Sunday, December 05, 2004

มิ้งกิ โกอิ้งตาก (ตอน 3)

ตอนที่แล้วบอกว่าเป็นเวลาบ่ายสาม แต่กลับไปอ่านอีกทีอาจจะทำให้งงกันไปได้ จริง ๆ แล้ว หลับไปตอนบ่าย 3 และตื่นมาอีกทีก็เกือบ 5 โมงต่างหาก เรากำลังจะเข้าตาก ผ่านโค้งกี่ร้อยกี่พันโค้งจำไม่ได้ รู้แต่ว่านั่งข้างหลัง ไม่มีใครให้คุย น้อง ฟ ที่เลิ๊บก็นั่งข้างหน้าอยู่กับแม่ อันนี้ก็เป็นความเศร้าประการหนึ่ง ฟ ขายาวก็เลยมักจะขาติดถ้าต้องนั่งข้างหลัง และนั่นก็หมายความว่าหนูต้องแยกจากคู่หู่วัยใกล้กันไป โฮโฮโฮ สุดแสนจะเฮิร์ทในมายด์ฮาท ไม่มีอะไรทำอีกเช่นเดิม และรถก็วิ่ง ๆ โค้ง ๆ ไปมาช่วยเวียนหัว นอกจากมายด์ฮาทจะเฮิร์ท มายด์เฮดก็ยังอินเฮล ก็เลยกู หลับต่ออีกดีกว่า มิ้งกิก็หน้ากลิ้งเกลือก เถือก ๆ ไปกะหมอนต่อ นอนไม่หลับก็คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผ่านไปนานโขก็กลับได้ในที่สุด

ขอบอกว่าทริปนี้ช่างแตกต่างกับทริปพม่าเป็นที่สุด แม้จะนั่งรถไกลเป็นชาติข้ามทวีปเหมือนกัน แต่เพราะมีคนให้คุย อือ ... มีพี่ไกด์แสนดีสุดจะเดิ้นอยู่ด้วย เราก็เลยไม่เค๊ยไม่เคยหลับเลย ขึ้นรถก็เริ่มประกบไกด์ตั้งหน้าตั้งตาจิกดูดความรู้เกี่ยวกะประเทศพม่าและภาษาพม่าไปเรื่อย ๆ ชนิดที่ว่าอยู่อีก 2 อาทิตย์ก็คงพูดพม่าปร๋อ ก็ถาม ๆๆ จิก ๆๆ จนพี่แกนึกว่าเราเรียนภาษาศาสตร์ไม่ก็อักษรมาน่ะ คิดดู .... อ๊ะ นอกจากเล่านอกเรื่องไปเกี่ยวกับอาหาร หนูก็ยังนอกไปเรื่องพม่าอีก ไอ้เรื่องตากนี่จะกี่ตอนจบได้เนี่ย เขียนไปเรื่องพม่าก็เริ่มอยากเขียนเที่ยวพม่าอย่างเดียว (555 มีใครเดาได้ไหมคะ ว่าเพราะเหตุอันใด)

และการหลับก็สืบเนื่องไปถึงกับความโทรมของร่างกายด้วย นอกจากจะนอนน้อย โทรมสิ้นสภาพแล้วก็ยังเอาหน้าไปเถือกแถกับหมอนตลอดเวลา คุณพี่คิดว่าสิ่งที่โป๊ะไว้จะยังอยู่เหรอคะ เงยหัวขึ้นมาทีไรก็เหมือนกับเพิ่งลุกขึ้นมาจากที่นอกตลอดเวลา ทั้งแป้ง ทั้งที่ปัดแก้มไว้ บายบ๊ายบายไม่เคยอยู่ เฮ้อออ

เล่าอะไรมาวะเนี่ย แล้วอีกกี่สิบตอนจะจบล่ะ ตัดๆๆ เอาล่ะ ข้ามมา เราเข้าตากมาแล้ว คุณพี่คนขับก็พาเราหลง พอบอกให้จอดรถถามทางก็ไม่ยอม และแล้ว คุณป้าที่นั่งหน้าก็ทนไม่ได้ ต้องเปิดกระจกถามทางเอง หลง ๆ มั่ว ๆ ในที่สุด เราก็มาถึงร้านอาหารเย็นที่หมายได้ ร้านข้างฟ่างข้าวเม่านี้ คนที่ตามข่าว ครม. สัญจรที่ตาก คงจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง เป็นร้านที่บรรยากาศน่ารักมาก ๆ เพราะว่าปลูกต้นไม้ไว้เยอะจนให้สภาพอารมณ์เหมือนนั่งอยู่ในป่า และบึงน้ำกว้างนอกจากจะมีน้ำพุแล้วก็ยังปลูกบัว Victoria ไว้ด้วย อลังจริง ๆ

ความรู้มาจากหนังสือและการอ่าน พี่สาวที่แสนดีก็เลยรีบบอกน้องรักที่เดินอยู่ด้วยกันว่าบัวเนี่ย ถ้าโตเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางจะประมาณ 2 เมตร และก็ให้เด็ก ๆ ลงไปนั่งได้ สงสัยว่าจะหลอกหน้าตายเธอมาตลอดชีวิตไปหน่อย พูดยังไงอี ฟ ก็ไม่ยอมเชื่อขึ้นมา ทำไมเนี่ย เรื่องที่ไม่ควรเชื่อก็ดันเชื่อ แล้วทีพูดความจริงดันหาว่าหลอก อิฉันเลี้ยงน้องอิฉันมาอย่างไรเนี่ยย หลังจากน้องรักยอมเชื่อ เราก็เดินเริงร่าไปดูเป็ด (หรือห่านก็ไม่รู้) หลับอยู่บนคบไม้กันต่อ รื่งเริงทัศนาจรในป่ากันจริ๊ง ๆ สองชีวิต แล้วพอรู้ตัวอีกทีก็เกิด quest เดินหาแม่ ๆ ป้า ๆ กันต่อ เนื่องจากว่าต่างคนต่างเดินสำรวจร้านอย่างสบายใจ แล้วกกระจัดกระจายกันไปคนละทาง พอรวมกันครบแล้วก็เกิดปัญหากันอีก ป้าคนนี้อยากนั่งข้างในเพราะอยากหลบน้ำค้างและอากาศเย็น ลุงอีกคนอยากนั่งริมบึง และแม่ก็อยากนั่งที่สว่าง ๆ และในที่สุด ฝันของเด็กเสิร์ฟอาหารก็เป็นจริง เมื่อคณะเดินทางเรื่องมากหาโต๊ะนั่งได้ในที่สุด

--- พรุ่งนี้มาต่อเรื่องอาหารในร้านค่าว่าแต่ว่าเมื่อไหร่มันจะจบวันแรกสักทีวะ จะขึ้นตอนที่ 4 แล้วนะ

1 comment:

jengly said...

โค้งๆ มายเฮดก็โกทูเฮล
ฮือๆๆๆๆ
รู้สึกรู้ซึ้งอยู่ในใจนี่แหละจ้า
ปวดหัวชิบบบเพราะโค้งๆ

บัววิคตอเรียเนี่ย ให้เด็กลงไปนั่ง
ให้ตายพี่ก็ไม่เชื่อ ยังไงก็ต้องจมแน่ๆ
ใหญ่แค่ไหนก็เหอะ

ปวดหัว มึนๆ อาการไข้หวัดมาเยือนไม่พอ
วันนี้คึกจัด นั่งอ่านซิลฯ ของพส
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก