Monday, July 31, 2006

Puff the magic dragon

ได้ลงไปอ่านเรื่อง มังกรตัวโต ที่เคยเขียนไว้ตอนต้นกรกฎาด้วยความขบขันที่มีคนบอกว่า เนื้อหานั้นบอกชัดว่ามิ้งตกหลุมรัก จริง ๆ แล้วตอนที่แต่งไม่ได้คิดอะไร หากจะมีก็เพียงแต่จิตใต้สำนึกที่มีต่อสัตว์เหนือธรรมชาติที่มิ้งโปรดปรานอย่าง มังกรกระมัง

แล้วพอคิดถึงเรื่องของ มังกร ก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงเพลง Puff the magic dragon ของ Peter, Paul and Mary ขึ้นมาไม่ได้ เพลงนี้เป็นเพลงที่ชอบมานาน แต่ว่าฟังไม่เคยได้เลย เพราะว่าฟังแล้วก็จะน้ำตาร่วงสงสารมังกรทุกที ชนิดที่ว่า พอได้ยินปุ๊บก็ต้องรีบเปลี่ยนช่องเปลี่ยนคลื่นหนี

Puff the magic dragon
(Peter, Paul and Mary, 1962)

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Little Jackie Paper loved that rascal Puff,
And brought him strings and sealing wax and other fancy stuff.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

Together they would travel on a boat with billowed sail
Jackie kept a lookout perched on Puff 's gigantic tail,
Noble kings and princes would bow whenever they came,
Pirate ships would lower their flag when Puff roared out his name

Oh Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

A dragon lives forever but not so little boys
Painted wings and giant rings make way for other toys.
One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.

Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,

His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

Oh Puff, the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee,
Puff the magic dragon lived by the sea
And frolicked in the autumn mist in a land called Honah Lee

จากเนื้อเพลง ฟังกี่ครั้งก็น้ำตาตกสงสาร Puff โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อนที่มีอยู่เพียงคนเดียวอย่าง Jackie การตระเวนไปที่ไหน ๆ ก็ตามกลายเป็นความทรงจำที่โศกเศร้าเมื่อนึกถึงครั้งที่มี Jack อยู่ด้วย จะเป็นอย่างไรเมื่อชีวิตที่ถูกเติมเต็มจาก Jack กลับต้องมาว่างเปล่าไม่สมบูรณ์อีกครั้ง และถ้าจะมีใครสักคนมาอยู่ด้วยใหม่ คน ๆ นั้นก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกับมังกร Puff ได้ตลอดไป

ยิ่งถ้าเปรียบชั่วระยะเวลาชีวิตของมังกรกับมนุษย์ด้วยแล้วละก็ การที่มีใครสักคนก็อาจจะนานแค่ช่วงเวลาหายใจหรือกระพริบตาก็ได้ด้วยซ้ำ และถึงแม้จะมีใครมาอยู่แทนที่ Jack ได้ ก็จะเกิดเหตุการณ์แบบเดิมอีก ดังนั้น ถ้าจะต้องสูญเสียหลาย ๆ ครั้ง ก็อาจจะกลายเป็นการเลือกที่จะอยู่กับตัวเองคนเดียวก็ได้ จะได้ไม่ต้องเจอความสูญเสียเจ็บปวดเช่นนั้นอีก

One grey night it happened, Jackie Paper came no more
And Puff that mighty dragon, he ceased his fearless roar.
…………
His head was bent in sorrow, green scales fell like rain,
Puff no longer went to play along the cherry lane.
Without his life-long friend, Puff could not be brave,
So Puff that mighty dragon sadly slipped into his cave.

ถึงขั้นหมดความกระตือรือร้นหมดแรงจูงใจ สูญสิ้นความยินดีกับชีวิตไปเลย

แต่ก็นั่นแหละ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป สักวัน Puff ก็จะสามารถลุกขึ้นมาคำราม make fearless roar ได้ใหม่ และเกล็ดของมังกรก็คงต้องสุกสว่าง เป็นสีเขียวกว่าที่เคย Puff ต้องมีชีวิตอยู่ และใช้ชีวิตแทนส่วนของ Jack ด้วยนี่นะ
----

อย่างไรก็ตาม กลับมาพูดถึงเรื่องต้นกำเนิดของเพลงเสียหน่อย เพลงนี้ถูกแต่งขึ้น โดย Leonard Lipton นักศึกษา คอร์เนล ในปี 1959 จากแรงบันดาลใจจากบทโคลง "Really-O Truly-O Dragon" เพื่อเล่าถึง การสูญเสียความเป็นเด็ก และก้าวสู่โลกของการเป็นผู้ใหญ่ โดยใช้มังกรมาเป็นสัญลักษณ์ ก่อนที่ Peter Yarrow จะเอามาใส่ทำนองและแก้ไข ซึ่งพอ Peter มารวมตัวกับ Mary Travers และ Paul Stookey เพลงนี้ก็ขึ้นสู่อันดับสองใน Billboard ปี 1963 ขึ้นมา

ฟังมานาน แล้วก็น้ำตารินมาตั้งนาน แต่พอเปลี่ยนการตีความไปสู่การใช้มังกรเป็นสัญลักษณ์ก็ เลยต้องย้อนกลับไปดูเนื้อเพลงเพื่อที่จะขบคิดตามอย่างพินิจพิเคราะห์อีกรอบ และคราวนี้ นอกจาก จะ ยิ่งทำให้เพลง Puff ของมิ้งยิ่งเศร้ายิ่งขึ้นแล้ว ก็ยังลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก

ใครกันหนอที่ไม่สามารถลืมการต้องพรากจากความเป็นเด็กนั้นได้
ใครกันหนอที่ละหวนไห้ถึงสิ่งที่ต้องทิ้งไปเบื้องหลัง
ใครกันหนอที่หวาดกลัวเจ็บปวดกับการต้องเติบโต

เราเอง พวกเราเอง
แต่ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องเติบโต ต้องเปลี่ยนไป
.
.
.
อย่างที่บอกไว้ว่า Everything has its price!

------
08Aug 06

ได้อ่านเพิ่มเติมถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของเพลง แล้วก็เพิ่งจะรู้ว่า มิ้งซึ่งเก็บ Puff ไปคิดซับซ้อนก็ยังตีประเด็นผิดไปได้ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเกิดจากที่ Jack สร้างเพื่อนเล่นในจินตนาการอย่าง Puff ขึ้นมา และก็เล่นสนุกสนานด้วยกัน แต่เพราะ Jack เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็เลยทำให้เห็นค่าความสำคัญของมังกร Puff น้อยลง จนถึงวันหนึ่งที่ไม่เห็น ไม่นึกถึง Puff อีกต่อไป

ก็เลยไปเปรียบเทียบกับ Peter Pan ซึ่งมีนัยพูดถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่เช่นเดียวกัน แต่ก็ดูว่าทั้งสองเรื่องจะมีเนื้อหาไปในทางสุดโต่งทั้งคู่ กล่าวคือ Jack เลือกที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วลืมความคิดฝันช่างคิดแบบเด็ก ๆ ไป ส่วน Peter Pan นั้นก็เลือกที่จะอยู่กับความเป็นเด็กของตัวเองตลอดไป โดยที่ไม่ยอมเติบโต จะมีใครที่อยู่ตรงกลาง แล้วสามารถที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ขณะที่ไม่ต้องลืมความเป็นเด็กและความรื่นเริงเบิกบานด้วยจินตนาการและมุมมองใสสะอาดไหมหนอ?

1 comment:

ming-ki said...

จริง ๆ เมื่อก่อน blogspot จะค่อนข้างเล่นไร้สาระค่ะ
(ถึงแม้จะมีวิชาการมาแทรกนาน ๆ ทีก็ตาม)
แต่หลัง ๆ เพราะหาลูกค้าจัดตั้งยาก
ในที่สุด ตอนต้นปีก็เลยเปิด bloggang ขึ้นมาอีกที่
กะว่าจะให้จริงจัง

แต่พอเอาเข้าจริง เขียนจริงจังแล้วคนไม่อ่าน
กับเพราะคนที่เข้ามามีหลากหลาย และไม่รู้จักก็มี
ทำให้ไม่อยากเขียนอะไรลงไปเยอะ
ก็เลยเอาด้านร่าเริงมาที่ bloggang
แล้วเอาเอาด้านจริงจังสลับไปที่ blogspot แทน
เปลี่ยนชื่อล้าลาจาก Spin Around With Ming
เป็น A Cultured Side แทน
ซึ่งก็โพสต์ได้ตามใจฉันทุกวันอีก :D :D