The Incredibles กับตัวตนสังคมอเมริกัน
ไปดูเรื่อง The Incredibles มา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะขอพูดเกี่ยวกับสิ่งที่คิดขณะดู ก็ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ critical mind ทำงานดีเกินไปหรือเปล่า แต่ปัจจุบันทุกครั้งที่ได้สัมผัสหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ก็อดได้ที่จะเอาความคิดและมุมมองของตัวเองไปจับเสมอ อย่างครั้งนี้ก็เช่นกัน
**คำเตือน
1. เรื่องนี้ต่างจากเรื่องไร้สาระปกติของมิ้ง เพราะเข้าโหมด Hell กรวดไปแล้ว
2. ไม่แน่ใจว่าทำให้คนที่ยังไม่ดูหมดสนุก หรือคนที่ดูไปแล้วถูกครอบงำมีอคติต่อหรือเปล่า
3. มาอ่านทวนแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนอะไรอยู่ อย่างน้อยที่สุด พี่เคนน่าจะอ่านรู้เรื่องนะเนี่ย หรือถ้าความหวังสุดท้าย คือพี่เคน ยังอ่านแล้วงง หนูก็คงจะต้องร้องไห้ โฮโฮ***
จริง ๆ สิ่งที่แสดงออกในหนังเป็นตัวสะท้อนตัวตนของสังคมอเมริกันในมุมมองของมิ้งได้มากพอสมควร การที่เป็นสังคมปัจเจกนิยมที่ต่างคนต่างอยู่ และต่างต้องแก่งแย่งกัน ตลอดจนใช้กฎเกณฑ์ตายตัวเป็นสิ่งกำหนดการดำรงอยู่ของคนในสังคมนั้นทำให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างเงียบ ๆ เพราะไม่มีใครเกื้อกูลใครหรือช่วยเหลือใครจริงจัง และนั่นก็ทำให้หลายคนมุ่งหวังว่าจะเกิดใครสักคนที่จะมีน้ำใจ และแน่นอนว่ามีความสามารถเพียงพอมาแก้ปัญหาของตนและของสังคมโดยรวมได้ และเมื่อเกิดเป็นความต้องการลึก ๆ ของคนขึ้นมา บุคลิก superhero จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการตัวนี้ สังเกตได้ว่าไม่ว่าจะเป็น Superman/ Spiderman/ Batman/ Captain America หรืออื่น ๆ ก็ดี ต่างก็ได้รับตอบรับอย่างดีทั้งนั้น
เทียบกันกับบ้านเราเอง แม้จะเกิดปัญหาหนักหนาเพียงใดในสังคม เราอาจจะมีความหวังถึงอัศวินม้าขาวบ้าง แต่ไม่ค่อยจริงจังมากนัก เพราะเทียบกันสังคมไทยจะค่อนข้างมีน้ำจิตน้ำใจช่วยเหลือกันมากกว่า (แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะลดน้อยลงไปทุกครั้งก็ตามที) และที่สำคัญ ที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ เรามีในหลวงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในระดับสูงพอควร เมื่อเกิดปัญหา หลายครั้งหลายครา เรามักจะคิดถึงพระองค์ท่าน และคาดหวังเงียบ ๆ ว่าพระองค์ท่านจะมาแก้ปัญหาให้เราในที่สุด ถึงตอนนี้อาจมองได้ว่า superhero ไม่ใช่สิ่งปกติของสังคมไทยเนื่องจากเรามีในหลวงและ “ผู้ใหญ่” ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนที่เราว่าพร้อมจะคอยแก้ปัญหาและความขัดแย้งต่าง ๆ ให้เรา และถ้าคิดให้ละเอียด ในหลวงและผู้หลักผู้ใหญ่ตรงนี้ก็อาจเป็น superhero ของเราในมุมมองที่เราไม่คาดคิดมาก่อน
นอกจากนี้ ความเป็น superhero ของ The Incredibles ค่อนข้างจะเหมือนกัน The X-Men นั่นคือ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือเกิดขึ้นเอง ในช่วงแรกของหนัง superhero เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา และเป็นที่ต้องการของคนในสังคม ซึ่งนั่นก็หมายความว่า พลังพิเศษที่มีกลายเป็นปมเด่นของคนขึ้นมา แต่หลังจากนั้นเมื่อหมดยุคนิยม superhero พลังที่มีก็กลายเป็นของน่ารังเกียจ และต้องถูกเก็บซ่อนให้มิดชิด สิ่งนี้เชื่อมโยงไปถึงการที่ลูกสาวลูกชายของครอบครัวกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา จากการที่พลังพิเศษและหาทางออกกับพลังของตัวเองไม่ได้ (ในเวลาที่ลูกสาวรังเกียจพลังของตัวเอง ลูกชายกลับต้องการจะใช้ความสามารถของตัวเอง และเมื่อถูกห้ามไว้ก็ไม่เข้าใจกับสิ่งรอบตัว) และนั่นก็เป็นสิ่งเปรียบเทียบแสดงให้เห็นทัศนคติและทิศทางความคิดของคนได้ ปมเด่นจะกลับกลายเป็นปมด้อย และปมด้อยจะสามารถเป็นปมเด่นได้เพียงไร ก็ย่อมขึ้นกับกระแสความเชื่อและความคิดของสังคมในขณะนั้น
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้แสดงให้เห็นอีกประการว่า พรสวรรค์เป็นสิ่งที่ควบคู่มากับพรแสวงจริง ๆ ตัวร้ายของเรื่องพัฒนามาจากเด็กที่ชื่นชอบ superhero (โดยเฉพาะ Incredibleman) แต่มาสามารถจะมีพลังได้อย่างที่ superhero มี จึงใช้วิธีพัฒนาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจนสามารถมีพลังพิเศษกับเขาได้ และสิ่งนี้ก็บอกเราได้อย่างชัดเจนว่า ไม่มีอะไรที่คิดจะทำแล้วไม่ได้ ขอเพียงแต่มีความตั้งใจจริง จะมีฉันทะ หรือความพอใจ/ ต้องการเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำความมุ่งมั่น ใส่ใจของอิทธิบาทที่เหลือมาร่วมด้วยก็ไม่เกิดผลเป็นแน่
อันที่จริง มีประเด็นย่อย ๆ อีก 2-3 ประเด็น แต่ดูว่าแค่นี้ทั้งคนเขียนและคนอ่านก็คงจะสมองเสื่อมไปตาม ๆ กันแล้ว จึงเห็นควรที่จะจบไว้แต่เพียงแค่นี้ – ปรบมือดัง ๆ ให้คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ได้นะคะ
No comments:
Post a Comment