันแทนได้ เฮ้อ....เราอ่านจนจบ Eclipse ลากยาวไปถึง Breaking down 1 โอย...โดยเฉพาะ breaking down เจ็บปวดมากกกกกกกกก และเกลียด Bella มาก อารมณ์แบบว่า กว่าเอ็งจะมีความสุขทำไมเอ็งทำแบบนี้ทำไม สเตฟานี่เขียนแบบนี้ และเข้าใจว่ายังไม่จบ คิดว่าหลายคนอาจจะยังอ่านไม่จบ อยากบอกว่า Edward น่าสงสารมากจนเราไม่สามารถอ่านให้จบได้ โคตรโหดเลยอ่ะ สเตฟานี่อ่ะ หักมุมมาก...ขอบอก

Anonymous said...

หุหุ...บังเอิญผ่านมา
อ่านจบไปเมื่อวานสดๆร้อนๆ ตอนแรกไม่ยักกะรู้ว่ามีหนังสือ .. (ไปงมโข่งอยู่โลกไหนมา??) หนังก็ไม่ได้ดู เพราะช่วงนั้นงานเยอะมาก จนได้เช่าDVD มาดู ..เห้ยยยยยยยยยยยยย หนุกเนอะ อีกวันนึงเลยไปหาซื้อหนังสือมาอ่าน ก่อนแรกลังเลอยู่นาน เพราะเล่ม 1 ไม่ได้อ่าน แต่ก้อดูหนังไปแล้ว ไอ้บทจะซื้อทีเดียวทั้งสองเล่ม ก็นะ..ราคาไม่ได้จะถูกๆ เลยตัดสินใจซื้อ new moon มาอ่านก่อน (เพราะอยากรู้ตอนต่อไป) ก็หนุกดีนะคะ แต่ภาษาที่แปล อ่านทำความเข้าใจยากไปนิสสสส ต้องอ่านซ้ำสองสามรอบตอนท่อนที่ไม่เข้าใจ ภาษาโบราณไปนิส ตอนแรกนึกว่าจะตื่นเต้นคล้ายๆกับแฮร์รี่ ไหงกลายเป็นความรักล้วนๆภาคนี้ เศร้าดีค่ะ รับรู้ถึงความรู้สึกเบลล่านะ ตอนเอ็ดเวิร์ดบอกลา เศร้าซะมากมาย (แอบอินT^T) แต่ตอนสุดท้ายมาก็รับรู้ว่า เอ็ดเวิร์ดก็เศร้าพอกัน อ่านแล้วเหมือนอยากจะมีรักแท้สักครั้งเนอะ!!! 5555 คือมันเป็นอะไรที่..ทำไม รักกันได้ขนาดนี้ ไม่โทษเบลล่านะคะ ที่แอบปันใจให้ เจคอป ก็เข้าใจ เวลาเสียใจใครที่อยู่ข้างๆแล้วดีกับเรา มักจะไขว้เขวได้เสมอ แต่สุดท้าย คนที่รักที่สุดก็เป็นพ่อแวมไพร์ตัวดีนี่นา...หุหุ
อยากอ่านต่อไปให้ถึงจนจบค่ะ แต่เห็นบางคนในกระทู้บอกว่า เล่มสุดท้ายเศร้ากว่า ..กลัวจัง
ขอบคุณเจ้าของบล๊อคค่ะ ที่ให้แสดงความคิดเห็น
แอบมาช้ากว่าคนอื่น ^^ (เห็นน้องสาวบอกว่าเล่มหนึ่งสนุกกว่า..ไว้จะซื้อมาอ่าน)

Jake's fan said...

ึความคิดเรา คนที่ชอบจริงๆ น่าจะอ่านให้ครบนะคะ


ถึงแม้มันจะน่าเบื่อ (เบลล่า) บ้างบางตอน

แต่มันจะทำให้เราได้ สัมผัส และเข้าใจตัวละครแต่ละตัวอย่างแท้จริง อิอิ เหมือนจะเน่านะคะ


ส่วนตัวตอนอ่านนิวมูลนี่เชียร์ จาค๊อบ ค่ะ

ยังไม่ได้อ่านภาษาไทย แต่ อยากรู้ว่าเค้าแปลซึ้งแค่ไหน

เพราะตอนเราอ่าน เรายังรู้สึกชอบเจค็อบมากเลยนะ

(หลังจากที่ผ่านช่วงเพ้อหนัก ของเบลมาได้)

เอาหละค่ะ

ไงก้อสู้ๆนะคะทุกคน


ปล. อ่านหนังสือก่อนดูหนังค่ะ เลยรู้สึกว่า ในหนัง เอ็ดวาร์ดจะ แสดงท่าทางเร่าร้อนไปนิดสำหรับภาคหนึ่ง ละลายยยย เลย อิิิอิ

แต่ เจค็อบในหนัง ไม่เร้าใจอย่างแรง ขอกลับไปอ่านหนังสือ แล้วจินตนาการเองต่อดีกว่า ฮ่าๆ

Jake's fan said...

อีกอย่างนะคะ คนที่ยังอ่านไม่จบนี่ อย่าเพิ่งท้อค่ะ

ภาคสาม อีคริปส์ กะ ภาคสี่ เบรคกิ้ง ดอนว์ ถ้าอ่านกันแล้วทุกคนจะเข้าใจ ว่าทุกๆ อย่างมันมีเหตุ ก้อเลยมีผลค่ะ

แล้ว สเตฟานี่เค้าก้อเขียนไว้ชัดเจนว่านางเองหลงพระเอกซะขนาดนั้น ก้อเพราะแรงดึงดูดของพระเอกไงคะ คล้ายๆ โดนมนตร์อะ เพ้อไปเลย

เราก้อไม่ใช่ไม่รำคาญนะ แต่ก้อฝืนอ่านไปจบจบสี่เล่ม แล้วก้อไม่เสียดายด้วยหละค่ะที่อ่านไป



ว่าแล้วก้อไปตามหา มิดไนท์ซันดีกว่า ... ฟิ้วววว

NaYa$ said...

เห็นด้วยกับความคิดเห็นก่อนหน้าค่ะ
พยายามเข้าค่ะ สำหรับใครที่อ่านยังไม่จบ
เพราะถ้าอ่านยันถึงเล่มสี่แล้วจะทราบว่า คนแต่งแต่งได้ดีมากค่ะ มีเหตุมีผลในตัวของมันเองค่ะ
แต่ยอมรับว่าเล่มสอง เศร้า แล้วก็ไม่น่าอ่านในตอนแรก
แต่พออ่านจบแล้วก็เข้าใจถึงจุดประสงค์ของผู้แต่งอย่างชัดเจน "ความรัก ย่อมมีความรู้สึกกลัว ลังเลในความรู้สึก แล้วก็มีอุปสรรคเสมอ"

โดยส่วนตัวแล้วซื้อเก็บไว้ครบทุกเล่มทั้งภาษาไทย และอังกฤษ ขาดภาคสี่เล่มสอง เพราะชื่นชอบมากพอๆๆกับharry potterเลยก็ว่าได้

อยากบอกว่าสนุกมากๆๆๆเลยค่ะ
พระ-นาง ในหนังสือน่ารักมากค่ะ

ดูหนังออนไลน์ said...

ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ เสียดายจัง

ดูหนังออนไลน์ said...

ยังหาซื้อไม่ได้เลยค่ะ ไปมาเมือวาน ก็ไม่เจอโดนเก็บไปหมด หรือเปล่าไม่รู้อะ ที่ไหนมีแน่ๆแนะนำด้วยคะ

ของมือสอง said...

อ่านแล้ว ซื้อแล้ว เก็บแล้ว แล้วก็เอาไปแจกแล้ว
ถือว่า เป็น อีกหนึ่งที่ น่าสะสมครับ

ดูหนังฟรี said...

ส่วนตัวชอบนางเอกอย่างเดียวครับทั้งเรื่อง เนื้อเรื่องก็งั้นๆผมว่า